รักเล่ห์ บุพเพลวง

ตอนที่ 13 : ตอนที่ ๖ แผนปั่นหัวของนางมารร้าย (๒)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 350
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    25 พ.ค. 61


6

แผนปั่นหัวของนางมารร้าย

(๒)

 

 

หลังจากหมกมุ่นครุ่นคิดกับการค้นหาทางหนีทีไล่มาตลอดครึ่งค่อนวัน ภาวิกาก็คิดอะไรบางอย่างออก หญิงสาวเข้าไปฉอเลาะถามการ์ดหนุ่มคนหนึ่งจนทราบว่าโรงแรมมณีดินเก็บภาพจากกล้องวงจรปิดไว้ในฮาร์ดดิสก์ ทุกๆ สิบวันระบบจะทำลายข้อมูลเก่าแล้วเริ่มบันทึกข้อมูลใหม่ ในกรณีที่เกิดเหตุการณ์บางอย่างขึ้นและมีคนขอดูก็จะไรต์ใส่แผ่นซีดีให้ต่างหาก

 

นั่นแปลว่าภาพในคืนแต่งงานของเตชิตจะหายไปเองภายในสองสัปดาห์นี้ ส่วนสำเนาที่เขาขอไปคือหลักฐานเดียวที่ชายหนุ่มมีมายืนยันว่าเธอคือคนเดียวกับอลิซ และถ้าเธอกำจัดมันได้ คำพูดของเตชิตก็จะกลายเป็นแค่ข้อกล่าวหาที่ไร้หนทางพิสูจน์ เว้นแต่จะมีพยานบุคคลมาชี้ตัว ซึ่งหากเธอแต่งหน้าอ่อนๆ ตามปกติก็คงไม่มีใครจำได้ ทุกคนที่นี่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสาวชุดดำในคืนนั้นก็คือพนักงานคนหนึ่งของโรงแรมมณีดินนี่เอง

 

ต่อให้เตชิตลากคอเธอไปถึงสถานีตำรวจ แต่ถ้าเธอยืนกรานไม่รู้ไม่ชี้แล้วเขาจะทำอะไรได้ ในเมื่อไม่มีหลักฐานว่าเธอคือสาวชุดดำที่ขับฮอนด้าแจ๊สสีเหลืองคันนั้น

 

ส่วนสำเนาบัตรประชาชนปลอมที่อยู่กับเตชิตคือหลักฐานอีกชิ้นที่อาจจะทำให้เธอเดือดร้อนได้ แม้รูปจะไม่ชัดเพราะเธอจงใจให้เป็นแบบนั้น แต่ก็ยังไว้ใจไม่ได้หรอก ทางที่ดีเธอต้องกำจัดหลักฐานทั้งสองชิ้นที่อยู่กับเตชิตให้สิ้นซาก

 

ไม่ว่ายังไงเธอก็จะซัดทอดถึงผู้ว่าจ้างไม่ได้เด็ดขาด แม้ไม่ได้เซ็นสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรและงานที่ทำก็ไม่ได้รับความคุ้มครองจากกฎหมาย แต่เธอก็มีจรรยาบรรณในการทำงานนับตั้งแต่เจอบทสวดของมุกตาภา[1] เมื่อปีก่อนว่าด้วยการเลิกรับงานสร้างความร้าวฉานให้ชาวบ้านเสียที แต่ที่เธอพอจะทำได้คือสแกนงานให้ดีก่อนรับเท่านั้น เพราะ งานหมายถึง เงินและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของเธอ

 

เธอตั้งใจทำงานนี้มากเพราะ ผู้ว่าจ้างมีเหตุผลน่าเห็นใจ เมื่อลงเรือลำเดียวกันแล้วก็ต้องซื่อสัตย์ต่อเจ้าของเงินที่ทำให้เธอได้เป็นเจ้าของมินิคูเปอร์คันงามอย่างสมบูรณ์ เธอต้องช่วยปกปิดความลับของนายจ้างและหาทางเอาตัวรอดจากโจทก์จอมกัดรายล่าสุดนี้ให้ได้

 

“ถ้าอย่างนั้นเราก็คงต้องเล่นเกมกันหน่อยแล้ว มาดูกันว่าคุณกับฉัน ใครมันจะแน่กว่า!” หญิงสาวอมยิ้มชั่วร้าย นึกถึงการปั่นหัวเตชิตให้หมุนเป็นลูกข่าง เขาต้องเสียใจแน่ที่ไม่ยอมปล่อยเธอไปดีๆ ตั้งแต่แรก

 

 

 

เตชิตมาดักรอภาวิกาหลังเวลาเลิกงานตามที่ตกลงกันไว้ หญิงสาวขับรถตามเขาไปโดยไม่อิดออด สถานที่ในการพูดจาตกลงกันคือสวนสาธารณะแห่งหนึ่งซึ่งชายหนุ่มเป็นคนเลือก

 

เมื่อทั้งสองเผชิญหน้ากันอีกครั้งเขาก็เป็นฝ่ายเปิดประเด็น “เอาละ ทีนี้เราก็มาคุยกันแบบเปิดอกได้แล้วนะภาวิกา ผมต้องการความจริงทุกอย่าง เน้นว่าความจริงเท่านั้น ใครจ้างคุณมา?”

 

“ฉันจะรู้ได้ยังไงว่าคุณมีหลักฐานนั่นจริงๆ คุณอาจจะแค่ข่มขู่ให้ฉันพูดก็ได้ ใครจะไปรู้” เธอยักไหล่ สีหน้ากวนประสาทสุดๆ

 

“ผมไม่ชอบขู่ใครเล่นๆ หรอกนะ ตอนนี้ชื่อเสียงของผมป่นปี้หมดแล้ว ความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวของผมกับท่านอรุณก็ย่ำแย่ แถมเจ้าสาวของผมยังมาทิ้งผมไปอีก ผมไม่มีอะไรจะเสียแล้ว ผมจะทำทุกอย่างเพื่อให้ได้สิ่งที่เสียไปกลับคืนมา ไม่ว่าจะด้วยวิธีไหนก็ตาม เพราะฉะนั้นถ้าคุณไม่ให้ความร่วมมือดีๆ ผมก็คงต้องใช้วิธีรุนแรง”

 

มือใหญ่คว้าหมับที่ต้นแขนกลมกลึงภายใต้ชุดยูนิฟอร์มของหญิงสาว บีบแรงๆ หมายจะข่มขวัญคู่กรณี ภาวิกาขืนตัวหนีพลางนิ่วหน้าแสดงออกถึงความเจ็บปวด แต่ยังไม่ยอมจนมุมง่ายๆ

 

“ถ้าไม่เห็นหลักฐานฉันก็ไม่ตกลงอะไรกับคุณทั้งนั้น ถึงคุณฆ่าฉันให้ตายตอนนี้แล้วจะได้อะไร คุณจะไม่รู้ทั้งความจริงแล้วก็จะไม่ได้ทุกอย่างคืนด้วย”

 

“งั้นเหรอ?” เขาทำเสียงเย้ย อมยิ้มเครียดๆ ก่อนจับแขนทั้งสองข้างของเธอกระชากเข้าหาตัวอย่างไม่ปรานี

 

“คุณจะยอมติดคุกคนเดียวก็ได้ ผมไม่แคร์หรอกนะ ถ้าคนที่คิดร้ายกับผมจะลอยนวล สักวันมันก็ต้องเผยตัวออกมาอีก ถึงตอนนั้นผมจะจับให้มั่นคั้นให้ตาย แต่คุณอาจจะต้องตายไปก่อนในคุกโน่น รู้มั้ยว่าชีวิตในคุกมันโหดร้ายแค่ไหน ผมว่าคุณอย่ารู้เลยเดี๋ยวจะทำใจไม่ได้ซะเปล่าๆ รอเข้าไปเรียนรู้เองจะได้ซึ้ง” รอยยิ้มเป็นต่อผุดขึ้นเมื่อเห็นใบหน้าซีดลงๆ ของหญิงสาว

 

เธอเม้มปากแน่น ครุ่นคิดอยู่ครู่ใหญ่ก่อนจะยอมเสียเปรียบเล็กน้อยเพื่อผลกำไรที่คุ้มกว่า “ฉันตอบคำถามคุณก็ได้ แต่ฉันจะแน่ใจได้ยังไงว่าจะไม่ถูกโกง ฉันแค่ทำตามคำสั่งนายจ้าง ฉันไม่อยากเอาชีวิตที่เหลือไปทิ้งในคุกหรอก เพราะฉะนั้นฉันต้องมั่นใจว่าฉันจะรอด ไม่งั้นฉันก็ไม่พูด”

 

เขาจ้องหน้าผู้หญิงกลับกลอกอย่างเดือดดาล ภาวิกาไม่ใช่คนที่จะประมาทได้เลยจริงๆ

 

“ก็ได้ ผมจะให้คุณดูหลักฐาน แต่ตอนนี้มันไม่ได้อยู่ที่ผม”

 

เธอเชิดหน้าขึ้น ยื่นคำขาดเสียงเข้ม “งั้นคุณก็เอาหลักฐานมาก่อนแล้วเราค่อยคุยกัน”

 

“ได้ คืนนี้ผมจะเอาหลักฐานไปให้ดูถึงบ้าน” เขากระแทกเสียงหงุดหงิด ปล่อยมือจากแขนทั้งสองข้างของเธอ

 

“ต้องเป็นฉบับจริงเท่านั้นนะ ห้ามคุณก๊อปปี้สำเนาบัตรประชาชนปลอมของฉัน และห้ามไรต์ซีดีภาพจากกล้องวงจรปิดเอาไว้ด้วย ไม่งั้นฉันไม่มีทางไว้ใจคุณเด็ดขาด”

 

“น้อยๆ หน่อยเถอะ คุณไม่อยู่ในฐานะที่จะมาต่อรองอะไรทั้งนั้น ผมต่างหากที่ถือไพ่เหนือกว่า” เขาชักสีหน้าไม่พอใจ เธอมีสิทธิ์อะไรมาเรียกร้อง เข้าใจฐานะตัวเองผิดไปรึเปล่า?

 

“คุณไม่รู้หรอกว่ากำลังรับมืออยู่กับใคร ตอนนี้เราเป็นหุ้นส่วนกันแล้ว คุณต้องการความช่วยเหลือจากฉัน ส่วนฉันก็ต้องรักษาผลประโยชน์ของตัวเอง เราเสมอกัน อย่าคิดว่าคุณเหนือกว่า” เธอยิ้มเยาะ เขาต้องนึกไม่ถึงแน่ว่า ใครที่จ้างให้เธอทำงานนี้

 

ชายหนุ่มหรี่ตาจ้องหน้าแม่สาวแสบสะบัดช่อคนนี้อย่างกับจะกินเลือดกินเนื้อ เธอต้องนึกไม่ออกแน่ว่าเขาอยากจะฆ่าหักคอเธอมากแค่ไหน

 

หญิงสาวยกมือกอดอก ลอยหน้าลอยตาพูดต่ออย่างไม่สะทกสะท้าน

 

“รู้หรอกน่าว่าคนรักของคุณไม่ยอมเชื่อ ให้ฉันเดานะ เธอคงไม่ยอมพบหน้าคุณด้วยซ้ำ อยากให้ฉันไปอธิบายล่ะสิ นี่คือเงื่อนไขที่จะปล่อยฉันไปใช่มั้ยล่ะ รู้ไว้ด้วยนะ ถ้าฉันไม่พูดซะอย่างคุณก็จะไม่ได้อะไรเลย ฉันจะบอกคนรักของคุณว่ายังไงดีนะ คุณบังคับให้ฉันไปเอาเด็กออกแล้วใส่ร้ายฉันจนต้องติดคุก แบบนี้เป็นไง น่าสนุกใช่มั้ยล่ะ”

 

“นี่ขู่ผมเหรอ?” ชายหนุ่มกัดฟันกรอด กำมือแน่นและซุกลงในกระเป๋ากางเกงยีน ก่อนจะอดใจไม่ไหว ใช้มันหักคอยายตัวแสบนี่ให้รู้แล้วรู้รอด

 

“เปล๊า...ไม่ได้ขู่ แต่ฉันทำแน่ถ้าต้องไปนอนในคุกจริงๆ”

 

เธอไหวไหล่ เบ้ปากอย่างกวนประสาท ไหนจะรอยยิ้มยั่วนั่นอีก เตชิตเห็นแล้วแทบคลั่งด้วยความเจ็บใจ

 

“ได้!” เขากระแทกเสียง โกรธจนควันออกหู หน้ามืดตาลายไปหมด

 

“ผมจะไม่ก๊อปปี้อะไรไว้ทั้งนั้น แต่คุณต้องพูดความจริงนะภาวิกา คุณต้องบอกว่าใครจ้างคุณมาทำลายงานแต่งของผมกับมนสิการ์ คุณต้องยอมรับผิดกับเธอและพูดให้เธอเข้าใจว่าผมกับคุณในคราบของยายอลิซนั่นไม่ได้เป็นอะไรกัน เราไม่เคยรู้จักกันมาก่อน คุณต้องยอมรับผิดกับเธอเพราะคุณทำผิดจริง เข้าใจมั้ย”

 

“รู้แล้วน่า ทำไมต้องแหกปากเสียงดังขนาดนั้นด้วย คนอื่นมองใหญ่แล้ว ฮึ่ย! ถ้าเข้าใจตรงกันแล้วฉันกลับละ รีบเอาหลักฐานทั้งสองอย่างมาให้ฉันก็แล้วกัน ฉันจะรอที่บ้าน หวังว่าคุณจะทำตามคำพูด ไม่งั้นเราเห็นดีกันแน่”

 

“โอเค งั้นแยกกันตรงนี้ ผมจะกลับไปเอาหลักฐานทั้งหมดแล้วไปพบคุณที่บ้าน”

 

ชายหนุ่มอมยิ้มในหน้า ท่าทางผ่อนคลายกว่าตอนแรกมาก ยกมือซ้ายขึ้นโบกไล่หญิงสาวเหมือนไม่กลัวสักนิดว่าเธอจะมีแผนตุกติกอะไรหรือไม่

 

ภาวิกาดูสงสัย แต่เขาโบกมือไล่อีกครั้งด้วยสีหน้ารำคาญ เธอจึงเบ้ปาก ทำเสียงจึ๊กจั๊กในลำคออย่างขัดใจ ก่อนจะหันหลังเดินจากไป

 

เตชิตกระตุกยิ้มมุมปากขณะหยิบโทรศัพท์มือถือในกระเป๋ากางเกงขึ้นมา กดฟังเสียงที่บันทึกไว้อีกครั้งจนจบกระบวนความแล้วรอยยิ้มบนใบหน้าก็หายไป เหลือไว้เพียงความจริงจังและแววตาอาฆาต

 

“คุณตุกติกกับผมไม่ได้แน่ภาวิกา อย่าคิดว่าตัวเองฉลาดอยู่คนเดียว”

 

 

 

“ขอโทษด้วยนะคะพี่หมอ ไปๆ มาๆ มิ้งเบียดเบียนเวลาพักผ่อนของพี่หมอแทบทั้งวันเลย” มนสิการ์ออกตัวด้วยน้ำเสียงเกรงอกเกรงใจ เธอตั้งใจจะเลี้ยงข้าวเขาและใช้เวลาด้วยกันอย่างสบายใจสักพักค่อยกลับบ้าน แต่หลังจากกินมื้อเที่ยงเสร็จเขาก็ชวนเข้าวัด ทำบุญทำทานกับสัตว์ และนั่งคุยกันเพลินจนลืมเวลา

 

“นี่แหละเวลาพักผ่อนของผม ต้องขอบคุณคุณมิ้งมากกว่าที่มาด้วยกัน พอได้ทำบุญแล้วสบายใจขึ้น คุณมิ้งล่ะครับ รู้สึกดีขึ้นรึยัง” หมอหนุ่มตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลกับรอยยิ้มอุ่นๆ เช่นเคย

 

หญิงสาวหัวเราะ “รู้สึกปลอดโปร่งโล่งใจขึ้นเยอะเลยค่ะ ขอบคุณพี่หมอมากๆ เลยนะคะ มิ้งคงสบายใจมากพอจะนอนหลับเต็มตาได้สักคืน”

 

“งั้นเรากลับกันเลยนะ นี่ก็เย็นแล้ว เดี๋ยวพ่อคุณมิ้งจะเป็นห่วงเอา”

 

“ค่ะ งั้นเราแยกกันตรงนี้นะคะ พี่หมอขับรถดีๆ นะ” หญิงสาวโบกมือลาแล้วเข้าไปนั่งในรถของตัวเองซึ่งมีคนขับรถคอยอยู่

 

หมออิสระช่วยปิดประตูรถให้มนสิการ์ ยืนโบกมือส่งจนยานพาหนะคันเล็กวิ่งออกไปจากลานวัดจึงค่อยกลับขึ้นรถตัวเองบ้าง ช่วงนี้การจราจรติดขัดทำให้เดินทางได้ช้า เขาเปิดเพลงฟังไปด้วยแล้วก็นึกถึงภาวิกาขึ้นมาจึงโทร. หาเธอ รอครู่เดียวปลายสายก็กดรับพร้อมส่งเสียงใสคุ้นหูทักทายมา

 

“หมอเหรอคะ เป็นยังไงบ้าง เมื่อคืนเหนื่อยรึเปล่า ได้นอนบ้างมั้ย วิกกี้ไม่ได้โทร. หาเลย กลัวจะรบกวนเวลานอนของหมอ ตอนนี้ทุกอย่างเรียบร้อยดีใช่มั้ยคะ”

 

คำถามแสดงถึงความห่วงใยนั้นทำให้เขาอดยิ้มไม่ได้ “ผมสบายดีครับ คุณเลิกงานรึยัง ผมไปหาได้มั้ย”

 

“อุ๊ย! ไม่ต้องมาค่ะไม่ต้อง วิกกี้เลิกงานแล้วนี่ก็กำลังขับรถกลับบ้านแล้วค่ะ”

 

เสียงปฏิเสธร้อนรนของคนรักทำให้เขาแปลกใจ ทุกครั้งที่เขาบอกว่าจะไปหา หญิงสาวต้องดีใจจนเขารู้สึกได้จากน้ำเสียง แต่วันนี้กลับไม่เป็นอย่างนั้น

 

“ทำไมครับ โกรธเหรอที่ผมทิ้งคุณไว้ที่บ้านเมื่อคืน”

 

“ไม่ใช่ค่ะหมอไม่ใช่ วิกกี้เห็นว่าช่วงนี้หมอทำงานหนักก็เลยอยากให้หมอพักผ่อนมากๆ เท่านั้นเอง หมอกลับบ้านเถอะนะคะ วันนี้วิกกี้รู้สึกเหนื่อยๆ เหมือนกัน อยากเข้านอนเร็วหน่อยน่ะค่ะ”

 

“เท่านั้นแน่นะครับ” เขาถามอย่างไม่ไว้ใจ

 

“แน่สิคะ วิกกี้เพลียนิดหน่อยเพราะเมื่อคืนนอนดึก แค่นี้ก่อนนะคะ วิกกี้กำลังขับรถ บายค่ะ”

 

เธอวางสายไปแล้ว นั่นยิ่งทำให้เขาไม่สบายใจมากขึ้น ปกติภาวิกาจะเป็นฝ่ายชวนคุยเสียมาก น้อยครั้งจนแทบจำไม่ได้ที่เธอจะเป็นฝ่ายตัดบทก่อน

 

หรือว่าเมื่อคืนเกิดอะไรขึ้นที่บ้าน?

 

ความคิดนี้ทำให้เขาต้องเปลี่ยนเส้นทางกะทันหัน จากที่คิดจะกลับบ้านตัวเองก็ตัดสินใจไปบ้านภาวิกา แม้ว่าจะต้องขับรถอ้อมไกลแค่ไหนก็ตาม

 

 

 

 

 

 



[1] มุกตาภา นางเอกจากเรื่อง แผนร้าย อุบายรัก

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

6 ความคิดเห็น