ณ ที่ปลายขอบฟ้า

ตอนที่ 9 : หมายมั่น - หมั้นหมาย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,129
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    14 พ.ค. 50

 

- 9 -

หมายมั่น - หมั้นหมาย

 

                พี่ปูเป้คะ ?!” เสียงเรียกของเด็กหญิงคนเดียวในบ้าน ทำให้ร่างบางบนเตียงนอนหลังใหญ่ลืมตาตื่นสะลึมสะลือ ยกมือขึ้นขยี้หนังตาเบาๆ งัวเงีย

                พี่ปูเป้คะ ?!”

                ค่า... เธอร้องตอบเสียงดัง หากยังแหบพร่า ก่อนจะค่อยๆ ลุกขึ้นจากเตียง ไปยังประตูห้องนอน และทันทีที่เปิดประตูร่างเล็กของเด็กหญิงคิม เฮ-วอนก็ยืนเงยหน้ายิ้มเหยเกมาให้เธอ

                มีอะไรคะเฮวอน ? เจ้าของห้องถามเสียงพร่า ยกมือขึ้นปิดปากตนเอง เมื่อหาวขึ้นน้อยๆ

                เฮวอนตื่นขึ้นมาไม่เห็นป้าจีอิน ไปเรียกคุณพ่อที่ห้องก็ไม่อยู่ค่ะ คนพูดก้มหน้าเกยคางกับตุ๊กตาหมีตัวโตสีน้ำตาลที่กอดมาด้วยนิ่ง หากช้อนดวงตาสีนิลใสแจ๋วขึ้นมองพี่สาวตรงหน้า อย่างอ้อนวอน น่าสงสาร

                คนฟังนิ่วหน้าเล็กน้อย ป้าจีอินอาจจะลงไปช่วยในครัวเหมือนทุกวัน ส่วนคุณพ่อของเด็กน้อยอาจจะเข้าห้องน้ำอยู่ มือเรียวจึงเอื้อมไปจับจูงมือน้อยๆ ให้เข้ามาภายในห้องตนเอง ก่อนจะปิดประตูไว้ หากไม่ได้ล็อคเช่นเดิม

                เพิ่งตีห้า เรานอนกันต่อนะ เมื่อคืนกว่าพี่จะได้หลับก็เกือบเที่ยงคืน...พี่ง่วงมากเลย

                หนูขอโทษค่ะที่มาปลุกพี่ปูเป้ เด็กน้อยเอ่ยเสียงอ่อย ระหว่างขยับกายลงใต้ผ้าห่มนวมหนาลายตารางหมากรุกเล็กๆ สีชมพูขาวพร้อมเจ้าของห้องที่ยิ้มอ่อนๆ พร้อมนำเจ้าหมีตัวโตวางด้านบนศีรษะตนเอง

                ไม่เป็นไรหรอกค่ะเฮวอน...พี่ปูเป้ก็เคยเป็นเด็กเหมือนหนู เรานอนกันดีกว่านะ... เธอว่าพลางขยับกายเข้าไปกอดเด็กหญิงไว้หลวมๆ ซึ่งอีกฝ่ายก็ยิ้มรับ และกอดตอบ ก่อนจะซุกซบกับหมอนนุ่มใบโตหลับใหลกันไปด้วยความอ่อนเพลียจากเหตุการณ์เมื่อคืนวานที่ยังค้างคาอยู่ทันที

 

                แสงแดดมี่เริ่มแรงขึ้นทำให้ป้าเอมหยุดมือการเตรียมอาหารเที่ยงลง พลางเหลียวไปมองนาฬิกาเรือนใหญ่บนผนังภายในห้องครัว

                คุณหนูยังไม่ตื่นอีกเรอะนา ?

                ยังจ้ะป้า นี่แม่ก็กับพี่นีก็ขึ้นไปดูสองรอบแล้ว เห็นนอนหลับสนิทอยู่กับคุณหนูเฮวอน หลานสาวตอบยิ้มน้อยๆ เรียกเสียงถอนหายใจจากน้าสาวได้อีกครั้ง

                เธอคงเหนื่อยทั้งกายทั้งใจ เฮ้อ...ทำไมท่านถึงโชคร้ายอย่างนี้นะ

                โธ่น้าเอม...อย่าบ่น อย่าพูดเรื่องนี้อีกเลย คุณหนูปูเป้ยิ่งเป็นคนคิดมากอยู่นะ...

                อือ... คนเป็นน้ารับคำ ก่อนจะก้มลงเตรียมวัตถุดิบปรุงอาหารมื้อเที่ยงต่อกับหลานสาวสองคน เพราะคนอื่นๆ ไปจัดการเรื่องงานบ้านส่วนอื่นๆ ตามเวรที่คุณท่านให้จัดกันเองอยู่

 

                ร่างบางเดินลงมาด้านล่างเมื่อเวลาเกือบเที่ยงตรง พร้อมคิม เฮ-วอน ด้วยท่าทางสดชื่นขึ้นมากมาย จนคนงานทุกคนต่างลอบถอนหายใจโล่งอก

                หิวจังค่ะ !” หญิงเสียงร้องเสียงดัง พลางเดินจูงมือน้อยๆ ของเฮวอนไปในครัว

                แหม...ตื่นก็สาย ตะวันจะตรงหัวอยู่แล้วนะคะ ป้าเอมอดไม่ได้จะเหน็บ ทำให้คนตื่นสายทำคอย่น

                ก็เพลียจะตาย มีอะไรทานบ้างน่ะ หิวมากเลยจ้ะป้าเอม

                ป้าทำบะหมี่เกี้ยวกุ้งหมูแดงค่ะ จะรับน้ำ หรือแห้งคะ ?

                น้ำค่ะ เธอตอบ ก่อนจะก้มลงพูดคุยกับเด็กหญิงตัวน้อยที่จับมือกันอยู่ ระหว่างแกมองดูภายในครัวด้วยความสนใจ เฮวอนก็เอาน้ำค่ะ หนูไปนั่งรอเลยนะคะ

                ค่า...คุณหนู

                หญิงสาวเดินออกมาที่ห้องรับประทานอาหารเล็ก ก็พบชาน จี-อิน กำลังจัดผลไม้อยู่กับพี่นี

                ป้าจีอินคะ ? เสียงใสๆ ของเด็กน้อยเรียกด้วยรอยยิ้ม

                แหม...คุณหนูเฮวอน หายไปนอนกับคุณปูเป้ตั้งนาน ป้าหาตั้งแต่เช้า

                ขอโทษค่ะ ก็หนูตื่นมาไม่เจอป้านี่คะ

                เจ้าของบ้านสาวเดินไปนั่งฟังแขกคุยกันด้วยภาษาบ้านเกิดยิ้มๆ ก่อนจะได้รับการเสิร์ฟอาหารกลางวันชามใหญ่

                โห...น่าทานจัง เฮวอนอุทานตาโต ยิ้มกว้าง เมื่อเห็นชามกระเบื้องใบโตสีน้ำตาลอ่อนทำหน้าที่เป็นภาชนะใส่บะหมี่เกี้ยวน้ำควันฉุ่ย หอมกรุ่นเรียกน้ำลาย และน้ำย่อยให้ทำหน้าที่เช่นกัน

                ทานเลยค่ะเฮวอน หญิงสาวเอ่ยขึ้นยิ้มๆ พร้อมจับตะเกียบ และช้อนลงมือรับประทานทันที หลังพูดจบ ด้วยความหิว เรียกรอยยิ้มจากเหล่าแม่บ้าน และป้าจีอินได้ทุกคน

 

                อานุภาพแทบล้มทั้งยืน เมื่อเดินเข้ามาในห้องทำงานของตนเอง และได้พบกับแขกผู้ไม่ได้นัดหมาย และไม่อยากจะเชิญมานั่งอยู่บนโซฟาตัวยาวในมุมรับแขก พร้อมกับบอร์ดี้การ์ดร่างสูงใหญ่ถึงสี่คน

                สวัสดีอานุภาพ... เสียงห้าวเอ่ยทักเป็นภาษาอังกฤษชัดเจน หากมีแววเย้ยหยันชัดแจ้งแก่ผู้ฟัง

                มีธุระอะไรหรือครับประธานคิม ? ชายร่างอวบเอ่ยถามกลับด้วยความหวาดหวั่น เขาไม่ได้มีลูกน้องฝีมือดี และมีมันสมองเป็นเลิศเช่นชายหนุ่มตรงหน้านี้

                ก็ไม่มีอะไรมากหรอก...เพียงแค่จะมาเตือนความทรงจำคุณนิดหน่อย คนพูดค่อยๆ ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง และเดินเข้าไปประชิดเจ้าของห้องที่ยืนนิ่ง จนไม่ทันตั้งตัว ชายร่างสมบูรณ์จึงก้าวถอยหลังไปก้าวทันที จนชายหนุ่มร่างสูงถึงกลับเหยียดริมฝีปากหยันเรียบๆ

                อย่าคิดจะรอดพ้นกรรมที่ก่อเลยคุณอานุภาพ... และอย่าลืมว่า ผมมาคุม RUCK. เอง มันไม่ง่ายที่คุณจะล้มลงหรอกนะ อีกอย่างผมก็ไม่เคยปล่อยคนเลวๆ ให้ยืนร่วมแผ่นดินในวงการเดียวกันได้นานนักหรอก... เสียงห้าวเย็นชาที่สุดเท่าที่ใครจะเคยได้ยิน และดวงตาสีนิลยาวรีคู่นั้นก็แลลึก จนคนถูกจ้องมองได้แต่ยืนขนลุกนิ่งงัน

                ผมขอตัวกลับก่อนนะครับ หวังว่า ที่พูดไปคงเข้าใจ หากในหัวคุณยังมีสมองอยู่ ร่างสูงใหญ่เดินผ่านร่างเตี้ยอวบอ้วนไปทันที และยังไม่ทันที่คนถูกด่าว่าจะหันไปพูดอะไรได้อย่างใจคิดไว้ บอดี้การ์ดร่างใหญ่ก็เดินตามผ่านหน้าไปติดๆ

                โธ่เว้ย !” เสียงสบถดังขึ้นหลังประตูห้องถูกปิดลงโดยอัตโนมัติ ดวงหน้าที่อิ่มสมบูรณ์ขมวดเกร็ง ดวงตาเล็กรีเบิกกว้างด้วยความเคืองแค้นที่ไม่สามารถเอาชนะชายหนุ่มผู้นั้นได้

                กูโง่เองที่ไม่คิดฆ่ามึง แทนไอ้บดินทร์ !” เสียงแหบลึก ด้วยการสะกดอารมณ์ดังบอกตนเอง มือหนากำแน่น ก่อนจะทุบลงบนโต๊ะทำงานระบายความอัดอั้นไปหลายที

 

                เสียงเครื่องจับชีพจร และเครื่องมือการแพทย์ที่ช่วยเหลือ และบอกภาวะของผู้ป่วยดังเบาๆ เป็นจังหวะสม่ำเสมออยู่ตลอดเวลา ร่างสูงสมส่วนของชายวัยใกล้เกษียณนอนหลับนิ่งสบายอยู่ท่ามกลางสายเครื่องมือระโยงระยาง จนน่าใจหาย สำหรับผู้เข้ามาเยี่ยมเยือน หากในใจหญิงสาว เธอทำใจ และรับได้กับการมีสาย และเสียงเครื่องมือเหล่านั้น เพราะมันทำให้เธอรับรู้ได้ว่า สภาวะในร่างกายของผู้เป็นบิดากำลังอยู่ในระดับใด

                อือ...หนูลืมเล่าไปค่ะคุณพ่อ หนูเจอเว็บไซต์ของร้านเสื้อผ้า และเครื่องประดับร้านหนึ่งค่ะ เขาเปิดรับสมัครดีไซเนอร์อยู่ค่ะ หนูก็เลยส่งใบสมัครออนไลน์ไปแล้ว รอรับคำตอบอยู่ค่ะ นี่ผ่านมาสามวันแล้ว ยังเงียบอยู่ แต่ก็คงต้องหาที่อื่นด้วยนะคะ เพราะว่า ที่แรกจะได้เลยคงเป็นไปไม่ได้ง่ายๆ เนอะคุณพ่อ... เสียงใสพูดคุยเล่าเรื่องราวต่างๆ ให้บิดาฟังด้วยรอยยิ้มน้อยๆ หากดวงตาสีสวยแวววับไปด้วยน้ำตาน้อยๆ คุณพ่อตื่นขึ้นมาเร็วๆ นะคะ คุณพ่อเพียงเดินไม่ได้เหมือนเดิม แต่ยังพูดคุยกับหนูกับพี่ปราชญ์ได้นะคะ คุณคิมก็เป็นห่วงคุณพ่อมาก เขาเข้าไปช่วยสอน และอบรมงานให้ทุกคนที่บริษัทกับพี่ปราชญ์ทุกวันเลยค่ะ ส่วนทุกคนที่บ้านก็ห่วงคุณพ่อมากนะคะ คุณพ่อคงได้ยินใช่ไหมล่ะคะเมื่อวานหนูพาลุงป้าน้าอาพี่ๆ มาเยี่ยมคุณพ่อ เป็นไงล่ะ หนวกหูกันเชียว... เที่ยวเหนื่อยแล้วคุณพ่อกลับมาหาพวกเราเร็วๆ นะคะ พวกเรารออยู่... ประโยคสุดท้ายเธอเสียงพร่าขึ้น ทั้งๆ ที่ควบคุมมันไว้ แต่ก็ทำไม่ได้สักวัน และเธอก็พูดประโยคนี้มาทุกวันเช่นกัน

                มือเรียวยกมือใหญ่หนาของคุณพ่อคนดีขึ้นมาจูบเบาๆ ก่อนจะวางลงช้าๆ และลุกขึ้นจับผ้าห่มให้เรียบร้อย เมื่อสมยศเข้ามาเงียบๆ เรียบร้อย ซึ่งบอกเธอได้ว่า ถึงเวลากลับบ้าน และกลับไปใช้ชีวิตของเธอแล้ว

                อายศคุยกับคุณพ่อบ้างนะคะ

                ครับคุณหนู...ขับรถดีๆ นะครับ เขาเอ่ยเสียงเรียบร้อย หากแววตาแสดงความเป็นห่วงมากมาย จากเหตุการณ์ร้ายที่ผ่านมาเตือนให้เขาระแวงระวังมากขึ้น

                ค่ะ อายศก็ต้องพักผ่อนให้พอนะคะ ทานข้าว และก็ทานขนม นมเนยได้เลยนะคะ เก็บไว้นานๆ เดี๋ยวจะบูดเสียหมด เธอว่ายิ้มน้อยๆ ด้วยมิตรไมตรีที่มีต่อกัน กับคนงานที่เหมือนเป็นครอบครัว

                ครับ

                หญิงสาวโบกมือลาคนงานของบ้านเธอด้วยท่าทางอ่อนหวาน ก่อนจะเดินออกจากห้องไป และไม่เพียงกี่ก้าวหลังเธอปิดประตูห้องพักของบิดาแล้ว เสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้นเบาๆ เรียกร้องความสนใจอยู่ในกระเป๋าสะพายใบสวย

                มือเรียวถือเครื่องมือสื่อสารอันจิ๋ว มองดูหมายเลขโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ไม่ได้บันทึกไว้งุนงง หากก็กดรับสาย สวัสดีค่ะ

                ฮัลโหล...ผมคิม ซองซูนะ... เสียงห้าวตอบกลับมาตามสาย จนคนรอฟังหยุดก้าวเดิน ยืนนิ่งค้างอยู่กลางทางเดินเสียเฉยๆ

                เอ่อ...มีอะไรคะ ? ดวงหน้าเนียนอ่อนเยาว์เอ่ยถามด้วยความสงสัยที่ฉายชัด ก่อนจะรู้สึกตัวว่า ไม่ควรหยุดยืนคุยอยู่กับที่ เธอจึงเดินต่อไปช้าๆ

                ผมอยากนัดคุณมาพบตอนห้าโมงเย็นที่ร้านอาหารที่เคยไปทานกันได้ไหม ?

                ดวงตาสีสวยเบิกขึ้นเล็กน้อย คิ้วเรียวขมวดมุ่ยงุนงง เธอจับน้ำเสียงเขาได้ว่า เขาดูเครียด และกังวลมากมาย ได้ค่ะ ฉันกำลังจะกลับบ้าน เปลี่ยนไปพบกันที่ห้างสรรพสินค้า... เสียงใสเอ่ยบอกสถานที่ที่เธอนัดหมาย เมื่อเวลาที่เขานัดยังเหลืออีกเกือบสามชั่วโมง

                โอเค. ครับ ผมถึงแล้วจะโทรหาคุณปูเป้อีกที... เมื่อพูดจบเขาก็วางสายไป โดยไม่รอฟังคำตอบรับจากเธอ

                อะไรของเขา... เสียงใสพึมพำ ระหว่างเก็บโทรศัพท์มือถือลงกระเป๋าตามเดิม และเดินเข้าลิฟท์ไปเงียบๆ

 

                ห้างสรรพสินค้าใหญ่ชื่อดังย่านชิดลม ความใหญ่โตโอ่อ่า และเพิ่งเปิดตัวใหม่ทำให้แม้ในวันธรรมดาก็มีผู้คนเข้ามาเดินเล่น หรือจับจ่ายซื้อของมากมาย ตั้งแต่พวกนักเรียนนักศึกษา วัยรุ่นวัยทำงาน หรือคุณหญิงคุณนาย นักธุรกิจแต่งตัวโก้หรู ทำให้ปภาวดีส่ายหน้าเหนื่อยใจน้อยๆ หลังเดินสำรวจมาหลายชั้น

                เฮ้อ...ใครว่าคนไทยจนเนี่ย...ขนาดจนก็ยังเจียดเงินมาเดินช๊อปกันเล้ย เธอบ่นพึมพำ ด้วยนึกรำคาญการเดินเฉิดฉาย และประชันแต่งตัวกันมา นี่แค่เดินห้างนะเนี่ย !” เสียงใสค่อนขอดประชดประชันอยู่คนเดียว ก่อนจะตัดสินใจเดินเข้าร้านหนังสือมีชื่อร้านหนึ่ง หวังจะหาหนังสืออ่านฆ่าเวลา เพื่อรอชายหนุ่มผู้นัดหมายไว้

 

                คิม ซอง-ซู หมายมั่นจะต้องพูดคุยกับปภาวดีให้ได้ เขามีแผนธุรกิจ และแผนชีวิตมากมายที่จะต้องรับผิดชอบต่อครอบครัวนี้ให้ดีที่สุด

                บอสจะทำอะไรหรือครับ ? ชาน เต-กู เอ่ยถามสงสัย เมื่อได้รับคำสั่งให้กลับบ้านไปกับคนรถของบ้านรักษ์สิริทรัพย์ก่อน หลังจากส่งเจ้านายที่ห้างสรรพสินค้าแล้ว

                ก็นัดคุณปูเป้ไว้ ฉันกะจะวางแผนอะไรกับเธอนิดหน่อย คนตอบยังนั่งนิ่งเฉยไร้ความรู้สึกเช่นเคย จนคนสงสัยไม่กล้าจะถามต่อ เพราะรู้จักเจ้านายดีว่า เป็นคนเช่นไร

                ชายหนุ่มผู้มีฐานะเป็นทั้งเลขาส่วนตัว หัวหน้าบอดี้การ์ด และคนสนิทนั่งหน้านิ่วคิ้วขมวดคิดหาคำตอบเอง หากก็จนปัญญา เขาไม่อาจล่วงรู้ได้เลยว่า ท่าทางเคร่งเครียด และความรู้สึกที่ผู้เป็นนายแสดงออกมาคืออะไร

                มีเรื่องอะไรต้องคุยกับคุณหนูคนนั้นล่ะ ?

                เมื่อคิดไม่ออกก็ได้แต่ส่ายศีรษะกับตนเองไปมา และนั่งนิ่งเงียบไปเช่นเดิม

 

                แต่งงาน !? เสียงใสอุทานดังร้านอาหารญี่ปุ่นที่นั่งรับประทานอยู่กับคิม ซอง-ซู

                ใช่...ผมอยากแต่งงานกับคุณ... เสียงห้าวเอ่ยบอกเรียบร้อย พร้อมก้มศีรษะน้อยๆ ก่อนจะเงยขึ้นสบตาสีสวย ที่เริ่มฉายแววหวั่นหวาดชัดเจน คุณจะคิดอย่างไรผมไม่ทราบ แต่การแต่งงานของเราจะช่วยให้ธุรกิจของ RUCK. ดำเนินไปได้ โดยไม่ต้องต่อสู้กับกฏหมายบางข้อที่ผมดำเนินการณ์ไม่ได้ในไทย และยิ่งเขาอธิบายถึงเหตุผลของการแต่งงาน ดวงหน้าเนียนใสยิ่งซีดลง

                ปูเป้...ผมอยากแต่งงานกับคุณจริงๆ นะ เหตุผลธุรกิจคือ ข้อได้เปรียบที่สอง รองจากความอยากแต่งงานกับคุณของผม...

                หญิงสาวเงยหน้าขึ้น หลังจากก้มลงมองตัก และครุ่นคิดถึงความสำคัญกับการตัดสินใจครั้งนี้ มันเป็นข้อเสนอที่เร็ว และคาดไม่ถึงเลย สำหรับเธอ ชีวิตทั้งชีวิตของเธอจะต้องอยู่กับเขาหรือ...

                ถ้าฉันแต่งงานกับคุณ ฉันก็ต้องไปอยู่ที่เกาหลีกับคุณใช่ไหมคะ ?

                ใช่...

                ปากเรียวสีหวานเม้มน้อยๆ ก่อนจะเอ่ยถามต่อ แล้วฉันต้องอยู่แต่บ้าน เลี้ยงเฮวอน ทำกับข้าว ทำงานบ้าน เพื่อรอคุณกลับบ้านหรือเปล่า ?

                ไม่เลยปูเป้...คุณจะทำงาน หรือจะเปิดร้านเสื้อผ้า ร้านเครื่องประดับเล็กๆ ที่คุณออกแบบเองก็ได้ ผมจะหาทำเล และลงทุนให้ ผมไม่ใช่ผู้ชายเกาหลีหัวโบราณนะ ผมอยากให้คุณใช้ชีวิตตามที่คุณต้องการ เพียงแต่ว่า คุณจะอยู่ในฐานะภรรยาของผมอย่างถูกต้องตามกฎหมายการแต่งงานก็เท่านั้นเอง... เขาอธิบายเสียงกระตือรือร้น เมื่อมีแววว่า เธอเห็นจะตกลงตาม

                แล้วเอ่อ...เรื่อง...เรื่องเซ็กส์ล่ะคะ ?  คนถามแก้มแดงขึ้นชัดเจน จนคนมอง และฟังคำถามอดหัวเราะไม่ได้

                ผมไม่ใช่นักบวชถือศีล ที่จะบอกว่า ให้โอกาสคุณเมื่อพร้อมหรอกนะ เขาเอ่ยยิ้มๆ และได้เห็นคนฟังตาโตทันที ด้วยความตกใจ ผมอยากมีลูกกับคุณอีกสักคนสองคน หรือไม่ก็สี่คน

                จะบ้าเรอะ !” เสียงใสอุทานดัง ก่อนจะยกมือปิดปาก เมื่อเธอเผลอทำเสียงดังเป็นครั้งที่สอง ใครจะท้องได้ง่ายๆ สี่ห้าท้องขนาดนั้น...ตาบ้า... คำสุดท้ายแสนเบา แต่เขาก็ได้ยิน

                หึหึ...เรื่องอย่างนี้ดูถูกได้ที่ไหนกัน...

                ไม่ ฉันไม่มีลูกมากขนาดนั้นแน่ๆ...เหนื่อยตายเลย คนสองคนก็พอแล้ว !” เธอตวัดเสียงกลับในประโยคสุดท้าย ก่อนจะหน้าแดง เมื่อคิดได้ว่า การจะมีลูกกับเขา มันต้องเกิดอะไรขึ้นก่อน จนทำให้นั่งเงียบนิ่งไปนาน

                ดวงหน้าเนียนใสกลับมาเป็นปกติ หลังเขาเงียบลง เธอก็หมดข้อสงสัย

                ฉันจะแต่งงานกับคุณค่ะ... เธอตอบ ยิ้มอ่อนๆ หากมันไม่ได้อ่อนล้า สิ้นหวัง ความรู้สึกที่เธอรับรู้ได้จากคนตรงหน้า มันบอกได้ว่า เขารู้สึกพิเศษกับเธอ และเธอก็พอจะรู้จักเขาดีในระดับหนึ่ง และมันก็ดีพอจะทำให้เธอตัดสินใจยอมแต่งงาน เพื่อรักษา หรือทำให้ธุรกิจไปรอดจากเหตุการณ์ร้ายแรงนี้ เพราะคิม เฮ-วอน คือจุดเชื่อมต่อระหว่างเธอกับเขาได้ดีที่สุดจริงๆ

                ขอบคุณมากที่คุณรับคำขอแต่งงานของผม...

                เป็นคำขอแต่งงานที่ไม่โรแมนติกเลย เสียงใสประชดน้อยๆ จนเขาหัวเราะขัน

                ผมไม่ค่อยโรแมนติกหรอกครับ... เอาเป็นว่า ช่วยดูที่การกระทำดีกว่าไหม ?

                ก็ได้ค่ะ แต่ฉันเป็นผู้หญิง คุณคงเคยได้ยินมาบ้างว่า ผู้หญิงบางครั้ง ก็ต้องการคำพูดยืนยันมากกว่าการกระทำ...

                ครับ ผมทราบ... เขาตอบยิ้มน้อยๆ มันเป็นรอยยิ้มที่คนมองรู้สึกสดชื่นตามได้จริงๆ

                คุณยิ้มก็ดูดีนี่น่า ทำไมไม่ค่อยยิ้มให้ใครเลย

                รอยยิ้มของผมมีค่าสำหรับคนพิเศษจริงๆ

                คนฟังส่ายหน้า พร้อมเบ้ปาก จนเกิดเสียงหัวเราะเบาๆ อาหารมื้อนี้ดูจะมีสีสันขึ้นมาทันที เมื่อความรู้สึกต่อจากนี้ คนสองคนกำลังจะต้องร่วมใช้ชีวิตด้วยกัน แม้มันจะรวดเร็ว ตามสถานการณ์รุนแรง หากมันก็มีความสุข ความพิเศษแฝงอยู่ และอยู่ที่ว่า ทั้งคู่จะเปิดเผยให้อีกฝ่ายรับรู้ได้มากที่สุดได้เมื่อไรเท่านั้นเอง...

 

............................................

 

 

 

อัพแล้วนะคะทุกท่าน

 

คิดเห็นอย่างไรโพสคุยกันบ้างสิค่ะ

บอร์ดเรื่องนี้ร้างมากกกกกกกก...เลยอ่ะ

 

 

 

จริงๆ นิก็อยากอัพทั้ง 2 เรื่องให้ได้พอๆ กัน

แต่เห็นว่า เรื่อง ตะวันแห่งหัวใจ ลงไว้นานแล้ว

ก็จะอัพเรื่องนั้นมากกว่า

อีกอย่าง เรื่องนี้ ผู้อ่าน ผู้โพส ผู้ Comment ก็น้อยอ่ะ

แต่ก็ทราบค่ะว่า มีแฟนๆ ติดตามเรื่องนี้อยู่

ต่อไปจะพยายามอัพเรื่อยๆ นะคะ

 

ขอบคุณที่ติดตามค่ะ

 

 

 

331 ความคิดเห็น

  1. #318 หญิง (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2553 / 12:13
    สนุกอะ ชอบมากเลยค่ะ
    #318
    0