รักเล่ห์ บุพเพลวง

ตอนที่ 34 : ตอนที่ ๑๕ ความแค้นส่วนตัว?!? (๓)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 304
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    20 มิ.ย. 61

15

ความแค้นส่วนตัว?!?

(๓)

 

 

เตชิตที่ยังมะงุมมะงาหรากับการตามหาภาวิกาและคนร้ายถึงกับตัวแข็งตาค้างเมื่อได้ยินเสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัด เขานิ่งอึ้งไปครู่หนึ่งก็ได้สติ รีบวิ่งตามทิศทางของเสียงนั้นไปอย่างรวดเร็ว ผ่านไปกว่าสิบนาทีชายหนุ่มจึงเห็นแสงไฟสว่างอยู่ในความมืด เขาชะลอฝีเท้าและย่องเข้าไปดูเหตุการณ์ใกล้ๆ

 

ชายหนุ่มไม่แน่ใจว่าภาวิกายังมีชีวิตอยู่หรือไม่ หลายครั้งที่เขานึกอยากบีบคอเธอให้ตายคามือด้วยความโมโห แต่พอคิดว่าหญิงสาวอาจจะถูกยิงตายไปแล้วเขากลับไม่รู้สึกสะใจเลยสักนิด หนำซ้ำยังคล้ายเจ็บใจอยู่ลึกๆ ที่อุตส่าห์ตามมาจนถึงนี่แต่กลับไม่สามารถช่วยชีวิตเธอได้

 

เขาแน่ใจว่าไม่ได้อาลัยอาวรณ์ผู้หญิงร้ายกาจคนนั้น เพียงแต่เขาไม่ใช่คนไร้หัวใจพอที่จะเห็นคนที่ตัวเองเกลียดตายไปต่อหน้าต่อตาแล้วมีความสุขกับมันได้

 

เตชิตค่อยๆ ย่องเข้าไปซุ่มตัวอยู่ในเงามืดของพุ่มไม้ พยายามเพ่งสายตามองไปที่คนกลุ่มนั้นจึงเห็นว่ามีชายฉกรรจ์สองคนยืนอยู่ บนพื้นมีร่างเพรียวระหงนั่งยกมือปิดหูคล้ายๆ ว่ากำลังตัวสั่น รอยยิ้มโล่งใจผุดขึ้นที่ริมฝีปากหยักโดยไม่รู้ตัว

 

ถ้ายายตัวแสบนั่งเองได้ก็แปลว่า...ยังไม่ตาย

 

เขาเงี่ยหูฟังเสียงสนทนาของพวกมันด้วยความสนใจยิ่ง

 

“ใจเย็นก่อนน่าไอ้ศักดิ์ แกจะทำเสียเรื่องหมด” ชายที่ถือปืนเอ่ยเสียงเครียดและมองไปรอบบริเวณอย่างระแวดระวัง “เดี๋ยวพ่อแกก็แห่กันมาหรอก รีบฉุดมันขึ้นมาแล้วพาที่ท่าน้ำเร็วเข้า”

 

ท่าน้ำ...พวกมันคิดจะทำอะไรนะ?

 

เตชิตได้แต่สงสัย พอหันไปอีกทีก็เห็นหนึ่งในนั้นฉุดกระชากแขนเธอให้ลุกขึ้นแล้วลากร่างบางเดินไปข้างหน้าฝ่าตอไม้ใบหญ้าแถวนั้นอย่างไร้ความปรานี หลายครั้งที่หญิงสาวเซเกือบล้ม คงจะสะดุดตอไม้หรือไม่ก็ก้อนหิน หากเธอก็ไม่ล้มเพราะแรงฉุดของผู้ชายคนนั้น

 

“รีบเดิน ฉันอยากจะเห็นแกทรมานใจจะขาดแล้ว!

 

“พวกแกทำแบบนี้ไม่ได้นะ ปล่อยฉัน!

 

เสียงของเธอตื่นกลัวในความเงียบงัน

 

ชายหนุ่มคอยเงี่ยหูฟังบทสนทนาและค่อยๆ เดินตามอย่างระมัดระวังเพราะคนร้ายมีปืน ไม่คิดว่าตัวเองเป็นพระเอกนิยายที่เก่งกาจและสามารถจะสู้กับคนร้ายได้ด้วยมือเปล่าโดยไม่ถูกยิงตายไปเสียก่อน เขาก็แค่ผู้ชายธรรมดา ขืนพวกมันหันมาพบเข้าได้ถูกยิงทิ้งไปพร้อมภาวิกาแน่ๆ จึงไม่คิดจะเข้าไปช่วยเธอในตอนนี้

 

“ทำไมจะทำไม่ได้ฮะ ฉันจะจับแกถ่วงน้ำ แกต้องทรมาน หายใจไม่ออก แล้วก็ขาดใจตายในที่สุด ฮ่าๆๆ” เสียงนั้นเต็มไปด้วยความกระเหี้ยนกระหือรือเต็มที่

 

เตชิตชะงักไปราวสามวินาที ก่อนจะดึงสติกลับมาแล้วตามไปอย่างระมัดระวังขึ้นอีกเป็นสิบเท่า อดคิดไม่ได้ว่าอาจเป็นเพราะเขาตามประกบภาวิกา ทำให้พวกมันคิดจะฆ่าเธอปิดปากก่อนที่หญิงสาวจะบอกความจริงให้รู้ว่าใครอยู่เบื้องหลัง พวกมันไม่รู้ซะแล้วว่าภาวิกาปากแข็งขนาดหนักจนเขาแทบจะหักคอทิ้งเสียหลายหน

 

“ทำไมต้องทำกันถึงขนาดนี้ด้วย ทำไมไม่ปล่อยฉันไปซะทีฮะ พวกแกจะตามรังควานฉันไปถึงไหน?” เธอโวยวายลั่น คงเพราะโมโหและหวาดกลัวด้วย

 

แน่ละ เมื่อรู้ว่าตัวเองกำลังจะตาย เป็นใครบ้างจะไม่กลัว

 

“อย่าโทษฉันเลยนะคนสวย ถ้าแกยอมเป็นของนายดีๆ ฉันก็คงไม่ต้องตามล้างตามเช็ดข้ามปีข้ามชาติแบบนี้หรอก เพราะแกมันดื้อด้านเอง นายถึงมีข้ออ้างให้พวกฉันตามรังควานแกไม่เลิกยังไงล่ะ” เป็นเสียงอีกคนที่เอ่ยขึ้นบ้าง

 

“ทำไมฉันต้องยอมด้วย หนี้ฉันก็ใช้ไปแล้ว พวกแกจะเอาอะไรอีกวะ?”

 

คราวนี้ภาวิกาเริ่มหยาบคายมากขึ้น เขาไม่โทษเธอหรอก แต่เธอพูดถึง หนี้

 

หนี้อะไรวะ?

 

เตชิตมุ่นคิ้วสงสัย พยายามเงี่ยหูฟังต่อไปด้วยความตั้งใจยิ่ง

 

“ฮ่าๆๆ เงินสี่แสนนั่นมันดอกเบี้ยเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น อย่ามาทำไร้เดียงสาไปหน่อยเลย แกต้องจ่ายทั้งต้นทั้งดอกพร้อมกัน ไม่งั้นต้นจะถูกนับเป็นดอก แล้วพอแกไม่ยอมใช้หนี้ ดอกเบี้ยก็จะเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ อยากรู้มั้ยว่าตอนนี้แกติดหนี้เจ้านายอยู่เท่าไหร่ มันก็นานอยู่นะ ตอนนี้ยอดสุทธิก็น่าจะอยู่ที่ราวๆ สิบล้านละมั้ง ใช่มั้ยพี่เหวง?”

 

“ทุเรศ!” เสียงภาวิกาดังขึ้นอย่างมีอารมณ์ “เงินแค่สี่แสน ฉันใช้ไปหมดแล้วจะมีหนี้ตั้งสิบล้านได้ยังไง พวกแกมันเลวเลยหาข้ออ้างรังแกคนไม่มีทางสู้น่ะสิ”

 

“แล้วไง?” คนที่คุมตัวเธอไว้ยอกย้อนกวนประสาท “ถ้าแกฉลาดก็ควรจะยอมๆ นายไปซะตั้งแต่แรก ถึงตอนนี้นายอาจจะเบื่อและแกอาจจะได้เป็นอิสระไปแล้วก็ได้”

 

“ไอ้คนชั่วเอ๊ย! ฉันไม่มีทางยอมให้เจ้านายแกใช้ข้ออ้างทุเรศๆ แบบนี้มารวบหัวรวบหางฉันแน่ ฝากไปบอกเขาด้วยว่าคนอย่างฉันสวยเลือกได้ แล้วฉันก็มีสมองมากพอจะเลือกคนดีๆ และหล่อยิ่งกว่าเจ้านายแกอีกล้านเท่า บอกเขาเลยนะว่าคนเลวอย่างนั้น ให้ฟรีแถมเงินสดอีกสิบล้านฉันก็ไม่เอา!

 

“ปากดีนัก! ฉันจะมัดขา ส่วนแกมัดแขนมัน เร็วเข้า อาจจะมีคนได้ยินเสียงปืน เราต้องรีบไปแล้ว” คนที่ถือปืนสั่งเสียงเหี้ยม

 

แม่คุณเอ๊ย...จะตายแล้วยังกล้าปากดีอีกนะ!’

 

เตชิตอดที่จะส่ายหน้าระอาไม่ได้จริงๆ เขาหลบนิ่งๆ อยู่หลังพุ่มไม้ แล้วก็พลันนึกได้แบบงงๆ

 

เอ๊ะ ทำไมฟังไปฟังมาแล้วมันเหมือนความแค้นส่วนตัวอย่างงี้วะ?

 

 

 

“ปล่อยนะ ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้ ไอ้พวกคนชั่ว!” ภาวิกาโวยวายสุดเสียง เบิกตากว้าง มองไปที่ลำคลองดำมืดด้วยความหวาดผวาขณะที่มือกับขาก็ถูกพวกมันจับมัดอย่างแน่นหนา ไม่ว่าจะดิ้นรนอย่างไรก็ไม่เป็นผล ความกลัวทำให้เธอน้ำตาคลอ ความคิดที่ว่าหมออิสระจะตามมาช่วยทันเหมือนในนิยายนั้นไม่มีอยู่เลยสักนิด

 

เธอไม่เคยชินกับการได้รับความช่วยเหลือ แทบจะตลอดชีวิตที่ผ่านมาสิ่งที่หญิงสาวได้เรียนรู้เสมอคือตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ที่แน่ใจที่สุดในตอนนี้จึงเป็นความจริงที่ว่า...เธอกำลังจะตายอย่างโดดเดี่ยว!

 

เมื่อรู้ชัดว่าไร้หนทางรอดแน่แล้ว ความโกรธแค้นชิงชังก็ทำให้เธอหันไปจ้องหน้าคนร้ายทั้งสองด้วยดวงตาวาวโรจน์ เต็มไปด้วยความอาฆาตแค้นแบบฝั่งจิตฝังใจ

 

“พวกแกจะต้องถูกจับ ทั้งแกทั้งเจ้านายด้วย พวกแกจะไม่ได้ตายดี จะต้องติดคุกทุกข์ทรมานไปตลอดชีวิต ไอ้คนชั่ว!

 

นายเหวงมัดขาหญิงสาวติดกันเสร็จพอดีจึงเงยหน้าขึ้นแสยะยิ้ม “มัดปากมันด้วย!

 

นายศักดิ์แค่นหัวเราะด้วยความสะใจ มัดมือหญิงสาวแล้วดึงผ้าพันคอตัวเองออกมาม้วนๆ เพื่อจะได้ปิดปากภาวิกาให้สิ้นฤทธิ์เดช

 

“ไอ้คนเลว! พวกแกจะต้องรับกรรมที่ทำไว้...อื้อ...” เธอยังด่าไม่หายแค้นใจก็ถูกผ้าปิดปากไว้เสียก่อน ร่างบางดิ้นรนขลุกขลัก ร้องอู้อี้ด่าทอคนร้ายอยู่ในลำคอพอฟังออกแต่ก็ไม่ชัดเจนนัก

 

พวกมันมองหน้ากันแล้วหัวเราะสะใจอยู่พักหนึ่ง นายศักดิ์ก็ส่องไฟฉายไปทั่วบริเวณ เห็นหินก้อนใหญ่ขนาดกำลังพอดีกับความต้องการจึงอุ้มมันกลับมาวางใกล้ๆ หญิงสาวแล้วแสยะยิ้มเหี้ยมโหด

 

“คราวนี้ศพของแกก็จะจมอยู่ใต้น้ำ เป็นอาหารปลาได้ทั้งฝูง น่าเสียดายความสวยของแกจริงๆ นะภาวิกา แต่ฉันไม่มีวันหลงผิดอีกแล้ว แกมันร้ายกาจ สารพัดพิษ!” นายศักดิ์กัดฟันบอกด้วยความเคียดแค้นฝังใจ ย่อตัวลงมัดเชือกกับก้อนหินแล้วใช้ปลายเชือกอีกด้านมัดไว้กับเชือกที่มัดข้อเท้าของภาวิกา

 

เขาเคยถูกเธอใช้มารยาหญิงหลอกล่อให้ช่วยพาหนีออกมาจากห้องพักของผู้เป็นนาย เขาหลงเชื่อแต่ถูกหักหลัง ต้องซมซานกลับไปหาเจ้านายและถูกซ้อมปางตายเลยสาบานว่าชาตินี้จะต้องแก้แค้นเธอให้ได้

 

“ไอ้-อน-อั้ว! (ไอ้คนชั่ว!) หญิงสาวด่าทออู้อี้เพราะถูกผ้าปิดปากไว้ แต่ยังถลึงตาวาววามจ้องมองหน้านายศักดิ์อย่างโกรธแค้นถึงขั้นสาบานว่าแม้ตายเป็นผีก็จะต้องตามจองล้างจองผลาญผู้ชายสารเลวคนนี้ให้ตายตกตามกันไป

 

“ใกล้ตายแล้วยังปากดีอีกนะแก ฤทธิ์เยอะไม่เปลี่ยนเลย หึๆ”

 

“เร็วเข้าเถอะ เสียงปืนมันดังตั้งนานแล้ว ไม่รู้มีใครได้ยินรึเปล่า เราต้องรีบไป” นายเหวงบอกลูกน้องเสียงเครียด

 

“งั้นก็เอาเลยลูกพี่ ฉันอยากฆ่านังนี่ใจจะขาดแล้ว” นายศักดิ์เห็นด้วย อุ้มก้อนหินขึ้นมาในขณะที่ผู้เป็นลูกพี่ก็เข้าไปอุ้มภาวิกาขึ้นด้วย

 

“อ่อย-อั๋น! (ปล่อยฉัน!) หญิงสาวใจหายวาบ ดิ้นรนฮึดฮัดจนสุดกำลังที่มีด้วยแรงเฮือกสุดท้ายของคนที่รู้ตัวว่ากำลังจะตาย แต่คนร้ายก็ไม่สะทกสะท้านอยู่ดี

 

นายเหวงหันไปสบตาลูกน้องพร้อมพยักหน้าให้สัญญาณ จากนั้นทั้งสองคนก็ทิ้งสิ่งที่อยู่ในอ้อมแขนลงสู่ความดำมืด ลึกลับของลำคลองในยามค่ำคืน

 

ตูม!’

 

หญิงสาวหลับตาลง หยดน้ำตาร่วงรินในเวลาเดียวกับที่ร่างกายกระทบผืนน้ำเย็นเยียบแล้วจมดิ่งลงไปสู่ความดำมืดที่หนาวเหน็บจนร่างกายแข็งชา คนสุดท้ายที่เธอนึกถึงคืออาจารย์สมร แม่ผู้ให้ชีวิตใหม่แก่เธอ และยังเป็นแม่ผู้ยิ่งใหญ่ที่ยอมนับถอยหลังสู่ความตายเพื่อต่อลมหายใจให้แก่ลูกๆ แม้จะไม่ได้ผูกพันกันทางสายเลือด

 

อาจารย์ขา...ช่วยรับวิกาไปอยู่กับอาจารย์ด้วยนะคะ

 

 

 

“พระเจ้า!” เตชิตครางเสียงแหบในลำคอกับภาพที่เห็น

 

เขาไม่สามารถออกไปช่วยภาวิกาได้ในทันทีเพราะถ้าขืนออกไปตอนนี้ก็คงช่วยได้อย่างเดียวคือ...ตายเป็นเพื่อนเธอ!

 

ชายหนุ่มกลืนน้ำลายเหนียวๆ ลงคอ รอจนชายทั้งสองคนหันหลังเดินจากไปแล้วจึงค่อยก้าวออกมาจากที่ซ่อน ดิ่งตรงไปยังริมคลอง ผืนน้ำดำมืด สงบนิ่ง ดูลึกลับและน่ากลัวจับใจ แต่เขาไม่มีทางเลือกนอกจากกระโดดตามลงไปทันที

 

ความเย็นของสายน้ำกอปรกับความมืดมิดยามราตรีเป็นอุปสรรคชิ้นใหญ่ในการงมหาคนจมน้ำ อย่าว่าแต่ผู้ชายธรรมดาอย่างเขาเลย ต่อให้เป็นนักประดาน้ำมืออาชีพก็ยังไม่ใช่เรื่องง่าย แต่อาจเป็นเพราะภาวิกายังไม่หมดเวรหมดกรรมกับเขาก็ได้ ชายหนุ่มจึงดำดิ่งลงไปพบร่างเพรียวบางของหญิงสาวที่ก้นคลอง

 

นับเป็นโชคดีในโชคร้ายที่เธอถูกมัดถ่วงกับหินคล้ายเรือที่ถูกยึดด้วยสมอทำให้ร่างของหญิงสาวไม่โดนกระแสน้ำพัดพาไปไกลจากจุดที่ถูกโยนลงมา แต่การจะพาคนที่ถูกมัดถ่วงกับหินก้อนใหญ่ขึ้นมาจากคลองได้นั้นไม่ใช่เรื่องกล้วยๆ เขาต้องแก้มัดเชือกที่ผูกหญิงสาวติดกับก้อนหินออกเสียก่อนทำให้เสียเวลาในน้ำไปหลายนาทีก่อนจะแก้มัดที่ขาของภาวิกาออกได้สำเร็จ กว่าจะพาเธอกลับขึ้นฝั่งได้ก็ทุลักทุเลแทบหมดแรงไปเหมือนกัน

 

เมื่อเขาพาร่างที่เปียกโชกของภาวิกาขึ้นมาเกยฝั่งได้ เธอก็หมดสติและอ่อนปวกเปียกไปหมดจนน่าตกใจ เขาสูดเอาอากาศเข้าปอดแรงๆ ด้วยความเหนื่อยหอบและทิ้งร่างลงข้างเธออย่างอ่อนล้า ครู่เดียวก็ฝืนใจยันแขนลุกขึ้น ใช้มือตบหน้าหญิงสาวเบาๆ เพื่อเรียกสติ

 

“วิกา...ภาวิกา ตื่นสิ อย่ามาใจเสาะตายไปก่อนนะ ผมอุตส่าห์ลงไปช่วยคุณ เหนื่อยแทบตาย ตื่นมาขอบคุณกันก่อน” เขาพูดไปหอบไปด้วย พยายามตบหน้าเธอซ้ำๆ และกดหน้าท้องแบนราบของหญิงสาว เพื่อให้เธอสำลักน้ำออก

 

มา แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นสักอย่าง

 

ชายหนุ่มรู้สึกใจหาย แนบหูลงไปกับหน้าอกข้างซ้ายของเธอเพื่อฟังเสียงเต้นของหัวใจ มันดังแผ่วๆ แต่นั่นก็เพียงพอแล้ว เขารู้ว่าเธอยังอยู่จึงพยายามเรียกหญิงสาวซ้ำๆ กดหน้าท้องสลับกับการตบหน้าเบาๆ เป็นระยะ

 

“ภาวิกา...ตื่นเถอะน่า ผมไม่ชอบจูบกับผู้หญิงที่ไม่ได้รักหรอกนะ” เขาบ่นอย่างลำบากใจ แต่เมื่อไม่มีปฏิกิริยาตอบรับจากหญิงสาวจึงจำเป็นต้องใช้วิธีผายปอดเข้าช่วยอีกแรงแม้จะรู้สึกตะขิดตะขวงใจมากมาย

 

สองนิ้วบีบจมูกเล็กรั้นเอาไว้ มืออีกข้างบีบปากเธอให้เผยอออกจากกันแล้วก้มลงเป่าอากาศเข้าไปสี่ห้าครั้งสลับกับการกดหน้าท้องและปั๊มหัวใจของเธอไปด้วย สักพักร่างบางก็ขยับและสำลักน้ำออกมาทางปาก แล้วปรือตาขึ้นอย่างงงงวย

 

เตชิตยิ้มออก ใช้มือตบหน้าเธอเบาๆ “วิกา...คุณโอเคมั้ย?”

 

ดวงตาของเธอปรือปรอยลอยคว้างเหมือนคนที่ยังไม่ได้สติแล้วเสียงอ่อนระโหยก็ดังขึ้นพร้อมรอยยิ้มละมุนที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนจนถึงกับนิ่งอึ้งไป

 

“อาจารย์...อาจารย์มารับวิกาไปอยู่ด้วยใช่มั้ยคะ?”

 

จากนั้นเธอก็หมดสติไปอีกรอบ ลำบากพระเอกจำเป็นต้องช่วยแก้เชือกที่มือให้ ก่อนจะแบกร่างไร้สติของหญิงสาวกลับไปที่รถ

 

ในตอนที่เขามาถึงริมถนนก็ไม่เห็นรถของคนร้ายแล้ว แต่ที่น่าหนักใจคือรถของภาวิกาก็หายไปด้วย พวกมันคงจะเอาไปเปลี่ยนป้ายทะเบียนใหม่หรือไม่ก็แยกชิ้นส่วนขาย ถ้าเจ้าของตื่นมารู้ว่ารถหายก็ไม่รู้จะว่ายังไงบ้าง วัตถุนิยมขนานแท้อย่างภาวิกาท่าจะรักของหวงของยิ่งกว่าชีวิตเสียด้วย เฮ้อ!

 

เมื่อเตชิตพาหญิงสาวมาถึงรถจึงได้รู้ว่าปริญญ์โทร. มากว่ายี่สิบครั้งแล้ว เขารีบโทร. กลับไปแจ้งข่าวทันทีเพื่อให้เพื่อนไม่ต้องเป็นห่วงมาก

 

“ค่อยยังชั่ว ฉันนึกว่าแกถูกเก็บ ตามไปกัดกับภาวิกาต่อในปรโลกซะแล้ว” สารวัตรหนุ่มบ่นฉุนๆ มาตามสาย

 

“ยังอยู่เว้ย ขอบใจที่ตามมา แต่แกเลี้ยวรถกลับได้เลย ฉันกำลังจะพายายตัวแสบไปโรงพยาบาล ท่าทางเราจะถูกภาวิกาตุ๋นจนเปื่อยซะแล้ว ดูเหมือนคนร้ายพวกนั้นจะเป็นโจทก์เก่าของยายนี่ มันพูดเกี่ยวกับหนี้ คงเป็นหนี้นอกระบบเพราะดอกเบี้ยขูดเลือดขูดเนื้อน่าดูเลย เดี๋ยวค่อยคุยแล้วกัน ตอนนี้ฉันหนาวมาก ไว้เจอกันที่กรุงเทพฯ นะ”

 

พอวางสายจากปริญญ์แล้วเขาก็เหลือบมองคนที่นอนตัวเปียกอยู่ตรงเบาะข้างกันนิด นัยน์ตาคมขุ่นขึ้งเล็กน้อยขณะจ้องมองใบหน้าซีดเซียวไร้สีสันของแม่สาวตัวแสบ

 

“นี่เราถ่อมาเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายกับยายนี่เพราะความแค้นส่วนตัวเหรอวะเนี่ย ให้ตายเถอะไอ้เตเอ๊ย...ชีวิตแกทำไมมันถึงได้ซวยบรรลัยอย่างงี้วะ?!?”

 

ชายหนุ่มบ่นพึม ใช้มือสางผมที่เปียกลู่แล้วสะบัดไปมาครู่หนึ่งไล่หยดน้ำที่เกาะปลายผมออก

 

เขากำลังจะสตาร์ตรถแล้วแต่ผิวแก้มขาวซีดของภาวิกาก็รบกวนจิตใจจนต้องหันไปค้นอะไรยุกยิกที่เบาะหลัง ซึ่งค่อนข้างรกสมกับเป็นรถหนุ่มโสดจนได้เสื้อแจ็คเกตของสารวัตรปริญญ์มาหนึ่งตัว

 

เตชิตห่มเสื้อคลุมให้เธอแล้วคาดเข็มขัดนิรภัยให้ด้วย ก่อนจะพารถเคลื่อนตัวไปยังโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

6 ความคิดเห็น