รักเล่ห์ บุพเพลวง

ตอนที่ 26 : ตอนที่ ๑๓ การเตือนครั้งที่ 1 (๑)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 249
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8 ครั้ง
    12 มิ.ย. 61

13

การเตือนครั้งที่ 1

(๑)

 

 

ภาวิกามาทำงานด้วยความรู้สึกอ่อนเพลียเพราะนอนไม่หลับแทบทั้งคืน หมออิสระมาดักพบเธอที่โรงแรมมณีดินแต่เช้า เขาไม่ลืมถามไถ่ว่าทำไมเธอปิดมือถือและไม่ยอมติดต่อ หญิงสาวจึงโกหกว่ามือถือตกลงไปในอ่างอาบน้ำตอนที่เธอนอนแช่น้ำอุ่นและยังไม่มีเวลาไปซื้อเครื่องใหม่

 

เขาไม่ติดใจอะไรแต่ก็อดบ่นด้วยความห่วงใยไม่ได้ “คุณน่าจะโทร. บอกผมหน่อยนะครับ ผมจะได้ไม่ต้องเป็นห่วงมาก เมื่อคืนว่าจะแวะไปดูที่บ้านแต่คุณแม่ไม่สบาย ผมก็เลยมาดักพบคุณที่นี่ในตอนเช้าแทน คุณเตเองก็เป็นห่วงคุณนะครับ เขาโทร. หาผมเพราะติดต่อคุณไม่ได้ ท่าทางเขาร้อนใจมากเลย”

 

หญิงสาวยิ้มอย่างเพลียใจและแอบกลอกตาเซ็งโดยที่หมอไม่เห็น

 

หมอนั่นเป็นห่วงเธอที่ไหนกัน เขากลัวเธอจะหนีหน้าไม่ยอมไปอธิบายความจริงกับมนสิการ์มากกว่า เมื่อคืนก็เกือบทำให้เธอหัวใจวายตายแล้ว คนบ้าอะไรก็ไม่รู้ วุ่นวายชะมัดยาด!

 

ชายหนุ่มอมยิ้มขณะจ้องมองหญิงสาว ก่อนจะเอ่ยขึ้นอีก “เมื่อคืนผมคุยกับคุณแม่หลายเรื่อง ท่านถามถึงคุณด้วย แล้วยังให้ผมชวนคุณไปทานมื้อเย็นที่บ้านอีก เย็นนี้สะดวกมั้ยครับ ผมจะได้โทร. บอกท่าน”

 

หญิงสาวเลิกคิ้ว รู้สึกประหลาดใจมากกว่าจะยินดี เพราะครั้งแรกและครั้งเดียวที่เจอกัน คุณหญิงเปรมจิตบอกชัดแล้วว่าเธอมีค่าแค่ของเล่นฆ่าเวลาของลูกชายเท่านั้น อย่าได้สะเออะคิดการณ์ไกลถึงตำแหน่งลูกสะใภ้คุณหญิงให้เสียเวลา

 

“ว่าไงครับวิกกี้ คุณไปได้ไหม” เขาถามซ้ำเมื่อเธอไม่ตอบอะไร

 

“วันนี้เลยเหรอคะ?”

 

“ก็วันนี้สิครับ มีปัญหาอะไรรึเปล่า”

 

เธอครุ่นคิดอยู่ครู่เดียวก็ยิ้มหวานให้เขา “ไม่ค่ะ งั้นเลิกงานแล้ววิกกี้จะโทร. หาหมอนะคะ”

 

“ดีครับ ผมจะรอนะ” เขายิ้มพอใจ ก่อนจะนิ่วหน้าแล้วล้วงมือลงไปในกระเป๋ากางเกงผ้าเนื้อดี หยิบโทรศัพท์มือถือของตัวเองส่งให้หญิงสาว

 

“ใช้ของผมไปก่อนนะ ยังไงผมก็มีอีกเครื่องที่โรงพยาบาลอยู่แล้ว โทร. หาผมที่เบอร์นั้นนะครับ เจอกันเย็นนี้ ผมไปก่อนละ เดี๋ยวคุณจะเข้างานสาย”

 

“ขับรถดีๆ นะคะหมอ”

 

หญิงสาวส่งยิ้มและโบกมือให้จนกระทั่งท้ายรถของคนรักลับหายไปกับโค้งถนนจึงค่อยลากขาเดินเข้าไปในโรงแรม

 

เธอควรจะยินดีที่คุณหญิงเปรมจิตยังจำได้และให้เกียรติถึงขั้นเชิญไปกินอาหารเย็นที่บ้าน แต่หญิงสาวกลับไม่มีอารมณ์จะยินดียินร้ายกับสิ่งใด เมื่อภัยคุกคามที่เกือบจะลืมเลือนไปแล้วหวนกลับมาก่อกวนชีวิตเธออีกครั้ง พวกมันไม่ยอมหยุดแค่นี้แน่

 

หญิงสาวถอนใจเฮือกๆ หมดอาลัยตายอยากอยู่ตลอดทั้งวัน กระทั่งถึงเวลาเลิกงานจึงโทร. หาหวานใจตามที่นัดกันไว้ หมออิสระจะขับรถมารับเธอที่นี่แต่หญิงสาวปฏิเสธ เธอขอขับรถไปเอง ขากลับจะได้สะดวก ไม่ต้องให้หมอย้อนกลับมาส่งที่โรงแรมให้เสียเวลา

 

กว่าที่หมออิสระกับภาวิกาจะขับรถตามกันไปจนถึงบ้านของชายหนุ่มก็เป็นเวลาเกือบทุ่มตรง โต๊ะอาหารถูกจัดเตรียมไว้รอท่าอย่างพร้อมสรรพ เพียงแขกเดินทางมาถึงก็ลงมือรับประทานได้เลย

 

“สวัสดีค่ะคุณหญิง” หญิงสาวยกมือไหว้มารดาของคนรักอย่างนอบน้อม และคราวนี้คุณหญิงเปรมจิตก็รับไหว้พร้อมรอยยิ้มหวานจ๋อยยิ่งกว่าครั้งแรกที่เจอกัน แต่เธอยังหวั่นว่ายิ้มชนิดนี้คงมีเฉพาะเมื่ออยู่ต่อหน้าลูกชายเท่านั้น

 

“เชิญนั่งก่อนจ้ะ นมตักข้าวเลย เด็กๆ คงหิวกันแย่แล้ว ทำงานเหนื่อยมาทั้งวันแถมยังต้องฝ่าฟันกับรถติดอีก ทานเยอะๆ นะหมอ หนูวิกกี้ด้วยนะจ๊ะ”

 

หมออิสระยิ้มอย่างเบาใจเมื่อเห็นท่าทีเอาใจใส่ของมารดาที่มีต่อคนรักของตน อาหารมื้อนั้นสำหรับเขาจึงเต็มไปด้วยความสุข ในขณะที่ภาวิกากลับกินไปอย่างแกนๆ เพราะยังไม่แน่ใจว่าคุณหญิงมีจุดประสงค์อะไรในการชวนเธอมากินมื้อค่ำที่บ้านในวันนี้

 

ความสงสัยของหญิงสาวกำลังจะได้รับคำตอบ เมื่อกินของหวานเสร็จแล้วคุณหญิงก็เป็นฝ่ายชวนให้เธอไปนั่งคุยกันตามประสาผู้หญิง แล้วไล่ลูกชายขึ้นไปอาบน้ำให้สบายตัว

 

ชายหนุ่มเห็นว่ามารดามีเรื่องจะคุยกับคนรักจึงเปิดโอกาสให้โดยดี เพื่อที่ภาวิกากับคุณหญิงเปรมจิตจะได้สนิทสนมคุ้นเคยกันเต็มที่ หญิงสาวจึงถูกพามานั่งในห้องนั่งเล่นประจำของเจ้าของบ้าน

 

“หนูสบายดีนะจ๊ะ ตั้งแต่วันเกิดฉันก็ไม่ได้พบกันอีกเลย” คุณหญิงเปิดประเด็นสนทนาอย่างนุ่มนวลเมื่อเผชิญหน้ากับหญิงสาวสองต่อสอง

 

“สบายดีค่ะ” เธอตอบสั้น ไม่เอาอกเอาใจหรือประจบฉอเลาะว่าที่แม่สามีในอนาคตอีกเพราะคิดว่าไม่มีประโยชน์อะไรที่จะทำเช่นนั้น

 

“เรื่องวันนั้นฉันต้องขอโทษหนูจริงๆ นะ ฉันคิดว่าหนูวิกกี้คงจะเหมือนผู้หญิงคนอื่นที่เข้ามาเกาะแกะหมอ ที่ผ่านมาฉันเจอผู้หญิงแบบนั้นเยอะแยะจนแยกไม่ออกแล้วว่าคนไหนเพชร คนไหนกรวด หวังว่าหนูจะไม่ถือสาคนแก่เลอะเลือนคนนึงนะ”

 

หญิงสาวกะพริบตางง มองหน้าคุณหญิงอย่างไม่เชื่อ เมื่อกี้เธอฟังผิดไปรึเปล่า หูเธอฝาดใช่ไหม คุณหญิงเปรมจิตบอกว่า ขอโทษเนี่ยนะ?

 

คุณหญิงเห็นสีหน้าของภาวิกาแล้วก็ยิ้มหวาน เอ่ยเสียงทอดอ่อน “ฉันพูดจริงๆ นะจ๊ะ ฉันเสียใจที่มองหนูในแง่ร้ายเกินไป แต่เราเริ่มต้นกันใหม่ได้ จริงมั้ย?”

 

“แล้วทำไมคุณหญิงถึงคิดว่าวิกกี้ไม่เหมือนผู้หญิงคนอื่นแล้วล่ะคะ ในเมื่อก่อนหน้านั้น...” เธอเว้นไว้เพราะคิดว่าอีกฝ่ายเข้าใจดี

 

“ฉันมานึกได้ว่าตัดสินใจอะไรเร็วไปหน่อย ยังไม่ทันรู้จักหนูวิกกี้ดีพอก็เหมาว่าเป็นผู้หญิงไม่ดีแล้ว อย่างน้อยฉันก็ควรจะให้โอกาสหนูได้พิสูจน์ตัวเองก่อน ว่าแต่หนูเถอะ ยินดีจะพิสูจน์ตัวเองไหมล่ะ”

 

ภาวิกาส่งยิ้มหวานจ๋อยให้มารดาของหวานใจ ข้อแก้ตัวของคุณหญิงเปรมจิตฟังไม่ขึ้นสักนิด วันนั้นท่านไม่ได้เอ่ยถึงประเด็น ดีหรือ ไม่ดีแต่พูดถึงชาติตระกูลที่สูงส่งและเก่าแก่ทัดเทียมกันต่างหากล่ะ ถึงเธอเจ็บจุกจนมึนหนักแค่ไหนก็ไม่ลืมง่ายๆ หรอก

 

“หนูโอเคใช่มั้ยจ๊ะ?” คุณหญิงถามกึ่งสรุป เมื่อเห็นรอยยิ้มของอีกฝ่าย

 

“วิกกี้ยินดีพิสูจน์ตัวเองอยู่แล้วค่ะ ขอบพระคุณคุณหญิงมากนะคะที่ให้โอกาสวิกกี้กับหมอ”

 

หญิงสาวยกมือไหว้อย่างอ่อนช้อย สีหน้าชื่นมื่นเปี่ยมสุข ซึ่งคุณหญิงเปรมจิตไม่มีทางจับได้ว่านี่คือใบหน้าหนึ่งในพันของเธอที่มีไว้สำหรับการแสดงเท่านั้น

 

นางละครรุ่นใหญ่ที่ทั้งเก่าและแก่ มีหรือจะสู้นางละครรุ่นใหม่อย่างเธอได้!

 

“ดีจ้ะ ถ้าอย่างนั้นต่อไปนี้หนูวิกกี้กับหมอก็คบกันได้อย่างสบายใจเลยนะจ๊ะ ฉันจะคอยมองอยู่ห่างๆ ด้วยความห่วงใย และหวังว่าหนูจะทำให้หมอมีความสุขจริงๆ เอ้อ อีกอย่างนึง ฉันรู้สึกว่าหมอทำงานหนักมากเกินไปแล้ว ถ้าหนูว่างก็ลองชวนหมอไปเที่ยวบ้างนะจ๊ะ ไปต่างจังหวัดกันซักสองสามวันก็ดี จะได้รับอากาศบริสุทธิ์ด้วย ฉันมีบ้านพักตากอากาศที่หัวหิน ถ้าหนูชอบทะเลก็ลองชวนหมอดูสิ ถ้าหนูชวน หมอต้องไปแน่จ้ะ” คุณหญิงแนะและยิ้มอย่างมีความหมาย

 

ภาวิกาขมวดคิ้วนิด หากยังโปรยยิ้มหวานหยดย้อยได้เช่นเคย “วิกกี้จะลองชวนหมอดูก็แล้วกันนะคะ”

 

คุณหญิงปิดปากหัวเราะอย่างมีจริต “ขอบใจจ้ะ หนูวิกกี้นี่คงจะทำให้หมอของฉันมีความสุขได้จริงๆ รีบชวนนะจ๊ะ ช่วงนี้หมอดูเหนื่อยๆ เครียดๆ ถ้าได้พักบ้างคงจะดีต่อสุขภาพของเขามากทีเดียว”

 

“ค่ะคุณหญิง” หญิงสาวเออออห่อหมกไปกับว่าที่คุณแม่สามีโดยไม่คิดโต้แย้งสักคำ

 

แม้จะยังนึกไม่ออกว่าเหตุใดคุณหญิงเปรมจิตจึงเปลี่ยนท่าทีจากหน้ามือเป็นหลังเท้าได้ขนาดนี้ แต่เธอก็ไม่ปฏิเสธเพราะคิดจะหาโอกาสสวีตหวานกับคนรักสองต่อสองบ้างเช่นกันไม่วันใดก็วันหนึ่ง ถึงคุณหญิงจะไม่สนับสนุนและยุยงมากเท่านี้ เธอก็จะทำอยู่แล้ว

 

ต่อให้คุณหญิงมีแผนอะไรซุกซ่อนอยู่เธอก็ไม่หวั่นไหว เพราะเมื่อใดที่เธอจับหัวใจหมอได้อยู่หมัด สิบคุณหญิงเปรมจิตก็สู้หนึ่งภาวิกาไม่ได้ หึๆ!

 

 

 

หมออิสระลงมาทันส่งภาวิกากลับบ้าน ทั้งสองร่ำลากันครู่หนึ่ง หญิงสาวก็ขับรถคู่ใจกลับไปด้วยอารมณ์ที่ผ่อนคลายกว่าสองวันที่ผ่านมามากมาย แต่ทันทีที่เห็นคัมรี่สีดำมันปลาบจอดรออยู่หน้าบ้าน อารมณ์นางมารร้ายก็ฟื้นคืนชีพในบัดดล

 

เมื่อไหร่นายจะไปให้พ้นๆ ชีวิตฉันซะทีนะ ไอ้แมลงวันน่ารังเกียจ!’

 

หญิงสาวสบถด่าเจ้าของรถอยู่ในใจ ก่อนจะบีบแตรไล่ให้เขาเลื่อนรถออกจากหน้าบ้าน ทว่าอีกฝ่ายกลับเดินหน้าตึงเข้ามาหา เท้าสะเอว ถลึงตามองเธออย่างเอาเรื่อง “ลงมาคุยกันให้รู้เรื่องนะภาวิกา”

 

เขากลับถึงกรุงเทพฯ ตั้งแต่หัวค่ำ ลงจากเครื่องก็เลยมาบ้านภาวิกาโดยให้คนขับรถที่คุณพรรษาให้มารอรับนั่งแท็กซี่กลับเอง เขาตั้งใจจะมาอบรมคนไร้จิตสำนึกให้รู้สึกตัวบ้าง หากปรากฏว่ามาถึงเจ้าของบ้านกลับไม่อยู่ ทำให้เขาต้องเสียเวลารออีกเป็นชั่วโมงๆ

 

ไหนจะเรื่องที่เกิดขึ้นกับปริญญ์อีก เขาได้คุยกับเพื่อนทางโทรศัพท์แล้วจึงรู้ว่าอีกฝ่ายถูกหญิงสาวเล่นงานจนเลือดตกยางออก และประเด็นก็คือเธอสบายดี ไม่ได้ตกอยู่ในอันตราย และยังซ่ามากพอจะตีหัวตำรวจจนเลือดสาดได้อีกด้วย

 

มันน่าโมโหน้อยอยู่หรือ หากเธอไม่ปิดมือถือหนีทั้งเขาและหมอ เขาก็ไม่ต้องวิตกจริตเกินจำเป็นจนต้องให้ปริญญ์ถ่อมาหาเรื่องเจ็บตัวถึงที่นี่ ผู้หญิงคนนี้ไม่มีอะไรที่น่าเป็นห่วงเลย เธอมันนางมารร้ายชัดๆ!

 

หญิงสาวชักสีหน้าขุ่นเคืองพร้อมลดกระจกลง “คุณนัดแฟนให้ออกมาเคลียร์กับฉันได้แล้วเหรอ”

 

“ยัง” สีหน้าของเขายุ่งเหยิงและขุ่นมัว

 

“งั้นก็ไม่มีอะไรต้องคุยกัน เชิญกลับไปได้เลย”

 

“จะลงมาดีๆ หรือจะให้ผมใช้กำลัง”

 

“ฉันไม่มีอะไรจะคุยนอกจากเรื่องที่เราตกลงกันแล้ว คุณจะวุ่นวายอะไรกับฉันนักหนาฮะ น่ารำคาญจริงๆ”

 

“แต่ผมมี และคุณไม่มีทางเลือก ลงมาเดี๋ยวนี้ อย่าบังคับให้ผมต้องใช้กำลัง” เขาขู่เสียงเข้ม วางมือบนกระจกข้างที่หญิงสาวลดลงเพื่อพูดคุยกัน หากเจ้าหล่อนยังดื้อแพ่งต่อไปเขาจะทำทุกวิถีทาง แม้จะต้องทำลายกระจกรถของเธอก็ตาม และสีหน้าของชายหนุ่มก็บอกชัดว่าไม่ได้ล้อเล่น

 

หญิงสาวเห็นแล้วก็ไม่นึกอยากเสี่ยง กระแทกเสียงตอบกลับอย่างไม่พอใจนัก “ก็ได้ๆ ไปคุยในบ้านก็แล้วกัน”

 

เธอยัดเยียดลูกกุญแจใส่มือใหญ่แล้วพยักพเยิดไปยังห่วงโซ่ที่คล้องประตูรั้วเอาไว้ “ไขกุญแจแล้วเปิดประตูให้ด้วย ฉันจะเอารถเข้าบ้าน ส่วนรถของคุณก็จอดข้างนอกแล้วกันนะ”

 

ชายหนุ่มมีสีหน้ากึ่งโมโหกึ่งเหลือเชื่อ เธอกล้าดียังไงมาใช้เขาเปิดประตูบ้านให้ ยายตัวแสบนี่ชักจะเอาใหญ่แล้ว!

 

“เร็วเข้าสิคุณ ดึกแล้วนะ พรุ่งนี้ฉันต้องไปทำงานด้วย” เธอเร่งเร้าด้วยน้ำเสียงติดแววรำคาญ

 

เขาได้แต่ฮึ่มฮั่มอยู่ในใจ แต่ก็ยอมเดินไปไขกุญแจและเปิดประตูรั้วบ้านให้หญิงสาวเพื่อไม่ให้เสียเวลามากไปกว่านี้

 

ภาวิกาอมยิ้มพอใจ ก่อนจะพารถคันเล็กเคลื่อนตัวเข้าไปในโรงจอดรถ เมื่อก้าวขาลงมาก็เห็นว่าแขกไม่พึงประสงค์ปิดประตูรั้วให้อย่างเรียบร้อยพร้อมเดินหน้าตึงเข้ามาหา

 

“ไปคุยข้างในแล้วกันนะ” เธอว่าแล้วสะบัดหน้าเดินนำไปก่อน กำลังจะค้นหากุญแจบ้านในกระเป๋าถือก็ต้องนิ่วหน้า ใจหายวาบ เมื่อพบว่าบานประตูเปิดแง้มอยู่น้อยๆ

 

“เป็นอะไรอีกล่ะ รีบไขกุญแจเข้าไปสิ ผมมีเรื่องสำคัญนะ เป็นเรื่องคอขาดบาดตายด้วย” คนที่ตามมาหยุดอยู่ด้านหลังบ่นอย่างไม่พอใจ ก่อนจะชะงักเมื่อเข้าใจว่าเธอหยุดนิ่งเพราะเหตุใด

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8 ครั้ง

6 ความคิดเห็น