ณ ที่ปลายขอบฟ้า

ตอนที่ 5 : หนีเที่ยว !

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,047
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    7 พ.ค. 49

- 5 -

หนีเที่ยว !”

 

                แสงแฟลชจากกล้องถ่ายรูปมากมายส่องแสงวูบวาบไม่ขาดระยะ ตลอดเวลาดำเนินงานการแถลงข่าวเรื่องการเซ็นสัญญาร่วมทุนของบริษัทสื่อสารมวลชนรายใหญ่ของไทยกับเกาหลี ซึ่งถูกจัดขึ้นภายในห้องจัดเลี้ยงของโรงแรมหรูใจกลางกรุงเทพฯ ย่านปทุมวัน  

                ตั้งแต่บดินทร์ และคิม ซอง-ซูปรากฏตัว พร้อมด้วยปาณบดี กับชาน เต-กูนั้น ไม่มีช่วงใดที่จะไม่มีแสงแฟลชส่องวูบขึ้นมา และภาพความวุ่นวายย่อยๆ ที่เกิดขึ้นอยู่ด้านหน้าเก้าอี้ของแขกผู้มาร่วมงาน และสักขีพยานที่ผู้จัดงานเชิญมานั้น แม้คณะนักข่าวทั้งหลายจะอยู่ในที่ทางของพวกตน หากเสียงการตั้งคำถาม และเสียงแฟลชก็ทำให้ปภาวดีรู้สึกเหนื่อยใจไปไม่น้อยไม่กว่าผู้เป็นพ่อ และพี่ชายของเธอ รวมไปถึงสองหนุ่มคนดังจากแดนไกล ที่ต้องนั่งอยู่บนเวทีตอบคำถาม และพวกเขาคงแสบตาไม่น้อยกับแสงแฟลชที่ยิงไม่ได้หยุด

 

                สายตาสีนิลคู่งามทอดมองบุคคลสำคัญบนเวที พลางมองป้ายชื่อที่ทางฝ่ายจัดงานของทางโรมแรมลงทุนสั่งทำขึ้นมา เป็นป้ายพลาสติกใสสลักเนื้อพลาสติกลงไปเล็กน้อยและลงสีบนอักษรที่สลัก เพื่อให้เห็นชัดเจนเป็นภาษาอังกฤษแล้วก็ต้องนึกชมอยู่ในใจว่า ประธานคิมลงทุนกับงานแถลงข่าวนี้มากเหลือเกิน

                หญิงสาวส่ายหน้ายิ้มน้อยๆ ด้วยความรู้สึกเย้ยหยันความล้มเหลวที่เกิดขึ้นกับตระกูลของเธอ หากแววเยาะเย้ยก็เกิดขึ้นเพียงแวบเดียว เมื่อเธอรู้สึกแปลกใจกับนามสกุลของเตกู และป้าจีอินที่นั่งอยู่ถัดจากเธอไปเพียงเก้าอี้ตัวเดียวที่เด็กหญิงคิม เฮ-วอนนั่งอยู่

                เอ่อ...ป้าจีอินคะ ? เธอหันไปเรียกอีกคนที่อาวุโสกว่าเรียบๆ อย่างเกรงใจ

                คะคุณหนู ? ชาน จี-อิน หันมายิ้มรับ และก้มศีรษะเล็กน้อยให้กับเธอ

                ผู้หญิงเกาหลีแต่งงานแล้วไม่ต้องเปลี่ยนนามสกุลตามสามีไม่ใช่เหรอคะ ? แต่ลูกจะใช้นามสกุลสามี แล้วทำไมป้าจีอิน กับคุณเตกูถึง...

                อ๋อ...ดิฉันมีนามสกุลเหมือนสามีเองค่ะ ก็เลยดูเป็นครอบครัวแปลกๆ อยู่... หล่อนตอบยิ้มน้อยๆ ในความสงสัยของหญิงสาวที่ช่างสังเกต และดูจะรับรู้ถึงวัฒนธรรมของเกาหลีอยู่ไม่น้อย

                หญิงสาวพยักหน้ารับ ยิ้มกว้างไปหาด้วยความเข้าใจ ก่อนจะหันไปสนใจงานแถลงข่าวเบื้องหน้าอีกครั้ง อย่างตั้งใจ ด้วยความสงสัยว่า คำถามมากมายที่นักข่าวยิงคำถามออกมานั้น เธอเองนั่งอยู่เงียบๆ ยังฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง หากแต่ทำไมบุคคลที่อยู่บนเวทีที่กดดันนั้น ถึงสามารถควบคุมสติกันได้อย่างน่าทึ่ง...

                พี่ปูเป้คะ ! หนูเบื่อ... เสียงเบื่อหน่ายของคิม เฮ-วอนทำให้หญิงสาวหลุดจากความคิดของตน และหันมามองเด็กหญิงตัวน้อยที่นั่งอยู่ข้างๆ ด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน และขบขัน

                ไปหาขนมทานกันไหมจ๊ะ ?

                ไปค่ะ ! ไปเลยนะคะ !” เด็กน้อยร้องตอบสดใส ดวงตากลมสีดำสนิทฉายแววสนุกสนาน ก่อนจะหันไปมองป้าจีอินที่นั่งส่ายหน้ายิ้มอยู่ข้างๆ

                ไปได้ใช่ไหมคะ ?

                ไปได้ค่ะ แต่คุณหนูต้องไม่ซน จนคุณพี่ปูเป้เวียนหัว ชาน จี-อินพูดเสียงอ่อนหวาน ทำให้คนฟังตัวน้อยพยักหน้ารับทันที

                ป้าไม่ไปด้วยกันเหรอคะ ? หญิงสาวถามผู้ดูแลเด็กหญิงที่ไม่ได้เตรียมตัวหยิบกระเป๋าจะลุกขึ้นตามเธอ

                เดี๋ยวคุณคิมจะตามหาค่ะ ดิฉันขออยู่รอที่นี่ดีกว่า หญิงสาวยิ้มรับรู้ ก่อนจะขอตัวค่อยๆ ลุกขึ้นจากเก้าอี้ที่นั่ง และหันไปจูงมือน้อยๆ ของเฮวอน พากันเดินเลี่ยงออกไปจากห้องแถลงข่าว หากแต่ภาพของเธอก็ไม่ได้หลุดออกไปจากสายตาของคนตัวสูงใหญ่ ที่นั่งอยู่บนเวทีเลย แม้คนในห้องนั้นจะมากเพียงใด

 

                หญิงสาวพาเด็กหญิงตัวน้อยมานั่งในร้านเบอร์เกรี่ของทางโรงแรม กลิ่นแป้งขนม และกลิ่นไอศกรีมหลากรสทำให้เด็กหญิงนั่งเตะขาน้อยๆ อยู่บนเก้าอี้ยิ้มร่าด้วยความสนุก เมื่อบนโต๊ะกระจกสีสดใสตรงหน้ามีขนมเค้ก และถ้วยไอศกรีมทรงสูงตั้งอยู่

                ทานสิค่ะ !” ปภาวดีบอกยิ้มขันๆ ระหว่างยกมือขึ้นจับช้อนไอศกรีมของตนเองเหมือนกัน

                ค่ะ !”

                หญิงสาวยิ้มตามไปกับความสดใสของเด็กหญิงตรงหน้า ความไร้เดียงสา และอารมณ์ร่าเริงแจ่มใสมากมาย เพียงได้ของถูกใจ แม้จะไม่ได้แพงอะไร ยิ่งทำให้เธอยิ้มกับคนตรงหน้าที่เข้ามามีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ ตามเวลาที่เธอได้ใช้ร่วมกัน โดยไม่ทันได้เข้าใจความรู้สึกตนเอง...

                เฮวอนคุยเล่นกับปภาวดีด้วยเสียงดังฟังชัด จนพนักงานในร้านต่างงุนงง เมื่อนึกทวนว่า เมื่อครู่หญิงสาวสั่งรายการของว่างเป็นภาษาไทย และเด็กหญิงตัวเล็กน่ารักน่าเอ็นดูก็มีเค้าโครงเป็นคนเอเชีย หากแต่ทำไมเด็กหญิงถึงพูดคุยกันเป็นภาษาอังกฤษคล่องแคล่วแต่เล็กขนาดนี้

                เฮวอน...ทานเสร็จเดี๋ยวเราไปเที่ยวห้างกันดีไหม ? คำชวนของหญิงสาวทำให้คนฟังตัวเล็กตาโต ยิ้มกว้างด้วยความสนใจ

                ไปค่ะ ! แต่...พี่ปูเป้จะไม่รอพวกคุณลุงรัก กับคุณพ่อเหรอคะ ?

                ไม่เป็นไรหรอกค่ะ คงอีกนานกว่าจะเสร็จงาน แล้วเดี๋ยวเราก็โทร.ไปบอกป้าจีอินไว้ด้วยก็ได้... เธอบอกเสียงอ่อนยิ้มน้อยๆ เมื่อเห็นคนฟังตัวน้อยพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้มสดใส

                หลังชำระเงิน และจัดการเก็บกระเป๋าสตางค์ลงกระเป๋าสะพายเรียบร้อย หญิงสาวก็ลุกขึ้น พร้อมจับจูงมือเล็กๆ ของคิม เฮ-วอน พาเดินออกไปทางประตูโรงแรมด้านข้าง...

 

                ปภาวดีลืมคิดถึงชุดที่เธอสวมใส่มาวันนี้ ซึ่งเป็นเดรสสายเดี่ยวผ้าเนื้อบาง ทิ้งตัวกรุยกรายเหนือเข่าสี Old Rose ริบบิ้นที่เย็บรูดอยู่ใต้อกสีส้มเข้ม ยิ่งเน้นทรงให้เธอดูน่ามอง ด้วยสรีระที่สมบูรณ์ ผิวขาวผุดผ่อง และเรียวขาขาวเนียนที่ก้าวเดินก็มั่นคง จนผู้คนที่เดินผ่านไปมาต้องเหลียวมอง เพราะไม่ใช่เรื่องปกติที่หญิงสาวแต่งกายหรูหราจะมาเดินตากแดดตากลมในซอยที่ได้ชื่อว่ามีแต่วัยรุ่นมาเดินเที่ยวให้แมวมามอง

                เฮวอนเงยหน้าขึ้นยิ้มกับหญิงสาวที่จูงมือเธอไม่ได้ปล่อยบ่อยครั้ง เพราะเด็กหญิงตัวน้อยรู้สึกได้ถึงสายตาของผู้คนที่เหลียวมองดูพวกเธอ อาจจะด้วยการแต่งกาย หรืออาจจะด้วยตกใจที่หญิงสาวหน้าอ่อนเยาว์เดินจูงมือเด็กหญิงมาก็ได้

                คนมองกันใหญ่ สงสัยเขาต้องคิดว่าหนูเป็นลูกพี่ปูเป้แน่เลย... เสียงใสพูดขึ้นอย่างไร้เดียงสา และหัวเราะขัน หากคนฟังกลับเพียงยิ้มรับ

                อาจจะใช่...แต่พี่ว่า เพราะชุดที่พวกเราใส่มากกว่า... เธอบอก เพราะเฮวอนก็อยู่ในชุดกระโปรงตัวติดกันสีชมพูอ่อน กระโปรงบานด้วยชั้นในหลายชั้น และประดับชายกระโปรงด้วยริบบิ้นที่จับเป็นกุหลาบเล็กๆ หลากสี มองอย่างไรก็เหมือนพวกเธอมางานใหญ่ในโรงแรมมากกว่าจะมาเดินเที่ยวเล่นอยู่แถวนี้

                เด็กหญิงบุ้ยปาก พลางก้มลงมองชุดตัวเอง ชุดก็สวยออก เขาจะมองกันทำไมคะ ?

                ก็เพราะชุดสวยไงค่ะ แต่มันเป็นชุดใส่ในงานเลี้ยง แต่ตอนนี้เรากำลังเดินอยู่กลางแจ้ง เดี๋ยวเข้าห้างก็ไม่มีสายตามองเราแปลกๆ แล้วล่ะ เธอยิ้มขันกับคำถามของเด็กหญิง ก่อนจะอธิบายเรียบๆ และพาคนตัวเล็กที่เดินจูงมากันมาขึ้นบันไดเลื่อนของสถานีรถไฟฟ้า เพื่อข้ามไปห้างสรรพสินค้าใหญ่ฝั่งตรงข้าม

 

                ความเย็นจากเครื่องปรับอากาศภายในห้างสรรพสินค้าทำให้เด็กหญิงสูดหายใจลึก และทำเสียงถอนหายใจอย่างสดชื่น จนหญิงสาวอดหัวเราะเอ็นดูแกไม่ได้

                สดชื่นขึ้นไหมล่ะ ? เมืองไทยร้อนไปหน่อย... หญิงสาวคุยด้วยเรียบๆ

                ไม่หน่อยหรอกค่ะ...แต่เวลาหน้าร้อนที่เกาหลีก็ร้อนเหมือนกัน แต่ส่วนมากหน้าร้อนฝนจะตกด้วยน่ะค่ะ เด็กหญิงบอก และทำท่าทางครุ่นคิดถึงฤดูกาล จนคนมองดูยิ้มขัน

                แล้วเฮวอนชอบฤดูอะไรคะ ?

                หนูชอบฤดูใบไม้ผลิค่ะ !” เสียงแจ่มใสตอบมาด้วยรอยยิ้มอิ่มเอม จนคนมองพลอยยิ้มไปด้วย

                ทำไมถึงชอบล่ะคะ ?

                ก็...หิมะจะละลาย แล้วก็จะมีดอกไม้ใบไม้สีสวยๆ ออกดอกผลิใบกันเต็มเลย หนูชอบค่ะ คนตอบมีแววตาเป็นประกาย ก่อนจะหันมาหาคนที่นั่งมองอยู่ข้างๆ บนม้านั่งที่ห้างสรรพสินค้าจัดวางไว้ตามทางเดินตาแป๋ว แล้วพี่ปูเป้ชอบฤดูอะไรคะ ?

                หญิงสาวยิ้มน้อยๆ ชอบฤดูหนาวค่ะ ไม่ว่าที่ไหนก็ชอบฤดูหนาว... เธอหันไปบอก ก่อนจะคิดถึงอะไรบางอย่างที่ทำให้ยิ้มได้ หากก็หยุดลง เมื่อคนตัวเล็กข้างๆ กระโดดลงจากม้านั่งวิ่งตามตัวตุ๊กตาที่มีคนอยู่ภายใน เพื่อประชาสัมพันธ์กิจกรรมแผนกของเล่นเด็ก

                พี่ปูเป้คะ !” เสียงที่เรียกเธอเต็มไปด้วยพลังของความร่าเริง สดใส รอยยิ้มกว้างขวางที่ส่งมาหาเธอทำให้เธอรู้สึกอิ่มใจไปด้วย

                รับลูกโป่งสิคะ เขาให้ค่ะ เธอบอกยิ้มๆ โดยหันไปยิ้ม และก้มศีรษะให้กับบุคคลที่ทำหน้าที่สร้างความสนุก และรอยยิ้มให้ผู้คน หากเธอทราบดีว่า ผู้ที่สวมใส่ชุดนั้นหนัก และร้อนแค่ไหน ซึ่งการที่เธอยิ้ม และก้มศีรษะให้กับเขานั้น ยิ่งทำให้เขาทำท่าทางขอบคุณ และยื่นลูกโป่งสีสดใสที่มีก้านพลาสติกมาให้อีกหนึ่งใบ

                คิม เฮ-วอนยิ้มรับ เมื่อเอื้อมมือไปรับลูกโป่งมา ก่อนจะเอื้อมมือไปจับมือ และโอกกอดร่างอวบอ้วนนุ่มนิ่มของชุดตุ๊กตาวัวนั้น ด้วยความชื่นชอบ จนหญิงสาวอดไม่ได้ที่จะเปิดกระเป๋าสะพาย และหยิบโทรศัพท์มือถือออกมา เพื่อถ่ายรูปของเด็กหญิงกับตุ๊กตาตัวใหญ่ไว้

 

                ปภาวดีพาเฮวอนมาที่แผนกของเล่นเด็ก โดยที่มีสายตาหลายสิบคู่จับจ้องมองดูเธอ และเด็กหญิงตัวน้อยที่มีรูปร่างหน้าตาเป็นคนเอเชีย หากการพูดคุยระหว่างกันนั้น กลับเป็นภาษาอังกฤษ และยิ่งสิ่งที่ทำให้เธอเป็นจุดสนใจมากยิ่งขึ้นก็คือ เมื่อเวลาเธอพูดคุยซักถามกับพนักงานขายนั้น เธอกลับพูดภาษาไทยชัดแจ๋ว...

 

                หลังงานแถลงข่าวจบลงบดินทร์รับรู้จากคิม ซอง-ซูที่ไปคุยกับชาน จี-อิน ว่าบุตรสาวของเขาพาเด็กหญิงตัวเล็กไปห้างสรรพสินค้าฝั่งตรงข้าม ชายชราส่ายหน้าเหนื่อยๆ

                ไม่เป็นไรหรอกมิสเตอร์รัก...ลูกสาวผมเป็นคนบอกว่าเบื่อเอง คุณปูเป้เธอคงอยากพาแกไปเดินเล่น ชายหนุ่มบอกเรียบๆ พร้อมรอยยิ้ม ระหว่างรับถ้วยกาแฟจากพนักงานโรงแรม ซึ่งยกของว่างเข้ามาบริการในห้องรับรองแขก วีไอพี.

                เฮ้อ...แต่ก็ไปหน้าหายไปกันอย่างนี้...ลูกสาวผมก็ใช่จะกลับเมืองไทยบ่อยๆ เขาไม่ได้กลับมาตั้งสามปีแล้ว อะไรๆ มันเปลี่ยนไปเยอะ เดี๋ยวก็ได้พากันหลงทาง...

                ชายหนุ่มมองดูความเป็นห่วงของผู้เป็นพ่อที่มีลูกสาวโตจนเธอบรรลุนิติภาวะแล้วด้วยรอยยิ้มที่เขาก็คงไม่ทันรู้ตัวว่า มันช่างอ่อนโยนกว่าที่ใครๆ เคยเห็น

                อย่างนั้น...เราก็ไปห้างฯ ที่เธอบอกไว้กับป้าจีอินสิครับ...

                ประโยคนั้นทำให้คนที่เป็นห่วงหันไปมองผู้เสนอความคิดเต็มตา

                จริงสิฮะพ่อ ก็ไปกันให้หมดนี่แหละ จะได้พาประธานคิมเที่ยวด้วยไงฮะ ปาณบดีเห็นด้วย พร้อมหันไปยิ้มให้ชายหนุ่มที่อาวุโสกว่าเล็กน้อย

                สองแม่ลูกตระกูลชานต่างหันมองหน้ากันพร้อมรอยยิ้ม เพราะรับรู้ได้ว่า ทำไมเจ้านายถึงเสนอให้ทุกคนไปห้างสรรพสินค้านั้นเร็วๆ...

 

                ความวุ่นวายที่มาพร้อมเสียงอันดังกึกก้องภายในแผนกของเล่นเด็กที่มีกิจกรรมส่งเสริมการขายอยู่บนเวทีทำให้ปภาวดีไม่ได้ยินเสียงโทรศัพท์มือถือ และไม่ทันรู้สึกถึงการสั่นของเครื่องมือสื่อสารเครื่องเล็กอันทันสมัยได้ จนเธอคิดจะถ่ายรูปเฮวอนที่กำลังนั่งระบายสีกรอบรูปพลาสติกใสอยู่ด้วยใบหน้ายิ้มแย้มสนุกสนาน เธอจึงเห็นสัญลักษณ์สายที่ไม่ได้รับถึงสิบสามสาย...

                ตายจริง !” เสียงใสอุทานออกมาด้วยความตกใจ เมื่อเห็นเลข และหมายเลขโทรศัพท์ของผู้เป็นพ่อ

                ดวงตาสีสวยปิดลง พร้อมหายใจลึกๆ ก่อนจะลืมตาขึ้นมองดูเด็กหญิงตัวน้อยที่ระบายสีเสร็จ และกำลังไปให้พนักงานที่คุ้มบูธนั้นเคลือบสีอยู่ โดยที่เธอกำลังรอการรับสายจากพ่อของตน

 

                บดินทร์กระวนกระวายใจมากกับการที่บุตรสาวไม่ยอมรับโทรศัพท์ เขาหันไปหันมาเดินวนเวียนอยู่บริเวณว่างของชั้นผลิตภัณฑ์เครื่องใช้สตรี โดยมีสายตาอีกสามคู่ช่วยกันมองหา หากก็ไม่พบ และไม่มีวี่แววเสียด้วยซ้ำ ในเมื่อวันนี้เป็นวันธรรมดา และลูกค้าในชั้นนี้ก็น้อยเหลือเกิน ขนาดที่ว่าพวกเขาเดินสำรวจทั้งชั้นก็พบแต่คนเดิมๆ

                เสียงโทรศัพท์ที่ดังออกมาจากกระเป๋าเสื้อสูททำให้บดินทร์รีบล้วงมือเข้ามาหยิบออกมา และเมื่อพบว่าผู้โทรมานั้นเป็นใครก็รีบกดรับทันที

                ปูเป้ ! ลูกอยู่ที่ไหน ?!”

                เสียงตะโกนถามที่ไม่ได้ตั้งใจให้ดัง กลับทำให้คนรอบกายตกใจ เพราะไม่บ่อยนักหรอกที่ชายชราผู้นี้จะขึ้นเสียงกับอารมณ์โกรธ

                เข้าใจแล้ว พ่อก็อยู่ที่นี่ เดี๋ยวจะขึ้นไปหานะ อย่าเพิ่งไปไหนกันล่ะ...

                คิม ซอง-ซูมองดูอาการของชายชราที่สงบลง และเก็บโทรศัพท์มือถือเข้ากระเป๋า พร้อมหันมาหาเขาด้วยรอยยิ้มน้อยๆ

                อยู่กันที่แผนกของเล่นเด็ก เห็นบอกว่าเขาจัดกิจกรรมพิเศษอยู่...หนูเฮวอนกำลังระบายสีเล่นอยู่ด้วยน่ะ

                อ๋อ...คงเสียงดัง เธอก็เลยไม่ได้ยินเสียงเรียกโทรศัพท์ที่คุณโทร.ไปหา เสียงห้าวของชายหนุ่มทำให้คนฟังถอนหายใจเบาๆ ด้วยความรู้สึกผิด เพราะเขาโมโหกับการที่ลูกสาวไม่รับโทรศัพท์มากไปจริงๆ

 

                คิม เฮ-วอนวิ่งเยาะๆ จากโต๊ะใหญ่ของบูธระบายสีกรอบรูปพลาสติกมาหาหญิงสาวที่พามาเล่นอยู่ที่นี่ด้วยรอยยิ้มกว้าง พร้อมกางอ้อมแขนกอดคอเธอไว้ เมื่อเห็นว่า อีกฝ่ายยิ้มรับ และกางแขนออกมารับ หากจริงๆ แล้วปภาวดีเพียงคิดว่า เด็กหญิงจะส่งกรอบรูปให้เธอ แต่โดยไม่ทันตั้งตัว ร่างเล็กๆ นั้นก็กระโดดเข้ามากอดเธอไว้แล้ว จนเธอต้องรีบโอบแขนเข้า เพื่อไม่ให้เด็กหญิงตกลงพื้น และอุ้มเธอขึ้นมานั่งอยู่บนตัก และความที่ไม่ได้สนใจคนรอบข้าง หญิงสาวจึงไม่รู้ว่า ภาพของเธออยู่ในสายตาของทุกคนที่มาตามหาเธอ และเด็กหญิงตัวน้อยชัดเจน...

                สวยไหมคะ ?

                สวยค่ะ...เฮวอนจะเอาไปใส่รูปใครเอ่ย ?

                เด็กหญิงทำท่าครุ่นคิด ก่อนจะเงยหน้ามายิ้มกว้างให้ เราไปถ่ายรูปกันนะคะ หนูจะได้ใส่รูปหนูกับพี่ปูเป้ไงค่ะ ! เป็นที่ระลึก... เสียงบอกเจื่อนแจ่ว ไร้เดียงสาทำให้คนฟังยิ้มรับพลางโอบกอดเธอโยกไปมาช้าๆ

                เตรียมตัวกลับดีกว่าค่ะ เมื่อกี้คุณลุงรักโทร. มา ว่าพวกท่านมาหาเราที่นี่แล้วนะ...

                โห...ยังไม่ได้ทำอะไรเลยนะคะ...

                ก็ระบายสีแล้วไงค่ะ

                อย่างเดียวเอง... เสียงเด็กหญิงว่าอ่อยๆ ทำหน้ามุ่ย

                ลูกโป่งก็ได้นะคะ หญิงสาวพยายามปลอบ หากก็ต้องสะดุ้ง

 

                ลูกอยากได้อะไรอีกล่ะเฮวอน ? หนีพ่อมาเที่ยวแล้วยังไม่พอเหรอจ๊ะ ? เสียงห้าวของชายหนุ่มที่เธอเริ่มจำได้ดังขึ้น ก่อนที่เธอจะทันเห็น และก็ต้องตกใจ เมื่อเห็นผู้เป็นพ่อ และพี่ชายมองมาหาแปลกๆ

                คุณพ่อ !” เฮวอนอุทานเรียกอย่างตกใจ หากก็ไม่ได้ลุกจากตักของหญิงสาวที่เธอนั่งอยู่

                มาหาพ่อเถอะ พี่ปูเป้คงหนัก... เขาบอกเรียบๆ พลางเอื้อมมือออกไป เพื่อจะอุ้มเด็กหญิงขึ้นมา หากก็ต้องชะงัก

                ไม่เอา...หนูยังไม่อยากกลับ อยู่กันก่อนไม่ได้เหรอคะ ?

                เฮวอน...คุณลุงรักไม่ค่อยแข็งแรงนะ วันนี้เรายุ่งกันมาตั้งแต่เช้าแล้ว นี่จะบ่ายสองอยู่แล้วด้วย ซองซูใจเย็นพูดเรียบๆ กับลูกสาวตัวน้อย หากแกก็ยังทำหน้ามุ่ย และกอดแขนปภาวดีอยู่ไม่กระดิก

                ไม่เป็นไรหรอกคุณคิม...อยู่ก็ได้ ผมไม่ได้เดินห้างฯ นานแล้วเหมือนกัน ไหนๆ มาแล้วก็ถือว่าพาพวกคุณมาทัวร์...อุดหนุนสินค้าไทยกันหน่อยดีไหม ? บดินทร์หันไปพูด และจับต้นแขนคนหนุ่มไว้หลวมๆ

                คนฟังส่ายหน้ายิ้มๆ ก็ได้ครับ...ถ้าคุณสะดวก และยังสบายดีอยู่... เขาเอ่ยด้วยความห่วงใยจริงๆ โดยที่ทุกคนรับรู้ได้

                สบายดีครับ ไม่ต้องห่วง...ถึงผมจะแก่แล้ว แต่ก็ยังมีไฟอยู่บ้าง... คำพูดติดตลกทำให้ทุกคนที่ฟังหัวเราะกันเบาๆ ยกเว้นเฮวอน

                ขำอะไรกันเหรอคะ ?

                ไม่ใช่เรื่องของเด็กจ้ะ !” คนเป็นพ่อหันไปจุ๊ปาก ก่อนจะยื่นมือออกไปหา

                ลงมาหาพ่อเถอะ พี่ปูเป้หนักแย่แล้ว เราจะได้เดินดูของกันไง

                ก็ได้ค่ะ แต่หนูจะเดินกับพี่ปูเป้...คุณพ่อไปเดินกับคุณลุงรักเถอะค่ะ

                คำตอบของเด็กหญิงเฮวอน และการกระโดดลงจากตักของหญิงสาวทันทีที่พูดจบทำให้คนฟังได้แต่ส่ายหน้าหัวเราะ ยกเว้นแต่ผู้เป็นพ่อที่ถูกลูกสาวสุดที่รักหักหน้าที่ ถอนหายใจเสียงดัง อย่างตั้งใจ แต่ก็อดอมยิ้มไม่ได้ ที่ดูว่าลูกสาวของตนจะติดหญิงสาวคนนี้แจ...

 

                ปาณบดีมองดูผู้เป็นพ่อด้วยสายตาห่วงใย หากความห่วงใยนั้นผู้มองรับรู้ได้ว่า บุตรชายคนโตกำลังลังเล และอยากจะพูดเรื่องอะไร

                คิม ซอง-ซูเดินอยู่ข้างๆ บุตรสาวตัวน้อย หากสายตาที่หันมาพูดคุยกันแกนั้น เขาก็เหลือบแลเลยไปยังปภาวดีทุกครั้ง และรอยยิ้มอบอุ่น อ่อนโยน ซึ่งแปลกประหลาดสำหรับคนเย็นชาเช่นเขาแสดงออกมายิ่งทำให้ชายชรานึกหวั่นใจ แต่ก็ไม่อยากตีโพยตีพายไปก่อน...

 

                อย่าคิดมากน่ะปราชญ์...

                แต่ประธานคิมไม่เคยยิ้มแบบนั้นนะฮะพ่อ... เสียงบุตรชายที่ดูกังวลทำให้เขาอดที่จะมองดูสายตาของชายหนุ่มนักธุรกิจจากแดนไกลไม่ได้

                เฮ้อ...ถ้ามันเป็นอย่างเราคิด ก็ดีไม่ใช่เหรอที่จะมีตำนานรักแรกพบขึ้นมาอีกสักคู่น่ะ ?!”

                พ่อฮะ ! อย่าล้อเล่นสิ...

                ปราชญ์...อย่าตีตนไปก่อน...น้องเราเขาไม่หลงเสน่ห์ใครง่ายๆ หรอก... หรือจะหลงรัก หลงใหลกันจริง น้องก็ต้องคิดว่า ถ้าไปอยู่ที่เกาหลีจะอยู่อย่างไร...เชื่อพ่อเถอะว่า มันไม่เร็ว และไม่ง่ายนักหรอกลูก... บดินทร์พูดเรียบราบตามประสา หากแต่ในใจก็นึกหวั่นอยู่ไม่น้อยว่า หากคนสองคนที่เดินอยู่เบื้องหน้าจะรักกันจริงๆ หนทางข้างหน้าจะเรียบง่าย สะดวกสบายดีไหม...

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

331 ความคิดเห็น