รักเล่ห์ บุพเพลวง

ตอนที่ 31 : ตอนที่ ๑๔ พยานคนสำคัญหรือนางมารร้ายจอมป่วน (๔)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 233
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    17 มิ.ย. 61

14

พยานคนสำคัญหรือนางมารร้ายจอมป่วน

(๔)

 

 

 

เตชิตอยู่โยงเฝ้าคนเจ็บตลอดครึ่งเช้า แม้หลังจากนั้นเขาแทบจะไม่ได้คุยกับพี่ชายเลยก็ตาม ระหว่างนั้นแพทย์ผู้รักษาโตมรและพยาบาลเวรก็แวะมาตรวจเช็กอาการคนเจ็บเป็นระยะ เขาอยู่กับพี่ชายจนกระทั่งอีกฝ่ายกินมื้อเที่ยง กินยา และนอนพักผ่อนนั่นแหละจึงค่อยยอมล่าถอย แต่ก่อนจะไปเตชิตยังไม่วายติดสินบนพยาบาลให้คอยจับตาดูว่ามีใครมาเยี่ยมโตมรบ้างในแต่ละวัน

 

เขาให้เบอร์ส่วนตัวกับเธอไว้เพื่อรับฟังรายงานความเคลื่อนไหว ภายในใจไม่เชื่อว่าโตมรจะคิดร้ายกับตนและมารดา แต่ที่ทำเช่นนี้เพราะต้องการสืบให้ได้ว่าคนที่ทำร้ายโตมรเป็นใคร ใครกันแน่ที่พี่ชายเขากำลังปกป้อง ส่วนเรื่องที่ว่าคนอยู่เบื้องหลังภาวิกากับคนที่ทำร้ายโตมรเป็นคนเดียวกันหรือไม่นั้น เขายังต้องสืบหาหลักฐานต่อไป ตอนนี้ยังไม่ปักใจเชื่ออะไรทั้งสิ้นจนกว่าจะมีข้อพิสูจน์

 

ชายหนุ่มแวะหาอะไรกินที่แคนทีนของโรงพยาบาลเพื่อประหยัดเวลา ตอนบ่ายเขาตั้งใจว่าจะใช้เวลาจับผิดภาวิกาให้เต็มที่ มันต้องมีบ้างแหละที่เธอจะหลุดปากบอกอะไรให้เขารู้ แต่พอกินมื้อเที่ยงเสร็จ กำลังจะออกจากโรงอาหารอยู่แล้วก็ดันเหลือบไปเห็นคุณหมอรูปงามเดินควงมากับแม่นางละครพันหน้า ซึ่งเขากำชับนักหนาแล้วว่าให้เธอรออยู่ที่ห้องในตอนบ่าย

 

เตชิตเม้มปาก นิ่วหน้า ขณะยกข้อมือขึ้นดูเวลาบนหน้าปัดนาฬิกาเรือนหรู จวนจะบ่ายโมงอยู่แล้วแต่ภาวิกาเพิ่งจะเดินยิ้มหวานเข้ามาในโรงอาหารพร้อมหวานใจสุดหล่อ

 

เธอคงแวะมากินข้าวกับหมอ แต่ก็น่าจะโทร. บอกกันสักนิด นี่คงกะให้เขารอเก้อที่ห้องล่ะสิ ใจคอเธอไม่คิดจะให้ความร่วมมือกับเขาเลยสินะ

 

ยายตัวแสบเอ๊ย เราได้เห็นดีกันแน่!

 

ชายหนุ่มแยกเขี้ยวฉุนๆ เขม้นจ้องผู้หญิงเจ้ามารยาที่กำลังหัวร่อต่อกระซิกกับคุณหมอสุดหล่ออยู่ที่โต๊ะหนึ่งของโรงอาหาร เขาซื้อกาแฟเย็นแก้วใหญ่แล้วรีบพาตัวเองแฝงไปกับผู้คนที่พลุกพล่าน หย่อนก้นนั่งลงที่โต๊ะตัวถัดกันซึ่งมีต้นสาวน้อยประแป้งใบหนาปลูกในกระถางวางคั่นไว้ แอบฟังบทสนทนาของภาวิกากับหมอให้ถนัดถนี่

 

“ถ้าโทร. บอกผมซักหน่อยเราคงได้ออกไปทานอะไรที่ร้านอาหารข้างนอกด้วยกัน” เสียงนุ่มทุ้มเอ่ยขึ้นอย่างเสียดาย

 

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะหมอ วิกกี้ว่างก็เลยแวะมานั่งทานมื้อเที่ยงด้วยเท่านั้น ได้ทานข้าวกับหมอจะเป็นที่ไหนก็ไม่สำคัญ”

 

คนแอบฟังถึงกับกลอกตา เบ้ปากอย่างหมั่นไส้กับน้ำเสียงอ่อนหวานของยายตัวแสบ

 

น้ำเน่าได้อีก หมอต้องนึกไม่ถึงแน่ถ้าได้เห็นแม่นางละครในอีกเวอร์ชั่น สงสัยคงจะช็อกตาตั้งไปเลยละมั้ง!

 

“ผมรู้สึกแย่จัง ไม่เคยมีเวลาให้วิกกี้อย่างเต็มที่เลย เหงามั้ยครับ?”

 

“นิดหน่อยค่ะ วิกกี้เองก็ต้องทำงานเหมือนกัน แต่ถ้าหมอรู้สึกแย่ วิกกี้มีวิธีช่วยให้รู้สึกดีขึ้นค่ะ”

 

น้ำเสียงระริกระรี้ดี๊ด๊าเหลือเกิ๊น!

 

คนแอบฟังเบ้ปากแล้วเงี่ยหูฟังต่อไป

 

“ยังไงครับ?”

 

“เราหาเวลาไปเที่ยวด้วยกันซักสองสามวันดีมั้ยคะ วิกกี้รู้สึกเบื่อๆ แล้วก็เหนื่อยด้วย อยากไปชาร์จแบตที่ต่างจังหวัด ต้องสดชื่นและมีพลังมากขึ้นแน่ๆ แล้ววิกกี้ก็คิดว่าช่วงนี้หมอทำงานหนักเกินไป วันเกิดคุณหญิงทั้งทียังต้องวิ่งโร่กลับมาดูแลคนไข้ที่โรงพยาบาลอีก แค่เราสองคน...ไปพักผ่อนด้วยกันนะคะหมอ”

 

ไปเที่ยวต่างจังหวัดด้วยกันสองต่อสอง นี่คงกะจะรวบหัวรวบหางหมอให้สิ้นเรื่องสิ้นราว เข้าเสียบตำแหน่งลูกสะใภ้คุณหญิงในเร็ววันละสินะ เฮอะ!

 

เตชิตขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน นึกอยากโผล่หน้าเข้าไปขวางให้หมอพบทางสว่าง หากที่ทำได้เพียงแค่พยายามสงบจิตสงบใจและนั่งฟังยายตัวแสบออดอ้อนหมอเงียบๆ คราวนี้ดูเหมือนคุณหมอรูปงามจะใช้เวลาคิดนานเหมือนกัน สงสัยจะมีลางบอกเหตุให้ระวังตัว อย่างนี้กระมังที่เขาเรียกว่าคนดีผีคุ้ม

 

“ก็ดีเหมือนกันนะครับ ผมเองก็รู้สึกเหนื่อย ถ้าได้ไปเที่ยวต่างจังหวัดบ้างน่าจะกระปรี้กระเปร่ามากขึ้น งั้นเราจะไปไหนกันดีครับ?”

 

โธ่หมอ...ผลบุญที่ทำมามากมายไม่ได้ช่วยให้รอดพ้นจากภัยอันตรายใกล้ตัวเลยหรือนี่?

 

เตชิตครวญครางในใจ สงสัยความคิดที่ว่าคนดีผีคุ้มจะใช้การไม่ได้กับคุณหมออิสระเสียแล้ว

 

“วิกกี้อยากไปทะเลค่ะ เกาะเสม็ดดีมั้ยคะ?”

 

ชัวร์ป้าบ! เกาะเสม็ดเสร็จทุกราย ยายนี่คิดจะรวบหัวรวบหางหมอจริงๆ ด้วย ผู้หญิงหน้าไม่อาย!

 

คนแอบฟังโห่ร้องและประณามอยู่ในใจ ทั้งหมั่นไส้คนชวนและเห็นใจคนถูกชวนในเวลาเดียวกัน

 

“ตามใจวิกกี้ก็แล้วกัน ผมยังไงก็ได้”

 

โธ่เอ๋ย...ราหูเคลื่อนทับดวงชะตาซะแล้วคุณหมอ

 

เตชิตทำหน้าเซ็ง ถอนใจปลง

 

“งั้นตกลงตามนี้นะคะ เดี๋ยววิกกี้ขอไปดูตารางงานเดือนหน้าก่อน ถ้าได้วันที่แน่นอนแล้วเราค่อยนัดกันอีกที ทานข้าวเถอะค่ะ บ่ายโมงกว่าแล้ว หมอต้องทำงานอีกไม่ใช่เหรอคะ”

 

“โอเคครับ เอ้อ...จริงสิวิกกี้ เรื่องนัดวันอาทิตย์นี้น่ะ คือว่า...”

 

เสียงหมอเอ่ยขึ้นเหมือนเพิ่งนึกได้ เตชิตแทบสำลักกาแฟที่ดูดเข้าไปอึกใหญ่ รีบวางแก้วลงบนโต๊ะแล้วลุกพรวดขึ้นยิ้มแฉ่ง ทักทายก่อนที่คุณหมอจะได้พูดอะไรต่อจากนั้น

 

“บังเอิญจังเลย ผมแวะมาหาอะไรกินที่นี่เหมือนกัน ขอนั่งด้วยคนนะครับ”

 

คุณหมอมีสีหน้าประหลาดใจเล็กน้อย แต่สักพักก็ยิ้มนุ่มและเชิญให้อีกฝ่ายร่วมโต๊ะด้วย ในขณะที่ภาวิกาตะลึงงัน ทั้งตกใจและขัดใจในเวลาเดียวกัน

 

“เป็นไงวิกกี้ ไม่เจอกันหลายวัน คุณสบายดีนะ” เตชิตหันไปยิ้มยั่วให้ผู้หญิงคนเดียวในโต๊ะ

 

ภาวิกาฉีกยิ้มหวานแต่ดูเหมือนกำลังแยกเขี้ยวมากกว่า “สบายดีค่ะ แล้วคุณล่ะไปไงมาไงถึงมานี่ได้ อาการหนักใกล้ตายหรือแค่ไม่สบายเล็กน้อย?”

 

เตชิตฝืนหัวเราะเหมือนเป็นเรื่องขบขัน “ฮะๆ มุกยังตลกฝืดเหมือนเดิมเลยนะวิกาเอ๊ย...วิกกี้ โทษที รีบมากไป ลิ้นพันกันน่ะ ผมมาเยี่ยมพี่ชาย เขาถูกลอบทำร้ายแล้วก็ยังหาตัวคนบงการไม่ได้ ตอนนี้ให้เพื่อนสืบอยู่ รู้ตัวแน่เมื่อไหร่จะลากคอมันกับคนที่เกี่ยวข้องเข้าคุกให้หมด สำหรับคนที่รู้ตัวคนร้ายแต่ไม่ยอมบอกตำรวจก็จะแจ้งจับด้วยในข้อหารู้เห็นเป็นใจและช่วยผู้ร้ายหลบหนี คุณว่าดีมั้ย?”

 

ริมฝีปากอิ่มเม้มแน่นพอๆ กับมือที่กำช้อนส้อม ดวงตาคู่สวยวาววับเอาเรื่อง

 

หน็อยแน่ะ กล้าขู่ฉันต่อหน้าหมอเหรอไอ้แมลงวันน่ารำคาญ!’

 

หญิงสาวฮึ่มฮั่มในใจอย่างเดือดดาล ก่อนจะฉีกยิ้มหวานจ๋อย กัดฟันบอกด้วยเสียงนุ่มนวล “ก็ดีนี่คะ คนไม่ดีสมควรรับโทษ ใช่มั้ยคะหมอ?”

 

คุณหมอรูปงามพยักหน้าพร้อมรอยยิ้มจริงจัง “ครับ คนพวกนี้น่าจะถูกดำเนินคดีให้หมด เป็นภัยต่อสังคมจริงๆ ผมเห็นด้วย”

 

ภาวิกายิ้มแหย ก่อนจะก้มหน้าเขี่ยข้าวในจานเล่นอย่างหมดอร่อย ในขณะที่เตชิตยิ้มร่าอย่างเป็นต่อที่คุณหมอเข้าข้างพลเมืองดีและไม่สนับสนุนคนเลว

 

“ผมมีนัดกับคนไข้ประจำตอนบ่ายโมงสิบห้า จวนได้เวลาแล้วต้องขอตัวก่อนนะครับ วิกกี้ทานกับคุณเตต่อเลยนะ ผมต้องรีบไปแล้ว ขอโทษจริงๆ ที่รอส่งคุณไม่ได้” หมออิสระบอกอย่างเสียใจขณะก้มมองนาฬิกาที่ข้อมือตัวเอง

 

หญิงสาวเม้มปาก ทำตาปรอย แต่พอเห็นรอยยิ้มเสียใจของคนรักจึงฝืนยิ้มตอบ “ไม่เป็นไรค่ะ หมอรีบไปทำงานเถอะ วิกกี้เข้าใจ”

 

“ไม่ต้องห่วงนะครับหมอ เดี๋ยวผมดูแลวิกกี้ให้เอง หมอไปทำงานอย่างสบายใจเถอะ ผมติดหนี้หมอหลายเรื่องเลย”

 

เตชิตยิ้มร่า ท่าทางเต็มอกเต็มใจช่วยเหลือนั้นทำให้หมออิสระวางใจ

 

“ขอบคุณมากครับ แล้วเย็นนี้ผมจะโทร. หานะครับวิกกี้”

 

“บ๊ายบายค่ะ” หญิงสาวฝืนยิ้มกล้ำกลืน โบกมือลาไหวๆ แม้จะไม่มีกะจิตกะใจทำก็ตาม

 

เมื่อคล้อยหลังคนรักของภาวิกาไปแล้ว เตชิตก็ปั้นหน้าเคร่ง ยกมือกอดอก จ้องมองคนไม่รักษาคำพูดด้วยนัยน์ตาขุ่นเข้ม

 

“ผมบอกให้คุณรอที่ห้องไม่ใช่หรือไงภาวิกา แล้วคุณมาทำหน้าระรื่นกับหมอที่นี่ได้ยังไงไม่ทราบ?”

 

หญิงสาวเหลือบมองเขาพลางกัดฟันกรอด ก่อนจะโต้เสียงแข็งหากไม่ดังนักเพราะยังต้องรักษาภาพพจน์ในเขตโรงพยาบาลที่หวานใจทำงานอยู่ “ฉันเคยบอกว่าจะรอคุณเหรอ จำผิดรึเปล่ายะ?”

 

“เฮอะ!” ชายหนุ่มทำเสียงฉุน มองเธออย่างเหลือเชื่อ “เมื่อคืนผมกำชับนักหนา คุณเองก็เออออห่อหมกด้วยดิบดี ไม่เห็นปฏิเสธซักคำว่าจะไม่อยู่รอผมที่ห้อง แล้วยังมีหน้ามาทำไม่รู้ไม่ชี้อีกเหรอ?”

 

“ฮะๆๆ” เธอแสร้งหัวเราะ ลอยหน้าลอยตา แบมือทั้งสองข้างพลางไหวไหล่กวน ก่อนถลึงตาตอบอย่างไม่ยี่หระ “ช่วยรีเพลย์เหตุการณ์นิดนึงนะยะ ฉันบอกว่าเข้าใจ แต่ไม่ได้บอกว่าจะอยู่รอและทำตามคำสั่งของคุณทุกอย่าง ถ้าฟังไม่แตกฉานเองก็ช่วยไม่ได้”

 

เตชิตกัดฟันกรอด การคิดจะใช้น้ำใจและความดีขัดเกลาผู้หญิงร้ายกาจอย่างภาวิกาให้เป็นคนที่ดีขึ้นเห็นทีจะไม่ได้ผล เธอน่ะเลวร้ายจนเกินเยียวยาจริงๆ

 

หญิงสาวยิ้มเยาะ ลุกขึ้นพร้อมกระเป๋าถือใบหรู “ฉันไปละนะ ไม่มีธุระอะไรแถวนี้แล้ว”

 

ชายหนุ่มหรี่ตาลึก ทำเสียงคำรามในลำคอ ก่อนจะค่อยๆ ลุกตามหญิงสาวไปด้วยสีหน้าเรียบเย็น

 

จนกระทั่งถึงลานจอดรถที่ร้างไร้ผู้คนเขาจึงตัดสินใจตะครุบเหยื่อ

 

“อื้อ!” หญิงสาวร้องอู้อี้พลางดิ้นรนขัดขืนด้วยความตื่นตระหนกสุดขีดเมื่อถูกใครบางคนตะครุบตัวไว้จากด้านหลังพร้อมใช้มือปิดปากเธอกั้นเสียงร้องขอความช่วยเหลือ

 

“อยู่เฉยๆ ภาวิกา อย่าให้ผมต้องออกแรงมากกว่านี้ เดี๋ยวจะเจ็บตัวฟรี ขึ้นรถ!

 

เสียงสั่งคุ้นหูทำให้หญิงสาวหยุดดิ้นเพราะรู้แน่แล้วว่าไอ้บ้าที่บังอาจมากอดเธอไว้ทั้งตัวนี่เป็นใคร จังหวะหัวใจที่รัวกระหน่ำจึงเริ่มผ่อนช้าลง

 

เขาปล่อยมือและจับเธอยัดเข้าไปในรถก่อนจะอ้อมมาประจำที่นั่งคนขับอย่างรวดเร็ว หญิงสาวชักสีหน้าบึ้งตึง แต่ก็ไม่ได้เปิดประตูออกไปเล่นวิ่งไล่จับกับเขาให้เหนื่อยเปล่า

 

“จะทำบ้าอะไรของคุณฮะ?” เธอแว้ดลั่นเมื่อชายหนุ่มเริ่มสตาร์ตเครื่องและออกตัว

 

“ก็สอบสวนผู้ต้องสงสัยน่ะสิ” เขากระแทกเสียงตอบอย่างหงุดหงิด คิดจนหัวแทบระเบิดว่าควรจัดการกับผู้หญิงคนนี้อย่างไรดี

 

“คุณมีสิทธิ์อะไรไม่ทราบ?” หญิงสาวกอดอก เขม้นมองเสี้ยวหน้าคมอย่างเอาเป็นเอาตาย

 

“ผมไม่ แต่ปริญญ์มีแน่”

 

ภาวิกาใจหายวาบ “คุณแจ้งตำรวจเหรอ?”

 

ชายหนุ่มยิ้มเยาะเมื่อจับกระแสความหวาดหวั่นในน้ำเสียงของเธอได้

 

“ผมไม่ควรทำแบบนั้นรึไง?”

 

“ข้อหาอะไรไม่ทราบ?” เธอร้องเสียงหลง สีหน้าเดือดดาลสุดขีด

 

“ไม่ยอมบอกข้อมูลที่รู้ ทำให้ตำรวจเสียเวลาในการจับกุมคนร้าย อะไรอีกนะ สมรู้ร่วมคิดเป็นไง หนักพอๆ กับทำผิดซะเอง แบบนี้ชอบมั้ยล่ะ?”

 

“ไอ้คนบ้า!

 

เธอปรี๊ดหน้าดำหน้าแดง นึกอยากใช้ปลายเล็บงามๆ ข่วนใบหน้ายียวนของเขานัก “คุณกำลังกล่าวหาฉันอยู่นะ ฉันจะฟ้องกลับข้อหาหมิ่นประมาท”

 

“เชิญ!” เขากระแทกเสียงใส่ “หวังว่านายจ้างของคุณจะยอมช่วยเหลือคุณบ้างในเรื่องนี้ ทีนี้แหละ ผมจะได้รู้ว่าใครกันแน่ที่อยู่เบื้องหลัง”

 

“ฮึ่ย!” ภาวิกาได้แต่ทำเสียงฮึดฮัดขัดใจ ทั้งโมโหและหวาดหวั่นกับการถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

 

ขืนให้เรื่องถึงตำรวจมีหวังเธอดับอนาถแน่ แล้วทีนี้จะทำยังไงดี บอกไม่ได้ซะด้วยว่าใครอยู่เบื้องหลัง

 

ตายแน่ภาวิกา ไอ้หมาบ้านี่ไม่มีทางปล่อยเธอแหงเลย ฮือ...

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

6 ความคิดเห็น