ปมร้อนซ่อนรัก

ตอนที่ 12 : บทที่ 12 ความลับที่อยากรู้

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2833
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    15 ก.พ. 53

ตอนที่ 12

 

ไม่นานนักกับข้าวหลากหลายอย่างที่ชายหนุ่มตั้งอกตั้งใจทำก็ถูกวางเรียงรายบนโต๊ะ วีรภัฏก็รีบเดินขึ้นบันไดตรงไปเรียกแม่สาวน้อยที่ไม่ค่อยจะน่ารักในสายตาเขาเท่าใดนักที่หน้าห้อง

 

“ผมทำกับข้าวเสร็จแล้วนะ ลงมากินกันเถอะ”

 

กานต์รวีเมื่อได้ยินเสียงชายหนุ่มมาเคาะประตูหน้าห้อง เธอก็ทำการเก็บบันทึกทั้งหมดที่มีข้อมูลของชลธิชาเอาไว้ในลิ้นชักพร้อมกับล็อกกุญแจเอาไว้อย่างดี ก่อนจะปีนขึ้นไปบนโต๊ะทำงาน พลางค่อยๆ ยกฝ้าเพดานขึ้น นำกุญแจนั้นไปซ่อนไว้เพื่อไม่ให้มีใครหาเจอ

 

เมื่อเก็บหลักฐานเรียบร้อยแล้ว กานต์รวีก็รีบรุดไปที่หน้าประตู เธอดึงประตูเปิดเข้ามาอย่างแรงเพราะไม่รู้ว่ามีใครบางคนกำลังเอาหูแนบประตูเพื่อฟังเสียงจากภายนอก ทำให้ร่างของเธอปะทะเข้ากับชายหนุ่มเข้าอย่างจัง จนล้มลงไปกองกับพื้นด้วยกันทั้งคู่ โดยที่ร่างบอบบางของหญิงสาวถูกคร่อมทับไว้ด้วยร่างสูงใหญ่ของวีรภัฏพอดิบพอดี

 

โอ๊ย เจ็บ มาทับฉันทำไมเนี่ย ออกไปเดี๋ยวนี้นะนายอาจารย์โรคจิต

 

หญิงสาวร้องโอดครวญ เธอผลักร่างของชายหนุ่มออกไปให้พ้นตัว ก่อนจะลุกขึ้นมานั่งพลางต้องหน้าอีกฝ่ายพร้อมตะคอกใส่เสียงดังอย่างเอาเรื่อง

 

“ขอโทษครับกานต์ ผมไม่ได้ตั้งใจจะทำรุ่มร่ามกับคุณหรอกนะ แค่ผมเป็นห่วงเห็นว่าคุณเงียบไปก็เลยลองแอบฟังดูว่าคุณยังมีชีวิตอยู่รึเปล่าก็เท่านั้นเอง นึกว่าเป็นลมเพราะหิวข้าวไปแล้วเสียอีก”

 

นายตำรวจหนุ่มรีบลุกขึ้นนั่ง พร้อมกล่าวขอโทษขอโพย พลางบอกเหตุผลออกไป แต่อารมณ์หงุดหงิดที่ยังค้างอยู่ ทำให้เธอเผลอตวาดเสียงดังใส่อย่างลืมตัว ด้วยกลัวว่าเขาจะได้ยินในสิ่งที่ไม่ควรได้ยิน แล้วทำให้ความลับของเธอถูกเปิดเผยออกไป

 

เสียมารยาท ใครใช้ให้คุณมายืนแอบฟังอยู่ที่หน้าประตูห้องของคนอื่นกันเล่า

 

กานต์รวีพยายามจะลุกขึ้นยืน แต่เพราะผลพวงจากการปะทะกันเมื่อครู่ทำให้รู้สึกเหมือนเอวเคล็ด พอกำลังจะยืนได้ ก็กลับทรุดลงไปอีกครั้ง ชายหนุ่มเห็นดังนั้นจึงรีบเข้ามาประคองเอาไว้ จึงทำให้ใบหน้าของทั้งคู่อยู่ใกล้ชิดกันจนสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นๆ ของอีกฝ่าย สองสายตาประสานกันเนิ่นนาน ทำให้วีรภัฏอดที่จะคิดถึงสาวน้อยในวัยเยาว์คนนั้นไม่ได้ กานต์รวีเริ่มมีความรู้สึกแปลกๆ เมื่อมีชายหนุ่มมาจ้องหน้าเธอแบบนี้

 

แต่หญิงสาวรีบทำเป็นกลบเกลื่อนด้วยการเบี่ยงตัวออกห่าง พลางกล่าวกับอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงห้วน เธอไม่ได้ตั้งใจจะก้าวร้าวใส่คนที่เป็นอาจารย์ หากแต่อารมณ์ขุ่นเคืองที่ยังคงติดค้างอยู่ในใจ จึงทำให้หญิงสาวแสดงออกไปเช่นนี้

 

“พอๆ ไม่ต้องมาช่วยพยุงหรอก เจ็บแค่นี้เดี๋ยวก็หายน่า ไหนว่าข้าวเสร็จแล้วไง ฉันเริ่มหิวแล้วนะ จะลงไปกินกันได้หรือยัง”

 

“ครับๆ งั้นเรารีบไปทานกันเถอะ ทิ้งไว้นานเกินไป เดี๋ยวจะเย็นชืดไม่อร่อยกันพอดี”

 

ชายหนุ่มรีบกุลีกุจอเดินนำหญิงสาวลงไปยังห้องรับประทานอาหารอย่างรวดเร็ว เขานึกเดาเอาว่าที่เธอทำเสียงดุใส่อย่างนี้คงเป็นเพราะเริ่มโมโหหิวขึ้นมาเป็นแน่ เมื่อทั้งคู่ลงมาถึงโต๊ะอาหาร กานต์รวีก็รู้สึกแปลกใจเป็นอย่างมากที่ชายหนุ่มสามารถทำกับข้าวได้น่าทานยิ่งนัก ตอนแรกเธอคิดว่าผู้ชายอย่างเขาคงทำได้แต่ของง่ายๆ เช่น อาหารพวกตระกูลไข่ทั้งหลาย แต่พอได้มาเห็นกับตาแบบนี้ เธอแทบไม่อยากเชื่อเลยจริงๆ ว่าอาจารย์หนุ่มทำมันขึ้นมาเองทั้งหมดเพียงคนเดียวภายในเวลาเพียงไม่นาน

 

สายตาของหญิงสาวกวาดมองไปยังจานกับข้าวราวสามถึงสี่อย่าง ประกอบไปด้วย เนื้อปลากระพงแล่ผัดเปรี้ยวหวานที่ประดับตกแต่งด้วยพริกหวานนานาชนิด มีสีสันสดใส จานที่สองเป็นหมูชุบแป้งทอดสีเหลืองทองแบบญี่ปุ่น จานที่สามเป็นผัดผักบร็อคโคลี่สีเขียวเข้มแซมด้วยกุ้งตัวอวบอ้วนสีส้มสดดูน่าทาน และสุดท้ายคือแกงจืดเต้าหู้กับสาหร่ายทะเลในชามกระเบื้องเคลือบลายสวย มีควันสีขาวลอยกรุ่นอยู่บนปากชาม ส่งกลิ่นหอมหวนชวนให้คนมองรู้สึกน้ำลายสอขึ้นมาทันที

 

“นี่คุณทำเองทั้งหมดนี่เลยเหรอ”

 

กานต์รวีโพล่งถามออกมาอย่างไม่อยากเชื่อสายตาตนเอง วีรภัฏกล่าวตอบรับคำสั้นๆ ก่อนจะเดินไปเลื่อนเก้าอี้ด้านหนึ่งให้หญิงสาวนั่งตามวิสัยของสุภาพบุรุษ แต่คนหัวดื้อทำเป็นอวดดีตอบโต้เขาด้วยการแกล้งเดินไปนั่งลงที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามกันแทนเหมือนไม่รู้ไม่ชี้กับการกระทำของชายหนุ่ม คนที่อุตส่าห์เลื่อนเก้าอี้ให้นึกบ่นอยู่ในใจเบาๆ ก่อนจะนั่งลงบนเก้าอี้ที่เลื่อนเอาไว้เสียเอง เขายกโถสำหรับใส่ข้าวมาใกล้ๆ ก่อนจะใช้ทัพพีตักข้าวใส่ลงในจานใบกว้างเบื้องหน้าของหญิงสาวในปริมาณที่พอเหมาะ แล้วจึงตักใส่จานของตัวเองบ้าง

 

หญิงสาวนั่งมองควันสีขาวที่ลอยอยู่เหนือข้าวสวยร้อนๆ สีขาวสะอาดตานั้น พร้อมกับสูดกลิ่นหอมเข้าไปจนเต็มปอด พลางนึกในใจว่า ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยมีครั้งไหนที่เธอเห็นอาหารแล้วจะรู้สึกอยากจัดการกับมันเสียให้หมดเกลี้ยงแบบนี้มาก่อน เธอคว้าช้อนและส้อมขึ้นมาถือเอาไว้

 

ก่อนจะเริ่มตักกับข้าวแต่ละอย่างมาใส่จานของตัวเอง เพียงแค่คำแรกที่ได้ชิม ก็ทำเอาหญิงสาวรู้สึกได้ถึงความอร่อยที่ไม่เคยได้พบมาก่อน รสชาติแบบนี้ทำให้เธอนึกไปถึงสมัยเด็กๆ ที่มารดาเคยทำให้ทาน นานเหลือเกินแล้วที่ไม่มีคนตั้งใจปรุงอาหารขึ้นมาให้กับเธอโดยเฉพาะอย่างนี้ ตั้งแต่มารดาของเธอเสียไปตอนช่วงก่อนที่เธอจะสอบเอนทรานซ์เข้ามหาวิทยาลัยได้สำเร็จ จนมาถึงทุกวันนี้ เธอมักจะฝากปากท้องเอาไว้กับข้าวกล่องของร้านสะดวกซื้อตามข้างทาง หรือไม่ก็ร้านอาหารแบบจานด่วนตามศูนย์การค้าใกล้ๆ บ้านเสียมากกว่า

 

“เป็นยังไงบ้าง พอกินได้หรือเปล่า ปกติผมทำกินเองคนเดียว ไม่ค่อยได้ทำเผื่อคนอื่นเท่าไหร่ เลยไม่รู่ว่าจะถูกปากกานต์หรือเปล่านะ”

 

วีรภัฏเห็นท่าทางเคลิบเคลิ้มของหญิงสาวที่นั่งอยู่ในฝั่งตรงกันข้าม แล้วอดขำไม่ได้ พลางแกล้งถามยิ้มๆ อีกฝ่ายดูเหมือนจะรู้ตัวว่าเผลอแสดงท่าทางว่าอร่อยล้ำเลิศมากเกินไปหน่อย เธอแกล้งทำเป็นเก๊กหน้าขรึม ตอบเพียงสั้นๆ ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าจุดประสงค์ที่แท้จริงของตัวเองคืออะไร

 

“ก็งั้นๆ แหละ แล้วตกลงคุณจะบอกได้หรือยังว่าคุยกับน้ำเรื่องอะไรกัน”

 

กานต์รวีรีบถามคำถามที่ตัวเองต้องการจะรู้จากชายหนุ่มตรงหน้า แต่วีรภัฏอยากเอาคืนบ้างที่เธอไม่ยอมวิจารณ์ฝีมือการทำอาหารของเขา ทั้งที่แค่มองหน้าก็รู้แล้วว่าเธอพิสมัยในฝีมือของเขาถึงเพียงไหน ชายหนุ่มแกล้งทำเป็นหูทวนลม รีบตักอาหารเข้าปากติดต่อกันราวกับไม่อยากเว้นช่องว่างให้สามารถตอบคำถามของหญิงสาวได้เลย

 

เมื่อเขาทานเสร็จเรียบร้อยแล้ว ชายหนุ่มก็รีบลุกขึ้นเดินเอาจานข้าวของตัวเองไปเก็บที่อ่างล้างจาน ปล่อยให้คนถามนั่งทานอาหารฝีมือตัวเองต่อไปโดยทำเป็นไม่สนใจว่าเธอจะทำหน้าอย่างไร เมื่อเห็นว่าเขาลุกจากโต๊ะโดยไม่แม้แต่จะคิดตอบคำถามของเธอเลย

 

นี่ ตกลงนายจะเล่าเรื่องของน้ำให้ฉันฟังได้รึยัง แล้วนั่นจะเดินไปไหนน่ะ

 

กานต์รวีเริ่มทนไม่ไหว เธอรู้สึกว่าเขาช่างกวนโทสะเธอเหลือเกิน จนเผลอใช้สรรพนามแทนอีกฝ่ายออกไปอย่างเป็นกันเองมากเกิน เพราะลืมไปว่าตอนนี้เธออยู่ในสถานภาพการเป็นนักศึกษา ส่วนอีกฝ่ายเป็นถึงอาจารย์

 

อะไรกันครับ นักศึกษา เรียกอาจารย์ว่านายแบบนี้ใช้ได้ที่ไหน ผมไม่ชอบคุยกับคนที่เสียมารยาทแบบนี้หรอกนะ”

 

หญิงสาวที่ต้องปลอมตัวมาอยู่ในคราบของนักศึกษาปริญญาตรีปีหนึ่ง ทั้งที่ตัวเองเรียนจบปริญญาโทแล้วด้วยซ้ำ ได้แต่กัดฟันกรอดๆ อย่างโมโห แต่ชายหนุ่มไม่ทันเห็นเพราะเขายังคงอยู่ในห้องครัว เธอถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะเปลี่ยนสรรพนามของอีกฝ่ายใหม่ แต่ยังไม่วายพูดด้วยน้ำเสียงห้วนกระชากอยู่ดี

 

“ก็ได้ๆ อาจารย์ จะเล่าเรื่องน้ำได้รึยังเล่า”

 

วีรภัฏเริ่มรู้สึกสนุกที่ได้ต่อปากต่อคำกับหญิงสาว เขายังคงแกล้งแหย่เธอต่อไปอย่างไม่ยอมรามือง่ายๆ

 

“นี่เรา เป็นผู้หญิงยิงเรือเหรอ พูดให้มันเพราะๆ หน่อยสิ หางเสียงน่ะ มีกับเขาบ้างไหม”

 

“ฮึ้ย! ถ้าคราวนี้นายไม่ยอมบอกฉันอีกล่ะก็ น่าดู...เอ่อ อาจารย์คะ หนูอยากรู้เรื่องของชลธิชามากเลยค่ะ เมื่อกลางวันเขาคุยอะไรกับอาจารย์เหรอคะ พอจะเล่าให้หนูฟังได้หรือเปล่าคะ”

 

กานต์รวีพึมพำกับตัวเองเบาๆ ในประโยคแรก ก่อนจะเอ่ยกับเขาอีกครั้ง พลางแกล้งทำเสียงอ่อนเสียงหวาน แต่ใบหน้านั้นบูดบึ้งตรงข้ามกับน้ำเสียงอย่างสิ้นเชิง 

 

“อืมแบบนี้ ค่อยน่าฟังหน่อย โอเค ผมจะยอมบอกกานต์ก็ได้นะ แต่คุณต้องสัญญามาก่อนว่าจะมากินอาหารเช้ากับผมทุกวัน ตอนเย็นก็ด้วย หลังกลับจากเรียนแล้วห้ามไปเถลไถลที่ไหนเด็ดขาด เข้าใจรึเปล่า”

 

หญิงสาวเริ่มรู้สึกไม่พอใจกับการกระทำของชายหนุ่มมากขึ้นทุกที ทำไมนะ เธอต้องยอมให้เขามามีอำนาจต่อรองเหนือกว่าแบบนี้ด้วย ถ้าไม่ติดว่าตอนนี้เรื่องที่เธอปลอมเป็นนักศึกษานั้นเป็นความลับ เธอคงไม่ยอมอ่อนข้อให้เขาง่ายๆ แบบนี้แน่

 

นี่มันจะมากเกินไปแล้วนะ นาย เอ๊ย อาจารย์ทำแบบนี้มันเหมือนเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลจนเกินไปนะคะ

 

ทำไมพูดอย่างนั้นล่ะ ผมไม่ได้บังคับให้กานต์ฟังที่ผมพูดสักหน่อยนี่ คุณจะไม่ทำตามที่บอกก็ได้ แต่ผมคงไม่เล่าให้ฟังหรอกนะว่าเพื่อนกานต์มาปรึกษาเรื่องอะไร แต่ถ้าคุณตกลงตามข้อเสนอของผมล่ะก็ ผมจะเล่าให้ฟังตอนนี้เลยก็ได้

 

กานต์รวีอ้าปากค้าง หญิงสาวไม่คิดว่าชายหนุ่มจะกล้าต่อรองกับเธออีก นายตำรวจหนุ่มที่แกล้งยกสถานภาพความเป็นอาจารย์มาข่มขู่ลูกศิษย์สาวรีบตอบกลับทันที เพราะเขาคิดทบทวนดูแล้วว่าถ้าเขาสนิทสนมกับเธอมากกว่านี้ หญิงสาวอาจจะช่วยให้เขาได้รู้ความเคลื่อนไหวของเป้าหมายโดยไม่ต้องลงทุนไปคอยแอบสะกดรอยตามด้วยตัวเอง หรืออย่างน้อยที่สุด ก็เพื่อที่เขาจะได้ทำให้แม่ตัวยุ่งคนนี้ไม่นึกระแวงเขาขึ้นมาตลอดเวลาที่เขาอยู่ที่นี่ก็เท่านั้นเอง

 

โธ่เว้ย! ให้มันได้อย่างนี้สิน่า ก็ได้ๆ อาจารย์คะ ช่วยกรุณาทำอาหารให้หนูทานทั้งเช้าเย็นทุกวันเลยนะคะ

 

กานต์รวีตอบรับด้วยสีหน้าไม่ค่อยพออกพอใจนัก วีรภัฏยิ้มน้อยๆ ก่อนจะเล่าสิ่งที่ชลธิชามาขอร้องเขา ที่จริงแล้วเขาคิดเพียงว่า บางทีกานต์รวีอาจจะช่วยเขาตัดสินใจได้บ้าง เรื่องอย่างนี้เขาไม่ค่อยสันทัดสักเท่าไรนักหรอก

 

น้ำเขามาขอให้ผมแกล้งทำเป็นสนใจ เพื่อคนที่เขาชอบ จะได้หันมาสนใจเขา ก็แค่นั้น...

 

หญิงสาวที่ยืนกอดอกพิงกำแพงอยู่หน้าประตูห้องครัว เงี่ยหูฟังคนที่กำลังล้างถ้วยชามเก็บเข้าที่ให้เรียบร้อยอยู่นั้น แต่พอเขาหยุดพูดไปเสียดื้อๆ ก็ทำเอาคนที่ตั้งใจฟังอย่างเตรียมเก็บข้อมูลเต็มที่ แทบล้มหน้าคะมำไปกับพื้น ที่เธออุตส่าห์ยอมก้มหัวให้กับข้อเสนอของเขาก็เพื่อฟังแค่เรื่องนี้เองหรือ มิหนำซ้ำยังเป็นเรื่องที่ตัวเธอเองรู้ดีอยู่แล้วด้วย แต่ที่ทำให้เธออดสงสัยไม่ได้ก็คือว่า ทำไมชลธิชาต้องจงใจใช้อาจารย์หนุ่มมาดึงความสนใจของปวีณ์กรด้วย

 

แน่ใจเหรอว่าแค่นี้น่ะ ว่าแต่ทำไมน้ำต้องมาขอร้องคุณด้วย แล้วคุณตอบน้ำเขาไปว่ายังไงบ้างล่ะ

 

ผมยังไม่ได้ตอบตกลงหรอก แค่บอกเขาว่าจะขอคิดดูก่อน คุณว่าผมควรจะทำตามที่เขาขอร้องดีไหมล่ะกานต์”

 

วีรภัฏตอบ พลางย้อนถามอย่างขอความเห็น แต่ถูกหญิงสาวพูดดักคอกลับมา

 

“ดูท่าทางไม่เห็นจะลังเลเหมือนอย่างที่พูดเลยนี่ นายปิดฉันไม่ได้หรอกน่า ที่จริงแล้วก็อยากกิ๊กกับลูกศิษย์จริงๆ ใช่ไหมล่ะ”

 

หญิงสาวพูดด้วยน้ำเสียงยียวนกวนประสาท ขณะที่ชายหนุ่มกำลังล้างจานเสร็จ วีรภัฏจึงเดินตรงมาที่หญิงสาว เขาเชยคางหญิงสาวขึ้นแล้วเอ่ยประโยคหลังเสียงดัง

 

 “ที่ผมลังเลก็เพราะว่าเห็นใจเขา อยากจะช่วยให้สมหวังในความรักเท่านั้นเอง ผมไม่ได้สนเด็กๆ อย่างพวกคุณหรอกน่า

 

 ว่าใครเป็นเด็กมิทราบ ฉัน...แล้วนี่อย่ามาทำเป็นเนียนนะคะอาจารย์ ช่วยเอามือออกไปไกลๆ เลย ถึงฉันจะเป็นลูกศิษย์คุณ แต่ก็ใช่ว่าจะยอมให้แต๊ะอั๋งกันง่ายๆ หรอกนะ

 

คนที่ปลอมตัวมาอยู่ในคราบเด็กสาวนักศึกษา ออกอาการร้อนตัวรีบปฏิเสธคำกล่าวหานั้นทันที พลางปัดมือของชายหนุ่มออกอย่างรวดเร็วพลางพ่นลมหายใจออกมาอย่างไม่พอใจ เธอลุกจากเก้าอี้ก้าวถอยห่างชายหนุ่มไปสามก้าว ด้วยใบหน้าที่แดงก่ำ เธอไม่เข้าใจตัวเองเลยว่าอาการใจเต้นแรง หน้าร้อนผ่าวแบบนี้ เป็นเพราะความโกรธที่ถูกกลั่นแกล้ง หรือเป็นเพราะสัมผัสจากมืออุ่นๆ ของชายหนุ่มกันแน่ คนถูกปัดมือออกได้แต่หัวเราะขำกับท่าทางไร้เดียงสาของหญิงสาว พลางสะบัดมือไล่สาวน้อยให้ไปเข้านอน

 

ฮ่า ๆ ดูสิเด็กไหมล่ะ ผมยังไม่ได้ทำอะไรเลย โถๆ เด็กน้อยรีบไปนอนซะไป

 

หญิงสาวรีบยับยั้งคำพูดของตัวเองเอาไว้เพราะกลัวว่าความลับของเธอจะหลุดออกมา เมื่อคิดได้ดังนั้นหญิงสาวจึงเดินตรงขึ้นห้องไปอย่างไม่สบอารมณ์ ปล่อยให้ชายหนุ่มผิวปากอย่างอารมณ์ดีที่ได้แกล้งคน อีกทั้งยังทำให้เขาได้คำตอบที่จะไปตอบชลธิชาในวันพรุ่งนี้แล้ว

 

ติดตามตอนต่อไปได้เร็วๆ นี้ >>>

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

657 ความคิดเห็น

  1. #548 Palmy (@respiration) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2553 / 08:21
    กี้วๆๆๆๆๆๆ
    #548
    0
  2. #280 Ranatis (@ree-a-na) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 20 มีนาคม 2553 / 22:37
    ว่าแล้วเชียวว่าต้องเป็นคนเดียวกับเด็กคนนั่นอ่า
    #280
    0
  3. #100 princess of darkness[p@ir] (@thewayUare) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2553 / 17:50
    555+

    พระเอกสนใจออกนอกหน้าเลยนะเนี่ย
    #100
    0
  4. #61 jeabkiss (@jeabkiss) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2553 / 19:14
    สงสัยจะเริ่มผูกมิตรกันแล้ว
    #61
    0
  5. #60 **~Mink~** (@minkkiez) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2553 / 08:53
    ทำไมกานต์ดูไร้มารยาทจังเลยอ่ะคะในซีนนี้อะ
    ทำเป็นกร่างใส่ยังไงก็ไม่รู้อ่ะ ไม่น่ารักเลย
    ยังไงๆ มิ้งก็เชียร์น้องน้ำอ่ะ 555+
    #60
    0
  6. วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2553 / 21:51
    กี๊ซซซซซ
    #58
    0
  7. #57 kaaka (@kaekaa) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2553 / 20:23
    น่ารักนะเนี่ย มันเหมือนทั้งคู่กำลังเริ่มความสัมพันธ์กัน อิอิ
    #57
    0