รักเล่ห์ บุพเพลวง

ตอนที่ 30 : ตอนที่ ๑๔ พยานคนสำคัญหรือนางมารร้ายจอมป่วน (๓)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 223
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    16 มิ.ย. 61

14

พยานคนสำคัญหรือนางมารร้ายจอมป่วน

(๓)

 

 

 

เตชิตแวะไปเยี่ยมโตมรในตอนเช้าเพื่อสอบถามและลอบสังเกตท่าทีของอีกฝ่ายตามที่ปริญญ์แนะนำ เขาพบหมออิสระอยู่ในห้องพักฟื้นจึงทักทายด้วยความยินดีกึ่งประหลาดใจ

 

“ไม่นึกจริงๆ ว่าหมออิสจะเป็นนายแพทย์ที่ดูแลพี่โต”

 

คุณหมอรูปงามอมยิ้มน้อยๆ แต่ปิดรอยเคร่งเครียดในแววตาได้ไม่มิด “บังเอิญน่ะครับ งั้นผมขอตัวก่อนดีกว่า พวกคุณจะได้คุยกันเต็มที่”

 

“ขอบคุณครับ”

 

“เอ้อ...คุณเต” หมออิสระหันกลับเมื่อนึกได้ว่ายังไม่ได้บอกเรื่องสำคัญกับเตชิต มือยังแตะค้างที่ลูกบิดประตู “วันอาทิตย์นี้ทำตัวให้ว่างด้วยนะครับ ผมนัดกับคุณมิ้งจะไปตลาดนัดจตุจักร”

 

“เฮ้...พูดจริงเหรอครับหมอ?” เตชิตเดินมาถามใกล้ๆ ด้วยสีหน้ายินดี

 

อีกฝ่ายพยักหน้ารับขรึมๆ “เรานัดกันไว้แล้ว เธออยากไปเดินดูของที่นั่นเผื่อจะได้แนวคิดในการทำอะไรแก้เบื่อ ผมไม่ได้บอกว่าคุณจะไปด้วย เดี๋ยวเราค่อยปรึกษากันอีกทีนะครับว่าจะเอายังไง”

 

“ตกลงครับ ขอบคุณหมอมากจริงๆ” ชายหนุ่มจับมืออดีตคุณหมอจอมแส่ที่วันนี้ได้เลื่อนขั้นเป็นคุณหมอใจดีเรียบร้อยแล้ว เขย่ามืออีกฝ่ายแรงๆ ด้วยความจริงใจ

 

หมอหนุ่มหลุบตามองนาฬิกาที่ข้อมือนิดแล้วเงยหน้าขึ้น “ผมมีคนไข้ต้องติดตามอาการอีกหลายราย อีกราวสี่สิบห้านาทีคงกลับมาที่นี่ได้ คุณรีบไปไหนรึเปล่าครับ”

 

“ไม่ครับ ผมจะรอหมออยู่นี่ก็แล้วกัน เชิญตามสบายเลย” เขาว่าพลางฉีกยิ้มกว้างอย่างที่คุณหมอรูปงามไม่เคยเห็น

 

“โอเคครับ เดี๋ยวผมกลับมา”

 

เมื่อหมออิสระกลับไปปฏิบัติหน้าที่ของตนแล้ว เตชิตจึงปิดประตูห้องและลากเก้าอี้มานั่งคุยกับคนเจ็บอยู่ข้างเตียง

 

“เป็นยังไงบ้างพี่โต วันนี้ยังปวดแผลอยู่มั้ย?”

 

โตมรถอนใจแผ่วเบาและฝืนยิ้มเท่าที่จะทำได้เพราะร่างกายยังบอบช้ำจากการถูกทำร้ายเมื่อหลายวันก่อน “ดีขึ้นมากแล้ว ขอบใจที่มาเยี่ยมนะ”

 

“ปริญญ์บอกว่าพี่โตจำหน้าคนร้ายไม่ได้ นึกอะไรไม่ออกซักนิดเลยเหรอครับ” ชายหนุ่มเริ่มยิงคำถามและเก็บข้อมูลเงียบๆ

 

อีกฝ่ายหลุบตาต่ำ สีหน้าเหมือนไม่อยากพูดถึงแต่ก็ยอมพูดในแบบเดียวกับที่เตชิตได้ยินมาจากปริญญ์ “พี่เข้าเวรตั้งแต่เช้าจนดึก ตอนนั้นง่วงและเพลียมากแถมยังอยู่ในโรงงานของเราเองด้วยก็เลยไม่ได้ระวังตัว แล้วพี่ก็ไม่เคยมีศัตรูที่ไหน ไม่คิดว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นก็เลยทั้งมึนงงและตกใจ ไม่ได้มองหน้าคนร้ายเลย”

 

“ดูรูปสเกตช์แล้วไม่รู้สึกคุ้นเลยเหรอครับ?”

 

โตมรส่ายหน้าช้าและเบาเพราะยังเจ็บแผลอยู่มาก “ไม่ พี่ไม่ทันมองจริงๆ”

 

เตชิตพยักหน้าขรึมๆ ก่อนจะถามใหม่ “พี่โตสงสัยใครเป็นพิเศษรึเปล่า?”

 

“ไม่ พี่ไม่เคยมีเรื่องกับใคร วันๆ ก็อยู่แต่ในโรงงาน เลิกงานแล้วก็กลับบ้านพัก แทบไม่ได้โผล่หน้าไปข้างนอกเลย น่าจะเป็นเรื่องเข้าใจผิดหรือทำร้ายผิดตัวมากกว่า”

 

ขณะที่พูดโตมรไม่ได้สบตาน้องชาย และอาการนั้นก็ไม่ได้หลุดลอดไปจากนัยน์ตาคมกริบของคนที่ตั้งใจมาจับพิรุธโดยเฉพาะ

 

“แล้วพี่โตได้ยินพวกมันพูดอะไรกันบ้างไหม อย่างเช่นเรียกชื่อพี่ หรือเอ่ยถึงเรื่องที่ทำให้พวกมันแค้นจนต้องมาทำร้ายพี่น่ะ”

 

“ไม่ พวกมันเข้ามาแบบไม่ให้ตั้งตัว รู้ตัวอีกทีพี่ก็มาตื่นที่โรงพยาบาลแล้ว”

 

เตชิตมุ่นคิ้วพลางถอนใจยาว โตมรปฏิเสธทุกคำถามแบบนี้เขาคงไม่ได้อะไรแน่

 

“เตจะเอาเรื่องคนร้ายหรือ?” คนเจ็บเป็นฝ่ายถามบ้าง สีหน้าบอกชัดถึงความกังวลใจ

 

“แน่นอนครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเข้าใจผิดหรือจงใจ ผมจะลากคอพวกมันมารับโทษให้ได้ พี่โตทำใจให้สบายเถอะ เรื่องนี้ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผมเอง” เขายืนกรานหนักแน่นที่จะเอาเรื่องคนร้ายให้ได้

 

“พี่ว่าช่างมันเถอะนะ ป่านนี้คนร้ายคงจะหนีไปกบดานต่างจังหวัดแล้วละ เตดูแลโรงงานดีกว่า อย่ามาเสียเวลากับเรื่องไม่เป็นเรื่องเลย”

 

เตชิตสบตาพี่ชายนิ่งก่อนจะเอื้อมมือไปแตะแขนคนเจ็บแล้วบีบเบาๆ

 

“พี่โตจำได้ไหม ตอนที่พ่อกับแม่ยังไม่ย้ายเข้ามาอยู่กรุงเทพฯ บ้านสวนริมคลองใกล้ๆ โรงงานของเราน่ะ ผมจำได้นะ ตอนเด็กชอบแอบแม่ไปเล่นน้ำคนเดียวบ่อยๆ เพราะชวนพี่โตทีไรก็จะถูกดุและห้ามปรามตลอด วันนั้นถ้าไม่ได้พี่โตช่วยไว้ ป่านนี้ผมคงเป็นผีเฝ้าคลองไปแล้ว สำหรับผม...เรื่องของพี่โต เป็นเรื่องเสมอ ฉะนั้นอย่าบอกให้ผมหยุดตามล่าคนที่ทำร้ายพี่ พี่ห้ามผมไม่ได้หรอก”

 

โตมรนิ่งอึ้ง ลำคอตีบตันขณะนึกถึงเรื่องในวัยเยาว์ บิดามารดาอบรมสั่งสอนให้เขาคอยดูแลเตชิตเหมือนเป็นน้องชายแท้ๆ นั่นหมายถึงการเสียสละในฐานะพี่ชาย รวมถึงการช่วยเตชิตไว้ไม่ให้จมน้ำตอนที่แอบหนีคุณพรรษาไปเล่นน้ำที่คลองหลังบ้านเพียงลำพัง

 

เขาแตะมือน้องชายและบีบกระชับเบาๆ นัยน์ตาเศร้าลึกหลุบต่ำขณะเอ่ยเสียงแหบ “ขอบใจนายมากนะเต”

 

“ไม่เป็นไรครับ ก็พี่โตเป็นครอบครัวของผมนี่”

 

ชายหนุ่มยิ้มอย่างจริงใจ บีบกระชับมืออีกฝ่ายแทนคำมั่นสัญญา

 

 

 

เตชิตหลบออกมาโทรศัพท์หาปริญญ์ในตอนที่นางพยาบาลเวรเข้ามาดูอาการของโตมร เขาเล่าให้เพื่อนฟังทุกอย่างเท่าที่สังเกตได้โดยไม่หมกเม็ดแล้วสรุปสั้นๆ “ฉันรู้สึกว่าพี่โตปิดบังอะไรฉันอยู่”

 

“แล้วแกยังเชื่อใจเขาไหม?” เสียงปริญญ์ถามมาตามสาย

 

เขาเงียบไปครู่หนึ่งก็ตอบด้วยเสียงหนักแน่น “เชื่อ ฉันไม่คิดว่าพี่โตจะคิดร้ายกับครอบครัวฉัน เขาคงมีเรื่องอะไรบางอย่างที่บอกเราไม่ได้ แต่ฉันจะลองสืบดู แล้วทางแกว่ายังไงบ้าง ได้ตัวคนร้ายรึยัง?”

 

“ยังเลย สงสัยจะหนีไปกบดานต่างจังหวัดแล้ว แต่ฉันให้คนส่งภาพสเกตช์ไปตามสถานีตำรวจทั่วประเทศ ถ้าพวกมันไม่มีคนหนุนหลังที่ใหญ่จริงๆ คงตามตัวไม่ยากหรอก”

 

“ขอบใจมากนะปริญญ์ แต่ฉันมีอีกเรื่องอยากกวนใจแกหน่อย”

 

“อะไรวะ?”

 

“เรื่องภาวิกา”

 

แล้วเตชิตก็เล่าเหตุการณ์เมื่อคืนอย่างคร่าวๆ ให้เพื่อนฟังตั้งแต่ต้นจนจบ

 

“กลิ่นไม่ค่อยดีเลยว่ะ” ปริญญ์ให้ความเห็นด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด

 

“ฉันก็คิดอย่างงั้นเลยบอกให้แม่ระวังตัวมากขึ้น เดี๋ยวฉันจะลองคุยกับภาวิกาอีกครั้งแต่ไม่คิดว่าจะได้ผลนักเลยอยากให้แกอยู่ด้วย ดูเหมือนเธอไม่ค่อยชอบตำรวจ เธออาจจะกลัวความผิด คิดว่าถ้าแกอยู่ด้วยคงช่วยได้บ้าง”

 

ปริญญ์หัวเราะหึๆ ใส่หูเขา “ฟังดูน้ำเสียงแกเหมือนไม่ค่อยแน่ใจ”

 

“ก็เออสิ ขนาดสารวัตรไปเองยังโดนตีหัวแบะ ฉันแค่ประชาชนคนธรรมดา ไม่กล้าเสี่ยงคนเดียวเว้ย” เตชิตย้อนแกมเยาะเมื่อฟังน้ำเสียงเพื่อนออกว่าอีกฝ่ายกำลังหัวเราะเยาะตนอยู่

 

“พูดมากนะแก!” เสียงปริญญ์คำรามก่อนจะตอบกลับห้วนๆ “จะให้ไปที่คอนโดฯ แกใช่มั้ย กี่โมงก็ว่ามา”

 

เตชิตอมยิ้ม “นัดกันไว้ช่วงบ่าย แกสะดวกเมื่อไหร่ก็ตามไปแล้วกัน ฉันรู้ว่าแกมีงานต้องทำอีกเยอะ”

 

“รู้ดีขนาดนี้ยังกล้าจิกหัวใช้อีก มารยาทงามนักนะแก”

 

เขาหัวเราะกับเสียงประชดแดกดันของเพื่อน พอดีเห็นหมออิสระเดินมาทางนี้จึงถือโอกาสวางสาย “แค่นี้ก่อนนะปริญญ์ ฉันมีธุระนิดหน่อย แล้วเจอกันตอนบ่าย”

 

“คุยธุระอยู่เหรอครับ” คุณหมอรูปงามทักทายพร้อมรอยยิ้มเมื่อกลับมาพบเตชิตยืนคุยโทรศัพท์อยู่แถวหน้าห้องพักฟื้นของโตมร

 

“เสร็จพอดีครับ ว่าแต่หมอนัดมิ้งได้แน่นะครับ” ชายหนุ่มถามอย่างกระตือรือร้น เห็นพ้องกับมารดาว่าไม่ควรปล่อยเรื่องนี้ไว้นานหากเขายังต้องการให้มนสิการ์เป็นเจ้าสาว และบังเอิญเขาก็นึกไม่ออกเสียด้วยว่าตัวเองจะเป็นเจ้าบ่าวของใครได้อีกถ้าไม่ใช่เธอ

 

“แน่สิครับ คุณมิ้งบอกว่าเบื่อ อยากหาอะไรทำบ้าง ผมเลยแนะนำที่นี่ไปแล้วเธอก็สนใจ แต่ผมไม่ได้บอกว่าจะนัดคุณไปด้วย ถ้าบอกเธออาจจะไม่ยอมไป ผมก็ไม่แน่ใจว่าตัวเองกำลังทำสิ่งที่ถูกต้องอยู่ไหม หวังว่าผมคงไม่ได้มองคนผิดนะครับ”

 

หมออิสระมีสีหน้าเป็นกังวล เขาอยากเห็นมนสิการ์มีความสุขจึงอยากช่วยให้สมหวังในเรื่องความรัก แต่หากเตชิตไม่ใช่คนดีจริงๆ เขาก็อาจเป็นคนทำให้มนสิการ์ต้องเสียใจอีกครั้ง

 

“ผมให้สัญญาครับหมอ ขอแค่โอกาสได้อธิบายให้เธอเข้าใจเรื่องราวทั้งหมด ผมมีหลักฐานว่าผมกับผู้หญิงคนนั้นไม่ได้เป็นอย่างที่เธอกล่าวหา รับรองว่ามิ้งต้องเชื่อแน่ แต่หมอไม่ได้บอกเธอล่วงหน้าก็ดีแล้วครับ ไม่งั้นเธออาจเปลี่ยนใจไม่ไปตามนัด” เตชิตบอกอย่างมั่นใจ

 

“ครับ ผมก็หวังให้เป็นอย่างนั้น น่าเสียดายที่วิกกี้ต้องทำงาน ไม่งั้นผมจะขอให้เธอช่วยพูดกับคุณมิ้งอีกแรง”

 

เตชิตหันขวับ ย้อนถามอย่างไม่แน่ใจ “วิกกี้ก็รู้เรื่องที่หมอนัดกับมิ้งแล้วเหรอครับ?”

 

อีกฝ่ายพยักหน้ารับขรึมๆ “ผมโทร. ไปชวนวิกกี้แล้วเมื่อคืน แต่เธอบอกว่าต้องทำงาน คุณเตมีปัญหาอะไรรึเปล่าครับ”

 

“เอ้อ...อ๋อ เปล่าครับเปล่า ไม่มีปัญหาอะไรเลย ขอบคุณหมอมากนะครับที่หวังดี แต่ผมว่าปล่อยให้วิกกี้ทำงานไปเถอะ ผมจัดการเรื่องนี้เองได้”

 

ชายหนุ่มยิ้มร่ากลบเกลื่อนพิรุธ เขาตั้งใจให้ภาวิกาไปด้วยแน่นอน แต่เธอจะไปในคราบของอลิซ ไม่ใช่ภาวิกาของหมอ ดังนั้นการที่หญิงสาวปฏิเสธนัดหมอในวันอาทิตย์นี้นับว่าเป็นเรื่องที่ดีมากสำหรับเขา จะได้ไม่ต้องบังคับให้เธอยกเลิกนัดกับหวานใจกะทันหัน ขืนเป็นแบบนั้นมีหวังเจ้าหล่อนอารมณ์เสียแล้วจะพานไม่ยอมช่วยเขาอีกละยุ่งเลย

 

“ก็ดีครับ งั้นคุณมีแผนยังไงบ้าง” คุณหมอใจดีเริ่มสนใจแผนของเตชิต เขาอยากมั่นใจว่าตัวเองจะไม่ทำอะไรผิดพลาดในวันนั้น

 

“ไม่ต้องทำอะไรมากครับ แค่หมอไปตามนัดและพามิ้งเดินดูอะไรที่เธอสนใจ พอถึงตอนเที่ยงก็ชวนเธอไปทานอาหารญี่ปุ่น ผมรู้จักร้านนึงแถวๆ นั้น เป็นร้านน่ารัก อาหารอร่อย แล้วก็มีห้องเป็นส่วนตัวด้วย หมอพามิ้งไปที่นั่น พอได้ห้องแล้วก็ขอตัวออกมาเข้าห้องน้ำ ผมจะรอที่ลานจอดรถ ถ้าไปถึงแล้วหมอช่วยโทร. บอกผมด้วยก็แล้วกันครับ” ชายหนุ่มบอกแผนที่คิดไว้อย่างรอบคอบ

 

หากไม่ได้คุยกับมนสิการ์ที่บ้านของเธอหรือบ้านของเขา ซึ่งทั้งสองที่ไม่มีทางเป็นไปได้ในเวลานี้ บ้านเธอไม่ต้อนรับเขาและเธอก็ไม่มีทางไปบ้านเขาอย่างแน่นอน ดังนั้นสถานที่คุยกันจึงควรจะมีความเป็นส่วนตัวสูง ร้านอาหารญี่ปุ่นที่เขาเคยไปกินกับเพื่อนสองสามครั้งแถวๆ จตุจักรดูเข้าท่าดี เขานึกถึงที่นั่นตั้งแต่คุณหมอรูปงามบอกว่ามีนัดกับมนสิการ์ที่ตลาดนัดจตุจักรแล้ว

 

“หลังจากนั้นคุณก็จะเข้าไปคุยกับเธอ แล้วผมต้องทำไงต่อครับ?”

 

“หมอจะกลับบ้านเลยก็ได้ครับ เราคงต้องคุยกันยาว ผมมั่นใจว่ามิ้งจะเข้าใจและเราสองคนจะคืนดีกันได้ เพราะฉะนั้นหมอไม่ต้องห่วงนะครับ ผมจะไปส่งมิ้งที่บ้านเอง”

 

เตชิตสรุปพร้อมรอยยิ้มมั่นใจ เขาอยากให้หมอกลับบ้านเลยมากกว่า เพราะภาวิกาต้องไปกับเขาด้วย เธอคงไม่อยากให้หมอรู้ความจริงเรื่องนี้และเขาจะรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับเธอ

 

“แน่ใจนะครับ?” คุณหมอหนุ่มเหมือนจะไม่ค่อยเชื่อเท่าไรว่าเรื่องมันจะง่ายดายปานนั้น

 

“ชัวร์ครับหมอ รับรองว่าคราวนี้ผมจะร่อนการ์ดแต่งงานของเราให้ถึงมือหมอด้วยตัวเองเลย”

 

“ก็ได้ครับ ผมจะทำตามนั้น ดีเหมือนกัน ตอนเย็นผมนัดกับวิกกี้ไว้ด้วยจะได้ไม่เสียเวลาเผื่อรถติด”

 

“อะไรนะครับ?”

 

“เอ่อ...ผมนัดกับวิกกี้ว่าจะไปรับเธอที่โรงแรมครับ เราจะไปทานข้าวเย็นที่บ้านผม มีอะไรรึเปล่าครับ?” คุณหมอทำหน้างงกับท่าทีตกอกตกใจของอีกฝ่าย

 

เตชิตขมวดคิ้วนิ่วหน้า รู้สึกถึงความยุ่งยากวุ่นวายที่จะตามมาได้รางๆ หากภาวิการู้ว่าอาจจะกลับไปไม่ทันนัดหวานใจหลังจากที่มาช่วยเขาเคลียร์กับมนสิการ์ที่ร้านอาหารญี่ปุ่น ซึ่งอยู่คนละทิศกับโรงแรมมณีดินที่เจ้าหล่อนทำงานอยู่ หนำซ้ำหากไปช้ากว่าคุณหมอ เพื่อนร่วมงานของเธออาจบอกให้เขารู้ว่าเธอไม่ได้ไปทำงานในวันนั้นด้วย

 

ขืนยายตัวแสบรู้เข้า ทีนี้ละยุ่งตายห่าเลยไอ้เตเอ๊ย!’

 

“เป็นอะไรรึเปล่าครับคุณเต?” หมออิสระถามอีกเมื่อเห็นเตชิตทำหน้ายุ่ง แทบจะยกมือขึ้นดึงทึ้งผมตัวเองอยู่รอมร่อ

 

“เอ่อ...เปล่าครับหมอ ผมแค่นึกได้ว่ามีเรื่องต้องจัดการ แต่ไม่เป็นไร เอาไว้ก่อนก็ได้ ถ้ายังไงผมขอตัวเข้าไปดูพี่โตก่อนนะครับ ขอบคุณมากที่ช่วยเหลือ”

 

ชายหนุ่มก้มศีรษะให้คุณหมอรูปงามเล็กน้อยเพื่อแสดงความจริงใจ ก่อนจะหายลับเข้าไปในห้องพักฟื้นของโตมร สวนทางกับนางพยาบาลเวรที่เข้ามาเช็กอาการคนเจ็บเสร็จเรียบร้อยพอดี

 

คุณหมอมองตามอีกฝ่ายงงๆ ก่อนจะหันไปสอบถามจากนางพยาบาลที่กลับออกมาในจังหวะนั้น “คนเจ็บเป็นยังไงบ้างครับ?”

 

“หมออิส” พยาบาลสาวทักทายพร้อมรอยยิ้ม “อาการดีขึ้นตามลำดับค่ะ คุณหมอจะเข้าไปดูหน่อยมั้ยคะ”

 

“ไม่ละครับ ผมมีคนไข้รายอื่นต้องดูแลเหมือนกัน ถ้าทางนี้ไม่มีอะไรก็ดี ยังไงฝากคุณเก๋ช่วยดูแลด้วยนะครับ” ชายหนุ่มบอกกับพยาบาลที่ทำงานร่วมกันมานานด้วยเสียงนุ่มนวลตามปกติ

 

“ได้เลยค่ะ คุณหมอวางใจได้”

 

รอยยิ้มอุ่นนุ่มของหมออิสระนั้นชวนฝันสำหรับสาวๆ เสมอ ขอให้เขาบอกมาเถอะ ไม่ว่าใครก็ไม่ปฏิเสธคำขอร้องจากคุณหมอรูปงามผู้นี้แน่นอน

 

เมื่อคล้อยหลังนางพยาบาลไปแล้วเขาก็เหลือบมองหน้าห้องพักฟื้นของโตมรด้วยแววตานิ่งลึก อ่านยาก หากเพียงครู่เดียวก็ถอนสายตาและหันหลังเดินจากไปเพื่อทำหน้าที่ของตนเอง

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

6 ความคิดเห็น