บุปผา จันทรา ปักษา วารี (Yaoi)

ตอนที่ 99 : ภาค จอมใจวิหคเพลิง ตอนที่ 42 : เรวัต (แก้ไขสำนวน)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,119
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8 ครั้ง
    31 ม.ค. 61

ภาค จอมใจวิหคเพลิง ตอนที่ 42 : เรวัต

  

หลังออกจากห้องทำงานของท่านแม่ทัพ คมกริชคิดมุ่งหน้าตรงไปที่คุกใต้ดินของค่ายทหารเพื่อจัดการกับนักโทษที่จับได้ในคืนนี้ แต่ในขณะที่เขากำลังก้าวผ่านซุ้มประตูจวนแม่ทัพ นายกองหนุ่มพลันนึกถึงทหารยามผู้ทำหน้าที่เฝ้าอยู่หน้าประตู

 

เกริกพล...นายทวารบาลที่ปะทะกับผู้บุกรุกเล่า? เพลานี้พวกเขาเป็นเยี่ยงไร

 

แตกดับทั้งคู่ขอรับ ผู้หนึ่งถูกพิษร้าย ส่วนอีกผู้ถูกสังหารปาดคอในดาบเดียว

 

พอได้ยินคำรายงานจากผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา สีหน้าของนายกองหนุ่มพลันแข็งกระด้างขึ้น

 

พวกฝ่ายมืดช่างโหดเหี้ยมนัก! ในเมื่ออีกฝ่ายไร้ความเมตตา ข้าก็มิจำเป็นต้องยั้งมือไว้ไมตรีเช่นกัน!

 

เยี่ยงนั้นเจ้าจงไปจัดการเรื่องส่งศพคืนญาติ พร้อมกับเบิกเบี้ยหวัด  สามปีตามกฎนำไปให้ครอบครัวของพวกเขา

 

ขอรับท่านนายกอง

 

ผู้เป็นลูกน้องรับคำ ก่อนจะขอตัวแยกไปอีกทางหนึ่ง

 

ส่วนคมกริชกับนายทหารติดตามอีกสองนายก็มุ่งตรงไปที่คุกที่อยู่ทางเหนือของค่ายทหารทัพหลวง

 xxxxxxxx

  

ภายในคุกใต้ดินชั้นที่ลึกที่สุดของค่ายทหารทัพหลวง สาวกแห่งความมืด....ผู้บุกรุกจวนของท่านแม่ทัพใหญ่ได้ถูกนายทหารแห่งปักษีระจับขึงตรึงกับหลักไม้รูปกางเขนที่ซึ่งลงอาคมสลักมนตราต่อต้านมนต์ดำโดยหัวหน้านักบวชแห่งวิหารเทพ ส่วนลำคอของชายหนุ่มถูกยึดตรึงกับหลักไม้ด้วยหินโมรา...ศิลาสะกดใจ แขนและขาถูกพันธนาการด้วยหินดารี...ศิลาสกัดมนตรา วิธีการจัดการกับนักโทษเฉกเช่นนี้เรียกได้ว่าเป็นมาตรการการคุมขังระดับสูงสุดก็ว่าได้

 

ท่ามกลางความมืดมิดมิอาจมองเห็นหรือได้ยลยินสิ่งใด อีกทั้งความหนาวเย็นเสียดกระดูกที่กำลังรุมทึ้งทรมานร่างกายของเรวัตอยู่นั้น ก็หาลดทอนสติสัมปชัญญะหรือแปรเปลี่ยนให้มันวิปลาสได้ไม่ ราวกับว่าความมืดที่แวดล้อมอยู่รอบกายร่างกำยำนั้น เป็นสิ่งที่ชายหนุ่มคุ้นชิน มิได้ผิดแผกแตกต่างไปจากชีวิตประจำวันแต่อย่างใด

 

แน่นอนว่า.......หากกล่าวถึงเหล่าสาวกแห่งความมืด พวกเขาย่อมเป็นผู้คุ้นชินกับความมืดเป็นของธรรมดา แต่หากต้องถูกพันธนาการสะกดใจสกัดมนตราประหนึ่งเปลือยเปล่าทั้งร่างกายและจิตใจในที่ซึ่งมืดมิดหนาวเหน็บเฉกเช่นนี้ ต่อให้เป็นคนของฝ่ายมืดก็อาจเสียสติได้เฉกเช่นกัน

 

ทว่าสำหรับเรวัตที่ถูกจับขังอยู่ในความมืดมาตั้งแต่จำความได้ ความมืดมิดนั้นคือสิ่งแรกที่เขารู้จัก  เพียงเพราะเขากับเรืองไร ผู้เป็นน้องสาวเกิดมาพร้อมกัน...เกิดมาในฐานะฝาแฝด พวกเขาก็ถูกบิดามารดารังเกียจเดียดฉันท์ กล่าวหาว่าเป็นตัวกาลกิณี ทำให้ครอบครัวต้องพบกับความวิบัติ ทั้งถูกไถ่ถอนใบอนุญาตจากสมาคมพ่อค้าวาณิช ถูกขับไล่จากเมืองอันเป็นถิ่นฐานกำเนิด ฐานะที่เคยร่ำรวยจากการเป็นพ่อค้าของสมาคมก็มีอันตกต่ำ บิดากลายเป็นพวกใช้แรงงานหาเช้ากินค่ำ ส่วนมารดามีอาชีพมิต่างกระไรจากแม่เล้าข้างถนน

 

จนกระทั่งเขาอายุได้แปดขวบ เพียงสามปีหลังจากครอบครัวกลายเป็นพวกยากไร้ เขาก็ถูกบิดาแท้ๆ ขายให้กับพ่อค้าทาส ส่วนเรืองไรถูกขายให้กับหอนางโลม

 

ชะตาชีวิตพื้นๆ ที่พวกเด็กๆ จากครอบครัวยากจนกว่าครึ่งจะต้องได้ผจญพบเจอ

 

หลังจากนั้นเจ็ดปีที่อยู่ในฐานะทาสผู้ใช้แรงงานในเหมืองขุดหิน เขาได้พานพบกับการทารุณกรรมทุกรูปแบบ กลางวันใช้แรงงาน พอตกค่ำก็กลายเป็นเครื่องรองรับอารมณ์ของพวกผู้คุม ในทุกๆ คืนชีวิตของเขาจะจบลงที่ห้องขังอันมืดมิดอับชื้นปราศจากซึ่งแสงเดือนแสงดาว

 

ทิวาเป็นเช่นนี้ ราตรีก็เป็นเช่นนี้หมุนเวียนเปลี่ยนผันไปเรื่อยๆ ลำคอที่เคยส่งเสียงตระโกนกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดก็พลันค่อยๆ เงียบเสียงลง ร่างกายที่เคยขัดขืนต่อต้านก็คล้ายกลับกลายเป็นท่อนไม้ท่อนหนึ่ง ส่วนหัวใจดวงน้อยที่เคยร่ำร้องเรียกหาบิดามารดานั้นกลับว่างเปล่า แข็งกระด้างเย็นชามิต่างกระไรกับก้อนหิน

 

แต่แล้วในคืนหนึ่ง....ในราตรีที่พระจันทร์เสี้ยวถูกเมฆหมอกกลืนกิน พายุหิมะโหมกระหน่ำ เรวัตที่อายุเพียงสิบห้าปีกลับมีร่างกายผ่ายผอมแคระแกรนมิสมวัย ผิวหนังหยาบกร้าน แผ่นหลังเต็มไปด้วยแผลเป็นจากการถูกเฆี่ยนตี หัวไหล่ขวาปรากฏสัญลักษณ์ของพวกทาสที่เกิดจากการถูกเหล็กเผาไฟนาบตีตรา ข้อมือข้อเท้าถูกตรวนด้วยโซ่เหล็ก นัยน์ตาสีดำไร้ประกายเหม่อมองอย่างไร้จุดหมายไปในความมืดอันธการ....เด็กหนุ่มนอนทอดกายเปลือยอกบนพื้นหินที่เย็นจัด ลมหายใจหอบถี่กระชั้น เขารู้สึกหนาวจนแขนขาชาสลับกับความรู้สึกร้อนผ่าวราวถูกเพลิงเผาร่างก็มิปาน ตามเนื้อตามตัวปวดเกร็งและไร้เรี่ยวแรงอย่างสิ้นเชิง มิอาจจะขยับขืนกายลุกขึ้นหรือใช้มือควานหาสิ่งใดที่พอจะบรรเทาความเหน็บหนาวได้

 

เด็กหนุ่มเพียงนอนนิ่งๆ มิคิดส่งเสียงร้องขอความช่วยเหลือใดๆ คล้ายกำลังตั้งอกตั้งใจรอคอยความตายให้มาพรากชีวิตน้อยๆ อันไร้ค่าของตนให้เลือนหายไปจากโลกานี้

 

ทว่าก่อนที่ลมหายใจสุดท้ายจะสิ้นสุดลง นัยน์ตาที่ไร้ประกายกลับมองเห็นผีเสื้อสีดำตัวหนึ่งเปล่งแสงมะลำเมลืองเริงระบำอยู่ตรงหน้า

 

เด็กหนุ่มพลันคลี่ยิ้มให้กับเจ้าสิ่งที่สวยงามที่สุดเท่าที่เขาเคยได้พบเห็นมานับตั้งแต่ถือกำเนิด มิว่าสิ่งที่กำลังโบยบินอยู่ตรงหน้าจะมีอยู่จริงฤาเป็นแค่ภาพลวงตาก่อนการแตกดับก็ช่าง เขาก็รู้สึกยินดียิ่งที่จะได้จดจ้องมองมันจวบจนวาระสุดท้ายแห่งชีวิต

 

เมื่อสายตาของเขาเริ่มพร่ามัวเพราะพิษไข้ หูของเขาก็คล้ายแว่วเสียงทุ้มนุ่มอันไพเราะ….

 

เจ้ายังอยากมีชีวิตต่ออยู่หรือไม่?

 

หากมีชีวิตอยู่แล้วต้องทนทุกข์อยู่ร่ำไปล่ะก็...ข้าขอแตกดับเลือนหายไปเลยดีกว่าเรวัตตอบกลับเสียงนั้นในใจ

 

.....นี่คงใกล้ถึงเพลาแล้วสินะ เขาถึงได้ยลภาพมายาอันสวยงาม ได้ยินเสียงอันไพเราะเสนาะหูเฉกเช่นนี้

 

ถ้าเจ้าอยากแตกดับ เหตุใดจึงมิฆ่าตัวตายเล่า?....เสียงทุ้มนุ่มนวลยังคงถามไถ่

 

เพราะข้าขี้ขลาดจึงมิอาจปลิดชีวิตของตน

 

แต่ข้าว่า.....เพราะเจ้ากล้าหาญต่างหาก เจ้าจึงมิได้ฆ่าตัวตายให้พ้นทุกข์

 

มิว่าข้าจักกล้าหาญหรือขี้ขลาด เพลานี้ข้ากำลังใกล้หลุดพ้นเสียทีเด็กหนุ่มยิ้มขื่นขมให้กับผีเสื้อแสนสวยตรงหน้า

แม้นเจ้าจักพ้นทุกข์ในชาตินี้ หากเจ้ายังคงต้องทนทุกข์น่าเวทนาต่อไปในชาติภพหน้า.....เสียงนั้นบอกกล่าวพร้อมกับหัวเราะน้อยๆ ราวกับกำลังเย้ยหยันบางสิ่ง

 

เหล่าเทวาจักไม่เมตตาข้าบ้างรึ? ข้ากระทำผิดอันใดจึงจักต้องทนรับโทษทัณฑ์เช่นนี้อยู่ร่ำไปมิมีวันจบสิ้นร่างผ่ายผอมสะท้านน้อยๆ นัยน์ตาที่ไร้ประกายกลับปรากฏหยาดน้ำใสที่หางตาทั้งสองข้าง

 

เด็กน้อยเอ๋ย....เจ้าหาได้กระทำผิดอันใด หากแต่เป็นเพราะโชคชะตาต่างหากเล่าที่ลิขิตไว้เฉกเช่นนี้....เสียงนุ่มนวลไพเราะเอื้อนเอ่ยคล้ายจะปลอบโยน

 

โชคชะตาที่เหล่าเทวามอบให้แก่ข้ากระนั้นรึ?’

 

ถูกแล้วเด็กน้อย.....คำสวดภวนาต่อพวกแดนสรวงมิอาจแปรเปลี่ยนสิ่งใด หากแต่เป็นข้าต่างหากเล่าที่สามารถมอบพลังอำนาจให้เจ้ามีสิทธิ์ได้เปลี่ยนแปลงโชคชะตา เจ้าจักยินดีรับไว้หรือไม่?

 

หากข้ารับไว้ ข้าต้องแลกเปลี่ยนกับสิ่งใด

 

เรวัตถามไถ่ออกไป ด้วยนึกเข้าใจถึงบางสิ่งบางอย่างขึ้นมา ว่าถ้าหากสิ่งที่เขาได้ยลยินอยู่นี้มิใช่มายาที่เขาคิดสร้างขึ้นเองแล้วไซร้ บางทีเขาอาจกำลังได้พบพานกับสิ่งที่ทรงอำนาจเยี่ยงในเรื่องเล่าปรัมปรา....เรื่องราวเล่าขานในหมู่พวกทาสที่หันหลังให้กับเหล่าเทวา แล้วหันไปสวดภวนาบูชาอุทิศตนให้กับจอมอสูร!!

 

 

ร่างกายกับจิตวิญญาณของเจ้า….บางสิ่งที่ทรงอำนาจบอกเงื่อนไข

 

พอได้ยินดังนั้น ริมฝีปากแตกระแหงของเด็กหนุ่มพลันหยักยกขึ้นน้อยๆ สิ่งนั้นช่างราคาถูกนัก ข้ายินดีแลกเปลี่ยน

 

เยี่ยงนั้นเจ้าจงอัญเชิญดวงจิตของข้า นามเรียกขาน....ผีเสื้อรัตติกาล หนึ่งในสี่แม่ทัพอสุระจากพิภพแดนอสูร เพื่อสิงสู่ร่างเจ้า จงมอบกายเนื้อแลจิตวิญญาณของเจ้าเพื่อแลกเปลี่ยนกับความปรารถนา....เรวัต ผู้เป็นร่างทรงของเรา จงเรียกขานข้า!

 

ร่างใกล้แตกดับพลันสูดหายใจเข้าลึก รวบรวมเรี่ยวแรงที่เหลืออันน้อยนิดพร้อมกับตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยว ในเมื่อเหล่าเทวามิเคยแยแสสนใจคำสวดภวนาของเขา เขาก็จะขออุทิศชีวิตที่ไร้ค่าให้กับผู้ที่เห็นคุณค่าของมัน แม้ว่าคนผู้นั้นจะเป็นเหล่าอสุระชั่วร้ายก็ตาม!

 

ข้าขอถวายกายเนื้อแลจิตวิญญาณเป็นบัตรพลี ขออัญเชิญอสุรี....นามเรียกขาน ผีเสื้อรัตติกาล! หนึ่งในสี่แม่ทัพอสุระจากพิภพแดนอสูร เพื่อสิงสู่กายาโดยแลกเปลี่ยนกับพลังอำนาจที่ข้าจักใช้แปรเปลี่ยนลิขิตชะตาชีวิต!!

 

สิ้นคำเรียกขานมนตราแห่งความมืด อักขระวงเวทสีแดงบนพื้นหินพลันเรืองแสงวาบขึ้น ภายในห้องขังทาสสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น จากนั้นผีเสื้อสีดำดุจรัตติกาลจำนวนมหาศาลพลันพุ่งทะยานจากพื้นพิภพ แปรเปลี่ยนวงเวทอักขระสีแดงให้กลับกลายเป็นสีดำทมิฬ! ก่อนจะกลืนกินร่างผ่ายผอมที่อยู่ใจกลางวงแหวนเวท

 

เด็กหนุ่มผู้อัญเชิญปิดเปลือกตาลง ยินยอมถูกฝูงผีเสื้อรัตติกาลรุมทึ้งกัดกินร่าง กัดฟันอดทนกับความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส จมูกได้กลิ่นคาวโลหิตลอยคละคลุ้ง แล้วมินานความเจ็บปวดก็ค่อยๆ บรรเทาลงก่อนเลือนหายไปพร้อมกับสติสัมปชัญญะ

 

เมื่อรู้สึกตัวอีกครั้ง ภาพที่ปรากฏในคลองจักษุคือท้องฟ้าที่มืดครึ้มไปด้วยเมฆหมอกสีดำทะมึนราวกับกำลังจะมีพายุใหญ่ พอยันตัวลุกนั่ง รอบกายของเขาก็เห็นเพียงเศษซากปรักหักพังของเรือนคุมขังพวกทาส ปราศจากสิ่งมีชีวิตใดๆ ทั้งผู้คุมแลทาสนับร้อยชีวิตต่างอันตรธานหายไปสิ้น ไม่หลงเหลือแม้แต่หนูสักตัว

 

ในเมื่อเจ้าฟื้นแล้ว พวกเราก็ไปกันเถอะเสียงทุ้มห้าวดังขึ้นจากด้านหลัง เรวัตหันไปหาต้นเสียงก็เห็นบุรุษวัยกลางคนสวมใส่ชุดคลุมดำตลอดตั้งแต่หัวจรดเท้า

 

ท่านคือผู้ใด? แล้วจักพาข้าไปที่ใด?” คนพึ่งฟื้นคืนสติเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแหบระโหย ผู้สูงวัยกว่าจึงหยิบกระบอกน้ำทำจากไม้ไผ่ยื่นส่งให้อย่างเอื้ออารี

 

ต่อไปนี้ข้าคืออาจารย์ของเจ้า และข้ากำลังจักพาเจ้าผู้ซึ่งอยู่ในฐานะร่างทรงของนายท่านไปพบกับเหล่าผู้อาวุโส

 

ร่างทรงของนายท่าน?” เด็กหนุ่มทวนคำ

 

ถูกแล้ว เจ้าคือร่างทรงของผีเสื้อรัตติกาล อสุราผู้เป็นแม่ทัพแห่งแดนอสูร เพลานี้ฐานะของเจ้าสูงส่งนักเด็กน้อย

 

เยี่ยงนั้นก่อนไป ข้าขอกระไรท่านสักอย่างได้หรือไม่....เอ่อ....ท่านอาจารย์

 

เจ้าต้องการสิ่งใด ศิษย์ข้าน้ำเสียงยินดีมิน้อย เมื่อถูกอีกฝ่ายเรียกขานเฉกเช่นนี้

 

ข้าต้องการไถ่ตัวน้องสาวของข้า

 

ความต้องการของเจ้าจักเป็นไปตามนั้น

 

และนั่นก็เป็นครั้งแรกที่ความปรารถนาของเด็กหนุ่มสมหวัง

 xxxxxxxxxxxxx

 

 ตึก! ตึก! ตึก!

 

เสียงส้นรองเท้าหนาแบบพวกที่นายทหารสวมใส่กระทบบันไดหินดังตึกๆ เป็นจังหวะสม่ำเสมอ ปลุกให้ผู้อยู่ในภวังค์ตื่นขึ้นจากอดีตเมื่อนานมาแล้ว

 

จากนั้นมินานเสียงไขกุญแจประตูเหล็กบานหนาหนักพลันดังขึ้น พร้อมกับเสียงแอ๊ดของบานประตูที่ถูกผลักเปิดออก

 

จุดไฟ

 

สิ้นเสียงคำสั่ง คบไฟข้างผนังทั้งสี่ด้านพลันปรากฏเปลวไฟสาดส่องแสงสว่างขึ้นทีละดวง เผยให้เห็นร่างและใบหน้าของผู้มาเยือน

 

เจ้ามีนามว่ากระไร?” ผู้ที่นำอยู่หน้าสุดเปิดปากถามพร้อมกับรับแส้ที่ทำจากหนังถักจากผู้คุมเรือนจำ จากนั้นสาวเท้าเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้านักโทษโดยเว้นระยะห่างเพียงสองก้าว

 

ข้าจักเปิดปากกับนายของเจ้าเท่านั้น

 

สามหาว!!คมกริชสบถ ก่อนตวัดแส้ใส่ร่างกำยำตรงหน้าโดยมิออมแรงแม้แต่น้อย

ขวับ! เพี๊ยะ!!

 

ร่างที่ถูกจับขึงกับหลักไม้พลันสะดุ้งเฮือก อาภรณ์ที่สวมใส่ฉีกขาดตามรอยตวัดของแส้หนัง เผยให้เห็นบาดแผลเป็นทางยาวมีเลือดไหลซึมประดับบนผิวกาย ทว่าบาดแผลเหล่านั้นปรากฏเพียงพริบตาก่อนเลือนหายไปราวกับว่ามิเคยมีสิ่งใดเกิดขึ้น สิ่งที่หลงเหลือมีเพียงรอยเลือดสีแดงเล็กน้อยเท่านั้น

 

นี่เจ้าเป็นตัวกระไรกันแน่! อมนุษย์ หรืออสุรายักษา?!” นายกองหนุ่มเค้นถามเสียงลอดไรฟัน ก่อนจะตวัดแส้ใส่นักโทษติดๆ กันอีกสองครั้ง

 

ผู้เป็นนักโทษเพียงกลั้นลมหายใจรอรับความเจ็บปวด ใบหน้าคมสันหลับตาลง สีหน้ามิเปลี่ยนแม้แต่น้อย และไม่มีเสียงใดๆ เล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากคู่นั้น

 

ข้างฝ่ายคมกริช พอเห็นท่าทางเช่นนั้นของนักโทษก็ยิ่งให้รู้สึกหนักใจ เพราะแม้อีกฝ่ายจะรู้สึกเจ็บที่ถูกเฆี่ยนตี หากแต่ชั่วพริบตาบาดแผลเหล่านั้นก็จางหายไป เช่นนี้ต่อให้เขาเฆี่ยนอีกฝ่ายมากมายเพียงใดก็เหมือนกับการกลับไปที่จุดเริ่มต้น มิอาจกดดันหรือสยบให้อีกฝ่ายยอมจำนนจนสารภาพในสิ่งที่เขาอยากรู้ได้ อีกทั้งสภาพร่างกายของเจ้าตัวยังพิเศษยิ่ง บ่งชัดว่าสาวกแห่งความมืดผู้นี้ย่อมมิใช่ผู้ใช้มนต์ดำธรรมดาทั่วไป

 

ยังมีผู้ใดร่วมมือกับเจ้าแฝงตัวอยู่ในปักษีระอีกบ้าง...ตอบมา!!

 

ขวับ!! เพี๊ยะ!!

 

เจ้าใช่ผู้สาปสั่งองค์ยุพราชใช่หรือไม่!!

 

ขวับ!! เพี๊ยะ!!

 

แม้จะรู้ว่าเปล่าประโยชน์ หากนายกองหนุ่มยังคงได้แต่ยิงคำถามสลับกับการเฆี่ยนตีอีกฝ่ายโดยมิหยุดพัก

 

ผ่านไปอีกพักใหญ่ คมกริชจึงเปลี่ยนวิธีให้ผู้คุมเริ่มถอดเล็บนักโทษทีละนิ้วสลับการเค้นถาม ทว่าร่างกายของบุรุษตรงหน้ายังคงแปลกประหลาด เล็บที่ถูกถอดออกเพียงใช้เพลามินานก็งอกกลับมาเป็นปกติดั่งเดิม

 

พอนานเข้า ความเจ็บปวดที่คนตรงหน้าได้รับก็คล้ายเป็นสิ่งบันเทิงเล็กๆ ร่างกำยำมิเพียงจะไม่สะดุ้งสะเทือนกับการถูกทรมาน ใบหน้าที่เคยเรียบเฉยยังส่งยิ้มมุมปากมาให้ด้วยซ้ำ

 

.....น่าเจ็บใจนัก!!

 

สรุปแล้วเจ้าเป็นตัวกระไรกันแน่ หากข้าฟันคอเจ้าหลุดจากบ่า หัวของเจ้ายังจักงอกกลับมาเหมือนเดิมหรือไม่ว่าแล้ว คมกริชก็หมดความอดทน ร่างสูงชักดาบออกจากฝังข้างเอว ก่อนตวัดอย่างรวดเร็ววางพาดที่ลำคอนักโทษอย่างหมิ่นเหม่หวาดเสียว

 

เจ้าจักลองดูก็ได้ ข้าเองก็อยากรู้เหมือนกัน

 

ครานี้ผู้เป็นนักโทษยอมเปิดปากท้าทาย มุมปากเหน็บรอยยิ้มอย่างเย้ยหยัน

 

ในเมื่อมิยอมพูดในสิ่งที่ข้าถาม เจ้าก็หามีประโยชน์อันใดไม่จบคำ นายกองหนุ่มเงื้อมดาบขึ้นสูง ทว่าก่อนที่คมดาบจะตวัดลำคออีกฝ่ายขาดกระเด็น ข้อมือของเขาพลันถูกผู้ใดบางคนรั้งเอาไว้

 

ข้าเพิ่งเคยเห็นเจ้าเกรี้ยวกราดเฉกเช่นนี้ มิสมกับเป็นเจ้าเลย....คมกริช

 

เสียงห้าวๆ กระซิบข้างหูนายกองหนุ่ม ก่อนจะเพิ่มแรงที่นิ้วมือของตนเพื่อบีบบังคับให้คนที่ถูกกอบกุมข้อมือรั้งดาบคืนฝัก

 

ข้าจักเป็นเยี่ยงไรก็มิใช่กงการกระไรของเจ้า...พิชยะคมกริชสูดหายใจเข้าลึก ยินยอมเก็บดาบคืนฝัก หากแต่มิวายเอ่ยปากไล่นายทหารองครักษ์ประจำตัวองค์ยุพราช....

 

ที่นี่เป็นเขตอำนาจของทหารหลวง มิใช่หน้าที่ของทหารองครักษ์จักยุ่งเกี่ยว เจ้าออกไปเสีย หรือว่าอยากถูกจับขังคุกเหมือนเมื่อสามคืนก่อน

 

ข้าได้ยินว่ามีการจับกุมพวกฝ่ายมืดได้คนหนึ่ง

 

องครักษ์หนุ่มมิสนใจคำข่มขู่ เขาหันไปจ้องมองนักโทษที่อยู่ตรงหน้า ก่อนเรียกขานนามของอีกฝ่าย เรวัต?”

 

เจ้ารู้จักมันผู้นี้รึ?!” คมกริชขึ้นเสียงสูง คงมิใช่ว่าเจ้าคือผู้สวมรู้ร่วมคิดดอกนะ!!

 

เจ้ามิต้องมองข้าด้วยสายตาเช่นนั้น ข้าภักดีกับองค์ยุพราชมิเคยคิดเป็นอื่น

 

งั้นเหตุใดเจ้าจึงรู้จักพวกฝ่ายมืด ซ้ำยังจงใจรั้งดาบข้ามิให้สังหารมันผู้นี้

 

ข้ารู้จักเรวัตก็จริง แต่ข้ามิเคยรู้มาก่อนว่าเขาคือสาวกแห่งความมืด

 

บอกข้ามา ว่าเจ้ารู้จักกับมันได้เยี่ยงไร?!”

 

เขาเคยประจำการอยู่กองราชองครักษ์พิชยะว่าพลางจับจ้องมองผู้ที่เคยสวมใส่เครื่องแบบเดียวกับเขา ทั้งยังเคยปะดาบซ้อมมือ กินนอกอยู่เรือนเดียวกันนานนับหลายปี

 

หา?! นี่เจ้าว่ากระไร!!คมกริชได้แต่อุทานอย่างตกตะลึงกับสิ่งที่ได้ยิน

 

ห้าปีแล้วสินะที่เจ้าหนีไป....เรวัต เหตุใดเจ้าจึงกลายเป็นสาวกแห่งความมืดองครักษ์หนุ่มเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบปราศจากอารมณ์ยินดียินร้ายใดๆ

 

ผิดแล้วเจ้า ตัวข้าเป็นสาวกแห่งความมืดก่อนที่จักสมัครเข้าคัดเลือกกองราชองครักษ์เรวัตตอบกลับอย่างใจเย็นมิแพ้กัน

 

แล้วคำสาบานที่ให้ไว้เล่า ว่าจักจงรักภักดีกับองค์รานีแลองค์ยุพราชตราบจนกว่าชีวาจักหาไม่ มันเป็นแค่ลมปากกระนั้นรึ?”

 

เจ้าจักหาความภักดีกับสาวกแห่งความมืดได้เช่นไร พิชยะ....บุรุษเหล็กแห่งกองราชองครักษ์

 

เยี่ยงนั้นในฐานะที่เคยคบหากัน ทั้งร่วมฝึก กินนอนบนเรือนเดียวกัน เป็นดั่งสหาย เฉกเช่นพี่น้อง เจ้าจักตอบคำถามของข้าได้หรือไม่?” องครักษ์หนุ่มจ้องประสานสายตากับอดีตสหายร่วมกอง คล้ายต้องการมองทะลุให้เหตุจิตใจที่อยู่ภายใน ว่าตลอดหลายปีที่เคยอยู่ด้วยกันนั้น มันเป็นแค่เรื่องเสแสร้งตบตาจริงๆ กระนั้นรึ?

 

แค่ครั้งนี้เท่านั้นที่ข้าจักตอบคำถามเจ้าผู้เป็นนักโทษพลันถอนหายใจออกมา เพราะตลอดหลายปีที่เคยอยู่กองราชองครักษ์ พิชยะที่มีสถานะใกล้เคียงกับเขา เด็กกำพร้าที่มาจากหมู่บ้านชายแดน มีเพียงชายหนุ่มเท่านั้นที่เขาคบหาด้วยความสนิทใจปราศจากการเสแสร้ง

 

ผู้ใดเป็นผู้สาปสั่งองค์ยุพราช?” องครักษ์หนุ่มเริ่มยิงคำถาม

 

เป็นข้าเอง

 

พอได้ยินดังนั้น แม้สีหน้าจะมิเปลี่ยน หากแต่มือใหญ่กร้านกลับกำเข้าหากันแน่นจนเห็นข้อนิ้วขาว

 

แล้วเพลานี้เจ้าชายทรงประทับอยู่ที่ใด?”

 

หึ ผู้ที่ลักพาเจ้าชายไป คือจอมภูตแห่งภูตรา หาใช่ตัวข้าไม่

 

ข้าหมดคำถามแล้ว และเห็นแก่ที่เจ้ายอมตอบคำถามแต่โดยดี ข้าจักมิให้เจ้าต้องทรมานนักสิ้นคำ ร่างสูงใหญ่พลันชักดาบออกจากฝัก ย่างสามขุมเข้าหาอดีตผู้เป็นสหายด้วยแววตาแข็งกร้าวแดงก่ำ

 

ประเดี๋ยวก่อนเจ้า ในเมื่อคนผู้นี้เคยแฝงตัวอยู่ในกองราชองครักษ์มานานหลายปี ข้ายังมีเรื่องต้องสอบสวนเขาอีกคมกริชก้าวเท้าเข้ามายืนขวางหน้า

 

อ้อ...นายทหารผู้นี้สินะที่เจ้าเอ่ยถึงบ่อยๆเรวัตเปรยขึ้นลอยๆ

 

หุบปาก! เจ้าคนทรยศ เจ้าจักทำกระไรกับแม่ทัพนั่นข้ามิสน แต่เจ้าบังอาจทำร้ายองค์ยุพราช!!

 

หากเจ้าแค้นนัก อยากตัดหัวข้าก็เชิญผู้เป็นนักโทษเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ หากในแววตากลับวูบไหวด้วยแรงอารมณ์แวบหนึ่ง โดยหามีผู้ใดสังเกตเห็นไม่

 

ข้าทำแน่ มิต้องท้า

 

พิชยะ!!คมกริชขึ้นเสียงสูงหวังให้อีกฝ่ายได้สติ

 

เจ้าถอยไป

 

ข้ามิถอย ทหารจับตัวองครักษ์ผู้นี้ไปขัง!สิ้นเสียงคำสั่ง ความวุ่นวายพลันบังเกิด เมื่อทหารสองนายชักดาบออกจากฝักแล้วปะทะปะดาบกับองครักษ์หนุ่ม

 

แม้ว่าผู้จับกุมจะมีมากกว่า ทว่าพิชยะผู้ได้รับฉายาบุรุษเหล็กแห่งกองราชองครักษ์ย่อมมิใช่หมูในอวย กอปรกับห้องคุมขังมิได้กว้างขวางเท่าใดนัก ถึงอีกฝ่ายจะมีสองคน หากก็ต้องเข้าโรมรันเรียงหนึ่ง เพียงมินานพิชยะที่มีฝีมือเหนือกว่าก็สามารถล้มนายทหารผู้ติดตามของคมกริชได้ทั้งสองคน

 

พอได้เห็นลูกน้องร่วงไปกองกับพื้นคนแล้วคนเล่า คมกริชจึงชักดาบออกจากฝัก ก่อนตวัดดาบฟาดใส่องครักษ์หนุ่มอย่างรวดเร็ว

 

ถอยไป ข้ามิอยากสู้กับเจ้า

 

พิชยะรับดาบที่ฟาดลงมา ก่อนเบี่ยงกายไปด้านข้าง ทิ้งดาบในมือ แล้วตวัดเตะขาต่ำ ทำให้คนตรงหน้าเสียหลัก จากนั้นทุ่มอีกฝ่ายลงกับพื้น สุดท้ายขึ้นคร่อมร่างที่นอนหงายที่ยังอยู่ในอาการเจ็บจุก กระชากสาบเสื้อขึ้นสูง กดมือไว้ใกล้กับคอหอยของคนเสียทีเพรี่ยงพร้ำ

 

ยอมแพ้หรือไม่เสียงห้าวๆ ถามขึ้น

 

ผะ...ผู้ใด...จักไปยอม...กันเล่าคมกริชพลันจับข้อมือของคนคร่อมทับร่างของเขาบิดออก แล้วโขกศีรษะใส่หน้าผากของอีกฝ่าย คนตรงหน้ารู้ทันจึงรีบหงายศีรษะถอยห่าง ทว่ากลับเปิดจังหวะให้นายกองหนุ่มกระดกเอวบิดร่างพลิกกลับมาเป็นฝ่ายขึ้นคร่อมร่างสูงใหญ่แทน

 

จะ....เจ้ายอมแพ้...หรือไม่นายกองหนุ่มถามไถ่ปนเสียงหอบหน้าแดงก่ำ

 

เฮ้ย....เหนื่อยวุ้ย ให้ตายเถอะ ไอ้หมอนี่อึดเป็นบ้า  

 

คมกริชพรูลมหายใจทางปาก ก่อนจะก้มมองอีกฝ่ายที่จู่ๆ ก็เงียบเสียงผิดปกติ

 

กระไร?” นายกองหนุ่มจ้องมองคนใต้ร่างที่คล้ายจะยิ้มก็มิใช่ จะตีหน้านิ่งขรึมก็มิเชิง อีกทั้งนัยน์ตาคมกริบแข้งกร้าวเมื่อครู่ เพลานี้กลับทอประกายวาววับ เขาจึงค่อยรู้สึกตัวว่าร่างกายของเขาได้ทิ้งน้ำหนักแนบชิดกับส่วนใดของร่างสูงใหญ่ อีกทั้งท่วงท่า น้ำเสียง แลสีหน้ายังส่อชวนให้จิตนาการไปไกล

 

ไอ้วิปริตเอ๋ยคมกริชสบถ แล้วรีบลุกขึ้นจากร่างขององครักษ์หนุ่ม ก่อนจะก้มหยิบดาบที่ตกอยู่ข้างๆ เตรียมพร้อมจะปะทะกับคนตรงหน้าใหม่อีกครั้ง

 

ทว่าพิชยะเพียงลุกขึ้นเก็บดาบของตนคืนฝัก ก่อนจะเอ่ยถ้อยคำที่นาย กองหนุ่มฟังแล้วอยากยกดาบฟันอีกฝ่ายทิ้ง

 

ข้ายอมแพ้เจ้าแล้ว

 

เจ้ายังมิได้แพ้ข้า ชักดาบของเจ้าออกมา!นายกองหนุ่มกัดฟันกรอดสั่งเสียงลอดไรฟัน ถึงกระนั้นบุรุษเหล็กแห่งกองราชองครักษ์ยังคงนิ่งเฉย

 

พิชยะ!!คมกริชเรียกนามขององครักษ์หนุ่มเสียงดังลั่น มิรู้เพราะเหตุใดเขาถึงได้รู้สึกโมโหโกรธาคนตรงหน้ามากมายถึงเพียงนี้

 

อืม ดูเหมือนข้าจักมาในจังหวะที่มิใคร่ดีเท่าใดกระมังจู่ๆ เสียงทุ้มนุ่มก็ดังขึ้นประหนึ่งเป็นสัญญาณห้ามทัพ ทั้งคมกริชและพิชยะต่างหันไปทางต้นเสียงทันที

 

ท่านหมอหลวง เหตุใดท่านจึงมายังที่นี่เล่าขอรับ?” คมกริชเป็นฝ่ายถาม

 

ข้ามาเพราะสิ่งนี้องค์ขเคศวรในคราบหมอหนุ่มยกถุงหนังใบน้อยขึ้นให้อีกฝ่ายดู นายกองหนุ่มพลันจดจำได้ทันทีว่าถุงหนังใบนี้เป็นหนึ่งในสิ่งของที่ค้นเจอในตัวของเรวัต

 

ของในนั้นมีปัญหาหรือขอรับ

 

ก็นิดหน่อย ข้าถึงได้อยากมาสอบถามกับผู้เป็นเจ้าของว่าพลาง ก็หันไปถามผู้ที่ถูกจับขึงอยู่กับหลักไม้กางเขน เจ้าได้สิ่งนี้มาจากผู้ใด?”

 

เรวัตจ้องมองใบหน้าอันสง่างามผิดแผกคนทั่วไปอยู่ชั่วครู่ ก่อนปริปากเอ่ยตอบอีกฝ่ายว่า ข้าได้สิ่งนี้มาจากผู้ใดมิใช่สิ่งสำคัญ หากแต่สำคัญตรงที่ผู้ที่ให้สิ่งนี้มากำลังรอท่านอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่งบนเทือกเขาปีกวายุ

 

พูดจาพล่อยๆ!! เทือกเขาปีกวายุออกจักกว้างใหญ่ เจ้าบอกกล่าวเยี่ยงนี้คิดจักหาเรื่องกันรึ?!” คมกริชกระชากสาปเสื้อข้างหนึ่งของนักโทษขึ้น สายตาพลันเหลือบไปให้เห็นรอยสักที่หน้าอกซ้ายของอีกฝ่ายเข้าพอดี....รอยสักนั้นเต็มไปด้วยอักขระแปลกตา กอปรเข้ากันคล้ายบุปผาสีดำดอกหนึ่ง

 

คมกริช.....อย่าได้แตะต้องรอยประทับนั่นองค์ขเคศวรก็เห็นเข้าเช่นกัน จอมภูตจึงรีบตรัสห้าม เมื่อเห็นนายกองหนุ่มทำท่าจะแตะสัมผัสรอยสลักบุปผาสีดำราวกับคนต้องมนต์สะกด

 

ส่วนพิชยะก็ว่องไวยิ่ง พอได้ยินคำเตือน องครักษ์หนุ่มก็คว้าร่างของนาย กองหนุ่มให้ออกห่างจากสาวกแห่งความมืดทันที

 

รอยประทับนั่นอันตรายหรือขอรับ ท่านหมอพิชยะหันไปถามความกับหัวหน้าหมอหลวง

 

เป็นเยี่ยงนั้น เพราะมันคือตราสาปบุปผาโลกันตร์ ซ้ำยังถูกสลักด้วยตราสัญลักษณ์แห่งบาปทั้งเจ็ดสีพระพักตร์ขององค์ขเคศวรพลันเคร่งขรึมขึ้น เจ้าเป็นร่างทรงของอสูรตนใด?”

 

“......”

 

เรวัต....เจ้าจงตอบคำถามของท่านหมอ

 

ข้ามิมีสิ่งใดต้องบอกกล่าวอีกผู้เป็นสาวกแห่งความมืดกล่าวตอบเย็นชา

 

ในเมื่อเจ้าเป็นตัวอันตรายถึงเพียงนี้....พิชยะเลื่อนมือไปกุมด้ามดาบอีกครั้ง โดยที่คมกริชหาได้เข้าขัดขวางหรือเอ่ยห้ามแต่ประกายใด เพราะตัวเขาเองก็คิดทบทวนแล้วว่านักโทษผู้นี้อันตรายเกินไปจริงๆ

 

ถึงสังหารเขาก็มิมีประโยชน์ดอกเจ้า

 

องครักษ์หนุ่มมินึกเลยว่า ผู้ที่เอ่ยห้ามเขาจักเป็นท่านหัวหน้าหมอหลวง

 

หากต้องมัวพะวงกับคนผู้นี้ในภายภาคหน้า ก็สู้ปลิดชีวิตของเขาเสียตั้งแต่บัดนี้มิดีกว่ารึท่าน

 

ตราบใดที่คำสาปยังอยู่ บุรุษผู้นี้ก็มิมีวันแตกดับ

 

ท่านหมอหมายความเยี่ยงไร เขาเป็นอมตะกระนั้นรึ?”

 

ถูกแล้วเจ้า หากมิสังหารอสุราที่เขาทำสัญญาด้วย ต่อให้ตัวเขาเหลือเพียงผงธุลีก็สามารถคืนชีพได้

 

เรวัต....เจ้าใช้สิ่งใดในการแลกเปลี่ยนกับตราสาปนั่นพิชยะอดมิได้ที่จะกล่าวถามออกไป นัยน์ตาคมกริบจดจ้องอดีตสหายอย่างมิอยากจะเชื่อสายตา ด้วยในใจลึกๆ ของเขาพอจะรู้อยู่แล้วว่า....บุรุษผู้นี้ต้องใช้สิ่งใดเป็นข้อแลกเปลี่ยน!

 

เจ้ามิจำเป็นต้องรู้

 

เจ้ามันโง่เขลานัก

 

เมื่อได้ยินถ้อยคำต่อว่า เรวัตพลันแค่นยิ้มเย็นชา เขาอยากรู้นัก ว่าหากเพลานั้นเจ้าต้องตกอยู่ในสภาพเดียวกับเขา พิชยะเอ๋ย....เจ้ายังจะกล่าวหาว่าข้าโง่เขลาได้อีกหรือไม่!

 

ข้าจักไปพบกับท่านแม่ทัพ ส่วนสาวกแห่งความมืดผู้นี้ ข้าขอแนะนำว่าจงคุมขังเขาอย่างเข้มงวด แต่อย่าได้ให้ผู้ใดเข้าใกล้เขาองค์ขเคศวรทรงเสนอแนะ

 

เข้าใจแล้วขอรับ

 

คมกริชรับคำ แม้ว่าอีกฝ่ายจะเป็นเพียงหมอหลวงที่หามีส่วนเกี่ยวข้องหรือมีสิทธิ์สั่งการนายทหารยศนายกองเฉกเช่นเขาได้ไม่ หากแต่กระไรบางอย่างในตัวของท่านหมอผู้นี้กลับทำให้เขามิอาจปฏิเสธอีกฝ่าย อย่าว่าแต่เขาเลย แม้กระทั่งท่านแม่ทัพเองก็ยังให้ความเกรงอกเกรงใจกับท่านหมอผู้นี้อยู่มิน้อย

 

โปรดติดตามตอนต่อไปค่ะ ^^

คมกริชกับพิชยะ : นานทีๆ สองคนนี้จะมีบทกับเขาบ้างสินะ

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8 ครั้ง

6,257 ความคิดเห็น

  1. #4952 imTHEE (@muggle476) (จากตอนที่ 99)
    วันที่ 14 ธันวาคม 2557 / 11:11
    ตัวละครใหม่มาอีกแล้ว หลากหลายอารมณ์มากตอนนี้
    #4952
    0
  2. #4950 Zevaress (@anontaporn) (จากตอนที่ 99)
    วันที่ 9 ธันวาคม 2557 / 15:35
    กรี๊ดดดด เอาพิชญะกัยคมกริชมาที๊ แดดิ้นนนนน รีเควสคู่นี้ ฟันฉับๆ ตับๆ เอ้ย เอออ ถูและ ฮี่ๆๆ
    #4950
    0
  3. #4947 lord sevane (@sevane) (จากตอนที่ 99)
    วันที่ 7 ธันวาคม 2557 / 17:46
    อ่านจนขนลุกเลย อ้ากกกกกกกก
    #4947
    0
  4. #4945 Risa (จากตอนที่ 99)
    วันที่ 6 ธันวาคม 2557 / 20:24
    กรี๊ดดดดดดดด ในที่สุดก็มา คิดถึงมากมายยยยยยยยยยยยยยยยยย

    คู่นั้น ก็น่ารัก คู่ นี้ก็ น่ารัก น่ารัก ทุกคู่เลย

    แต่ว่า เค้า คิดถึง สิงขร กับนายกฤตนู อะ

    คิดถึง ตัวละคร เก่าๆ (พูด อย่างนี้ จะถูก มั้ยนะ)

    จะรอ นะคะ
    #4945
    0
  5. #4944 melon (@pedpilin) (จากตอนที่ 99)
    วันที่ 6 ธันวาคม 2557 / 19:57
    สงสารเรวัตจังเลย ชีวิตบทโศกมากกก

    อยากให้เรวัตมีคู่จังแฮะ *^* ....แต่รู้สึกเรื่องนี้คู่จะเยอะจนเกือบจำแทบไม่ได้แล้ว =_=" 
    #4944
    0
  6. #4943 MoPorY (@mopory) (จากตอนที่ 99)
    วันที่ 6 ธันวาคม 2557 / 19:45
    องค์ขเคศวรกำลังจะไปพบคนที่เราก็รู้ว่าใครแล้วใช่ไหมคะ อยากอ่านเรื่องราวของราชามังกรมากๆเลยค่ะ
    #4943
    0
  7. #4942 Helyhua Blythe (@helyhua2014--) (จากตอนที่ 99)
    วันที่ 6 ธันวาคม 2557 / 16:03
    เมื่อไหร่จะรวมเล่ม อยากได้ๆๆ และ?!?!คิดถึงจอมภูตกะคีวายุแล้วนะคร้า><
    #4942
    0
  8. #4941 คิมดงจุน (@eyelove123) (จากตอนที่ 99)
    วันที่ 6 ธันวาคม 2557 / 11:52
    นักโทษตนนี้จะมีคู่ไหมมมม(มีคู่ทุกคนจะบ้าเรอะ)
    #4941
    0
  9. #4940 PLai"YS (@plai_yoss) (จากตอนที่ 99)
    วันที่ 6 ธันวาคม 2557 / 10:29
    สงสารเรวัตอ่า.  คิดถึงทิวทิว. มาต่อเร็วๆนะคะไรท์.  รออยู่ๆ
    #4940
    0
  10. #4939 ต้นกุหลาบ (@red-roses) (จากตอนที่ 99)
    วันที่ 6 ธันวาคม 2557 / 06:46
    สนุกจ้ารออ่านอยู่นะสู้ๆๆ
    #4939
    0
  11. #4938 loma (จากตอนที่ 99)
    วันที่ 6 ธันวาคม 2557 / 06:28
    สงสารชีวิตของเรวัต
    #4938
    0
  12. วันที่ 6 ธันวาคม 2557 / 00:58
    กว่าจะมีบท น่าสงสาร 55555555
    #4937
    0
  13. #4936 yaoi13 (@mayjung_za) (จากตอนที่ 99)
    วันที่ 6 ธันวาคม 2557 / 00:23
    เล็กๆน้อยๆพอกระชุ่มกระชวยหัวใจ 555
    #4936
    0