รักเล่ห์ บุพเพลวง

ตอนที่ 6 : ตอนที่ ๓ นางละครออนแอร์ (๑)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 460
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    18 พ.ค. 61

3

นางละครออนแอร์

 

 

 

สำเนาบัตรประชาชนที่เสี่ยธวัชชัยให้มามีรูปของแม่สาวชุดดำอยู่ด้วย แต่ไม่ค่อยชัดนักเพราะเป็นการถ่ายเอกสารแบบขาว-ดำ และกระดาษแผ่นนั้นก็ทั้งเก่าทั้งเหลืองเต็มที หากตอนนี้เตชิตมั่นใจว่าต่อให้เหลือแต่เถ้าถ่าน เขาก็ไม่มีวันลืม ยายปีศาจอลิซนั่นได้

 

ชื่อในบัตรประชาชนคือ นางสาวพาณิณี รุ่งเรืองศิลป์ เขาจะจดจำชื่อนี้ไว้จนวันตายทีเดียว

 

เมื่อได้ชื่อและที่อยู่ของเป้าหมายมาเรียบร้อยแล้วชายหนุ่มก็บึ่งรถไปยังแหล่งกบดานของเจ้าหล่อนในทันที โชคดีที่ที่อยู่ในบัตรประชาชนนั้นอยู่ในเขตจังหวัดนนทบุรี เขาจึงไม่ต้องเสียเวลารอคอยอีกแม้แต่นาทีเดียว หากพอมาถึงหน้าบ้านตามที่อยู่ดังกล่าวแล้วชายหนุ่มก็ถึงกับอ้าปากค้างไปห้าวินาทีเต็มๆ เพราะสิ่งปลูกสร้างที่เห็นอยู่ตรงหน้ามันคือ...บ้านร้างชัดๆ!

 

โธ่เว้ย!” เตชิตสบถอย่างเดือดดาล กำมือทุบปังลงกับประตูรั้วไม้ผุๆ นั้นอย่างเจ็บใจ เมื่อต้องยอมรับอย่างกล้ำกลืนว่าเงินที่เสียไปนั้น สูญเปล่าเขาก็หลับตาลง ส่งเสียงครางในลำคอคล้ายสัตว์บาดเจ็บที่ใกล้สิ้นใจเต็มที

 

แสนห้า...แสนห้า!”

 

ใช่...เป็นเงินแสนห้าที่ปลิวหายไปกับสายลมอย่างไร้ประโยชน์!

 

เขาอยากจะกลั้นใจตายให้รู้แล้วรู้รอด ได้แต่ทึ้งผมตัวเองระบายความคับแค้นใจ ก่อนจะรีบขึ้นรถแล้วบึ่งกลับไปหาเสี่ยธวัชชัยที่เต็นท์เช่ารถอีกครั้ง เขาจะไม่ยอมเสียเงินแสนห้าไปฟรีๆ แน่!

 

ทันทีที่จอดรถและดับเครื่องเรียบร้อยแล้วร่างสูงก็ผลักประตูรถออกไปอย่างแรง ก้าวพรวดๆ เข้าไปในออฟฟิศของเสี่ยรถเช่าด้วยสีหน้าถมึงทึงแบบคนที่ถูกครอบงำด้วยโทสะร้าย

 

ขณะนั้นเป็นเวลาสามทุ่มเกือบครึ่งแล้ว พนักงานทุกคนจึงกลับไปหมด เหลือเพียงผู้เป็นเจ้าของซึ่งกำลังจะกลับอยู่พอดี ตามปกติเสี่ยธวัชชัยไม่เคยอยู่โยงที่ออฟฟิศดึกขนาดนี้ แต่วันนี้เหมือนดวงเฉียดๆ จะถึงฆาตจึงได้อยู่รอจนกระทั่งเตชิตกลับมาอีกครั้ง

 

เสียงเปิดประตูเข้ามาอย่างแรงทำให้ร่างอวบท้วมสะดุ้งแทบตกเก้าอี้ และเมื่อเห็นว่าผู้บุกรุกยามวิกาลมีสีหน้าอย่างไรก็ยิ่งลนลานเข้าไปอีก เอ่ยถามตะกุกตะกักแทบจับใจความไม่ได้ คะ...คุณกะ...กลับมาทะ...ทำไม?

 

ชายหนุ่มตบโต๊ะเสียงดัง รู้สึกเจ็บจี๊ดๆ ที่มือทั้งสองข้างหากก็เก๊กหน้าดุเอาไว้เพราะเกรงว่าอีกฝ่ายจะไม่กลัวแล้วคำข่มขู่ของเขาจะใช้ไม่ได้ผล ที่อยู่ที่เสี่ยให้ผมมามันเป็นบ้านร้าง ร้างมาสิบปีแล้วมั้ง อยากตายใช่มั้ยถึงกล้าหลอกผู้กำกับดังอย่างผม ไหนบอกมาซิ?

 

วะ...ว่าไงนะ บ้านร้างเหรอ เป็นไปได้ยังไง? เสี่ยรถเช่าที่ไม่รู้ตัวว่าโดนลูกค้าประจำหลอกมาเป็นปีๆ ย้อนถามอย่างนึกไม่ถึง

 

มันเป็นไปแล้ว ผมต้องจ่ายไปแสนห้าแล้วไม่ได้อะไรเลย เสี่ยรู้มั้ยว่าผู้กำกับดังอย่างผมทำอะไรได้บ้าง รู้มั้ย?

 

เตชิตพยายามทำเสียงเหี้ยมโหด อารมณ์ส่วนหนึ่งเป็นเรื่องจริงเพราะเขาโกรธมาก แต่ที่ต้องแสร้งทำตัวเป็นผู้กำกับดังขี้โอ่เพราะอยากให้เสี่ยธวัชชัยคล้อยตามและยอมบอกทุกอย่างโดยปราศจากความระแวงแคลงใจในเหตุผลที่เขาต้องพลิกแผ่นดินตามหาหญิงสาว

 

เอ่อมะ...ไม่รู้ แต่ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าที่อยู่ของเธอเป็นบ้านร้าง เสี่ยใหญ่ตอบตามความจริง ดวงตายิบหยีจนแทบจะจมหายไปกับเนื้ออวบอูมของใบหน้ากะพริบขึ้นลงถี่ๆ บอกให้รู้ว่าทั้งงงและหวั่นวิตกไปพร้อมกัน

 

แล้วเสี่ยติดต่อเธอได้ยังไง ติดต่อวิธีไหน อย่าบอกนะว่าส่งจดหมายไปที่บ้าน ลูกค้าประจำแบบนี้จะต้องมีเบอร์ที่ติดต่อกันได้บ้าง มีใช่มั้ย?

 

มีๆ มีเบอร์ที่ติดต่อได้ เสี่ยธวัชชัยละล่ำละลักบอกโดยไม่หมกเม็ด

 

งั้นก็ติดต่อเธอซะ นัดเธอออกมาพบเสี่ยที่นี่ให้ได้ เขาบอกอย่างลิงโลด แทบเก็บความยินดีไว้ไม่มิดเมื่อมองเห็นหนทางที่จะได้พบแม่สาวชุดดำอีกครั้ง

 

ให้ผมนัด? เสี่ยรถเช่าถามงงๆ

 

ใช่ เขาตอบพลางเม้มปากครุ่นคิดสักพักก็เอ่ยขึ้น เสี่ยต้องนัดเธอมาพบที่นี่ บอกว่ามีธุระเกี่ยวกับรถที่เธอเช่าไป มันมีปัญหา เธอต้องกลับมาดูและรับผิดชอบ

 

เอ่อ...แล้วทำไมผมต้องทำแบบนั้น?

 

ก็เพราะว่าเสี่ยรับเงินแสนห้าจากผมไปแล้วยังไงล่ะ ถ้าไม่ทำ ผมจะเอาเสียงที่เราคุยกันไว้ไปให้สื่อลงข่าว ผมใช้มือถืออัดเสียงไว้ด้วย ผมจะให้สื่อโจมตีเต็นท์เช่ารถของเสี่ยจนทำมาหากินต่อไปไม่ได้ ทีนี้รู้แล้วใช่มั้ยว่าผู้กำกับดังอย่างผมทำอะไรได้บ้าง

 

เขายิ้มเหี้ยมข่มขู่ นึกชื่นชมตัวเองไม่น้อยที่สามารถปั้นน้ำได้เป็นตุเป็นตะขนาดนี้ รู้งี้น่าจะลองไปเป็นนักแสดงดู บางทีเขาอาจจะรุ่งก็ได้!

 

ทำไมต้องโกหกเธอด้วยล่ะ คุณก็เอาเบอร์แล้วโทร. หาเธอเองว่าอยากให้เธอเป็นนางเอกหนังให้ แบบนี้ไม่ง่ายกว่าเหรอครับคุณผู้กำกับดัง

 

คนที่เหมือนจะงงและตกใจจนคิดอะไรไม่ค่อยออกเกิดจะสงสัยได้ถูกจุดขึ้นมาเสี่ยนี่ เตชิตเลยต้องแถไปข้างๆ คูๆ เพื่อเอาตัวรอด

 

ก็เพราะว่าคุณได้เงินไปแสนห้าแต่เหมือนว่าไม่ได้ทำอะไรเลย ผมเป็น

 

คนทำงาน เงินทุกบาททุกสตางค์ที่เสียไปจะต้องใช้มันอย่างคุ้มค่า มันเป็นอุดมการณ์ของผู้กำกับดังอย่างผม อย่าถามมาก บอกให้ทำก็ทำเถอะน่า หรือจะให้ผมฟ้องสื่อ

 

เอ่อ...แต่นี่มันเกือบสี่ทุ่มแล้วนะครับ เธออาจจะไม่ได้อยู่แถวนี้ก็ได้ และถึงจะอยู่แถวนี้เธอก็คงไม่มาพบคุณตอนนี้แน่ มันค่อนข้างจะดึกไปสำหรับการคุยเรื่องงาน เมื่อรู้จุดประสงค์ที่ชัดเจนของผู้กำกับดัง เสี่ยธวัชชัยก็เริ่มวางใจว่าตัวเองจะไม่ถูกฆ่าหมกออฟฟิศเพราะเงินแสนห้า สติสตังเลยกลับมาอยู่กับเนื้อกับตัวพอจะคิดอะไรที่เป็นเหตุเป็นผลได้มากขึ้น

 

เตชิตเหลือบตามองนาฬิกาติดผนังก็เห็นจริงตามที่เสี่ยธวัชชัยว่า เขาเลยต้องข่มกลั้นความกระเหี้ยนกระหือรือที่จะลากคอแม่สาวชุดดำมาเค้นเอาความจริงในค่ำคืนนี้ไว้ก่อน ขืนให้เสี่ยโทร. จิกเธอออกมากลางดึก ยายปีศาจนั่นต้องสงสัยแน่ เขาไม่ควรบุ่มบ่ามมากเกินไป เดี๋ยวไก่ตื่นแล้วจะชวดโอกาสตามหาความจริง

 

งั้นพรุ่งนี้เช้าเสี่ยต้องนัดเธอออกมาพบ นัดเวลาได้เมื่อไหร่โทร. บอกผมทันที ผมจะรีบมาที่นี่ แต่เสี่ยห้ามบอกเรื่องผมเด็ดขาด ให้คุยเรื่องรถหรือจะอ้างอะไรก็ได้

 

แล้วแบบนั้นผู้กำกับจะคุยเรื่องทำหนังกับเธอตอนไหนล่ะ เสี่ยยังตามมุกของเตชิตไม่ทันก็ถามงงๆ

 

ชายหนุ่มขมวดคิ้ว ครุ่นคิดหาข้ออ้างพักเดียวก็นึกออก ผมจะแอบสะกดรอยตามเธอไปที่บ้าน เผื่อเธอไม่ยอมมาเป็นนางเอกหนังให้ผม วันหลังผมจะได้ตามไปอ้อนวอนเธอถึงบ้านยังไงล่ะ หนังของผมต้องให้เธอเป็นนางเอกคนเดียวเท่านั้น เข้าใจที่ผมพูดใช่มั้ยครับเสี่ยธวัชชัย

 

อะ...เอ่อเข้าใจก็ได้ เสี่ยรถเช่าตอบรับงงๆ ไม่เข้าใจว่าการหานางเอกภาพยนตร์สักเรื่องมันต้องลงทุนทำถึงขนาดนี้เชียวหรือ เช่นนั้นก็อาจแปลว่ารายได้จากภาพยนตร์เรื่องหนึ่งคงไม่น้อยทีเดียว ไม่งั้นคนทำก็ขาดทุนแย่ เพราะ

 

แค่ก้อนแรกที่จ่ายไปก็แสนห้าแล้ว

 

งั้นเจอกันพรุ่งนี้ หวังว่าเสี่ยจะไม่ทำให้ผมผิดหวังนะครับ ไม่อย่างนั้นผมฟ้องสื่อให้เล่นงานเสี่ยแน่ เพราะว่าผมเป็นผู้กำกับดัง เตชิตข่มขู่สำทับอีกครั้งพร้อมรอยยิ้มที่มุมปาก ก่อนจะกลับบ้านพร้อมความหวังที่เรืองรองในใจ พรุ่งนี้เขาต้องตามไปจนถึงแหล่งกบดานของเธอให้ได้

 

ระหว่างทางกลับบ้านชายหนุ่มก็โทร. หาปริญญ์เพื่อขอให้ช่วยสืบประวัตินางสาวพาณิณี รุ่งเรืองศิลป์ หากอีกฝ่ายกลับปิดมือถือจึงสันนิษฐานได้ว่าน่าจะอยู่ระหว่างการประชุมเร่งด่วน หรือไม่ก็กำลังปฏิบัติหน้าที่สำคัญ เขาจึงพักเรื่องนี้ไว้ทีหลัง

 

แต่ด้วยความเจ็บแค้นแบบฝังหุ่นและความมุ่งมาดปรารถนาอยากจะให้ถึงวันพรุ่งนี้โดยเร็วทำให้เขาเดินเข้ามาในบ้านพร้อมพึมพำชื่อ พาณิณีไปด้วยราวกับบทสาปแช่งที่จะทำให้แม่สาวชุดดำลงไปนอนชักดิ้นชักงอน้ำลายฟูมปากและขาดใจตายในที่สุด

 

คุณพรรษาได้ยินเข้าก็เป็นงงจนต้องเอ่ยถามเป็นอะไรไปน่ะเต พึมพำอะไรอยู่ได้

 

พาณิณีครับแม่...พาณิณี เขาตอบด้วยน้ำเสียงที่สดใสขึ้น เพราะหวังว่าพรุ่งนี้จะจัดการกับแม่สาวคนนี้ได้อยู่หมัด

 

หมายถึงนางละครน่ะเหรอ?

 

นางละครอะไรครับ คราวนี้เขาเป็นฝ่ายย้อนถามมารดาบ้าง

 

ก็พาณิณีไง แปลว่านางละคร ชื่อนี้เพราะดีนะ แม่เคยคิดว่าถ้ามีลูกสาวจะตั้งชื่อนี้แหละ น่าเสียดายที่มีลูกชายซะได้

 

คำตอบของมารดาทำให้เตชิตชะงักกึก สีหน้ากลับเข้าสู่โหมดอารมณ์เดือดอีกครั้ง

 

ชัดเลย! ไม่ต้องมีใครบอกก็รู้ว่าชื่อนี้ไม่ใช่ชื่อจริงของแม่สาวชุดดำแน่นอน

 

เขานึกอยู่แล้ว มั่นใจมากถึงล้านเปอร์เซ็นต์ทีเดียว แต่ที่อยากให้เพื่อนสืบหาก็เพื่อความชัวร์ หากตอนนี้คงไม่ต้องรบกวนสารวัตรปริญญ์อีกแล้ว

 

พาณิณี...นางละคร เธอมันนักแสดงไร้สังกัด ผู้หญิงจอมลวงโลก ยายตัวแสบ พรุ่งนี้เขาต้องจับเธอให้ได้ คอยดูก็แล้วกัน!

 

 

 

ร่างเพรียวระหงเดินนวยนาดออกมาจากห้องน้ำอย่างระมัดระวัง สะโพกที่เคล็ดจนทำให้เธอต้องลางานไปสองวันตอนนี้เริ่มเข้าที่เข้าทางและหายปวดแล้ว หากหญิงสาวเกรงว่าอาการปวดยอกนั้นจะกลับมาเล่นงานอีกจนทำให้ไปร่วมงานวันเกิดมารดาของแฟนหนุ่มในคืนนี้ไม่ได้จึงลางานเพิ่มอีกหนึ่งวัน และวันนี้เธอก็มีเวลาแต่งสวยอย่างเต็มที่

 

นายแพทย์อิสระ พินิจนันท์เป็นชายหนุ่มรูปร่างหน้าตาดียิ่งกว่าพระเอกละครหลังข่าวบางคนเสียอีก ฐานะทางบ้านก็ไม่ธรรมดาเพราะเขามีมารดาเป็นถึงหม่อมราชวงศ์ ส่วนบิดาก็เป็นนายทหารชั้นผู้ใหญ่ที่มีผู้คนนับหน้าถือตากันมากมาย ที่สำคัญครอบครัวนี้ร่ำรวยทั้งตระกูล แต่เหนืออื่นใด หมออิสระเป็นผู้ชายนิสัยดี มีความรู้ความสามารถ และมีหน้าที่การงานที่มั่นคง ไม่ได้อาศัยบารมีพ่อแม่ทำตัวเหลวไหลไปวันๆ โดยไม่รู้จักทำงานทำการ สรุปว่าเขาเป็นลูกคนรวยที่มีความคิดและมีสมองมากที่สุดที่ภาวิกาเคยรู้จักมา

 

หญิงสาวพบเขาครั้งแรกเมื่อราวห้าเดือนก่อน ตอนนั้นเธอไม่สบายเป็นลำไส้ใหญ่อักเสบ ปวดท้องมาก กินยาแล้วก็ไม่หายจึงต้องกระเสือกกระสนพาตัวเองไปโรงพยาบาลให้ได้ด้วยความยากลำบาก แต่ยังไปไม่ถึงมือหมอก็แทบจะคลานสี่ขาลงจากรถ

 

นายแพทย์อิสระออกเวรแล้วและกำลังจะกลับบ้าน แต่พบเธอเข้าเสียก่อน เขาช่วยอุ้มเธอกลับเข้าไปในโรงพยาบาล ทำการรักษาและคอยปลอบราวกับเธอเป็นเด็กห้าขวบ นับเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ทำให้เธอรู้ว่าตัวเองอ่อนแอและต้องการคนปกป้อง เขาเป็น คนนั้นให้เธอได้

 

นอกจากจะเป็นหมอรักษาอาการป่วยทางกายของเธอแล้ว เขายังเหมือนผู้ให้ชีวิตใหม่กับเธอด้วย เพราะเขาทำให้เธออยากเป็นคนใหม่...ที่ดีขึ้น ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะได้เจอผู้ชายแสนดี หล่อ รวย และรักเรา ฉะนั้นเธอจะไม่ปล่อยให้ผู้ชายสุดเพอร์เฟกต์คนนี้หลุดมือไปแน่นอน!

 

นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้หญิงสาววางมือจากการรับจ้างเป็นนางละครพันหน้าและพยายามใช้ชีวิตเหมือนคนปกติ จริงๆ เธอวางมือจากงานนี้ได้ราวสามเดือนแล้ว หากการเป็นคนดีไม่ง่ายอย่างที่คิด จากที่เคยมีรายได้แต่ละเดือนไม่ต่ำกว่าแสน บางเดือนได้มากถึงเจ็ดหลักด้วยซ้ำ หรือบางเดือนไม่มีงานเลยแต่เธอก็ไม่เดือดร้อนเพราะงานเก่ายังให้คุณ แต่ตอนนี้เธอมีแค่เงินเดือนเก้าพันบาทบวกค่าครองชีพอีกสองพันจากการเป็นพนักงานประชาสัมพันธ์ของโรงแรมมณีดิน

 

นี่ถือว่าเยอะแล้วสำหรับการเริ่มต้นทำงานด้วยวุฒิการศึกษาปริญญาตรี แต่กลับน้อยนิดเหมือนเศษเงินเมื่อเทียบกับรายได้จากงานที่เคยทำ และยิ่งไปกว่านั้นการทำงานสุจริต รับเงินเดือนน้อยนิดตามวุฒิการศึกษา แต่ต้องยอมให้เจ้านายและเพื่อนร่วมงานที่ถือว่าตนเป็นคนเก่าแก่โขกสับสารพัดก็คือนรกดีๆ นี่เอง

 

เมื่อเดือนก่อนมีคนเสนองานแบบเดิมให้เธอทำด้วยค่าจ้างที่เห็นแล้วทำให้ตาโตยิ่งกว่าไข่ห่าน เธอไม่อยากกลับไปทำแบบเดิมอีกเพราะมุ่งมั่นจะเป็นคนใหม่เพื่อหวานใจสุดหล่อ แต่ปัญหาก็คือไหนจะบ้าน ไหนจะรถที่เธอดาวน์ไว้และต้องผ่อนจ่ายในทุกเดือนอีก

 

ถ้าซื้อแบบพอดีตัวก็คงไม่มีปัญหาอะไร แต่นี่เธอเล่นซื้อบ้านราคาห้าล้าน เฉพาะรถยนต์ก็ปาเข้าไปสามล้านเศษแล้ว และไหนจะของแบรนด์เนมที่เธอคลั่งไคล้เป็นบ้าเป็นหลังพวกนั้นอีก สิ่งเหล่านี้ล้วนต้องใช้เงินซื้อหาทั้งสิ้น และนั่นก็คือเหตุผลที่ทำให้หญิงสาวตบะแตก กลับมาเป็นพาณิณี รุ่งเรืองศิลป์อีกครั้ง และบอกตัวเองว่านี่คือครั้งสุดท้ายแล้วจริงๆ

 

เงินที่ได้มาจากงานนี้หญิงสาวนำไปโปะค่ารถจนหมดแล้วเมื่อวานตอนบ่าย ถือว่าโล่งอก หมดภาระไปหนึ่งอย่าง แต่ค่าบ้านยังเหลืออีกกว่าสี่ล้านไม่รวมดอกเบี้ย และค่าใช้จ่ายจิปาถะในแต่ละเดือนนั้นเยอะกว่าเงินเดือนปัจจุบันถึงสี่เท่า

 

นี่ขนาดเพราๆ ชุดสวย กระเป๋า และรองเท้าแบรนด์เนมลงไปตั้งเยอะแล้วนะ!

 

หญิงสาวถอนใจยืดยาว สีหน้าหดหู่เศร้าหมองลงเมื่อนึกถึงภาระก้อนโตที่รออยู่ ก่อนจะสะดุ้งสุดตัวเมื่อเสียงโทรศัพท์มือถือกรีดร้องขัดจังหวะความคิด ด้วยความตกใจจึงกดรับโดยไม่ได้ดูว่าใครโทร. มา

 

สวัสดีค่ะ หญิงสาวกรอกเสียงหวานจ๋อยลงไปก่อน ในชีวิตเธอแจกเบอร์ให้คนอื่นนับหัวได้ ถ้าไม่ใช่ที่ทำงานก็ต้องเป็นแฟนหนุ่มนั่นแหละ

 

สวัสดีครับคุณพาณิณี ผม...เสี่ยธวัชชัยนะครับ โทร. มาจากเต็นท์เช่ารถ คือว่า...

 

ภาวิกาตัวแข็งทื่อ ลดมือถือลงจากหูโดยอัตโนมัติ เธอคิดจะเลิกใช้บริการรถเช่าไปตลอดชีวิตเพราะตั้งใจวางมือจากงานที่เสี่ยงต่ออนาคตอันสดใสของตัวเองแบบถาวร จึงไม่อยากติดต่อกับเต็นท์เช่ารถของเสี่ยธวัชชัยอีก เธอควรจะเปลี่ยนเบอร์ได้แล้ว ไม่น่าลืมเลย

 

ฮัลโหลๆ คุณพาณิณีครับ ฟังอยู่รึเปล่าครับ

 

เสียงที่ดังลอดออกมาจากลำโพงมือถือทำให้เธอลังเล แม้จะเช่ารถจากที่นี่มาหลายปีโดยไม่มีปัญหาอะไรเกิดขึ้นเลย แต่คราวนี้เธอกลับรู้สึกกังวลใจแปลกๆ ยังไงก็ไม่รู้

 

ฮัลโหล ได้ยินไหมครับ

 

เอ่อค่ะ ขอโทษที พอดีเปิดทีวีเสียงดังไปหน่อย ไม่ได้ยินที่เสี่ยพูดเลย เมื่อกี้ว่าอะไรนะคะ สุดท้ายหญิงสาวก็ตัดสินใจตอบโต้กลับไป แต่เธอตั้งใจว่าจะเปลี่ยนเบอร์ใหม่ทันทีหลังจากนี้

 

ครับๆ คืออย่างงี้นะครับคุณพาณิณี รถที่คุณเช่าไปเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมามันมีปัญหานิดหน่อย ผมอยากนัดคุณมาดูรอยถลอกที่ข้างรถครับ ไม่ทราบว่าคุณขับไปชนอะไรรึเปล่า มันเป็นรอยยาวมากเลย

 

หญิงสาวพ่นลมหายใจอย่างโล่งอก ที่แท้ก็โทร. มาขอค่าซ่อมบำรุงนี่เอง น่าเบื่อชะมัด...

 

แต่ฉันไม่ได้ขับชนอะไรนะคะ เสี่ยให้คนอื่นเช่าต่อแล้วเขาเอาไปชนรึเปล่า ตอนที่เอาไปส่งไม่เห็นมีใครว่าอะไร แล้วตอนนี้จะมาเรียกร้องค่าเสียหายได้ยังไง ฉันเป็นลูกค้าประจำ ใช้บริการเต็นท์เช่าของเสี่ยมานานแล้วนะคะ ฉันรู้ว่ามีขั้นตอนอะไรยังไงในการเช่าและคืนรถ

 

ภาวิกาสวนกลับแบบไม่ไว้หน้า ไหนๆ จะเลิกใช้บริการแล้วก็ไม่จำเป็นต้องแคร์ ที่สำคัญเธอมั่นใจว่าไม่ได้ขับไปชนอะไรเลย วันที่เอาไปคืนก็เรียบร้อยดีทุกอย่างแล้วจะมาเรียกร้องทีหลังได้ยังไง คิดจะเอาเปรียบแม่สาวเขี้ยวลากดินอย่างเธอน่ะ ฝันไปเถอะ!

 

ไม่ใช่อย่างนั้นนะครับ พอดีมันเกี่ยวข้องกับพนักงานของผมด้วย รู้สึกจะมีคนแอบเอารถไปใช้ แต่เขาโบ้ยว่ามันเป็นรอยมาจากคุณแล้ว ทีนี้เลยต้องมีการยืนยันกันต่อหน้า คุณจะกรุณามายืนยันด้วยตัวเองได้ไหม ผมจะได้ลงโทษลูกน้องได้อย่างเต็มที่โดยไม่มีใครว่าได้ ขอร้องละครับ ช่วยผมซักครั้งเถอะ

 

เสียงของเสี่ยธวัชชัยฟังดูน่าสงสาร แต่นางละครพันหน้าอย่างภาวิกาไม่เคยทำอะไรให้ใครฟรีๆ ทุกอย่างในชีวิตที่เธอมีล้วนแลกมาด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเองทั้งสิ้น

 

โลกนี้ไม่มีของฟรี นี่คือสิ่งที่เธอเรียนรู้มาเกือบทั้งชีวิต แล้วมีหรือที่คนอย่างเธอจะรู้จักเห็นใจคนอื่น

 

ฉันไม่ว่างหรอกค่ะ ฉันมีงานต้องทำ ไม่มีเวลาไปช่วยเหลือใครทั้งนั้น และที่สำคัญฉันไม่ใช่นักสังคมสงเคราะห์จะได้เที่ยวช่วยเหลือคนอื่นเป็นงานประจำ ขอโทษเถอะค่ะ ฉันไม่มีเวลาแล้ว จะวางสายละนะคะ

 

เดี๋ยวครับเดี๋ยว ได้โปรดช่วยผมซักครั้งเถอะนะ ถ้าคุณต้องการค่าเสียเวลาผมก็จะจ่ายให้ อย่าหาว่าผมดูถูกหรือเอาเงินมาล่อเลยนะครับ แต่ผมต้องการความช่วยเหลือจากคุณจริงๆ ไม่งั้นผมจัดการเรื่องนี้ไม่ได้แน่

 

เสียงอ้อนวอนราวกับจะขาดใจตายของเสี่ยธวัชชัยทำให้หญิงสาวเพียงแต่มุ่นคิ้วด้วยความแปลกใจเท่านั้น เธอไม่รู้ว่าความเห็นใจหน้าตาเป็นยังไง ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยรู้จักคำนี้สักที เพราะเคยชินกับการใช้ชีวิตเพียงลำพัง คุ้นเคยกับการไขว่คว้าสิ่งที่ต้องการด้วยตัวเอง และไม่เคยขอความช่วยเหลือจากใครมาก่อนจึงไม่คิดว่าเธอจำเป็นต้องช่วยเหลือคนอื่น

 

แต่ในจังหวะที่กำลังจะตัดรอนเสี่ยรถเช่าอย่างไร้เยื่อใยโดยไม่รู้สึกผิดสักนิดนั้นก็เหลือบไปเห็นรูปที่วางอยู่บนโต๊ะทรงสามเหลี่ยมตัดปลายด้วยแท่นวางทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าอย่างเก๋ไก๋ ชายหนุ่มที่ยืนข้างเธอในรูปนั้นก็คือคุณหมอรูปหล่อนิสัยดี หวานใจของเธอนั่นเอง เมื่อนึกถึงรอยยิ้มเอื้ออาทรของเขายามที่จ้องมองคนไข้ หญิงสาวก็เกิดเปลี่ยนใจขึ้นมากะทันหัน

 

ก็ได้ค่ะเสี่ย เอาเป็นตอนบ่ายโมงตรงก็แล้วกันนะคะ ฉันจะแวะไปแต่ครู่เดียวเท่านั้นนะ คืนนี้ฉันมีงานสำคัญรออยู่ ต้องใช้เวลาเตรียมตัวอีกมาก

 

ขอบคุณมากครับ ขอบคุณมาก...

 

เสี่ยธวัชชัยพรั่งพรูคำขอบคุณออกมาอีกยาวเหยียดราวกับเธอได้ช่วยชีวิตเขาไว้ แต่ภาวิกาไม่สนใจจะฟัง เธอกดวางสายแล้วเดินไปหยิบรูปหวานใจขึ้นมากอดแนบอกพร้อมรอยยิ้มเคลิบเคลิ้ม

 

หมออิสคะ วิกกี้จะเป็นคนใหม่เพื่อหมอนะ

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

6 ความคิดเห็น