รักเล่ห์ บุพเพลวง

ตอนที่ 32 : ตอนที่ ๑๕ ความแค้นส่วนตัว?!? (๑)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 262
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    18 มิ.ย. 61

15

ความแค้นส่วนตัว?!?

(๑)

 

 

“เอาไงดีลูกพี่ มันถูกจับยัดเข้าไปในรถอีกคันแล้ว นังนั่นคงมีโจทก์อยู่ทั่วทุกสารทิศแน่ๆ ฮึ่ย!

 

น้ำเสียงหงุดหงิดของชายวัยฉกรรจ์หน้าโหดซึ่งทำหน้าที่พลขับอยู่ในรถกระบะคันใหญ่สัญชาติญี่ปุ่นหันไปถามคนที่นั่งอยู่ข้างๆ

 

“ตามมันไปก่อน มันอาจจะรู้จักกันก็ได้ ท่าทางนังนั่นไม่ได้ขัดขืนอะไรมากมายด้วย เผื่อเราจะรู้ว่ามันย้ายไปหลบอยู่ที่ไหน” ผู้ที่ถูกเรียกว่าลูกพี่เอ่ยขึ้น มองตามท้ายคัมรี่สีดำไปแบบไม่ให้คลาดสายตา

 

“ฉันละไม่อยากให้เจ้านายได้ตัวมันไปเลยนะลูกพี่” คนที่ทำหน้าที่ขับรถบอกด้วยสีหน้าไม่ชอบใจ

 

“ทำไมวะ? เราตามล่านังนั่นมานานแล้วนะ แกไม่ดีใจรึไงที่งานจะสำเร็จแล้วก็ไม่ต้องคอยตามกลิ่นมันอีก เจอตัวมันก็ดี ต่อไปจะได้ทำอย่างอื่นมั่ง นังนี่มันร้าย ทำเราเสียเวลาเป็นปีๆ และทำให้เราโดนเจ้านายดุบ่อยๆ ด้วย”

 

“ก็เพราะอย่างงั้นแหละลูกพี่ที่ทำให้ฉันไม่อยากจับตัวมันไปให้นาย นังนี่มันร้ายกาจ เจ้ามารยาจะตาย ไม่งั้นเราคงจับมันได้ตั้งนานแล้ว นี่ถ้าเกิดนายติดใจมันถึงขั้นยกย่องเชิดชูออกหน้าออกตา ลูกพี่กับฉันคงได้ซวยกันไม่จบสิ้น มันต้องแค้นฝังหุ่นและหาทางกำจัดเราแน่” เสียงคนพูดบ่งบอกถึงความกังวลใจขนาดหนัก

 

อีกคนทำหน้านิ่วคิ้วขมวด “จริงของแกว่ะ ถ้ามันรู้ว่าไม่มีทางหนีรอดเงื้อมมือนายได้ มันต้องเปลี่ยนท่าทีแน่ นังนี่มันฉลาด ดีไม่ดีมันจะออเซาะนายและหาเรื่องให้พวกเราเดือดร้อนกันก็ได้ แต่นายเป็นคนขี้เบื่อ ให้สวยแค่ไหนก็หมดอายุได้ไม่ช้าก็เร็ว แกคิดมากเกินไปมั้ง”

 

“อันนั้นมันก็ใช่ แต่ลูกพี่อย่าลืมนะว่านายให้เราตามตัวนังนี่มาหลายปีแล้วยังไม่เห็นเบื่อเลย ทั้งเสียเวลา เสียค่าใช้จ่ายไปตั้งเยอะ แต่นายก็ไม่เคยสั่งให้เราหยุด บางทีนายอาจจะชอบมันขึ้นมาจริงๆ ก็ได้ ผู้ชายน่ะชอบความท้าทาย อะไรที่ได้มายากๆ มันก็ยิ่งดูมีค่า แต่จะว่าไปนังนี่มันก็ใจเด็ดเหมือนกันนะ ถ้าเป็นผู้หญิงคนอื่นถูกไล่ล่าและดับหนทางทำมาหากินขนาดนี้คงจะยอมแพ้แล้วก็เปลี่ยนใจมาเป็นผู้หญิงของนายนานแล้วละ นังนี่เสือกไม่ยอม มันสู้สุดใจขาดดิ้น เกิดมาไม่เคยเจอใครทั้งโง่แล้วก็ดื้อด้านแบบนี้มาก่อน”

 

ผู้เป็นลูกพี่หรี่ตาครุ่นคิด ก่อนจะสรุปเสียงเครียด “จริงของแก นายมีทุกอย่างแล้ว สาวๆ สวยๆ หาง่ายจะตายไป ยิ่งหล่อๆ รวยๆ อย่างนายเราเป็นใครก็อยากได้ทั้งนั้น แต่นังนี่ดันไม่เอา ท่าทางมันไม่อยากเป็นผู้หญิงของนาย นายคงเสียหน้าเลยให้เราตามล่าตัวมาให้ได้ แต่อย่างที่แกว่า นังนี่มันร้าย รู้หลบเป็นปีกรู้หลีกเป็นหาง ถ้ารู้ว่าไม่รอดแน่ๆ มันก็ต้องเปลี่ยนใจแต่คงไม่เต็มใจนัก แล้วถ้ามันคิดจะแก้แค้นใครก็คงเริ่มจากเราสองคนก่อน”

 

“เราจะปล่อยให้เป็นแบบนั้นไม่ได้นะลูกพี่ แผลเป็นที่ต้นคอฉันย้ำเตือนทุกวันว่านังนี่มันร้ายแค่ไหน” คนเป็นลูกน้องว่าพลางลูบมือที่ต้นคอตัวเอง นัยน์ตาหรี่เล็กอย่างมุ่งร้ายเมื่อสัมผัสกับรอยแผลเป็นที่ยาวกว่าสองนิ้ว

 

“งั้นเราก็ต้องกำจัดมันโดยที่นายไม่รู้” คนเป็นลูกพี่หรี่ตาลึก สีหน้าโหดเหี้ยม แสยะยิ้มที่มุมปาก

 

“ฉันเห็นด้วยที่สุดเลยลูกพี่ ว่าแต่เราจะทำยังไง?”

 

“ตามมันไปเรื่อยๆ ก่อน เดี๋ยวก็คิดออกเอง”

 

ผู้เป็นลูกน้องกระหยิ่มยิ้มย่องในใจ ขณะขับรถตามไปจนถึงคอนโดมิเนียมหรูติดแม่น้ำเจ้าพระยา

 

“ทำไงดีลูกพี่ คอนโดฯ หรูอย่างงี้ เราเข้าไปข้างในไม่ได้ง่ายๆ แน่”

 

อีกฝ่ายขมวดคิ้วคิดหาหนทาง สักพักก็ยิ้มเหี้ยมออกมา “เข้าไม่ได้ก็รอให้มันออกมาก่อน รถของมันยังอยู่ที่โรงพยาบาล ยังไงมันก็ต้องกลับไปเอาแน่ เราไปซุ่มรอที่นั่นก็แล้วกัน คนเยอะดี ไม่มีใครสนใจหรอก ฉันมีแผนแล้ว รอให้ภาวิกาอยู่ตามลำพังเมื่อไหร่เราค่อยจัดการมัน!

 

 

 

ร่างบางถูกผลักให้นั่งลงบนโซฟารับแขกอย่างไม่ปรานีปราศรัย เจ้าของห้องตัวจริงยืนปั้นหน้าเคร่ง กอดอกจ้องมองจำเลยสาวแสบด้วยสายตาดุดันแข็งกร้าว

 

“ผมเคยคิดนะว่าคุณน่าจะมีจิตสำนึกอยู่บ้าง แต่ก็ไม่เลย คุณสนใจแต่เรื่องของตัวเอง ไม่เคยมองเห็นหัวคนอื่น ไม่เคยสนใจว่าใครจะเดือดร้อนลำบากเพราะการกระทำของคุณบ้าง ถามจริงๆ เถอะภาวิกา คุณไม่รู้สึกอะไรเลยรึไงฮะ?”

 

“ทำไมฉันต้องรู้สึกอะไรด้วย ฉันไม่ได้ทำอะไรซะหน่อย” เธอเชิดหน้าเถียงขณะที่มือก็ลูบแขนตัวเองป้อยๆ เพราะเป็นคนผิวขาวจึงมองเห็นรอยนิ้วมือใหญ่ของเตชิตบนต้นแขนนวลได้ชัดเจน

 

“ไม่ได้ทำอะไรงั้นเหรอ?” เขาร้องเสียงสูง สีหน้าหยามหยันแกมขุ่นเคือง

 

“คุณทำให้งานแต่งของผมต้องยกเลิกกลางอากาศ พี่ชายผมถูกทำร้ายและอาจเป็นฝีมือของคนที่จ้างคุณมา ถ้าแม่ผมเป็นอะไรไปอีกคน ผมไม่เอาคุณไว้แน่!

 

“ฉันไม่ได้จ้างคนไปทำร้ายพี่ชายคุณซักหน่อย เกี่ยวอะไรกับฉันด้วยล่ะ แล้วที่ไปป่วนงานแต่งคุณนั่นก็มีคนจ้างมา ฉันแค่ทำหน้าที่ของตัวเองเท่านั้นย่ะ” เธอยังเถียงไม่ลดละ เรื่องอะไรจะยอมให้เขาโยนความผิดให้ง่ายๆ เธอไม่ได้ทำอะไรซะหน่อยนี่

 

เตชิตฟังแล้วปรี๊ดขึ้นสมอง “เหลือเชื่อจริงๆ นี่คุณเรียกการสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่นว่า หน้าที่อย่างนั้นเหรอฮะ?”

 

“ใช่ มันคืองานของฉัน เป็นหน้าที่ที่ฉันต้องรับผิดชอบและต้องทำให้ดีที่สุด” หญิงสาวทำหน้าราวกับว่างานนั้นคือความภาคภูมิใจที่สุดในชีวิต

 

“งานอะไรก็ได้ขอให้ได้เงินสินะ” เขาทำเสียงดูถูกยังไม่พอ ทั้งสีหน้าและแววตาที่กวาดมองเธอตั้งแต่หัวจดเท้าบอกชัดถึงความรังเกียจ

 

“แน่นอน งานคือเงิน เงินคืองาน บันดาลสุข คุณไม่เคยได้ยินหรือไงฮะ?” เธอเชิดใบหน้าขึ้นโต้เถียง รู้สึกโกรธกับสายตาเหยียดหยามที่มองมาจนอยากควักลูกตาเขาออกให้รู้แล้วรู้รอด

 

“เงินที่ได้มาจากความเดือดร้อนของคนอื่นมันน่าภาคภูมิใจมากนักเหรอ?”

 

“อย่างน้อยฉันก็ไม่ได้ขอใครกิน แล้วทำไมฉันถึงจะภูมิใจกับมันไม่ได้”

 

“นี่คุณไม่รู้สึกอะไรเลยสินะที่ทำให้ชีวิตผมพังไม่เป็นท่า?”

 

เตชิตกัดฟันเดือดดาล คุยกันไปก็ยิ่งเห็นว่าภาวิกาไร้ซึ่งจิตสำนึกโดยสิ้นเชิง เขากำลังสงสัยว่าการด่าเธอตรงๆ คือการเสียเวลาเปล่าหรือไม่ เพราะดูเหมือนเจ้าหล่อนก็ยังไม่สำนึกอยู่ดี

 

“แทนที่จะเอาแต่โทษฉันที่เพียงแค่รับจ้างคนอื่นมาทำลายงานแต่งของคุณ ทำไมคุณไม่คิดบ้างว่าตัวเองก็ไม่ได้ดีเด่อะไรนัก ไม่งั้นจะมีคนอยากให้ฉันทำแบบนี้ทำไม?”

 

“อย่างน้อยผมก็ไม่เคยสร้างความเดือดร้อนให้ใครเพราะเงินเหมือนคุณหรอก” เขากระแทกเสียงใส่อย่างโมโห

 

หากเธอเป็นผู้ชายคงโดนต่อยไปหลายหมัดแล้ว ไม่ได้มายืนลอยหน้าลอยตาเถียงเขาคอเป็นเอ็นแบบนี้หรอก

 

“ฉันไม่อยากทะเลาะกับคุณแล้ว พูดไปก็ไม่มีประโยชน์ ฉันจะกลับไปอยู่บ้าน ฝากของไว้ก่อนก็แล้วกัน วันหลังจะแวะมาเอา”

 

เธอว่าพลางหยิบกระเป๋าสะพายที่หล่นอยู่ข้างโซฟา แต่ทันทีที่ลุกขึ้นยืน เจ้าของห้องก็ปราดมาขวางหน้า

 

“คุณไปไหนไม่ได้ทั้งนั้น ผมต้องการรู้ความจริง”

 

หญิงสาวเงยหน้าขึ้นสบตาเขาตรงๆ บอกด้วยเสียงราบเรียบ “ถ้าคิดว่าให้ฉันมาอยู่ที่นี่เพื่อที่ฉันจะบอกความจริงกับคุณล่ะก็...คุณคิดผิดแล้ว รู้อะไรมั้ย คุณเองก็ไม่ได้ดีไปกว่าฉันนักหรอก อย่าคิดว่าแกล้งทำดีกับฉันแล้วฉันจะซึ้งใจและบอกในสิ่งที่คุณอยากรู้ ของฟรีไม่มีในโลก ฉันไม่มีวันลืมข้อเท็จจริงเรื่องนี้ อย่าพยายามให้เสียเวลา และถ้าที่ฉันพูดมาทั้งหมดมันยังไม่ชัดเจนพอ ขอบอกให้รู้ตอนนี้เลยว่าฉันไม่รู้สึกผิดซักนิดที่รับจ้างไปทำลายงานแต่งของคุณในคืนนั้น”

 

เตชิตตะครุบไหล่บางอย่างหมดความอดทน เขาอาจจะหักคอเธอไปแล้วหากไม่ได้ยินเสียงกริ่งจากด้านนอก ภาวิกาสะบัดตัวออกขณะมองข้ามไหล่เขาไปที่ประตู เจ้าของห้องข่มโทสะเอาไว้แล้วเดินไปเปิดประตูต้อนรับแขก

 

“ท่าทางกำลังซีเรียสกันอยู่นะเนี่ย” สารวัตรหนุ่มทักทายพร้อมรอยยิ้มแล้วเดินไปเปิดตู้เย็นหยิบน้ำดื่มบริการตัวเองอย่างคนคุ้นเคย

 

“แกมาก็ดี ช่วยฉันสอบสวนที ใกล้จะหมดความอดทนกับผู้หญิงคนนี้แล้ว” เจ้าของห้องชักสีหน้า ไม่อยากแม้แต่จะหันกลับไปมองจำเลยตัวแสบของตน

 

“เขาแจ้งความกับคุณรึเปล่า?” หญิงสาวหันไปถามปริญญ์เสียงขุ่น

 

อีกฝ่ายไหวไหล่ “เปล่า”

 

“งั้นคุณก็ไม่มีสิทธิ์สอบสวนฉัน ขอตัวก่อน” เธอว่าพลางเดินลิ่วไปที่ประตู แต่ก็ถูกเจ้าของห้องขวางไว้อีก

 

“บอกแล้วไงว่ายังไปไหนไม่ได้!

 

“ฉันรับปากแค่จะเคลียร์กับแฟนคุณให้แลกกับข้อตกลงของเรา เรื่องอื่นไม่เคยพูด อย่ามาโมเมนะ”

 

“คุณไม่มีทางเลือกหรอก ตอนนี้ผมหมดความอดทนแล้ว!” เขาว่าพลางกระชากเรียวแขนเล็กกลับไปนั่งที่โซฟาอย่างไม่ออมแรง

 

หญิงสาวดิ้นรนฮึดฮัดสุดกำลัง แต่ก็ถูกกดไหล่เอาไว้จนดันตัวลุกไม่ได้ เธอกัดฟันกรอด เงยหน้าขึ้นจ้องตาเขาอย่างเอาเรื่อง “คุณจะทำอะไรฉัน?”

 

“เค้นความจริงจากปากคุณ” เขาบอกเสียงเหี้ยม นัยน์ตาจริงจัง

 

“พวกคุณจะซ้อมฉันเหรอ?” เธอโวยวายเสียงตื่นแล้วหันไปมองหน้าปริญญ์

 

“เฮ้ย!” ปริญญ์ร้องลั่น จากที่ยืนนิ่งด้วยความตกตะลึงกับท่าทีจริงจังของเพื่อนกลับได้สติเมื่อภาวิกายัดข้อหาร้ายกาจให้เขา รีบแก้ตัวหน้าตาตื่น “จะบ้าเหรอคุณ ผมไม่เคยซ้อมผู้หญิงนะ”

 

“ฉันก็ไม่ แต่ถ้าไม่มีครั้งแรกแล้วจะมีครั้งต่อไปได้ยังไง” คนพูดอมยิ้มมุมปาก นัยน์ตาวาววับกระหายเลือดจนคนมองสบใจหาย

 

“อย่าบ้านะ คุณสารวัตรทำอะไรซักอย่างสิ เพื่อนคุณเสียสติไปแล้ว”

 

เธอดิ้นรนอีกพลางร้องขอความช่วยเหลือจากตำรวจซึ่งที่ผ่านมาก็ไม่เคยได้รับอะไรตอบแทนเลย ตำรวจบางคนร้ายกาจยิ่งกว่าโจรห้าร้อยเสียอีก แต่ตอนนี้เธอไม่มีทางเลือกอื่น

 

“ใครก็ช่วยคุณไม่ได้หรอกภาวิกา นอกจากตัวคุณเอง บอกมาดีๆ หรือจะให้ผมใช้กำลัง” เตชิตข่มขู่สำทับ

 

ชายหนุ่มหวังว่าอีกฝ่ายจะกลัวมากพอที่จะยอมบอกความจริง หาไม่แล้วแผนการข่มขู่แบบนี้จะใช้ไม่ได้อีกถ้าเธอรู้ว่าเขาไม่กล้าจริงอย่างปากพูด

 

จริงๆ แล้วเตชิตไม่คิดจะใช้วิธีนี้มาก่อน หรือหากจำเป็นมันจะเป็นวิธีสุดท้ายที่เขาเลือก จนกระทั่งถูกเธอยั่วโมโหด้วยการเบี้ยวนัดในวันนี้ ซ้ำร้ายเจ้าหล่อนยังกล้าสบตาเขาขณะที่บอกว่าไม่รู้สึกผิดสักนิดที่ทำให้เขากับมนสิการ์ไม่ได้แต่งงานกัน แบบนั้นมันท้าทายมากเกินไป ความอดทนของเขามีไม่พอต่อแรงยั่วยุมหาศาลของผู้หญิงคนนี้

 

“อย่าบ้าน่าเต แกจะทำร้ายใครต่อหน้าฉันไม่ได้นะ แกเรียกฉันมาทำไมวะ จะให้ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์มาดูแกทำร้ายผู้หญิงงั้นเหรอ ฉันยอมไม่ได้หรอก”

 

สารวัตรหนุ่มวางแก้วน้ำดื่มลงแล้วถลันเข้ามากระชากตัวเพื่อนออกจากการคุกคามภาวิกา

 

“แต่ผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่พลเมืองดีที่แกควรปกป้อง” เตชิตทำท่าฮึดฮัด แต่ก็แอบโล่งใจที่ถูกเพื่อนกระชากตัวออกมาก่อน ไม่เช่นนั้นเขาก็ยังไม่มั่นใจว่าจะเริ่มลงมือจากตรงไหนดีเพื่อข่มขู่ให้ภาวิกาคิดว่าเขาเอาจริง

 

“ถึงงั้นก็เถอะ แกไปห่างๆ ปล่อยให้ฉันจัดการเอง” ปริญญ์ว่าพลางรุนหลังเพื่อนออกไปให้พ้นวิถีการเจรจาอย่างสุภาพชน เขานั่งลงที่โซฟาฝั่งตรงข้ามก่อนจะหันมามองใบหน้าสวยซีดของหญิงสาว

 

เธอเม้มปากแน่น จ้องหน้าอีกฝ่ายอย่างไม่เป็นมิตร “ฉันไม่มีอะไรจะพูด”

 

“คุณน่าจะลองคิดดูอีกที คนร้ายงัดบ้านคุณเพื่อข่มขู่ให้คุณกลัว พวกมันจะทำอีกแน่ถ้าคุณไม่ตอบโต้อะไรเลย ให้ผมช่วยเถอะนะ บอกว่าคนพวกนั้นเป็นใคร แล้วผมจะจัดการต่อเอง”

 

หญิงสาวยกมือขึ้นกอดอก เหยียดยิ้มที่ริมฝีปากอิ่มสวย “คุณเป็นสารวัตรใช่มั้ย?”

 

เขาพยักหน้ารับขรึมๆ

 

“บ้านรวยรึเปล่า?”

 

ปริญญ์ไม่รู้ว่าคำถามนั้นเกี่ยวข้องยังไงแต่ก็ยอมตอบดีๆ เพราะเห็นว่ามันทำให้เธอยอมพูดกับเขา “ผมอยู่ตัวคนเดียว มีบ้านหลังไม่ใหญ่นักแต่ก็ไม่ลำบากอะไร แล้วมันเกี่ยวกับเรื่องนี้ยังไง?”

 

เธอเชิดหน้าขึ้นแล้วบอกอย่างสิ้นศรัทธา “งั้นคุณก็ช่วยอะไรฉันไม่ได้ อย่าเสียเวลาเลย ไม่มีประโยชน์หรอก”

 

ปริญญ์เหวอเพราะไม่เข้าใจ ส่วนเตชิตย่นคิ้ว สีหน้าไม่สบอารมณ์อย่างมาก เดินดุ่มเข้ามาสอดแทรกเสียงห้วน

 

“ฉันบอกแกแล้วว่าผู้หญิงคนนี้พูดดีๆ ด้วยไม่ได้ มันต้องใช้วิธีรุนแรงเท่านั้น”

 

“ไอ้คนซาดิสม์! ถ้าคุณทำร้ายฉัน ฉันจะฟ้องหมอ ฟ้องแฟนคุณด้วย ถ้าเธอรู้ว่าคุณโหดร้ายทารุณอย่างนี้คงไม่ยอมคืนดีด้วยแน่ๆ” ภาวิกาแหวลั่น จ้องมองเจ้าของห้องอย่างไม่วางใจ มือกำสายสะพายกระเป๋าแน่น เตรียมพร้อมสำหรับการวิ่งหนี

 

“กลัวตายละ” เขาถลึงตาแข็งกร้าวมองเธออย่างมุ่งร้าย

 

“งั้นก็รอฟังข่าวร้ายได้เลย”

 

“ออกไปจากที่นี่ให้ได้ก่อนเถอะ แล้วค่อยคิดไปฟ้องใคร”

 

ร่างสูงใหญ่เคลื่อนไหวรวดเร็ว แต่ภาวิกาก็กระโจนหนีอย่างว่องไวไม่แพ้กัน

 

ก่อนที่การวิ่งไล่จับจะดำเนินต่อไป ปริญญ์ก็คว้าคอเสื้อเพื่อนเอาไว้แน่นแล้วหันไปบอกภาวิกาเสียงเรียบ “คุณรีบไปซะ ผมจะจัดการไอ้หมอนี่เอง”

 

“เฮ้ย! อะไรวะ?” เตชิตร้องอย่างขัดใจ หันกลับมาถลึงตาคาดโทษเพื่อน

 

“ฉันเรียกแกมาช่วยฉันนะเว้ย ไม่ใช่ให้มาช่วยยายตัวแสบนั่น”

 

ภาวิกายิ้มเยาะ ก่อนจะรีบหลบฉากออกไปจากห้องชุดสุดหรูของเตชิต

 

เมื่อคล้อยหลังหญิงสาวไปแล้วปริญญ์จึงปล่อยมือจากเพื่อนแล้วส่งกุญแจรถยนต์ให้ “เอาไป แล้วคอยสะกดรอยตามเธออย่าให้รู้ตัว ขอกุญแจรถของแกให้ฉันด้วย ฉันจำเป็นต้องใช้รถเหมือนกัน”

 

เตชิตทำหน้างง “แกคิดจะทำอะไร?”

 

“คนที่อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้อาจเป็นผู้ที่มีอิทธิพลมากจนภาวิกาไว้ใจใครไม่ได้ เธอถึงไม่ยอมบอกเราว่าคนคนนั้นเป็นใคร การที่คนร้ายมางัดบ้านเธอก็เพื่อข่มขู่และการข่มขู่ต้องมีจุดประสงค์ พวกมันคงไม่ได้มาขู่เพื่อทำให้เธอกลัวเล่นๆ หรอก จะต้องมีอะไรสักอย่างที่คนพวกนั้นต้องการจากเธอ ตอนนี้ภาวิกาอาจถูกสะกดรอยและตกอยู่ในอันตรายก็ได้ ถ้าเธอไม่ยอมพูด เราก็ต้องสืบหาความจริงเอาเอง บางทีเรื่องนี้อาจซับซ้อนกว่าที่คิด”

 

คนฟังขมวดคิ้วนิ่วหน้า รู้สึกว่าเรื่องมันชักจะซับซ้อนซ่อนเงื่อนอย่างที่เพื่อนบอก เขาไม่พอใจนักหรอกที่ต้องคอยติดตามภาวิกาเงียบๆ เหมือนพวกบอดีการ์ดลับอะไรเทือกนั้น ในเมื่อเธอเองไม่คิดจะแก้ตัวในสิ่งที่ทำลงไปเลย

 

อ้อ...เขาได้ยินชัดเจนเต็มสองหูด้วย เธอบอกว่าไม่สำนึกผิดเลยแม้แต่น้อย

 

“ฉันไม่อยากทำแบบนี้เลยว่ะ” เขายอมรับตรงๆ สีหน้าขุ่นเคือง

 

ปริญญ์อมยิ้ม “ฉันรู้ว่าแกคิดอะไร แต่ภาวิกาอาจเป็นเบาะแสเดียวที่จะนำเราไปสู่คนที่อยู่เบื้องหลังได้ ฉันต้องไปทำงานแล้ว มีอะไรก็โทร. มาแล้วกัน พยายามอย่าให้เธอคลาดสายตาดีที่สุด”

 

“ทำไมต้องเป็นฉันด้วยวะ” คนไม่เต็มใจยังไม่เลิกบ่น

 

“งั้นแกก็แจ้งความสิ ฉันจะได้สั่งให้คนมาทำหน้าที่นี้แทน”

 

“ที่จริงฉันควรจะแจ้งความดำเนินคดีให้รู้แล้วรู้รอด แต่ก็เอาเถอะ ยังไม่มีหลักฐานว่าคนที่จ้างภาวิกามีส่วนเรื่องพี่โตถูกทำร้าย ถ้าแน่ใจเมื่อไหร่ ฉันไม่เอาพวกมันไว้แน่” เตชิตคำรามเสียงต่ำพลางหรี่ตาอย่างมาดร้าย

 

เขาไม่เคยหาเรื่องใครก่อน แทบไม่เคยมีเรื่องกับใครเลยด้วยซ้ำ แต่กลับถูกจ้องทำร้าย แถมอาจลุกลามถึงครอบครัวด้วย มันไม่ยุติธรรมเลย และเขาจะไม่ยอมเป็นผู้ถูกกระทำอยู่ฝ่ายเดียว

 

“แกรีบตามภาวิกาไปดีกว่า ไม่ควรปล่อยให้เธอคลาดสายตา ป่านนี้ไปถึงไหนแล้วก็ไม่รู้” ปริญญ์เตือนด้วยท่าทีเคร่งเครียด

 

“ก็คงไปไหนได้ไม่ไกลหรอก ฉันรู้ว่าจะต้องไปตามยายนั่นที่ไหน”

 

เตชิตทำหน้าไม่สบอารมณ์พลางถอนใจเฮือกใหญ่ แล้วทั้งสองหนุ่มก็แยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตัวเอง

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

6 ความคิดเห็น