รักเล่ห์ บุพเพลวง

ตอนที่ 18 : ตอนที่ ๙ แผนคุกคาม IV : ความลับ (๑)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 294
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    1 มิ.ย. 61

9

แผนคุกคาม IV :: ความลับ

(๑)

 

 

ภาวิกามาทำงานด้วยสีหน้าอิดโรยเนื่องจากเมื่อคืนมัวแต่แค้นฝังหุ่นเตชิต ทำให้จิตใจไม่สงบเลยข่มตาหลับลงไม่ได้ง่ายๆ ไหนจะเรื่องที่คุณหมอหวานใจงอนหนีกลับบ้านอีก เธอโทร. ไปง้อก็ไม่ได้คุยกันเพราะชายหนุ่มปิดมือถือ

 

แต่คนอย่างภาวิกามีหรือจะถอยกับเรื่องแค่นี้ เมื่อเขาไม่เปิดโทรศัพท์เธอก็ฝากข้อความแทน แต่นั่นก็ยังไม่ทำให้คุณหมอใจอ่อนติดต่อกลับ ฉะนั้นเย็นนี้เธอจึงคิดจะบุกไปหาเขาถึงโรงพยาบาลให้รู้แล้วรู้รอด แต่เมื่อราหูเคลื่อนทับดวงชะตาเสียแล้ว หญิงสาวจึงสลัดเคราะห์ร้ายไม่หลุดสักที เลิกงานปุ๊บ พาหะนำความซวยก็โทร. มาสะกัดดาวรุ่งปั๊บอย่างกับมีตาทิพย์รู้เห็นทุกอย่าง

 

“เลิกงานแล้วใช่ไหม ผมกำลังจะไปพบคุณที่โรงแรม รอก่อน เรามีเรื่องต้องตกลงกัน”

 

“ฉันมีธุระ” หญิงสาวแยกเขี้ยวใส่มือถืออย่างหงุดหงิด

 

“คงไม่มีอะไรสำคัญเท่าเรื่องหมออิสระหรอกใช่ไหม?”

 

“พูดอีกก็ถูกอีก นั่นแหละธุระสำคัญของฉัน” เธอกระแทกเสียงใส่อย่างไม่รักษามารยาท ถ้าคุณหมอรูปหล่อได้ยินเข้าคงเปิดแนบ แต่ช่างเถอะ เขาไม่มีวันได้เห็นลุคนี้ของเธอแน่นอน

 

“งั้นก็รอผมก่อน กำลังจะถึงแล้ว ออกมาหน้าโรงแรมเลย ไปรถผมก็แล้วกัน”

 

แล้วเตชิตก็ตัดสายโดยไม่รอคำตอบ หญิงสาวจึงได้แต่เข่นเขี้ยวอย่างโมโห

 

“นึกว่าฉันหยาบคายที่สุดแล้วนะ หมอนี่ชนะเลิศเลยแฮะ!

 

หลังจากนั้นไม่เกินห้านาทีฟอร์จูนเนอร์สีดำคันงามก็แล่นมาจอดหน้าโรงแรมมณีดิน ภาวิกาเดินกระแทกส้นออกมาจากตัวอาคารด้วยสีหน้าบอกบุญไม่รับแล้วเปิดประตูเข้าไปนั่งตอนหลังหน้าตาเฉย

 

เตชิตหัวเราะเครียดๆ ก่อนจะสั่งเสียงเรียบ “ผมไม่ใช่คนขับรถ ถ้าไม่อยากเสียเวลาก็รีบมานั่งข้างหน้าเร็วๆ”

 

หญิงสาวกอดอก เชิดหน้า ยกเรียวขาสวยไขว่ห้างและทำหูทวนลม

 

“ภาวิกา!” เขาคำราม เตือนให้ทราบว่าไม่สนุกกับมุกของเธอ

 

“ยิ่งออกรถช้า เราก็จะเสียเวลามากขึ้นนะ” เธอยิ้มหวานแบบเดียวกับที่ยิ้มให้แขกของโรงแรม

 

“ผมมีเวลาให้คุณทั้งชาติ ว่าแต่คุณเถอะ พร้อมจะเสียเวลาทั้งชีวิตกับผมรึเปล่า?”

 

หญิงสาวถอนใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะปีนข้ามเบาะมานั่งด้านหน้าโดยไม่ลงจากรถให้เสียเวลาท่ามกลางความตกตะลึงของเตชิต เมื่อคาดเข็มขัดนิรภัยเรียบร้อยแล้วก็หันไปบอกเสียงขุ่น

 

“วินาทีเดียวฉันก็ไม่อยากใช้มันร่วมกับคุณ!

 

เขาแยกเขี้ยวใส่ผู้หญิงไร้มารยาท “ดี ดูเหมือนใจเราจะตรงกัน”

 

สิ้นเสียงนั้นชายหนุ่มก็กระชากรถออกโดยแรง โชคดีที่ภาวิกาคาดเข็มขัดนิรภัย ไม่เช่นนั้นอาจมีคนหัวแตกเลือดสาดได้เหมือนกัน

 

หญิงสาวขบเขี้ยวเคี้ยวฟันสาปแช่งคนข้างๆ ในใจไปตลอดทาง แต่ก็ไม่เห็นว่ามันจะได้ผลอะไรเลย เขายังคงออกคำสั่งให้เธอตามเข้าไปในร้านอาหารราวกับเป็นเบี้ยล่างอยู่เช่นเคย ใบหน้าสวยๆ เลยสวยไม่ค่อยจะออก เพราะมันบูดบึ้งไม่ต่างจากอาหารค้างคืนมาสักครึ่งเดือน

 

เตชิตโบกมือเรียกหาเมนูจากบริกร เขาไล่สายตาดูคร่าวๆ แล้วก็สั่งอาหารที่ชอบมาห้าจานโดยไม่ถามเพื่อนร่วมโต๊ะสักคำ

 

คนที่ถูกบังคับให้มาด้วยอย่างไม่เต็มใจคอยถลึงตาใส่ผู้ชายที่นั่งฝั่งตรงข้ามตลอดเวลา จนเมื่อบริกรถอยออกไปเธอจึงไม่รอช้าที่จะหาเรื่อง

 

“คุณพาฉันมาที่นี่ทำไม คุยกันที่โรงแรมก็ได้ เสร็จธุระแล้วฉันจะได้รีบไปหาหมอ รู้มั้ยว่าเขาปิดมือถือ ไม่ตอบข้อความ ไม่ยอมโทร. กลับ นี่ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ แล้วนะ ถ้าหมอทิ้งฉัน คุณจะเป็นคนแรกที่ต้องรับผิดชอบ”

 

“ผมไม่ชอบคุณ ให้ฟรีก็ไม่เอา”

 

“อีตาบ้า!” ภาวิกาแทบกรี๊ดลั่น “ฉันไม่ได้หมายถึงรับผิดชอบแบบนั้นย่ะ ผู้ชายอย่างคุณให้ฟรีแถมเงินสดอีกหนึ่งล้านฉันก็ไม่สน หมอของฉันดีกว่าตั้งเยอะ หล่อก็หล่อ รวยก็รวย แถมยังเป็นคนดีอีกด้วย อย่างคุณน่ะเทียบไม่ติดหรอก”

 

“พูดอะไรนี่ไม่เคยดูตัวเองเลยนะแม่คุณ” เตชิตทำเสียงเยาะพลางส่ายหน้าเอือมสุดๆ “ผมชักจะสงสารหมอขึ้นมาแล้วสิที่ตกเป็นเหยื่อผู้หญิงร้ายกาจอย่างคุณเข้า ทั้งหล่อทั้งรวยแถมยังแสนดี เสียอย่างเดียว...ตาถั่วบรรลัย”

 

“นี่คุณ!” หญิงสาวลุกขึ้น ตบโต๊ะดังปัง ทำให้ลูกค้าภายในร้านหันมามองเป็นตาเดียว

 

“นั่งลงแล้วสงบสติอารมณ์ซะ หมอกำลังจะมาถึงในอีกไม่กี่นาทีนี้แล้ว” เตชิตกัดฟันบอกเสียงต่ำพลางถลึงตาปรามให้คนสติแตกระงับอารมณ์

 

“ว่าไงนะ?” เธอหน้าเหวอ จ้องเขาตาโต

 

ชายหนุ่มสูดลมหายใจลึก ก่อนจะพ่นออกมาช้าๆ อย่างใช้ความอดทน เน้นเสียงพูดทีละคำ “นั่ง-ลง-ซะ”

 

ภาวิกาหันไปมองรอบด้านก็พบว่าทุกคนในร้านจ้องเขม็งมาที่เธอราวกับเป็นตัวประหลาด หญิงสาวส่งยิ้มเจื่อนๆ พร้อมก้มศีรษะแทนคำขอโทษแล้วหย่อนก้นงอนงามลงที่เดิม ก่อนจะหันไปจ้องตาเตชิต กระซิบถามเสียงเครียด “เมื่อกี้คุณว่าอะไรนะ?”

 

“ผมนัดหมอไว้ที่นี่ ความจริงเรามีเวลาเตรียมตัวครึ่งชั่วโมงก่อนเขาจะมาถึง” ชายหนุ่มก้มมองนาฬิกาข้อมือนิดแล้วเบ้ปาก “แต่ตอนนี้เหลือแค่ห้านาทีเท่านั้น เพราะคุณมัวแต่อิดออดและหาเรื่องชวนผมทะเลาะ”

 

หญิงสาวกัดฟันและกรีดร้องแบบไม่มีเสียง เมื่อพอใจแล้วก็สูดลมหายใจเข้าปอดลึก ก่อนจะยิงคำถามอย่างเอาเรื่อง “แล้วทำไมไม่บอกฉันก่อนฮะ ทำไมไม่บอกฉัน?”

 

“อย่างกับคุณจะฟังผมนี่” เขาไหวไหล่และทำหน้าเหมือนว่าทั้งหมดคือความผิดของเธอ

 

ภาวิกาสูดลมหายใจอีกรอบ ก่อนจะฉวยกระเป๋ามาค้นหาอะไรยุกยิก สักพักก็คว้าตลับแป้งขึ้นมาส่องกระจกดูหนังหน้าตัวเองและพบว่าบริเวณทีโซนมันแผล็บโดยเฉพาะปลายจมูก ริมฝีปากก็ซีดเซียวไม่ชวนมอง

 

เธอหลับตาลงพลางปิดตลับแป้งดังฉับ เมื่อลืมตาขึ้นอีกทีก็แยกเขี้ยวใส่เขาแล้วบอกเสียงเครียด “ฉันจะไปห้องน้ำ ต่อหน้าหมอ ฉันต้องสวยเสมอ เดี๋ยวมา”

 

“แต่เรายังไม่ได้ตกลงกันว่าจะพูดยังไง” เขาค้านเสียงขุ่น สีหน้าบอกว่ามันเป็นเรื่องใหญ่กว่าความสวยของเธอหลายเท่า

 

“ไม่มีเรื่องอะไรจะสำคัญเท่าความสวยความงามของฉันอีกแล้ว ต่อให้ฟ้าจะถล่ม ดินจะทลาย ถ้าอยู่ต่อหน้าหมอ ฉันก็ต้องสวยที่สุด เข้าใจมั้ย” เธอเน้นเสียงเด็ดขาด แล้วก้าวฉับๆ ไปหาบริกรเพื่อถามว่าห้องน้ำอยู่ไหน จากนั้นก็พุ่งไปยังจุดหมายโดยไม่รอช้า

 

เตชิตได้แต่กลอกตา ทำหน้าเซ็ง ไหวไหล่กับตัวเองอย่างนึกไม่ถึง

 

“ผู้หญิงบ้า ติงต๊อง ไม่เต็มบาท”

 

“ขอโทษนะคะ”

 

เสียงทักทายใสๆ ดังขึ้นทำให้เขาต้องหันไปมองด้านข้างและพบหญิงสาวคนหนึ่งกำลังส่งยิ้มมาให้

 

“เอ่อ...เรียกผมเหรอครับ” ชายหนุ่มขยับนั่งตัวตรง ย้อนถามอย่างไม่แน่ใจ

 

เธอพยักหน้าเร็วๆ ก่อนจะเอ่ยว่า “ขอนั่งด้วยคนนะคะ”

 

เตชิตทำหน้างง แต่เธอยังคงยิ้มเหมือนเดิม และนั่นก็ยากแก่การปฏิเสธที่สุด “ครับ เชิญเลย”

 

หญิงสาวนั่งลงฝั่งตรงข้ามแล้วเริ่มชวนคุยด้วยเรื่องที่ทำให้เขามึนตึ้บยิ่งกว่าเดิม

 

“ฉันเป็นเพื่อนของวิกาน่ะค่ะ ไม่เจอกันนานแล้ว ไม่นึกเลยว่าวันนี้จะพบกันอีก โชคดีจริงๆ”

 

“วิกา?” เขาทวนพลางขมวดคิ้วไม่เข้าใจ

 

เธอพยักหน้ากระตือรือร้น “ใช่ค่ะ ก็ภาวิกาไงคะ ทำไมคุณทำหน้าอย่างนั้นล่ะ”

 

“ผู้หญิงที่อยู่กับผมเมื่อกี้?”

 

“ค่ะ ตอนแรกฉันก็ไม่แน่ใจ แต่ตอนที่วิกาลุกขึ้นตบโต๊ะน่ะใช่แน่นอน ฉันกำลังซื้อเค้กผลไม้อยู่ด้านโน้น กำลังจะกลับแล้วละคะ พอดีเห็นวิกาเข้าก็เลยอยากแวะมาทักทายหน่อย เห็นเธอเดินไปทางห้องน้ำ เดี๋ยวก็คงกลับมาใช่มั้ยคะ”

 

“อ่า...ครับ ว่าแต่คุณเป็นเพื่อนของวิก...วิกาจริงๆ เหรอครับ”

 

ชายหนุ่มย้อนถามด้วยแววตาประหลาดใจแกมยินดี เริ่มเข้าใจแล้วว่าอะไรเป็นอะไรจึงหยั่งเชิงถามดู เผื่อจะได้ข้อมูลไว้ต่อรองกับแม่นางละครตัวแสบมากขึ้น อย่างน้อยเขาก็ได้รู้แล้วว่าเธอชื่อ วิกาไม่ใช่ วิกกี้เธอจะต้องมีเรื่องปกปิดเยอะกว่านี้แน่ๆ เขาฟันธง!

 

“ใช่ค่ะ เราเป็นเพื่อนร่วมชั้นกันตั้งแต่มอต้นจนจบมอปลายเลยละ โอ๊ยตาย...ขอโทษทีค่ะ ลืมแนะนำตัวไป มุกตาภาค่ะ เรียก มุกก็ได้ ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ”

 

รอยยิ้มเปิดเผยและจริงใจของมุกตาภาทำให้เตชิตไม่อาจคิดว่าเธอพูดโกหกได้ เขายิ้มตอบอย่างเป็นมิตรแล้วเริ่ม สืบอย่างจริงจัง

 

“ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันครับคุณมุก เรียกผม เตก็ได้ คนกันเองแท้ๆ ว่าแต่ตอนนี้คุณมุกทำอะไรอยู่ครับ วิกาเป็นประชาสัมพันธ์ที่โรงแรมมณีดิน เธอคงดีใจที่ได้พบเพื่อนเก่าและคงอยากรู้ข่าวคราวของคุณเช่นกัน”

 

“ฉันเป็น Interior designer ค่ะ แล้วก็รับงานออแกไนซ์ด้วย”

 

มุกตาภาส่งนามบัตรให้เตชิต เธอหวังว่าจากนี้จะมีโอกาสได้พบภาวิกาบ่อยขึ้น พอได้ยินว่าเพื่อนเป็นประชาสัมพันธ์ของโรงแรมยิ่งดีใจ นั่นแปลว่าหญิงสาวอาจจะเลิกทำงานแบบเดิมแล้วก็ได้

 

ชายหนุ่มมองนามบัตรของอีกฝ่ายยิ้มๆ “ขอบคุณมากครับ ถ้ามีโอกาสผมต้องใช้บริการแน่ๆ”

 

“ยินดีค่ะ” หญิงสาวยิ้มรับอย่างพาซื่อ พอได้ยินเสียงส้นรองเท้ากระทบพื้นดังใกล้เข้ามาจึงหันกลับไปมอง ก่อนจะเปิดยิ้มด้วยความยินดี

 

“วิกามาพอดีเลย”

 

ภาวิกาชะงักกึก ใบหน้านวลผ่องด้วยแป้งพัฟเนื้อดีกับริมฝีปากสีชมพูระเรื่อแทบจะเผือดซีดไปในทันทีที่เห็นหน้าเพื่อนเก่าชัด

 

หญิงสาวยกมือขึ้นปิดหน้าแล้วหมุนตัวกลับ สมองสั่งให้วิ่งไปจากตรงนี้โดยเร็ว แต่เตชิตไวกว่าเพราะรอจังหวะมานาน เขากระโจนพรวดเดียวก็ล็อกต้นแขนเรียวเอาไว้ได้

 

“ดีใจมากใช่มั้ยที่เจอเพื่อนเก่า นั่งลงก่อนสิ คุณมุกมารอครู่ใหญ่แล้วนะ”

 

“ปล่อยฉันนะอีตาบ้า”

 

เธอกัดฟันฮึดฮัด ขณะพยายามเบี่ยงหน้าหลบ ไม่ยอมสบตากับเพื่อนเก่า ใจวิ่งแจ้นไปไกลแต่ร่างกายยังติดแหง็กอยู่กับไอ้คนซาดิสม์ที่กัดไม่ปล่อยนี่

 

อะไรมันจะซวยซ้ำซวยซ้อนขนาดนี้วะ ความซวยมันไม่มีที่ไปแล้วรึไง กรี๊ด!’

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

6 ความคิดเห็น