รักเล่ห์ บุพเพลวง

ตอนที่ 24 : ตอนที่ ๑๒ คนหาย...วุ่นวายใจ (๑)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 274
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    10 มิ.ย. 61

12

คนหาย...วุ่นวายใจ

(๑)

 

 

เมื่อเตชิตไปถึงขอนแก่นก็มีรถยนต์มาจอดรออยู่ที่สนามบินแล้ว เลขานุการส่วนตัวของเขาทำงานอย่างมีประสิทธิภาพเสมอ ไม่ว่าจะเป็นตั๋วเครื่องบิน รถเช่า หรือโรงแรมที่พักก็ล้วนได้มีการติดต่อประสานงานเพื่ออำนวยความสะดวกให้เขาไว้อย่างพร้อมสรรพ

 

หน้าที่ของชายหนุ่มก็คือไปดูทำเลที่ตั้งของร้าน ประเมินทั้งสถานที่และผู้ขอซื้อว่าจะให้ผ่านหรือไม่ เมื่อผ่านแล้ว ขั้นตอนหลังจากนั้นจะมีเจ้าหน้าที่จากสำนักงานใหญ่ที่กรุงเทพฯ มาทำหน้าที่ดูแลและติดต่อประสานงานให้จนร้านแล้วเสร็จและสามารถเปิดกิจการได้

 

พอลงจากเครื่องชายหนุ่มก็ตรงดิ่งไปยังสถานที่แห่งแรก ประเมินจากสภาพแวดล้อมและผู้คนแถวนั้นแล้วทำเลที่ตั้งถือว่าดีมาก มีประชาชนหนาแน่นและการเปิดมินิมาร์ทขึ้นในชุมชนนี้ต้องไปได้สวยอย่างไม่ต้องสงสัย

 

หลังจากได้พูดคุยกับผู้ขอซื้อและตรวจสอบเอกสารต่างๆ อีกครั้งจนถี่ถ้วนแล้วเขาก็ตัดสินใจให้ผ่าน ติดต่อทีมงานที่สำนักงานใหญ่ให้เตรียมเรื่องลงมาจัดการต่อเติมและตกแต่งร้านให้เป็นรูปแบบเดียวกับ Siam mart ทั่วประเทศ

 

กว่าจะเสร็จจากที่แรกก็มืดค่ำ เขาต้องกลับเข้าไปในตัวเมืองเพื่อค้างคืนที่โรงแรมเป็นเวลาหนึ่งคืน หลังกินอาหารเย็นเสร็จก็ไม่ลืมโทร. เช็กภาวิกาอีกรอบ ผลออกมาเช่นเดิมคือเธอไม่ยอมเปิดเครื่องมือสื่อสาร

 

เขาโมโหมากแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ สงบสติอารมณ์ได้พอประมาณจึงโทร. หาปริญญ์เพื่อสอบถามความคืบหน้าเรื่องโตมร

 

“ฉันต้องถามแกก่อนนะเตว่าอยากเอาเรื่องคนร้ายรึเปล่า?” นั่นเป็นคำตอบของสารวัตรปริญญ์

 

“ถ้าไม่อยากเอาเรื่องแล้วฉันจะให้แกไปสอบปากคำพี่โตทำไม ถามอะไรแปลกๆ”

 

“พี่ชายแกปิดบังอะไรบางอย่าง เขาไม่ได้พูดความจริงทั้งหมด แต่ฉันไม่รู้ว่าเขาทำแบบนั้นทำไม”

 

คำตอบของเพื่อนทำให้เตชิตสงสัยเป็นกำลัง “เอาอย่างนี้นะปริญญ์ แกสรุปสั้นๆ ให้ฟังที ทำไมถึงคิดว่าพี่โตปิดบังอะไรไว้”

 

“ก่อนอื่นพี่แกยืนยันว่าไม่เคยมีเรื่องกับใครและการทำร้ายร่างกายครั้งนี้คือเรื่องเข้าใจผิด เขาไม่อยากเอาเรื่อง”

 

“พี่โตไม่เคยมีเรื่องกับใครจริงๆ เขารักความสงบจะตายไป แต่จะมีคนอื่นไม่พอใจอะไรเขารึเปล่า อันนี้ฉันก็ไม่รู้ แต่เรื่องนี้มันน่าสงสัยยังไงวะ”

 

“ก็ตอนที่ฉันถามว่าจำหน้าคนร้ายได้มั้ย พี่แกบอกว่าจำไม่ได้เลยแม้แต่คนเดียวและไม่แน่ใจว่ามีกี่คน ในขณะที่คนงานสองคนซึ่งเห็นเหตุการณ์และช่วยพาพี่แกส่งโรงพยาบาลกลับสามารถให้รายละเอียดได้มากกว่า พวกเขายืนยันว่าเห็นคนร้ายสองคน เป็นชายไทยรูปร่างบึกบึนทั้งคู่ คนนึงมีแผลเป็นที่หางตาซ้ายและเขาจำหน้าได้แม่น ฉันให้คนสเกตช์ภาพออกมาแล้ว ตอนนี้กำลังสืบหาว่าเป็นใคร ส่วนคนร้ายอีกคนเห็นหน้าไม่ชัด แต่ถ้าได้ตัวคนร้ายรายแรกมา เราก็จะตามหาอีกคนได้ง่ายขึ้น ประเด็นมันอยู่ที่พี่ชายแกไม่ให้ข้อมูลอะไรที่เป็นประโยชน์ในการตามหาคนร้ายเลย”

 

“แกคิดมากไปรึเปล่า พี่โตอาจจะตกใจเลยยังจำอะไรไม่ค่อยได้ แล้วตอนนี้เขาก็บาดเจ็บอยู่ด้วย รอให้เขาอาการดีขึ้นค่อยถามอีกทีดีไหม” เตชิตแก้ตัวแทนพี่ชาย เขามองไม่เห็นเหตุผลที่โตมรจะปิดบังความจริง

 

“ก็อาจจะใช่ แต่ฉันคงไม่คิดมากเท่านี้ ถ้าพี่แกไม่บอกว่าภาพคนร้ายที่ได้มาไม่ใช่คนที่ทำร้ายเขา ในขณะที่ผู้เห็นเหตุการณ์ยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่าใช่”

 

ชายหนุ่มเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถามอย่างไม่แน่ใจ “แกคิดว่าพี่โตปกป้องคนร้าย?”

 

“ไม่แน่ใจ แต่อาจจะไม่ใช่คนร้ายที่พี่แกกำลังปกป้อง”

 

“ฉันไม่เข้าใจว่ะ”

 

“เขาอาจกำลังปกป้องคนที่อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้”

 

“ยิ่งพูดก็ยิ่งงง เอาให้เข้าใจง่ายๆ หน่อยได้มั้ยวะ”

 

เตชิตเริ่มหงุดหงิดกับการพูดจากำกวมของเพื่อน เขาไม่ใช่คนใจเย็นอย่างปริญญ์และไม่มีความอดทนมากนัก

 

“สมมติว่าเรื่องนี้มีใครอยู่เบื้องหลัง ถ้าจับคนร้ายได้เราก็จะรู้ว่าคนบงการคือใคร แต่ถ้าจับไม่ได้เราก็อาจต้องสรุปคดีตามที่พี่แกพยายามจะบอกว่าเป็นเรื่องเข้าใจผิด เพราะดูท่าทางแล้วพี่แกไม่อยากจะเอาเรื่องด้วย”

 

เขานิ่งพลางขมวดคิ้วนิ่วหน้า ครู่หนึ่งก็โพล่งขึ้น “แกคิดว่าพี่โตไม่อยากให้ตำรวจจับคนร้ายได้เลยบอกว่าไม่ใช่คนเดียวกัน ทำให้ตำรวจเกิดความสับสนแล้วก็จะทำงานได้ยากขึ้นเพราะผู้เสียหายไม่ยอมชี้ตัวคนร้าย?”

 

“คำถามก็คือพี่แกทำแบบนั้นทำไม ข้อสันนิษฐานคือ หนึ่ง...ถูกข่มขู่จนไม่กล้าพูดความจริง หรือสอง...ปกป้องคนที่อยู่เบื้องหลัง” คำตอบของปริญญ์ชัดเจนว่าเขาคิดว่าโตมรปิดบังอะไรไว้แน่นอน เพียงแต่ยังไม่ทราบว่ามันคืออะไร และเพราะเหตุใดชายหนุ่มจึงทำเช่นนั้น

 

“แต่แกคิดว่าพี่โตปกป้องคนร้ายมากกว่า”

 

เตชิตดักคอเพื่อน ฟังจากน้ำเสียงเขารู้ว่าปริญญ์สงสัยโตมร

 

“ไม่อยากทำให้แกคิดมากนะ แต่ใช่ ฉันสงสัยพี่ชายแก อาจเพราะคิดมากไปเองหรือสัญชาตญาณมันบอกก็ไม่แน่ใจ แต่ตอนที่คุยกับเขา ฉันเห็นพิรุธ เขาไม่ยอมสบตาและใช้ความเงียบกลบเกลื่อนสิ่งที่ไม่อยากพูดถึง พูดง่ายๆ คือพี่แกไม่ให้ความร่วมมือกับฉันเลย มันต้องมีเหตุผลแน่”

 

เตชิตถอนใจยาว เขาอยากจะคิดว่าปริญญ์คิดมากไปเองเพราะโตมรเป็นคนเงียบขรึม พูดน้อยและไม่ค่อยสุงสิงกับใคร นั่นอาจทำให้หลายคนคิดว่าการเงียบของโตมรเป็นเรื่องชวนสงสัย แต่ปริญญ์เป็นตำรวจฝีมือดีคนหนึ่ง ได้เป็นสารวัตรทั้งที่อายุเพิ่งสามสิบเอ็ดปีเท่านั้นก็บอกชัดถึงความสามารถที่มี และหลายครั้งที่ผู้ใหญ่ไว้วางใจให้นายตำรวจหนุ่มผู้นี้ทำงานสำคัญระดับชาติ เขาไม่อาจดูถูกความสามารถของปริญญ์ได้เลย

 

“แกคิดอะไรมากกว่าที่พูดออกมาใช่มั้ย?” เขาตัดสินใจถามในที่สุด

 

“แกจะให้ฉันพูดเหรอ?”

 

อีกฝ่ายย้อนถาม และนั่นก็เป็นคำตอบอยู่ในตัวว่าเตชิตคิดถูก

 

“พูดมาให้หมด ฉันไม่ชอบให้ใครปิดบังเรื่องที่ฉันควรรู้”

 

“มันอาจจะไม่มีอะไรเลยก็ได้ แต่ฉันก็อยากจะมองในแง่ลบไว้ก่อนเพื่อผลประโยชน์ของแกและครอบครัว”

 

“ไปๆ มาๆ มันเกี่ยวกับฉันด้วยสินะ” ชายหนุ่มทำเสียงประชดในลำคอ เมื่อทราบว่าเพื่อนคิดว่าเรื่องนี้มีอะไรเกี่ยวข้องกับเขาแต่ก็ไม่ยอมพูดออกมาตรงๆ ต้องให้บังคับขู่เข็ญเสียก่อน

 

“ก็อาจจะใช่หรืออาจจะไม่ใช่ก็ได้ แต่ฉันอยากให้ระวังตัวไว้ มันอาจเกี่ยวข้องกับงานแต่งของแกด้วย”

 

“แกหมายถึงคนที่อยู่เบื้องหลังภาวิกาเหรอ?” ชายหนุ่มมีสีหน้าเครียดขรึมลง นึกทบทวนสิ่งที่พูดกับภาวิกาแล้วจำได้ว่าเธอมีท่าทีหวาดหวั่นเพียงใดตอนที่เอ่ยถึงนายจ้าง ซึ่งเขาเกือบลืมไปแล้วหลังจากรู้ว่าหญิงสาวพยายามจะเก็บหลักฐานมัดตัวคืนไปให้หมด นั่นทำให้เขาคิดว่าท่าทางเกรงกลัวของเธอคือการแสดงละครตบตาเท่านั้น

 

“ฉันยังไม่แน่ใจ ต้องหาหลักฐานให้มากกว่านี้ แต่พี่แกมีพิรุธจริงๆ มันทำให้ฉันสงสัยและสันนิษฐานไปได้ร้อยแปด แล้วทางแกว่ายังไงบ้าง ภาวิกาบอกอะไรรึเปล่า”

 

เตชิตขมวดคิ้ว เม้มปากแน่น ครู่หนึ่งก็คลายออกแล้วบอกอย่างหงุดหงิด “ภาวิกาปากแข็งมากแล้วก็เล่นตุกติกตลอด ไม่ยอมบอกอะไรสักอย่าง แล้วฉันก็ติดต่อเธอไม่ได้ตั้งแต่เมื่อเช้าแล้ว ยายนั่นปิดมือถือ เมื่อกี้ลองโทร. เช็กดูก็ยังปิดเครื่องอยู่ ไม่รู้ว่าตั้งใจหนีฉันหรือมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นกันแน่ พรุ่งนี้เช้าแกลองแวะไปดูที่บ้านยายนั่นให้หน่อยได้มั้ยปริญญ์ ฉันคงถึงกรุงเทพฯ ตอนเย็นๆ โน่น ยังต้องไปดูทำเลร้านอีกอำเภอนึงก่อนน่ะ”

 

“ติดต่อไม่ได้ช่วงนี้พอดีเหรอ?” เสียงของปริญญ์บอกชัดว่าสงสัยและสนใจข้อมูลนี้มาก

 

“ตั้งแต่เมื่อเช้าแล้ว โทร. กี่ทีๆ ก็ปิดเครื่อง แกมีที่อยู่ภาวิกานี่ แวะไปดูให้ทีนะ ฉันสังหรณ์ใจยังไงไม่รู้” คราวนี้น้ำเสียงของเตชิตไม่ใช่แค่ขอร้องแต่เป็นการบังคับกลายๆ

 

“โอเค ฉันจะแวะไปดูก็แล้วกัน มันอาจจะเกี่ยวข้องกันจริงๆ ก็ได้ เพราะฉะนั้นแกถึงกรุงเทพฯ เมื่อไหร่ตรงไปหาพี่โตแล้วลองถามเขาดู สังเกตท่าทีแล้วบอกให้ฉันรู้ ถ้าแกรู้สึกว่าเขามีพิรุธหรือปกปิดอะไรบางอย่าง ตกลงตามนี้นะ”

 

“ขอบใจมากปริญญ์ งั้นแค่นี้ก่อนนะเพื่อน ฉันต้องโทร. หาใครบางคน”

 

เตชิตรีบตัดบท ก่อนจะค้นหาเบอร์ของคุณหมอรูปงามจากนามบัตร เมื่อเจอแล้วก็กดโทร. ออก รอสายครู่เดียวฝ่ายนั้นก็กดรับ

 

“สวัสดีครับคุณเต โทร. มาดึกแบบนี้มีเรื่องอะไรด่วนรึเปล่า”

 

“ผมโทร. หาวิกกี้ไม่ติดเลย หมอได้คุยกับวิกกี้บ้างมั้ยครับ เห็นเธออยู่บ้านคนเดียวผมเลยอดห่วงไม่ได้” ชายหนุ่มรีบถามตรงประเด็น ใจมันร้อนรนอยากรู้ว่าแม่สาวตัวแสบคิดจะลูกไม้อะไรกับตนอีก หรือว่ามีเรื่องอะไรเกิดขึ้นกับเธอกันแน่

 

หลังคุยกับปริญญ์แล้วทำให้เขาใจคอไม่ดี ถ้าสิ่งที่เธอพูดเกี่ยวกับนายจ้างเป็นเรื่องจริงและสิ่งที่ปริญญ์สันนิษฐานมันถูกต้อง ตอนนี้ภาวิกาอาจไม่ปลอดภัยก็ได้

 

“ผมก็ติดต่อวิกกี้ไม่ได้เหมือนกัน คุยกันครั้งสุดท้ายก็ในร้านอาหารกับพวกคุณนั่นแหละครับ โทร. ไปทีไรก็เป็นเสียงตอบรับอัติโนมัติ ตอนเย็นว่าจะแวะไปดูที่บ้านก็มีเคสด่วนเข้ามา นี่ผมเพิ่งจะได้ออกเวร ว่าจะโทร. หาวิกกี้อีกทีเหมือนกัน เพราะปกติถ้าผมไม่ว่างโทร. หา เธอก็ต้องโทร. มาอย่างน้อยวันละครั้ง เอ่อ...ไม่ใช่โทร. จิกนะครับ วิกกี้ไม่ใช่ผู้หญิงจุกจิกจู้จี้ขี้ระแวง เธอแค่โทร. มาบอกหลับฝันดีเท่านั้นเอง”

 

เตชิตไม่สนใจว่าใครจะฝันดีฝันร้าย เขารีบบอกให้หมอรู้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ “ผมเพิ่งโทร. ไป ยังปิดเครื่องเหมือนเดิม ถ้าหมอไม่รีบกลับบ้านก็...”

 

เขายังพูดไม่จบก็ถูกขัดจังหวะขึ้นเสียก่อน

 

“เดี๋ยวนะครับคุณเต มีสายซ้อนของคุณแม่ ขอผมรับแป๊บเดียว คุณถือสายรอก่อนนะ”

 

เตชิตมุ่นคิ้วพลางถอนใจยาวและเดินไปเดินมาในห้องพักด้วยความร้อนใจ ขณะรอให้หมออิสระคุยกับมารดาเสร็จก่อน

 

เขาไม่ตำหนิคุณหมอที่ดูเหมือนไม่ได้ใส่ใจภาวิกาเท่าที่ควร ติดต่อคนรักไม่ได้ทั้งวัน ถ้าเป็นเขาคงแล่นไปหาเธอที่บ้านหรือไม่ก็ที่ทำงานแล้ว แต่คนเป็นหมอคงมีงานล้นมือและมีหน้าที่สำคัญต่อคนไข้ จะให้ทิ้งคนไข้ไปตามหาคนรักก็คงไม่ดีนัก

 

อย่างน้อยก็ถือว่าหมออิสระเป็นคุณหมอที่ใช้ได้ แม้จะเป็นผู้ชายที่อาจถูกจัดอยู่ในข่ายคนรักยอดแย่ก็เถอะ

 

ชายหนุ่มพอจะเข้าใจเพราะเขาเองก็ไม่ใช่คนรักที่ดีนัก เขาต้องเดินทางออกต่างจังหวัดบ่อยครั้ง ไม่ค่อยมีช่วงเวลาหวานๆ กับมนสิการ์ เธอคงจะเหงาและเมื่อเกิดเรื่องในคืนแต่งงานขึ้นคงทำให้หญิงสาวไม่มีความมั่นใจในตัวเขามากพอที่จะเชื่อว่ามันเป็นเรื่องที่ถูกจัดฉากขึ้น

 

คิดไปคิดมาภาวิกาก็เหมือนบททดสอบที่คนบนฟ้าส่งมาพิสูจน์ความรักของเขากับมนสิการ์ และมันก็ทำให้เขารู้ว่าความรักที่มียังไม่เพียงพอ เขาจะต้องปรับปรุงตัวเสียใหม่ ทำให้หญิงสาวเชื่อมั่นในตัวเขามากพอที่จะไม่ไหวเอนไปกับอุบายของคนที่ไม่ประสงค์ดีต่อตัวเขาและเธอ

 

เมื่อคิดมาถึงตรงนี้หมออิสระก็ส่งเสียงมาตามสายพอดี “คุณเตครับ ยังฟังอยู่ไหม”

 

“ผมฟังอยู่ ว่ายังไงครับหมอ”

 

“คุณแม่ไม่ค่อยสบาย ผมต้องรีบกลับไปดู เมื่อกี้คุณเตพูดว่ายังไงนะครับ ผมไม่ทันฟัง”

 

เตชิตนิ่งอึ้งอยู่ครู่หนึ่งก็เอ่ยขึ้น “ไม่มีอะไรครับ หมอรีบกลับไปดูอาการคุณหญิงเถอะ”

 

“งั้นแค่นี้นะครับ พรุ่งนี้ผมจะแวะไปบ้านวิกกี้แต่เช้าเลย”

 

หมออิสระวางสายไปแล้วเตชิตก็โทร. หาปริญญ์ทันที

 

“มีอะไรอีกวะ เพิ่งคุยกันไปเมื่อกี้เอง” เสียงสารวัตรหนุ่มโวยมาตามสาย

 

เตชิตไม่สนใจ รีบสั่งรัวเร็ว “ฟังให้ดีนะปริญญ์ แกรีบไปดูที่บ้านภาวิกาเดี๋ยวนี้เลยว่าเธออยู่รึเปล่า ฉันเพิ่งคุยกับหมออิสระ เขาบอกว่าติดต่อเธอไม่ได้เหมือนกัน ถ้าฉันติดต่อยายนั่นไม่ได้คนเดียวมันไม่แปลก แต่ถ้าหมอก็ติดต่อไม่ได้มันจะต้องมีอะไรแน่ ถึงปิดมือถือเครื่องนี้เธอก็คงหาวิธีติดต่อหมอได้ แต่เขาบอกว่าไม่ได้คุยกับเธอเลยตั้งแต่แยกกันที่ร้านอาหารเมื่อวานนี้”

 

“แกไม่ได้คิดมากไปเองใช่ไหมวะ?”

 

ปริญญ์ย้อนถามเพื่อความชัวร์ก่อนที่เขาจะต้องบึ่งรถไปตรวจสอบถึงบ้านของภาวิกาตามคำสั่งเร่งร้อนของเพื่อน

 

“ไม่ หมอบอกว่าถ้าเขาไม่โทร. ไปยายนั่นก็ต้องโทร. มาอย่างน้อยวันละครั้ง แต่นี่หมอไม่ได้คุยกับภาวิกาตั้งแต่เมื่อวานตอนค่ำแล้ว ฉันก็เหมือนกัน มันต้องมีอะไรแน่ แกรีบไปเร็วเข้าเถอะ แล้วโทร. มาบอกฉันด้วยว่าได้เรื่องยังไงบ้าง ฉันจะรอโทรศัพท์นะ แค่นี้แหละ” เตชิตตัดบทพร้อมเสียงกำชับเข้มงวด

 

เขาต้องการให้ปริญญ์ออกเดินทางเดี๋ยวนี้จึงรีบวางสาย แล้วตัวเองก็ได้แต่เดินไปเดินมาอย่างหงุดหงิดงุ่นง่านอยู่ในห้องพักของโรงแรมที่ขอนแก่น ถ้าตอนนี้เขาอยู่กรุงเทพฯ คงบึ่งรถไปบ้านภาวิกาด้วยตัวเองแล้ว

 

 

 

“อะไรของมันวะ กล้าสั่งสารวัตรเชียวเหรอเนี่ย ไอ้เพื่อนบังเกิดเกล้า”

 

สารวัตรหนุ่มหน้าเข้มบ่นพึมพำกับโทรศัพท์มือถือก่อนจะโยนมันลงบนเตียงแล้วหันไปคว้าปืนพกกับเสื้อแจ็คเกตขึ้นมาสวม จากนั้นร่างสูงตรงก็หันไปฉวยประวัติของภาวิกาที่วางอยู่บนโต๊ะทำงานภายในห้องนอนขึ้นมาไล่สายตาดู ก่อนจะคว้ากุญแจรถ เดินแกมวิ่งลงบันไดไปที่รถคู่ใจ สตาร์ตเครื่องได้ก็พารถทะยานไปสู่ที่หมายด้วยความเร็วสูง

 

เมื่อถึงบ้านของภาวิกาก็เป็นเวลาเกือบเที่ยงคืนแล้ว บ้านหลังงามปิดไฟจนมืดมิดเหลือเพียงโคมไฟที่ประตูรั้วด้านละหนึ่งดวงซึ่งบ้านหลังอื่นๆ ที่อยู่ใกล้เคียงกันก็ทำแบบนั้นเป็นส่วนใหญ่

 

แน่ละ นี่มันจะเที่ยงคืนอยู่แล้ว ใครๆ ก็ปิดบ้านเข้านอนกันเป็นเรื่องธรรมดา มีแต่ผู้พิทักษ์สินติราษฎร์อย่างเขานี่แหละที่ต้องถ่อมาถ้ำมองประชาชนตามใบสั่งของเพื่อนในเวลากลางดึก

 

ชายหนุ่มจอดรถไว้ริมรั้วแล้วเดินลงมาด้อมๆ มองๆ เข้าไปด้านใน เห็นรถจอดอยู่จึงคิดว่าภาวิกาก็น่าจะอยู่บ้านด้วย เพียงแต่เธออาจจะหลับไปแล้ว ทว่าเรื่องที่เตชิตบอกว่าทั้งตนและหมออิสระต่างก็ติดต่อหญิงสาวไม่ได้ก็น่าสงสัยไม่น้อย ปริญญ์รอจนแน่ใจว่าในบ้านไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ จึงโทร. ไปรายงานเพื่อน

 

“บ้านปิดเงียบ เปิดไฟหน้าบ้านไว้สองดวง แต่ก็แหงละ นี่มันดึกแล้ว ถ้าฉันไม่ต้องถ่อมานี่ก็คงหลับอุตุไปเรียบร้อยละ”

 

“รถอยู่มั้ย” เสียงเตชิตถามอย่างร้อนรน

 

“จอดอยู่ในโรงรถนั่นแหละ แต่บ้านปิดเงียบแล้ว ไม่มีการเคลื่อนไหว อาจจะนอนหลับไปแล้วก็ได้ แกจะให้ฉันปีนขึ้นไปดูในห้องนอนด้วยไหมล่ะ” เขาถามกึ่งปรึกษากึ่งประชดเมื่อคิดว่าเพื่อนอาจจะวิตกจริตมากไปที่คิดว่าภาวิกาหายตัวไปอย่างลึกลับ

 

“ถ้าได้ก็ดี” อีกฝ่ายงึมงำกลับมาเบาๆ

 

“เฮ้ย! เอาจริงเหรอวะเนี่ย?” สารวัตรหนุ่มร้องเสียงหลง

 

“ฉันเป็นตำรวจนะเว้ย เกิดเจ้าของบ้านตื่นขึ้นเจอตอนฉันปีนเข้าห้องนอนเขาแล้วเอาเรื่องนี่ฉันมีสิทธิ์เด้งได้เลยนะ”

 

“พูดเล่นหรอกน่า แต่ไม่เข้าใจว่าทำไมยายนั่นต้องปิดมือถือด้วย ทำไมต้องหนีทั้งฉันและหมอ แกไม่สงสัยรึไงวะ”

 

“สงสัย แต่ไม่รู้จะทำยังไงเหมือนกัน ไม่มีใครแจ้งความว่าภาวิกาหายตัวไปซักหน่อย แกจะให้ฉันบุกเข้าไปค้นบ้านเธอได้ยังไงล่ะ” ปริญญ์บ่นอย่างจนปัญญา เขาไม่มีทางรู้ว่าภาวิกาอยู่ในบ้านหรือไม่ นอกจาก...

 

“กดออดซิ” เตชิตสั่ง ทำให้ความคิดของปริญญ์มีเสียงทั้งที่เขาเพียงแค่คิด แต่ไม่ได้พูดมันออกมา

 

“เออๆ กดก็กด ว่าแต่ถ้าเจ้าของบ้านมาเปิด แกจะให้ฉันพูดอะไรกับเธอวะ” ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์เริ่มไม่สบายใจเมื่อต้องรบกวนประชาชนในยามดึก

 

“ก็ไม่ต้องพูดอะไร จำหน้ายายนั่นได้ใช่ไหม ดูให้แน่ใจว่าใช่แล้วก็กลับ”

 

เสียงสั่งนั้นไม่มีแววล้อเล่นเลยสักนิด ปริญญ์ฟังแล้วได้แต่ถอนใจเฮือกๆ กลอกตาไปมาอย่างเซ็งจิต

 

“คร้าบ รับทราบและปฏิบัติ” สารวัตรหนุ่มทำเสียงประชดแล้วกดออดหน้าบ้านทันที

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

6 ความคิดเห็น