รักเล่ห์ บุพเพลวง

ตอนที่ 20 : ตอนที่ ๑๐ การคุกคามระลอกที่สอง (๑)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 282
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    6 มิ.ย. 61

10

การคุกคามระลอกที่สอง

(๑)

 

 

เตชิตขมวดคิ้วนิ่วหน้า กลอกตาเซ็งเป็นระยะ ขณะจ้องมองหญิงสาวที่ยัดอาหารทุกจานบนโต๊ะลงกระเพาะอย่างกับคนตายอดตายอยากมาจากไหน เขาเป็นผู้ชายแท้ๆ ยังไม่กินจุขนาดนี้ ชายหนุ่มเหล่ตามองอาหารที่ค่อยๆ เกลี้ยงไปทีละจานจนมาถึงจานสุดท้าย

 

“จะเอาอะไรอีกมั้ย?” ถ้าเธอไม่โง่จนเกินไปคงเข้าใจว่าเขาแดกดันมากกว่าจะห่วงใยจริงจัง

 

เธอเหลือบตาขึ้นมองเขาอย่างชิงชัง ปากเคี้ยวอาหารตุ้ยๆ ไม่ว่างตอบจึงพยักหน้าแทน

 

เขากลอกตาไปมาอย่างอดทนอดกลั้นแต่ก็ยอมโบกมือเรียกบริกรให้ เมื่อฝ่ายนั้นเดินเข้ามาหาอย่างนอบน้อมพร้อมเมนูอาหารจึงหันไปหาภาวิกา

 

“อยากกินอะไรอีกก็...”

 

หญิงสาวลุกพรวดจากโต๊ะ ใช้มืออุดปาก ตาเหลือก สีหน้าพะอืดพะอมเต็มกลืน ก่อนจะส่ายหัวและโบกมือเป็นสัญญาณว่าไม่เอาอะไรอีกแล้ว จากนั้นก็วิ่งจู๊ดไปห้องน้ำ ฝ่ายบริกรหนุ่มน้อยถึงกับวางสีหน้าไม่ถูก ขณะที่เตชิตได้แต่ยิ้มจืดๆ พร้อมเอ่ยขอโทษและบอกให้เด็กหนุ่มคนนั้นเช็กบิลทันที

 

เมื่อคล้อยหลังบริกรไปแล้วชายหนุ่มก็ได้แต่เข่นเขี้ยวอย่างเจ็บใจ “ยายตัวแสบเอ๊ย อิ่มจนอ้วกออกมาทางเดิมเลยเหรอเนี่ย คุณนี่มันเหลือทนจริงๆ คิดเหรอว่าทำแบบนี้แล้วจะรอดตัว คุณประเมินผมต่ำไปแล้ว!

 

ภาวิกาเดินหน้าซีดกลับมาที่โต๊ะ ฉวยกระเป๋าสะพายแล้วบอกเสียงอ่อย “ฉันไม่ไหวแล้ว วันนี้เรากลับกันเถอะนะ”

 

“คุณจงใจกินเยอะเกินเพื่อจะได้อ้วกแล้วหาข้ออ้างกลับบ้านงั้นสิ” เขาดักคออย่างรู้ทัน

 

“ฉันอยากอ้วกขึ้นมาอีกแล้ว อุ๊บ!” เธอตาเหลือก สีหน้าพะอืดพะอมขึ้นมาอีก รีบเอามือปิดปากกั้นของที่ยัดเข้ากระเพาะจนล้นขึ้นมาถึงคอหอยไม่ให้กลับออกมาทางเดิม

 

เธอไม่ใช่คนกินเยอะและปกติก็มักจะจำกัดปริมาณแคลอรีในแต่ละมื้อให้พอดีกับความต้องการของร่างกาย ด้วยความที่จำเป็นต้องใช้รูปร่างหน้าตาในการทำมาหากินส่งผลให้หญิงสาวคุ้นชินกับการกินน้อยมาแต่ไหนแต่ไร ถ้าไม่ใช่เพราะถูกเตชิตคุกคาม เธอคงไม่หาทางออกด้วยวิธีนี้แน่

 

“อย่าเชียวนะคุณ เมื่อกี้ทำไมไม่อ้วกออกมาให้หมดเล่า” เขาปรามเสียงตื่น สีหน้าหวาดผวา กลัวว่าหญิงสาวจะขย้อนของที่กลืนเข้าไปออกมากลางร้านอาหารให้ขายหน้าชาวบ้าน แต่ยิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งยุ เจ้าหล่อนโก่งคอทำท่าจะอาเจียนออกมาเดี๋ยวนั้น

 

เตชิตรีบถลันเข้าไปหาเธอ ใช้มือปิดปากหญิงสาวเอาไว้อีกชั้นพร้อมประคองกึ่งลากร่างบางให้เดินกลับไปที่ห้องน้ำของร้านอาหารด้วยกัน ปากก็พร่ำบอกเธอไปตลอดทาง

 

“ใจเย็นนะคุณ ทนหน่อย ใกล้จะถึงแล้ว อย่าเพิ่งอ้วกนะ รอก่อนๆ”

 

ทันทีที่ถึงเคาน์เตอร์หน้าห้องน้ำหญิง ภาวิกาก็โก่งคอขย้อนของเหลวที่ยังกำจัดไปไม่หมดออกมาอีก

 

เขานิ่วหน้า กลั้นลมหายใจเป็นระยะ เพื่อป้องกันกลิ่นไม่พึงประสงค์ที่อาจจะตามมาด้วย แต่พอได้ยินเสียงโอ้กอ้ากและท่าทางเหมือนจะเป็นจะตายของเธอก็อดยื่นมือไปช่วยลูบหลังให้ไม่ได้ หากยังไม่วายซ้ำเติมอยู่ดี “เป็นไงล่ะ แผนกินเยอะของคุณ ได้ผลดี คุณว่ามั้ย?”

 

หญิงสาวไม่สามารถจะโต้ตอบอะไรได้ในเวลานี้ ลำคอของเธอเหนียวหนืดไปหมดแถมรสชาติอาหารที่กลับออกมาทางเดิมมันก็ไม่ได้อร่อยล้ำเหมือนตอนที่กินเข้าไปเลยสักนิด

 

ชายหนุ่มคนหนึ่งเดินมาส่งภรรยาเข้าห้องน้ำ เมื่อฝ่ายหญิงเห็นเตชิตลูบไหล่ลูบหลังให้ภาวิกาด้วยท่าทางใส่ใจก็นึกว่าทั้งสองคนเป็นคู่รักกันจึงเอ่ยกับสามีของตนพร้อมรอยยิ้มชื่นชมที่มองไปยังเตชิต

 

“น่ารักจังเลยนะคะ ถ้าฉันท้อง คุณต้องดูแลฉันแบบนี้บ้างนะ”

 

เตชิตชะงักมือโดยอัตโนมัติ กำลังจะปฏิเสธแต่หญิงสาวคนนั้นก็เดินเข้าห้องน้ำไปแล้ว เขาจึงหันไปมองหน้าฝ่ายชายด้วยสีหน้ากระอักกระอ่วนใจที่จะยอมรับภาวิกาเป็นคู่รัก “คือจริงๆ แล้วเราสองคน...”

 

“ยินดีด้วยนะครับ ไม่ทราบว่ากี่เดือนแล้ว ผมเองก็กำลังพยายามอยู่เหมือนกัน”

 

ได้ยินแล้วเตชิตถึงกับพูดไม่ออก ตอนนั้นภาวิกาล้างหน้าล้างตาเสร็จพอดีจึงเดินแหวกทั้งสองหนุ่มที่ยืนอยู่หน้าห้องน้ำออกมาข้างนอก เขาไม่เห็นประโยชน์ที่จะอธิบายให้คนแปลกหน้าเข้าใจจึงยิ้มเจื่อนๆ ให้แล้วเดินตามหญิงสาวออกมาโดยเร็ว

 

“โอเคแล้วใช่มั้ย?”

 

หญิงสาวเม้มปาก สีหน้าบึ้งตึง กำลังจะหันกลับไปแว้ดใส่เขาว่าเธอสบายดีแล้ว แต่พลันนึกได้ว่าหากเธอไม่เป็นอะไร เขาต้องขู่เข็ญเอาคำตอบจากเธออีกแน่ จึงทำหน้าเพลียๆ

 

“ฉันเวียนหัว คงเพราะเมื่อคืนนอนไม่ค่อยหลับ ตอนเช้ายังต้องรีบตื่นมาทำงานอีก ฉันคงจะไม่สบายก็เลยอ้วกออกมาเยอะขนาดนี้”

 

“ล้อเล่นน่า ก่อนหน้านี้คุณยังต้องสวยที่สุดต่อหน้าหมออยู่เลย ทีตอนนี้จะมาทำสำออย ผมรู้ทันหรอก ไม่ต้องมาแสดงละคร ผมไม่ชอบดู”

 

เขาไม่ยอมเชื่อแม่สาวจอมแสบง่ายๆ บทเรียนที่ผ่านมาสอนให้รู้ว่าเธอไม่ได้เปราะบางน่าทะนุถนอมเหมือนมนสิการ์

 

“ฉันไม่สบายจริงๆ นะ” ภาวิกาใช้น้ำเสียงเนือยๆ เหมือนคนขี้เกียจทะเลาะแล้วเดินกลับมานั่งที่โต๊ะ

 

เตชิตหรี่ตามองท่าทางอ่อนเพลียของหญิงสาวอย่างไม่ไว้ใจ เดินไปหยุดข้างเก้าอี้ที่เธอนั่งแล้วยื่นมือไปแตะหน้าผากมนเพื่อวัดอุณหภูมิอย่างถือวิสาสะ ภาวิกาไม่ทันตั้งตัวเลยได้แต่มองเขาตาปริบๆ

 

“ตัวก็ไม่เห็นจะร้อนนี่ อย่ามาฟอร์มกับผมนะวิกา ผมไม่ใช่หมออิสระที่จะตามเกมคุณไม่ทัน”

 

เธอปัดมือเขาออก กระชากเสียงใส่อย่างลืมตัว “อย่ามาเรียกฉันแบบนั้นนะ”

 

“ผมจะเรียกต่อหน้าหมอด้วยถ้าคุณไม่ยอมให้ความร่วมมือ” เขาได้ทีก็หยิบยกความลับของเธอขึ้นมาขู่ เห็นผิวแก้มขาวซีดมีเลือดฝาดขึ้นมาก็รู้ทันทีว่าหญิงสาวเริ่มจะโกรธแล้ว

 

ภาวิกาขบริมฝีปากจนห้อเลือด จ้องเขาตาขวาง ก่อนจะเดินสะบัดหน้าออกมานอกร้านอย่างขุ่นเคือง ขมุบขมิบด่าทอคนข้างหลังไปด้วยอย่างเจ็บแค้น “ไอ้แมลงวันน่ารังเกียจ เมื่อไหร่นายจะไปให้พ้นๆ จากชีวิตฉันซะทีนะ”

 

“พูดดังๆ ก็ได้นะคุณ ยังไงผมก็ได้ยิน” คนที่เดินตามมาติดๆ เอ่ยขึ้นอย่างไม่เดือดร้อน

 

หญิงสาวหันกลับไปถลึงตาขุ่นเขียวใส่ ก่อนจะเดินอ้อมไปขึ้นรถของเขาโดยไม่ต้องรอให้อีกฝ่ายเตือน เมื่อชายหนุ่มเข้ามานั่งประจำที่คนขับ เธอก็โพล่งขึ้น “คุณจะเอายังไงกับฉัน?”

 

เขาสตาร์ตรถพลางอมยิ้มมุมปาก “แบบนี้ค่อยพูดกันรู้เรื่องหน่อย”

 

หญิงสาวมุ่ยหน้า เริ่มยอมรับว่าการต่อกรกับเตชิตด้วยวิธีต่อต้านเขาไม่เวิร์กอย่างแรง เธอจะต้องใช้กลยุทธ์ใหม่ที่เหนือชั้นกว่า และวิธีนั้นก็คือ...ทำเหมือนว่าเราเป็นพวกเดียวกัน!

 

“โอเค ฉันว่าเราสองคนควรจะถอยคนละก้าว คุณคิดว่ายังไง?” เธอเริ่มเดินตามเกมของตัวเองด้วยท่าทีสงบเยือกเย็น ผิดกับภาวิกาคนเมื่อกี้ลิบลับ

 

คิ้วเข้มขมวดมุ่น “ก็ต้องฟังข้อเสนอก่อนถึงจะตัดสินใจได้”

 

“ก็ได้ ฉันจะไปอธิบายกับแฟนคุณว่าเราสองคนไม่ได้เป็นอะไรกัน ฉันจะขอโทษเธอและบอกว่าถูกจ้างให้มาทำลายงานแต่งของพวกคุณ แต่แฟนคุณต้องไม่รู้ว่าฉันเป็นคนรักของหมอ”

 

ชายหนุ่มย่นคิ้ว หรี่ตามองหญิงสาวอย่างระแวง ไม่แน่ใจนักว่าภาวิกาจะยอมให้ความร่วมมือโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน ก่อนจะหันไปมองถนนแล้วเอ่ยถาม “เพื่อแลกกับ?”

 

“คุณต้องช่วยฉันปิดหมอเรื่องนี้และห้ามบอกเขาเรื่องชื่อเล่นของฉันเป็นอันขาด เรื่องนี้จะต้องเป็นความลับระหว่างเราสองคนเท่านั้น ตกลงมั้ย?”

 

“คุณทำให้ผมอย่างเดียวแต่กำลังขอให้ผมเก็บความลับของคุณถึงสองเรื่องเชียวนะ ไม่แฟร์เลยนี่”

 

“ผิดแล้วย่ะ” เธอกอดอก หันไปทางเขา เริ่มสาธยายถึงความเกี่ยวเนื่องของทั้งสองประเด็นอย่างละเอียด

 

“ถ้าหมอรู้ว่าฉันเคยทำงานแบบนี้ก็ต้องอยากรู้อดีตของฉันมากขึ้น ถ้าเขาตามหาคำตอบ ชื่อเล่นของฉันก็จะไม่เป็นความลับอีกต่อไป และเหมือนกัน ถ้าหมอรู้ชื่อเล่นของฉันก่อน เขาก็ต้องสงสัยว่าทำไมฉันถึงโกหก เมื่อเขาตามหาคำตอบก็จะรู้ว่าฉันเคยทำงานแบบไหนมาก่อน เพราะฉะนั้นมันเป็นเรื่องเดียวกัน คุณไม่โง่ใช่มั้ย เข้าใจที่ฉันพูดนะ?”

 

ชายหนุ่มขมวดคิ้วนิ่วหน้า ครุ่นคิดอย่างรอบคอบและพบว่าเธอพูดถูก แม้เขาไม่คิดว่านั่นคือปัญหาของตัวเอง แต่การที่เธอยอมไปอธิบายให้มนสิการ์เข้าใจก็นับว่าหญิงสาวอ่อนข้อลงมากแล้ว ขอให้ผ่านเรื่องมนสิการ์ไปได้ก่อน จากนั้นเขาจะเค้นเอาชื่อผู้อยู่เบื้องหลังออกมาจากปากเธอให้ได้ ภาวิกาคงไม่กล้าหักหลังเขากลับไปทำให้มนสิการ์เข้าใจผิดอีกเพราะเขามีความลับของเธอเป็นหลักประกันชั้นเยี่ยม

 

“เอางั้นก็ได้ ผมรับปาก ตราบเท่าที่คุณทำตามข้อตกลงของเรา”

 

หญิงสาวอมยิ้มอย่างโล่งใจ ก่อนจะพูดต่อด้วยสีหน้าเบิกบานสำราญจิต “ฉันทำแน่ แต่คุณต้องนัดแฟนออกมาพบฉันให้ได้ก่อน ถ้าเธอยอมมา ฉันก็จะได้พูดเรื่องนี้ แต่ถ้าเธอไม่ยอมมา นั่นคือปัญหาของคุณนะ ไม่เกี่ยวกับฉัน”

 

“ได้ ผมจะพูดกับหมอเรื่องมิ้ง เขาต้องช่วยได้แน่ ถ้าได้เรื่องแล้วผมจะนัดคุณอีกที แต่ระหว่างนี้ถ้าผมโทร. หา คุณต้องรับสายและรายงานตัวว่าอยู่ที่ไหน กำลังทำอะไร ห้ามคุณไม่รับสายผม เพราะจากนี้อีกสองสามวันผมอาจจะไม่มีเวลามาจับตาดูพฤติกรรมของคุณด้วยตัวเอง”

 

“คุณจะไปไหนเหรอ?” เธอถาม ดวงตาเป็นประกาย ระงับความยินดีไว้ไม่อยู่

 

“ไม่ต้องทำหน้าบานขนาดนั้น ผมไม่อยู่แค่ไม่กี่วันเท่านั้นแหละ ไม่ต้องดีใจเพราะกลับเมื่อไหร่ผมจะรีบมาหาคุณทันที ยังไงเราสองคนก็หนีกันไม่พ้นหรอก วางใจเถอะ”

 

เขายิ้มเครียดใส่ตาคนนั่งข้างๆ ขณะหักพวงมาลัยจอดรถส่งหญิงสาวที่หน้าโรงแรม

 

เธอเชิดหน้าขึ้นอย่างไม่สบอารมณ์ ฉวยกระเป๋าสะพายแล้วผลักประตูรถออก แต่ก่อนจะลงไปก็หันมาบอกเขาเสียงหวาน

 

“ไปนานๆ ก็ได้นะ ไปแล้วไปลับไม่กลับมาเลยก็ยิ่งดี ฉันจะอวยพรให้คุณทุกวัน ลาก่อน บาย”

 

ชายหนุ่มแยกเขี้ยวกับคำอำลาเชิงสาปแช่งนั้น เธอลงไปยืนฉีกยิ้มหวานอยู่ข้างรถ ปิดประตูและโบกมือลาที่เหมือนกับการไล่ส่งมากกว่า แต่ก่อนจะจากไปเขาก็ลดกระจกข้างลงแล้วตะโกนบอกเสียงดังจนเพื่อนร่วมงานของเธอที่ยืนจับกลุ่มกันอยู่แถวทางเข้าได้ยินกันถ้วนหน้า

 

“ผมจะรีบกลับมานะวิกกี้ ไม่ต้องคิดถึงผมมากล่ะ”

 

หญิงสาวหันขวับ ทำตาขุ่นเขียวใส่ผู้ชายที่ขยิบตามาให้พร้อมรอยยิ้มเก๋ๆ นั่นซึ่งมันอาจทำให้คนที่เห็นเหตุการณ์เข้าใจผิดได้ง่ายๆ

 

“อีตาบ้า กวนประสาท!

 

เธอชักสีหน้าบึ้งตึง ทำปากขมุบขมิบไล่หลังรถยนต์ที่เพิ่งเคลื่อนตัวออกไปจากด้านหน้าของโรงแรม แต่พอหันกลับมาก็เจอกับสายตาสามคู่ของเพื่อนพนักงานที่จ้องมองอย่างล้อเลียนจนปรับสีหน้าแทบไม่ทัน

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

6 ความคิดเห็น