- I will always love you -[GOT7 MarkBam]

ตอนที่ 35 : - A Long Journey - .......%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 8,665
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 33 ครั้ง
    26 ก.พ. 60

Long Journey,__

 

          การเดินทาง เป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนหวังจะได้ทำมันสักครั้งในชีวิต ออกเดินทางไปไกลแสนไกล เพื่อมองหาและเรียนรู้สิ่งใหม่ ไปยังที่ที่ความทรงจำยังไม่ถูกสร้างขึ้น

          ระหว่างทาง คือเวลาที่พวกเขาจะได้พบกับความรู้สึกใหม่ๆ  บางอย่างอีกหลากหลายที่รอให้เราไปค้นเจอ

          บทกวีเล็กๆที่เกิดขึ้นระหว่างทาง  ภาษาที่แตกต่าง หรือกระทั่งสภาพอากาศที่ไม่คุ้นชิน 

          สายลมที่พัดผ่าน แสงแดดร้อนแรง หรือรอยยิ้มจากคนแปลกหน้า  อาจกลายมาเป็นบางสิ่งที่มีค่าอย่างมากมายให้เราได้เก็บเอาไว้คิดถึง


เราต่างมีจุดเริ่มต้นที่แตกต่างกันไป และใช่ ทุกๆคนต่างมองหาตอนจบที่ สมบูรณ์แบบ

 

.......................


 

          พระอาทิตย์สาดแสงสีส้มอ่อนส่องผ่านไม้พุ่มใหญ่ใบหนา ลมรำเพยพัดพาตามฤดูกาล พาให้ใบไม้สีแปลกร่วงหล่นจากต้น ถึงคราวแล้วที่ต้องบอกลากัน 

          ใบไม้ยังคงจดจำช่วงระยะเวลาที่ได้เต้นระบำกับสายลมแห่งวสันตฤดู มันเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขสมที่ใบไม้ใบนั้นจะไม่มีทางลืม 

          การร่วงหล่นของมัน ทำให้เราตระหนักได้ว่าไม่มีสิ่งใดจะยืนยาวตลอดไป

 

          ในสวนสาธารณะที่แวดล้อมไปด้วยดอกไม้และยอดอ่อนของต้นหญ้าที่เพิ่งผลิใหม่ ส่งกลิ่นเคล้ากับผืนดินที่ชุ่มไปด้วยหยดน้ำค้างจากอากาศเย็นเมื่อคืนนี้ รถราเริ่มเพิ่มจำนวนตามท้องถนน พร้อมกับกลุ่มควันบางเบาที่ลอยมาเป็นระยะ ผู้คนเริ่มขวักไขว่ เสียงไซเรนเริ่มดังให้ได้ยิน มองเห็นกลุ่มคนนอนหลับใหลอยู่ตามตรอกซอย ข้างๆถังขยะใบใหญ่คงจะเป็นพื้นที่ห้องนอนสำหรับพวกเขา  

           คนไร้บ้าน คือชื่อที่พวกเราใช้เรียกกลุ่มคนเนื้อตัวมอมแมมร่างกายผอมบางสวมใส่เสื้อผ้าขาดวิ่นดูซ่อมซ่อ อาศัยหลับนอนตามเก้าอี้ไม้ในสวนสาธารณะและซอกตึกสูง หลายคนทำท่ารังเกียจและเบื่อหน่ายเมื่อบังเอิญเดินผ่าน ตัดสินพวกเขาเพียงแค่รูปลักษณ์ภายนอก สาดสายตามองด้วยความหยามเหยียดโดยที่ไม่ได้ใส่ใจเลยว่า


พวกเขาเพียงไร้บ้าน ไม่ได้ไร้หัวใจ


          เหล่าคนเมืองเริ่มออกจากเคหะสถาน ริมถนนฟุตบาทเริ่มคลาคล่ำไปด้วยผู้คน ผู้คนซึ่งต่างเดินไปข้างหน้าอย่างมีจุดหมาย อาจเพื่อค่าเช่าบ้านสิ้นเดือนนี้ ค่ารถคันใหม่ หรือกระทั่งเงินเก็บสำหรับลูกแฝดที่เพิ่งคลอด พวกเขาเดินผ่านกันไปมาโดยที่ไม่มีใครรับรู้ถึงอดีตของใคร เป็นเพียงการเดินสวนกันไปเท่านั้น 

          คำพูดจากหนังสือเล่มหนึ่งบอกว่า การใช้ชีวิตของคนเราคล้ายๆกับการเดินทาง ดังนั้นมันจึงไม่เคยเรียบง่าย เหมือนกับถนนทุกสายที่ยังมีความวกวน บ้างขรุขระ บ้างคดเคี้ยว เราจึงควรเตรียมตัวให้พร้อม เพราะเราไม่อาจรู้ได้ว่าระหว่างทางจะต้องเจอกับอะไร และมันจะร้ายแรงจนทำให้เราบาดเจ็บได้แค่ไหน นั่นน่ะ เราไม่มีทางรู้เลย

 

.................

 

          มหานครแห่งความสุนทรียะ เมืองที่ไม่เคยหลับใหล เป็นคำเรียกของผู้คนที่เคยเดินทางผ่านมายังที่แห่งนี้ ว่ากันว่าเป็นมหานครแห่งมนต์เสน่ห์ ทำให้เราหลงใหลได้อย่างไม่ยาก เพราะที่นี่ มากไปด้วยผู้คนหลากเชื้อชาติ ภาษาและหลายวัฒนธรรม อีกทั้งยังเป็นสถานที่ที่ให้กำเนิดศิลปินและศิลปะอีกหลายแขนง

         


           ในมุมหนึ่งของเมืองใหญ่สายลมเย็นพัดพาในตอนสายได้ยินเสียงเพลงดังมาจากเปียโนสีขาวบริสุทธิ์ เด็กชายตัวน้อยยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ให้กับเมโลดี้แสนหวาน ผมสีทองสะท้อนกับแสงแดดระยับเข้าที่ดวงตาสีน้ำทะเล 


          "บทเพลงแห่งความสุข"  คือชื่อที่ถูกเขียนเอาไว้ข้างบนสุดของกระดาษ ด้วยลายมือของเจ้าของเปียโนหลังงามนี่  เด็กชายเล่นเพลงไปปล่อยให้ตนเองตกอยู่ในห้วงอารมณ์ของสุนทรีดนตรีอย่างเต็มตัว  ริมฝีปากสีชมพูอ่อน ยกยิ้มขึ้นอย่างอ่อนโยน แววตาแสนใจดีจ้องมองอยู่เพียงร่างเล็กๆตรงหน้า ตื้นตันยามที่เสียงเพลงแว่วมา  มอบเพียงความสุขให้กับหัวใจ....



.............



          ขณะเดียวกันกับอีกฟากความห่างไกล ยังมีบางคนไม่อาจพาหัวใจขึ้นมาจากเหวลึก ร่ำร้องเพียงบทเพลงเศร้าบทเก่าในอดีต ทิ้งชีวิตในปัจจุบันไปหมดสิ้น  หายใจอยู่บนโลกอันมืดมิด 



....ช่างน่าแปลกที่ในเช้าวันเดียวกันนั้นเขากลับได้ยินเสียงเพลงที่ร้างลามานาน 



Catching a dream

Hoping it's real,

Take back the time

When the things were real,

That was a sound

Of the old piano,

You keep playing

The song of ours,

The wind was blows

Outside the door,

I still heard

The song of ours,__

 

 

 

.......................



 

          ในบ้านหลังใหญ่หลังเก่า ที่ซึ่งมองเห็นภูเขาได้จากหน้าต่างห้องครัว บัดนี้หน้าต่างทุกบานถูกปิดล็อคแน่นหนา รวมทั้งผ้าม่านสีชาที่คละคลุ้งไปด้วยฝุ่นละออง เศษผงลอยกระจายอยู่ในอากาศ มองเห็นได้ชัดเจนผ่านแสงอาทิตย์ที่ลอดเข้ามาทางช่องลมเล็กๆ จานชาม แก้วน้ำ ถูกปล่อยทิ้งไว้ให้แห้งกรังอยู่ในอ่างล้างจาน ถูกทิ้งเอาไว้อย่างไม่ใยดี พอๆกับช่อดอกไม้แห้งเหี่ยว

ในแจกัน  ความรู้สึกที่หมุนวนอยู่ภายในนั้น ไม่มีคำไหนใกล้เคียงคำว่าบ้านเล

 

          เหล้าขวดสุดท้ายถูกเปิดทิ้งเอาไว้ พร้อมร่องรอยของน้ำสีอัมพันติดที่ก้นขวด วิสกี้ราคาแพงที่แอบซื้อมาซ่อนเอาไว้ตรงชั้นหนังสือ ฆาตกรที่พร้อมปลิดชีพเขาทุกขณะเวลา ทุกการกระดกดื่ม อาจเป็นครั้งสุดท้ายที่ทำให้เขาได้มองเห็นโลกใบนี้

 

แต่นั่นก็ช่างเถอะ ไม่เห็นสำคัญอะไร

ดีซะอีก จะได้ไปเจอนายไวๆไง แบมแบม

……………



 

     เปลือกตาสีซีดค่อยๆหลับลงอย่างเชื่องช้าแต่ทว่าเจ้าของดวงตากลับมองเห็นแสงจ้าสว่างเสียจนเวียนหัว แผงอกผอมแห้งที่เคยเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อกระเพื่อมตามจังหวะการหายใจที่ค่อยๆช้าลง   แก้มตอบนอนแนบที่โน็ตเสียงสูง ค้างอยู่แบบนั้นพร้อมกับเสียงเปียโนแหลมปรี้ดจนปวดหู


แต่ว่าถึงอย่างนั้น.....

มาร์คก็ไม่ได้ยินอะไรอีกแล้ว.....

เสียงเพลงของมาร์ค หยุดดังไปนานแล้ว….


………….

 


            กลิ่นยาฆ่าเชื้อคละคลุ้งไปทั่วทั้งห้อง เสียงคลื่นหัวใจดังติ้ด ติ้ด สม่ำเสมอ เป็นครั้งที่เท่าไหร่กันนะที่คนบนเตียงถูกหามส่งโรงพยาบาลด้วยอาการ Alcohol poisoning 

อาการที่สามารถปลิดชีวิตมาร์คได้ง่ายๆจากการดื่มเหล้าเพียงหนึ่งแก้ว สุขภาพของมาร์คทรุดโทรมลงมากหลังจากที่เขาถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคพิษสุราเรื้อรัง 

แต่เหล้าที่กำลังจะฆ่าเขากลับเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้มาร์คอยากมีชีวิตอยู่บนโลกนี้ต่อ มันเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้เขารับมือกับความเศร้าได้ 

โลกของมาร์คพังทลายและคนที่ปาระเบิดไปก็คือตัวของเขาเอง เขาเป็นคนทำให้มันพังลงทั้งหมดนั่นเอง

 

            เสียงสะอื้นดังขึ้นอยู่ข้างๆเตียง มาร์คผู้ซูบผอมค่อยๆเปิดเปลือกตาขึ้นอย่างยากลำบาก อาการขาดน้ำเข้าเล่นงานทันทีที่อยากอ้าปากพูด คอแห้งจนเหมือนยืนอยู่กลางทะเลทราย

 

“ คนเลว คนชั่ว” ริมฝีปากแห้งผากขยับพูด ดวงตากลมที่เคยฉายแววสดใส ก่ำแดงด้วยเส้นเลือดน้อยใหญ่ หยดน้ำตามากมายไหลอาบทั้งสองแก้ม ผิวที่เคยเนียนใสบัดนี้มีแต่ความคล้ำหมอง 

การร้องไห้กลายมาเป็นกิจวัตรประจำวันของจูเนียร์ ตื่นขึ้นมาเพื่อร้องไห้ และหลับไปพร้อมน้ำตาเพื่อที่จะตื่นขึ้นมาเพื่อเสียมันอีก คนป่วยทั้งสองคนจ้องมองกันอย่างเงียบๆ 

ความทรมานที่มีทั้งหมดผูกพวกเขาเอาไว้เหมือนเชือกเส้นใหญ่ที่มองไม่เห็น

 

“กล้าดียังไงที่จะตายไปง่ายๆขณะที่ฉันยังเป็นแบบนี้” เสียงแหบพร่าของจูเนียร์ในเวลานี้ไม่ใกล้เคียงกับจูเนียร์คนเดิมเลย มาร์คนอนหอบหายใจดูคนที่กำลังทะลักน้ำตาอยู่ตรงหน้าเขา

“อย่ามาทำตัวใกล้ตายต่อหน้าฉันอีก ไม่งั้นวันนี้จะเป็นวันสุดท้ายที่นายเห็นหน้าฉัน” พูดจบก็ยกมือขึ้นปาดน้ำตาออกลวกๆ แขนเสื้อร่นลงมองเห็นรอยแผลเป็นขีดยาวบนข้อมือขาว 

นั่นเป็นเครื่องยืนยันได้อย่างดีว่าประโยคเมื่อสักครู่ไม่ใช่แค่ตลกร้าย หากแต่มันคือความจริง จากเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งมาร์คและจูเนียร์ จะไม่มีใครสามารถหนีหายไปอย่างเห็นแก่ตัวได้อีก


.........

 

            สามวันผ่านไปกับการนอนอยู่เฉยๆบนเตียงในโรงพยาบาล ตอนนี้เครื่องช่วยหายใจถูกถอดออกไปแล้ว 

ร่างกายของมาร์คค่อยๆฟื้นจากอาการแอลกอฮอล์เป็นพิษอย่างช้าๆ 

หมอบอกว่านี่เป็นครั้งสุดท้ายที่ร่างกายของเขาจะทนได้ ถ้ายังดื้อด้านอยากดื่มอีก ครั้งหน้าคงไม่ใช่เตียงแบบนี้ที่มาร์คจะได้นอน

 

“ฉันได้ข่าวมาว่า นายยื่นคำขาดกับบีไป ทำไมทำแบบนั้นล่ะ ทำไมไปผลักไสบีแบบนั้น” มาร์คถามคนที่นั่งอ่านหนังสืออยู่ข้างๆ


“นายก็รู้นี่ว่าเพราะอะไร... แจบอมฮยองน่ะควรได้เจอกับคนดีๆ ไม่ใช่ไอ้ฆาตกรอย่างฉัน ...” พูดทั้งที่สายตายังคงไล่อ่านหนังสือในมือ หน้าปกของมันเป็นสีดำสนิท ไม่รู้ว่าเนื้อหาข้างในพูดถึงอะไรอยู่

          มาร์คมองจูเนียร์ผู้น่าสงสารอยู่สักพัก มือหยาบค่อยๆเอื้อมออกไปเช็ดน้ำตาให้ จูเนียร์ปัดมือนั้นออกเบาๆ ส่ายหน้าปฏิเสธความช่วยเหลือในน้ำใจเล็กๆนั่น เขาเงยหน้าขึ้นมองมาร์ค 

ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองดำดิ่งลงไปให้มหาสมุทรดำมืด ทุกอย่างเป็นเพราะความเห็นแก่ตัวของเขาเอง  มันคงจะง่ายกว่านี้มาก ถ้ามาร์คจะแค่มองมาที่เขาอย่างสมเพชโดยไม่ต้องพยายามอยากช่วยเหลืออะไร


“ มาร์ค...มาร์ครู้ไหมว่าเราคิดอะไรอยู่” จูเนียร์กลับมาใช้สรรพนามที่ไม่ได้ใช้มันมานานมากเหลือเกิน


“ ....ฮึก...มาร์ค...เราขอโทษนะ...บางที...แค่บางที ถ้าเราย้อนเวลากลับไปได้

เราจะไม่วิ่งตามนาย

ไม่หลงรักนาย

จะปล่อยให้นายอยู่กับMP3เครื่องนั้น 

และบางที...แค่บางที...เราควรจะพอใจกับความรักที่ได้รับมา..”

 

...................

 

 

September 1st, 19xx

 

          มันเป็นการเริ่มต้นวันแรกของเดือนกันยายนที่ไม่แย่เท่าไหร่นัก ผู้คนมากมายเดินขวักไขว่อยู่ตามท้องถนน กลิ่นอายของความหนาวเย็นเริ่มมีมาให้รู้สึกอยู่กลายๆ ต่อจากนี้อีกไม่ถึงสามสิบวัน  ทั่วทุกพื้นที่คงถูกคลาคลุมไปด้วยเกล็ดสีขาวบริสุทธิ์  ลาก่อนฤดูใบไม้ร่วง

     

          มุมหนึ่งของตรอกแคบๆในเมืองใหญ่อย่างนิวยอร์ค ปรากฎร่างชายผอมโซ กำลังนอนหลับอยู่บนเศษผ้าเก่าๆ ความสปรกของมันมีไม่แพ้เสื้อที่เขาสวมอยู่ ใกล้ๆกันมีถุงกระดาษที่ด้านในบรรจุเศษแฮมเบอร์เกอร์และเฟรนฟรายแข็งๆ  ประเมินดูแล้ว คงถูกทิ้งมานานไม่ต่ำกว่าสามวัน แต่รสชาติคงไม่สำคัญอะไรเท่ากับพลังงานที่มันจะมอบให้ชายคนนี้ได้มีชีวิตอยู่ต่อโดยไม่อดตายไปซะก่อน

เสียงหายใจฟืดฟาด บ่งบอกให้รู้ว่าเขาคงกำลังเดินเล่นอยู่ในความฝันอย่างสบายใจ ริมฝีปากแห้งผากยกยิ้มขึ้นเพียงเล็กน้อย คงเป็นฝันดีทีเดียว ชายผอมแห้งคนเดิมขยับตัว เดาว่าเป็นเพราะเสียงไซเรนของรถตำรวจที่วิ่งผ่านไป เสียงนี้ ไม่ใช่เสียงที่ประทับใจพวกเขาสักเท่าไหร่นักหรอก 


WANG เราต้องไปแล้ว ลุกขึ้นเร็ว" เด็กชายผิวสีไร้บ้านคนหนึ่ง วิ่งออกมาจากมุมหนึ่งของซอกตึก เขาเขย่าตัวชายเจ้าของชื่อเรียกที่กำลังนอนหลับสนิทด้วยความร้อนรอน


"ไปไหน เดี๋ยวสิ..ฉัน" งัวเงียพูดทั้งที่เปลือกตายังปิดสนิท ชายหนุ่มคว้าเศษผ้ามอมแมมที่เขาใช้ปูนอนขึ้นมาห่มต่อ


"ไม่มีเวลาแล้ว เราต้องไปแล้ว" เสียงเด็กชายที่เพิ่งแตกเนื้อหนุ่มเร่งเร้าให้คนเดิมรีบลุกขึ้น ชายผอมโซต้องตัดใจตื่นขึ้นมาพบเจอกับความเป็นจริงของโลกอย่างเลี่ยงไม่ได้ ทั้งคู่ส่งรอยยิ้มสิ้นหวังมอบให้กัน ก่อนที่พวกเขาจะเดินหลบหายไปในซอกเล็กๆของตึก

 

          มันแปลกมากกับการเจอกันของพวกเขา เด็กชายยังจำได้ถึงวันแรกที่เจอกัน สภาพของชายคนนี้ ไม่มีตรงไหนที่เหมือนคนไร้บ้านสักนิด ทั้งนาฬิกา เสื้อผ้าที่เขาสวมอยู่ นั่นยังไม่รวมเงินดอลล่าเต็มกระเป๋า กับบัตรเครดิตสีดำสองใบที่ดูยังไงก็ไม่น่าใช่บัตรธรรมดาแน่ๆ  จากสภาพที่เจอกันจนถึงวันนี้ช่างต่างกันราวฟ้ากับเหว ความมหัศจรรย์ของเงินแท้ๆ เด็กชายคิด

          ทั้งคู่เดินจากอีกบล็อกหนึ่ง ไปยังอักบล็อกหนึ่งเนื่องจากเด็กชายได้ข่าวจากโฮมเลสคนอื่นๆ ว่าวันนี้จะมีสายตรวจมายังที่ที่พวกเขาใช้เป็นที่ซุกหัวนอนกันเมื่อคืน  เดินมาสักพักจึงพากันหยุดฝีเท้าลงที่หลังถังใส่ขยะอันใหญ่ ขนาดของมันใหญ่พอที่บดบังร่างของพวกเขาให้พ้นจากสายตาของผู้รักษากฎหมายบ้านเมือง พอที่พวกเขาจะได้หลับสบายกันอีกสักคืน


" โย่ว WANG ฉันถามจริงๆเถอะ ทำไมนายถึงเลือกมาทำแบบนี้ ฉันหมายถึงนายไม่มีครอบครัวเหรอ....จำได้ว่าตอนเจอกันครั้งแรก นายดูไม่เหมือนคนถังแตก หรือบ้านแตก หรืออะไรที่มัน..แบบว่า...เข้าใจใช่มะ" เด็กชายผิวสีวัย 15 ปีถามพร้อมกับจุดบุหรี่ขึ้นสูบ


"เรื่องมันยาวน่ะ"


"ฉันว่ามันคงไม่ยาวไปกว่านี้แล้วมั้ง"


"มันแย่ยิ่งกว่าอะไรในโลกใบนี้" แจ็คสันพูดเสียงเศร้า แววตาที่มันหม่น ยิ่งหม่นลงไปอีก


"เพื่อน ฉันว่ามันไม่น่ามีอะไรแย่ไปกว่าการถูกแม่ที่เป็นโสเภณีทิ้งไว้ให้ตายข้างถนนหรอกมั้ง" เขาพูดพร้อมร้อยยิ้มน่าสมเพชที่มอบให้กับตัวเอง แจ็คสันหันไปมองดูคนที่นั่งข้างๆ รอยยิ้มที่เก็บงำความเจ็บปวดแบบนั้น ทำให้น้ำตาเขาไหลออกมา


" ให้ตายเถอะ WANG มันไม่ได้เศร้าขนาดนั้นสักหน่อย นายรู้ไหม มันเกิดขึ้นได้น่า มันอาจจะเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก แต่มันเกิดขึ้นได้น่า" เขายังคงพูดมันออกมาอย่างติดตลก เด็กชายยักไหล่อย่างไม่ยี่หระ


" เรามีชีวิต เราเรียนรู้ เราพบผู้คนเพื่อที่บางครั้งเขาจะมาสอนบทเรียนบางอย่างให้กับเรา ทุกคนเกิดมาด้วยเรื่องที่มันโคตรต่างกันนายรู้ใช่มั้ย ก็แบบว่าชีวิตมันก็เป็นแบบเนี้ย สุขบ้าง เศร้าบ้าง ตกต่ำบ้าง หลงผิดบ้าง หลงทางบ้าง ไม่ใช่หรือไง?" ควันสีขาวล่องลอยขึ้นไปบนอากาศหลังจบประโยคยืดยาวนั่น


There'll be another way Bro, You just don't see it yet, ฉันรู้ว่านายไม่ใช่ใครที่ไหน นายเป็นคนสำคัญของใครหลายๆคน คนที่มีใครบางคนรออยู่” เขาพูดต่อ


I've killed my family" ประโยคสิ้นหวังที่ถูกเก็บงำมานานหลายปี โพล่งออกมาพร้อมควันสีขาวพวยพุ่


Wait, What? You mean you killing people? Like murdered them? That’s the reason why you here?" น้ำเสียงของเด็กชายเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง 

เขาแทบไม่เชื่อในสิ่งที่ตัวเองได้ยิน 


" I've killed them by my selfish heart; you don't know how much I hate myself." นิ้วมือกร้านบีบมวนบุหรี่ในมือเอาไว้แน่น


“I....I don't know what to say...."


“It’s getting harder every single day, I can't live, I can't die. you know..... what can you do when you can't even die, man."


“I’m confusing now... I don't know what are you talking about?"


ถ้าแม่ที่อยู่บนสวรรค์เห็นหน้าฉัน ท่านคงบอกว่าเกลียดฉัน พระเจ้าเกลียดฉัน พ่อเกลียดฉัน น้องชายเกลียดฉัน ทุกคนเกลียดฉัน..... ถ้ามันมีสักทางให้ไปจริงๆ แบบว่าหายไปโดยไม่หลงเหลือความรู้สึกใดๆอีก...." เขาพ่นควันสีขาวขึ้นไปบนบนอากาศอีกครั้ง เหม่อมองมันจนกระทั่งกลุ่มควันค่อยๆสลายไป

 

"มันคงจะดีถ้าฉันแค่ระเหยไปได้ง่ายๆเหมือนควันบุหรี่นี่.....มันคงจะดีไม่น้อยเลย..."

 



………………




                   ก้อนเมฆเปลี่ยนรูปร่างไปตามบทเพลงแห่งสายลม บ่ายแก่ๆในฤดูใบไม้ร่วงของประเทศเกาหลีใต้ วันสงบธรรมดาของผู้ป่วยที่ยังคงต้องรักษาตัวให้ร่างกายแข็งแรงพอจะกลับไปใช้ชีวิตต่อได้อย่างคนปกติ

                   ชายหนุ่มถอนหายใจยาวหลังจากวางแก้วน้ำเปล่าในมือลงที่โต๊ะกลมเล็กข้างหัวเตียง ดวงตาเหม่อลอยที่มองไปด้านนอกหน้าต่างค่อยๆเลื่อนกลับมามองเก้าอี้ว่างเปล่าที่ปลายเตียง

                   มาร์คเพิ่งพูดคุยกับจิตแพทย์จบไป จริงๆแล้วเป็นจิตแพทย์ที่เอาแต่คุยฝ่ายเดียวมากกว่า การนั่งฟังคำชี้แนะการใช้ชีวิตในเชิงบทความที่ถอดมาจากหนังสือ กลายมาเป็นเรื่องน่าเบื่ออีกเรื่องที่มาร์คต้องผ่านไปให้ได้ คนหน้าหล่อเผลอยิ้มออกมาเบาๆเมื่อนึกถึงเจ้าของไอเดีย แจบอมเป็นเจ้าของความคิดทั้งหมดเพราะอยากจะช่วยให้เพื่อนของเขามีสุขภาพจิตที่ดีขึ้น จึงได้ขอร้องให้เพิ่มการรักษาของจิตแพทย์เข้าไปกับกระบวนการรักษาร่างกายของมาร์ค ด้วยมองเห็นเจตนาดีของแจบอมจึงได้พยักหน้ารับน้ำใจเอาไว้

 

                   ข้างๆโซฟาสีเท่าอ่อนเป็นแจกันดอกไม้ที่ยองแจซื้อมาฝากเมื่อวันก่อน ดอกเดซี่สีขาวที่เริ่มช้ำเพราะอากาศที่ไม่คงที่ ไม่น่าตัดพวกมันออกมาจากต้นเลย อย่างน้อยถ้ายังอยู่ด้วยกันแกก็คงมีโอกาสได้เห็นท้องฟ้า ได้เอนตัวลู่ลมนานกว่านี้แท้ๆ มนุษย์นี่ใจร้ายจังเนอะ เอาแต่ทำลายสิ่งสวยๆงามๆ มองเห็นแต่ความสุขของตัวเอง ชายหนุ่มคิด

 

เสียงเคาะประตูดังเข้ามายังห้องพักผู้ป่วยในพิเศษ มาร์คค่อยๆหันหน้าไปทางต้นเสียงนั้น ก่อนที่ริมฝีปากขาวซีดจะค่อยยกยิ้มขึ้นน้อยๆ

 

"มาร์ค......หลานป้า"หญิงชาวเอเชียร่างท้วมเดินเข้ามาสวมกอดชายร่างกายซูบผอมบนเตียงผู้ป่วย ความเป็นห่วงถูกถ่ายทอดออกมาทางน้ำเสียง ความคิดถึงถูกแสดงออกผ่านการกอดและปลอบประโลม


"ป้าจูลี่..." มาร์คตกใจกับภาพที่เห็นตรงหน้า เสียงแหบแห้งเอ่ยเรียกชื่อแผ่วเบา มาร์คหลับตาลงกอดรับกอดนั้นด้วยความโหยหา ความรู้สึกเป็นที่ต้องการที่ตัวเองได้เผลอลืมมันไป


"ป้านึกว่าเราสบายดีทุกอย่าง แต่ว่าทำไมถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้"


"ผมสบายดีครับ" เขายิ้ม


"นี่เธอเรียกสภาพตัวเองแบบนี้ว่าสบายดีงั้นเหรอ?" หญิงเอเชียอายุใกล้หกสิบสี่เหวเสียงแหลม


"มาร์คพูดถูกแล้วล่ะครับคุณป้า นี่น่ะมันสบายดีขึ้นตั้งเยอะ" เป็นแจบอมที่พูดขึ้นมาพร้อมยกไหล่น้อยๆ


"แกนี่เอง" มาร์คกระตุกยิ้ม


"เออ ก็ฉันไม่รู้ว่าต้องทำยังไงนี่หว่า รอบตัวมีแต่คนไม่ปกติ ขืนยังปล่อยไว้แบบนี้ฉันคงกลายเป็นบ้าไปด้วยอีกคน"


"ป้า...อย่าร้องนะครับ ผมไม่เป็นไร ไม่สบายนิดหน่อยเอง"


"มาร์ค ป้าไม่รู้ว่าทำไม เหตุผลอะไรหลานถึงเป็นแบบนี้ เจ็ดปีที่ผ่านมาป้าเคารพการตัดสินใจของหลาน ที่เลือกกลับมาใช้ชีวิตที่นี่ ป้ารู้เพราะที่นี่มันคือที่ๆหลานเกิด เป็นอดีตที่หลานไม่อยากลืม...

แต่ว่ามาร์คป้าอยากให้หลานรู้ไว้ ว่าหลานมีป้านะ แกยังมีป้า มีหลานๆตัวเล็ก  มาร์ค...หลานยังมีพวกเรานะ" เธอพูดพร้อมน้ำตา มืออวบอ้วนสัมผัสลงที่แก้มตอบของหลานชาย


"ป้าเสียพ่อของหลานไปคนนึงแล้ว หัวใจของป้ามันรับไม่ไหวหรอกนะ ถ้าต้องเสียใครที่ป้ารักไปอีก"


"....ผมขอโทษ...." หลานชายก้มหน้าอย่างสำนึกผิด 


"ไม่เป็นไรนะลูกนะ ไม่มีอะไรที่ต้องขอโทษทั้งนั้น ไม่เป็นไรนะ ทุกอย่างจะโอเค ป้าสัญญา" พูดจบก็กอดปลอบหลายชายอีกครั้ง เขาลูบหัวคนในอ้อมกอดเหมือนกำลังปลอบเด็กตัวเล็กๆ มาร์คปล่อยตัวเองให้จมหายไปในอ้อมกอดอบอุ่นนั่น


"...ที่ผ่านมาผมเอาแต่คิดถึงใจตัวเอง ไม่คิดถึงใจป้าเลย ทั้งที่ตั้งแต่พ่อตายไป ก็มีแต่ป้าที่ดูแลผมอยู่แท้ๆ ผมขอโทษนะครับ..." พูดออกมาอย่างสำนึกผิด หญิงร่างท้วมส่ายหน้าน้อยๆ หล่อนสวมกอดหลานชายเอาไว้อีกครั้ง 


หลังจากได้รับสายจากอิมแจบอม ชายหนุ่มเล่าทุกๆอย่างให้เธอฟังหลังจากที่เก็บงำมันมานานหลายปี เขาอดทนรอเผื่อว่าทั้งมาร์คและจินยองจะดีขึ้นบ้าง แต่แล้วก็ไม่ ยิ่งนานไปเท่าไหร่ก็ดูเหมือนทุกๆอย่างยิ่งแย่ลง แย่ลงจนเขาคิดว่าไม่สามารถจะรับมือได้อีกแล้ว


"กลับบ้านเรากันนะลูก ที่นี่ไม่เหลืออะไรให้หลานอีกแล้ว เรากลับไปเริ่มต้นกันใหม่นะ" สิ้นคำป้า ประกายแววตาของมาร์คก็เปลี่ยนไป คำว่าเริ่มต้นใหม่ที่ป้าพูด คำที่มาร์คไม่เคยคิดว่าตัวเองจะทำได้


ผมจะทำได้เหรอครับ...ผมจะเริ่มใหม่ได้จริงๆเหรอ...."


"ดูซิหลานรักของป้า นี่เป็นคำพูดของคนอายุ 30 จริงเหรอเนี่ย ไม่ใช่สิบขวบใช่มั้ย" เธอหัวเราะทั้งน้ำตา


"ผมไม่รู้ว่าต้องเริ่มจากตรงไหน เหมือนว่ามันไม่มีสักทาง"


".....มาร์ค หลานรัก ฟังป้านะ คนเราเริ่มใหม่ได้เสมอ...ที่ผ่านมาหลานอาจจะแค่.....หลงทางนานหน่อย...ก็แค่นั้นเอง”


"...ป้าจูลี่.."


"ถ้าหลานยังคิดว่าหาทางไปไม่เจอ ไม่รู้จะไปทางไหน ไม่รู้จะทำยังไง ไปกับป้า ป้าแก่ๆคนนี้จะเป็นคนซื้อตั๋วใบนั้นให้หลานเองนะ..."

 

          บทสนทาที่อัดแน่นและยาวนาน ความรู้สึกของมาร์คมันนานพอๆกับเส้นทางจากซีกโลกหนึ่งมายังอีกซีกโลกหนึ่ง คำพูดของป้าจูลี่ได้เข้าไปต่อเติมและแก้ไขบางอย่างที่มันพังและชำรุดไป เครื่องมือสำคัญที่มาร์คเองไม่คิดว่ามันจะมีพลังมากมายได้ขนาดนั้


         ที่ผ่านมามาร์คมองเห็นแต่หัวใจของตัวเอง และใช้มันเป็นฐานรองรับทุกๆอย่าง เมื่อฐานพังทุกอย่างก็พัง เขาไม่เคยหันกลับมามองภาพกว้างๆทั้งหมดเลยว่า จริงๆแล้วเขาเองก็ยังมีใครบางคนที่รอคอยเขาอยู่เหมือนกัน รอที่จะให้ความสุขกับมาร์คอย่างเต็มที่เลยล่ะ

 


......................

 

 

          บรรยากาศของบ้านต้วนเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง หลังจากนางจูลี่ได้สั่งให้ทำความสะอาดบ้านยกใหญ่ จัดแจงให้มีแม่บ้านมาประจำ และคอยดูแลบ้านแห่งความทรงจำนี้เอาไว้ รอวันที่เจ้าของจะพร้อมกลับมาอยู่ที่นี่อีกครั้ง

 

          มาร์คออกจากโรงพยาบาลด้วยความพร้อมของร่างกายมากกว่า 70% ทุกๆอย่างของมาร์คถูกตระเตรียมเอาไว้ให้พร้อมสำหรับการเดินทางไกล

 

“ได้ข่าวแจ็คบ้างหรือเปล่า” มาร์คถามขึ้นมา ในขณะที่มือก็จัดการจัดแจงเก็บของลงกระเป๋า


“ไม่เลย” แจบอมตอบสั้นๆ ก่อนจะเดินออกไปเปิดหน้าต่างบานใหญ่


“...” 


“วางใจเถอะน่า หมอนั่นมันเลือกที่จะหายไปเอง เดี๋ยวมันพร้อมเมื่อไหร่มันก็กลับมาเองแหละน่า” แจบอมพูด พร้อมกับนั่งลงที่ตรงหน้าเปียโนสีขาวหลังเก่า สภาพของมันยังคงมีฝุ่นเกาะ คงไม่ได้เปิดเล่นมานานทีเดียว 


“แล้วถ้ามันไม่กลับมาล่ะ” มาร์คถามเสียงสั่น ไม่แน่ใจว่าควรจะต้องรู้สึกแบบไหน


“..กลับสิ มีคนรอมันอยู่ที่บ้านนะ ยังไงมันก็ต้องกลับมา” แจบอมตอบพร้อมกับวางนิ้วลงบนบันไดเสียง ค่อยๆไล่สัมผัสโน็ตเสียงแต่ละโน็ตด้วยอารมณ์ผ่อนคลาย


“จูจูเป็นไงบ้าง เห็นไม่มาเยี่ยมตั้งหลายวัน” ชายผู้ผอมโซถามขึ้นมาอีกครั้ง ขณะที่มือเหยิบเอากรอบรูปที่วางข้างๆขึ้นมาดู


“ขาดสารอาหารน่ะ หมดแรง คงจะแอบอดข้าวอีกตามเคย” แจบอมพูด ทั้งที่สายตาก็ยังคงให้ความสนใจอยู่กับการเล่นเพลงตรงหน้า ท่าทางไม่ได้เดือดร้อนหรือหนักใจอะไร


“หา...แล้วแกออกมาแบบนี้ ใครดูแลเค้ากัน” มาร์ควางกรอบรูปลงที่พื้นเบาๆ แหวเสียงดังใส่เพื่อนรักตาตี่ แจบอมตกใจจนเผลอกดเล่นเพลงผิดโน็ต


“คุณชางน่ะ” เขาหันกลับมาตอบเพื่อน ก่อนจะหันกลับไปเล่นเปียโนต่อ มาร์คมองแผ่นหลังของแจบอมด้วยสายตาที่มากไปด้ยความรู้สึก


“....”


“เด็กตระกูลหวังนะ พอได้สติกันแล้วต้องเดินเข้าไปคุกเข่าขอขมาคุณชางเขานะ ถ้าไม่ได้เขา ตะกูลหวังจบแน่” แจบอมเริ่มเพลงอีกครั้ง ครานี้มันฟังดูสนุกและมีอารมณ์ขัน


“ฮ่ะๆ” มาร์คหัวเราะ เป็นเสียงหัวเราะที่แจบอมไม่ได้ยินมันบ่อยหนัก


“ยังจะมีหน้ามาหัวเราะอีก ไม่ตลกเลยนะเว้ย”


“เออน่ะ” มาร์คพูด เขาหันกลับมายังกระเป๋าเสื้อผ้าใบโตของตัวเองอีกครั้ง จัดแจงวางของที่ต้องการจะเก็บไปด้วย


“.....แล้ว....แกจะไปจริงๆเหรอ” แจบอมหยุดมือลงที่โน็ตตัวสุดท้ายก่อนจะหันมาคุยกับเพื่อนด้วยน้ำเสียงจริงจังที่สุดในชีวิต


“....อืม...”


“ไปเถอะ...มันดีกับแกแล้วล่ะ...


“ขอบใจนะบี สำหรับทุกอย่างเลย”


“เล็กน้อยน่า......ขอให้แกเข้มแข็งขึ้นให้มากๆ....Tack care Bro, until we met again

 


.............


New York, 19xx



          แสงแดดสีส้มอ่อนลอดผ่านช่องว่างระหว่างใบไม้ใบใหญ่ สาดแสงส่องเข้ามาในห้องที่ถูกตกแต่งอย่างเรียบง่าย ด้วยโซฟาลายดอกไม้ มุมของชั้นหนังสือและเปียโนตัวใหญ่  เจ้าของบ้านยืนยิ้มเอ็นดู มองเด็กชายตัวเล็กที่กำลังตั้งใจเล่นเพลงบนโน็ตเพลงที่วางอยู่บนเปียโนหลังงาม จังหวะงดงามของปลายนิ้มอ้วนป้อมที่กำลังสัมผัสกับบันไดเสียงนั้น เรียกรอยยิ้มแสนหวานให้ออกมาครั้งแล้วครั้งเล่า ร่างเล็กในชุดนอนตัวบางค่อยๆเอนตัวพิงกับกรอบประตูห้องช้าๆ พิงศีรษะลงกับกรอบไม้แล้วลอบยิ้มให้เด็กผู้ชายตรงหน้าเงียบๆ ลืมความตั้งใจที่จะเดินมา

บอกให้อีกคนเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการไปโรงเรียน และนิ่งฟังเสียงเพลงนั้นจนกระทั่งเมโลดี้เต้นรำมาจนถึงโน็ตตัวสุดท้าย


          เสียงเพลงหยุดลงแล้ว มือนุ่มนิ่มคู่เล็กพักลงที่ตรงบันไดเสียง  แก้มกลมยุ้ยกับรอยยิ้มน่าเอ็นดู ชวนให้คนมองต้องหลงรัก  เส้นผมสีทองสะท้อนแสงแดด ร่ายมนต์ให้เด็กผู้ชายที่มีแววตาใสซื่อบริสุทธิ์ยิ่งงดงามราวกับรูปปั้นของเทพเจ้า เด็กน้อยนัยน์ตาสีน้ำทะเล ยิ้มกว้างให้กับผู้ที่เดินมาหาเสียจนตาเป็นเส้นขีด

 

Good morning, Daddy ” 

" Good morning, Jake "


....................




"อยากขอบคุณสำหรับการรอคอยที่ยาวนาน"
สารภาพจากใจว่ากดดันมากทีเดียว เราเองสำหรับตอนนี้ เขียนแล้วลบ เขียนแล้วลบ มากกว่าสิบครั้ง
เพราะไม่ว่ามาทวนยังไงก็ไม่ถูกใจสักที "ระหว่างทาง" นี่ยากจริงๆเลยค่ะ ฮิฮิ
แต่ตอนนี้ เราผ่านมันมาได้แล้วล่ะ กำลังเดินทางต่อเต็มกำลังเลยทีเดียว ขอบคุณอีกครั้งสำหรับคนที่ยังรอนะคะ
ปล.สำหรับหนังสือ ความตั้งใจที่จะเห็นเรื่องนี้ถูกตีพิมพ์สำหรับเราก็ยังอยู่คงเดิม เราจะไม่เปลี่ยนความตั้งใจนี้ค่ะ
สำหรับคนที่อยากเก็บเรื่องนี้เอาไว้เป็นความทรงจำพร้อมๆกับเราก็รอติดตามได้น้า
อยากขอบคุณทุกๆคนนะคะ ที่อ่านมาถึงตรงนี้ ประทับใจมากๆจริงๆค่ะ ขอบคุณคนที่ทั้งตั้งใจเกิดมาอ่านเรื่องนี้ และผ่านมาโดยบังเอิญ ขอบคุณทุกๆความเห็น เสียงติชม เราอ่านหมดเลยนะคะ ขอบคุณมากๆจริงๆ 
จะตั้งใจพัฒนาฝีมือให้เขียนดีขึ้นกว่านี้นะคะ ถ้ามีตรงไหนผิดพลาดไป ต้องขออภัยคุณผู้อ่านมา ณ ที่นี้ด้วยน้า
แล้วเจอกันอีกครั้งนะคะ จริงๆนะ จริงๆเลย ♥ 
ขอบคุณนะคะ แล้วพบกันค่ะ♥

รัก
ไอรีน.
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 33 ครั้ง

4,351 ความคิดเห็น

  1. #4345 GnajBz (@GnajBz) (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 15 มิถุนายน 2562 / 06:33
    เด็กชายผมทองที่เล่นเปียโนลูกใช่ไหมนะ แบมมีลูกกับมาร์คแล้วไปคลอดที่ NY. ไปอยู่ที่นั่น เพราะตอนที่แบมอยู่ รพ. หมอบอกแบมมีอาการบางอย่างที่อยากตรวจให้แน่ใจ
    #ใครมีตอนจบไหม ใครมีมั่งงงง เราเพิ่งมาอ่าน เราค้างมา หลายวันแล้วว ออกจากตรงนี้ไม่ได้😭
    #4345
    0
  2. #4344 LotusSi (@tus0_0) (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 4 มิถุนายน 2562 / 12:54
    กลับมาอ่านอีกครั้งเพราะคิดถึงแล้วก็ยังอยากให้รวมเล่มเหมือนเดิม
    #4344
    0
  3. #4321 Mai (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 26 มกราคม 2562 / 17:11

    ถึงตอนนี้เราจะอ่านมารอบที่5แล้ว

    เราก็ยังรอนะคะ เราอยากเก็บเล่มไว้จริงๆ

    #4321
    0
  4. #4316 WANGBAMX2 (@WANGBAMX2) (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 23 พฤศจิกายน 2561 / 22:05
    รอหนังสือนะค่ะ นานแค่ไหนก็รอ
    #4316
    0
  5. #4314 ploy_TMTC (@ploy-tmtc) (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 7 ตุลาคม 2561 / 19:57
    ยังคงรอนะคะ
    #4314
    0
  6. #4302 TheOne (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2561 / 21:42
    <p>อยากเห็นตอนจบพร้อมกับการรวมเล่มหนังสือน่าเสียดายถ้าจะต้องทิ้งไปรอไรท์กลับมานะคะ</p>
    #4302
    1
    • #4302-1 ploy_TMTC (@ploy-tmtc) (จากตอนที่ 35)
      25 ธันวาคม 2561 / 02:13
      ยังรออยู่นะคะ
      #4302-1
  7. #4300 SARA (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 22 เมษายน 2561 / 12:00
    <p>กลับมาแต่งต่อนะคะ ร้องไห้หนักมากแล้ว...เราว่าแบมไม่ตายนะ แต่น้องเดินออกมาจากชีวิตของทุกคน เพราะน้องเจ็บปวดเกินไปจนทนไม่ไหว</p>
    #4300
    0
  8. #4290 SM_Nry (@SM_Nry) (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2561 / 02:24
    ไรท์เป็นใครกันนะ เราอยากรู้จัง... รู้สึกว่าตัวเองเหมือนเข้าไปอยู่ในเรื่องเลย... ไม่ได้เรียกอินนะแต่รู้สึกกับมันจริงๆ ขอบคุณที่แต่งเรื่องนี้ขึ้นมานะ ถึงเราจะพึ่งมาอ่าน แต่เรารู้สึกว่าเหมือนอ่านมานานมากแล้ว ขอบคุนนะขอบคุนมากๆเลย ฮ่าหรือว่าเราจะอินจริงๆน้ำตาไหลไม่หยุดเลย ฮ่า ฮ่า ขอบคุนอีกครั้งนะ ขอบคุน
    #4290
    0
  9. #4287 nun__nutty (@nun000nutty) (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2561 / 22:58
    ไร้ท์กลับมาเถอะค่ะะะะะ ขอร้องงงงงง
    #4287
    0
  10. #4281 jkevewg (@jkevewg) (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 3 มกราคม 2561 / 20:58
    อยากจะบอกว่าเป็นอีกเรื่องที่ดีที่สุดที่เคยอ่านมา ไรท์เขียนได้ดีมากอ่านแล้วอินมากนึกภาพออกในทุกๆฉาก ทุกๆอริยาบทของตังละครทุกตัว ใช้ภาษาเขียนบรรยายที่ดีมากๆ ชอบมากๆ หน่วงสุดๆ ร้องไห้ไปกับทุกความเศร้าของแบมแบมในเรื่องนี้ จบได้สมบูรณ์แบบ จริงๆ เราไม่ใช่นักอ่านตัวยงอะไร แต่เรารู้สึกแบบนี้จริงๆ เขียนได้หน่วงมากๆ เป็นแนวที่เราชอบพอดี ขอบคุณไรท์มากๆค่ะ รอเรื่องต่อไปนะคะ สู้ๆ
    #4281
    0
  11. #4278 Mtb1a (@Sara7g) (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 1 มกราคม 2561 / 14:26
    เป็นอะไรที่ดีจริงๆที่ได้เข้ามาอ่านเรื่องนี้ ดีมากๆเลย
    #4278
    0
  12. #4260 Geniezz (@Geniezz) (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 25 ธันวาคม 2560 / 22:49
    สรุปคือแบมตาย มาร์คแต่งงานมีลูกอยู่เมกาหรอคะ เค้างงนิดหน่อยแต่ร้องไ่ห้หนักมาก&#128546;&#128546;
    #4260
    0
  13. #4250 Bailiew (@bailiewlouis) (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 28 พฤศจิกายน 2560 / 17:11
    คือ จบหรือยัง งง??????
    แบมหละ????????
    ติดตามเรื่องนี้มานานมากกกกก
    แต่งงๆอ่ะ ไม่รู้ว่าจบยัง
    จะมาต่อหรือเปล่าคะ??
    #4250
    0
  14. #4248 sKad (@saowapakk) (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 15 พฤศจิกายน 2560 / 03:32
    กลับมาอ่านกี่ครั้งก็ร้องไห้เหมือนคนบ้าทุกที
    #4248
    0
  15. #4239 Ar Kml (@aireen2508) (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 18 ตุลาคม 2560 / 19:21
    ฮือออออ เพิ่งมาเจอเรื่องนี้ คือภาษาสวยมากๆ ชอบบบ เป็นเรื่องที่น้ำตาไหลบ่อยมากกก รอไรท์มาอัพนะคะ
    #4239
    0
  16. #4237 anMarkBambamGOT7 (@anMarkBambamGOT7) (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 5 ตุลาคม 2560 / 17:54
    ทุกคนดูสภาพย่ำแย่มาก
    #4237
    0
  17. #4205 LotusSi (@tus0_0) (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 19 กรกฎาคม 2560 / 14:58
    คิดถึงไรท์เสมอ รอไรท์รวมเล่มนะ เดี๋ยวกลับมาอ่านอีกรอบ 
    #4205
    0
  18. #4202 Puya PT (@pupt) (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 3 กรกฎาคม 2560 / 09:04
    รอไรท์อยู่น้าาาาาา
    #4202
    0
  19. #4193 Pattaraporn Pinthong (@nicerpinthong) (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 10 เมษายน 2560 / 20:27
    มาอัพเถอะค่ะ ไรท์
    #4193
    0
  20. #4190 นันยา (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 3 เมษายน 2560 / 06:32
    ไรท์ค่ะ ภาษาเขียนสวยมากค่ะ ชื่นชมนะ อยากให้มีภาค ลูกแจ๊ค(แบมแบมแบบเกิดใหม่) กับลุงมาร์ค
    #4190
    0
  21. #4189 เตยไงจะใครล่ะ (@pachaika) (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 13 มีนาคม 2560 / 23:38
    ในที่สุด รอมานานมาก จะรอวันที่ได้เก็บความทรงจำนี้ไว้นะคะ
    #4189
    0
  22. #4187 PtotheK (@PtotheK) (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 8 มีนาคม 2560 / 00:25
    ในที่สุดก็มาต่อแล้ว เรายังรอให้ตีพิมพ์อยู่นะ :')
    #4187
    0
  23. #4186 wonnybum (@wonnybum) (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 7 มีนาคม 2560 / 08:00
    ทุกคนกำลังได้รับบทลงโทษที่เกิดจากตน และดูเหมือนจิตใจของทุกคนกำลังรอการอภัยจากน้องเพื่อปลดปล่อยจากความรู้สึกผิด ไม่ว่าจะนานแค่ไหนหากพวกเขายังคงมีบุพเพร่วมกัน แน่นอนว่าวันหนึ่งพวกเขาต้องได้โคจรมาเจอกันอีกแน่นอน
    #4186
    0
  24. #4184 MelodySweety (@sweety7435) (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 3 มีนาคม 2560 / 22:20
    รอเสมอนะคะะะ
    #4184
    0
  25. #4180 Ptoodtu (@Ptoodtu) (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2560 / 02:38
    เค้าอ่านแล้ววางไม่ลงจริงๆ มันทรมานนะ สงสารความรู้สึกของตัวละคร คงจะมีฟ้าที่สดใสนะ
    #4180
    0