รวม Short Fic #BNIOR by Humming B

ตอนที่ 13 : [SF] #ยัยก้อนแมว #BNIOR GOT7 (part 3) [100%]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 571
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 18 ครั้ง
    16 ม.ค. 60

ยัยก้อนแมว

-3-

 

 

            มันก็ตลกดีนะ ทั้งๆที่ปากก็บอกว่าไม่เชื่อไอ้เรื่องไร้สาระนั่น ทว่าตั้งแต่กินข้าวเสร็จเขาก็เอาแต่จดๆจ้องมนุษย์ร่วมห้องที่เอาแต่กินแล้วก็นอน เดินวนไปวนมา จับนู่นจับนี่ราวกลับเจ้าของห้อง

 

 

ไม่ต้องห่วงเรื่องที่เด็กนั่นจะขโมยของอะไรในห้องไปหรอก ห้องเขาไม่ค่อยมีของมีค่าอะไร นอกจากโน๊ตบุ๊ค โทรศัพท์ และกระเป๋าสตางค์ที่วางอยู่บนโต๊ะ ความสมถะของเขาที่เกือบๆใกล้เคียงกับคำว่าถังแตกทำให้เขาหายกังวลเรื่องนี้เป็นอย่างดี

 

 

“หนูเบื่อ” ไอ้ตัวแสบนั่งแบะขาอยู่บนเตียง เอียงคอหน้างอบ่นเป็นรอบที่ยี่สิบกว่าๆเห็นจะได้ “พิเดฟฟฟฟฟฟ” ลากเสียงยาวอย่างเอาแต่ใจ ถ้าให้เดา ประโยคต่อไปก็คงไม่พ้น...

 

 

“ไปเดินเล่นกันเถอะ” นั่นแหละ

 

 

แต่จะให้ครบสูตรก็ต้องมีแรพลูกอ้อน “น้า น้า น้า น้า น้า น้า นะ นะ นะ น้า” พร้อมกับมุ่ยปากสีเชอรี่ ทำแก้มพองๆด้วย...นั่นแหละ แบบนั้นแหละ

                                                   

 

“นายไม่เห็นรึไงว่าฉันกำลังทำงานอยู่” เจบีนั่งกระดิกเท้า คลิกเม้าส์ไปมาให้ดูเหมือนมีงานทำ อันที่จริงเขาก็ทำงานอยู่หรอก แต่แค่ไม่รู้จะเขียนอะไรลงไปในงานของเขาดี

 

 

“พี่มั่ว” จูเนียร์ค่อยๆกระดึ๊บๆตัวเองลงมาจากเตียง “พี่ไม่ได้ทำอะไรสักหน่อย”

 

 

“รู้ได้ไงว่าฉันไม่ได้ทำอะไร” เจบีหันไปถามตอนที่อีกคนลากเก้าอี้ที่อยู่นอกระเบียงมานั่งข้างๆ

 

 

“พี่เอาแต่จ้องจอนั่น ไม่เห็นทำอะไรเลย” คนตัวเล็กกว่าทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้แบบหมดอาลัยตายอยาก

 

 

“นั่นแหละงานของฉันเลย” เจ้าของห้องเดาะลิ้นในปากก่อนจะยกยิ้มกวนๆ

 

 

“พิเดฟฟฟฟ” ลากเสียงอีกรอบพร้อมกลับเอาหัวมาพิงที่หัวไหล่ จูเนียร์เหมือนของไหลที่เลื้อยไปตามเก้าอี้แล้วพยายามยึดต้นแขนของเจบีเป็นหลัก “ไปเดินเล่นกันเถอะ” ไอ้ตัวแสบเอาหัวไถไปมาอย่างออดอ้อน

 

 

“ก็ไปสิ” คนตัวโตกว่าเอ่ยเสียงเรียบ จูเนียร์รีบดีดตัวขึ้นมานั่งดีๆ ทำตาโตอย่างมีความหวัง “อยากไปก็ไปคนเดียว” แล้วก็กลับมานั่งไหล่ตกอีกรอบ

 

 

“ไม่เอาสิ ไปเดินเล่นก็ต้องไปกันสองคนสิ ถ้าพี่ไม่ไปแล้วใครจะจูงหนู”

 

 

เจบีหันไปค้อนใส่ “เข้าใจอยู่หรอกว่าพยายามทำตัวเป็นแมว แต่ไอ้ตัวที่ต้องจูงตอนไปเดินเล่นนั่นน่ะ หมา!

 

 

“แมวก็จูงได้เหอะ!” คนตัวเล็กแหงนหน้าเถียงทั้งๆที่ยังเอาหัวพิงเขาแบบนั้น

 

 

“เมื่อวานก็ไม่เห็นต้องจูง ยังเดินเองได้เลย” ร่างสูง(วัย)เอามืออีกข้างผลักจอมงอแงออกไปให้พ้นไหล่ตัวเอง จูเนียร์นั่งหน้าบูดเป็นตูดแช่แฟ้บได้พักใหญ่ๆก็เริ่มเจรจาขึ้นมาอีก

 

 

“อาทิตย์ก่อนก็ไม่เห็นพี่จะอยู่บ้านสักวัน เวลาพี่ออกไปข้างนอกนะ แต่งตัวหล๊อหล่อ”

 

 

“นี่เป็นสตอล์กเกอร์รึไง” เจบีจิ๊ปาก หันมาปั้นหน้าดุใส่ นี่คงจะเห็นช่วงที่เขาวิ่งโร่ไปสมัครงาน ส่งต้นฉบับที่นั่นที่นี่ล่ะสิ

 

 

“สตอล์กเกอร์คืออะไรอะ กินได้รึเปล่า?” คนถูกถามพรูลมหายใจแบบไม่พอใจสักเท่าไหร่

 

 

“ไอ้พวกโรคจิตที่ชอบสะกดรอยตามชาวบ้านไง”

 

 

จูเนียร์มุ่นหัวคิ้วอย่างใช้ความคิด ก่อนจะสรุปเอาเองว่า “หนูเป็นเด็กดีนะ” ดีกับผีนะสิ หนีออกจากบ้านมาตอแยชาวบ้านชาวช่องเขาเนี่ย เรียกดีตรงไหน?

 

 

“แล้วที่บอกว่าจะไปเดินเล่นน่ะ จะไปที่ไหน ฮึ!

 

 

คนตัวเล็กยกยิ้มค้างไปอึดใจ “ไปหาพี่แบมก็ได้”

 

 

“สนิทกับเขารึไงน่ะ จะไปหาเขาทำไม ให้เขาอยู่กับไอ้มาร์คแฟนฝรั่งของเขาโน่น” พูดเองเจ็บเอง

 

 

“งั้นก็ไปหาพี่คนหล่อ”

 

 

“เขาชื่อแจ๊คสัน จำไม่ได้แล้วรึไง” จู่ๆก็หมั่นไส้ขึ้นมาอีกรอบ เอ๊ออออ ใช่ซี่ พี่คนหล่อ เอ๊อออออ!!! “มันอยู่ที่กองถ่าย อย่าไปวุ่นวายหน่อยเลย”

 

 

“หงึ” พอหมดมุขจะไปต่อก็ส่งเสียงอยู่ในลำคอ ทำหน้างอง้ำน่าหมั่นเขี้ยว “งั้นก็ไปที่ชอบ” พูดจบเจ้าของห้องถึงขั้นสำลักน้ำลาย ไอค่อกๆแค่กๆก่อนจะหันมาทำตาขวางใส่

 

 

“ลามปามใหญ่ละ เพื่อนเล่นหรอ?”

 

 

“ลามปามแปลว่าอะไร” เอียงคอถามปัดความผิดพ้นตัว นึกจะโกรธแต่พอเห็นสีหน้าแบบนั้นก็โกรธไม่ลงทุกที

 

 

“เฮ่อ ทำไมฉันต้องมาสอนอะไรพวกนี้ให้นายฟังด้วยนะ” เจบีพรูลมหายใจเป็นรอบที่ร้อยเห็นจะได้ “ไล่ฉันให้ไปที่ชอบๆนี่มันสมควรไหม”

 

 

“หนูไม่ได้ไล่” จูเนียร์คว่ำปากทำตาแป๋ว “ก็แค่อยากรู้ว่าพี่ชอบที่ไหน หนูอยากไปด้วย...”

 

 

อะ...ตกลงว่าเป็นเขาหรอที่เข้าใจผิด รู้สึกผิดเลยที่ทำให้เด็กน่ารักทำหน้างอ เจบีกระพริบตาปริบๆ ก่อนจะกระแอมแบบกลัวเสียฟอร์ม เขายกมือกอดอก เอนหลังพิงเบาะ ทำท่าใช้ความคิดอยู่พักใหญ่ๆ

 

 

“ที่ที่ชอบหรอ?...นึกไม่ออกเลยแฮะ สมัยก่อนก็อยู่แต่หอกับมหาวิทยาลัย (ไปร้านเหล้าเป็นบางวัน) เลยไม่ค่อยได้ไปไหน พอจบมาก็เป็นฟรีแลนซ์ (ตกงาน) ยิ่งไม่ค่อยได้ออกจากหอใหญ่เลย” ถอนหายใจอยู่เฮือกใหญ่ ก่อนจะตัดสินใจ “ไปเดินเล่นที่มหาลัยไหมละ?”

 

 

“ว๊าว หนูชอบหมาลัย” มหาลัยโว๊ย

 

 

“แปลว่าเคยไป?” จูเนียร์เบิกตากว้างขึ้นมาเล็กน้อย ทำหน้าครุ่นคิดว่าตัวเองทำอะไรพลาดไปรึเปล่า

 

 

“ก็เคยไป แต่ไม่เคยไปกับพี่เจบีไง” นิ้วเล็กเริ่มจิกนู่นจิกนี่ไม่เป็นสุข คิ้วไม่ได้รูปนั่นขมวดเข้าหากันพร้อมกับมุมปากที่งุ้มลง “นะ...พิเดฟสุดหล่อ”

 

 

สีหน้าแบบนั้น

ทำเสียงออดอ้อนแบบนั้น

...

 

 

“เออๆๆๆ ไปก็ได้ น่ารำคาญจังวะ เซ้าซี้อยู่ได้” สาบานว่าไม่ได้ลุกจากเก้าอี้เพราะคำว่า สุดหล่อ เลยสักนิด

 

 

ไขว้นิ้วสาบานก็ด๊ะ...

 

 

เจบีคุ้ยเสื้อผ้าในตู้อยู่นานสองนาน ทำเป็นอ้อยอิ่งกะจะทำให้อีกฝ่ายหงุดหงิดใจเล่น แต่ก็ไม่เป็นผล เขาแอบจิ๊ปากอยู่หลายทีตอนที่เหลือบดูไอ้ตัวแสบนั่งตาแป๋วอยู่ในกระจกพลางทาบนาฬิกาข้อมือ “ชุดนี้เป็นไง” พูดพร้อมกับหมุนตัวไปถามความเห็น

 

 

“หล่อที่สุดในโซล” แถมยกนิ้วโป้งให้อีก 1 นิ้ว คนถูกชมถึงกับหลุดขำ ก่อนจะรีบตีหน้าขรึม

 

 

“แต่ฉันว่าใส่ตัวนี้ดีกว่า” แกล้งหยิบเชิร์ตดำแขนยาวปกคอสีขาวมาทาบ หมุนซ้ายหมุนขวา แล้วเลิกคิ้วถามหาคำตอบจากอีกคน

 

 

“ไม่เอาอะ ตัวที่ใส่แหละดีแล้ว”

 

 

“โอเค งั้นฉันจะใส่เชิร์ตนี่” คนเรื่องมากยกยิ้มเจ้าเล่ห์ พลางถอดเสื้อยืดออก แถมยังผิวปากอย่างอารมณ์ดีที่ได้แกล้งอีกฝ่ายให้หน้างอลงมานิดนึง เสื้อเชิร์ตถูกสวมทับ ก่อนที่แขนเสื้อจะถูกพับอย่างบรรจง หันซ้ายหันขวามองกระจกจนพอใจแล้วเดินไปเซทผมต่อ มือหนายกเสยผมลวกๆให้เป็นทรง ลงเจลที่โคนผม เอาแบบไม่เนี๊ยบมาก แต่ว่าหล่อลากกระชากมดลูกเลยแหละ

 

 

“พี่จะไปเดทกับหนูหรอ?” เด็กนั่นถามหลังจากนั่งอ้าปากหวอมาพักใหญ่ๆ

 

 

“ฉันไม่เดทกับเด็กผู้ชาย” เจบีแอบมองค้อนผ่านกระจก แล้วก็เซทผมต่อ

 

 

“งั้นหนูจะรีบโต” เสียงเอ่ยเบาหวิวเป็นของคนที่นั่งรออยู่บนเตียง เจ้าตัวยกขาขึ้นมานั่งชันเข่าพร้อมกับเกยคางมองคนตรงหน้าไม่ละสายตา

 

 

“พูดว่าอะไรนะ” เจบีเบือนหน้าถาม แต่อีกคนกลับส่ายหัวเบาๆแล้วยิ้มเขินๆ “ทำไม? หล่อไปหรอ? ถ้าฉันไปเดทจริง แต่งหล่อกว่านี้อีก” พูดไปก็ขำไป

 

 

“หูยยย อยากเห็นเลย” คนตัวเล็กพูดแบบขอไปที “นี่ขนาดแต่งตัวไปเดินเล่นนะเนี่ย”

 

 

“เขาเรียกแต่งตัวให้เกียรติสถานที่โว้ย”

 

 

“แล้วหนูต้องเปลี่ยนชุดรึเปล่า?” จูเนียร์ยกแขนโชว์เสื้อไหมพรมสีเลือดหมูตัวโคร่งที่ยกแขนจนสุดแล้วปลายนิ้วยังไม่โผล่ออมาจากชายแขนเสื้อเลย กางเกงวอร์มสีดำกับถุงเท้าลายลูกพีชที่แจบอมได้จากการจับฉลากวันปีใหม่เมื่อสองปีก่อน ดูไม่เท่เลยสักนิดถ้าเทียบกับอีกคน

 

 

“ฉันไม่รอนะ เพราะฉันแต่งตัวเสร็จแล้ว” แล้วไอ้ที่ยืนเลือกนาฬิกาข้อมืออีกรอบนั่นคืออะไร

 

 

“ทีหนูรอตั้งนานยังไม่บ่นเลย”

 

 

“ถ้าบ่นก็ออกไปคนเดียวซี๊” เขาพูดพลางหัวเราะ ยิ่งเห็นหน้าหงิกๆที่อยู่ข้างหลังนั่นก็ยิ่งสนุก

 

 

“หล่อคนเดียวได้ไง ไม่ยุติธรรมเลย” ถึงจะบ่นปอดแปดแต่ก็ยอมแพ้แต่โดยดี

 

 

“ไปฟ้องแม่ก็ได้นะ เอาไหม เดี๋ยวไปส่งที่บ้านเลย” พอขู่เข้าหน่อยก็ทำเงียบใส่ นั่งคอตก เอานิ้วเขี่ยผ้าปูที่นอนเล่น เจบียกมือขึ้นปิดรอยยิ้มตัวเอง ไม่รู้ทำไมเขาถึงได้อารมณ์ดีนัก “ช้า ล็อคประตูนะ” พูดพลางคว้ากระเป๋าตังค์กับมือถือเดินไปหน้าห้อง คนที่นั่งหงอยรีบเด้งตัวออกมาจากเตียงทันที

 

 

“รอด้วยซี่~

 

 

 

 

“ว๊าวววววว” ลากเสียงยาวตั้งแต่โซลถึงโตเกียวได้ ไม่รู้มันจะตื่นเต้นอะไรนักหนา ไหนว่าเคยมามหาวิทยาลัยไง นี่ตั้งแต่เดินเข้ามาในมหาลัย มันว๊าวประมาณ 8-9 รอบได้ ไม่สนิทอย่าติดว๊าวนะเฮ่ย

 

 

“ฮึ่ยยย อย่าเสียงดังสิ อายคนอื่นเขา” แล้วนี่ก็ดุเป็นรอบที่ 8-9 เช่นกัน อุตส่าห์แต่งตัวมาอย่างหล่อ ตั้งใจว่าจะมาอ่อยสาวๆในมหาวิทยาลัยสักหน่อย หมดกัน ภาพลักษณ์ที่อุตส่าห์สั่งสมมา “ทำอย่างกับไม่เคยมามหาวิทยาลัย น่าอายชะมัด”

 

 

“ก็ไม่เคยมาตอนกลางวันนี่” ไอ้ตัวยุ่งเอามือป้องปากกระซิบ

 

 

“แล้วมาทำอะไรที่มหาวิทยาลัยกลางค่ำกลางคืน”

 

 

“มา-กิน-ข้าว” คราวนี้พูดแบบไม่ออกเสียงแต่ก็อ่านปากออก

 

 

“ฉันบอกให้เลิกเสียงดัง ไม่ใช่ให้กระซิบ อย่ามากวนประสาท เดี๋ยวปั๊ดทิ้งไว้ที่นี่เลย” ขนาดขู่ว่าจะทิ้งยังมีหน้ามาหัวเราะอีก “เดี๋ยวจะพาไปที่คณะ ไม่รู้ว่ายังมีรุ่นน้องที่รู้จักอยู่รึเปล่า ว่าจะแวะไปทักทายสักหน่อย”

 

 

“พี่แบมหรอ?”

 

 

“ฉันไม่ได้มีรุ่นน้องแค่คนเดียวนะ” เจบีจิ๊ปากพลางทำหน้าดุ

 

 

“พี่เดฟมีรุ่นน้องกี่คนล่ะ” ไอ้จอมยุ่งทำตาแป๋ว เดินปัดหน้าปัดหลังวอแวไปเรื่อย

 

 

“ใครเขานับกัน!” แปลว่า ไม่รู้เหมือนกันโว้ย

 

 

“แบบนี้พี่ก็รู้จักรุ่นน้องทุกคนเลยหรอ”

 

 

“ออออ” ก็แค่พูดอวดลอยๆ แต่อีกคนดันคิดจริงเป็นตุเป็นตะ พอเข้าไปเดินเล่นที่ภาควิชาเท่านั้นแหละ มันเล่นวิ่งไปถามคนนั้นคนนี้ว่าพี่รู้จักคนนี้ไหม ใครต่อใครก็ไม่รู้ เขาเองก็จบไปตั้งหลายปีแล้ว จะมีก็แต่พวกปีสี่บางคนเท่านั้นแหละที่รู้จัก พอบอกว่าไม่ก็เอาแต่หาว่าโกหก

 

 

วุ่นวาย ไม่น่าพามาเล๊ยยย...

 

 

“อยู่เฉยๆ ไม่ต้องไปวิ่งเล่นที่ไหนไกลนะ ฉันจะเข้าไปหาอาจารย์แป๊บนึง” ไอ้ตัวป่วนพยักหน้าแบบขอไปที สายตาซุกซนสอดส่ายไปทั่ว ดูก็รู้ว่าไม่เข้าใจความหมายที่พูดไปสักนิด “ถ้าหลงทางฉันจะทิ้งไว้ที่นี่เลย คอยดู” เขากำชับประโยคอีกครั้ง ก่อนจะเดินไปเคาะห้องพักอาจารย์ ไม่นานนักเสียงตอบรับด้านหลังประตูก็ดังขึ้น เจบีหันมองเด็ก(ที่ไม่ค่อยจะอยู่)ในโอวาทอีกรอบแล้วถอนหายใจ

 

 

คงจะไม่ก่อเรื่องหรอก

มั้ง....

 

 

“สวัสดีครับอาจารย์” เจบีฉีกยิ้มกว้างตั้งแต่เปิดประตูเข้าไปในห้อง ชายสูงวัยผมสีเงินเงยหน้าขึ้นมาจากกองชีทที่ยังไม่ได้รับการสะสาง รอยยิ้มอบอุ่นถูกแต่งแต้มที่มุมปากของเจ้าของห้อง

 

 

“เอ้า ว่าไง ไอ้ตัวแสบ” เสียงแหบแห้งปนขำ บ่งบอกว่าพูดอารมณ์ดีขนาดไหน

 

 

“บังเอิญผมผ่านมาแถวนี้ เลยแวะมาหาอาจารย์น่ะครับ” เขาโค้งเกือบ 90 องศาตอนที่อาจารย์ที่ปรึกษาผายให้นั่ง

 

 

“เป็นไงบ้างล่ะ ไม่เจอกันนานเลย”

 

 

“ก็สบายดีครับ อาจารย์ล่ะครับเป็นไงบ้าง”

 

 

“ก็ดี แต่รุ่นน้องพวกคุณทำผมปวดหัวไม่น้อยเลยแหละ” ชายสูงวัยหัวเราะร่า

 

 

“ยิ่งกว่ารุ่นผมอีกหรอครับอาจารย์”

 

 

“มันก็แสบทุกรุ่นนั่นแหละ เด็กคณะนี้มันยังไงกันนะ คัดแต่ตัวแสบๆมาทั้งนั้น” อย่าให้พูดถึงวีรกรรมสมัยเรียนเลย เล่นเอาเดือดร้อนกันเป็นแถบๆ เคยเล่นกันจนถึงขั้นหามเข้าโรงพยาบาล เข้า ICU ก็มี “แล้วตอนนี้เป็นไงบ้าง ทำงานอะไรอยู่”

 

 

“อ่า...ตอนนี้เป็นฟรีแลนซ์อยู่ครับ ก็..กำลังหางานทำเรื่อยๆน่ะครับ” สีหน้าคนฟังยังคงไม่เปลี่ยน รอยยิ้มที่ยกค้างไว้ก็ยังคงยกยิ้มอยู่อย่างนั้น

 

 

ทั้งๆที่คนพูดรู้สึกอับอายเหลือเกิน

เรียนจบมาตั้งนาน ยังไม่เป็นโล้เป็นพายสักที

 

 

“อิม แจบอม” จู่ๆอาจารย์ก็เรียกชื่อแบบเต็มยศ เจ้าของชื่อรู้สึกแปลกใจนิดหน่อย ปกติแล้วอาจารย์จะเรียกแค่ชื่อเท่านั้น หรือไม่ก็เป็น ไอ้ตัวแสบ ไอ้ลูกชาย ทำนองนั้น

 

 

“ครับ”

 

 

“คนเราต่างก็มีความฝัน และมีวิธีไปให้ถึงฝั่งฝันของตัวเองแตกต่างกัน บางคนเดิน บางคนวิ่ง บางคนโชคดีหน่อยก็ได้นั่งรถไป ระหว่างทางอาจจะมีอุปสรรคบ้าง คนที่เดินก็เดินจนรองเท้าสึก มองไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายทางเสียที คนที่วิ่งทั้งเหนื่อยทั้งหอบแทบขาดใจ พวกที่สบายๆได้นั่งรถไปก็ใช่ว่าจะไม่เจอปัญหา ขับรถไป น้ำมันอาจจะหมดกลางทางก็ได้” พูดถึงตรงนี้อาจารย์ก็หัวเราะ

 

 

“แล้วก็มีอีกหลายๆคนที่ท้อแท้จนยอมปล่อยความฝันนั้นหลุดมือไป” นิ้วผอมๆของอาจารย์ค่อยๆเคาะโต๊ะแบบเว้นจังหวะ “จงภูมิใจเข้าไว้ ที่คุณยังไม่ยอมแพ้”

 

 

อ่า....

 

 

“แต่ก็ยังไม่มีวี่แววที่จะชนะเลยนะครับ” เจบีหัวเราะฝืดๆ รู้สึกโหวงๆในใจแปลกๆ เหมือนกำลังถูกสวมกอดด้วยมือที่มองไม่เห็นในขณะที่เขากำลังคุกเข่าอยู่ริมผา

 

 

“คุณไปถึงสุดทางแล้วเหรอ ถึงได้บอกว่าตรงปลายทางนั้นไม่มีแสงสว่างรอคุณอยู่”

 

 

“ผม...” เขาชั่งใจอยู่นานก่อนจะพูดต่อ “ไม่รู้ครับ”

 

 

“จำวันที่คุณบอกผมตอนปี 1 ได้ไหม ตอนนั้นผมถามว่าคุณอยากทำงานอะไร?“

 

 

“จำได้ครับ”

 

 

“สีหน้าและแววตาของคุณในตอนนั้นผมยังจำได้ดี คุณบอกว่าจะเป็นนักเขียนที่มีชื่อเสียงให้ได้ ผมยังถามคุณเลยว่าทำไมมาเรียนบริหารเล่า” ภาพความทรงจำในวันเก่าๆย้อนกลับมาเหมือนทุกอย่างเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน พวกรุ่นพี่ที่นั่งหัวเราะอยู่ด้วยกันตรงโต๊ะอาหาร มีอาจารย์นั่งอยู่ข้างๆ ถามด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์

 

 

“ผมได้ยินมาว่าคุณยอมไม่ไปทำงานกับธนาคารที่เรียกไปสัมภาษณ์ ตอนนั้นผมยังรู้สึกคุณนี่มันบ้าจริงๆ แต่ผมก็นับถือในความตั้งใจของคุณ” ใช่แล้ว ตอนนั้นเขามันบ้าจริงๆนั่นแหละ “ผมไม่อยากให้คุณรู้สึกอาย จะฟรีแลนซ์หรืออะไรก็ช่าง...”

 

 

“...”

 

 

“ผมรู้ว่าคุณจะมีความสุขที่ได้ทำ และคุณจะประสบความสำเร็จในแบบของคุณ”

 

 

“โอววว...อาจารย์ทำผมเกือบน้ำตาไหลเลยแน่ะ” สาบานว่าถ้าไม่พูดประโยคนี้ เขาคงได้ร้องไห้จริงๆแล้วแหละ แต่นั่นก็ทำให้เขาเกือบถูกเขกกบาลโทษฐานทำลายบรรยากาศในห้อง

 

 

จะอะไรก็ช่างที่ดลใจให้เขาได้มาที่นี่

รู้สึกดีจริงๆที่ได้มาคุยกับอาจารย์

รู้สึกดีจริง...ที่เขายังไม่ยอมแพ้

 

 

อะไรๆที่ทำให้เขามาที่นี่ อะไรๆที่ว่านั่น...ป่านนี้ไปวิ่งเล่นที่ไหนอีกแล้วเนี่ย!!!!

เจบีแทบจะเอาหัวโขกกำแพง ลืมไปเลยว่าเคยพูดว่าจะทิ้งเด็กนั่นถ้าหาไม่เจอ

 

 

“ขอโทษนะครับ เห็นเด็กผู้ชายตัวสูงประมาณนี้ ใส่เสื้อแขนยาวสีแดงเดินผ่านแถวนี้ไหมครับ?” หญิงสาวที่คาดว่าน่าจะเป็นรุ่นน้องของเขาส่ายหน้าแล้วเดินหนีทันที

 

 

“ขอโทษนะครับ เห็นเด็กผู้ชายวิ่งเล่นแถวนี้บ้างไหมครับ” เดินถามมาเกือบสิบคนแล้ว มีแต่คนส่ายหัว ไม่รู้ ไม่เห็นทั้งนั้น

 

 

ถ้าเจอละก็จะตีให้ก้นลายเลยคอยดู !

 

 

“พี่เจบีนี่” เจ้าของชื่อรีบหันตามเสียง คอแทบเคล็ด นึกว่าเป็นคนที่ตามหา แต่กลับเป็นรุ่นน้องที่รู้จัก ก็น่าจะพวกปีสี่นั่นแหละ

 

 

“อ้าวว่าไง” เขาก็แค่ทักทายตามมารยาท เห็นรุ่นน้องโค้งให้ขนาดนั้น ก็คงเป็นคนรู้จักจริงๆนั่นแหละ ถึงแม้ตอนนี้จะยังนึกชื่อไม่ออกก็ตาม

 

 

“พี่กำลังตามหาใครอยู่หรอครับ ผมเห็นพี่เดินถามมาหลายคนแล้ว”

 

 

“อ่อ...น้องชายน่ะ เอ่อ ลูกของน้าอีกทีนึง ประมาณนั้น” ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมต้องโกหก “เห็นบ้างรึเปล่า ตัวประมาณนี้ ใส่เสื้อไหมพรมแขนยาวสีออกแดงๆ”

 

 

“น่าจะอยู่ที่โต๊ะสวนนั่นแหละพี่ เมื่อกี้ตอนเดินผ่านผมเห็นมีเด็กนั่งคุยกับไอ้ยูคยอม”

 

 

“ยูคยอม?”

 

 

“ใช่พี่ คิมยูคยอมไง ที่มันเพี้ยนๆ ชอบพูดคนเดียวอะพี่” ไอ้เด็กสูงโย่ง หน้าตาดีๆ ที่เต้นเก่งๆนั่นน่ะหรอ

 

 

“หมายถึงไอ้คนที่เต้นเบรคแดนซ์วันงานคณะนั่นรึเปล่า”

 

 

“นั่นแหละพี่ อยู่ตรงโต๊ะสวนโน่น”

 

 

“โอเค ขอบใจมาก” เจบีตบไหล่รุ่นน้องที่เขาจำชื่อไม่ได้แถมยังจำหน้าไม่ได้อีก นึกอยากจะแซวว่าเกลียดอะไรเพื่อนมันรึเปล่า ถึงได้เผาให้คนอื่นฟังหน้าตาเฉย จริงๆบอกว่ายูคยอมที่เต้นเก่งๆก็ได้มั้ง มันขึ้นชื่อเรื่องนี้จะตายไป ไอ้เด็กนิสัยไม่ดีนี่...

 

 

จะว่าไป เรื่องที่มันพูดคนเดียวบ่อยๆก็หนาหูอยู่เหมือนกันนะ เห็นว่าเป็นตั้งแต่กลับมาจากตอนที่ไปรับน้องนอกมหาวิทยาลัย บางคนก็บอกว่ามันไปลองของกับเจ้าที่เจ้าทางมา เขาถึงได้ตามมันกลับมาด้วยเนี่ย จะบอกว่าไม่เชื่อเรื่องนี้เท่าไหร่หรอกนะ

 

 

แต่ก็ไม่ได้ลบหลู่ /ยกมือไหว้ท่วมหัว

 

 

“ปิ๊งป่อง!” เสียงเจื้อยแจ้วที่แสนจะคุ้นหู ดังมาจากโต๊ะสวน เห็นรูปร่างเจ้าของเสียงนั่นก็พอเดาได้ว่า ไอ้คนที่ทำให้เป็นห่วงนักหนา นั่งจ้ออยู่ตรงนั้นจริงๆด้วย

 

 

“ใช่แล้ว ปิ๊งป่องบอกว่าเขาเคยเป็นเพื่อนกับจูเนียร์ด้วย” เด็กตัวโข่งคนเดิม เพิ่มเติมคือทรงผมไม่ใช่กะลาครอบแล้ว นั่นแหละ คนที่นั่งอยู่นั่นแหละ คิมยูคยอม

 

 

 

“บอกให้ปิ๊งป่องออกมาสิ จูเนียร์อยากเห็นหน้า เผื่อว่าจูเนียร์จะจำได้” ยิ่งเดินเข้าไปใกล้ๆ ยิ่งเห็นว่าไอ้จอมงอแงทำปากหงึน่ารักขนาดไหน อยากจะบิดให้ปากช้ำนักเชียว

 

 

“ไม่ได้หรอก ปิ๊งป่องเขาขี้อาย นายไม่รู้หรอ”

 

 

“แต่จูเนียร์อยากเจอปิ๊งป่องนี่”

 

 

“ปิ๊งป่องอะไรกัน” เจบีกระแอมเสียง ยื่นหน้าเข้าไปร่วมวงสนทนาทั้งๆที่ยืนเก๊กล้วงกระเป๋าอยู่แท้ๆ

 

 

“โอ๊ะ พิเดฟมาแล้ว” ไอ้ตัวแสบยิ้มร่า ฉีกยิ้มกว้างแบบไม่รู้ความผิดตัวเองเลยสักนิด

 

 

“ฉันบอกว่าให้รออยู่ที่นี่หรอ?” ทำท่าจะมะเหงกอีกคนแต่ก็ทำไม่ลง ได้แต่ยกมือขู่ไว้เฉยๆ

 

 

“ก็ปิ๊งป่องเขาเข้ามาทักหนู” ชี้ไปที่ไอ้ตัวโข่งข้างๆ

 

 

“แกชื่อปิ๊งป่องหรอ?”

 

 

“เปล่าฮะ เพื่อนผมต่างหาก” ชี้ไปที่ว่างข้างๆที่ไม่มีใครนั่งอยู่

 

 

เอ๊ะ...

 

 

“อย่ามาตลก”

 

 

“ผมก็ไม่ได้จะให้ขำสักหน่อย” มันว่าพร้อมกับทำสีหน้าจริงจัง ก่อนจะรีบลุกขึ้นเหมือนเพิ่งนึกอะไรได้ “สวัสดีครับพี่เจบี ผมคิมยูคยอมครับ” โค้งหัวจนหน้าเกือบทิ่มดิน

 

 

“ออ หวัดเด” เขาตอบรับแบบขอไปที

 

 

“พี่กายอม ปิ๊งป่องเป็นแมวหรือเป็นคน” กายอม? เผลอแป๊บเดียวมีชื่อเรียกเล่นกันแล้วหรอ หนอยยย....

 

 

“ไม่รู้เหมือนกัน รู้แต่ว่าเป็นก้อนน่ะ ตัวประมาณเท่านี้” พูดพร้อมกับทำมือประกอบ

 

 

“ไม่ใช่แมว ไม่ใช่คน แล้วเป็นอะไร?”

 

 

“แล้วจูเนียร์ล่ะเป็นอะไร เป็นแมวหรือเป็นคน?”

 

 

เด็กนั่นเอียงคอใช้ความคิดอยู่พักนึง “เป็นแมว”

 

 

“มั่วแล้ว จูเนียร์เป็นคนต่างหาก”

 

 

“ไม่จริง จูเนียร์เป็นแมวนะ”

 

 

“เนี่ย ปิ๊งป่องก็บอกว่าจริงๆจูเนียร์เป็นคนนะ ไม่ได้เป็นแมว”

 

 

“ไม่เอา เป็นแมวน่ารักกว่าตั้งเยอะ จูเนียร์ชอบเป็นแมว”

 

 

“ปิ๊งป่องบอกว่า เมื่อก่อนจูเนียร์เกลียดแมวจะตายไป ถึงได้เป็นแบบนี้ไง”

 

 

“ไม่เจงงงงงง แงงงงงงงงงงงงง”

 

 

เอาล่ะ...จงอธิบายว่าบทสนทนานี้มันคืออะไร (10 คะแนน)

เจบีตบหน้าผากตัวเอง นี่มันเรื่องงี่เง่าสิ้นดี มายืนดูเด็กเถียงกันเรื่องแมวกับคน แถมยังมีบุคคลที่สามที่มองไม่เห็นอยู่ในบทสนทนา ไอ้คิมยูคยอมก็เรียนปี 4 แล้วนะเว้ย ทำไมถึงได้ทำตัวอย่างกับเด็กป. 2 เออ ป.เดียวกันกับไอ้ตัวงอแงที่เกือบจะร้องไห้จริงๆแล้วนั่น

 

 

“พอเลยๆ ทั้ง 2 คน” ไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองเหมือนผู้ปกครองเด็กประถมอะไรขนาดนี้ ต้องมาคอยจับแยกเด็กแย่งขวดนมกันก็ไม่ปาน “เป็นคนทั้งคู่นั่นแหละ”

 

 

“เห็นไหม” คิมยูคยอมเชิดปากพูด

 

 

“พิเดฟไม่เชื่อหนู คอยดูนะๆ” ยังมีหน้าส่งสายตาอาฆาตมาดร้ายอีก

 

 

“ฉันจะกลับบ้าน จะอยู่นี่หรือไปกับฉัน” เจบีกอดอก มองไอ้ตัวแสบด้วยหางตา

 

 

“หนูจะอยู่กับพี่” พูดจบก็ดอดมาควงแขนทันที แถมเอาแก้มมาซบไหล่ แหงนคอเจื้อยแจ้วอีกว่า “พิเดฟไปไหน หนูไปด้วย”

 

 

“ฮึ่ย น่ารักตายล่ะ” เจ้าของไหล่พูดพร้อมกับดันหัวอีกคนไปห่างๆ

 

 

 

กว่าจะกลับถึงอพาร์ทเมนต์ ท้องฟ้าก็กลายเป็นสีส้มพอดี เจบีรื้อเอาข้าวกล่องแช่แข็งออกมาอุ่นในไมโครเวฟ เหลือบมองไอ้ตัวยุ่งที่นอนเลื้อยอยู่บนเตียงแล้วก็อดสงสัยไม่ได้ว่า...

 

 

มันไม่คิดจะกลับบ้านบ้างรึไงฮะ?

นี่คงจะหนีออกจากบ้านโดยสมบูรณ์แล้วสินะ

 

 

ในใจก็บ่น แต่มือก็หยิบข้าวอีกกล่องออกมาช่องฟรีซด้วย เขาไม่ใช่คนใจจืดใจดำสักหน่อย เดี๋ยวให้กินข้าวแล้วก็จะตะเพิดมันออกไปนั่นแหละ...มั้ง

 

 

“อย่ามานอนขี้เกียจ ไปล้างมือแล้วมากินข้าว” ประโยคนี้ทำเสียงแข็ง “กินข้าวเสร็จจะได้กลับบ้านไปสักที” แต่ประโยคนี้กลับทำเสียงอ่อน

 

 

คนที่นอนขดอยู่บ้านเตียงกลับทำแน่นิ่ง ไม่หือไม่อืออะไรทั้งนั้น เอาแต่เงียบ จะว่าไปมันก็เงียบตั้งแต่ก่อนถึงอพาร์ทเมนท์ได้สักพักแล้วนะ หรือจะไม่สบาย...ไม่ใช่หรอกมั้ง จะมาไม่สบายอะไรเฉียบพลันเอาตอนนี้ เจบีทรุดตัวลงนั่งข้างๆไอ้เด็กประหลาดนั่น ก่อนจะเอื้อมมือไปแตะหน้าผากนั่น “ตัวก็ไม่ได้ร้อน ไม่ต้องมาแอ๊บว่าไม่สบายเลย” คนถูกต่อว่าปรือตาแดงๆขึ้นมามอง ก่อนจะพริ้มตาลงไปอีกครั้ง

 

 

“ไม่ได้ไม่สบายครับ ครั่นเนื้อครั่นตัวนิดหน่อย เพลียๆด้วย”

 

 

“ครั่นเนื้อครั่นตัว? แปลว่าอะไรวะ กำลังจะไม่สบายงี้หรอ???”

 

 

“เปล่าซักหน่อย พิเดฟไม่ต้องเป็นห่วงหรอก เป็นแบบนี้ทุกวันนั่นแหละ” ประโยคธรรมดาๆนั่น ทำเอาคนฟังหน้าร้อนขึ้นมานิดๆ

 

 

“ใครเป็นห่วงใคร เป็นห่วงตัวเองซะเถอะ กำลังจะโดนไล่ออกจากห้องยังไม่รู้ตัว” เขาว่าพลางลุกออกจากเตียง ไมโครเวฟมันดีดเสียงดังติ๊งพอดี

 

 

“พิเดฟไล่หนูไม่ได้หรอก เพราะหนูไม่ได้โกหก” เสียงเล็กๆไล่หลังตามมาตอนที่เขาเปิดประตูไมโครเวฟ

 

 

“หนู ไม่ ได้ โก หก” เจบีเลียนเสียงด้วยความหมั่นไส้ พลางหยิบกล่องข้าวร้อนๆออกมาจากตู้ไมโครเวฟ “ฉันว่านายเปลี่ยนมุขได้....” แล้วเสียงก็หายเข้าไปในลำคอทันที เขายืนกระพริบตาถี่ๆ มองดูร่องรอยอารยธรรมบนเตียงนั่นอย่างไม่เชื่อสายตา

 

 

เสื้อไหมพรมสีเลือดหมูกับกางเกงวอร์มที่ขดตัวงอขาเหมือนท่าของไอ้เด็กนั่นที่นอนกอดเข่าอยู่เมื่อกี้ แถมด้วยถุงเท้าลายลูกพีชที่วางต่อกันลงมาจากปลายขากางเกง ทุกอย่างยังอยู่ท่าเดิมหมด ที่แปลกก็คือ...ไอ้คนใส่น่ะมันหายไปไหน!!!!!!

 

 

เมี๊ยววว~

 

 

ก่อนกลมๆค่อยๆเคลื่อนตัวออกมาจากคอเสื้อ เจบีกลืนน้ำลายดังเอื้อก ได้แต่ภาวนาว่านี่มันไม่ช่เรื่องจริง

 

 

เมี๊ยววว~

 

 

แต่สิ่งที่ตอกย้ำว่าเขาไม่ได้หูฝาดหรือคิดไปเอง นั่นก็คือ เข้าขนฟูฟ่องตัวเมื่อคืนที่โผล่หูออกมาจากคอเสื้อก่อน แล้วค่อยๆตะกายออกมาจากกองผ้าทั้งตัว พอมันสะบัดตูดออกมาได้ ยังมีหน้าหันมายิ้มหวาน(แยกเขี้ยว)ใส่ ไกวหางไปมา

 

 

“จูเนียร์ ฉันไม่ตลกกับนายนะ ไปซ่อนตัวที่ไหนออกมาเดี๋ยวนี้” เจบีค่อยๆวางกล่องข้าวลงบนโต๊ะด้วยสีหน้าซีดๆ เขามองไปที่ระเบียงที่ไม่ได้เปิดประตูทิ้งไว้ ก้มหัวมองดูใต้เตียงก็ไม่พบสิ่งมีชีวิต  ยิ่งถ้ามันหนีอกไปนอกห้องก็ยิ่งแล้วใหญ่ เวลาเปิดประตูจะต้องมีเสียงติ๊ดๆดังก่อนทุกครั้ง เปิดตู้เสื้อผ้าก็ไม่มีใครซ่อนอยู่ จะมีก็แต่สัมผัสของเล็บคมๆที่ปลายขากางเกงจิกโดนเนื้อให้สะดุ้งเล่นนิดหน่อย

 

 

“อย่าบอกนะว่า...”

 

 

เมี๊ยววว~

 

 

“เย่เฮดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด!!!!!!!!!!!!!!

 

 

 

TALK

อัพฉลองเดบิวครบสามปีของ GOT7 นะคะ เย่ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ใครคิดถึงฝากติดแทก #ยัยก้อนแมว ด้วยนะคะ อันนี้ไม่ได้โปรโมตว่าอัพ ติดแก้บน 5555

ขอชี้แจงเรื่องฟิคนิดนึงนะคะ สำหรับคนที่สั่งมาแล้ว ตอนนี้เรามีปัญหากับทางโรงพิมพ์อยู่นะคะ เดี๋ยวจะไปทำกับโรงพิมพ์อื่นแทน ตอนแรกบอกเราว่าจะได้ปลายเดือนธค. แล้วก็มาบอกว่าคิวเยอะ คนสั่งทำปฏิทินเยอะ น่าจะได้หลังปีใหม่ช่วยวันที่ 10 ตอนนี้ก็วันที่ 16 ละ ยังไม่พิมพ์ของเราเลยอะ ก็เลยจะเปลี่ยนโรงพิมพ์ พอดีรู้จักกับเจ้าของโรงพิมพ์นี้ ก็เลยช่วยอุดหนุน ฮืออ ไม่น่าทำกันได้ กำลังจะเปลียนไปโรงพิมพ์ที่เขาใช้เวลา 8 วันในการทำ ก็ถ้าไม่มีปัญหาอะไรเพิ่มก็น่าจะได้ปลายเดือนนี้นะคะขอโทษที่ล่าช้าค่ะ T T

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 18 ครั้ง

377 ความคิดเห็น

  1. #374 love bb lava (@lava2000lava) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2562 / 02:33
    ยูคยอมน่ารัก55555

    พี่จะไล่น้องไม่ได้แย้วนะ
    #374
    0
  2. #365 กีกี้ส์ :-*) (@pokiekung) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 5 มิถุนายน 2561 / 14:56
    น้องจูแปลงร่างต่อหน้าแล้ว แบบนี้ก็ต้องเชื่อแล้วสิ
    #365
    0
  3. #332 litterrabbitza (@rabbitza) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 29 มกราคม 2560 / 23:42
    อร้ายยย ไม่โกหกน่าส ยูคนี่ยังไง
    #332
    0
  4. #330 P.Ploy Kung (@lipaploy) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 25 มกราคม 2560 / 20:07
    เห็นมั้ยว่าหนูไม่ได้โกหก กรี๊ดดดดดดดดดดดด
    #330
    0
  5. #328 FMBN9394_ (@aliizabett2) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 22 มกราคม 2560 / 18:01
    งื้อออออออพี่เดฟต้องเชื่อจูสิแปลงร่างขนาดนั้นแล้วอ่า555555555555 ตอนนี้ขำคยอมกับปิ๊งป่อง แล้วจูยังเข้าไปสมทบให้พิเดฟปวดหัวหนักเข้าไปอีก ว้อยยยยฮา555555555555555 รอตอนต่อไปนะคะ สู้ๆน้าาาา
    #328
    0
  6. #326 jjtk (@bebiejaney) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 17 มกราคม 2560 / 09:16
    ขำปิ๊งป่องอ่าส5555555
    #326
    0
  7. #323 MiMaNoNo (@Noon_nani) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 16 มกราคม 2560 / 22:03
    ขำกายอมกะจูเนียร์ มีปิ๊งป่องอีกกก ปวดหัวมากมั๊ยคะพิเดฟฟฟฟ น่าเอ็นดูววว
    #323
    0
  8. #322 ❛F tO THE N 。 (@superfon) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 16 มกราคม 2560 / 20:14
    แง้ น่ารักกกกก ยัยยหนู
    #322
    0
  9. #321 นยอง (@ryuusongyi) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 16 มกราคม 2560 / 19:02
    ไรท์กลับมาแล้ววว TT
    #321
    0