คัดลอกลิงก์เเล้ว

ความหลังอันเจ็บปวด!!!

ทุกคนล้วนแล้วแต่มีอดีตกันทั้งนั้นแต่ขึ้นอยู่กับว่าความว่าอดีตของแต่ละคนจะหอมหวานหรือข่มขื่นเท่านั้นเอง

ยอดวิวรวม

135

ยอดวิวเดือนนี้

0

ยอดวิวรวม


135

ความคิดเห็น


5

คนติดตาม


0
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  4 เม.ย. 55 / 05:26 น.
นิยาย ѧѹ纻Ǵ!!! ความหลังอันเจ็บปวด!!! | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้
เด็กผู้ชายคนหนึ่งมีอดีตที่ช้ำใจ  ทั้งเรื่องครอบครัวและ 
"ความรัก"   เขาเจ็บปวดทุกครั้งที่หวนรำลึกนึกถึงอดีตที่ผ่านมา

เนื้อเรื่อง อัปเดต 4 เม.ย. 55 / 05:26


        “งานชิ้นต่อไปให้นักศึกษาเขียนประวัติตนอง เริ่มตั้งแต่วัยเด็กจนถึงปัจจุบัน ผ่านอะไรมาบ้างในชีวิต รวมทั้งชีวิตความเป็นอยู่ในครอบครัวและทุกๆเรื่องเกี่ยวกับตัวเอง”    
เสียงอาจารย์สั่งงานแก่นักศึกษา   โห!!! อาจารย์แกเล่นสั่งงานแบบนี้เลยเหรอ 
 “ทำไมละต้น กิ๊กว่าก็ดีออกนะ เราจะได้บรรยายเกี่ยวกับชีวิตตัวเองในแง่มุมต่างๆให้อาจารย์รู้ บางทีมันอาจจะเป็นโอกาสที่เราจะสามารถระบายเหตุการณ์บางอย่างที่เข้ามาในชีวิตเราให้คนๆนึงฟัง และคนคนนั้นก็ไม่ใช่ใครที่ไหนซะด้วย อาจารย์เราเอง กิ๊กว่าดีออก” คนดีใจที่ได้ทำงานชิ้นดังกล่าวส่งอาจารย์ เอ่ยอย่างเจื้อยแจ้ว ผิดกับคนที่สบถออกมาด้วยความท้อแท้ราวกับไม่ค่อยอยากจะให้ใครล่วงรู้ประวัติส่วนตัวของตัวเอง หากแต่ความกลัวและความกังวลที่เจ้าตัวไม่อยากทำรายงานชิ้นนี้สักเท่าไหร่นั้นไม่ใช่ว่าไม่อยากให้ใครรู้ หากแต่ความทรงจำในอดีตของเจ้าตัวนั้นแทบจะเจ็บปวดใจราวกับมีเข็มนับหลายร้อยพันเล่มพุ่งเข้าทิ่มแทงตรงใจทุกครั้งที่รำลึกหวนถึงอดีตหรือประวัติของตัวเอง  
“ เปล่าหรอกกิ๊ก ไม่มีอะไรหรอกจ๊ะ” หากแต่คำพูดที่เล็ดลอดออกมาจากปากนั้นแทบจะทำให้อีกฝ่ายต้องกลั้นหายใจฟังและสวนทางกับแววตาของเจ้าของคำพูดอย่างสิ้นเชิง   
“เป็นไรหรือเปล่า” หญิงสาวตากลม จมูกโด่ง    ปากบางได้รูป ถามเพื่อนสนิทตรงหน้าอีกครั้งเมื่อเห็นแววตาและดวงหน้าเพื่อนชายของตัวเองเปลี่ยนแปลงลงทันทีที่ได้ยินงานที่อาจารย์ประจำรายวิชาเพิ่งสั่งเสร็จ  
“เปล่าๆๆๆ”   ชายหนุ่มตอบได้แค่นั้นก็นั่งนิ่ง เช่นเคย
“ เฮ้ย ต้นมีอะไรก็เล่าให้กิ๊กฟังได้นะ เราเป็นเพื่อนกันไม่ใช่เหรอ”   หญิงสาวพูดเสริม  
“ก็เรื่องประวัติส่วนตัวต้นนี่แหละกิ๊กที่ต้นกังวล”    เจ้าของน้ำเสียงบอกบอกด้วยน้ำเสียงที่ไม่ค่อยดีนัก
 “เอางี้นะ เดี๋ยวหลังจากเรียนเสร็จต้นเล่าให้กิ๊กฟังนะ ต้นจะได้สบายใจขึ้น”
“ อื้ม”   ชายหนุ่มตอบเพียงสั้นๆ
             ณ ลานอนุสาวรีย์แห่งกษัตริย์ ไทย    โดยที่นักศึกษามหาวิทยาลัยแห่งนี้ต่างเรียกแทนตัวเองว่าเป็นลูก และแทนพระองค์เป็นพ่อ หากมีใครถามว่าพวกเราเรียนที่ไหน พวกเราต่างจะตอบด้วยหน้ายิ้มแย้ม เบิกบานหากแต่คำตอบที่ตอบออกมาไม่ค่อยจะตรงคำถามสักเท่าไหร่ แต่ก็ทำให้อีกฝ่ายเข้าใจได้อย่างมะลุปรุโปร่ง  
“พวกเราเป็นลูกพ่อขุน ครับ/ค่ะ”   บรรยากาศยามเย็นตรงลานพระบรมรูป     คราคร่ำไปด้วยบรรดาเหล่านักศึกษา พ่อค้า ประชาชนทั่วไป ที่เข้ามานั่งเล่นบริเวณริมสระน้ำ ซึ่งตรงอยู่ข้างหน้าบริเวณลานพ่อขุน ซึ่งจะเป็นอย่างนี้ทุกวันเสมอมาและตลอดไป   
“เอาละ ว่ามาเลยต้น ตอนนี้กิ๊กพร้อมจะรับฟังเรื่องของต้นแล้ว”  หญิงสาวกล่าวพร้อมกับท่าทางที่มั่นใจ
“ จะดีเหรอกิ๊ก   ต้นไม่อยากให้กิ๊กต้องมาเวทนากับต้นนะ”
“ ต้นยังคิดว่ากิ๊กเป็นเพื่อนต้นอีกหรือเปล่า ถ้าใช่ก็เล่ามาแต่ถ้าไม่ก็ไม่ต้อง”   หญิงสาวใช้ไม้ตายทันทีเมื่อเห็นอีกฝ่ายมีท่าทีไม่อยากเล่า   เหตุผลเนื่องด้วยรู้นิสัยเพื่อนชายตัวเองดีว่าเขาแคร์ความรู้สึกคนรอบข้างเสมอแค่ไหน  
“ มันไม่ใช่อย่างนั้นนะกิ๊ก ก็ได้ๆๆๆๆ ต้นจะเล่าให้กิ๊กฟังว่าเป็นอย่างไร ก็ดีเหมือนกันบางทีต้นอาจจะสบายใจก็ได้ ที่ได้ระบายมันออกมาบ้าง” เจ้าของต้นเรื่องพูดด้วยน้ำเสียงเศร้าสลด    ต้นจะเล่าให้กิ๊กฟังตั้งแต่แรกเริ่มเลยนะ
 
21 มิถุนายน 2534 ปีมะแม
               เสียงเด็กร้อง อย่างจ้าละหวั่น อันเป็นสัญญาณว่าทารกตัวน้อยซึ่งเป็นสมาชิกใหม่ของโลกใบนี้ได้ถือกำเนิดขึ้นแล้ว    แต่ด้วยเพราะเวรกรรมหรือไม่   ทารกน้อยมีนิ้วโป้งข้างขวาที่มีเล็บด้วยกันถึงสองเล็บ หากแต่ไม่ใช่สาระสำคัญเท่ากับตอนนี้คนรอบข้างต่างก็ดีใจที่เด็กน้อยได้เกิดมา    
สิบห้าวันให้หลัง  
“อ้าวว่าไงลูก” คนเป็นแม่สามีกล่าวทักทายลูกสะใภ้อย่างดีใจเมื่อเห็นว่าได้พาเจ้าหลานชายตัวน้อย มาเยี่ยมถึงบ้าน โดยที่มิอาจจะล่วงรู้ได้ว่าอีกมิกี่อึดใจต่อมาทารกน้อยคนนี้ซึ่งเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของตนจะต้องมาอยู่ที่นี่ตลอดกาล  
“สวัสดีคะแม่” ผู้เป็นลูกสะใภ้กล่าวสวัสดีคนทักทายเมื่อครู่ทั้งๆที่ยังอุ้มทารกน้อยอยู่   
“หนูฝากเจ้าหนูหน่อยนะคะ ประเดี๋ยวจะไปทำธุระแล้วจะกลับมารับคะ” ด้วยความที่ผู้ซึ่งมีศักดิ์เป็นย่านั้นดีใจที่หลานมาหาก็เลยไม่ทันได้ฉุกคิด   และบอกกับลูกสะใภ้ว่า
“ จ้า ไปเถอะเดี๋ยวแม่ดูแลเจ้าหนูน้อยเอง”   คนที่ได้ชื่อว่าเป็นแม่ก็จากไปอย่างรวดเร็ว และไม่ท่าทีว่าจะหันกลับมามองผู้เป็นเลือดในอกของตัวเองแม้แต่น้อย ทำไมช่างใจร้ายนัก!!!!
ทำไมไปนานจังเลยนะ!!! ลูกหิวนมจะแย่แล้ว คนเป็นย่าบ่นกับตัวเอง   ยิ่งรอก็ยิ่งนาน นาน นานและนาน  
“ ทำไมมันถึงทำแบบนี้ เลวที่สุด!!! ทิ้งได้แม้กระทั่งลูก ในเมื่อแม่แกทิ้ง  แล้วจะให้ฉันเลี้ยงเหรอ ไม่มีทาง” คนเป็นย่าประกาศกร้าว นัยน์ตาบ่งบอกว่าโมโห และโกรธได้อย่างชัดเจน    
“ใครจะเอาในเมื่อแม่มันยังไม่ยอมรับลูกตัวเอง แล้วฉันจะรับได้อย่างไร ใครจะรับไปเลี้ยงบ้าง” คนเป็นย่าป่าวประกาศถามผู้คนในหมู่บ้าน  
“ฉันรับเลี้ยงเอง” หญิงคนหนึ่งพูดออกมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ   ไม่แสดงออกถึงความอยากได้หรือดีใจที่จะได้เด็กน้อยไปเลี้ยงสักนิดเดียว      เหตุการณ์คงจะจบลงด้วยความเลวร้ายหากคนเป็นย่ารวมทั้งญาติในครอบครัวไม่ทราบเรื่องที่น่าอดสูซะก่อนไม่อย่างนั้นพวกเขาคงจะรู้สึกผิดไปชั่วชีวิตเมื่อได้ทราบว่าหญิงสาวที่รับปากว่าจะรับเด็กไปเลี้ยงดูอย่างดีนั้น หากแต่ในทางกลับกันนางหมายจะส่งทารกนี้ให้กับเอเย่นค้ายาซึ่งจะทำการผ่าท้องเด็กแล้วนำยานรกยัดใส่ในท้องเด็ก และส่งออกนอกประเทศ!!! ไม่มีใครทราบว่าหญิงคนนั้นถึงได้ใจดำได้ถึงเพียงนั้น    และแล้วสายใยแห่งความผูกพันของคนเป็นย่าที่มีต่อหลานแท้ๆของตัวเอง  ก็ย่อมมีมากกกว่าจึงไม่ยกทารกน้อยให้กับหญิงสาวคนนั้นเสียรวมทั้งคนอื่นๆด้วย นับว่าวาสนาของเด็กคนนี้ก็พอยังมีอยู่บ้างแม้จะน้อยนิดก็ตาม “ต่อจากนี้ไปย่าจะเลี้ยงดูเจ้าเองนะหลานย่า”   คนเป็นย่าพูดกับทารกน้อย แต่จนแล้วจนรอดลูกที่มีสิทธิ์สมควรจะได้ใช้นามสกุลของคนเป็นพ่อก็มีอันต้องล้มเลิกเมื่อไม่มีใครยอมรับให้ใช้นามสกุลของตน 
“ ผมรับเป็นลูกบุญธรรมของผมเอง” เสียงชายหนุ่มร่างเล็ก หนวดเคราเป็นปื้น ตอบมาด้วยน้ำเสียงมั่นคง ชัดเจน   ลูกชายของย่านั่นเองซึ่งเป็นลูกของสามีเก่าของย่าที่เลิกรากันไปด้วยเหตุผลของผู้ใหญ่ ซึ่งมีศักดิ์เป็นพี่ชายของคนที่เป็นพ่อเด็กน้อยและมีศักดิ์เป็นลุงของทารก หากแต่บัดนี้ชายคนที่สมควรมีสถานะเป็นลุงนั้นได้กลับกลายเป็นพ่อของคนตัวน้อย ที่ตอนนี้นอนทำตาแป๋วอยู่ภายใต้อ้อมกอดอันอบอุ่นของคนที่เพิ่งจะได้เด็กน้อยมาเป็นลูกอีกคนโดยสมบูรณ์ 
“ แล้วจะตั้งชื่อน้องว่าอะไรดีละ” คนมีศักดิ์เป็นน้าสาวและเป็นลูกคนสุดท้องของย่าถามออกมาด้วยความสงสัย 
“งั้นชื่อ กฤษณะ แล้วกันนะ ส่วนนามสกุลก็คือ ศศิกุลคุณากร”   ตามนามสกุลของคนที่เป็นพ่อบูญธรรม 

ห้าปีผ่านไปเด็กชายตัวน้อยก็ได้เข้ารับการศึกษายังสถานศึกษาใกล้บ้านคือโรงเรียนวัดดีหลวงซึ่งเป็นโรงเรียนที่มีที่ตั้งติดกับชายทะเลฝั่งอ่าวไทย  ทำให้มีอากาศดีและบริสุทธิ์   เด็กน้อยเป็นเด็กที่ไม่ถือว่าฉลาดแต่ก็ขยันเรียนเป็นอย่างมากจนหลายครั้งที่สอบได้เป็นลำดับที่หนึ่งของห้องอยู่เสมอ   และด้วยความที่เป็นเด็กขยันและเรียบร้อยนี่เองทำให้เขากลายเป็นที่รักของคุณครูทุกคนในโรงเรียน   หากถามว่ารู้จักเด็กชายคนนี้หรือไม่   คงไม่มีใครที่จะปฎิเสธได้ว่าไม่รู้จัก  นอกจากจะเป็นที่รักใคร่ของครู อาจารย์แล้ว  เด็กชายตัวน้อยก็ได้รับการยอมรับจากเพื่อนฝูงด้วยเช่นกันและทำรวมถึงเป็นที่รักของผู้คนในหมู่บ้านได้อย่างไร้ข้อสงสัยใดๆ   ชีวิตที่ดำเนินไปในแต่ละวันทำให้เด็กชายตัวน้อยนั้นมีความสุขไม่น้อย  ความอบอุ่นจากผู้คนรอบข้าง  แต่แล้ววันหนึ่งเมื่อเขาอายุได้ประมาณแปดขวบซึ่งเรียนอยู่ชั้นประถมปีที่สอง  ได้มีคนมาตามหาเขาถึงที่โรงเรียนและบอกว่าต้องการให้เด็กชายตัวน้อยกลับบ้านด่วน  ด้วยเหตุผลที่ว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งมาหาที่บ้าน  

“ คุณครูคะ  เด็กชายนฤพล  แซ่ลิ่ม  อยู่ไหนคะ”  หญิงสาวยิงคำถามใส่ครูประจำชั้นด้วยอาการกระหืดกระหอบด้วยเพราะใช้เวลาในการวิ่งมายังจุดหมายปลายทางนั้นเร็วเหมือนจรวด  จึงไม่แปลกที่จะทำให้สภาพของเจ้าหล่อนเป็นเช่นนี้  

“คือว่าดิฉันอยากให้เด็กชายนฤพล  กลับบ้านด่วนคะ”  คนตรงหน้ายังคงบอกแก่คนที่ได้ชื่อว่าเป็นแม่พิมพ์ของชาติอย่างทันทีด้วยความดีใจอย่างที่สุด  พร้องทั้งอธิบายเหตุผลและชี้แจงถึงจุดประสงค์ของการมาของเธอในครั้งนี้  หลังจากที่เจ้าหล่อนได้อธิบายเรื่องราวทั้งหมดกับครูประจำชั้นเรียบร้อยแล้วก็เข้ามาคว้าตัวเด็กชายตัวน้อยออกไปจากห้องเรียนทันที    ท่ามกลางความงุนงงของเพื่อนนักเรียนในห้องและตัวของเด็กชายเองก็เช่นเดียวกัน  

“น้าแอ๋ว  จะพาผมไปไหนครับ”  เด็กชายตั้งคำถามต่อผู้เป็นน้าสาวทันทีที่ตัวเองได้ลอยปลิวอออกมาจากห้องด้วยกำลังของผู้เป็นน้าสาว   หากแต่ไม่มีเสียงตอบรับใดๆจากคนถูกถามนอกเสียจากคำว่า 

“เดี๋ยวก็รู้จ๊ะ”     นั่นยิ่งทำให้งงกันเข้าไปใหญ่  เอาละไปไหนก็ไปกัน

 

            หน้าบ้านชั้นเดียวยกใต้ถุนสูง  บนแคร่ตัวเตี้ยหน้าบ้านบัดนี้มี  ผู้หญิงคนหนึ่งกำลังนั่งร้องไห้อยู่และก็ยิ่งหนักขึ้นทุกขณะเมื่อได้เห็นหน้าเด็กชายตัวน้อย  

“เขาร้องไห้ทำไมกันนะ”!!!   เด็กชายตั้งคำถามกับตัวเองภายในใจท่ามกลางความงุนงงสุดขีด 

ทำไมวันนี้มีแต่เรื่องแปลกๆนะ!!!  เมื่อกี้น้าแอ๋วก็ไปตามถึงที่โรงเรียน บอกว่ามีคนมาหา  พอถึงบ้านก็มีผู้หญิงที่ไหนก็ไม่รู้มานั่งร้องไห้ที่หน้าบ้านเราอีก  เด็กชายตัวน้อยยังแอบคิดต่อในใจเพียงคนเดียวหากแต่ไม่ได้พูดอออกมา   

“ไหว้แม่ซิลูก   หือ!!!  แม่?  แม่ใคร  แล้วทำไมต้องให้เราไหว้ก็ในเมื่อเราก็มีแม่อยู่แล้วไม่ใช่เหรอ”  ซึ่งนั่นก็คือแม่บุญธรรมของเขานั่นเอง  

“ทำไมต้องไว้ละครับ”  เด็กชายเอ่ยออกมาถามผู้เป็นย่าซึ่งเป็นคนบอกให้ไหว้ 

“ก็ไหว้แม่ของเจ้าไง”  แม่!!!  อีกแล้วที่ได้ยินคำๆนี้  

“แม่ใคร”   เด็กชายตัดสินใจถามออกมา  หากแต่ทำให้สตรีคนตรงหน้ายิ่งระบายน้ำตาออกมาเพิ่มขึ้นไม่ขาดสายเหมือนเขื่อนแตกก็ไม่ปาน   ทุกอย่างตกอยู่ในความเงียบได้ยินเพียงเสียงสะอื้นจากสตรีผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นแม่ของเด็กชายตัวน้อยตามที่คนเป็นย่าบอก  

“ มาหาแม่ซิลูก”   คราวนี้เด็กชายไม่ถามอันใดอีก  นอกจากตรงเข้าไปหาสตรีเบื้องหน้าที่บัดนี้อ้าแขนรับเขาโดยกว้าง   ความอบอุ่น  แผ่ซ่านทุกอณูของผิวกาย  เด็กน้อยสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นจากอ้อมกอดของสตรีเบื้องหน้าอย่างแปลกใจ  เพราะเท่าที่ผ่านมาจนปัจจุบัน  ณ นาทีนี้หาได้มีใครสักคนที่ทำให้รู้สึกถึงความอบอุ่นได้เพียงนี้  แม้จะได้รับอ้อมกอดจากคนในครอบครัวมามากมายแล้วก็ตาม          

“แม่ลูกนะลูก”  คนเป็นย่าแต่ในขณะเดียวกันก็เปรียบดั่งมารดาของเด็กชายที่เฝ้าอบรมเลี้ยงดูทนุถนอมเลี้ยงมาตั้งแต่เป็นทารกจนปัจจุบัน  เอ่ยบอกหลานชายวัยแปดขวบด้วยน้ำเสียงที่สั่นๆเล็กน้อย  พร้อมกับหยาดน้ำตาที่ตอนนี้กำลังแผ่กระจายครอบครองพื้นที่รอบดวงตาอย่างรวดเร็ว   เด็กน้อยหันมองผู้เป็นย่าสลับกับคนที่ย่าบอกว่าเป็นแม่อย่างงงๆ   หันกลับมาอีกทีสตรีคนตรงหน้าก็ไม่ได้ปริปากพูดแต่อย่างไรหากแต่มีเพียงน้ำตาแห่งความสุขและยินดีที่ได้มีโอกาสกอดเด็กชายตัวน้อยตรงหน้าพร้อมกับวงแขนที่ตอนนี้กระชับร่างบางเข้าทุกขณะ   งง  งง  งง   แล้วก็งง  นี่มันอะไรกันเนี่ย   เด็กชายตัวน้อยคิดกับตัวเองอีกครั้ง   

“เธอสามารถมาหาลูกได้ทุกเมื่อ”  ดูเหมือนว่าคนเป็นย่าจะเริ่มลดทิฐิที่มีต่อแม่ของเด็กชายตัวน้อยลงมากเมื่อเทียบกับวันที่รู้ว่านางทิ้งลูกไว้ให้เธอเลี้ยง   แต่สุดท้ายสายใยแห่งความผูกพันของคนเป็นแม่ที่มีต่อลูกก็ได้ทำลายทิฐิที่มีในใจของคนเป็นย่าให้ลดน้อยลงเป็นอย่างมาก  

 

“ใครเหรอครับย่าที่มาหาผมวันนี้”  เด็กชายตัวน้อยถามย่าทันทีที่สตรีที่ใครต่อใครก็บอกว่าเป็นแม่ของเขากลับไปได้เพียงไม่นาน 

 “ก็แม่เจ้าไง”  คนเป็นย่าบอกกับหลานชายด้วยเสียงราบเรียบหากแฝงไปด้วยความเจ็บปวด  ร้าวราน  และความกลัวที่มีมากกว่าสิ่งใด   ใช่แล้วความกลัว  กลัวว่าคนที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นแม่จะมาพรากเด็กชายตัวน้อยที่เธอเลี้ยงมาตั้งแต่เล็กแต่น้อยไปจากอก   ถึงแม้จะไม่ได้เป็นคนที่ให้กำเนิดเด็กชายก็ตามทีแต่ความรักความผูกพันที่มีนั้นก็ไม่น้อยกว่าคนเป็นแม่อย่างแน่นอน  

“ถ้าแม่เจ้ามารับไปอยู่ด้วยเจ้าจะไปไหม”   คนเป็นย่าตัดสินใจถามออกไป  

“ไม่ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ”    เด็กชายตัวน้อยแทบจะตอบสวนไปในทันทีที่ได้ยินอีกฝ่ายถาม          “แต่เขาเป็นแม่ของเจ้านะ”   คนเป็นย่าพูดต่อ

 “แล้วย่าไม่ใช่แม่ผมเหรอครับ”   ถึงแม้ว่าคนตรงหน้าจะไม่ใช่แม่แต่ก็เป็นเหมือนแม่ซ้ำทั้งยังเป็นมากกว่าแม่ซะอีกคือเป็นทั้งพ่อและแม่ในเวลาเดียวกัน   เด็กชายตอบด้วยน้ำตาพ้อมทั้งกอดขาสตรีเบื้องหน้าอย่างแน่นหนา  ด้วยกลัวว่าจะมีใครมาพรากตนไปจากสตรีคนนี้  คนที่เฝ้าเลี้ยงดูเขามาตั้งแต่เด็ก  พลันภาพเก่าๆก็เข้ามาในห้วงมโนสำนึกทันทีดั่งฟิล์มภาพยนตร์ที่ฉายซ้ำไปมาหลายรอบ  ภาพสองย่าหลานที่ติดกันเป็นตังเม  ไปไหนไปกัน  ภาพตอนอาบน้ำซึ่งย่าก็เป็นคนอาบให้  ป้อนข้าวป้อนน้ำ   ยามใดไม่สบายคนที่ได้ชื่อว่าเป็นย่าไม่เป็นอันนอนด้วยเพราะเป็นห่วงเด็กชายตัวน้อยจนอดหลับอดนอน  และภาพความผูกพันต่างๆมากมายก็ถาโถมเข้ามาในมโนสำนึกภาพแล้วภาพเล่า  

“ผมไม่ไปไหนทั้งนั้นครับ  ผมจะอยู่กับย่า อยู่กับย่าคนเดียวเท่านั้น”  เด็กชายพร่ำบอก  ต่างคนต่างร้องไห้  ท่ามกลางญาติพี่น้องที่อยู่ในเหตุการณ์

 

            เมื่อคำว่าแม่จบสิ้นไป   เด็กชายจึงกลับมาคิดได้อีกคำหนึ่ง  แล้วคำว่าพ่อละ   พ่ออยู่ไหน  ทำไมไม่เคยเลี้ยงดูเขาเลย  ทุกครั้งที่เดินไปโรงเรียนเมื่อได้เห็นเพื่อนนักเรียนที่มีพ่อแม่มาส่งนั้นมันช่างเป็นภาพที่บาดหัวใจของคนที่ได้เห็นซะเหลือเกิน  หลายต่อหลายครั้งที่น้ำตาเด็กชายไหลอาบสองแก้มเพียงนึกอยากจะมีเหตุการณ์อย่างภาพตรงหน้าบ้างแม้จะเป็นเพียงครั้งเดียวในชีวิตก็ตาม  ทั้งๆที่รู้อยู่เต็มอกว่าไม่วันมีไหนเลยที่ฝันอันแสนหวานของเขาจะเป็นจริงได้ นั่นสินะมันจะเป็นจริงได้อย่างไรกันในเมื่อพ่อแม่ของเราแยกทางกันตั้งแต่เราเกิดได้เพียงไม่กี่วันเท่านั้นเอง  และยิ่งเจ็บปวดจับขั้วหัวใจลงไปยิ่งกว่านั้นคือทั้งสองคนไม่มีท่าทีว่าจะยอมรับเราเป็นลูกด้วยกันทั้งสองคนเลย   แล้วมันจะมีทางไหนได้อีกที่ภาพฝันของเราจะเป็นจริง  ภาพที่พ่อ  แม่  ลูก  ต่างอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน  ยิ่งคิดก็ยิ่งเศร้าเด็กชายได้แต่คิดอยู่คนเดียวภายในใจ   หลังจากที่พ่อของเขาได้แยกทางกับแม่  ก็ได้ไปแต่งงานงานใหม่กับผู้หญิงอีกคนซึ่งในขณะนี้มีศักดิ์เป็นแม่เลี้ยงของเขาโดยสมบูรณ์แล้ว  พ่อมีลูกกับแม่เลี้ยงอีกสองคนซึ่งเป็นลูกสาวทั้งคู่   เด็กชายเจ็บแปลบที่ใจทุกครั้งที่เมื่อใดก็ตามที่พ่อกลับมาบ้านและพาลูกเมียใหม่มาเที่ยวบ้าน  โดยหลังจากที่พ่อแต่งงานใหม่แล้วก็ได้ย้ายไปอยู่กับเมียใหม่ที่จังหวัดสุราษฎรธานี  นานทีถึงจะกลับ  ภาพพ่อที่อุ้มลูกและปลอบใจในยามที่ลูกร้องไห้นั้นช่างเป็นภาพที่น่ามองเป็นที่สุด หากแต่ไม่สามารถใช้เอ่ยอ้างถึงเด็กชายตัวน้อยได้เลย  เพราะลูกที่อยู่ในอ้อมกอดพ่อที่อบอุ่นนั้นหาเป็นตัวของเด็กชายตัวน้อยไม่   แต่กลับเป็นเด็กหญิงตัวน้อยสองคนอายุไล่เลี่ยกัน    ลูกใหม่ของพ่อนั่นเอง !!!    เด็กชายไม่มีท่าทีเข้าใกล้ผู้เป็นพ่อเลยแม้แต่น้อย  เพียงแต่จะเอื้อนเอ่ยเรียกผู้ชายที่ได้ชื่อว่าเป็นพ่อแม้สักคำเดียวก็หาได้ยินจากปากของเด็กตัวน้อยแม้คำเดียวไม่  ถึงแม้ว่าเขาอยากจะเรียกคำคำนั้นอย่างสุดแสนเท่าไหร่ก็ตาม  เพราะในเมื่อคนเป็นพ่อไม่มีท่าทีเรียกฝ่ายตรงข้ามว่าลูกเช่นกัน  ดังนั้น  สายใยความผูกพันระหว่างพ่อลูกจึงไม่มีทางที่จะหาเจอได้อย่างแน่นอน

 

          หลายปีต่อมา 

“ย่าๆๆๆๆๆๆๆผมได้เป็นตัวแทนไปแข่งขันวาดภาพของโรงเรียนครับ”  เด็กชายตัวน้อยวิ่งหน้าตื่นมาบอกคนเป็นย่าด้วยสีหน้าตื่นเต้นพร้อมกับหน้าที่เปื้อนไปด้วยรอยยิ้มแห่งความดีใจ   เด็กชายชอบวาดรูปมาตั้งแต่ยังเด็ก  ไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่ทางโรงเรียนจะเล็งเห็นถึงความสามารถของเขาและคัดเลือกให้เป็นตัวแทนโรงเรียนในการวาดภาพแข่งขันในครั้งนี้ซึ่งจะจัดขึ้นทุกปีจนกลายเป็นงานประจำปีของเขตการศึกษาแล้ว 

 “จริงเหรอลูก”  คนเป็นย่าเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่แฝงด้วยความดีใจไม่แพ้หลานชายตัวน้อย     

“เก่งมากลูกเก่งมาก”  ปากกก็พร่ำบ่นด้วยความชื่นชม  หากมือก็ลูบศีรษะเด็กชายด้วยความรักใคร่อย่างสุดหัวใจเปรียบดั่งลูกในอก  

“เป็นเด็กดีนะลูกนะ”  ย่ามักพูดคำนี้เสมอนยามที่สั่งสอนหลานชาย   จนทำให้เด็กชายซึมซาบมาตั้งแต่เด็กและปฎิบัติมาตลอดจนกระทั่งเริ่มเติบโตขึ้นเรื่อยๆ

 

เสียงปรบมือดังขึ้นพร้อมกันทั้งโรงเรียนทันทีที่สิ้นคำประกาศครูฝ่ายปกครอง   

“นับแต่นี้ต่อไป  นายกฤษณะ  ศศิกุลคุณากร คือประธานนักเรียนคนใหม่ของโรงเรียนเรา”   

“เย้ๆๆๆๆ  ยินดีด้วยครับ/ค่ะ”  เสียงเพื่อนๆ  น้องๆ  โห่ลั่นทั่วโรงเรียน  เพื่อแสดงความยินดีที่  นายนฤพล  แซ่ลิ่ม  ได้รับเลือกเป็นประธานนักเรียนคนใหม่อย่างสมบูรณ์แบบ 

“ขอบคุณทุกคนมากครับที่เลือกผม  ขอบคุณครับ  ผมสัญญาว่าจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุดครับ   ขอบคุณอีกครั้งครับ”  จากอดีตเด็กชายตัวน้อยที่มีปมด้อยเรื่องพ่อแม่   บัดนี้เขาได้กลายเป็นประธานนักเรียนอย่างน่าภาคภูมิใจ      

“ย่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ”    เสียงตะโกนโหวกเหวกดังแว่วมาแต่ไกลกระทบโสตประสาทของคนเป็นย่าเหมือนเช่นวันวานที่ผ่านมา  หญิงวัยกลางคนที่ตอนนี้ดูเริ่มชราลงไปมากตามอายุแต่ยังคงแข็งแรงดี  

“ว่ายังไงลูก”  คำถามจากปากหญิงชรายิงใส่ผู้มาใหม่ทันที 

“ ผมได้เป็นประธานนักเรียนครับย่า”   เด็กชายตัวน้อยหากบัดนี้ตัวโตขึ้นมากแต่ยังไงก็ยังเล็กและอ่อนเยาว์เสมอในสายตาของสตรีเบื้องหน้าเอ่ยปากบอกกับคนเป็นย่า   แล้วก็เล่าเหตุการณ์ให้ผู้เป็นทั้งย่าทั้งแม่ฟังอย่างละเอียดทุกประเด็น   ต่างคนต่างมีความสุขที่ได้ฟังและเล่า   จนดึกดื่น คนเล่าก็ยังไม่มีท่าว่าจะยอมหยุดเอาง่ายๆ  ใครมาหาก็เป็นอันต้องเล่าให้เขาฟังซะทุกคนไป    ก็คนมันภูมิใจนี่   ได้เป็นประธานนักเรียนทั้งที  ใครเขาจะได้เป็นกันง่ายๆละ  ใช่ไหม   

 

             ชีวิตของชายหนุ่มวัยสิบห้าต้นๆ  ยังคงดำเนินไปอย่างมีความสุขกับวิถีชีวิตเรียบง่ายตามประสาลูกชาวนา    ปิดเทอมปีนี้เขาช่วยคนเป็นย่าและปู่ซึ่งบัดนี้ได้ลาออกจากงานเลี้ยงกุ้งต่างอำเภอที่เด็กชายอาศัยอยู่  ปู่ของเขาออกจากบ้านทันทีที่รู้แน่ชัดแล้วว่าจะมีสมาชิกมาร่วมชายคาบ้านด้วยอีกหนึ่งคน  และนั่นก็คือเหตุผลที่ทำให้ชายชราในอายุราวๆสี่สิบกว่าต้องออกจากบ้านไปทำงานเพื่อเลี้ยงดูคนในครอบครัวรวมถึงสมาชิกใหม่     นาข้าวไม่กี่ไร่อันเป็นสมบัติของย่าและปู่เป็นอันต้องเขียวชอุ่มทุกครั้งที่ถึงฤดูทำนา   เด็กหนุ่มช่วยผู้เป็นปู่  ย่า ทำนาเสมอเมื่อถึงฤดูการทำนา  พร้อมด้วยพี่สาว พี่ชาย และน้องสาวต่างบิดา มารดา  แต่ก็นับว่าเป็นพี่น้องกัน  ซึ่งทั้งสามเป็นลูกของลุงกับป้าซึ่งตอนนี้ก็คือพ่อกับแม่บุญธรรมของเขานั่นเอง   แต่หลังจากที่ชายคนโตของลุงบุญธรรมเรียนจบ ม.6  ก็เข้าไปเรียนต่อที่กรุงเทพพร้อมทั้งทำงานส่งตัวเองเรียนไปด้วย  ดังนั้นเด็กหนุ่มจึงต้องร่วมมือกับพี่สาวและน้องสาวช่วยงานผู้มีพระคุณล้นหัวทุกอย่าง  อาจจะมีบ้างบางครั้งที่ขี้เกียจแต่ก็เป็นเพียงชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น

 

          “จบ ม.3 แล้วจะเรียนต่อที่ไหนละลูก”   คุณที่ปรึกษาถามชายหนุ่มทันทีที่รู้ว่าอีกไม่กี่วันข้างหน้าเขาก็จะเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่สาม ซึ่งเป็นชั้นเรียนภาคบังคับของทางราชการที่ต้องให้เด็กทุกคนเรียนจบหลักสูตรชั้นนี้  เพราะมิเช่นนั้นแล้วจะถือว่าผิดกฎหมาย  และผู้ปกครองจะเป็นผู้รับโทษเนื่องจากไม่สนับสนุนให้บุตรหลานเรียนหนังสือ นั่นเอง 

“ ผมอยากเรียนต่อโรงเรียนในตัวจังหวัดครับครู  ผมอยากเรียนต่อสายภาษาครับ”  เด็กชายใฝ่ฝันไว้ว่าเมื่อเขาโตขึ้นอยากเป็นไกด์นำเที่ยว  ดังนั้นจึงต้องเรียนต่อสายศิลป์-ภาษา  ในชั้นมัธยมปลาย  แต่ค่าใช้จ่ายในการเรียนระดับที่สูงขึ้นย่อมจะตามาด้วยค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นมากด้วย 

“ แต่ผมคงไม่มีเงินเรียนครับครูเพราะค่าเทอมคงแพง”  เด็กหนุ่มบอกแก่ผู้ประสิทธิประสาทวิชาความรู้ให้แก่เขา  พร้อมท่าทางหมดหวังในการศึกษาที่ตั้งใจไว้   

“ถึงเราไม่ได้เรียนในสายและโรงเรียนที่เราต้องการก็ใช่ว่าเราจะไม่สามารถที่จะเป็นดั่งที่เรามุ่งหวังตั้งใจไว้ได้นะ”  คุณครูสาวบอกแก่เด็กหนุ่มพร้อมอธิบายเหตุและผลเสริมต่อ  

“โรงเรียนทุกโรงเรียนล้วนมีหน้าที่และจุดประสงค์เดียวกัน  นั่นคือ  มุ่งปลูกฝังความรู้ ความสามารถให้แก่นักเรียนภายใต้ความดูแลของสถาบันนั้นๆ  แต่ความสำเร็จของผลผลิตจากสถาบันนั้นนั่นคือนักเรียนจะมีความสำเร็จในชีวิตหรือไม่นั้นก็ขึ้นอยู่กับสติปัญญา   ความสำนึกผิดชอบ   ความรับผิดชอบ  ความเพียรพยายามด้วยว่ามีมากน้อยแค่ไหน”

   “ เข้าใจที่ครูพูดใช่ไหมลูก”   ครูสาวสรุป

“ ครับ”    เด็กหนุ่มรับคำพร้อมพยักหน้า  แล้วยกมือไหว้คนที่ได้ชื่อว่าแม่พิมพ์ของชาติเบื้องหน้า  พร้อมกับใบหน้าที่เปื้อนรอยยิ้มเบิกบานดั่งดอกไม้แรกแย้ม  

“ขอบคุณครับครูผมจะจำคำที่ครูสอนไว้ครับ”   เด็กหนุ่มกล่าวเสริม  

 

              หน้าเสาธงคลาคล่ำไปด้วยนักเรียนมากมายละลานตาแต่งชุดนักเรียนขาวสะอาดทั่วทั้งบริเวณ  ต่างคนต่างพูดคุกันอย่างสนุกสนาน  บ้างก็หัวเราะขำขันอย่างมีความสุข   วันนี้เป็นเปิดเรียนวันแรกของสถาบันการศึกษาแห่งใหม่ของชายหนุ่ม   หากแต่ที่ตั้งก็ยังคงเป็นสถานที่ใกล้กับชายฝั่งอ่าวไทยดั่งเช่นโรงเรียนหลังเก่าที่จากมา   ดังนั้นจึงทำให้เด็กหนุ่มค่อยคลายความคิดถึงโรงเรียนเก่าลงได้มากทีเดียว  

“ชล  บิ๊ก”   เด็กหนุ่มเอ่ยชื่อเรียกเพื่อนทั้งสองคนที่สอบได้โรงเรียนเดียวกัน  ซึ่งเด็กหนุ่มนั้นได้อยู่ห้องเดียวกันกับชล คือห้องสอง  สายศิลป์-คำนวณ   ส่วนบิ๊กนั้นสอบได้ห้องหนึ่ง  สายการเรียนวิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์   

“ไปเข้าแถวกันเถอะ”  เด็กหนุ่มเอ่ยชวนเพื่อนสนิททั้งสอง   เสียงเพลงมาร์ชโรงเรียนจบลงแล้วพร้อมกับแถวตอนเรียงหนึ่งตามห้องของแต่ละคน  เพลงชาติไทยดังกระหึ่มทันทีที่ได้เวลา  พร้อมกันนั้นวงดุริยางค์ก็พร้อมใจกันบรรเลงเพลงชาติไทย  จนเสร็จเรียบร้อย  ผู้อำนวยการโรงเรียนกล่าวต้อนรับนักเรียนใหม่ของปีการศึกษา   พร้อมทั้งบอกให้นักเรียนใหม่ทุกคนใช้ชีวิตในรั้วโรงเรียนแห่งนี้อย่างมีความสุข  สนุกกับการเรียน  และการคบใหม่รวมกระทั่งเรื่องอื่นๆ    

         

              พิธีหน้าเสาธงเสร็จเรียบร้อย  นักเรียนต่างแยกย้ายกันเข้าห้องเรียนและทำความรู้จักเพื่อนใหม่กันอย่างสนุกสนาน     เด็กหนุ่มก็เช่นกัน  ด้วยความที่เป็นคนอัธยาศัยดี  ยิ้มเก่ง  ดังนั้นจึงใช้เวลาไม่นานที่จะสามารถเข้ากับเพื่อนใหม่ได้อย่างรวดเร็วและเป็นที่รักของเพื่อนในห้องจนได้รับเลือกจากเพื่อนๆให้เป็นหัวหน้าห้องตั้งแต่วันแรก        วันเปิดเรียนวันแรกนี่ช่างเป็นวันที่สนุก ตื่นเต้นและประทับใจเสียจริงๆเลย

              ตลอดระยะเวลาในโรงเรียนหลังใหม่นี้เด็กหนุ่มมีความเพียรพยายามเป็นอย่างมากกับการเรียน  ไม่ว่าจะเป็นวิชาต่างๆ  หรือกิจกรรมต่างๆด้วย   จากเด็กชายตัวน้อยจนบัดนี้เริ่มต้นเป็นหนุ่มด้วยวันสิบหกปี  ซึ่งถือว่าเป็นวัยรุ่นแล้ว   วัยรุ่นกับเรื่องความรักย่อมเป็นเรื่องที่คู่กันเป็นธรรมดา  ซึ่งเป็นสิ่งที่วัยรุ่นทุกคนจะต้องเจอด้วยกันทั้งนั้น  หากแต่ความรักของชายหนุ่มนั้นมิเหมือนกับความรักของหนุ่มสาวทั่วไป   เอ๊ะ!!!  ไม่เหมือนความรักของหนุ่มสาวทั่วไปแล้วมันยังไงกันละเนี่ย?     ติ้งต่อง!!!  ติ้งต่อง!!!    สัญญาณเสียงดังขึ้นบนหน้าจอคอมพิวเตอร์    วันนี้เป็นวันเสาร์   เด็กหนุ่มจึงมาร้านอินเตอร์เน็ตเพื่อทำรายงานส่งอาจารย์   MSN คือโปรแกรมการสนทนายอดฮิตของวัยรุ่น  ซึ่งจะสามารถสนทนากับเพื่อนมากมายได้ในเวลาเดียวกัน เพียงแต่เจ้าตัวจะต้องมีอีเมลล์เป็นของตัวเองก่อนจึงจะสามารถใช้โปรแกรมนี้ได้  ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องยากเลยที่จะสมัครใช้อีเมลล์และก็ไม่ใช่เรื่องยากเช่นกันสำหรับเด็กหนุ่ม  เพราะเขาสมัครใช้อีเมลล์มาตั้งแต่เริ่มเรียนชั้น ม.ปลาย  เพื่อใช้ติดต่อกับเพื่อนเรื่องรายงานและเรื่องอื่นๆทั้งเรื่องเรียนและเรื่องส่วนตัว   วันนี้ก็เช่นกันหลังจากที่ทำรายงานเสร็จเรียบร้อยแล้วก็มีเวลาเหลืออีกพอสมควรที่จะลองเล่นโปรแกรมยอดฮิตดังกล่าว    ทันทีที่เด็กหนุ่มล็อกอินเข้าสู่โปรแกรมก็มีสัญญาณดังขึ้น  นั่นหมายถึงมีคนทักเมานั่นเอง 

 

ติ๊งต่อง ๆ  !!!

“สวัสดีครับ”   ผู้ที่ทักทายกล่าวมา

“สวัสดีครับ  ใครครับ”

“เราชื่อพุฒิ  ครับ   นายละ?

“เราชื่อต้นครับ” 

“ครับยินดีที่ได้รู้จักครับ”

“ครับยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันครับ”

“นายเรียนที่ไหนเหรอครับ”

“อ๋อ เรียนที่สงขลาครับ  นายละ”

“ครับ ผมเรียนอยู่สมุทรปราการครับ”

พูดคุยกันอยู่นานทีเดียว  จนรู้จักกันในระดับหนึ่ง  หากที่แปลกกว่านั้นคือเด็กหนุ่มมีความรู้สึกแปลกๆกับเพื่อนใหม่ที่มีอายุมากกว่าเขาหนึ่งปีซึ่งนับว่าเป็นรุนพี่นั่นเอง  คำพูดสุภาพ คุยด้วยแล้วรู้สึกดี  สนุก  น่ารัก  หืมม์!!! น่ารัก อย่างนั้นเหรอ นี่เราเป็นอะไรไป  ทำไมความรู้สึกที่เกิดขึ้นภายในใจของเราถึงได้เป็นเช่นนี้  รู้สึกดีกับผู้ชายคนหนึ่งที่เพิ่งจะรู้จักกันไม่กี่ชั่วโมงเมื้อกี้ และที่สำคัญคือทางอินเตอร์เน็ต  

“แปลกจังทำไมถึงรู้สึกใจมับวูบไหว  วาบหวามอย่างนี้นะ  ชอบ ชอบ”  ไม่สิ  ไม่น่าเป็นไปได้  ทั้งที่พยายามปฎิเสธกับตัวเอง  แต่สุดท้ายจิตได้สำนึกก็บอกว่าชอบผู้ชายคนนี้ 

“บ้ากันไปใหญ่แล้วเรา”  เด็กหนุ่มบ่นพึมพำกับตัวเอง  พร้อมกับความสับสนที่พลันเกิดขึ้นในใจหลังจากที่เพิ่งได้คุยกับผู้ชายรุ่นพี่คนดังกล่าว   หรือว่า หรือว่า  ไม่ๆๆๆๆ  ไม่เด็ดขาดเรา เรา  ความคิดของเจ้าของความรู้สึกเริ่มขาดห้วง   เมื่อคิดว่าตนเองกำลังจะเบี่ยงเบนทางเพศ !!!! ใช่  เบี่ยงเบนทางเพศ  หรือแค่รู้สึกดีกับเขาเฉยๆ  ใช่เราก็แค่รู้สึกดีกับพี่เขาเฉยๆเท่านั้นที่เขาเป็นกันเอง  คุยสนุก  ปรึกษาได้    เด็กหนุ่มพยายามหาเหตุผลมาหักล้างกับตัวเองทั้งๆที่รู้ตัวดีว่าความรู้สึกตอนนี้มันกำลังเปลี่ยนแปลง  จากผู้หญิงมาชอบผู้ชายด้วยกัน!!!!!!

 

               ความสัมพันธ์ระหว่างเด็กหนุ่มกับพี่พุฒิพี่ชายรุ่นพี่ดำเนินต่อไปเรื่อยๆทั้งๆที่เด็กหนุ่มไม่ทันได้เฉลียวใจเลยสักนิดว่าตอนนี้หัวใจของเขานั้นได้หลุดล่องลอยออกจากตัวไปอยู่กับชายรุ่นพี่เรียบร้อยแล้ว   ยิ่งนานวันความสัมพันธ์ก็ยิ่งมีมากขึ้นเป็นทวีคูณจากสิบเป็นร้อยเป็นพัน  ยามใดที่ไม่ได้คุยกกันเป็นอันมีมีเหตุให้หงุดหงิดใจ  กระสับกระส่าย  นี่ละหนออานุภาพของความรัก!!!  ใช่แล้วอานุภาพของความรัก  มันเกิดขึ้นทั้งๆที่เจ้าตัวไม่เคยระแคะระคายกับความรู้สึกดังกล่าวที่เกิดกับใจตัวเองเลยแม้แต่น้อย   รักครั้งแรกมักจะมีความสำคัญและน่าจดจำเป็นที่สุด  ความรักเป็นสิ่งที่สวยงามเสมอสำหรับคนที่ได้สัมผัสมัน  หากแต่ถ้าย่ามใจกับด้านดีของความรักมากเกินไปสุดท้ายก็คงเจ็บปวดทุรนทุรายกับคำว่า “ความรัก”  ด้วยเช่นกัน เพราะความรักก็เหมือนกับเหรียญสองด้านซึ่งมีทั้งด้านดี  มีรสหวานยามดั่งต้องตกอยู่ภายใต้อาณัติแห่งมัน  ในเมื่อบอกว่าเป็นเหรียญสองด้านนั้นแน่นอนอีกด้านจะต้องเป็นด้านลบอย่างแน่นอน  เพราะบางความรักก็สามารถทำให้คนๆนึงเปลี่ยนไปเป็นคนละคนได้เช่นกัน   นั่นเพราะหาได้เป็นดั่งที่ตัวเองปรารถนาไม่  สำหรับเด็กหนุ่มก็เช่นเดียวกัน   รักครั้งแรกของเขาแต่กลับผิดธรรมชาติ  “ชายกับชาย”    จะรักกันได้อย่างไร มันไม่มีทางที่จะเกิดขึ้นอย่างที่ตัวเองมุ่งปรารถนาได้เป็นแน่!!!     

                  “เราห่างกันสักพักนะต้น”  คำพูดเพียงไม่กี่คำที่หลุดออกจากปากของคนอายุมากกว่าผ่านทางเรื่องมือสื่อสารด้วยน้ำเสียงราบเรียบไม่แสดงความยินดียินร้ายอะไรทั้งสิ้น   หากแต่คนฟังกลับรู้สึกเหมือนมีอสุนีบาตฟาดผ่านร่างกายอย่างเลือดเย็น  ด้วยเพราะเข้าใจในคำพูดของอีกฝ่ายอย่างทะลุปรุโปร่งโดยที่ไม่จำเป็นจะต้องอธิบายเพิ่มเติมใดๆอีก  ดวงตาคู่ใสที่ก่อนหน้านี้แสดงออกถึงความดีใจที่คนปลายสายโทรมา  หากแต่บัดนี้กลับมีน้ำใสๆกำลังคุกคามรอบดวงตาอย่างรวดเร็วจนเต็มดวง  พลันน้ำใสๆก็เอ่อล้นท่วมไหลอาบสองแก้มราวเขื่อนแตกพร้อมกับเสียงสะอื้นเบาๆ   “ทำไมละครับ”  คนมีน้ำตาตัดสินใจถามอีกฝ่ายออกไปด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ  หากแต่ได้รับเพียงแต่ความเงียบจากอีกฝ่าย  เพียงเท่านี้ก็เป็นอันรู้ดีว่าความรักที่ฝันไว้มันไม่มีทางเป็นความจริงไปได้อีกต่อไป    ปลายสายกดตัดสายไปแล้ว  หากอีกฝ่ายยังคงแนบเครื่องมือสื่อสารกับโสตประสาทราวกับจะคิดว่าเรื่องราวที่ได้ยินเมื่อครู่เป็นแค่ความฝันเท่านั้นทั้งๆที่รู้อยู่เต็มอกว่าเป็นเรื่องจริง  ความโศกเศร้าเริ่มเข้ากัดกร่อนดวงใจดวงน้อยของเขา  สีหน้าเริ่มหม่นหมอง  ความเงียบเข้ามาแทนที่ทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัว  เหมือนกับโลกทั้งโลกมีเพียงตัวเองอยู่คนเดียวเท่านั้น  

 

                   การเรียนของเด็กหนุ่มดูเหมือนจะตกต่ำไปมากหลังจากที่เหตุการณ์ดังกล่าวได้เกิดขึ้น              “เป็นอะไรหรือเปล่าต้น”  เพื่อนคนหนึ่งอดถามไม่ได้เมื่อเห็นเพื่อนตรงหน้ามีสีหน้าหม่นลง  นิสัยที่เคยร่าเริงก็พลันเงียบหายลงไปด้วย   

 “อกหักน่ะ”   เด็กหนุ่มตอบออกมาเพียงแค่นั้นแล้วไม่มีอะไรหลุดจากปากของเขาอีก  นอกจากสีหน้าที่เลื่อนลอย    “อกหัก”  คำๆนี้คงไม่มีมนุษย์คนไหนในโลกที่ปรารถนาจะพบเจอเป็นแน่   และนี่มันก็เป็นความผิหวังครั้งแรกของเด็กหนุ่มเรื่องความรักซะด้วย  รักที่ไม่เหมือนคนทั่วไป หากแต่คือ  การอกหักเพราะว่ารักผู้ชายด้วยกันเองง!!!!

 

        “ต้นจะเรียนต่อไหนเหรอ”   เพื่อนสาวสนิทคนหนึ่งถามเจ้าตัว  ซึ่งตอนนี้กลับมาเป็นคนเดิมแล้ว  คนที่ร่าเริง  ยิ้มเก่ง  ไม่หลงเหลือเค้าของเด็กหนุ่มที่อกหัก  สิ้นหวัง  ในวันวานอีกต่อไป  

“ต้นอยากเรียนต่อด้านสื่อสารมวลชนนะฝ้าย”   เด็กหนุ่มตอบเพื่อนสาวคนสนิทออกไป  แต่ก่อนคิดอยากที่จะเป็นไกด์นำเที่ยวแต่พอโตขึ้นเขากลับอยากทำอาชีพสื่อมวลชนแทนที่จะเป็นอาชีพพี่หวังไว้ในสมัยยังเรียนมัธยมต้นอย่างสิ้นเชิง 

“อืมห์ก็ดีนะ”  หญิงสาวตัวเล็กร่างบาง  ดวงตากลมโต  ยิ้มเก่งไม่แพ้เพื่อนหนุ่มของเขาตอบมา   แล้วจึงถามต่อ

“ แล้วจะเลือกเรียนที่ไหหนละ”

 “ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์”  เด็กหนุ่มตอบอย่างมั่นใจในสถานศึกษาที่เขามุ่งหวัง   สี่ห้าเดือนก่อนจะจบการศึกษานั้นเด็กหนุ่มได้ลงมือหาข้อมูลของมหาวิทยาลัยดังกล่าวอย่างจริงจังด้วยเพราะอยากเข้าศึกษาที่นี่มาก  ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลทางด้านการเรียน  การสอน บรรยากาศที่ร่มรื่นของสถานที่ดังกล่าวที่เมื่อเพียงแต่ได้ทราบข้อมูลก็แทบจะตัดสินใจได้ในทันทีที่เห็นเห็นสภาพแวดล้อมของมหาวิทยาลัยแห่งนี้    สถานที่ศึกษาแห่งใหม่นั้นเต็มไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่หลากหลายสายพันธ์ทั้งไม้ดอกไม้ประดับที่เจ้าตัวชอบ  เพราะพื้นฐานแล้วเด็กหนุ่มเป็นคนที่ชอบธรรมชาติเป็นอย่างมาก เพราะฉะนั้นไม่แปลกใจเลยที่ตัดสินใจเลือกเรียนต่อที่นี่

     

            ผู้คนนับร้อยพันมากหน้าหลายตาต่างส่งเสียงกันเซ็งแซ่  บ้างก็พูดคุยกันถึงเรื่องสถานที่ศึกษาแห่งใหม่  บ้างก็ทักทายเพื่อนใหม่กันอย่างหน้าบาน  แช่มชื่น   ใบหน้าทุกคนต่างก็เปื้อนไปด้วยรอยยิ้ม   เด็กหนุ่มก็เช่นกันเขาก้าวเข้ามายังบริเวณซึ่งเป็นอาณาเขตของมหาวิทยาลัยที่เขาปรารถนาด้วยวิธีระบบโคตาภาค  และได้ศึกษายังคณะที่ต้องการด้านสื่อสารมวลชน   

              “ย่ากลับแล้วนะ”  คนเป็นทั้งแม่และย่ากล่าวบอกหลานชายที่ไม่ต่างไปจากลูกในไส้ตัวเอง  หลังจากที่มาส่งเด็กหนุ่มเข้าสู่การเริ่มต้นศึกษาเล่าเรียนในระดับอุดมศึกษา 

“ครับย่า”  เด็กหนุ่มรับคำพร้อมยกมือไหว้และใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม   

การใช้ชีวิตนักศึกษาคงเป็นไปอย่างราบรื่นหากไม่เกิดเหตุการณ์บางอย่างเสียก่อน 

“ ผมจะลาออกจากมหาวิทยาลัยครับย่า”

  “ ทำไมละ”  เจ้าของคำถามพูดออกมาพร้อมทั้งสีหน้าตื่นตกใจไม่น้อย   แต่แล้วทุกอย่างก็ต้องจบลงหลังจากที่เด็กหนุ่มได้ลาออกจากมหาวิทยาลัยดังกล่าวด้วยสาเหตุอะไรนั้นไม่มีใครจะล่วงรู้ได้นอกจากเจ้าของปัญหาในครั้งนี้

  

                 ผู้คนมากมายเดินกันอย่างเร่งรีบ  รถรามากมายวิ่งสวนกันไปมาจนแทบทำให้คนที่ได้มองภาพเหล่านั้นรู้สึกโงนเงนกับภาพเบื้องหน้าที่ได้เห็น  

“ ลูกขอฝากตัวเป็นศิษย์ของพ่อนับจากวินาทีนี้เป็นต้นไปครับ”  คนกล่าวเปล่งวาจาออกมาพร้อมทั้งยกมือที่พนมอยู่เหนืออกขึ้นจรดหัวแม่มือระหว่างคิ้ว   สถานศึกษาแห่งที่สองของเด็กหนุ่มในการศึกษาระดับอุดมศึกษาหรือระดับปริญญาตรี   สื่อสารมวลชนยังคืออาชีพที่เด็กหนุ่มปรารถนาอยู่อย่างแน่วแน่    “คณะเทคโนโลยีการสื่อสารมวลชน”  คือคณะที่เด็กหนุ่มเลือกที่จะพาตัวเองก้าวเข้าไปเป็นสมาชิกใหม่ของคณะอย่างไม่ลังเลแม้แต่น้อย  หลังจากนี้เป็นไปเราคงได้เรียนหนังสืออย่างเต็มที่และเป็นลูกพ่อขุนอย่างเต็มตัวซะทีนะ  เด็กหนุ่มพูดกับตัวเองหากแต่ไม่มีเสียงปรากฏเล็ดลอดออกจากปากแม้คำเดียว  นั่นเพราะเขาพูดกับตัวเองเพียงในใจเท่านั้น   เมื่อเด็กหนุ่มก้าวสู่สถานศึกษาแห่งใหม่ได้ไม่นานก็ต้องพบเจอกันเรื่องเดิมเก่าก่อนในอดีตที่ทำให้เขามีความสุขอยู่ได้เพียงชั่วคราวอีกจนได้  เมื่อได้เจอกันรุ่นพี่ต่างมหาวิทยาลัยคนหนึ่ง  เขาเริ่มสร้างความสัมพันธ์กับรุ่นพี่คนดังกล่าวอีกครั้งด้วยหวังว่าในครั้งนี้รักของเขาต้องพบเจอกับเรื่องดีๆ  และคงจะประสบความสำเร็จสักที  แต่ท้ายที่สุดแล้วความหวังเป็นอันต้องหมดลงอีกครั้งเมื่อประวัติศาสตร์ ซ้ำรอยเดิม  เด็กหนุ่มแทบเป็นบ้าเพียงเพราะเรื่องของความรัก  ซึ่งเป็นเรื่องที่ใครต่อใครต่างพากันบอกว่าเป็นเรื่องที่มหัศจรรย์   และสวยงาม แต่ในทางกลับกันเมื่อเทียบกับเด็กหนุ่มแล้วเขากลับมองว่าความรักเป็นเรื่องที่น่าเศร้าและโหดร้ายที่สุด  พลันก็นึกน้อยใจตัวเองขึ้นมาทันที  

“ทำไมนะเราถึงต้องผิดหวังเรื่องความรักซ้ำๆ”  เริ่มมาตั้งแต่เรื่องในวัยเด็กนั้นก็ไม่เป็นที่ต้องการของคนเป็นพ่อเป็นแม่   มาถึงวันนี้ยังต้องเจ็บปวดกับเรื่องของความรักอีก 

“ไม่ยุติธรรมเลย”     เด็กหนุ่มสบถกับตัวเองอย่างเหงาๆ

แต่แล้ววันหนึ่งเขาก็ได้มีโอกาสอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง  “ชีวิตไม่ได้มีไว้ให้ยอมแพ้ ”   ในหนังสือเล่มนี้ได้รวบรวมข้อคิดและแง่มุมดีๆที่ทำให้คนได้เปิดอ่านนั้นมีความสุขและรู้สึกมีกำลังใจเพิ่มขึ้นมากมายเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตอย่างมีความสุข  และหนึ่งในนั้นก็มีบทหนึ่งที่กล่าวถึงเรื่องของ  “ความรัก” ไว้อย่างงดงามและวิธีการเรียนรู้ที่จะอยู่กับความรักอย่างไรที่จะทำให้ไม่ต้องเจ็บปวดกับมัน!!!  เขากล่าวไว้ว่า

 “ความรักเป็นสิ่งที่สวยงามเสมอหากมนุษย์เรารู้จักใช้มันไปในทางที่ดีและรู้จักที่จะยอมรับกับมันไม่วาจะเป็นด้านดีหรือด้านลบ ”  

“ต่อจากนี้ไปเราจะต้องเข้มแข็ง  ไม่ตกเป็นทาสของความรักในด้านมืดอีกต่อไป”  ในเมื่อเรายิ่งพยายามไขว่คว้าหาความรักมากเท่าไหร่มันก็ยิ่งจะห่างไกลเรามากขึ้นเท่านั้น  ดังนั้นต่อไปนี้เราจะเป็นคนรอคอยความรักบ้างก็แล้วก็แล้วกัน  อยู่เฉยๆ  ปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินไปตามวิถีทางของมันเอง  และก็เชื่อว่าสักวันหนึ่งเราจะต้องมีความสุขและสมหวังกับเรื่องต่างๆที่ผ่านเข้ามาในชีวิตเอง  เด็กหนุ่มคิดกับตัวเอง   และแล้วเด็กหนุ่มคนเดิมก็กลับมาอีกครั้ง  คนที่ร่าเริง สนุกสนาน  และเต็มที่กับการศึกษาเรียนรู้เพื่อเร่งสร้างอนาคตของตัวเอง   ท่องไว้ๆ  “รากฐานของบ้านคืออิฐ  รากฐานของชีวิตคือการศึกษา”                                                 

            “ดีแล้วต้นที่คิดได้แบบนี้  คนเราทุกคนเกิดมาล้วนมีปัญหาด้วยกันทั้งสิ้น  ขึ้นอยู่กับว่าเราจะสามารถก้าวผ่านมันไปได้หรือเปล่าเท่านั้นเอง”    หญิงสาวเปล่งวาจาออกมาทันทีที่ได้รับรู้ประวัติของเพื่อนสนิทของตนเอง  

“ ขอบใจมากนะกิ๊กที่รับฟังเรื่องราวของต้น  ขอบใจมากๆเพื่อน”  เด็กหนุ่มพูดด้วยความซึ้งใจในเพื่อนสาวตรงหน้าเขาเป็นอย่างยิ่ง  

“ไม่เป็นไรจ้า  ก็เราเป็นเพื่อนกันนี่นา  ใช่ไหม”   คนพูดด้วยน้ำเสียงร่าเริงซึ่งเป็นบุคลิกประจำตัว  พร้อมกับเผยรอยยิ้มตรงปากเรียวบางของเจ้าหล่อนอย่างสดใส  สองเพื่อนซี้ยิ้มให้แก่กัน  และหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน

“ กลับกันเถอะ  ดึกแล้ว”   เจ้าของเสียงใสเอ่ยชวน 

“ อื้ม  ไปซิ”   เด็กหนุ่มรับคำ  และแล้วทั้งสองก็ก้าวเท้าออกจากสถาบันอันเป็นที่รักโดยที่ไม่ลืมหันไปพนมมือยกมือไหว้อนุสาวรีย์เบื้องหน้า  ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นพ่อของคนทั้งสองและเหล่านักศึกษานับหมื่นนับแสนคนที่เคารพพ่อของพวกเขาด้วยหัวใจแห่งลูกที่เคารพบิดา 

“พ่อขุนรามคำแหงมหาราช”



ผลงานอื่นๆ ของ ปวีร์

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

5 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 27 มกราคม 2555 / 15:18
    ขอบคุณทุกความคิดเห็นนะคับ
    #5
    0
  2. วันที่ 27 มกราคม 2555 / 10:45
    คำซ้ำเยอะไป ตัวละครไม่มีที่มาที่ไป เข้าใจว่าเป็นเพื่อนกัน แต่พออ่านสนทนาแล้วงงๆ ว่าใครพูดกันแน่ ตัดบทเร็วมาก คำติเพื่อก่อเล็กๆ น้อยๆ อย่าว่ากันนะคะ เพราะว่าเราก็ไม่ได้เขียนนอยายดีเด่อะไร สู้ๆ นะคะ
    #4
    0
  3. วันที่ 26 มกราคม 2555 / 17:10
    ขอบคุณคุณหมอกในความมืดทากนะคับที่เข้ามาอ่าน  ไว้แต่งเรื่องพิษรักวาโยเสร็จเมื่อไหร่จะมาลงให้อ่านนะคับ ส่วนนิยายของคุณเดี่ยวถ้าว่างๆผมจะเข้าไปอ่านะคับ  พอดีช่วงนี้ยุ่งๆเรื่องเรียนอยู่อ่าคับ
    #3
    0
  4. วันที่ 22 มกราคม 2555 / 10:17
    อื้มๆเป็นเรื่องเกี่ยวกับ ความทรงจำอันแสนเจ็บปวด(รันทด)สินะ...ส่วนนิยายเรื่องใหม่ถ้าแต่งเมื่อไหร่ก็เม้นมาบอกเราใน ID ล่ะกันนะ
    ...แล้วก็...

    ถ้าว่างๆก็ลองมาอ่านนิยายของฉันดูนะคะ ><(ทำเป็นลิงค์มาให้เลยค่า...อยากอ่านเรื่องไหน...จิ้มเลยจ้า~)

    ฝากนิยายเรื่อง ทำลายล้างข้ามมิติ
    http://writer.dek-d.com/kurosaki30/writer/view.php?id=782074
    เรื่อง ปฎิบัติการล้างวิญญาณ...ภารกิจด่วนป่วนคนกวน
    http://writer.dek-d.com/kurosaki30/writer/view.php?id=778130
    และสุดท้ายเรื่อง ข้านี่แหละ!...ตัวซวยในตำนาน
    http://writer.dek-d.com/kurosaki30/writer/view.php?id=784103
    ช่วยลองเข้าไปอ่านแล้วเม้นทีนะคะ ^ ^


    #2
    0
  5. วันที่ 15 มกราคม 2555 / 01:53
    ที่เหลือจะมาอัพลงทีหลังนะคับ  ไงก็ฝากติดตามอ่านแล้วก็คอมเม้น์ด้วยนะคับ  เพื่อเป็นกำลังให้รุ้งสีเลือดต่อไปคับ  น้อมรับทุกคำติชมนะคับ อีกไม่นานนี้นะคับ  รุ้งสีเลือดจะมีนิยายเรื่องแรกนะคับชื่อว่า  "พิษรักวาโย"  ยังไงก็ช่วยติดตามด้วยนะคับ  ขอบคุณคร้าบบ
    #1
    0