รักเล่ห์ บุพเพลวง

ตอนที่ 29 : ตอนที่ ๑๔ พยานคนสำคัญหรือนางมารร้ายจอมป่วน (๒)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 226
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    15 มิ.ย. 61

14

พยานคนสำคัญหรือนางมารร้ายจอมป่วน

(๒)

 

 

เตชิตกลับถึงบ้านเกือบเที่ยงคืน คุณพรรษายังไม่นอนและรอลูกชายอยู่ที่ห้องโถงใหญ่

 

“ดึกแล้วแม่ยังไม่นอนอีกเหรอครับ”

 

เขาทิ้งตัวลงบนโซฟาฝั่งตรงข้ามกับมารดา

 

“ก็รอเตอยู่นั่นแหละ กินอะไรมาหรือยัง ให้เด็กอุ่นกับข้าวให้ไหม”

 

เขาส่ายหน้าพลางส่งยิ้มอย่างซาบซึ้งใจ “ขอบคุณครับแม่ แต่ผมเหนื่อยจนกินอะไรไม่ลงแล้ว อยากนอนพักมากกว่า”

 

“เรื่องงานเรียบร้อยดีใช่ไหม?” ผู้เป็นมารดาถามพลางสังเกตสีหน้าของลูกชายด้วยความห่วงใย ท่าทางเขาดูอ่อนเพลียจริงๆ

 

“ครับ ผมอนุมัติให้ดำเนินการได้ทั้งสองร้านเลย ดูทำเลแล้วไปได้สวยแน่นอน”

 

คุณพรรษายิ้ม พยักหน้ารับรู้ ก่อนจะวกกลับมายังเรื่องที่สงสัย “แล้วนี่เตหายไปไหนมา กลับถึงกรุงเทพฯ ตั้งแต่เย็นแล้วไม่ใช่หรือ นายศรบอกว่าลูกให้เขากลับมาก่อน มีธุระอะไรด่วนนักหนาถึงต้องรีบไปขนาดนั้น”

 

ชายหนุ่มมุ่นคิ้ว เม้มปากแน่น เขาไม่อยากให้แม่เป็นกังวลไปด้วย แต่เรื่องนี้ยังไม่จบ และคนที่ตกอยู่ในอันตรายก็อาจเป็นมารดาของเขาเองจึงตัดสินใจเล่ารายละเอียดให้ฟังคร่าวๆ เพื่อให้ท่านระมัดระวังตัวเป็นพิเศษ

 

“เตคิดว่าสองเรื่องนี้เกี่ยวข้องกันงั้นหรือ?”

 

ผู้เป็นมารดามีสีหน้าตกใจ เธออยู่ในวงการธุรกิจมาหลายปีแต่ยังไม่เคยมีครั้งไหนจะถูกเล่นงานหลายด้านขนาดนี้

 

“อาจจะไม่ใช่ก็ได้ครับ แต่ผมอยากให้แม่ระวังตัวมากขึ้น ตอนนี้คุณลุงก็ไม่อยู่ข้างเราแล้ว ถ้ามีใครที่คิดร้ายกับเรา พวกมันก็ต้องฉวยโอกาสนี้เล่นงานเราแน่”

 

ผู้เป็นแม่พยักหน้ารับรู้ ฟังๆ ดูแล้วก็มีความเป็นไปได้มากทีเดียว

 

“งั้นเตจะทำยังไงต่อไป?”

 

“ผมต้องสืบให้ได้ว่าใครอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ ปริญญ์บอกว่าพี่โตมีพิรุธ แต่ผมยังเชื่อใจพี่โตอยู่ เขาอาจไม่ได้คิดร้ายกับเราแต่เขาปกปิดบางอย่างไว้ ผมเชื่อในเซนส์ของปริญญ์และอยากจะลองสืบดู ออกจากโรงพยาบาลเมื่อไหร่แม่ให้พี่โตย้ายมาอยู่บ้านเรานะครับ ผมอยากจับตาดูเขาใกล้ๆ จะได้รู้ว่าเขาติดต่อกับใครบ้างในพักนี้ เผื่อจะมีเบาะแสให้แกะรอยได้”

 

“แล้วผู้หญิงคนนั้นล่ะ ไหนลูกบอกว่าพาเธอไปอยู่ในที่ปลอดภัย ถามเธอไม่ได้หรือว่าใครอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้”

 

“ผมไม่ไว้ใจเธอครับแม่ และเธอก็ยังไม่ไว้ใจผม กว่าจะทำให้เธอเปิดปากพูดความจริงได้คงต้องใช้เวลาพอสมควร และมันก็ยังไม่แน่ว่าคนที่จ้างเธอกับคนที่พี่โตปกป้องจะใช่คนเดียวกันรึเปล่า เราต้องเริ่มจากทุกเบาะแสเท่าที่จะหาได้ ผมไม่อยากปล่อยไปเฉยๆ ไม่ว่าทางยายนั่นหรือพี่โต ถ้าผลปรากฏว่าเรื่องทั้งสองไม่เกี่ยวข้องกัน เราจะได้ไม่เสียโอกาสในการตามหาคนร้ายตัวจริง”

 

“เราขู่ผู้หญิงคนนั้นไม่ได้หรือ ถึงยังไงเธอก็ทำผิดจริง น่าจะกลัวความผิดอยู่บ้างนะ”

 

“ไม่ได้ผลหรอกครับ ผมลองแล้ว ยิ่งขู่บังคับเธอก็ยิ่งต่อต้านและไม่ให้ความร่วมมือ ผมคิดว่าอาจจะมีวิธีที่ดีกว่านั้น” เขาตอบเสียงขรึม สีหน้าเคร่งเครียดเหมือนจำเป็นต้องตัดสินใจทำในสิ่งที่ตัวเองไม่เห็นด้วย

 

ผู้เป็นมารดานิ่วหน้า สงสัย “ยังไง?”

 

“ไว้เป็นหน้าที่ของผมเถอะครับ แม่แค่ดูแลตัวเองดีๆ ระวังตัวให้มากขึ้น แล้วก็กล่อมให้พี่โตย้ายมาพักฟื้นที่บ้านเราให้ได้ ที่เหลือผมจะจัดการเอง พรุ่งนี้ผมจะไปคุยกับพี่โตที่โรงพยาบาลแล้วแวะไปปรึกษาปริญญ์ต่อ ได้เรื่องยังไงไว้ผมจะเล่าให้ฟัง วันนี้แม่เข้านอนเถอะครับ ดึกมากแล้ว”

 

เขาลุกขึ้นยืน ส่งสัญญาณให้มารดารู้ว่าต้องการยุติบทสนทนาเพียงเท่านี้

 

คุณพรรษาลุกตามพลางจ้องมองหน้าลูกชายคนเดียวด้วยแววตาภาคภูมิใจ “เตของแม่น่าจะเป็นตำรวจที่ดีได้นะเนี่ย”

 

เขาหัวเราะขัน “ไม่ละครับ ผมชอบเป็นลูกชายเจ้าของสยามมาร์ทมากกว่า มีภาษีกว่ากันเยอะ”

 

ผู้เป็นแม่เลยพลอยหัวเราะไปด้วยขณะเดินขึ้นชั้นบนไปพร้อมกับลูกชาย ก่อนจะนึกอะไรได้แล้วถามอีก “เรื่องเตกับหนูมิ้งว่ายังไงล่ะจ๊ะ จะปล่อยให้เป็นแบบนี้หรือ”

 

“ผมกำลังพยายามอยู่ครับ ถ้าโชคเข้าข้างก็น่าจะปรับความเข้าใจกันได้ แม่กับคุณลุงจะได้กลับมาเป็นเพื่อนคู่คิดกันอีกครั้งด้วย”

 

เขาสบตามารดาอย่างเสียใจ รู้ว่าคุณพรรษากับคุณอรุณสนิทสนมกันยิ่งกว่าพี่น้องเสียอีก หลังจากเสียบิดาไปแม่เขาก็ได้เพื่อนสนิทของสามีผู้นี้คอยเป็นที่ปรึกษาให้ เมื่อเกิดเรื่องกินแหนงแคลงใจกันขึ้นก็ทำให้มารดาของเขาขาดที่พึ่งพิงทางใจไป หลายปีมานี้เขาเห็นว่าคุณอรุณคือเพื่อนที่ดีที่สุดของมารดาจึงไม่อยากให้ทั้งสองคนต้องตัดขาดกันไปเพราะเรื่องของเขากับมนสิการ์

 

คุณพรรษาถอนใจ ก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆ “เรื่องนั้นช่างมันเถอะ พออะไรคลี่คลายเราก็คงมองหน้ากันได้เหมือนเคย แต่เตกับหนูมิ้งน่ะสิ ถ้ายังคิดจะแต่งกับน้องอยู่ แม่อยากให้เตรีบหน่อย ความรู้สึกเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน ปล่อยไว้นานๆ ไม่เป็นผลดี”

 

“ผมรู้ครับ แต่แม่ไม่ต้องห่วงหรอก ผมไม่ได้ทำอะไรผิดซักหน่อย มิ้งไม่ใช่ผู้หญิงเรื่องมาก ถ้ารู้ความจริงแล้วเธอต้องยกโทษให้ผมแน่” เขายิ้มอย่างมั่นใจ

 

มนสิการ์เป็นผู้หญิงที่สร้างปัญหาให้เขาน้อยมาก เขาเชื่อว่าเมื่อเธอทราบความจริงก็คงหายโกรธและยอมให้อภัยเขาแน่ๆ

 

“แม่ก็ภาวนาให้เป็นแบบนั้น ดึกแล้วเตก็พักผ่อนซะนะ แม่จะนอนแล้วเหมือนกัน”

 

“เอ้อ...แม่ครับ ที่โรงงานพอจะมีคนที่เราไว้ใจได้ให้ดูแลงานแทนซักสองสามวันไหม ช่วงนี้ผมอาจจะยุ่งเรื่องการตามหา...”

 

“อย่าห่วงเลย” มารดาแทรกขึ้นพร้อมรอยยิ้มอ่อนโยน “โตมีลูกน้องที่ไว้ใจได้คอยดูแลอยู่แล้ว แม่เองก็ได้รับรายงานเรื่องทางนั้นจากคนของโตทุกวัน ถ้ามีอะไรเขาก็ติดต่อกับแม่ได้ เตสบายใจเถอะ ถ้าไม่เกิดปัญหาอะไรขึ้น ที่นั่นก็ไม่ต้องการเราสองแม่ลูกหรอก”

 

“ครับแม่ ผมก็ว่างั้นแหละ ที่โรงงานผมมีประโยชน์น้อยกว่าแม่บ้านซะอีก” ชายหนุ่มหัวเราะหึๆ ในลำคออย่างขบขันตัวเอง

 

เขาคิดเสมอว่าโตมรคือคนในครอบครัว ดังนั้นจึงไว้ใจให้ดูแลควบคุมงานที่โรงงานอย่างเต็มที่โดยไม่เข้าไปก้าวก่าย ส่วนตัวเขาเองก็ทำการตลาด ขยายธุรกิจ และส่งเสริมทุกกิจกรรมที่จะทำให้ Siam mart เจริญเติบโตยิ่งขึ้นเรื่อยๆ เขารู้สึกว่าแม่มีลูกชายสองคนและแบ่งหน้าที่กันดูแลงานอย่างเหมาะสมแล้ว

 

“เต...แม่ยังไว้ใจโตได้ใช่ไหม?” มารดาถามเสียงเครียดตอนที่หยุดลงหน้าห้องนอนของตัวเอง

 

“จนกว่าผมจะเจอหลักฐานที่ว่าพี่โตมีเจตนาทำร้ายครอบครัวของเรา ตอนนี้ผมไว้ใจเขาครับแม่” เตชิตยืนยันหนักแน่น เขาคิดว่ารู้จักโตมรดีพอ

 

คุณพรรษาพยักหน้าและยิ้มอย่างโล่งใจ “แม่ก็เชื่อแบบนั้น”

 

ชายหนุ่มส่งมารดาเข้าห้องแล้วจึงค่อยกลับห้องของตัวเอง แต่ก่อนที่เขาจะอาบน้ำและนอนพักก็ไม่ลืมโทร. เช็กภาวิกาว่าเธอยังอยู่ดี ไม่ได้หอบผ้าหอบผ่อนหนีไปไหน รอสายนานพอสมควรกว่าจะมีคนยกหูโทรศัพท์ตอบกลับมา

 

“ฮัลโหล” เสียงตอบรับคล้ายไม่แน่ใจดังขึ้น

 

“นี่ผมเองนะ ทำไมรับช้าจัง”

 

“ใครใช้ให้คุณโทร. เข้าเบอร์ห้องล่ะ แล้วนี่โทร. มาทำไมไม่ทราบ?”

 

เสียงถามห้วนๆ บอกอารมณ์คนพูดอย่างแจ่มชัดทำให้เขาต้องส่ายหน้าระอา

 

ทีกับหมอล่ะวิกกี้อย่างนั้น วิกกี้อย่างนี้ สงสัยเธอคงพูดเพราะๆ เป็นกับหวานใจคนเดียว เฮอะ!

 

“ถ้าไม่มีอะไรจะพูด ฉันวางละนะ ดึกดื่นเที่ยงคืนแล้วยังโทร. มากวนประสาทชาวบ้านอยู่ได้ ไร้มารยาทพอกันกับเพื่อนตำรวจของคุณเลย”

 

“น้อยๆ หน่อยเถอะคุณ ที่ผมโทร. เข้าเบอร์ห้องก็เพราะคุณไม่ยอมเปิดมือถือนี่”

 

“พอเลย จะมาบ่นอะไรกลางดึกฮะ ฉันง่วงจะตายอยู่แล้ว พูดธุระของคุณมาเร็วๆ เข้า ไม่งั้นฉันจะวางสาย เอ๊ะ...แต่ดึงสายโทรศัพท์ออกเลยดีกว่า ป้องกันคนหย่อนมารยาทโทร. มาหาเรื่อง”

 

เตชิตแยกเขี้ยวใส่มือถือ ฤทธิ์มากเหมือนเดิม ซ่าได้ตลอดศกจริงๆ!

 

“ผมแค่จะโทร. ถามว่าคุณอยู่สบายดีไหม ถ้ามีอะไรไม่สะดวกก็บอกผมได้นะ” เขากัดฟันบอก ภาวิกาไม่ใช่คนเดียวที่มีความสามารถด้านการแสดงละคร

 

“มุกใหม่ที่ใช้กวนประสาทชาวบ้านรึไง จำไว้เลยนะว่าฉันไม่ได้ขอมาอยู่ที่นี่เอง แล้วฉันก็ไม่ได้เต็มใจมาด้วย ถ้าคิดว่าฉันจะซาบซึ้งกับสิ่งที่คุณทำในวันนี้ละก็ขอบอกว่าคุณยังรู้จักฉันน้อยไป แล้วต่อไปนี้ก็ห้ามโทร. จิกฉันหลังห้าทุ่มไม่ว่ากรณีใดๆ ทั้งสิ้น จะโทร. มาก็ได้นะ แต่ฉันบอกไว้ก่อนว่าจะดึงสายโทรศัพท์ออก แล้วอย่ามาบ่นทีหลัง ฉันมีเรื่องจะพูดเท่านี้ บาย”

 

เธอวางหูไปแล้วและเขาก็มั่นใจว่ายายตัวแสบนั่นคงดึงสายโทรศัพท์ห้องออกจริงตามที่บอกไว้อย่างไม่ต้องสงสัย

 

“ตัวแสบเอ๊ย ตั้งแต่เกิดยังไม่เคยเจอใครไร้จิตสำนึกขนาดนี้มาก่อนเลย เหลือเชื่อจริงๆ” เขาบ่นงึมงำก่อนจะโยนโทรศัพท์มือถือลงกลางเตียงแล้วหันไปหยิบผ้าเช็ดตัว เดินเข้าห้องน้ำอย่างหัวเสีย

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

6 ความคิดเห็น