ณ ที่ปลายขอบฟ้า

ตอนที่ 3 : แรกพบ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,257
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    3 เม.ย. 49

-3-

แรกพบ

 

                ความเย็นจากสายลมหนาวทำให้ผู้คนมากมายหลายร้อยหลายพันคนที่เดินอยู่บนทางเท้าในถนนสายหลักของเมืองปารีส ประเทศฝรั่งเศส ต่างสวมใส่เสื้อโค้ทตัวยาวหลากหลายสีสัน จนสภาพอากาศขุ่นมัวจากหมอกบางๆ ดูสดใสขึ้น ด้วยแฟชั่นที่สื่อออกจากตัวตนของแต่ละคน โดยเฉพาะพวกคนหนุ่มสาวในวัยรุ่นที่แต่งกายทันสมัย หรืออาจจะมีนำสมัย จนคนอื่นๆ ต้องเหลียวมอง

                ร้านกาแฟและเบเกอร์รี่ร้านใหญ่ริมถนน ตกแต่งด้วยสไตล์ยุโรปแท้ๆ แต่แฝงความน่ารักอย่างห้องนอนของเด็กๆ ไว้ได้อย่างลงตัว ด้วยโต๊ะไม้สีอ่อนทรงกลม กับเก้าอี้สานด้วยเส้นพลาสติกสีสดใสหลากหลาย เฉลียงที่ยื่นอยู่ด้านหน้าร้านขอบรั้วที่กั้นระหว่างทางเท้าคนเดิน กับเขตของร้านเป็นรั้วไม้สีน้ำตาลดำมีดอกไม้หลากสีเลื้อยรอบจนแทบมองไม่เห็นสีของรั้ว ทำให้ดูแปลกตา และสดชื่นเวลามอง ลูกค้ามากมายหลายกลุ่ม ทั้งคนพื้นเมือง และนักท่องเที่ยวต่างนั่งดื่นกินกันอย่างสบายอารมณ์ ด้วยกลิ่นหอมของกาแฟ และขนมปังอบนานาชนิด รวมไปถึงพนักงานในร้านทุกๆ คนที่อารมณ์ดีด้วยรับผิดชอบหน้าที่ของตนอย่างดี และยังมีนักศึกษาที่มาทำงานหารายได้พิเศษอยู่ที่ร้านนี้หลายคนด้วยกัน

 

                ปูเป้ ! ปูเป้ !” สำเนียงเรียกขานชื่อชัดคำจากบุรุษชาวฝรั่งเศสร่างสูงใหญ่ อ้วนท้วม ผิวขาวอมชมพูที่ดวงหน้า ซึ่งมีร่องรอยแห่งวัยทำให้แลดูอ่อนโยน ใจดี

                เสียงห้าวใหญ่ที่ตะโกนเรียกทำให้หญิงสาวร่างบางในชุดเดรสแขนยาวสีฟ้าอ่อน โดยมีผ้ากันเปื้อนสีเทาผูกโบไว้ด้านหลังอย่างสวยงาม เธอกำลังเช็ดโต๊ะที่ลูกค้าเพิ่งออกไปเมื่อครู่ สะดุ้งหันไปมองคนเรียก ก่อนจะรีบวิ่งไปหาผู้ต้องการพบที่เคาน์เตอร์เก็บเงิน

                มีอะไรคะ ? ปิแอร์...

                หนุ่มใหญ่วัยห้าสิบกว่าๆ ยิ้มรับรอยยิ้มสดใสของหญิงสาวชาวไทยที่ส่งมาหาจนแก้มบุ๋ม ดวงตาสีดำสนิทส่องประกายเจิดจ้า แลดูซุกซนเหมือนเด็กตัวน้อยๆ จมูกโด่งขึ้นสันงามอย่างลงตัวรับกับปากเรียวสีสดที่แย้มยิ้มเกือบตลอดเวลาที่พอใจ ผมยาวสีดำเงางามถูดรอบด้วยริบบิ้นสีเทาอมฟ้าเป็นหางม้าอยู่เบื้องหลัง เปิดให้เห็นช่วงคอระหง ตั้งตรงอย่างสง่าของสตรีผู้นี้

                คุณพ่อเธอโทร.มาเมื่อครู่ ฝากให้ถามว่าเรียนจบรับปริญญามาสองเดือนแล้ว เมื่อไรจะกลับบ้านเสียทีจ๊ะ ? คนถามยิ้มหยอกล้อ จนตาหยี่

                หือ...ยังไม่อยากกลับนี่...ปิแอร์บอกคุณพ่อหนูไปว่าไง ? เธอถามกลับเป็นภาษาฝรั่งเศสที่ส่งกระแสเสียงงอนๆ จนคนฟังส่ายหน้ายิ้มๆ

                ก็บอกว่ายังวุ่นอยู่ ถ้าว่างแล้วจะให้โทร.กลับไป

                โอ้โห ! เอาตัวรอดเก่งจังนะคะ !” เธอประชดน้อยๆ ทำให้เขาส่ายหน้าเอื้อมมือมาเขกหน้าผากมนไปเบาๆ ทีหนึ่ง

                คนไทยเขาสอนว่า ไม่ให้ว่าผู้ใหญ่ไม่ใช่เหรอ ?

                ก็ผู้ใหญ่ไม่อยากช่วยเด็กนี่น่า... หญิงสาวว่างอนๆ พลางยกมือขึ้นลูบหน้าผากตัวเองไปมา

                กลับได้แล้วปูเป้...คุณพ่อเธอคงมีอะไรแน่ๆ ไม่อย่างนั้นเขาไม่โทร.มาถาม และเร่งให้ฉันบอกให้เธอโทร.กลับไปให้ได้หรอก...

                อือ...ถ้าหนูไปแล้วปิแอร์จะไม่คิดถึงหนูแย่เหรอ ? พนักงานมือหนึ่งเลยนะ เสียงหัวเราะของเจ้าของร้านทำให้พนักงานที่อยู่ใกล้ๆ เหลียวมามอง และยกนิ้วชี้ขึ้นปิดปากส่งสัญญาณกันให้เขาเงียบหน่อย จนคนหัวเราะต้องก้มศีรษะให้อย่างเงอะงะ

                คิดถึงสิ...ก็แม่ตุ๊กตาไทยตัวน้อยมาทำงานที่นี่ตั้งแต่มาถึงปารีสนี่น่า...แล้วก็ไม่คิดว่าจะอยู่กันได้นานขนาดนี้ด้วย

                หญิงสาวยิ้มรับคำพูดของปิแอร์ ก่อนจะขอตัวกลับไปทำหน้าที่ของตนเอง และสัญญาว่าจะโทรศัพท์กลับไปพูดกับผู้เป็นพ่อของเธอให้รู้เรื่องเร่งด่วนนี้อย่างแน่นอน

 

                อะไรนะพี่ปราชญ์ !? เสียงใสที่ตะโกนมาตามสายโทรศัพท์ ดังจนผู้เป็นพ่อที่นั่งอยู่ใกล้ๆ ได้ยิน และผู้ต่อสาย และบอกข่าวก็ต้องยกหูโทรศัพท์ออกห่างไปจากตนพอสมควร

                พ่ออยู่ใกล้ๆ หรือเปล่า ขอหนูคุยกับท่านหน่อยสิ...

                ไม่อยู่หรอก ปูเป้...หนูต้องเข้าใจสิ เราไม่มีเงินทุนสำรองแล้ว หุ้นเราก็ไม่ดีแล้วด้วย กลับเมืองไทยเถอะนะ มาช่วยคุณพ่อหน่อย

                หญิงสาวเดินวนไปวนมาอยู่หลังหน้าต่างบุกระจกแปดช่องในห้องเช่าของตนเองในปารีส มือเรียวยกขึ้นเสยเส้นผมยาวที่สยายลงมาบังหน้าขึ้นไปลวกๆ อย่างร้อนใจ ด้วยไม่รู้จะอธิบายความคับข้องใจของเธอให้พี่ชายรู้ได้อย่างไรดี

                พี่ก็รู้ว่าหนูไม่ค่อยถูกใจที่ต้องให้พวกต่างชาติมาอุปถัมภ์ค้ำจุนธุรกิจของไทย แล้วนี่มันของเราหมดเลยนะคะ พี่ปราชญ์จะให้หนูกลับไปทำอะไร ?! หนูไม่ได้เรียนบริหารนะ หนูเรียนออกแบบ...จะให้หนูกลับไปงานนั้นทำไม !? เธอถามเสียงดังอย่างคนอารมณ์เสีย และไม่เข้าใจเหตุผลของผู้เป็นพ่อ เพราะไม่สามารถคุยด้วยได้

                กลับมาเป็นกำลังใจให้พ่อไงล่ะ... ชายหนุ่มบอกกับน้องสาวคนเดียวเสียงอ่อน พร้อมมองไปหาร่างสูง สมบูรณ์ของผู้เป็นพ่อที่เดินไปหยุดมองการจราจรของกรุงเทพอยู่ที่มุมห้องประชุมของตึกบริษัทเงียบอยู่

                กลับมาเถอะปูเป้ เรารู้ภาษาเกาหลีด้วย...กลับมาช่วยพ่อกับพี่เถอะนะ...

                หนูไม่น่าอยากจะเรียนภาษาเกาหลีเลยจริงๆ สิน่า... เธอเปรยขึ้นอย่างไม่ค่อยพอใจ        

                ก็ได้ หนูจะรีบจองเที่ยวบินที่เร็วที่สุด...

                จ้ะๆ ดี...

                พี่ปราชญ์... เธอเรียกพี่ชายเรียบๆ ก่อนจะเงียบไปอย่างใช้ความคิด

                อะไรเหรอ ?...หือ...

                บอกประวัติประธานคิมให้หนูฟังหน่อยสิ...เผื่อไปพบแล้วจะได้รู้ข้อมูลอะไรบ้าง...

               

                ปาณบดียิ้มน้อยๆ เมื่อเห็นน้องสาวดูจะเริ่มเข้าใจ และอยากรับรู้ข้อมูลของประธานคิมขึ้นมาบ้าง ไม่ใช่นิ่งเงียบปล่อยเรื่องผ่านไปอย่างที่เขาคาดไว้

 

                คิม ซอง-ซู อายุ 33 ปี เป็นพ่อหม้ายลูกติดหนึ่งคน จบตรี 2 ใบบริหารธุรกิจระหว่างประเทศ กับนิเทศศาสตร์ที่อเมริกา จบโทการวางแผนสื่อธุรกิจที่อังกฤษ ตอนนี้นั่งเก้าอี้ประธานกรรมการ KCN. Group แทนพ่อ เพราะพ่อเขาไปเปิดธุรกิจเกี่ยวกับซอฟแวร์ที่อเมริกา

 

                ข้อมูลคร่าวๆ ที่หญิงสาวได้รับจากพี่ชายทำให้เธอนึกทึ่งในความสามรถของชายหนุ่มคนที่ชื่อ คิม ซอง-ซู หากเรื่องที่เธอติดใจกลับไม่ใช่เรื่องธุรกิจ แต่เป็นเรื่องข้อผิดพลาดทางการสมรส

 

                ทำไมผู้ชายที่เพียบพร้อมทุกอย่างถึงไม่ประสบความสำเร็จในชีวิตแต่งงาน ?

 

                ร่างบางนอนกระพริบตาอยู่บนเตียงนอนท่ามกลางความมืดของค่ำคืนที่หนาวเหน็บในกรุงปารีส ความผูกพันที่เกิดขึ้นกับคนที่นี่จะทำให้เธอต้องร้องไห้ เมื่อกลับไปถึงบ้านแน่นอน เพราะแค่เพียงโทร.ไปแจ้งข่าวให้ปิแอร์ทราบเรื่อง เธอและเขา รวมทั้งภรรยาของเขายังร้องไห้ด้วยกันเสียมากมายกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นทางเมืองไทย

 

                เฮ้อ...หนูจะทำอะไร เพื่อให้ทุกสิ่งทุกอย่างกลับคืนมาเป็นของพ่อกับพี่บ้างได้ไหมนะ ?... หญิงสาวพึมพำกับตนเอง ก่อนความง่วงงุนจะเข้ามาครอบงำความคิดคำนึงของเธอ จนผล็อยหลับไปด้วยความอ่อนล้า

 

                บนเครื่องบินสายการบินของเกาหลีที่มุ่งหน้าไปยังประเทศไทย ที่นั่งชั้นนักธุรกิจที่เพียบพร้อมทุกสิ่งอย่างที่เป็นการอำนวยความสะดวก ของบุคคลที่ถือว่าเป็นลูกค้าชั้นเลิศของสายการบินก็ถูกนำออกบริการ เมื่อได้เดินทางกันมาหลายชั่วโมงแล้ว

                ที่นั่งริมหน้าต่างที่โซฟา ซึ่งปรับเอนไปสำหรับนอนถูกเจ้าของที่ปรับพนักขึ้นมาในระดับเดิม เพื่อนั่งหลังตรงพิงพนักหลับตาปรับความพร้อมของร่างกายอยู่ครู่หนึ่ง

 

                ตื่นนานแล้วเหรอ ? ป้าจีอินกับเฮวอนยังไม่ตื่นใช่ไหม ? คิม ซอง-ซูเอ่ยถามเตกูที่นั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ข้างๆ พลางยืดตัวขึ้นไปมองที่แบะด้านหลัง ซึ่งชาน จี-อิน ก็เอนตัวนอนโอบร่างเล็กๆ ของคิม เฮ-วอนที่นอนตะแคงหันหาหล่อนไว้อย่างรักใคร่ จนเขาอดอมยิ้มไม่ได้

                ผมตื่นสักพักแล้วครับ ส่วนสองสาวยังไม่ตื่นหรอก คงต้องปลุกแหละฮะ...บอสจะล้างหน้าไหมฮะ ? ชายหนุ่มที่อ่อนกว่าทั้งอายุ และตำแหน่งถามเรียบร้อย พลางเหลียวหน้ามองหาแอร์โฮเตส หากก็ไม่เห็นใครว่างจากหน้าที่เลย

                ไม่เป็นไร เดี๋ยวฉันเดินไปเข้าห้องน้ำด้วย...ฝากสั่งกาแฟกับแซนวิชให้สักชุดด้วยนะ

                ครับ

 

                ชาน เต-กู หันไปหยิบผ้าคลุมสีม่วงเข้มที่เจ้านายใช้ห่มร่างนอนมาพับลวกๆ หากก็เรียบร้อยดี ก่อนจะเอ่ยเรียกแอร์โฮเตสที่เดินมาทางเขาพอดี เพื่อคืนอุปกรณ์ที่ทางสายการบินบริการ และสั่งอาหารเช้าของเจ้านาย ด้วยอารมณ์แจ่มใสที่ได้คุยกับสาวสวย...

                พวกคุณนอนกันยังไงหรือฮะ ? บินข้ามวันข้ามคืนอย่างนี้น่ะ ? ชายหนุ่มเอ่ยถามหญิงสาวในชุดแบบฟอร์มพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินอย่างอารมณ์ดี ดวงหน้ากรุ่มกริ่มตามประสาชายหนุ่มเจ้าสำราญ

                ก็ในห้องพักของแอร์โฮเตสด้านในน่ะค่ะ คนถูกถามตอบเรียบร้อย ยิ้มให้เขาเล็กน้อย ระหว่างจัดรินกาแฟ และจานแซนวิชในที่ของประธานคิม

                แสดงว่าต้องนอนรวมกันน่ะสินะ ผมไม่เคยเห็นคุณมาก่อน คุณเพิ่งขึ้นบินหรือครับ ?

                ค่ะ ดิฉันขอตัวนะคะ ประธานคิมเดินมาแล้ว... เธอเอ่ยขอตัว และก้มศีรษะให้กับเตกูอย่างนอบน้อม จนเขายิ้มกว้างไปให้ และพยักหน้าให้เล็กน้อย

 

                คิม ซอง-ซูส่ายหน้าทำท่าคล้ายระอาใจ เมื่อทรุดร่างลงนั่งในที่ของตน พลางเอื้อมไปยกถ้วยแก้วที่มีกาแฟอุ่นๆ ส่งกลิ่นหอมขึ้นดม และจิบไปเล็กน้อย

                กระล่อนใส่แอร์อีกล่ะสินายน่ะ !” เสียงห้าวเอ่ยขึ้นอย่างรู้ทัน ทำให้คนถูกต้องข้อกล่าวหาหัวเราะ ก่อนจะหาข้อแก้ตัวอย่างขบขัน

                โธ่...เขาไม่เรียกว่ากระล่อนนะบอส เรียกว่าพูดคุยเล่นกันเฉยๆ...

                ถามถึงเรื่องที่นอนเขานี่ คุยเล่นกันเฉยๆ เรอะ ?!”

                อ้าว...ได้ยินด้วยเหรอฮะ ? หูดีจริงบอสนี่... ชายหนุ่มส่ายหน้าพูดอย่างเย้าแหย่ พร้อมกับตีมือกับต้นขาตนเอง เหมือนไม่อยากให้อีกฝ่ายทราบเรื่อง ทำให้ทั้งสองหนุ่มหัวเราะด้วยกันเบาๆ

 

                อาคารท่าอากาศยานกรุงเทพฯ ผู้คนมากมายต่างอยู่ตามจุดต่างๆ ที่ตนเองต้องทำธุระ หรือรอพบกับผู้กำลังจะเดินออกมาจากด้านใน บดินทร์ และปาณบดี พร้อมบอร์ดี้การ์ดอีกสี่คน ยืนรอเพื่อจะต้อนรับผู้มาเยือนจากเกาหลี เมื่อชายหนุ่มมองเห็นร่างสูงใหญ่ของคิม ซอง-ซูในชุดสูทราคาแพงที่เดินนำหน้ามากับกลุ่มบอร์ดี้การ์ด และลูกน้องของเขา ก็หันไปบอกผู้เป็นพ่อเบาๆ

                ชายชราลุกจากโซฟามุมหนึ่งที่รองรับผู้ที่เข้ามาในอาคาร เดินไปพร้อมกับบุตรชาย เพื่อต้อนรับพวกชายหนุ่มจากเกาหลี

 

                สวัสดีครับ คิม ซอง-ซูเอ่ยทักทายเรียบร้อยกับผู้อาวุโสกว่าก่อน พร้อมทั้งก้มศีรษะน้อยๆ ตามประเพณีของตน

                สวัสดีครับ ยินดีต้อนรับสู่เมืองไทย บดินทร์เอ่ย พร้อมยื่นมือไปข้างหน้า คนหนุ่มจึงเอื้อมมือจับเขย่าเบาๆ ก่อนจะหันไปก้มศีรษะรับไหว้ของปาณบดีอย่างงุนงงเล็กน้อย ก่อนจะหัวเราะออกมาเหมือนนึกออก

                อ๋อ ! คนไทยจะไหว้คนแก่กว่า แล้วคนแก่กว่าก็ต้องรับไหว้ด้วยใช่ไหม ? เขาถามชายหนุ่มที่อ่อนกว่า ทำให้ปาณบดียิ้มรับ และต้องกลั้นหัวเราะไว้ หากก็ไม่มิด เมื่อเห็นอีกฝ่ายรับไหว้ แต่ดูจะแข็งๆ ตามแบบการไหว้ของคนเกาหลีเสียมากกว่า

                สวัสดีครับ คิม ซอง-ซูเอ่ยเป็นภาษาไทย ทำให้เจ้าบ้านยิ้มรับกันทุกคน ก่อนที่เขาจะกลับไปพูดภาษาอังกฤษเช่นเดิม เพื่อแนะนำลูกสาวตัวน้อย และทุกคนที่ติดตามมา

                คิม เฮ-วอน ลูกสาวผม ส่วนนี้ก็ป้าจีอิน เป็นแม่ของเตกู เด็กหญิงตัวน้อยโค้งตัวอย่างเรียบร้อยทำความเคารพบดินทร์ และปาณบดีอย่างรู้หน้าที่ ก่อนจะขยับเท้าไปยืนกอดขายาวของผู้เป็นพ่ออย่างเขินๆ ทำให้ป้าจีอิน และเตกูที่โค้งตัวให้อยู่นั้นอมยิ้มน้อยๆ เมื่อยืนตัวตรงแล้ว

 

                เป็นอะไรไปเฮวอน ? หนูไม่เคยเขินนี่น่า... คนเป็นพ่อเอ่ยถามลูกสาวที่ตนเองเดินกุมมือเล็กๆ ของแกไว้ ระหว่างเดินออกไปด้านนอกอาคาร เพื่อขึ้นรถที่บดินทร์เตรียมไว้รอรับ

                ก็...ก็แค่เขินแหละค่ะ มีแต่ผู้ชายทั้งนั้นเลยนี่...

                แก่แดดใหญ่แล้วเรา ตัวแค่นี้มาเขินอายผู้ชาย เขาว่าขันๆ ก่อนจะก้มตัวลงอุ้มลูกสาวขึ้นมา

                อยากให้หนูเป็นสาวมั่นใช่ไหมล่ะ ? เธอถามขึ้นงอนๆ หากก็ทำให้เขาหุบยิ้ม เมื่อนึกถึงความมั่นใจของผู้หญิงที่ได้ชื่อว่าเป็นแม่ของเด็กหญิง

                ไม่หรอก...พ่ออยากให้หนูมั่นใจในตนเอง แต่อย่ามากเกินงาม รู้ว่าอะไรควรไม่ควร เข้าใจไหมล่ะสาวน้อย ?

                ค้า... เธอร้องตอบ และค่อยๆ ขยับตัวไปนั่งที่เบาะริมหน้าต่าง เพื่อให้ผู้เป็นพ่อก้าวขึ้นมานั่งข้างๆ และมองดูรถแวนคันใหญ่ ที่บดินทร์นำมารับ อย่างตื่นเต้น

                พ่อซื้อรถอย่างนี้บ้างสิคะ กว้างดีจัง

                ชายหนุ่มหัวเราะเบาๆ พลางเอื้อมมือไปกดศีรษะของบุตรสาวเบาๆ

 

                ตลอดทางที่รถเคลื่อนไปตามท้องถนนของกรุงเทพ ชายหนุ่มพูดคุยกับบดินทร์เรื่องทั่วไป มากกว่าจะเป็นเรื่องธุรกิจที่พวกเขาต้องเซ็นสัญญากันพรุ่งนี้ และเมื่อรถคันใหญ่ชะลอ และหยุดลงที่ด้านหน้ารั้วอัลลอยด์ดัดอย่างสวยงาม การพูดคุยก็จบลงที่เรื่องการเมืองของไทย

                คฤหาสน์สีนวลตั้งเด่นอยู่ที่สุดทางคอนกรีตที่รถกำลังวิ่งผ่านไปช้าๆ สองข้างทางเป็นสนามหญ้ากว้างขวาง ต้นไม้น้อยใหญ่แผ่คลุมให้ร่มเงา สายตาดำสนิทของคิม ซอง-ซู มองดูอย่างสนใจ และพอใจกับสถานที่แห่งนี้ เพราะมันบ่งบอกว่า เจ้าของอยู่กันด้วยบรรยากาศร่มรื่น สงบเรียบง่าย

 

                คุณคงไม่รังเกียจที่จะพักที่บ้านของเรา ?

                คุณรัก...ผมเป็นเกียรติมากกว่าที่ได้รับการต้อนรับจากพวกคุณ และต้องขอโทษเสียด้วยซ้ำที่รบกวนพวกคุณถึงบ้าน ชายหนุ่มเอ่ยเสียงเรียบร้อย ก้มศีรษะให้ชายชรา พร้อมรอยยิ้มจริงใจน้อยๆ

                ผมให้จัดห้องให้พวกคุณตามที่บอกว่า จะมากันหกคน

                ขอบคุณมากๆ เลยครับ เขากล่าวเสียงหนักแน่น พร้อมก้มศีรษะให้กับบดินทร์อีกครั้ง โดยครั้งนี้ผู้มาจากแดนไกลปฏิบัติตามผู้นำอย่างพร้อมเพียบ จนเจ้าบ้านเงอะงะโค้งตัวตอบ ก่อนจะหัวเราะออกมา เมื่อเงยหน้ามาเห็นพวกเขายิ้มให้

                เดี๋ยวผมจะพาไปที่ห้องเองครับ ปาณบดีบอกยิ้มน้อยๆ ก่อนจะผายมือเชิญแขกไปที่บันได ทางด้านขวาของโถงหน้า ซึ่งทำเป็นบันไดโค้งขึ้นไปชั้นสองเล็กน้อย และเหล็กดัดลวดลายอ่อนช้อย ก็ยาวไปตลอดสุดเฉลียงของชั้นสอง

                หากก่อนที่ผู้เป็นแขกทั้งหมดจะได้ขึ้นบันได ร่างของผู้หญิงคนหนึ่งในชุดเดรสคอเต่าแขนยาวสีเขียวอ่อน ผมดำเงางามหยักเป็นลอนใหญ่สยายอยู่เต็มหลัง ก็เดินออกมาตามทางเดินจากด้านใน และหยุดยืนนิ่งอยู่ที่ราวเหล็กของเฉลียง เมื่อเธอมองมาทางบันได และพบว่ามีบุคคลแปลกหน้ากลุ่มใหญ่ยืนอยู่ด้านล่าง

 

                ปูเป้ !? เสียงเรียกของบดินทร์ และปาณบดีดังขึ้นพร้อมกัน เมื่อพบว่าคนที่ทำให้ตกใจเป็นใครได้ถนัดตา

                หญิงสาวยิ้มรับการเรียกของคนทั้งสอง ก่อนจะวิ่งลงบันได เมื่อเธอเห็นผู้เป็นพ่อรีบเดินผ่านบุคคลแปลกหน้าทั้งหลายขึ้นบันไดจะมาหาเธอ ร่างบางกระโดดไปกอดร่างสูงที่อวบท้วมของผู้เป็นพ่อแน่น เมื่อถึงที่ขั้นพักของบันได

                คิดถึงพ่อจังค่ะ !” เธอกล่าวเป็นภาษาฝรั่งเศส จนทำให้คนฟังหัวเราะชอบใจ เอื้อมมือขึ้นลูบหน้านวลเนียนอ่อนใสของบุตรสาวเบาๆ และเลยไปลูบผมนุ่มของเธอ ด้วยความคิดถึง

                กลับมาเมืองไทยก็ต้องพูดภาษาไทยสิลูกนี่ !”

                เอ๋...แต่เมื่อคืนก่อน มีคนบอกว่าให้หนูกลับมาพูดภาษาเกาหลีกับแขกของพ่อล่ะค่ะ เธอกล่าวพลางเดินโอบกอดไหล่ผู้เป็นพ่อลงมาด้านล่าง และเหลียวไปมองพี่ชายที่ยืนนิ่งอยู่เบื้องหน้าร่างสูงใหญ่หนา ที่เธอสะดุดตาตั้งแต่ข้างบนเล็กน้อยนั้น อย่างหยอกล้อ

                ไม่ต้องมาแขวะฉันเลย ปาณบดียกมือไปเขกศีรษะน้องสาวเบาๆ ทำให้หญิงสาวทำเสียงร้องโอดโอย ยกมือขึ้นกุมศีรษะตนเอง และทำปากขมุบขมิบ

                ไม่คิดถึงพี่ปราชญ์แล้ว !” เธอร้องเสียงดัง พลางเดินไปหลบหลังผู้เป็นพ่อ

                เอาน่า...โตๆ กันแล้วแหย่กันเป็นเด็กๆ ไม่อายประธานคิมบ้างหรือไง ?

 

                คิม ซอง-ซูหันไปยิ้มกับบดินทร์ เมื่อได้ยินสรรพนามที่ชายชราใช้เรียกเขาบ่อยๆ แม้จะเป็นภาษาไทย หากเขาก็พอรู้อยู่บ้าง

 

                ลูกสาวคนเล็กของผมครับ...เธอเพิ่งกลับมาจากฝรั่งเศส ผมก็เพิ่งได้พบ... เสียงบอกกล่าวอย่างปลื้มใจทำให้คนฟังยิ้มในหน้ากันทุกคน

                ชายหนุ่มก้มศีรษะให้เธอเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เพราะมองอย่างไรเธอก็อายุอ่อนกว่าเขามากมาย หากเมื่อเขาเงยหน้ายืนตรงแล้วก็ต้องตกใจ เพราะเธอกลับโค้งตัวลงต่ำเหมือนคนเกาหลีให้เขาก่อนที่จะหันไปทำกับป้าจีอิน และเตกูที่ต่างรีบก้มตัวรับอย่างตกใจเล็กน้อย

                สวัสดีค่ะ... หญิงสาวพูดเป็นภาษาไทย พร้อมยกมือไหว้ทุกคน ก่อนจะยิ้มให้เด็กหญิงตัวน้อยที่ยืนเงยหน้ามองเธอตาแป๋ว

                สวัสดี...ว่าไงคะ ชอบเมืองไทยไหม ? เธอก้มลงพูดกับเฮวอน เด็กหญิงปล่อยมือจากขาของผู้เป็นพ่อ ก้มตัวลงให้หญิงสาวก่อนจะตอบเป็นภาษาอังกฤษอย่างชัดถ้อยชัดคำ จนคนฟังพยักหน้ายิ้มรับ

                สวัสดีค่ะ สบายดีค่ะ หนูชอบเมืองไทยค่ะ... เด็กหญิงตอบ โดยมีสายตาจากคนมองอย่างเอ็นดูและชื่นชม หากสายตาของผู้เป็นพ่อกลับแลมองหญิงไทยที่เขาได้พบ หนูชื่อคิม เฮ-วอน แล้วพี่สาวชื่ออะไรเหรอคะ ?

                คนฟังหัวเราะเบาๆ เอื้อมมือไปลูบแก้มสีชมพูตามธรรมชาติของเด็กน้อยอย่างเอ็นดู ก่อนจะคุกเข่าลงกับพื้น และชี้ที่บริเวณหน้าอกตนเอง

                พี่ชื่อ ปภาวดี...ปะ พา วะ ดี... เธอออกเสียงเป็นคำให้คนฟังที่ทำหน้านิ่วคิ้วขมวด เพื่อจะออกเสียงตาม

                เอาเป็นว่า...เรียกว่า ปูเป้ ก็แล้วกัน ง่ายดีกว่าเนอะ ?!” เธอบอก เมื่อเห็นเด็กหญิงออกเสียงแปล่งๆ

                ค่ะ ! พี่ปูเป้...ปูเป้ภาษาฝรั่งเศส ที่แปลว่า ตุ๊กตาใช่หรือเปล่าคะ ?

                เก่งจัง ใช่ค่ะ รู้ได้ยังไงเอ่ย ? เธอร้องบอกดีใจ รอยยิ้มกว้างของเธอที่ทำให้คนตัวสูงที่ยืนอยู่ใกล้ๆ มองเห็นลักยิ้ม และฟันขาวซี่เล็กๆ เรียงกันสวยงาม จนเขาอดไม่ได้ที่จะแอบอมยิ้มตามไปด้วยกับอาการของเธอที่ทำให้เฮวอนพูดคุยได้มากขนาดนี้กับคนที่เพิ่งพบกันครั้งแรก

                คุณพ่อสอนค่ะ

                คำตอบของเด็กหญิงทำให้หญิงสาวเหลียวหน้าขึ้นไปมองคนตัวโตที่ยืนค้ำศีรษะเธออยู่ใกล้ๆ หากจริงๆ เขาก็ไม่ผิดอะไร เพราะเธอก็อายุน้อยกว่าเขาอยู่ดี

                หรือคะ ? เธอไม่ได้พูดอะไรกับเขา เมื่อมองขึ้นไปหา ก็พบว่าเขาก็มองลงมาหาเธอเช่นกัน และสายตาสีเข้มของเขาก็ทำให้เธอกลัวแปลกๆ

                ขึ้นห้องดีกว่า เดี๋ยวพี่จะพาเฮวอน ไปที่ห้องเองนะ เธอบอก พร้อมกับลุกขึ้นยืน และหันไปพูดกับพี่ชายเป็นภาษาไทย ระหว่างเอื้อมมือไปกุมมือเล็กๆ ของคิม เฮ-วอน

 

                ป้าจีอินจะนอนห้องเดียวกับเฮวอนนะปูเป้ คนเป็นพ่อบอกกับลูกสาวเบาๆ เมื่อลูกชายหันไปพูดกับพวกหนุ่มๆ

                อ๊ะ !” หญิงสาวร้องขึ้น ก่อนจะหันไปก้มศีรษะให้หญิงสาวที่ยืนอยู่ด้านหลังเฮวอนเล็กน้อย

                ป้าจีอินนะคะ ?

                ค่ะ ชาน จี-อินค่ะ คุณหนู... หล่อนตอบเป็นภาษาอังกฤษ และยังเรียกเธอว่าคุณหนูเสียอีก ทำให้หญิงสาวยิ้มเขินๆ และยอมรับกับตนเองว่า ครอบครัวของชายหนุ่มตัวสูงคนนั้นคงไม่ธรรมดาอย่างที่คิดไว้ ขนาดภาษาฝรั่งเศสเขายังรู้...

               

                พ่ออยู่ห้องนี้นะเฮวอน เสียงห้าวเข้มของคิม ซอง-ซูเอ่ยบอกลูกสาวเป็นภาษาเกาหลี เมื่อปาณบดีนำเขาเข้าสู่ประตูห้องที่สี่

                ค่ะ เด็กหญิงร้องรับ ก่อนจะยืนมองห้องที่ปภาวดีเปิดประตูให้ ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับห้องของผู้เป็นพ่อ

                อยากนอนกับพ่อไหมล่ะ ? เขาเอ่ยถามเรียบๆ เมื่อบอกกับชายหนุ่มเจ้าของบ้านว่าจะจัดการเรื่องเสื้อผ้าเอง และเขาก็เดินนำคนติดตามเขาไปอีกด้าน รวมทั้งเตกูด้วย หากก็ไม่ห่างจากกัน

                ไม่เอาหรอกค่ะ นอนกับป้าจีอินดีแล้ว

                หญิงสาวแอบอมยิ้มเมื่อได้ยินพ่อลูกคุยกัน หากเธอก็ไม่ทันสังเกตสายตาของชายหนุ่มที่เหลียวไปมองเธอ และต้องสงสัยขึ้นมาทันที แต่ก็เงียบไว้

 

                พี่ปูเป้นอนห้องไหนคะ ? เด็กหญิงคิม เฮ-วอนถามขึ้น เมื่อปภาวดีขอตัวจะกลับไปจัดการกับข้าวของของตนเองเช่นกัน

                เลี้ยวซ้ายห้องสุดท้ายเลยค่ะ มีตุ๊กตากระต่ายถือป้ายชื่อพี่ห้อยอยู่หน้าห้องไม่ต้องกลัวหลงเลยค่ะ หญิงสาวตอบเสียงสดใส ยิ้มให้เด็กหญิงชาวเกาหลีที่น่ารัก สมวัยอย่างเอ็นดู

 

                หญิงสาวหันจะเดินออกจากบริเวณหน้าประตูห้องที่จัดรับรองลูกสาวของประธานคิม และพี่เลี้ยงก็ต้องพบกันร่างสูงใหญ่ที่ยืนกอดอกหลังพิงขอบประตูด้านหนึ่งอยู่ เธอไม่ได้แปลกใจอะไร ก็เพราะห้องนี้ก็ห้องที่ลูกสาวเขาจะพัก หากความรู้สึกแปลก คือการรับรู้ถึงสายตาของชายหนุ่มที่มองมาหาเธอ แม้ว่าเธอจะก้มหน้าเดิน และพยายามจะเอี้ยวตัวให้ออกมาจากซอกประตูที่เขาเหลือไว้ให้นั้นให้ได้ต่างหาก ที่ทำให้เธอต้องหยุด และเงยหน้าขึ้นไปจ้องดวงตายาวรีที่มีนัยน์ตาดำสนิท คล้ายนิลเงางามคู่นั้นนิ่ง

 

                ดูเหมือนคุณไม่ค่อยชอบใจที่พวกผมมาอยู่ที่นี่ เสียงห้าวของเขาเอ่ยเป็นภาษาอังกฤษชัดถ้อยชัดคำ ไม่มีตะกุกตะกัก เหมือนคนเอเชียเรียนภาษาต่างชาติเลย

                ถ้าคุณเป็นฉันก็คงไม่ค่อยพอใจหรอกค่ะ อยู่ๆ กลับมาบ้านตัวเอง กลับมีผู้ชายกลุ่มใหญ่มายืนอยู่เต็มบ้าน เธอตอบเสียงสะบัดน้อยๆ บอกความไม่พอใจให้เขารับรู้ หากคนฟังกลับก้มหน้าลงกับมือข้างหนึ่งที่ยกขึ้นลูบบริเวณคางตนเองยิ้มๆ

                ผมนึกว่าคุณไม่ชอบใจในการเซ็นสัญญาร่วมทุนครั้งนี้เสียอีก

                หญิงสาวหันขวับไปถลึงตาใส่คนพูด จนดูเหมือนดวงตากลมโตของเธอจะหลุดออกมา ด้วยความขุ่นเคือง

                ใช่...ฉันไม่ชอบใจกับการทำธุรกิจร่วมทุนกับต่างชาติ แต่ตอนนี้ฉันก็ไม่ค่อยชอบใจกับคนต่างชาติด้วย เธอว่าเสียงเรียบ มองดูคนฟังที่มองเธอนิ่งอยู่อย่างไม่ยอมแพ้

                งั้นรึ ? แต่ผมน่ะช้อบชอบผู้หญิงต่างชาติสวยๆ หัวดื้อๆ แล้วก็เก่งๆ อย่างคุณเนี่ย

                ปภาวดีสะดุ้ง เมื่อเห็นอ้อมแขนใหญ่ยื่นมา เหมือนจะกอดเข้าที่เอวของตนเอง ก่อนจะรีบวิ่งกลับไปทางห้องของตนเอง ด้วยดวงหน้าที่แดงก่ำไปด้วยความโกรธ และเขินอายอย่างประหลาด

 

                เหตุการณ์ระหว่างชายหนุ่มกับหญิงสาวอยู่ในสายตาของคนสองคน คือ ชาน จี-อิน และชาน เต-กู สองแม่ลูกรู้สึกประหลาดใจกับการกระทำของผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นเจ้านายที่แสดงออกกับคุณหนูของบ้านนี้ หากความสงสัยของเตกูก็ไม่อาจเก็บได้ เขาเดินออกมาจากด้านในประตูห้อง

                บอสชอบคุณหนูปูเป้หรือครับ ?

                เฮ้ย ! อะไรของนาย อยู่ๆ ก็ถามคำถามนี่ ? เพิ่งเจอกันไม่ถึงชั่วโมงจะชอบอะไรกัน ? คนตอบยิ้มๆ ให้คนสนิท ก่อนจะตบไหล่เบาๆ ไปที และเดินเข้าห้องปิดประตูสนิทเงียบไปเลย

 

                เตกูเหลียวไปมองหน้าผู้เป็นแม่ที่กำลังจัดเสื้อผ้าอยู่ในห้อง อย่างขอความเห็น หากอีกฝ่ายก็เพียงแค่หยักไหล่แบะปากมาให้อย่างไม่รู้เหตุผลเหมือนกัน

                แม่ครับ ?

                แม่ไม่รู้หรอก ก็อย่างที่คุณคิมบอก

                แต่แม่ก็รู้นี่ว่าบอสไม่เคยเป็นอย่างนี้

                จีอินมองหน้าลูกชายยิ้มน้อยๆ รักแรกพบมั้ง เธอว่ายิ้มๆ ทำให้คนฟังตาโต แต่ก็ต้องเก็บอาการ เมื่อเฮวอนกระโดดร้องเสียงดังออกมาจากห้องน้ำ

                ห้องน้ำกว้างแล้วก็สวยด้วยค่ะ แบ่งสัดส่วนเหมือนที่บ้านเราด้วย เด็กหญิงบอกคนเลี้ยงดูมาทั้งสองคนอย่างอารมณ์ดี ทำให้คนฟังทั้งสองพยักหน้ายิ้มรับ และเงียบกันไป...

 
..............................................................................................................................................................................

อยากให้ท่านผู้อ่านที่กำลังจดจ่อรอคอยกับเรื่อง 'ตะวันที่ขอบฟ้า' และ 'ตะวันแห่งหัวใจ' ใจเย็นๆ หน่อยนะคะ คือตอนนี้ทั้ง 2 เรื่องนั้นกำลังเขียนอยู่ หากข้าพเจ้าก็แก้ไขในข้อผิดพลาดของตัวเองไปหลายครั้งเลยอัพช้าไปค่ะ อย่าว่ากันเลยนะคะ หากใครได้อ่านช่วยไปบอกข่าวในบอร์ดของทั้ง 2 เรื่องก็ดีค่ะ จะเป็นพระคุณอย่างสูงเลยค่ะ >.<

ส่วนใครที่หาหนังสือ 'รักฤๅเสน่หา' กันไม่เจอะ ไปที่งานหนังสือได้เลยค่ะ PLENARY HALL บูธ H13 ค่ะ บูธของเดอะบุคเลิฟเวอร์น่ะค่ะ ^_^

ขอบคุณที่ติดตามกันนะคะ (แล้วอีก 2 เรื่องจะพยายามอัพให้เร็วที่สุดค่ะ !)

331 ความคิดเห็น