รักเล่ห์ บุพเพลวง

ตอนที่ 25 : ตอนที่ ๑๒ คนหาย...วุ่นวายใจ (๒)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 252
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    11 มิ.ย. 61


12

คนหาย...วุ่นวายใจ

(๒)

 

 

ร่างบางที่นอนซุกตัวใต้ผ้าห่มหนาสะดุ้งตื่นด้วยความตกใจ หญิงสาวลืมตาขึ้นและพบว่าในห้องยังมืดมิดจึงคิดว่าตัวเองฝันไปที่ได้ยินเสียงออดเลยหลับตาลงอีกครั้ง แต่แล้วเสียงนั้นก็ดังขึ้นอีก บอกให้รู้ว่านี่คือเรื่องจริง

 

ภาวิกาดีดตัวขึ้นนั่ง ขยี้ตาเพ่งมองนาฬิกาที่โต๊ะข้างเตียงพบว่าตอนนี้เป็นเวลาเที่ยงคืนแล้ว เสียงออดที่ยังดังอยู่เป็นระยะทำให้หัวใจเธอเต้นแรงขึ้นเรื่อยๆ เธอสะบัดผ้าห่มออกแล้วย่องไปยืนชิดริมหน้าต่าง ใช้นิ้วแหวกผ้าม่านออกน้อยๆ เพื่อดูว่าแขกยามวิกาลนั้นเป็นใคร

 

หญิงสาวพบรถกระบะสีดำที่จอดอยู่หน้าบ้านกับผู้ชายคนหนึ่งซึ่งยืนอยู่แถวๆ ประตูรั้ว นั่นยิ่งทำให้ใจสั่นมือสั่นขึ้นไปอีก

 

“ใครกันนะ หรือว่าจะเป็น...พวกมันหาเราเจอแล้ว!

 

เธอพึมพำได้แค่นั้นก็รู้สึกเหมือนหัวใจหล่นลงไปกองที่ตาตุ่ม ร่างกายแข็งทื่อ มือไม้เย็นเฉียบและสมองพิการไปชั่วขณะ จนกระทั่งเสียงออดดังขึ้นอีกเธอจึงสะดุ้งและได้สติ แอบมองผ่านผ้าม่านออกไปดูแขกไม่ได้รับเชิญอีกครั้ง ปรากฏว่ารถยังอยู่ แต่เจ้าของกลับหายตัวไป!

 

ภาวิกาแหวกผ้าม่านให้กว้างขึ้นเพื่อจะได้มองเห็นภาพในมุมที่กว้างกว่า แล้วชายหนุ่มนิรนามคนนั้นก็ปรากฏชัดแก่สายตา

 

เขากำลังปีนรั้วเข้ามาในบ้านเธอ!

 

หญิงสาวตกตะลึงอึ้งงันอยู่หนึ่งนาทีเต็มๆ ก่อนจะถลันลงไปที่ห้องครัว มองหาอาวุธเหมาะมือเพื่อป้องกันตัว เธอหยิบมีดปอกผลไม้ขึ้นมา ปลายแหลมคมกระทบแสงไฟจากด้านนอกเปล่งประกายวาบชวนเสียวไส้เมื่อนึกถึงตอนที่เธอกำลังจ้วงแทงผู้ชายคนนั้น แล้วมือเล็กที่กำด้ามมีดไว้ก็สั่นเทาอย่างเห็นได้ชัด

 

“ฉันทำไม่ได้ ทำยังไงดี ฉันจะต้องทำยังไง” เธอพึมพำกับตัวเองอย่างสติแตก หันรีหันขวางอย่างร้อนรนเพราะกลัวว่าอีกฝ่ายจะเข้ามาถึงตัวก่อน ตาเหลือบไปเห็นกระทะที่แขวนอยู่มุมห้องจึงตัดสินใจเหน็บมีดปอกผลไม้ไว้ที่หัวกางเกงด้านหลัง แล้วคว้ากระทะมาถือไว้แทน

 

“แบบนี้ค่อยกล้าออกแรงหน่อย” หญิงสาวบอกตัวเองอย่างมุ่งมั่นแล้วย่องไปซ่อนตัวที่หน้าประตู รอจังหวะให้อีกฝ่ายเปิดเข้ามา เธอจะได้ฟาดกระทะในมือสุดแรงเกิด นั่นคงทำให้เขามึนไปชั่วครู่ หากโชคดีอาจถึงขั้นสลบเหมือดเลยก็ได้ แต่ถ้าใช้มีดจ้วงแทงเขาก็อาจจะตายทันที

 

เธอไม่ใช่คนดีอะไรนัก แต่รู้ตัวว่าไม่ใจแข็งพอจะฆ่าใครได้แน่ๆ ต่อให้อีกฝ่ายเป็นคนร้ายหมายเอาชีวิตเธอก็เถอะ แถมบ้านหลังนี้ก็เป็นหลังแรกของเธอด้วย คงไม่ดีแน่ถ้าจะปล่อยให้มีการฆาตกรรมสยองขวัญเกิดขึ้น

 

เสียงฝีเท้าคนเดินมาที่หน้าประตูช้าๆ จังหวะสม่ำเสมอและใจเย็นบอกให้รู้ว่าเขาระมัดระวังตัวเต็มที่เหมือนกัน ภาวิกาสูดลมหายใจเข้าปอดลึกขณะเงื้อมือที่มีอาวุธขึ้นสูง เตรียมพร้อมสำหรับการออกแรงเต็มพิกัด เสียงไขกุญแจดังขึ้น เขาต้องใช้กุญแจผีเก่งแน่ๆ เธอมั่นใจ

 

เมื่อกลไลล็อกถูกปลด บานประตูเริ่มเปิดแง้มทีละนิด หัวใจของภาวิกาก็เต้นแรงด้วยความตื่นเต้นผสมผสานกับความหวาดกลัว ทันทีที่ประตูเปิดกว้างพร้อมร่างสูงใหญ่ของแขกไม่พึงประสงค์ที่โผล่เข้ามา กระทะในมือหญิงสาวก็ฟาดออกไปสุดแรง

 

มีเสียง โป๊ก!’ และ โอ๊ย!’ ดังขึ้นตามลำดับพร้อมกับอาการหน้าหงายของหนุ่มนิรนาม

 

ปริญญ์รู้สึกเหมือนถูกไฟฟ้าช็อตที่ข้างขมับลามไปทั้งศีรษะ ตอนแรกมันชาๆ ก่อนจะรู้สึกเจ็บจี๊ดๆ ตามมา เขามึนงงอยู่ครู่หนึ่ง จนกระทั่งได้ยินเสียงข่มขู่ดังขึ้น

 

“อย่าเข้ามานะ ไม่งั้นฉันแทงจริงๆ ด้วย!

 

ชายหนุ่มกะพริบตา มองหญิงสาวรูปร่างเพรียวบางในชุดเสื้อกล้ามกับกางเกงขายาวที่ยืนถือมีดชี้หน้าตนด้วยอาการตื่นๆ อย่างพิศวงสงสัย ก่อนจะถามอย่างไม่แน่ใจ “ภาวิกา?”

 

หญิงสาวเชิดหน้าขึ้น ทำท่าขึงขังเอาจริงทั้งที่ในใจกลัวแทบจะฉี่ราดอยู่แล้ว “กลับไปบอกเจ้านายแกว่าอย่าส่งใครมาวุ่นวายกับฉันอีก อย่าทำให้ฉันโมโหจะดีกว่า เข้าใจที่ฉันพูดมั้ยฮะ?”

 

ปริญญ์รู้สึกเหมือนมีน้ำอะไรเหนียวๆ ไหลลงมาที่หางคิ้วจึงใช้มือปาดออก กลิ่นคาวเลือดโชยมาเตะจมูกทำให้ทราบว่าเขาได้แผลแล้วแน่นอน เพียงแต่ยังไม่รู้ว่าเป็นจุดไหน ชายหนุ่มนิ่วหน้าก่อนจะขยับตัวลุกขึ้นช้าๆ พร้อมชูมือขึ้นทั้งสองข้างให้รู้ว่ายอมแพ้แล้ว

 

“ใจเย็นๆ นะภาวิกา ผมไม่ได้มาเพื่อทำร้ายคุณ”

 

ถ้าจะสู้กันจริงๆ ภาวิกาไม่มีทางเอาชนะเขาได้แน่ ก็เธอมีมีด แต่เขามีปืน ที่เขายอมแพ้เพราะไม่คิดจะสู้ต่างหากล่ะ 

 

“ฉันไม่เชื่อ ออกไปจากบ้านฉันเดี๋ยวนี้นะ ไม่งั้นแกจะต้องเสียใจแน่” เธอกัดฟันขู่เสียงเข้ม มือกำด้ามมีดแน่น เตรียมพร้อมสำหรับการสู้ตาย

 

“ผมไม่รู้นะว่าคุณคิดว่าผมเป็นใคร แต่ที่แน่ๆ ผมไม่ใช่คนที่คุณคิดหรอก ผมชื่อปริญญ์และผมก็เป็นตำรวจ ถ้าคุณมีอะไรให้ช่วยก็บอกผมได้ มีใครกำลังคุกคามคุณอยู่รึเปล่า” ชายหนุ่มพยายามอธิบายและเสนอวิธีช่วยเหลือ เขาเข้าใจว่ามีใครบางคนกำลังคุกคามชีวิตเธอและหญิงสาวคิดว่าเขาคือคนพวกนั้น

 

“ตำรวจบ้านแกน่ะสิเที่ยวปีนรั้วบ้านคนอื่นกลางดึกแบบนี้ แล้วที่แอบไขประตูเข้ามานี่ อย่าบอกนะว่าเข้ามาดูแลความปลอดภัยให้ประชาชนอย่างใกล้ชิด ใครเชื่อก็ไปกินหญ้าแทนข้าวได้แล้ว มองหน้าฉันให้ดี ดูซิว่าหัวฉันมีเขางอกออกมารึเปล่า หน็อย...คิดจะใช้ลูกไม้ตื้นๆ มาหลอกคนอย่างฉันเหรอ มุกอนุบาลย่ะ ฉันไม่เชื่อ คนอะไรทุเรศจริงๆ ทำงานชั่วๆ แล้วยังโง่อีก มิน่าถึงเป็นได้แค่ลูกน้องคนเลวๆ ออกไปจากบ้านฉันเลยนะ ไป!

 

ชายหนุ่มนิ่งอึ้ง อ้าปากค้าง ถูกด่าว่าทุเรศยังพอรับได้ ชั่วนี่ก็พอเข้าใจว่าเธอเข้าใจผิด แต่ไอ้คำว่า โง่นี่สิ มันสุดจะรับไหวจริงๆ ผู้หญิงอะไรวะ ปากจัดแถมยังด่าแรงได้ใจ!

 

“ผมเป็นตำรวจจริงๆ นายเตส่งผมมาดูคุณ เตชิตน่ะ คุณรู้จักใช่มั้ย?”

 

พูดถึงขนาดนี้แล้วหวังว่าจะเข้าใจซะทีนะแม่คุณ เฮ้อ...

 

คิ้วเรียวขมวดมุ่น จ้องหน้าอีกฝ่ายอย่างไม่แน่ใจ “ว่าไงนะ?”

 

“นายเตมันติดต่อคุณไม่ได้ คิดว่าคุณอาจมีอันตรายเลยส่งผมมาดูที่บ้าน ไม่เชื่อก็คุยกับมันเอง มือถือผมอยู่ในกระเป๋ากางเกงนี่ เมื่อกี้ยังบอกมันอยู่เลยว่ามาถึงบ้านคุณแล้ว” เขายังอยู่ในท่ายกมือทั้งสองข้างจึงไม่อาจหยิบมือถือของตัวเองได้

 

“ฮะ?” หญิงสาวร้องลั่น มือที่กำมีดไว้ยิ่งกำแน่น เนื้อตัวสั่นเทิ้มไปหมดด้วยความโมโห

 

“นี่คุณจะบอกว่าที่ปีนรั้วบ้านฉันเข้ามาแล้วใช้กุญแจผีไขประตูเป็นเพราะนายเตชิตสั่งให้คุณทำอย่างงั้นเหรอ”

 

“เอ่อ...ก็ไม่เชิง มันบอกให้ผมกดออดดูว่าคุณอยู่ในบ้านมั้ย” ชายหนุ่มยอมรับเสียงอ่อย สีหน้าจืดจ๋อยเพราะตนทำเกินหน้าที่จริงๆ

 

“แล้วคุณมาปีนบ้านฉันทำไม มาไขประตูบ้านฉันทำไมฮะ?” ยิ่งโมโหเสียงของเธอก็ยิ่งดังขึ้นเรื่อยๆ

 

“ใจเย็นก่อนสิคุณ เบาๆ หน่อย เดี๋ยวเพื่อนบ้านคุณก็แตกตื่นกันหมดหรอก” ปริญญ์ปรามเสียงอ่อน เกรงว่าเรื่องจะยุ่งยากขึ้นหากมีคนร่วมรับรู้ว่าสารวัตรหนุ่มปีนรั้วบ้านสาวสวย (ซึ่งต่อให้สวยกว่านี้เขาก็ไม่สน พันธุ์ดุเกินไป ไม่ไหวจะเคลียร์!) ตอนกลางดึก ความผิดนี้อาจถึงขั้นโดนพักงาน แถมยังอับอายขายหน้าลูกน้องอีก ยังไงก็ไม่คุ้ม

 

“ดี ฉันจะแหกปากให้ลั่นเลยว่าตำรวจรังแกประชาชน ดูซิ จะกล้าปีนรั้วบ้านใครอีกมั้ย” เธอแดกดันเข้าให้อย่างไม่หายโมโห

 

“โธ่...ผมมาก็เพราะนายเตมันขอร้องให้มาดูว่าคุณปลอดภัยดีรึเปล่า ผมมีเจตนาดีนะครับ ทำไมต้องโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงขนาดนี้ด้วย ผมขอโทษก็ได้เอ้า ยกโทษให้ผมเถอะนะ คราวหลังไม่ทำอีกเด็ดขาด” เขาทำเสียงจ๋อยๆ สีหน้าอ่อยสนิท ยอมรับผิดทุกประการ โดนสาวสวยด่ายังไงก็ดีกว่าโดนพักงานละวะ ถึงเธอจะไม่ใช่สเปกเขาก็เถอะ

 

“ถ้าคุณมีเจตนาดีจริงแล้วทำไมต้องปีนรั้วด้วยล่ะ แถมยังจะเข้ามาในบ้านฉันอีก นี่ถ้าฉันมีปืนก็เป่าสมองคุณเละไปแล้ว”

 

“ผมกดออดแล้วแต่คุณไม่ยอมมาเปิดประตูดีๆ นี่นา”

 

“ถ้ากดออดแล้วไม่มีคนเปิดประตู คุณก็น่าจะคิดว่าไม่มีคนอยู่สิ เรื่องอะไรมาเที่ยวปีนบ้านคนอื่นล่ะ”

 

“ก็ผมเห็นผ้าม่านขยับ เห็นเงาคนแวบๆ อยู่ในบ้านแต่ไม่มีใครออกมาเปิดประตูซะทีก็นึกว่าเป็นคนร้ายน่ะสิ นายเตมันบอกว่าติดต่อคุณไม่ได้ หมออิสระแฟนคุณก็ด้วย จู่ๆ คุณก็หายไปไม่ยอมติดต่อใครแม้แต่แฟนตัวเอง แบบนี้จะไม่ให้สงสัยได้ยังไงครับ” เขาทำเสียงอ่อนอกอ่อนใจราวกับจะบอกว่านี่เป็นความผิดของเธอล้วนๆ

 

ได้ยินเขาพูดถึงหมออิสระแล้วหญิงสาวก็ยิ่งปรี๊ดขึ้นสมอง

 

อีตาบ้านี่เอาเรื่องฉันไปเมาท์กับเพื่อนจนหมดเปลือกเลยสิเนี่ย เลวจริงๆ เลยนายเตชิต ผู้ชายปากมาก นินทาผู้หญิง!’

 

“โทร. หาเขา บอกว่าฉันจะพูดด้วย” เธอสั่งเสียงห้วน แต่ยังไม่ยอมลดมีดในมือลง

 

ชายหนุ่มลดแขนลงหยิบมือถือขึ้นมากดโทร. หาเตชิต เมื่อมีคนรับสายจึงยื่นโทรศัพท์ให้เจ้าของบ้านพันธุ์ดุ หญิงสาวถลึงตาจ้องเขาอย่างไม่ไว้ใจ แต่ก็รับมือถือมากดแนบใบหู

 

“เกิดอะไรขึ้นวะปริญญ์ ตกลงว่ามีเรื่องรึเปล่า ภาวิกาอยู่บ้านมั้ย”

 

เสียงถามร้อนรนที่ดังมาตามสายทำให้หญิงสาวต้องผ่อนลมหายใจยาวๆ ออกมาอย่างโล่งอก มีดในมือถูกลดลงในที่สุดก่อนจะตวาดแว้ดกลับไปด้วยความขุ่นเคือง

 

“อีตาบ้า! คุณส่งคนมาสอดแนมฉันทำไมฮะ รู้มั้ยว่าฉันเกือบหัวใจวายแล้ว คุณไม่มีสิทธิ์ละเมิดชีวิตส่วนตัวฉันแบบนี้นะ เพื่อนคุณก็ด้วย ถ้าฉันเอาเรื่อง เขาเจอข้อหาหนักแน่”

 

“ยายตัวแสบเอ๊ย!” เสียงอีกฝ่ายสบถมาตามสาย ก่อนจะจัดชุดใหญ่ตามมาอีกระลอก “แล้วคุณปิดมือถือทำไม ผมบอกแล้วใช่มั้ยว่าจะไม่อยู่สองสามวัน ให้คุณรับโทรศัพท์และรายงานตัวเป็นระยะ แล้วคุณมัวไปทำบ้าอะไรที่ไหนมาฮะ?”

 

หญิงสาวเข่นเขี้ยวด้วยความเดือดแค้น กัดฟันกระแทกเสียงอย่างหมดความอดทน  “ฉันจะไปทำบ้าอะไรที่ไหนมันก็เรื่องของฉัน คุณไม่มีสิทธิ์มาก้าวก่าย ทีหลังอย่าส่งเพื่อนคุณหรือใครมาสอดแนมฉันอีกเข้าใจมั้ย!

 

 

 

เตชิตดึงมือถือออกจากหูแทบไม่ทัน สีหน้าสีตาบอกชัดว่ากำลังเดือดจัดยิ่งกว่าอุณหภูมิ ณ จุดเดือด ถ้าภาวิกาอยู่ตรงหน้าตอนนี้ เขาจะหักคอเธอทิ้งจริงๆ ด้วย

 

“ภาวิกา...ยายตัวแสบ นางมารร้าย กล้าดียังไงมาปิดมือถือใส่หูฉันฮะ พรุ่งนี้ก่อนเถอะ กลับถึงกรุงเทพฯ เมื่อไหร่เราเจอกันแน่ ฮึ่ม!” ชายหนุ่มกัดฟันคำรามกับเครื่องมือสื่อสารอย่างมีโมโห

 

จากนั้นก็เดินไปเดินมาด้วยความหงุดหงิดงุ่นง่านเหลือกำลัง ทั้งโกรธและเจ็บใจตัวเองที่วิตกจริตเกินเหตุ ไพล่คิดไปว่าภาวิกาอาจกำลังตกอยู่ในอันตรายจนถึงขั้นขอให้ปริญญ์แวะไปดูเธอที่บ้านตอนกลางดึก นี่หากเขาอยู่กรุงเทพฯ ก็คงถ่อไปด้วยตัวเองแล้ว

 

“เจ็บใจจริงๆ ไม่น่าไปห่วงผู้หญิงร้ายกาจแบบนั้นเล้ยไอ้เต แกนี่มันโง่จนไม่รู้จะพูดยังไงแล้ว โอ๊ย...เจ็บใจโว้ย ฮึ่ม!” เขาคำรามฮึดฮัดในลำคออย่างหงุดหงิด และดึงทึ้งผมตัวเองเพื่อระบายความอึดอัดขัดข้องใจ

 

คอยดูนะ ต่อไปเขาจะไม่เสียเวลาเป็นกังวลกับเรื่องของยายปีศาจนั่นอีก ชิ!

 

 

 

สารวัตรปริญญ์ตาค้างเมื่อเห็นภาวิกาปิดมือถือแบบพับของเขาดังฉับใหญ่ แล้วส่งคืนมาให้อย่างแรงจนแทบเสยปลายคางของเขาเข้าอีกดอก

 

“เอาคืนไปแล้วกลับบ้านคุณไปซะ คราวหน้าถ้ามาสอดแนมฉันอีก ฉันจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด” เธอกระแทกเสียงใส่เพื่อนเตชิตอีกคน

 

ชายหนุ่มกะพริบตาปริบๆ รับมือถือคืนมา แล้วอาการแสบจี๊ดๆ ที่ข้างขมับก็เริ่มจู่โจมเขาอีกครั้งจึงเสี่ยงดวงอ้อนเจ้าของบ้านดูเผื่อเธอจะเห็นใจ

 

“เอ่อ...นี่คุณ ช่วยดูแผลให้หน่อยได้ไหม ไม่รู้ว่าใหญ่รึเปล่า ทำร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจน่ะมีความผิดนะครับ แต่ถ้าคุณทำแผลให้ ผมจะยกโทษให้ก็ได้”

 

“สำหรับตำรวจที่ปีนบ้านประชาชนน่ะไม่ เข้าบ้านคนอื่นยามวิกาลโดยไม่ได้รับอนุญาต ข้อหาบุกรุกเหมือนกันย่ะ”

 

“โธ่คุณ เลือดผมไหลไม่หยุดเลย เลือดออกมากๆ ผมช็อกได้นะครับ” เขายังพยายามต่อไป ขืนขับรถกลับทั้งอย่างนี้มีหวังหน้ามืดกลางทางแล้วได้ไปเฝ้ายมบาลก่อนแน่

 

หญิงสาวพ่นลมหายใจอย่างหงุดหงิด หันไปจ้องเขาอย่างสมน้ำหน้า แต่สุดท้ายก็ใจอ่อน บอกเสียงห้วนก่อนจะเดินนำเข้าบ้าน “เข้ามาเร็วๆ แล้วก็ปิดประตูซะด้วย”

 

ชายหนุ่มระบายยิ้มอย่างโล่งอก รีบตามเจ้าของบ้านเข้าไปข้างใน เมื่อเธอเปิดไฟจึงมองเห็นอะไรๆ ได้ชัดขึ้น แล้วเขาก็พุ่งไปยังโซฟาตัวเขื่องและนั่งรอให้หญิงสาวนำเครื่องมือปฐมพยาบาลออกมาทำแผลให้

 

เมื่อภาวิกาเดินเข้ามาในห้องโถงพร้อมอุปกรณ์ทำแผล เขาจึงมีโอกาสมองหน้าเธอให้เต็มตาและพบว่าหญิงสาวเป็นผู้หญิงที่มีใบหน้าสวยเก๋มาก ยิ่งมองใกล้ๆ ก็ยิ่งเห็นผิวแก้มใสนวลเนียนอย่างเป็นธรรมชาติชวนสัมผัส

 

“คุณเป็นตำรวจจริงเหรอ” หญิงสาวชวนคุยระหว่างช่วยทำแผลให้เขาอย่างคล่องแคล่ว

 

“สารวัตรปริญญ์ ยินดีที่ได้รู้จักครับ” เขายื่นมือให้เธอพร้อมยิ้มกว้างอย่างจริงใจ

 

ภาวิกาเพียงแต่ปรายตามองมืออีกฝ่ายอย่างไม่ใส่ใจ เก็บอุปกรณ์ทำแผลแล้วเอ่ยขึ้น “แต่ฉันไม่อยากรู้จักคุณ เสร็จแล้ว คุณกลับบ้านไปเลยไป ฉันจะนอนซะที เสียเวลาจริงๆ”

 

สารวัตรหนุ่มได้แต่หัวเราะหึๆ ในลำคอ ก่อนจะลุกตามเจ้าของบ้านอย่างเสียไม่ได้ เขานึกไม่ถึงจริงๆ ว่าภาวิกาจะไร้มารยาทได้ขนาดนี้ คล้อยหลังหญิงสาวไปแล้วจึงบ่นพึม “ผู้หญิงบ้าอะไรวะ สวยดีอยู่หรอก แต่มารยาทแย่ชะมัด”

 

“นี่ยังไม่ไปอีกเหรอ จะให้ฉันโทร. แจ้ง 191 มั้ย?” เธอเท้าสะเอว ถามเสียงห้วนเมื่อกลับเข้ามาในห้องโถงแล้วยังเห็นหน้าแขกไม่พึงประสงค์อยู่อีก

 

“ไปเดี๋ยวนี้แหละคร้าบคุณผู้หญิง อยู่บ้านคนเดียวก็ระวังด้วยล่ะ มันอันตรายรู้ไหม” เขาว่าขณะเดินไปที่ประตูทางออก พลันนึกได้ว่าหญิงสาวมีท่าทีตื่นกลัวและหวาดระแวงแค่ไหนตอนที่นึกว่าเขาเป็นใครสักคนที่ตั้งใจเข้ามาทำร้ายเธอ “มีใครกำลังคุกคามชีวิตคุณอยู่รึเปล่า บอกผมได้นะ”

 

“ก็คุณกับเพื่อนคุณไง!

 

เธอปิดประตูใส่หน้าเขาดังปังและกดล็อกอย่างแน่นหนา ก่อนจะหันหลังพิงบานประตูแล้วพ่นลมหายใจออกมาด้วยความโล่งอก

 

หญิงสาวยืนหลับตานิ่งๆ อยู่ตรงนั้นพักใหญ่ ก่อนจะลากขากลับขึ้นไปบนห้องนอนแล้วคลานขึ้นเตียงด้วยความอ่อนล้าโรยแรง

 

เธอไม่รู้ว่าจะต้องใช้ชีวิตด้วยความหวาดระแวงและหวั่นกลัวเช่นนี้ไปอีกนานแค่ไหน และไม่รู้ว่าเมื่อไรที่มันจะสิ้นสุดลงสักที...

 

เปลือกตาบางปิดลงช้าๆ แต่กว่าหญิงสาวจะข่มตาให้หลับได้จริงๆ ก็กินเวลานานนับชั่วโมง

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

6 ความคิดเห็น

  1. #1 แป้ง (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 16 มิถุนายน 2561 / 17:52

    น่าจะเป็น "ขอบ"กางเกงด้านหลัง นะคะ

    #1
    1