ณ ที่ปลายขอบฟ้า

ตอนที่ 28 : สงครามของผู้หญิง 2

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 944
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    29 พ.ย. 50

 

- 28 -

สงครามของผู้หญิง 2”

 

            คิม ซอง-ซูนั่งมองภรรยาสาวที่นั่งเหยียดขาพิงหลังกับพนักเตียงนอน และมือเรียวก็เอื้อมลงลูบหน้าท้องโตใหญ่เบาๆ ด้วยดวงหน้ายิ้มอ่อนโยนเช่นทุกวัน หากเรื่องที่เธอเล่าให้เขาฟังกลับทำให้เขารู้สึกเคืองขุ่น และอาจถึงขั้นเคืองแค้นชอง แช-ยองมากขึ้นไปอีก

            ผมเห็นด้วยกับชุนยอง... อยู่ๆ เสียงห้าวก็ว่าออกมาเข้มชัด คุณควรพักอยู่บ้านได้แล้ว ถ้ามีงานอะไรโทรไปบอกนายนั่นหรือให้ผมมารับไปส่งที่ร้านก็ได้

            หญิงสาวมองหน้าสามีที่ขมวดมุ่ยน่ากลัวกว่าเคยด้วยความหวั่นใจ พลางทำปากยื่นเล็กน้อย ฉันไม่ได้เป็นหง่อยนะคะซองซู...แล้วคนของคุณที่ส่งมาดูแลก็มี เขาไม่ห่างฉันไปไหนหรอก อีกอย่างฉันไม่ไร้เดียงสาให้คนๆ นั้นมาทำร้ายหรอกน่า...

            ชายหนุ่มขมวดคิ้วนิ่วหน้ามองภรรยาสาวเขม็ง ก่อนจะค่อยๆ ลุกจากโซฟามุมห้องไปนั่งแปะลงข้างเตียงจ้องตากับเธออยู่นาน

            แต่ผมไม่ไว้ใจผู้หญิงคนนั้น...อีกอย่างคุณก็ท้องใหญ่มากแล้ว ทำอะไรไม่คล่องตัวเหมือนแต่ก่อน และตอนนี้ถ้าคุณเป็นอะไรไปผมไม่ได้เสียใจแต่กับคุณนะ ปูเป้... เรามีลูกด้วย...เข้าใจไหมที่รัก... ดวงตาสีดำของเขาจ้องมองดวงตาสีสวยของเธอนิ่ง จนคนฟังก้มหน้าลงทำปากจู่มองท้องโตของตนเหมือนกับมองเห็นคนตัวเล็กที่นอนคดอยู่ด้านใน จนเขาขยับกายไปกอดโอบประคองร่างบางมาชิดกาย เธอจึงเอนซบศีรษะกับแผงอกกว้างของเขาเงียบกันอยู่นาน คล้ายจะซึบซับความรัก ความอบอุ่นที่มีให้แก่กันและกันให้นาน

            แต่ว่าฉันไม่อยากอยู่บ้านเฉยๆ นี่ค่ะ...

            ก็วันไหนอยากไปไหนโทรหาผม โทรหาชุนยองก็ได้มันจะได้มารับไปร้าน ไปทานข้าว เขาว่าเสียงอ่อนโยน พร้อมมือใหญ่ที่เอื้อมขึ้นลูบผมนุ่มนิ่มของเธอเบาๆ อีกอย่างตอนนี้บ้านเรามีลัคกี้นะ มันก็มาคอยป่วนอยู่ คุณไม่เหงาหรอก...

            หญิงสาวหัวเราะเบาๆ ค่ะ อ้อมแขนเรียวเอื้อมโอบกอดเอวหนากำยำของสามีไว้หลวมๆ ก่อนจะพูดคุยกันต่อด้วยเรื่องราวทั่วๆ ไปของกันและกันเช่นทุกคืนก่อนเข้านอน พร้อมกับชายหนุ่มที่ต้องเล่านิทานให้กับว่าที่คุณแม่ และคุณลูกในครรภ์ฟัง

 

            สุนัขหนุ่มตัวโตที่นอนคดอยู่ในลังไม้ขอบเตี้ยๆ ปูผ้าหลายชั้น และมีผ้าห่มอยู่บนตัวผืนหนึ่งผงกหัวขึ้นมองดูการเคลื่อนไหวบนเตียงนอนหลังใหญ่กลางห้อง หากก็ไม่สนใจอะไรจึงนอนคดตัวหลับตาต่อไป เหมือนที่ผงกหัวขึ้นมองเมื่อครู่มันรำคาญเท่านั้น

            หากคนสองคนบนเตียงกลับไปได้รับรู้ถึงการเคลื่อนไหวของผู้มาร่วมห้องอีกหนึ่งตัวเลย เพราะตอนนี้ ชาน เต-กูสนใจแต่ภรรยาสาวที่กำลังเป็นหนึ่งเดียวกันอยู่ใต้ร่างของเขาคนเดียว อ้อมแขนใหญ่โอบกอดร่างบางไว้แน่นขึ้น เมื่อเขารับรู้ถึงสัมผัสแนบแน่นยิ่งขึ้นภายในตัวเธอ ดวงหน้าคมหล่อเหลาของชายหนุ่มเหยเกเล็กน้อย ก่อนจะก้มลงประทับริมฝีปากกับปากเรียวสีหวานที่เผยอครางครวญดังขึ้น และในที่สุดเขาก็ส่งเสียงกระหึ่มในลำคอ พร้อมกอดเธอไว้แน่นเช่นเดียวกับภรรยาสาวที่โอบกอดรอบคอของเขาและจิกเล็บบนไหล่หนาเมื่อรับรู้ถึงกระแสความรักสูงสุด

            เจ็บน่า...เซนา... เสียงทุ้มเอ่ยพร่าเล็กน้อย พลางก้มลงจูบแก้มเนียนของเธอเบาๆ และค่อยๆ ผละออกจากร่างบาง หากก็เอื้อมอ้อมแขนข้างหนึ่งไปโอบกอดเธอเข้ามาแนบกาย เพื่อจะนอนซุกตัวกันอยู่ใต้ผ้าห่มนวมผืนหนาด้วยกัน

            หญิงสาวนอนหายใจหอบเล็กน้อยอยู่กับสามี พวงแก้มเนียนข้างหนึ่งซบอยู่กับหัวไหล่หนานิ่งด้วยความเหนื่อยอ่อน และก็ยิ้มน้อยๆ เมื่อชายหนุ่มก้มลงจูบขมับเธอแรงๆ ไปที พลางบ่นอุบเรื่องที่ถูกจิกเล็บบนไหล่

            ก็คุณรุนแรงกับฉันก่อนนี่น่า... เสียงใสว่างอนๆ หากก็ไม่จริงจังนัก

            นอนเถอะ...ดึกแล้ว... ว่าพลางก็กอดเธอไว้แน่นเข้า ด้วยอากาศที่หนาวเย็นขึ้น และแม้จะมีเครื่องทำความร้อนหากก็เพียงให้ความอบอุ่นได้ในช่วงค่ำคืนเท่านั้น เพราะเมื่อขึ้นวันใหม่ช่วงเช้ามืดอากาศจะหนาวเย็นจนจับไอทั่วหน้าต่าง

            ชาน เต-กูนอนกอดร่างบางไว้แน่น แม้ปากจะบอกให้นอนหลับหากเขาก็ยังลืมตาโพลงในความมืดสลัวที่มีแสงไฟจากสนามด้านนอก ชายหนุ่มกลัวจับใจว่าตนเองจะไม่สามารถมีลูกได้ การแต่งงานผ่านเลยเกือบปีและทั้งคู่ก็ไม่ได้คุมการเกิดเจ้าตัวเล็ก หากถึงวันนี้ภรรยาสาวก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะตั้งครรภ์ และยิ่งเมื่อเดือนก่อนที่เธอติดตามเจ้านายสาวไปโรงพยาบาลเพื่อตรวจร่างกายพร้อมๆ กับว่าที่คุณแม่นั้น เขาก็รับรู้ได้ว่าร่างกายของเธอแข็งแรงสมบูรณ์ดี แต่เขาไม่อาจรู้ได้ว่าตนเองจะสมบูรณ์พร้อมผลิตทายาทหรือไม่...

            มาเร็วๆ หน่อยนะลูก...เดี๋ยวพ่อจะแก่ก่อนวิ่งเล่นไม่ไหว...

 

            คุณแม่คะ ? เสียงใสแจ๋วจากเฮวอนทำให้ปภาวดีหันไปมองลูกสาวตัวกลมที่นั่งทำการบ้านในวันหยุดอยู่ใกล้ๆ

            มีอะไรไม่เข้าใจคะ ?

            เด็กหญิงส่ายหน้า หนูทำเสร็จแล้ว คุณแม่ตรวจหน่อยนะคะ แกว่าพลางลุกจากเก้าอี้ที่นั่งอยู่เดินถือสมุดหนังสือมาหาหญิงสาวที่นั่งอยู่บนโซฟาใกล้ๆ

            ไหน...แม่ตรวจก่อน เฮวอนไปบอกคุณพ่อนะคะว่าทำการบ้านเสร็จแล้ว...เดี๋ยวคุณพ่อจะได้เตรียมตัว หญิงสาวที่รับการบ้านไปวางบนตักบอกยิ้มอ่อนโยน เพราะชายหนุ่มสัญญากับลูกสาว และเธอไว้ว่าจะพาออกไปรับประทานอาหารนอกบ้าน

            ค่ะ เด็กหญิงรับคำยิ้มสดใส ก่อนจะวิ่งตึกตักขึ้นไปยังชั้นบนเพื่อหาผู้เป็นพ่อที่นั่งเคลียร์งานอยู่ในห้องทำงานตั้งแต่ช่วงสายของวันแล้ว

            คิม เฮ-วอนเคาะประตูห้องทำงานของผู้เป็นพ่อเบาๆ สามครั้งก็ได้รับเสียงอนุญาต เด็กหญิงจึงค่อยๆ เปิดประตูและงับประตูปิดให้เรียบร้อยแบบที่ได้รับการสั่งสอนมา พลางส่งยิ้มให้คุณพ่อตัวโตที่นั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานซึ่งเงยหน้าขึ้นมายิ้มให้อ่อนบาง

            ว่าไงคะ ทำการบ้านเสร็จแล้วหรือคนเก่ง ? เสียงห้าวเอ่ยถาม พร้อมวางเอกสาร และกดบันทึกข้อมูลในคอมพิวเตอร์ให้เรียบร้อย ก่อนจะหันมาเอื้อมแขนยกตัวลูกสาวขึ้นไปนั่งบนตักของตน จนเด็กหญิงยิ้มรับ

            เสร็จแล้วค่ะ คุณแม่บอกว่าให้หนูขึ้นมาบอกคุณพ่อ...คุณพ่อจะได้เตรียมตัว คนอยากออกไปเที่ยวบอกเสียงใส

            แล้วคุณแม่ทำอะไรอยู่ล่ะ ?

            คุณแม่ตรวจการบ้านให้อยู่ค่ะ เด็กน้อยตอบ พลางเหลียวมองคุณแม่ตาแป๋ว คุณพ่อทำงานเสร็จหรือยังคะ ?

            เอาเป็นว่าเฮวอนลงไปรอกับคุณแม่นะคะ อีกสิบนาทีพ่อลงไปนะ... เขาบอกพลางก้มลงหอมแก้มอิ่มใสของลูกสาวฟอดใหญ่ จนแกหัวเราะจั๊กจี้ ก่อนจะค่อยๆ ลงจากตักผู้เป็นพ่อวิ่งออกจากห้องทำงานไปทันที

            เจ้าของห้องทำงานได้แต่นั่งยิ้มน้อยๆ กับตนเองที่รับรู้ถึงความสุขกับครอบครัวเล็กๆ ที่เขาสร้างขึ้นมากับภรรยาสาวชาวไทยได้อย่างลงตัว เธอรักเฮวอนไม่ต่างจากแม่แท้ๆ ดูแล เอาใจใส่ และให้ความอาทรห่วงใยเสมอไม่เปลี่ยน แม้จะกำลังตั้งครรภ์ลูกชายแท้ๆ ของเธอกับเขาอยู่ก็ตาม

            เมื่อคิม ซอง-ซูเดินลงมายังห้องนั่งเล่นด้วยเสื้อคอเต่าสีเขียวเข้มกับกางเกงยีนส์ลูกฟูกสีดำพร้อมเสื้อโค้ทกันหนาวตัวยาวสีเทาก็พบสองสาวแม่ลูกนั่งกอดกันไปมาอยู่บนโซฟาตัวยาวนุ่มนิ่มดูโทรทัศน์ช่องการ์ตูนกันอยู่

            เอ้า ! พร้อมกันหรือยังครับสาวๆ เสียงห้าวทำให้สองแม่ลูกหันไปยิ้มให้

            ชายหนุ่มเดินเข้าไปช่วยพยุงร่างอวบกลมของภรรยาสาวให้ลุกขึ้นยืน พร้อมจับเสื้อคลุมไหลพรมสีเทาอ่อนตัวยาวจัดสวมให้เธอเรียบร้อยด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน ก่อนจะหันไปจับจูงมือลูกสาวที่จัดการสวมเสื้อกันหนาวสีหวานเข้ากับชุดตัวสวยและสะพายกระเป๋าใบน้อยเรียบร้อยยืมยิ้มรออยู่เดินเคียงกันออกจากบ้านทันที

            ตกลงเราไปเดินห้างแล้วกันนะ...อุ่นหน่อยวันนี้หนาวมาก เดี๋ยวแม่เขาไม่สบาย

            ค่ะ เด็กหญิงตอบรับอยู่เบาะด้านข้างคนขับ พลางเหลียวไปมองคุณแม่ที่นั่งอยู่เบาะหลังยิ้มแป้น ก่อนจะหันไปมองถนนด้านหน้าเมื่อคุณพ่อค่อยๆ ขับเคลื่อนรถยนต์คันหรูออก

 

            ห้างสรรพสินค้าใหญ่กลางกรุงโซลในวันหยุดมีผู้คนมากมายเข้ามาใช้บริการ และยิ่งอยู่ในช่วงใกล้เทศกาลแห่งความรักบูธ และร้านค้าแบรนด์ดังมากมายภายในห้างต่างจัดแต่งดิสเพลย์กันสวยงาม พร้อมมีสินค้าคอลเลคชั่นของเทศกาลออกมาจำหน่ายล่วงหน้าหลากหลาย จนปภาวดีและเฮวอนต่างก็ตื่นเต้นไม่ต่างจากวัยรุ่น หรือหนุ่มสาวที่เดินควงกระหนุงกระหนิงกันมาเที่ยวเลย

            คุณพ่อ คุณแม่ซื้อเสื้อคู่สิค่ะ น่ารักดี เสียงเด็กน้อยเอ่ยบอก เมื่อเห็นหุ่นโชว์ด้านหน้าร้านแบรนด์เสื้อผ้าหนึ่งมีหุ่นหนุ่มสาวใส่เสื้อผ้าที่ตัดด้วยผ้าลายพิมพ์เดียวกัน

            แหม...แม่ท้องใหญ่เป็นฮิปโปจะใส่ได้ไงคะ เฮวอน... หญิงสาวเอ่ยกลั้วหัวเราะ จนคนฟังหัวเราะเบาๆ และชายหนุ่มก็ขำไม่น้อย

            เข้าไปดุก่อนสิ เผื่อเขามีไซต์ และอาจจะมีชุดพ่อแม่ลูกด้วย เราจะได้ใส่ไปไหนๆ ด้วยกันไง

            หญิงสาวมองค้อนสามีน้อยๆ ฉันเพิ่งรู้นะเนี่ยว่าประธามคิมจะกุ๊กกิ๊กน่ารักขนาดนี้

            ก็มีบ้างล่ะน่ะที่รัก เขาว่าเสียงเรื่อยๆ แก้เก้อ พลางจับจูงมือของสองสาวสองวัยเข้าไปภายในร้านนั้นทันที

 

            ชอง แช-ยองเดินเอื่อยเฉื่อยเรื่อยเปื่อยอยู่ท่ามกลางบูธเครื่องสำอางหลากหลายแบรนด์ภายในห้างสรรพสินค้าอยู่นาน ด้วยความเบื่อหน่าย แม้อยากจะออกจากบ้านมาเดินเที่ยวห้างแต่ก็ไม่รู้จะจับจ่ายซื้ออะไรดี เพราะก็ซื้อไปเกือบทุกอย่างแล้ว และเงินที่ได้มาก็กำลังลดน้อยลงเรื่อยๆ ด้วยเธอไม่ได้ตั้งใจหางานทำ และเมื่อตัดสินใจจะเดินไปดูเสื้อผ้า เธอก็บังเอิญพบกันครอบครัวหนึ่งที่คุ้นตาเหลือเกิน

            หึ...ครอบครัวสุขสันต์จริงนะซองซู

            หญิงสาวก้าวเดินมั่นคงเข้าไปสู่ภายในร้านเสื้อผ้าตรงหน้าทันที และจะด้วยโชค หรืออะไรก็ตามเมื่อเธอเดินเข้าไป คิม ซอง-ซูก็กดรับโทรศัพท์มือถือ และก้มลงหอมขมับภรรยาสาวไปทีก่อนจะเดินออกไปยืนคุยโทรศัพท์ด้านนอกร้าน ซึ่งน่าจะเงียบกว่าภายในที่เปิดเพลงให้เข้ากับบรรยากาศเทศกาลความรักดังก้องคลออยู่ตลอด ทำให้แชยองได้เห็นร่างอวบอ้วนของว่าที่คุณแม่ที่จับจูงมือน้อยของเด็กหญิงไว้ไม่ปล่อย แต่ความรู้สึกของผู้มองก็มิได้แปลกแตกต่างไปจากเดิมเลยที่ได้พบหน้าลูกสาวของตนเอง

 

            คุณแม่ค่ะ ! มีชุดเดรสด้วย คุณแม่ใส่ได้นี่ค่ะ เสียงใสแจ๋วเอ่ยบอกกับคุณแม่สาว เมื่อพนักงานสาวนำมายังโซนเสื้อผ้าคู่รัก และครอบครัวที่ใช้ผ้าพิมพ์ลายเดียวกัน

            จ้ะ...เราดูๆ ก่อนนะ รอคุณพ่อคุยธุระก่อนค่อยเลือกว่าจะเอาลายไหน หญิงสาวตอบรับด้วยรอยยิ้ม และบอกกล่าวกับเด็กหญิงตัวเล็กที่เดินไปดูเสื้อผ้าอยู่ไม่ไกล

            ค่ะ แกตอบรับ พร้อมหันมายิ้มให้ ก่อนจะหันไปสนใจเสื้อผ้าหลากหลายแบบ และมีลายผ้าเกือบสิบลายที่ตัดเย็บเข้าคู่กันอยู่ในโซนนั้น

            ปภาวดีหันไปกล่าวอะไรสักอย่างกับพนักงานขายสาว เจ้าหล่อนยิ้มก้มศีรษะให้ก่อนจะผละออกไปดูแลลูกค้าคนอื่นที่อยู่ไม่ไกล

            แชยองยิ้มมุมปากเมื่อเดินเข้าไปหาว่าที่คุณแม่ท้องแก่ที่ยืนมองลูกสาวอยู่ใกล้ๆ

            สวัสดี เสียงกล่าวทักทายแม้ใช้คำเรียบร้อย หากน้ำเสียงก็จิกกัดชัดเจน

            คนถูกทักเหลียวไปมองทันที และหญิงสาวก็หน้าตึงขึ้น ก่อนจะหันหน้าประชันหน้ากับคนที่เดินเข้ามาทักทาย

            มีอะไรอีกหรือคะ ?

            สาวชาวเกาหลีแท้ๆ ยืนนิ่ง เมื่อเห็นคนตรงหน้าไม่สะทกสะท้านอะไร

            ดูเป็นครอบครัวสุขสันต์ดีนะ...คุณแม่ !” คำสุดท้ายคนพูดตั้งใจเน้นชัดเจน หากคุณแม่กลับยิ้มเย็นมาให้

            ค่ะ เราเป็นครอบครัวสุขสันต์มาก...อีกอย่าง ลูกสาวคนโตของเราก็กำลังน่ารัก และเก่งเกินวัย แถมแกยังมีอีคิว (EQ) มากอยู่ ไม่เหมือนใครบางคนที่ไม่รู้จักที่ของตัวเอง

            แก !” เสียงที่เรียกดังขึ้นกว่าเดิม และคำที่เจ้าตัวเตรียมจะกล่าวว่าออกมาต้องหยุดกึก เมื่อคิม เฮ-วอนวิ่งหน้าตั้งมากอดแขนปภาวดีไว้ทันที

            คุณแม่รู้จักเขาด้วยหรือคะ ?

            แชยองมองดูเด็กหญิงที่ส่งสายตาไม่ไว้ใจมาหาตนเองนิ่งงัน ความรู้สึกตอนนี้เหมือนเธอกำลังถูกมีดกีดที่หน้าอกลึกเชื่องช้า

            แค่คนรู้จักของคุณพ่อน่ะจ้ะ

            เด็กน้อยมองคุณแม่ของตนนิ่ง ก่อนจะหันไปมองคนรู้จักของคุณพ่อนิ่ง แล้วทำไมคุณอาต้องตวาดคุณแม่หนูด้วยคะ ? เสียงดังไม่ดีนะคะ

            ประโยคนั้นทันที่ชายหนุ่มร่างสูงที่เดินเข้ามาได้ยินทันที เขายิ้มมุมปาก พร้อมก้าวเข้าไปยืนโอบสองแม่ลูกไว้หลวมๆ ทันควัน

            เด็กยังมีวุฒิทางอารมณ์มากกว่าเธอเลยนะแชยอง...

            ซองซู !”

            มีธุระอะไรอีกเรอะ ?! ฉันว่าวันนั้นภรรยาฉันเคลียร์กับเธอหมดเรื่องแล้วนี้ เสียงห้าวเอ่ยราบเรียบด้วยรอยยิ้มเหยียด จนคนถูกแขวะหน้าตึง

            ฉันขอตัว !” ผู้มาเยือนเอ่ยเสียงแข็ง และหันร่างเดินกระแทกส้นเท้าออกจากร้านไปทันที

 

            คิม ซอง-ซูเหลียวมามองภรรยาและลูกสาวด้วยรอยยิ้มเล็กน้อย พลางเอื้อมมือไปกดศีรษะลูกสาวเบาๆ เก่งจังลูกพ่อ ดูแลแม่ได้แล้ว

            ก็เขาเสียงดังนี่ค่ะ หนูไม่ชอบ แกว่าเสียงตวัด พลางทำหน้าเบ้

            จ้า... เขาตอบรับลูกสาว พลางโอบเอวอวบของภรรยาหันไปดูเสื้อผ้าในโซนที่เธอสองคนแม่ลูกยืนรออยู่ เลือกแบบไหนล่ะจ้ะ ?

            รอคุณอยู่ล่ะคะ... เธอบอก พลางหันมองลูกสาวที่ยืนยิ้มอยู่ใกล้ๆ เฮวอนชอบลายไหนล่ะลูก ?

            เด็กหญิงยิ้มรับ พลางจับจูงมือคุณพ่อคุณแม่ไปดูในชั้นที่ตนเองถูกใจลวดลายผ้าที่เป็นลวดลายกราฟฟิกสีสันอ่อนหวานบนพื้นขาวที่ตัดเย็บเป็นทั้งแบบเสื้อเชิ้ตชายหญิง ชุดเดรสสำหรับหญิงสาวและเด็กผู้หญิง และยังมีเสื้อคอเต่าสำหรับทุกเพศทุกวัยอีกด้วย

            และเมื่อชายหนุ่มหญิงสาวได้ดูลายผ้าที่ลูกสาวชอบก็รู้สึกชอบเหมือนกัน ก่อนจะตัดสินใจกันซื้อเสื้อคอเต่าเหมือนกันทั้งสามคน และมีชุดเดรสอีกตัวสำหรับว่าที่คุณแม่ที่สามารถใส่ได้ทั้งตอนเธอตั้งครรภ์ช่วงนี้ หรือเมื่อคลอดแล้ว

 

            ลูกเก่งมากเฮวอน...แต่ลูกต้องไม่ก้าวร้าวผู้ใหญ่นะคะ เสียงใสเอ่ยกับลูกสาวที่กำลังนอนหนุนหมอนซุกกายอยู่ใต้ผ้าห่มผืนหนาลายการ์ตูนน่ารักสดใสที่แกชอบในยามค่ำคืน

            เด็กหญิงเหลียวหน้าขึ้นมองคุณแม่สาวที่นั่งเหยียดขาพิงหลังกับพนักหัวเตียงของตนเอง โดยมีหนังสือนิทานเรื่องโปรดของเจ้าตัววางอยู่บนตักของผู้เล่า

            เข้าใจใช่ไหมคะว่าแม่พูดถึงเรื่องอะไร ? ปภาวดีถามด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน และคนฟังก็พยักหน้าบนหมอนรับด้วยดวงหน้าเจื่อนลงเล็กน้อย

            เฮวอนไม่ผิดหรอกจ้ะ แม่ไม่ได้ว่าลูกเสียหน่อยนะ... หญิงสาวเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน มือเรียวเอื้อมไปลูบศีรษะลูกสาวเบาๆ ทำให้แกแหงนมองด้วยรอยยิ้มที่ดีขึ้น

            แต่แม่จะบอกว่า เฮวอนต้องรู้จักกาลเทศะกับผู้ใหญ่ที่เขาดีกับเรา... บางทีผู้ใหญ่บางคนก็เป็นคนปากร้ายแต่จิตใจดี

            แต่อาคนนั้นไม่เห็นดีเลยนี่ค่ะ สายตาก็ไม่น่ามอง น้ำเสียงก็ไม่น่าฟัง เสียงคนบอกเหมือนกับเป็นผู้ใหญ่ จนหญิงสาวยิ้มขัน

            แม่ถึงบอกไงว่าหนูเก่ง...เขาไม่ดีหรอก แต่เฮวอนก็ไม่ควรเกลียดเขา... เธอบอกกล่าวด้วยรอยยิ้ม มือเรียวลูบศีรษะแกเรื่อยๆ ระหว่างอีกมือปิดปกหนังสือนิทานที่เล่าจบไปนานแล้วให้เรียบร้อย

            ยังไงเขาก็เป็นผู้ใหญ่ที่แก่กว่าเฮวอนมาก...อีกอย่างก็เคยเป็นคนรู้จักของคุณพ่อด้วย

            แต่คุณพ่อบอกหนูว่า ไม่จำเป็นต้องไปทำความรู้จักกับเขานะคะ เขานิสัยไม่ดี ทิ้งลูกตัวเองไปแต่งงานกับเศรษฐีฝรั่ง เพรารวยกว่าสามีเก่าด้วยนะคะ เด็กหญิงบอกคุณแม่ขึ้นมาหน้าตาเฉย เพราะจดจำที่บิดาบอกให้ฟังเมื่อช่วงเย็นได้ขึ้นใจ จนคนฟังตกใจเล็กน้อย

            แหม...จะร้ายกาจไปถึงไหนกันนะพ่อตัวดี...มาสั่งสอนให้ลูกเป็นคนไม่เคารพผู้ใหญ่ได้อีก

            หญิงสาวส่ายหน้าระอาในความเอาแต่ใจของสามี ก่อนจะก้มลงยิ้มอ่อนๆ ให้กับลูกสาวที่นอนมองอยู่

            แม่ก็ไม่ได้จะให้เฮวอนไปทำความรู้จักเขา เธอบอกเสียงเรียบ หากก็อ่อนโยนอยู่ในที แม่แค่ไม่อยากให้เฮวอนก้าวร้าวผู้ใหญ่จ้ะ...คราวหน้าถ้าพบเจอกันอีก เฮวอนก็พยายามอยู่ห่างๆ เขาไว้ อย่าไปต่อล้อต่อเถียงเขา ดีไหมคะ ? เธอถามกลับด้วยรอยยิ้มเอ็นดู

            ค่ะ คนฟังตอบรับด้วยรอยยิ้ม พลางพลิกกายนอนตะแคงมากอดร่างอวบอ้วนของคุณแม่ ก่อนจะนอนหลับตาฟังเสียงร้องเพลงกล่อมเบาๆ ที่แม่จะร้องให้ฟังทุกคืนหลังอ่านนิทานจบ แม้วันนี้จะคุยกันยาว หากแม่ก็ไม่ลืมจะร้องเพลงให้เธอฟัง

            คิม ซอง-ซูที่เดินออกจากห้องทำงานกำลังจะก้าวเท้าเดินกลับห้องนอนต้องหยุดยืนยิ้มอ่อนโยนอยู่หน้าประตูห้องลูกสาว ฟังเสียงใสๆ ของภรรยาที่ร้องเพลงกล่อมเด็กเป็นภาษาไทยให้เฮวอนทุกคืน และคืนนี้เธอก็ไม่ได้หยุดร้อง ชายหนุ่มรู้สึกอบอุ่นขึ้นทันใจ แม้อากาศของโถงทางเดินในยามค่ำคืนจะเย็นเยียบเพียงใดก็ตาม

            เขาค่อยๆ จับลูกบิดเปิดประตูห้องนอนของลูกสาวคนโตเข้าไปเบาๆ และก็พบว่าแกกำลังจะหลับลงในไม่กี่นาที หากหูของหญิงสาวก็ได้ยินเสียงการเคลื่อนไหวหน้าห้อง เธอเงยหน้าขึ้นมอง และยกมือข้างว่างที่ไม่ได้ลูบศีรษะลูกสาวขึ้นจุ๊ปาก ทำให้ชายหนุ่มค่อยๆ งับประตูและยืนมองดูภาพตรงหน้านิ่งด้วยรอยยิ้มอ่อนหวาน

            เขาคิดถึงคำพูดป้าจีอินที่โดนคำสั่งคุณนายใหญ่ประจำบ้านโยกย้ายให้กลับไปนอนยังห้องของตนเอง เพื่อจะได้พักผ่อนได้เต็มที่ว่า หล่อนจะอดฟังเพลงก่อนนอนไปตลอด เขาก็อดยิ้มไม่ได้ เพราะว่าที่คุณแม่คิดว่าเฮวอนโตมากแล้ว ไม่จำเป็นต้องมีใครมานอน และคอยดูแลปลุกให้ตื่น แกควรดูแลตัวเองได้แล้ว เหตุผลของเธอทำให้ทุกคนเห็นด้วย แม้แต่เจ้าตัวเล็กก็ต้องยอมตาม แม้บางคืนที่พ่อแม่ออกงานจนดึกดื่นเท่านั้นที่จะขอให้ป้าจีอินมานอนด้วย

            เจ้าบ้านยิ้มรับ เมื่อร่างอวบอ้วนค่อยๆ ลุกออกจากเตียงและปิดไฟหัวเตียง เขาเดินเข้าไปโอบประคองเธอไว้ ก่อนจะค่อยๆ เดินออกจากห้องของเด็กหญิงไปยังห้องของพวกตนเอง...

 

...................................

 

คุคุคุ...ตอนนี้เฮวอนคือตัวก่อสงครามจ้า...

 

จริงๆ อยากให้เห็นว่า เด็กจะดีได้ขึ้นอยู่กับตัวเด็กเอง และคนเลี้ยงดูด้วย

ไม่เกี่ยวกับสายเลือดหรอก...(ในความคิดนินะ)

คือ ตัวเองคิดว่า ถ้าเรารักดีเสียอย่าง เราก็จะดีเอง

อย่างที่นิเขียนประวัติตัวเองไว้

ครอบครัวนิก็ไม่ครบ พ่อแม่หย่ากันตั้งแต่ 2-3 ขวบ

และก็จำได้ด้วยว่าเขาทะเลาะกันยังไง (ติดตามากเลย)

แต่นิรู้สึกว่า นิรักตัวเอง

ไม่รู้สินะคะ นิรักตัวเองมากกว่าใคร

(อาจเพราะยังไม่เจอะรักแท้แบบสุดๆ ด้วยมั่ง หุหุ)

เอาเป็นว่า

ถึงรักตัวเองมากกว่าอะไร แต่นิก็ไม่ใช่คนเห็นแก่ตัวแล้วกัน

เพราะถ้าเห็นแก่ตัวมาก นิคงไม่มีเพื่อนแน่นอน...เนอะ?!

แต่ปัจจุบันอายุ 22 ย่าง 23 ปี ข้าน้อยมีเพื่อนเยอะมากเลยนะ

มีเพื่อนที่คบกันตั้งแต่ป.1 จนถึงปัจจุบันด้วย ^.^

แค่นี้ก็มีฟามมมมมสุขขขขขขขขข... (ผิดหลักภาษานะย่ะ!)

 

 

 

 

           

331 ความคิดเห็น