ณ ที่ปลายขอบฟ้า

ตอนที่ 8 : โชคและเรื่องร้าย [ ครบ 100% แล้วค่ะ ]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,029
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    23 เม.ย. 50

 

- 8 -

โชคและเรื่องร้าย

 

                ปภาวดีเคาะประตูด้วยท่าทางทุลักทุเล เพราะต้องยกถาดไว้มือหนึ่ง หากมันก็ไม่หนักหนาอะไร เมื่อเธอทำงานเสิร์ฟอาหารมาตลอดห้าปีที่อยู่ฝรั่งเศส

                เชิญ... เสียงห้าวเอ่ยห้วนออกมาให้ได้ยินถนัด เธอจึงเปิดประตูเข้าไป และเดินไปวางถาดอาหารไว้บนโต๊ะกลมมุมห้อง ที่อยู่เยื้องปลายเตียงนอนหลังใหญ่ ซึ่งมีร่างยาวเหยียดนอนหลับตา มือกุมขมับอยู่

                ร่างบางเดินไปหาชายหนุ่มที่นอนหน้าตายู่ยี่เหมือนเจ็บปวดทรมานบนเตียงกว้าง ด้วยก้าวที่เบาหวิวอย่างไม่รู้ตัว มือเรียวเอื้อมไปใช้หลังมือแตะที่ผิวแก้มเนียน หากสากด้วยไรเคราเบาๆ ก่อนจะสะดุ้งเสียเอง เมื่อเจ้าของร่างตะครุบมือมาจับมือเธอไว้แน่น ก่อนจะหันมาจ้องด้วยดวงตาเข้มดุ หากเมื่อเขาเห็นว่า มือนั้นเป็นมือใคร มือใหญ่ก็คลายออก หากไม่ได้ปล่อย

                ฉันขอโทษค่ะ แค่เห็นคุณหน้าตาไม่ดีเท่าไร... เลยนึกว่ามีไข้ด้วย เสียงใสเอ่ยอ่อยๆ พยายามบิดข้อมือให้มือหลุดจากการเกาะกุม หากก็ไม่สามารถทำได้

                ผมคิดว่า เป็นเด็กๆ ของคุณ เขาเอ่ย หากมือกลับจับมือเธอไว้ แถมนำพาไปวางไว้บนต้นขาเสียอีก จนร่างบางต้องทรุดกายลงนั่งที่ขอบเตียงอย่างหมิ่นเหม่เพราะกลัวแขนจะหลุดไปที่ร่างใหญ่นั้น

                เอ่อ...ปล่อยมือฉันเถอะค่ะ เดี๋ยวจะได้ยกถาดอาหารมาให้...

                อ๋อ...ขอโทษที... เขาว่า ก้มศีรษะน้อยๆ

                ไม่ต้องหรอก ผมลุกไปทานที่โต๊ะดีกว่า ขอบคุณมากนะครับ สำหรับความใจดีของคุณ... เขาเอ่ยเสียงอ่อนโยน อย่างที่เธอไม่ค่อยได้ฟัง ก่อนจะก้าวลงจากเตียง หลังเธอยืนขึ้นอยู่ข้างๆ

                คุณพอจะทานได้ไหมคะ ? เธอเอ่ยถาม เมื่อเขาทรุดตัวลงนั่งที่เก้าอี้เรียบร้อย และพินิจมองหน้าตาอาหารอยู่อึดใจ

                ผัดผักคะน้ากับหมูกรอบ และแกงจืดผักรวมค่ะ

                ได้...ผมทานง่าย แค่ทานให้ท้องไม่ว่าง จะได้ทานยาเท่านั้นล่ะ...

                ฉันจะนั่งรอจนกว่าคุณจะทานข้าวหมด แล้วทานยา... เฮวอนมีป้าเอมดูแลอยู่ ไม่ต้องห่วงค่ะ เธอบอกกล่าวดวงหน้าจริงจัง ก่อนจะเดินมาทรุดตัวลงนั่งที่เก้าอี้ตัวใกล้ๆ เขา จนทำให้ชายหนุ่มลอบยิ้มน้อยๆ เมื่อก้มลงป้อนข้าวเข้าปากตนเองเงียบๆ

                คุณกลายเป็นพยาบาลเจ้าระเบียบตั้งแต่เมื่อไรกัน ?

                ก็แค่ไม่อยากให้คนไข้หัวดื้อเกเรเท่านั้นเอง เพราะผู้ชายที่ท่าทางมั่นใจตนเองน่ะ ส่วนมากไม่ค่อยชอบทานยา และกลัวโรงพยาบาล เธอหัวเราะในตอนต้น ก่อนจะบอกเล่าอย่างจริงจัง หากมีรอยยิ้มในหน้า

                หึ...สงสัยจะเป็นผู้ชายบ้านนี้ล่ะสิ...

                ค่ะ และฉันก็ว่า คุณก็เป็นด้วย เธอตอบ และบอกอย่างมั่นใจ หากมือใหญ่ข้างหนึ่งยกขึ้นโบกไปมาทั้งๆ ที่มีช้อนอยู่ในมือ และปากเขาก็ยังเคี้ยวข้าวอยู่ตุ้ยๆ

                ผมไม่ได้ทานยายาก และก็ไม่กลัวการนอนโรงพยาบาลด้วย... แต่ก็ดีนะ ที่คุณไม่รังเกียจผมเหมือนในช่วงแรก เขาบอกเมื่อกลืนข้าวลงคอด้วยน้ำเสียงราบเรียบ หากมีรอยยิ้มอยู่บนหน้าน้อยๆ โดยไม่ได้มองหญิงสาวข้างๆ ที่นั่งยิ้มขำอยู่เงียบๆ คนเดียว

                ก็ไม่รู้จะไม่พอใจคุณไปทำไม ในเมื่อคุณมาช่วยเหลือเราอย่างมากเลย... ตอนนั้นฉันก็แค่งี่เง่าเหมือนเด็กโดนแย่งของเล่นนั้นแหละ ไม่มีอะไรหรอกค่ะ เธอตอบยิ้มขันไปให้ ด้วยความน่ารัก จนชายหนุ่มอดไม่ได้ที่จะยิ้มตอบ

                คิม ซอง-ซู รู้สึกสดชื่นขึ้นกว่าแต่ก่อนมากมาย อาการงุนงงเวลา และต้องปรับตัวกับอากาศที่ค่อนข้างร้อนดูจะเบาบางลง เมื่อเขารู้สึกได้ว่า หญิงสาวดูอ่อนโยน และเอาใจใส่เขาเช่นคนรู้จักกัน และหรืออาจจะเป็นเพราะเขาเริ่มรู้สึกพิเศษกับเธอขึ้นมาก็ได้ ที่ทำให้เขาอยากจะอยู่ใกล้ๆ เธอให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้...

 

                ปภาวดียิ้มกับตนเองน้อยๆ เมื่อมองเห็นร่างสูงล้มตัวลงนอนเหยียดยาวบนเตียงแล้ว หากเมื่อคิดได้เธอก็สะดุ้ง

                ยิ้มอะไรล่ะเรา ? เธอคิด ก่อนจะเดินไปยกถาดอาหาร เพื่อออกไปจากห้องของเขา

                ขอบคุณนะครับ...คุณปูเป้... เสียงห้าวเอ่ยขึ้น ทั้งๆ ที่หลับตาอยู่ ทำให้หญิงสาวหันมามองที่เตียงยิ้มๆ

                ไม่เป็นไรค่ะ นอนพักนะคะ เดี๋ยวเย็นๆ ฉันจะแวะมาดูคุณใหม่ ถ้ารู้สึกยังไม่ดีขึ้นคงต้องไปหาหมอกันแล้วล่ะ หึหึ... เธอบอกด้วยเสียงจริงจัง แต่กลับมาหัวเราะเจ้าเล่ห์ในตอนท้าย จนทำให้เขาลืมตาขึ้นมามองร่างบางที่ยิ้มท้าทายก่อนจะรีบเดินออกไปจากห้องเรียบร้อย

                คนที่นอนเหยียดยาวอยู่บนเตียงส่ายหน้าบนหมอนน้อยๆ ก่อนจะขยับตัวนอนในท่าที่ทำให้ตนเองสบายที่สุด และหลับลงด้วยความอ่อนเพลียมาทั้งวัน หรืออาจจะเป็นเพราะฤทธิ์ยาด้วยก็ได้

 

                หญิงสาวกลับมานั่งที่ระเบียงบ้านใหญ่ตามเดิม หลังเข้าไปเก็บถาดอาหารที่ครัวเรียบร้อย โดยเห็นป้าเอมนั่งหั่นผักอยู่เงียบๆ บนเบาะรองนั่งข้างๆ ร่างที่นอนขดกลมของเฮวอน

                ป้าเอมไปนั่งสบายๆ ในครัวได้แล้วค่ะ เธอกล่าวเสียงสดใส พลางทรุดตัวลงนั่ง ก่อนจะหันไปกอดร่างอวบของผู้ดูแลมาแต่เล็กแต่น้อยหลวมๆ

                ค่ะ คุณคิดนอนหลับแล้วหรือคะ ?

                จ้ะ หลับแล้ว เย็นๆ หนูว่า จะขึ้นไปดูอีกที เผื่อไข้ไม่ลด ดูเขาปวดหัวมากเหมือนกันนะคะ เธอบอกจริงจัง พลางทำท่าครุ่นคิด

                เฮ้อ...สงสัยปรับตัวกับสภาพอากาศแปรปรวนบ้านเราไม่ได้มั่งค่ะ คุณหนูก็เก่งนะคะที่ไม่เป็นอะไรเลย แกว่ายิ้มๆ ในตอนท้าย

                ไม่หรอกค่ะ หนูก็แค่พยายามหลับให้ได้ แต่คุณคิมคงเหนื่อยเรื่องงานด้วยมั่งค่ะ

                คงใช่นะคะ ดูแกเครียดมาก ป้าเอมว่า พลางพยักหน้ากับเจ้านายสาว ก่อนจะค่อยๆ ลุกหอบหิ้วตะกร้าหวาย เพื่อเข้าบ้านไปที่ครัวเช่นเดิม

                ปภาวดีนั่งนิ่งอยู่กับความคิดตนเองนาน จนไม่ทันสังเกตร่างน้อยๆ ของเฮวอนที่บิดกายไปมาสะลึมสะลืออยู่บนเบาะเงียบๆ ก่อนจะค่อยๆ ยันกายลุกนั่งปรือตามองรอบๆ พลางยกมือขึ้นขยี้ตาเบาๆ พลางหาวหวอดออกมา ก่อนจะหันไปหาหญิงสาวข้างกาย

                พี่ปูเป้คะ ?!” เสียงเรียกของคิม เฮ-วอน ทำให้หญิงสาวสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะหันไปหาคนเรียกที่นั่งงัวเงียอยู่

                ตื่นแล้วหรือคะ ไปล้างหน้าล้างตากัน...พี่พาไป... เธอพูดยิ้มสดใส จับจูงมือน้อยๆ พาเข้าไปในตัวบ้าน ตรงไปยังห้องน้ำชั้นล่างใกล้ๆ หยุดความคิดถึงเรื่องราวของเขาไว้เพียงเท่านั้น...

 

                บดินทร์นั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้นวมบุหนังนุ่มนิ่ม เพื่อความสบายกล้ามเนื้อเวลาทำงาน หากช่วงเวลานี้เขากลับรู้สึกขัดข้องมากที่สุดกับแขกที่ไม่ได้รับเชิญตรงหน้า

                อานุภาพนั่งกอดอก เหยียดยิ้มในหน้า ด้วยความคิดที่ว่าตนเป็นต่อเจ้าของสถานที่ เมื่อเขาส่งหลักฐานเรื่องหุ้นที่เจาะข้อมูลมาได้ หรือเรียกตรงๆ ก็คือ การขโมยข้อมูลมาจากแหล่งข้อมูลสักคนก็ได้

                หุ้นลม...ดีจัง เจ้าของ RUCK กลายเป็นคนเกาหลี แต่บอกใครๆ ว่าเป็นการร่วมทุน เพื่อความอยู่รอด ถ้าทางการรู้เรื่องเขา บริษัทแกก็ล้มละลายอยู่ดีล่ะว่ะไอ้บดินทร์ !” เสียงตะโกนในประโยคสุดท้ายทำให้บุรุษกว่าอาวุโสกว่ากำมือที่วางไว้บนหน้าตักแน่น

                แล้วมันหนักส่วนไหนในตัวแก ถ้าคิดว่ากระดาษการซื้อหุ้นอย่างเดียวจะทำอะไรพวกฉันได้ก็คิดผิดแล้ว อย่าคิดอะไรตื้นๆ เล้ยอานุภาพ !”

                หึ ! มั่นใจจังนะว่าจะไม่มีผลร้าย

                แกคิดว่า คิม ซอง ซู จะโง่ให้ใครทำลายได้หรือไง ?! แต่จริงๆ ก็มีคนโง่หลงคว้านหาหลักฐานงี่เง่าที่ไม่มีใครเขาจะเชื่ออยู่คนนึง

                แก !”

                เรียก รปภ. ให้ผมหน่อย !” เจ้าของห้องกดอินเตอร์คอมบอกเลขานุการทันที เมื่อคนเบื้องหน้าถลันลุกขึ้นยืน ด้วยดวงหน้าบิดเบี้ยวด้วยโทสะ ก่อนจะชะงัก และฟึดฟัดเดินออกไป โดยไม่พูดอะไรอีกเลย ทิ้งให้เจ้าของห้องถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะยิ้มอ่อนๆ ให้กับเลขานุการคู่กายวัยเกือบสี่สิบที่เยี่ยมหน้าเข้ามาด้วยสีหน้าเป็นห่วง

                ไม่เป็นไรแล้วคุณน้อย ขอบคุณมาก...

                ขอโทษนะคะนายที่ห้ามเขาไม่ได้

                ไม่ใช่ความผิดของคุณหรอก อย่าคิดมากเลย ใกล้จะเลิกงานแล้ว กลับไปเคลียร์งานเถอะนะ เดี๋ยวผมก็จะกลับบ้านบ้างแล้ว...

                ค่ะนาย เธอตอบยิ้มน้อยๆ ด้วยความเห็นใจที่ผู้เป็นเจ้านายยังคงต้องเหนื่อยอยู่เสมอ โดยไม่ได้เฉลียวใจสักนิดเลยว่า กาลเบื้องหน้าเธอจะต้องเห็นใจ พร้อมเสียใจกับเหตุการณ์ต่อเนื่องจากวันนี้ไปอีกนานทีเดียว...

 

                อะไรนะคะพี่ปราชญ์ ?!” เสียงถามกลับไปยังปลายสายดังลั่น และไม่เพียงกี่วินาทีต่อมาน้ำตาก็ไหลออกมาจากดวงตาสีสวยทันที มือเรียวอ่อนยวบทิ้งกระบอกโทรศัพท์ลงกับพื้น

                คุณหนู !? เสียงร้องตกใจของเหล่าสาวๆ แม่บ้านดังขึ้น เมื่อร่างบางเซซวนเหมือนจะล้ม หากมือเรียวเอื้อมไปเท้าโต๊ะไว้ทัน

                คุณพ่อรถคว่ำ... เสียงใสพร่าสั่นเอ่ยขึ้น จนทุกคนอุทานด้วยความตกใจ

                คุณหนู ป้าเอมรีบเข้าประคองร่างบางของเจ้านายน้อยไว้ทันที และเสียงโหวกเหวกสั่งการก็ดังขึ้นลั่นคฤหาสน์หลังงาม

                ร่างสูงใหญ่แห่งแขกคนสำคัญของคฤหาสน์หลังนี้เดินลงมาพร้อมกับบุตรสาว ก่อนจะสะดุ้งตกใจกับเหตุการณ์เบื้องหน้า เฮวอนรีบวิ่งไปหาร่างบางของพี่สาวคนสวยของเธอด้วยความเป็นห่วง ไม่ต่างจากป้าจีอินที่ตามไปดู และช่วยหยิบจับพัด ผ้าชุบน้ำให้กับเพื่อนรุ่นเดียวกัน หากต่างกันทั้งเชื้อชาติ ภาษา

                เกิดอะไรขึ้น ? เสียงห้าวเอ่ยถามเป็นภาษาอังกฤษ ก่อนจะเงียบไป เมื่อโทรศัพท์มือถือของตนเองดังขึ้นพอดี มือใหญ่เอื้อมจับเครื่องมือสื่อสารในกระเป๋ากางเกงขึ้นมาทันที

                ว่าไงเตกู ? เกิดอะไรขึ้น อยู่ๆ คุณปูเป้ก็เป็นลมไป ?!”

                มิสเตอร์รักรถคว่ำครับบอส อาการสาหัส

                ชายหนุ่มยืนนิ่ง ความเงียบเข้าครอบคลุมรอบบริเวณของเขา

                นายอยู่ที่ไหน...

                อยู่โรงพยาบาลกับคุณปราชญ์...

                คิม ซอง-ซู วางสายด้วยความงุนงง ก่อนจะหันไปที่โซฟายาวของโถงรับแขกของคฤหาสน์ เมื่อหญิงสาวค่อยๆ ฟื้นคืนสติ และเมื่อเห็นเธอสะดุ้ง เหมือนคิดออก เขาก็เอ่ยขึ้นเรียบๆ

                คุณบอกทางไปโรงพยาบาลได้ใช่ไหม ?

                ค่ะ เธอตอบทันที ขอฉันขึ้นไปหยิบกระเป๋าก่อนนะคะ

                คุณหนูให้ลุงโตเอารถออกดีกว่า ชายวัยกลางคนปลายๆ เอ่ยขึ้น หลังวิ่งเข้ามาดูตามเสียงโวยวายที่ไม่เคยเกิดขึ้นในบ้านนี้

                ก็ดีค่ะ เธอตอบรับ ระหว่างเดินเร็วๆ จะไปทางบันได ลุงโตจะเอารถออกนะคะ

                ชายหนุ่มพยักหน้ารับ ก่อนจะหันไปพูดคุยกับลูกสาวตัวน้อยที่ยืนกอดเอวป้าจีอินด้วยความกังวลไม่ต่างจากผู้ใหญ่ทั้งหมด ลูกอยู่ที่บ้านกับพวกป้าๆ พี่ๆ นะ ทานข้าว แล้วเข้านอนให้ตรงเวลา อย่ากังวลอะไรเกินตัวเรา...

                คุณลุงรักไม่เป็นอะไรมากใช่ไหมคะ ? หนูสงสารพี่ปูเป้... เสียงอ่อยเครือสะอื้นถามผู้เป็นพ่อ ก่อนจะได้รับการกอดจากอ้อมแขนใหญ่อบอุ่น

                พ่อยังไม่รู้ ลูกอย่าฝืนรอนะ พ่อก็ไม่รู้ว่าจะกลับมาตอนไหน...

                ค่ะ เด็กน้อยพยักหน้ารับ ค่อยๆ ออกจากอ้อมกอดของผู้เป็นพ่อ หันไปมองร่างบางที่วิ่งลงมาจากบันได พร้อมกระเป๋าสะพาย และเสื้อคลุมที่สวมทับเสื้อกล้ามสีสวยที่เธอใส่อยู่บ้าน

                พี่ปูเป้สู้ๆ นะคะ

                จ้ะ ขอบใจมากเฮวอน... มือเรียวเอื้อมไปลูบแก้มป่องเนียนใสของเด็กหญิงเบาๆ รอยยิ้มที่ฉายบนดวงหน้าหญิงสาวกับอ่อนล้า ด้วยความกังวล และหวาดกลัวมากมาย

                เรารีบไปกันเถอะ เสียงห้าวดังขึ้น พร้อมเดินออกไปพร้อมกับร่างบาง เมื่อเธอพยักหน้ารับ หลังได้เห็นรถยนต์คันโตเคลื่อนมาจอดรออยู่ด้านหน้าตึกเรียบร้อยแล้ว

                ดวงตาสีสวยเหลียวมองบันไดหน้าตึกด้วยความรู้สึกใจหาย ทุกคนห่วงใยบิดาเธอมากมาย ไม่ต่างอะไรจากท่านเป็นญาติผู้ใหญ่ และหากท่านเป็นอะไรไป เธอและพี่ชาย รวมถึงพนักงาน และเหล่าผู้ดูแลบ้านทั้งหลายจะทำเช่นไร เมื่อขาดเสาหลักที่ยึด และนำทางมาตลอดเกือบครึ่งชีวิตของพวกเขา และตลอดชีวิตที่ผ่านมาของเธอ และพี่ชาย...

 

                บรรยากาศรอบด้านของหน้าห้องผ่าตัดมีเพียงความเงียบงันของบุคคลสามคนบริเวณโซฟายาวหน้าประตูบานใหญ่บุกระจกสีขุ่น และมีตัวอักษรสีแดงตัวโตตัดเป็นคำว่า ห้องผ่าตัด ติดไว้บ่งบอกถึงสถานที่ทำงาน และรักษาผู้คนที่เจ็บป่วยรุนแรงชัดเจน

                ปาณบดีนั่งเท้าศอกกับต้นขา เขาซบหน้าลงกับฝ่ามือทั้งสองของตนเอง ไม่มีเสียงสะอื้น ไม่มีเสียงหายใจติดขัด หากดวงตาหลังฝ่ามือนั้นเปียกชื่นได้ด้วยหยาดน้ำอุ่นๆ คลอเคลาไม่หาย แม้จะพยายามไล่มันให้กลับเข้าไปเท่าไรก็ไม่สามารถทำได้จริงจัง

                ปล่อยมันไหลลงมาเถอะมิสเตอร์ปัช !” เสียงเตกูดังขึ้นเรียบๆ ร่างสูงเดินเข้ามาหยุดยืนใกล้ๆ พร้อมยื่นมือใหญ่ออกไปวางไว้บนไหล่หนาของอีกฝ่ายที่นั่งก้มหน้านิ่งอยู่นานเกือบครึ่งชั่วโมงแล้ว บางทีน้ำตาเราก็ทำให้เราปลอดโปร่งขึ้น อย่ากลัว อย่าอาย ร้องครั้งเดียว แล้วค่อยสู้กันใหม่...

                ชายหนุ่มผู้กำลังหมกมุ่นอยู่กับความคิดตนเองพยักหน้ารับน้อยๆ แม้จะไม่เงยหน้าขึ้นมองคนเข้ามาปลอบโยน ด้วยท่าทีแข็งๆ ด้วยความเป็นบุรุษเพศเช่นเดียวกัน และเขาก็ปล่อยให้น้ำอุ่นๆ ในตาไหลลงช้าๆ หากเงียบมากที่สุดสำหรับคนกำลังร้องไห้...

                ชาน เต-กู เม้มปากจนเกือบจะเป็นเส้นตรง เมื่อเขาตบไหล่ชายหนุ่มเบาๆ ก่อนจะหันกลับไปมองคนงานของบ้านมิสเตอร์รักที่ยืนพิงกำแพงอยู่ใกล้ๆ ก็พบว่า เขาก็ร้องไห้เช่นเดียวกัน

                ดูเหมือนบุคคลที่กำลังประสบภัยจากอุบัติเหตุจะเป็นที่รัก ที่เคารพ และที่ยึดเหนี่ยวสำหรับทุกคนรอบข้างเหลือเกิน ถึงขนาดที่ว่า คุณหนูปูเป้เป็นลมทันทีหลังรับทราบข่าวจากพี่ชายเมื่อสักครู่

                โอเคไหมคุณยศ ? ชายหนุ่มเอ่ยถาม พร้อมเอื้อมมือไปบีบไหล่คนรถของบดินทร์ ที่เมื่อช่วงเย็น ชายวัยกลางคนไม่ต้องการให้เขาขับรถให้ เพราะบุตรชายยังคงประชุมอยู่ และคงเป็นห่วงบุตรชายในเรื่องความเหนื่อยอ่อน เขาถึงยังคงยืนสมบูรณ์อยู่เวลานี้

                โอเคครับ... ยศตอบด้วยเสียงสั่นพร่า ก่อนจะสูดหายใจลึก เขาพอจะรู้ และเข้าใจภาษาอังกฤษ ด้วยเข้ามาอยู่กับครอบครัวรักษ์สิริทรัพย์มาตั้งแต่เป็นเด็กหนุ่ม จนปัจจุบันอายุเกือบจะสี่สิบปีแล้ว และการเรียนการศึกษา คุณท่านที่ทุกคนเรียก ก็ส่งเสียให้ได้รับอย่างครบครัน ผมน่าจะบอกให้ท่านรอออกไปด้วยกัน...

                อย่าโทษตัวเองสิ มันเป็นอุบัติเหตุ และมันก็เป็นโชคชะตาที่เรากำหนดเองไม่ได้...

                คุณชานว่า ท่านจะหายดีไหมครับ ผม... คนถาม เหมือนต้องการกำลังใจ ก่อนจะสะอื้นออกมาเบาๆ

                แน่นอน แต่เราต้องมีกำลังใจ และอดทน เพื่อให้คนป่วยมีกำลังใจสู้อาการต่างๆ ด้วย

                ครับ สิ้นเสียงตอบ เสียงโทรศัพท์มือถือของปาณบดีก็ดังขึ้น เรียกความสนใจของทั้งสองให้หันไปหาทันที

                ชายหนุ่มลุกขึ้นยืน พร้อมใช้มือปาดเช็ดน้ำตาออกไปลวกๆ ก่อนจะล้วงหยิบเครื่องมือสื่อสารเครื่องน้อยออกมาจากกระเป๋ากางเกง

                ว่าไงปูเป้ ?เขาตอบรับสาย เมื่อเห็นชื่อของคนโทรมาแล้ว

 

                หญิงสาวเดินเร็วๆ ไปตามทางคอนกรีตจากลานจอดรถนอกอาคารโรงพยาบาลใหญ่ พร้อมกับคิม ซอง-ซู และลุงโตที่ดวงหน้าฉาบความกังวล ห่วงใยไม่ต่างกันเลย

                พี่ปราชญ์อยู่ไหนคะ หนูถึงโรงพยาบาลแล้ว... เมื่อเธอได้รับคำตอบ ก็หันมาบอกอีกสองคนเรียบๆ พร้อมเดินนำไปก้าวทันควัน

                ดวงตาสีสวยปิดลงช้าๆ เมื่อเห็นสภาพของชายหนุ่มสามคนสามวัยด้านหน้าห้องผ่าตัด ชุดสูทยังคงประดับกายสูงใหญ่ของทั้งพี่ชาย และชายหนุ่มเกาหลีคนสนิทประธานคิม รวมทั้งชุดซาฟารีสีเทาเข้มเครื่องแบบปฏิบัติงานนอกบ้านของพวกลุงๆ อาๆ ที่ยังคงเรียบร้อยอยู่บนร่างสูงโปร่งของอายศที่เธอเรียก หากดวงหน้าของทั้งสามมีแววกังวล อ่อนล้า จะหนักหน่อยก็ที่พี่ชาย และอายศของเธอที่มองผ่านๆ อย่างไรก็รู้ได้ว่า ทั้งสองผ่านการร้องไห้มาแล้ว

                ร่างบางเดินเข้าไปกอดกับพี่ชายทันที เธอร้องไห้เงียบๆ อยู่ในอ้อมกอดของพี่ชายที่คุ้นเคย โดยได้ยินเสียงพูดคุยสอบถามรายละเอียดแห่งอุบัติเหตุจากคิม ซอง-ซู และลุงโตได้ชัดเจน

                หญิงสาวหันไปสนใจคำบอกเล่าด้วย เมื่อแยกจากการกอดกับพี่ชาย หากมือของทั้งคู่ยังคงจับกันอยู่ เหมือนต้องการถ่ายทอดกำลังใจให้แก่กัน

                แล้วตำรวจล่ะคะ ?

                กลับไปแล้วครับ เขามารอนานเกือบชั่วโมงครึ่ง เลยให้เราติดต่อกลับไป เมื่อคุณท่านฟื้น เขาว่าจะกลับไปดูที่เกิดเหตุ แล้วทำวางไว้คร่าวๆ จะได้คุยกันง่ายขึ้น อายศเป็นคนตอบ และอธิบายให้กับคนมาใหม่ฟัง ก่อนจะมีเสียงใสแปลให้บุคคลต่างชาติต่างภาษา หากอยู่ร่วมกันมาเกือบเดือนฟังเรียบๆ ด้วยความกังวลใจ

                ร่างแบบบางเดินไปนั่งลงบนโซฟายาวด้านหน้าห้องผ่าตัดกับพี่ชายเงียบๆ ดวงตาสีนิลยาวรีเหลียวมองดูพี่น้องสองคนที่มีความกังวล ห่วงใยฉายชัดในดวงตาสีน้ำตาลเข้มเกือบดำไม่ต่างกัน ก่อนจะค่อยๆ เดินไปทรุดตัวลงนั่งบนโซฟาเดียวกันใกล้ๆ หญิงสาว

                ขอโทษนะ...มิสเตอร์รักเข้าไปนานหรือยัง ? เสียงห้าวเอ่ยถามขึ้นเรียบร้อย หันไปมองดูชายหนุ่มรุ่นน้องนิ่งๆ

                ประมาณสองชั่วโมงกว่าแล้วครับคุณคิม...

                คงอีกไม่นานหมอคงออกมา... และไม่รู้ด้วยเหตุบังเอิญหรืออย่างไร ประตูห้องผ่าตัดก็เปิดออก พร้อมร่างของนายแพทย์ในชุดคลุมสีเขียวเดินออกมาช้าๆ ก่อนจะปลดผ้าปิดปาก เมื่อพบบุคคลด้านหน้าวิ่งเข้ามาหาทันที

                คุณบดินทร์ปลอดภัยแล้วครับ นายแพทย์ยิ้มอ่อนโยน หากก็เรียกให้ทุกคนเงยหน้าขึ้นขมวดคิ้วเมื่อว่าต่อ แต่...ความกระทบกระเทือนจากรถที่คว่ำ และกลิ้งไปหลายตลบทำให้ร่างกายส่วนล่างเป็นอัมพาตนะครับ...

                เสียงอุทานตกใจของสามคนที่ฟังภาษาไทยออกดังขึ้นพร้อมกัน ก่อนจะเงียบลง ดวงตาสีสวยของหญิงสาวเอ่อคลอด้วยน้ำตา

                มีโอกาสรักษาหายไหมฮะหมอ ? ผู้เป็นบุตรชายตัดสติได้ และถามต่อทันที โดยเอื้อมโอบร่างบางของน้องสาวไว้ด้านหนึ่ง

                คุณบดินทร์เป็นอัมพาตท่อนล่าง หากส่วนเอวขึ้นมายังเป็นปกติ ขยับได้ และพูดได้แน่นอนผมรับรอง ส่วนการรักษาในร่างกายท่อนล่าง หากบาดแผล และกำลังใจท่านดีขึ้น พร้อมจะทำกายภาพบำบัด ผมว่าก็มีหวังครับ แต่อาจจะไม่ร้อยเปอร์เซ็น...ผมเสียใจในเรื่องนี้ด้วยจริงๆ เขากล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบร้อย มีความหวัง และให้กำลังใจมากมาย หากในตอนท้าย คนเป็นหมอก็ไม่อาจตัดความเสียใจไปได้ในส่วนหนึ่ง

                ไม่เป็นไรครับ ผมขอบคุณจริงๆ ที่ช่วยพ่อไว้ได้...

                เดี๋ยวพยาบาลจะออกมาทำเรื่องห้องพักให้นะครับ ผมขอตัว...

                ขอบคุณค่ะ หญิงสาวเอ่ยขึ้นได้ในที่สุด พร้อมยกมือไหว้นายแพทย์หนุ่มใหญ่ที่รับไหว้ก่อนจะเดินกลับเข้าไปด้านในห้องผ่าตัด พร้อมกับพี่ชาย ที่หันกลับไปอธิบายให้กับอีกสองหนุ่มฟังทันที

 

                หญิงสาวนั่งอยู่บนเก้าอี้บุนวมนุ่มสบาย ซึ่งนำมาวางไว้ข้างๆ เตียงพยาบาลที่ปูผ้าสีฟ้าอ่อนพิมพ์ตราและชื่อโรงพยาบาลเอกชนชื่อดังไว้ทั่ว ด้วยดวงหน้าซีดไร้สีเลือดฟาดเช่นทุกวัน มือเรียวจับมือใหญ่หนาของร่างที่นอนหลับสงบนิ่งอยู่บนเตียงนั้น โดยสายตาจับจ้องไปทั่ว มองดูสายน้ำเกลือสีเหลืองอ่อน สายให้เลือดที่หยดลงช้าๆ ด้วยความรู้สึกหนักในอก ก่อนจะก้มลงจูบหลังมือของบิดาเบาๆ

                คุณพ่อคุณปลอดภัย และพักผ่อนเพราะฤทธิ์ยาสบายแล้ว...พี่ชายคุณกำลังฟังคำบอกกล่าวจากตำรวจที่ตรวจพื้นที่เกิดเหตุอยู่ ผมว่า คุณควรเตรียมตัวกลับบ้าน หรือจะหาอาหารทานกันก่อนก็ดีนะ นี่จะสองทุ่มแล้ว... คิม ซอง-ซู กล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน มือใหญ่เอื้อมจับไหล่เรียวบีบเบาๆ ก่อนจะปล่อย ด้วยรู้มารยาทดี

                ค่ะ ขอโทษด้วยที่ทำให้คุณต้องมาลำบากกับเรา ทั้งๆ ที่คุณก็ป่วยอยู่...

                ไม่เลย ทำไมพูดอย่างนั้น และผมก็ไม่ได้เป็นอะไรมาก เมื่อกลางวันทานข้าว ทานยาที่คุณจัดให้ นอนหลับสนิทก็หายดีแล้ว... เขาตอบยิ้มน้อยๆ ทำให้เธอยิ้มได้บ้าง ก่อนจะก้มลงหอมแก้มผู้เป็นพ่อ และกล่าวลาเบาๆ

                หนูกลับบ้านก่อนนะคะ อายศจะอยู่เฝ้าพ่อค่ะ เพราะว่า พี่ปราชญ์ต้องเข้าประชุมบอร์ดด่วนพรุ่งนี้เช้า และเขาก็ไม่ให้ผู้หญิงเฝ้าไข้ผู้ชายด้วย มีแต่พยาบาลที่อยู่ได้ อายศก็เลยอาสาค่ะ พรุ่งนี้หนูจะมาเยี่ยมคุณพ่อใหม่นะคะ คุณพ่อต้องตื่นขึ้นมาพูดกับหนูกับพี่ปราชญ์นะคะ... เธอบอกด้วยเสียงอ่อนใสเบาๆ ดวงตาสีสวยเอ่อคลอด้วยน้ำตาบางๆ ก่อนจะสูดลมหายใจลึก และยิ้มกับร่างหนาที่นอนหลับอยู่บนเตียงน้อยๆ

                เราหาอะไรทานก่อนกลับบ้านก็ได้ค่ะ ฉันก็หิว และจะได้มีแรงสู้ต่อด้วย เธอว่าสดใส ยิ้มน้อยๆ ที่แม้จะอ่อนล้า หากก็ทำให้คนมองยิ้มด้วยได้บ้าง

                ดีครับ ผมไม่อยากให้คุณเป็นอะไรไปอีกคน

                ค่ะ เธอตอบรับ และเดินเคียงกับเขาออกไปด้านนอก ในส่วนห้องรับแขก ที่พี่ชายกำลังนั่งคุยอยู่กับลุงโต อายศ และชาน เต-กู

                ตำรวจกลับไปแล้วหรือคะ ?

                จ้ะ เราก็กลับกันเถอะ พี่ให้อายศออกไปซื้อเสื้อผ้าเครื่องใช้มาแล้วล่ะ ชายหนุ่มตอบน้องสาวยิ้มอ่อนๆ

                หนูว่ากับคุณคิมว่าจะไปหาอะไรทานกันก่อน ดีไหมคะพี่ปราชญ์ เราจะได้มีแรงสู้กันต่อไงคะ !” เธอว่า พลางยกมือขึ้นชูกำปั้นน้อยๆ ระดับหน้า

                ดีจ้ะ...พี่ก็สั่งอาหารให้อายศแล้ว เราก็ไปหาอะไรทานกันบ้างก็ดี ปาณบดีบอกยิ้มน้อยๆ ก่อนจะลุกขึ้นจากโซฟาเดี่ยวในส่วนรับแขก ก่อนจะหันไปยิ้มให้ลุงโต และชาน เต-กูที่ยืนอยู่ใกล้ๆ

                อายศต้องทานข้าวให้เรียบร้อยนะจ้ะ อย่ากังวลเกินไปนะ

                ครับคุณหนู เขาตอบคุณหนูของบ้านยิ้มน้อยๆ ก่อนจะปิดประตู เมื่อเจ้านาย และเพื่อนออกไปแล้ว ด้วยดวงหน้ายิ้มอ่อนๆ เพื่อทำหน้าที่ของตนเองต่อไป

 

                แสงไฟจากโคมไฟสนามรอบสวนสวยของคฤหาสน์หลังใหญ่ ซึ่งเป็นบ้านแสนสุข ที่อบอวลไปด้วยความรัก ความสนุกสนาน และน้ำใจจากทุกคนในบ้านหลังใหญ่ แม้จะไม่ได้เป็นสายเลือดเดียวกัน และมีฐานะตำแหน่งต่างกัน หากทุกคนก็เป็นครอบครัวของปภาวดี ทุกคนเสียใจกับเหตุการณ์ในวันนี้ แต่เธอก็ได้แต่ยิ้มอ่อนบางเสมอ ด้วยหัวใจที่แม้จะหนักอึ้งกว่าที่เคยเป็น หากก็รู้ดีว่า มันโชคดีเพียงใดที่พ่อของเธอไม่เสียชีวิต หรือมีอาการสาหัสมากกว่าที่เป็นนี้

                ฉันหวังขอให้มีโชคในเรื่องร้ายๆ ที่พวกเรากำลังเผชิญกันบ้างนะคะพระเจ้า... มือเรียวกุมไว้หน้าอก ดวงตาสีสวยจับจ้องดวงดาวน้อยๆ ดวงหนึ่งที่ส่องแสงวิบวับที่สุดอยู่บนท้องฟ้า โดยมิรู้เลยว่า บนเฉลียงตึกร่างสูง แห่งแขกผู้มาพักอาศัยยืนมองเธอด้วยดวงตาครุ่นคิด และมีแววห่วงใยมากมายมองมาหา

                คิม ซอง-ซู ถอนหายใจกับตนเองในความมืดสลัวที่ปกคลุมอยู่รอบด้าน แม้ตลอดเฉลียงของตึกจะมีโคมไฟน้อยๆ ตลอดแนว หากก็ไม่ได้สว่างมาก จนผู้อยู่ไกลออกไปจะมองเห็นชัดว่ามีคนยืนอยู่ เขาไม่อยากบอกกล่าวกับหญิงสาว เหมือนที่ปาณบดีคิดไว้ เมื่อรับรู้จากตำรวจว่า อุบัติเหตุครั้งนี้อาจเป็นการลอบสังหาร หลังตำรวจกลับมาพบกับเขา เมื่อบดินทร์ออกจากห้องผ่าตัด

                ศัครูของพ่อคุณเล่นแรงไปแล้วจริงๆ ปูเป้... ผมไม่ปล่อยไว้แน่...

                ดวงตาสีดำสนิท แลลึกยิ่งขึ้น ปากหยักลึกยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย เขาหาข้อมูลไม่ยากกับฐานะที่มีในมือ ผู้ชายที่ชื่ออานุภาพคือเป้าหมายต่อไปที่จะต้องสั่งสอน...

 

........................................

 

เรื่องราวจะเป็นอย่างไรต่อไป !

ต้องติดตามค่ะ -*-

 

ขอโทษนะคะที่หายไปนานเลยสำหรับเรื่องนี้

ยังไงก็ไม่ทิ้งไปหรอกค่ะ

เพียงแต่สมองมันแบ่งภาคลำบาก

ขอเขียนเป็นเรื่องๆ ก่อน ก็จะหนักไปทาง ตะวันแห่งหัวใจ

เพราะว่า เรื่องนั้นลงไว้นานแล้ว แหะ แหะ...

 

ยังไงก็ขอบคุณผู้อ่านทุกท่านที่ติดตามค่ะ

อย่าทิ้งกันนะ *.* (ออดอ้อน...)

 

 

 

331 ความคิดเห็น