เฟรงซง

ตอนที่ 17 : รู้ว่าควรต้องลืมเธอ แม้ว่าเราไม่ได้เจอ ก็ยังคิดถึงเธอ รักเหลือเกิน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 972
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 38 ครั้ง
    15 ก.ย. 62

             

               วันเวลาล่วงเลยราตรีที่สาม โม่เจียวมี่ถูกปลุกแต่เช้าตรู่ขึ้นมาอาบน้ำประพรมเครื่องหอมทั่วตัวจนกลิ่นช่างน่าหลงใหล ใบหน้านางถูกแต่งเติมด้วยสีชาด แก้มนางแดงชมพูสวยงาม ใบหน้าขาวสวยเมื่อตกแต่งด้วยเครื่องสำอางจึงขลับให้นางสวยมากกว่าเดิม ความงามที่มิมีผู้ใดเอื้อมถึง สูงส่งดั่งนางฟ้า งดงามกว่านางฟ้า เหล่าอาอึ้มที่เห็นโฉมสะคราญที่สวยเต็มตัวได้แต่เช็ดน้ำตา พวกนางทำให้หมูกลายเป็นหงส์แล้ว!

 

                โม่เจียวมี่ที่นั่งแทะเม็ดแตงโมอย่างหมดอาลัยตายอยากเพื่อรอพิธี อีกครึ่งชั่วยามจะเริ่มพิธีนางต้องนั่งเกี้ยวไปวังรัชทายาท นางนั่งแทะเม็ดแตงโมอย่างใจเย็น มองบ่าวไพร่ที่ขนต้นกระบองเพชรจิ๋วได้แต่ยิ้มกรุ้มกริ่ม เครื่องประดับต่างๆถูกยัดลงหีบจนถึงสองหีบเล็ก นางได้แต่งุนงง นางมีเครื่องประดับเยอะถึงเพียงนี้เชียว ผ้าแพรผ้าไหมก็มิได้ต่างกัน ยัดลงถึงสามหีบใหญ่ จนแล้วเสร็จนางนั่งมองข้าวของที่จัดระเบียบเรียบร้อยได้แต่พยักหน้าพอใจ อืม เสี่ยวลี่และเสี่ยวกันทำงานได้ดีเช่นเคย

 

                มิรู้ว่าเขาให้ทำพิธีกระไรบ้างนางทำตามเสียหมด เพราะถ้าจะทัดทานดื้อดึงก็มิได้ ผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวบดบังวิสัยทัศน์เสียหมด ข้าสวมกอดมารดา บิดา น้องสาว พี่ชาย และใครบ้างก็มิแน่ใจ เพราะผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวนั้นทำให้ข้ามองมิเห็นกระไร รู้ตัวอีกทีก็ถูกประคองมานั่งเกี้ยวแปดคนหาม มีขบวนเดินตามมาอีก เสี่ยวลี่คอยบอกเส้นทางตลอดว่าใกล้ถึงหรือยัง ซ้ำข้ายังรู้สึกว่ามีผู้คนมาจ้องมองขบวนนี้กันแทบทั้งเมือง ข้าแค่แต่งงานท่านทั้งหลาย! ข้ากำลังสงบจิตใจให้นิ่งเงียบ มิเคยรู้สึกเป็นหมีแพนด้าในกรงที่มี่คนมามุงดูมากมายขนาดนี้มาก่อน

 

                พอมาถึงวังรัชทายาท ข้าก็ลงจากเกี้ยวโดยมีเสี่ยวลี่คอยประคอง ข้าทำพิธีตามที่คนบอก คำนับฟ้าดินน้ำลมไฟต่างๆกระไรข้าก็มิค่อยแน่ใจ คำนับเพื่อนฝูง และคำนับกันเอง ไอ้คำนับสุดท้ายข้ากัดฟันกรอดๆทำ ถึงแม้ข้าจะได้ยินเสียงหัวเราะจากองค์รัชทายาทเบาๆก็ตามที

 

                องค์จักรพรรดิได้มอบทรัพย์สินให้ข้าจนข้าแทบเข่าทรุด บางคราท่านช่างรวยเหลือเกิน พระองค์ทรงมอบปิ่นหยกที่ข้าได้ยินชื่อก็พอจะรู้ว่าน่าจะแพงจนสามารถซื้อบ้านจัดสรรริมทะเลสักหลังให้ข้าได้ใช้ในบั้นปลายชีวิตได้ ยังมีอีก ข้าได้ยินแว่วๆว่าโสมหมื่นปี! ข้าได้ยินเช่นนั้นข้าแทบกรีดร้อง โสมหมื่นปี โอ้โห! หายากยิ่งโสมพันปีว่ายากแล้ว ยังมีหมื่นปีมาอีก ไปกันใหญ่แล้วแคว้นหลี่ สรรพากร!!!!!!

 

                ล่วงเลยเข้าสู่ยามเข้าห้องหอ ข้ามานั่งอุดอู้ในห้องหอที่ตกแต่งด้วยกลิ่นที่คุ้นเคย แค่ได้กลิ่นก็ชวนกระอักเลือดแล้ว ดอกเหมยกุ้ยหรือ!!! ข้าอยากกัดลิ้นตนตายเสีย!!! ข้าเปิดผ้าคลุมหน้าสำรวจเรือนหอพบแต่ดอกเหมยกุ้ย ภาพวาดนั่นก็เหมยกุ้ย แจกันที่วางก็ใส่ดอกเหมยกุ้ย ซ้ำข้างนอกยังมีสวนดอกเหมยกุ้ยสีแดงสลับขาวเต็มไปหมด ท่าน!!! ข้ากำลังจะมูฟออนได้อยู่แล้วเชียว น้ำตาข้ามันรื้นขึ้นมาอีกแล้ว!

 

                “บ้าเอ้ย” ข้ารินสุรามงคลที่ตั้งไว้ กระดกลงคออย่างรวดเร็ว รสชาติหวานแสบร้อนล่วงลงกระเพาะข้าอย่างรวดเร็ว ข้าดื่มมันสักพัก ถึงแม้จะมิแรงมากแต่ข้าเริ่มมิอยากดื่มเสียแล้ว ข้าหันไปมองส้มมงคลที่วางไว้หัวเตียง หยิบมันขึ้นมากินอย่างเบื่อหน่าย นั่งมองดอกเหมยกุ้ยด้วยสายตาเกลียดชัง

 

                “ชนะแล้ว มึงชนะแล้วเนย์ ได้ไอ้พัฒน์ไป เห็นกูแต่งงานกับคนไม่ได้รัก มึงคงมีความสุขมาก” ข้าพูดออกมาเสียงสั่นตัดพ้อกับตัวเองดั่งลูสเซอร์ ข้ากับเนย์มิค่อยจะถูกกันสักเท่าไหร่ เป็นเพราะเนย์มันรู้ว่าข้าคิดอย่างไรกับพัฒน์ แถมมันยังกันพัฒน์ออกห่างจากข้า ข้ากัดริมฝีปากล่างจนเลือดซิบ รู้ตัวอีกทีน้ำตาก็ล่วงเปราะลง พอข้าได้ยินเสียงฮือฮา ก็พอจะรู้ว่าเจ้าบ่าวจะมาแล้วจึงรีบไปนั่งที่ตั่งจัดระเบียบอาภรณ์ให้เรียบร้อย เช็ดคราบน้ำตา และรอยเลือดบนริมฝีปากออก เมื่อเลือดหยุดไหลเพระข้าใช้นิ้วเช็ดจึงรีบใส่ผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวดังเดิม

 

                “ยินดีที่ได้พบโม่เจียวมี่” สุรเสียงนุ่มทุ้มเอ่ยออกมาหลังจากที่หลี่จินชางเปิดผ้าคลุมหน้า นัยต์ตาสีนิลจ้องมองมายังใบหน้างดงามราวเทพธิดา ครู่หนึ่งเขากลั้นหายใจกับความงดงามราวปีศาจของนาง จินชางสำรวจพระชายาของตนที่นั่งเงียบจ้องมองเขามิต่างกับตนเอง ใบหน้านางเปื้อนคราบน้ำตา ซ้ำริมฝีปากนั่นยังมีรอยเลือด สายตาของตนเลื่อนลงมายังมือเรียวเล็กที่น่าจับกุม เห็นคราบเลือดจากปากก็พอจะรู้ว่านางโกรธหรือเศร้าจนเหม่อกัดปากตน

 

                “ดื่มสุรากันเถิดไท่จื่อเฟย” เสียงเย็นชาเอ่ยออกมา เขารินสุราลงจอกยื่นจอกมาให้นาง เจียวมี่รับไว้ พร้อมกับดื่ม เสร็จแล้ว ต่อไปต้องทำกระไรนะ นางนั่งงุนงงกับตนเอง

 

                “เจ้าชอบห้องหอของเปิ่นไท่จื่อหรือไม่ ตำหนักนี้ชื่อเหมยกุ้ยฮวา” เจียวมี่แทบกระอักเลือด ถ้านางยังอาศัยอยู่ในตำหนักดอกเหมยกุ้ยพอสะดุ้งตัวตื่นขึ้นมาก็จะนึกถึงแต่หน้าไอ้เพื่อนเวรนั่นน่ะสิ

 

                “ไม่เพคะ หม่อมฉันมิชอบดอกเหมยกุ้ย” นางตอบตามตรง คิ้วกระบี่ของสามีขมวดมุ่น

 

                “ซือเอ๋อร์บอกเปิ่นไท่จื่อว่าสตรีทุกคนล้วนแล้วแต่ชอบดอกเหมยกุ้ย” สวามีกล้าเอ่ยถึงสตรีผู้อื่นต่อหน้าภริยา ท่านช่างกล้ามากหลี่จินชาง

 

                “อันที่จริงหม่อมฉันมิเชิงชอบแต่น่าจะเป็นเกลียดเลยมากกว่า”

 

                “งั้นหรือ ย้ายเรือนหอดีหรือไม่”

 

                “มิเป็นไรเพคะ หม่อมฉันอยู่ได้” เจียวมี่กัดฟันพูด ดวงตาดอกท้อเหลียวมองสำรวจของตกแต่งที่มีมูลค่าหลายหมื่นตำลึงทอง นางหันไปหาสามีของนางยิ้มให้อย่างจริงใจค้อมหัวลงอย่างให้เกียรติ ถึงจะเกลียดเจ้านี้เข้าไส้ก็ตามที แต่ต้องใช้ชีวิตกับเจ้าลูกเต่าอีกหลายปี ถ้ามิเคารพอาจจะหัวหลุดได้ นางจะต้องกอบโกยเงินไปให้ได้มากที่สุดพร้อมหนีไปกับไป๋หลง!

 

                “ปากเจ้ามีเลือด”

 

                “หือ” หน้าตาของเจียวมี่เหลอหลาขึ้นมาทันที นางยกมือขึ้นมาปาดเลือดออก ก่อนจะหันมามองสามีตนประมาณว่าตรงไหน นางเห็นรอยยิ้มเหยียดตรงอยู่ครู่หนึ่ง จินชางใช้นิ้วโป้งลูบเลือดออกที่ริมฝีปาก เขาขมวดคิ้วกล่าวว่า “เปิ่นไท่จื่อคิดว่าเลือดมิหยุดง่ายๆแน่ เปิ่นไท่จื่อจะช่วยเจ้าเอง”

 

                ช่วยหรือ!? นี่มันช่วยตรงไหนกัน เจ้าลูกเต่ามันจูบนาง ช่วยหยุดเลือดกระไรกัน นี่มันเกินกว่าเหตุ!

 

                หลี่จินชางดูดดึงริมฝีปากอิ่มของภรรยาตัวน้อยอย่างอ่อนโยน เขาอุ้มร่างเล็กของนางวางลงบนเตียงสีแดงฉาน คราแรกโม่เจียวมี่ขัดขืนเขา แต่ก็มิได้ปฏิเสธไปเสียหมด นางจูบเขากลับซ้ำยังหยอกล้อเล่นลิ้นกับสามี นางจูบเก่งจริงๆ หลี่จินชางยอมรับในข้อนี้ จูบครั้งที่สองของระหว่างเขาสองคน ทำให้เจียวมี่จำเหตุการณ์ในวันนั้นได้ ใบหน้าขาวขึ้นสีแดงดั่งโลหิต

 

                ถ้าเมาแล้วเรื้อนขนาดนี้ ต่อไปนางจะมิกินเหล้าอีก !

 

                “เปิ่นไท่จื่อคงต้องล่วงเกินเจ้าแล้ว อามี่” ใบหน้าของเจียวมี่แดงซ่าน เรียวแขนเล็กโอบรอบคอสามี มิรู้ตั้งแต่เมื่อไรอาภรณ์ของนางหลุดล่วงไปอยู่บนพื้น เช่นเดียวกับจินชาง เหลือเพียงแต่กางเกงตัวล่าง นางเห็นกล้ามมัดกำยำสมชายของเขาได้แต่เขินอาย ไม่….นางมิเคยคิดว่าจะมาได้ร่วมรักกับคนที่หุ่นแซ่บแบบนี้!!! กี้ด!

 

                โม่เจียวมี่ตอบรับสัมผัสของหลี่จินชางได้อย่างดี  ทั้งสองผสมผสานลงตัวกัน ค่ำคืนที่ร้อนแรงผ่านพ้นไป ทั้งสองนอนกอดกันใต้แสงจันทร์ ใบหน้าอันเหนื่อยล้าของภรรยาตัวเล็กที่กำลังหลับปุ๋ย ทำให้หลี่จินชางยกยิ้มออกมา เขาจูบประโลมลงที่กรอบหน้างาม ได้ยินเสียงครวญครางรำคาญออกมาได้แต่ยกยิ้ม นางเป็นสตรีที่มีลีลาการร่วมรักเทียบเท่ากับคณิกาอันดับต้นๆ ทั้งๆที่เป็นครั้งแรกของนาง การจูบของนางที่ช่างร้อนแรง และความหอมหวานที่หาจากที่ใดมิได้

 

                ลำแขนแกรงโอบรัดโม่เจียวมี่ไว้แน่นราวกับนางจะหายไป ใบหน้าหล่อเหลาซุกลงที่ซอกคอของนาง ดอมดมกลิ่นหอมหวานพร้อมกับผลอยหลับไปอย่างเหนื่อยล้า

 

                เช้าตรู่คู่รักข้าวใหม่ปลามัน ภรรยาตื่นก่อนสามีนางแลบลิ้นใส่หลี่จินชางก่อนจะเบะปาก บุรุษอันใด มิรู้จักถนอมบุปผา นางระบมไปทั้งกาย ทำให้นางแอบแก้แค้นเขาโดยการหยิกแขน ดึงจมูก หวังให้ตื่นจากนิทรา เมื่อได้ยินเสียงครางออกมาจากลำคออย่างรำคาญ นางรู้สึกเห็นชัยชนะปลิวมาไกลๆ นางฉีกยิ้มอย่างผู้ชนะ

 

                “อะ! พระองค์!” เจียวมี่สะดุ้งเมื่อบุรุษตรงหน้าทำท่าทีรำคาญและรวบตัวนางไปกอดไว้แน่น รู้ตัวอีกทีก็โดนล็อคขาล็อคแขนไว้แล้ว บุรุษตรงหน้าถูกปลุกด้วยการทารุณกรรมของภรรยาตัวจิ๊ด นางคงเกลียดเขามากถึงได้ทำร้ายร่างกายคนกำลังนอน

 

                “เปิ่นไท่จื่อคิดว่าการตัดหัวคือสิ่งที่เหมาะสมสำหรับคนที่ทำร้ายร่างกายรัชทายาท” เจียวมี่หน้าซีดเผือก ท่าน! แค่หยิกนิดหน่อยเอง

 

                “สวัสดียามเช้าเพคะ พี่ชาง” พอนางรู้ว่าตนเกือบถูกตัดหัว จึงรีบประจบประแจงยื่นหน้าไปจูบปากสามีเป็นการมอร์นิ่งคิส ยิ้มอย่างจริงใจ เรียกด้วยสรรพนามชวนอาเจียน พอกระทำเสร็จรีบก้มหน้าเบะปากมิให้เห็น

 

                “ตัวเจ้าดูร้อนๆ” สีหน้าเป็นห่วงของสามีทำเอาเจียวมี่เขินหน้าแดง นางย่นคอหนีจนเหนียงออก ได้ยินเสียงหัวเราะออกมาเบาๆ นางรู้สึกมิสบายจริงๆนั่นแหละ ก็ไอ้เจ้าลูกเต่าเล่นงัดทุกกระบวนท่ามาขนาดนั้น ซ้ำนี้มันครั้งแรกของร่างนี้เลยนะโว้ยยยยยยยย

 

                “เพราะพระองค์นั่นแหละเพคะ” นางตอบไปย่นจมูกอย่างอารมณ์เสีย หลี่จินชางเมื่อเห็นท่าทีเช่นนั้นอดมิได้ที่จะเอ็นดูนาง พระองค์บีบจมูกไปมา จมูกโด่งก้มลงมาขโมยความหอมจากแก้มของภรรยา เจียวมี่ถอยหน้าหนีทันที

 

                “ปล่อยได้แล้วเพคะ นี้ยามใดกันแล้ว ข้าเมื่อยตัวไปหมด” นางแกล้งเปลี่ยนเรื่อง สามีนางรีบปล่อยนางออกจากอ้อมกอด ลุกไปล้างหน้าเสร็จสรรพเห็นอีกที ออกมาพร้อมกับชุดเต็มยศเสียแล้ว นางจึงได้แต่ประคองร่างทุลักทุเลที่ผ่านศึกรักไปยังอ่างอาบน้ำในห้องบรรทม ภายหลังเมื่อจินชางออกไป เสี่ยวลี่จึงมาช่วยถูเนื้อตัว เมื่อเห็นรอยแดงๆคราบมลทิน นางกำนัลคนสนิทหน้าแดงซ่านทันที คุณหนูของนางโตขึ้นแล้ว

 

 

                เจียวมี่นั่งทานอาหารกับจินชางอย่าเงียบๆที่ศาลาแปดเหลี่ยมติดกับสระบัว ยามนี้เย็นมากแล้วหลี่จินชางเพิ่งกลับจากการว่าราชการและการฝึกปรือทหารของทัพอุดร ดวงตาดอกท้อหันไปมองบุรุษตรงหน้า ก่อนจะเอ่ยสิ่งที่ต้องการขึ้น “เรื่องตำหนักหม่อมฉันมิชมชอบนัก คือว่า”

 

                “อย่างนั้นเจ้าย้ายมาอยู่ตำหนักเปิ่นไท่จื่อเสีย รออีกสักสิบราตรี ตำหนักอีกหลังน่าจะปรับปรุงจนเสร็จ”

 

                “หม่อมฉันมิชมชอบดอกไม้เสียเท่าไหร่ ถ้าเลือกได้ หม่อมฉันขอเป็นสระปลามงคลและน้ำตกในสระ อีกอย่างเพคะ ขอต้นไม้สูงๆร่มรื่น ดอกไม้มิจำเป็นต้องมีมากเพคะ” นางสั่งกับสามีเสร็จสรรพจึงรีบคีบเป็ดให้เขาเป็นการเอาใจ ยิ้มให้อย่างออดอ้อน จินชางมองท่าทีที่ดั่งลูกแมวของภรรยาได้แต่แอบยกยิ้ม

 

                “เปิ่นไท่จื่อได้โองการให้ไปปราบแคว้นซ่งกับแม่ทัพใหญ่ อีกสองเดือนจะต้องเดินทาง” นางได้ยินเช่นนั้นคิ้วขมวดมุ่น นางนึกว่าช่วงนี้แคว้นซ่งกับแคว้นหลี่จะกลับมาเป็นพันธมิตรกันเสียแล้ว แล้วนี้กระไร ต้องไปปราบเชียวหรือต้องอยู่กี่ปีเล่าคงจะนานใช่เล่น

 

                “โชคดีเพคะ” ย่อมดี! นางมิมีสามีคอยรบกวน ซ้ำยังมีวังใหญ่โตเช่นนี้ เครื่องประดับเงินทองที่เยอะแยะ โอ้มายก๊อด! สรวงสวรรค์ มิมีคนคุมมันดีสุดๆเลยมิใช่หรือ

 

                “อีกสองเดือนเจ้าเก็บไว้พูดตอนเมื่อจะมาถึงเสีย เปิ่นไท่จื่อคิดว่าน่าจะไปนานหลายปี”

 

                “ถึงเวลานั้นหม่อมฉันจะดูแลทรัพย์สมบัติให้เพคะ”

 

                “หึ เปิ่นไท่จื่อจะให้ดูแลลูกๆและทรัพย์สมบัติของเราด้วย”

 

                “แค่กๆๆ” น้ำชาในปากโม่เจียวมี่พุ่งลงไปในสระบัว นางสำลักจนหน้าดำหน้าแดง เจ้าลูกเต่า!!! นี่เจ้าคิดกระไรอยู่!!!!

 

                “เสด็จพ่อบอกว่าอยากอุ้มหลานเร็วๆ”

 

                “พระองค์!!!” นางยังมิทันหายเจ็บปวดตัวเลย นี้ไอ้เจ้าลูกเต่ามันกะจะให้นางต้องคลานลงจากเตียงเลยหรือ!

 

                หน้าตาย หน้าตาย หน้าตายนัก!!

 

 

 

                “อร้าย ข้าเขิน” เสียงบุรุษวัยกลางคนเอ่ยขึ้นหลังจากดูกระจกโชคชะตา

 

                “ดูเหมือนหลานเจ้ากับเทพสงครามจะไปได้ดี” เทพโชคชะตาเอ่ยขึ้นหลังจากปิดประจกโชคชะตาลง

 

                “จริงๆ ถึงตอนเทพสงครามอยู่บนสวรรค์จะดูชมชอบเซียนเหมยกุ้ย แต่ข้าเคยเห็นเขานั่งฟังหลานข้าดีดพิณอยู่คราหนึ่ง ใบหน้าเขาผ่อนคลายเป็นอย่างมาก”

 

                “หลานข้าจะมีลูกหรือไม่ๆๆ” เง็กเซียนฮ่องเต้ผู้หลงรักหลานหัวปักหัวปำคะยั้นคะยอเทพโชคชะตาให้บอก เทพโชคชะตาที่เห็นดังนั้นส่งเสียงรำคาญออกมาโบกมือไล่สหาย

 

                “ไม่ นางจะแท้งจากวิบากกรรมที่ทำกับไป๋ลู่หลิน องค์รัชทายาทที่ไปปราบปรามแคว้นซ่งไปถึงสามปี ตอนกลับมาพบนางนั่งเล่นกับเด็กผู้หนึ่งอุ้มอย่างรักใคร่เอ็นดูซ้ำยังเห็นพี่รองของตน บู้ม!!!” เทพโชคชะตาพูดเสร็จหันมองสหายตนที่หน้าซีด

 

                “เจ้าแกล้งหลานข้าหรือ!

 

                “ข้ามิได้แกล้ง! มันคือระบบสั่งการเอง โน่นถ้าอยากได้ดีกว่านี้ก็ไปไขเครื่องนั่นเสีย” เทพโชคชะตาพยักเพยิดหน้าไปทางเครื่องที่กำลังไล่เส้นด้ายสีขาวแดงสลับกันไปมา มันคือเครื่องสุ่มโชคชะตา หากอยากได้โชคชะตาใหม่ก็สุ่มเสีย แต่เทพโชคชะตาได้ทำการเขียนโคชะตาของทั้งสองคนไว้และนำมันใส่เครื่องพอใส่เครื่องนี่ปรากฏว่าเจ้าเครื่องนี้มิรับ ซ้ำยังประมวลผเองจนมันออกมาใหม่เสียหมด!

 

                “เจ้าเครื่องสัปปะเรงเคนี้ยังอยู่อีกหรือ มันใช้ได้จริงที่ไหน!!!!

 

                “เจ้าอย่ามาว่าลูกข้า!!!

 

               

                “องค์รัชทายาทเพคะ หม่อมฉันขอเข้าไปนะเพคะ” โม่เจียวมี่ก้าวเข้าไปในห้องทรงงานของจินชาง นางถือถาดของว่างและน้ำชามาด้วย มือเรียวขาววางลงบนโต๊ะมองสวามีอย่างนึกสงสัย

 

                “วันนี้เจ้าเข้านอนก่อนเถิด ข้ามีงานราชการให้สะสางอีกมาก”

 

                “หม่อมฉันฝนหมึกให้นะเพคะ” นางกล่าวตอบ นั่งลงฝนหมึกอย่างใจเย็น ใบหน้างดงามตั้งใจฝนหมึกและลอบมองสวามีบ้างบางครา

 

                “พระองค์ชมชอบดนตรีหรือกาพย์กลอนมากกว่ากันหรือเพคะ” โมเจียวมี่ถามอย่างสงสัยใบหน้างดงามยังคงก้มลงจดจ่อกับการฝนหมึก

 

                “เราชื่นชอบกาพย์กลอน แต่ตอนนี้เราชื่นชอบการร้องเพลงของเจ้า” มันเป็นคำถามที่สองแง่สองง่าม จินชางเอ่ยออกมา หมายความว่าชอบทั้งซือซือและเจียวมี่งั้นหรือ

 

                “หม่อมฉันรู้สึกง่วงเสียแล้ว” โม่เจียวมี่กล่าวลาสวามีก่อนจะเดินกลับตำหนักรัชทายาท ผลัดเปลี่ยนอาภรณ์เป็นผ้าไหมตัวบางลู่ลงให้เห็นสัดส่วน ล้มตัวลงนอนอย่างง่วงงุนพลันคิดถึงเรื่องราวมากมายที่ตลอดหลายเดือนมานี้นางได้ผ่านพ้นมาได้

 

                มิรู้กี่ชั่วยามความรู้สึกอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั่วร่างกายของนาง หลี่จินชางเข้ามาในตำหนักล้มตัวลงนอนกอดภรรยาตัวน้อยอย่างรักใคร่ ซุกกใบหน้าลงที่ซอกคอขาวนวลสูดดมกลิ่นกายที่พระองค์รู้สึกชมชอบ จนเผลอหลับไป

 

                “มึงก็รู้ว่ากูกับพัฒน์รักกันอย่ามายุ่งได้ปะ แพรวา” เสียงจริงจังและดูหาเรื่องของเนย์ดังขึ้น ในมือของเนย์มีข้าวผัดกุ้งอยู่ แพรวาที่กำลังงุนงง เธอหันไปมองแฟนของเพื่อนสนิท เดี๋ยวนะ จะมาหาเรื่องโดยไม่ดูสถานการณ์หน่อยหรอ ถึงตรงนี้มันจะเป็นโต๊ะหินอ่อนลับตาคนก็ตามที แต่นี่มันในมหาลัยเลยนะ

 

                “มึงหมายความว่าไงเนย์เอาดีๆกูไม่เคยก้าวก่าย”

 

                “หุบปาก มึงกับพัฒน์มันเกินคำว่าเพื่อนไปมากแล้ว” เนย์ตวาดใส่แพรวา เธอขนลุกชันอะไรนักหนาวะ คิดว่ากูอยากเป็นเพื่อนกับมันมากหรอ

 

                “เออ ก็ไม่ได้อยากเป็นเพื่อนกับมัน ระวังของๆมึงไว้ให้ดี เพราะกูก็ไม่ได้กลัวศีลข้อสามมากซักเท่าไหร่ ระวังเถอะจะโดนกูคาบไปแดก” แพรวาตอบไปอย่างใส่ไฟให้คนที่โกรธมากอยู่แล้วโกรธเข้าไปใหญ่ อาหารเที่ยงในมือเนย์ปาใส่ปากของแพรวาเต็มเป้า กุ้งตัวนึงกระเด็นไปโดนปากและเข้าไป แพรวาถุยออกมาอย่างโกรธเคือง

 

                เธอยังไม่รู้ว่าเป็นกุ้ง มันเปรอะเปื้อนใบหน้าเธอเต็มไปหมด สายตาของเธอหันไปมองเศษกุ้งที่อยู่บนพื้น ใบหน้าที่เต็มไปด้วยเศษข้าวตกตะลึง “เนย์!!! มึงกะจะฆ่ากูใช่มั้ย กูแพ้กุ้ง อึก” แพรวาพูดไม่ทันจบ ขาก็ทรุดลงไป เธอแพ้กุ้ง แพ้อย่างรุนแรง ห้ามโดนเนื้อตัว หรือกินเข้าไป

 

                “แพรวา!!/เห้ย ไอ้แพร” เสียงเจ้าชายขี่ม้าขาววิ่งมาหาแพรวา เขาช้อนตัวเธอขึ้น ก่อนที่ทุกอย่างจะดับมืดลงเพราะเธอหมดสติ “พัฒน์”

 

                “อึก” เจียวมี่สะดุ้งตื่นจากฝันร้ายยามดึก สวามีจึงตื่นด้วยพระองค์หันมองใบหน้างามของภรรยาที่เต็มไปด้วยคราบน้ำตา นางหันมามองจินชางสายตาเต็มไปด้วยความเจ็บปวด

 

                “ข้าแพ้กุ้ง” นางเอ่ยออกมาเสียงเบาพร้อมกับเสียงกลั้นสะอื้น ดวงใจแกร่งไหววูบดึงร่างเล็กเข้ามาโอบกอดปลอบประโลมนาง “พี่รู้แล้ว หยุดร้องเถิด” ถึงแม้จินชางจะมิร็วว่านางร้องไห้ด้วยเรื่องอันใดแต่เขามิชมชอบเมื่อเห็นนางร้องไห้ พระองค์ลูบศีรษะเล็กเบาๆ กอดนางแน่น จนเสียงสะอื้นหยุดไป นางหลับคาอกของพระองค์

 

                “จงลืมฝันร้ายเสียมี่เอ๋อร์” กดจูบลงที่หน้าผากมนของภริยาแล้วล้มตัวลงนอนกอดนางไว้แน่นราวกับว่าปกป้องนางจากฝันร้ายที่กล้ำกลายเข้ามาหา

            


มาต่อเเล้วคับ ตอนนี้น้องกับคุณพี่เค้าปั้ปๆกันเเล้วทู้กคน  อะเเฮ่ม เนื้อเรื่องก็ดำเนินมาถึงประมาณห้าสิบเปอร์เซนต์ละฮะ เรามีเกมมาให้เล่นกันเเหละ คิดว่าไป๋หลงติดอยู่ในโซนอะไรอยู่เจ้าคะ ตอนต่อไปมีเฉลยน้า 


         1 พี่น้องโซน

         2 เเฟนเก่าโซน หรือ คนรักเก่าโซน

         3 เฟรงซง ตามน้องของเราเลย

         4 เซฟโซน ได้เป็นเเค่ที่ปรึกษาไม่มีทางเป็นอย่าอื่น?


ตอบถูกกันเยอะเราจะมาลงอีกสองตอนที่ตุนๆไว้ฮะ 5555


อะเเฮ่มเพลงที่ชื่อตอนเพลงนี้ ของซอยเเบด เพลงรู้ว่าเธอคงต้องไปกับเขารู้อยู่แล้วว่าเธอคงต้องลืมรักของเราจากนาทีนี้ไปคงไม่มีเรื่องราวเหล่า ชื่อยาวมากฮือ เเต่เพราะมากครับ ไปเเละ อย่าลืมทายๆกันนะคะ555555

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 38 ครั้ง

43 ความคิดเห็น

  1. #27 kran46874 (@kran46874) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 15 กันยายน 2562 / 13:53
    รัชทายาท​จะรักทั้ง2คนไม่ได้นะงือออ​ สงสารนางเอกกก
    #27
    0
  2. #26 ben_exo-l (@ben_exo-l) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 15 กันยายน 2562 / 13:13
    จะโซนไหนก็โคตรเจ็บทั้งนั้นอ่ะ
    #26
    0
  3. #25 MudskiPhothinam (@MudskiPhothinam) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 15 กันยายน 2562 / 13:06
    ตอบข้อ 3 จ้า
    #25
    0