- I will always love you -[GOT7 MarkBam]

ตอนที่ 17 : - Suffering -

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4,946
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 45 ครั้ง
    13 ม.ค. 59






- It’s Hard to tell your mind to stop loving someone, -

- When your heart still does.-

               

 

              ใต้ต้นไม้ใหญ่เด็กหนุ่มใบหน้าสวย นั่งก้มหน้าก้มตามองดูปลายเท้าเล็กของตัวเองกวัดแกว่งไปมา สายลมเอื่อยๆยังคงพัดมาอยู่ตลอด พาให้ใบไม้เคลื่อนไหวไปตามจังหวะ     แสงแดดยามเย็นค่อยๆลดระดับแสงลงอย่างเชื่องช้า เป็นไปตามกลไกของกาลเวลา

                เมื่อพูดถึงเวลา ความช้าหรือความเร็ว จริงๆแล้วใครเป็นผู้กำหนด หากในวันนี้เรารู้สึกว่าเวลาเดินช้ากว่าทุกวัน หรือเมื่อวานนี้ทำไมเวลามันผ่านไปเร็วเหลือเกิน

                เวลาคือสิ่งสมมติ   เราใช้มันกำหนดระยะห่างหรือตีค่าระยะทางจากสิ่งหนึ่งที่รู้สึกไปยังอีกสิ่งหนึ่ง

และบางครั้งเราก็ใช้มันเป็นตัวชี้วัดความรัก  หากเปรียบเธอนั้นกับวันเวลา เธอคือสิ่งมีค่าที่ใจอยากจะเก็บรักษาเอาไว้   แต่เธอจ๋า.....เราต่างรู้ดีว่า ไม่มีใครสามารถเก็บเอาวันเวลามาเป็นของตัวเองได้ เวลาที่ผ่านไป

ก็คือผ่านไป จะไม่มีทางย้อนกลับมาอีก

               

                ใบไม้หนึ่งใบร่วงลงจากต้นตกลงมาบนตักของแบมแบม สะกิดให้เจ้าตัวตื่นจากภวังค์ห้วงความคิด มือเล็กเก็บมันขึ้นมาพินิจดู สิ่งที่มองเห็นผ่านใบไม้  คือใบหน้าของเด็กหนุ่มอีกคนที่แม้เพิ่งจะเจอกันมาในไม่กี่ชั่วโมงก่อน แต่ราวกับว่าเวลานั้นมันผ่านมายาวนาน ภาพเก่าๆในวันวานหวนกลับมาให้คิดถึงทุกครั้ง  แม้จะเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าภาพเหล่านั้นก็ยังคงอยู่ไม่หายไปไหน วันเวลาที่หมุนเวียนเปลี่ยนผ่านไป กลับไม่ได้พาเอาความทรงจำให้หายไปด้วย เรื่องที่เคยมีอยู่ก็ยังคงมีอยู่  ความรักที่มีอยู่ก็ยังคงมีอยู่

แม้อีกคนจะตีค่ามันเปลี่ยนไปแล้วก็ตาม       

               

                เจ้าของใบหน้าหวาน ยกยิ้มน้อยๆให้กับใบไม้ในมือนั้น เป็นรอยยิ้มที่ดูแตกต่างไปจากทุกๆครั้ง ไม่ใช่ความรู้สึกอบอุ่นเมื่อได้จ้องมอง หรือความสดใสเหมือนอย่างทุกที  หากแต่มันคือรอยยิ้มเศร้าๆ

ยิ้มเหงาๆที่เจ้าของมันเกลียดที่จะต้องเป็นแบบนี้นัก ร่างเล็กถอนหายใจยาวก่อนที่ดวงตากลมโตจะหันกลับมาก้มมองดูปลายเท้าตัวเองอีกครั้ง โดยที่แบมแบมไม่ได้รับรู้เลยว่าทุกๆการกระทำของเขาถูกจับจ้องโดยสายตาคมที่มองผ่านกระจกรถหรูจากรถยนต์ราคาแพงซึ่งจอดอยู่ไม่ห่างจากที่ที่คนตัวเล็กนั่งอยู่เท่าไหร่นัก

                เจ้าของไฝสองเม็ดบนเปลือกตากำลังจ้องมองดูร่างเล็กนั้นด้วยสายตาเป็นกังวล เป็นครั้งแรกจริงๆ

ที่เห็นแบมแบมทำหน้าเศร้า เป็นครั้งแรกจริงๆที่เห็นรอยยิ้มเหงาๆนั้นปรากฏบนใบหน้าสวย

แค่คิดว่าอีกคนกำลังเผชิญปัญหาอะไรอยู่ หัวใจอบอุ่นดวงนี้ก็แทบทนไม่ไหวแล้ว แจบอมรีบขับรถเข้าไปเทียบตรงที่แบมแบมนั่งอยู่  

 

                รถสปอร์ตราคาแพงเคลื่อนตัวมาจอดอยู่ตรงหน้าคนตัวเล็ก แบมแบมเลิกคิ้วขึ้นด้วยความประหลาดใจเมื่อเห็นแจบอมก้าวขาลงจากรถ

 

                “ พี่แจบอม มาไวจังเลยฮะ” คนตัวเล็กยิ้มกว้างให้กับคนหน้าหล่อที่กำลังเดินตรงมาหา ทั้งที่เพิ่งจะวางสายจากอีกคนไปแท้ๆ

 

                “ กลับมาแล้วครับ” แจบอมพูดพร้อมกันกับที่ร่างสูงโปร่งโน้มลงไปโอบกอดร่างเล็กเอาไว้ แบมแบมยิ้มรับก่อนจะยกมือขึ้นมากอดตอบ

 

                “ ยินดีต้อนรับกลับบ้านฮะ....”  คนตัวเล็กพูดเสียงเบา แจบอมปล่อยกอดนั้นก่อนที่ทั้งคู่จะนั่งลงที่เก้าอี้ตัวเดิมที่แบมแบมใช้นั่งรอเขา คนตัวสูงเอาแต่จ้องมองไปที่ดวงหน้าหวาน แถมสายตาที่มองยังเก็บซ่อนความสงสัยเอาไว้ไม่มิดอีกด้วย

 

                “ มีอะไรติดหน้าแบมหรือเปล่าฮะ” เจ้าของเสียงหวานพูดพลางยกมือขึ้นมาลูบเบาๆที่สองแก้มนิ่ม

 

                “ ไม่มีหรอก แค่ไม่ได้มองหน้าแบมนาน ก็เลยขอมองให้หายคิดถึงหน่อย” แจบอมตอบ คนตัวเล็กอมยิ้มน้อยๆให้กับประโยคของคนตัวสูงก่อนจะพูดต่อ

 

                “ ไปญี่ปุ่นมา เป็นไงบ้างครับ”

 

                “ ก็สนุกดี”

 

                “ ได้แฟนคลับเพิ่มเยอะเลยล่ะสิท่า” คนตัวเล็กพูดพลางเตะเท้าเล่นไปพลาง

 

                “ คิดว่านะ” คนตัวสูงยักคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง ท่าทางมั่นใจไม่เบากับความโด่งดังของตัวเอง

 

                “ แล้วแบมแบมล่ะ ไม่ได้คุยกันตั้งหลายวัน เป็นยังไงบ้าง” แจบอมหันมาสบตากับแบมแบมอีกครั้ง

คนตัวเล็กเผลอปะทะสายตาอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่ตากลมนั้นจะเป็นฝ่ายหลบสายตาไปเอง กลัวว่าหากเผลอจ้องมองไปยังดวงตาอบอุ่นของเจบีนาน แบมแบมจะปกปิดความอ่อนไหวเอาไว้ไม่มิด

 

                “ มีเรื่องอะไรรึเปล่า” แจบอมถามต่อ

 

                “ ......... ไม่มีหรอกฮะ ทุกอย่างปกติดี” แบมแบมยิ้ม

 

                “ ถ้ามีเรื่องอะไรไม่สบายใจ ก็บอกพี่ได้นะ” แจบอมพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ราวกับอยากจะให้ความห่วงใยนี้ ส่งไปถึงคนที่นั่งอยู่ข้างๆ

 

                “ ขอบคุณฮะพี่แจบอม ..... แต่ว่ามันไม่มีอะไรจริงๆ” คนตัวเล็กยิ้ม ร่างบางรู้ดีว่าการโกหกเป็นบาป แต่มันก็ช่วยไม่ได้จริงๆ  การที่หัวใจเราเศร้าก็ไม่จำเป็นต้องให้คนอื่นมารับเอาความเศร้าของเราไปด้วย เริ่มมันเอง ก็จบมันเองนะแบมแบม  ขอโทษนะฮะ พี่แจบอม ที่ผมต้องโกหก

 

                “ ป่ะ” คนตัวสูงพูดพร้อมลุกขึ้นยืน

 

                “ ไปไหนฮะ” 

 

                “ เดี๋ยวถึงแล้วก็รู้เอง” แจบอมยักคิ้ว  คนตัวเล็กเองมีทีท่าประหลาดใจเล็กน้อย แต่ก็ยอมเดินตามอีกคนไปแต่โดยดี

 

                “ แบมไปที่ไหนก็ได้ ที่มีพี่เจบี” คนตัวเล็กยิ้มหวาน แจบอมหันมามองหน้าอีกคนแล้วยิ้มรับจนตาหยี มือหนายื่นออกมาให้มือเล็กจับ และเจ้าของมือเล็กนั้นก็ยื่นออกไปจับอย่างทันทีเช่นกัน ต่างคนต่างยิ้มให้กันอีกครั้ง ก้อนที่ร่างสูงโปร่ง จะออกแรงดึงร่างเล็กที่นั่งอยู่ให้ลุกขึ้นยืน

 

.....

 

                บนถนนสายหลัก เจ้าของผมสีเงิน ขับรถด้วยท่าทางสบายใจในอารมณ์  เสียงเพลงดังออกมาจากวิทยุ  แจบอมเอาแต่ร้องตามเพลงที่ดีเจเปิด ไม่รู้จะอารมณ์ดีอะไรนาดนั้น แบมแบมมองท่าทางที่อีกคนแสดงออก มองดูไปก็อดที่จะยิ้มออกมาไม่ได้

 

                “ เห้ยๆๆ เพลงนี้ๆๆ เพลงพี่ๆ แบมแบม เพลงพี่ๆ” แจบอมตะโกนเสียงดัง เมื่อดีเจหนุ่มในคลื่นวิทยุ เปิดเพลงที่เจ้าตัวเป็นคนร้อง

 

                “ ฮะ ฮะ” คนตัวเล็กหัวเราะออกมาอย่างไม่รู้ตัวให้กับคนตัวโตที่ทำท่าดีใจเหมือนเด็กตัวเล็กๆ

 

                “ เพราะมั้ยๆ”  น้ำเสียงที่ถามดูคาดหวัง

 

                “ ......” แบมแบมปิดเปลือกตาลง ทำท่าเงี่ยหูฟังบทเพลงที่ดังออกมาจากลำโพงด้านข้างตัว

 

 

                “ ไม่ .........คิดว่าจะเพราะขนาดนี้” ประโยคแรกของคนตัวเล็กทำเอาแจบอมเกือบลืมหายใจ แบมแบมถึงกับกลั้นขำที่เห็นใบหน้าผิดหวังของแจบอม

 

                “ แบมแบมอ่า ~~~~ ชอบแกล้งพี่นักนะ”

 

                “  ฮ่าๆ”  แบมแบมหลุดขำ แจบอมอมยิ้มให้กับการเสียงหัวเราะน่ารักนั้น   ดีแล้วล่ะ นายต้องยิ้มแบบนี้สิถึงจะเหมาะกับนาย รอยยิ้มเศร้าๆเมื่อตอนนั้นมันต้องไม่เกิดขึ้น หากนายอยู่ใกล้ๆพี่  คำตอบของรอยยิ้มที่แจบอมมอบให้กับแบมแบมวันนี้ ก็คงจะประมาณนี้ล่ะมั๊ง

 

                สิ้นเสียงเพลงจากวิทยุ คนตัวเล็กก็หันหน้าออกไปมองบรรยากาศด้านนอกรถ ถนนสองข้างทางเริ่มมีจุดไฟสีส้มจากเสาไฟขนาดใหญ่ สว่างไสวขึ้นมาทีละจุด แสงของกลางคืนค่อยๆกลืนกินแสงสว่างจากพระอาทิตย์ที่สาดส่องลงมาเมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่แล้ว  ดวงตากลมจ้องมองจุดสีส้มที่รถขับผ่านมาก่อนจะหันหน้ากลับเข้ามาในรถอีกครั้ง

 

                “ พี่แจบอม ....”

 

                “ ว่า..”

 

                “ คูณป้ากับคุณลุง เป็นยังไงบ้างครับพวกท่านสบายดีมั้ย”

 

                “ เดี๋ยวไปถึง แบมก็ถามพวกท่านเองแล้วกัน” แจบอมยักคิ้ว

 

                “ พี่แจบอมจะพาผมไปที่บ้านเหรอ” แบมแบมทำตาโต

 

                “ อื้ม” แจบอมพยักหน้า

 

                “ ถ้าอย่างนั้น แบมก็จะได้เจอคุณลุงคุณป้าใช่มั้ยฮะ ว้าว นานแล้วเหมือนกันนะเนี่ยที่ไม่ได้ไปพบพวกท่าน คิดถึงคุณลุงคุณป้าจังเลยนะฮะ” คนตัวเล็กพูดด้วยน้ำเสียงกะตือรือล้น

                “ พวกท่านก็คิดถึงแบมนะ” เจบียิ้ม

 

                “ พี่แจบอมน่าจะบอกแบมเร็วกว่านี้ จะได้เตรียมอะไรติดไม้ติดมือมาด้วย” แบมแบมยู่ปาก

 

                “ แค่นายไปหา พวกเค้าก็ดีใจแล้ว” แจบอมพูด

 

                “ ดีใจจัง ....” เสียงหวานเอ่ยเบาๆกับตัวเอง แค่คิดว่าจะได้เจอคุณพ่อคุณแม่ของพี่แจบอมก็มีความสุขแล้ว ครอบครัวพี่แจบอมน่ะ อบอุ่นสุดๆไปเลย

 

                “ นี่แบมแบม....” แจบอมพูดพลางหันหน้ามามองคนที่นั่งอยู่ข้างๆ

 

                “ครับ?

 

                “ ขอบคุณนะ”  พูดจบก็หันกลับไปมองถนนต่อ

 

                “ ขอบคุณแบมเรื่องอะไร” คนตัวเล็กถามกลับในคำพูดของอีกคน ที่จู่ๆก็พูดขอบคุณเขาขึ้นมา

 

                “ ก็ทุกเรื่องเลย ขอบคุณที่แบมแบมเกิดมา ขอบคุณที่เรามีโอกาสได้เจอกัน ขอบคุณที่สอนพี่ให้มองเห็นความสุข มองเห็นความรักจากครอบครัว ขอบคุณที่เป็นที่พึ่งให้พี่ในตอนที่พี่กำลังหลงทาง ขอบคุณที่เชื่อมั่นในตัวพี่ แล้วก็....”

 

                “ โอ้โห ยาวขนาดนั้นเลย ไม่เห็นจำได้เลยนะเนี่ย ว่าแบมไปทำอะไรแบบนั้นให้พี่แจบอมด้วย” คนตัวเล็กตัดบทแบบขำๆ

 

                “ แบมแบมอ่า  พี่กำลังซึ้งเลยนะเนี่ย” แจบอมทำจมูกฟึดฟัด

 

                “ ไม่ต้องขอบคุณแบมหรอกฮะ พี่แจบอมน่ะเป็นคนดี ถึงไม่ได้เจอกับแบม แบมก็เชื่อว่าชีวิตพี่จะต้องเป็นไปในทิศทางที่ดีแน่นอน” คนตัวเล็กยิ้ม

 

                “ นายก็พูดแบบนี้ตลอดแหละ” แจบอมหรี่ตามองแบมแบม

 

                “ ก็มันจริงนี่ฮะ” คนตัวเล็กพูด พลางในใจก็คิด อย่าตีค่าผมเป็นคนดีเลยฮะ ถ้าหากวันนึง ผมทำอะไรผิดพลาดไป ไม่ได้ดีอย่างที่พี่คิด ถึงวันนั้น ความรู้สึกพี่ที่มีต่อผม มันอาจแปรเปลี่ยนเป็นความเกลียดชังก็ได้นะ

 

                “ ถ้าหากวันนึง ผมทำอะไรพลาดไป พี่อาจจะเกลียดผมก็ได้นะ” แบมแบมยิ้มแห้งๆ

 

                “ ทำไมพูดแบบนั้น พี่ไม่มีทางเกลียดนายหรอก เชื่อใจได้เลย”

 

                “ ก็ไม่แน่หรอกฮะ” แบมแบมตอบเสียงเบา ก่อนร่างเล็กจะเท้าแขนไปกับกระจกรถพร้อมกันกับสายตาที่มองออกไปด้านนอก

 

                “ เป็นอะไรของเค้าอยู่ดีดีก็ซีเรียส” คนตัวสูงพูดเบาๆกับตัวเอง

 

……

 

                ภายในห้องนอนห้องใหญ่ที่ทั้งห้องถูกตกแต่งด้วยโทนสีขาวดำ เจ้าของผมสีแดงเพลิง เพ่งพินิจดูกระดาษสีขาวในมือ ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัย

 

                “ มันแปลว่าอะไรกันนะ กันต์พิมุกต์ คำขอโทษของนายน่ะ อยากจะบอกอะไรกับเรากันแน่.....” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยออกมาอย่างแผ่วเบากับตัวโน้ตในกระดาษนั้น ก่อนจะพับมันเก็บลงไปยังลิ้นชักข้างหัวเตียง”

 

 

.......

 

                “ เอาล่ะ คุณคิม คยูยอม จากผลตรวจล่าสุด หมอคิดว่า คุณพร้อมแล้วล่ะ” เสียงชายวัยกลางคนในชุดกาวน์สีขาว ร่องรอยบนใบหน้าบ่งบอกถึงประสบการณ์ในชีวิตที่ผ่านมา และเจ้าของรอยเหี่ยวย่นนั้นกำลังลงมือจดบางอย่างลงบนกระดาษบนโต๊ะสี่เหลี่ยมตัวใหญ่

 

                ร่างสูงโปร่งบนเก้าอี้ตรงกันข้าม ถอนหายใจเสียงหนักให้กับสิ่งที่เห็นตรงหน้า ไม่รู้ว่าทำไมเค้าจะต้องมาทำอะไรแบบนี้ด้วย หัวใจของเขา ความรู้สึกของเขา ตัวเขาเองสิที่ต้องเป็นคนรักษามันเอง ไม่ใช่คนอื่น

 

                “ แล้วจะให้ผมเจอ สกาย ได้รึยัง” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยถามออกไป

 

                “ สำหรับเรื่องหนูสกาย หมอคิดว่า คุณน่าจะยังไม่พร้อมที่จะรับเธอไปอยู่ด้วย คงต้องรอผลทดสอบการควบคุมอารมณ์ของคุณก่อน น่าจะประมาณ.....อีกสักสองสามเดือน” ใบหน้าเหี่ยวย่นกับริ้วรอยที่หางตาย้ำเตือนคำตอบที่คนฟังรู้สึกหงุดหงิดจนแทบจะคลั่งทุกครั้งที่ได้ยิน เสียงมีอายุนี่ยังคงพร่ำบอกเขาในเรื่องเดิมๆ  ซ้ำๆ เรื่องที่เขาถูกกล่าวหาว่าเป็นบุคคลที่ตกอยู่ในภาวะซึมเศร้า

 

                “ นี่มันบ้ากันไปใหญ่แล้วหมอ สกายเป็นลูกผมนะ คุณจะกีดกันเธอไม่ให้เจอผมไม่ได้ ผมเป็นพ่อเธอนะ!!!” ยูคยอมตอบกลับด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด

 

                “ แล้วก็อีกอย่าง ผมแค่เสียใจที่เมียตาย ไม่ได้เป็นบ้า เข้าใจมั้ยหมอ!!” คนตัวสูงตะคอกเสียงแข็งใส่หน้าคุณหมอที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกันกับพ่อของเขา ก่อนที่เขาจะก้าวขาออกมานอกห้องสี่เหลี่ยมนั้นพร้อมกับกระแทกประตูเสียงดัง

 

 

 

.....

 

เราทุกคนต่างมีอดีต.          

 

                ร่างสูงโปร่งกลับมายังที่ที่ตนอยู่ บ้านสีขาวหลังใหญ่ที่ภายในดูเงียบเหงาอย่างน่าประหลาด ทุกสิ่งทุกอย่างถูกทาด้วยสีขาว แม้กระทั่งดอกไม้ที่อยู่ในแจกัน ก็ไม่มีโอกาสได้แสดงความสวยงามให้กับผู้คนได้มอง ตาคมมองไปยังรอบๆบ้าน พื้นที่ที่ว่างเปล่าเงียบเหงานี้ เดิมทีเคยมีความสุข มีเสียงหัวเราะ มีดอกไม้หลากสีสันในแจกันประดับอยู่บนเปียโนกลางบ้าน มีเสียงเพลงคลาสสิกเปิดคลออยู่ไม่ขาด บรรยากาศในบ้านจึงโรแมนติก และอบอุ่น  …..

 

                แต่ก็อย่างที่บอกว่าเดิมที ....

 

                เรื่องมันเกิดขึ้นเมื่อสามปีก่อน ในตอนที่ทุกๆอย่างควรจะมีความสุขในทิศทางที่มันควรจะเป็น แต่พระเจ้ากลับเล่นตลก ให้ชีวิตของเขาพลิกผัน และเปลี่ยนไปตลอดกาล ……..

               

                คิมยูคยอม ชายหนุ่มผู้เพียบพร้อมไปทั้งฐานะ หน้าตา ความสามารถและชื่อเสียง นักไวโอลินมือหนึ่งในวงการเพลงคลาสสิก ที่ประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อย ทุกๆอย่างที่เขาหยิบจับ ดูเหมือนอะไรๆก็ดูจะง่ายไปหมด ชายหนุ่มผู้แสนเพียบพร้อมคนนี้ มีทุกๆอย่างเท่าที่บุคคลคนหนึ่งพึงจะมีได้  เงินทอง ฐานะทางการงาน สังคม และสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือบุคคลอันเป็นที่รัก …..

                ยูคยอมแต่งงานกับภรรยา ในวัย 25 ปี เขายังคงจดจำวันนั้นได้เป็นอย่างดี  งานแต่งงานที่แสน

โรแมนติกราวกับอยู่ในความฝัน ไวโอเล็ท คือชื่อของหญิงสาวที่แสนโชคดีคนนั้น เธอเป็นคนหน้าตาสะสวย แต่ความสวยงามภายนอกนั้น เทียบไม่ได้เลยกับหัวใจที่งดงามและแสนบริสุทธิ์ของเธอ

               

                ยูคยอมและไวโอเล็ทรักกันมาก  รักอย่างให้เกียรติ ทะนุทนอม และเทิดทูลบูชา พวกเขาทั้งคู่ ต่างศรัทธาในความรัก  เช่นเดียวกับศาสนาที่พวกเขานับถือ ศาสนาที่มีความรักเป็นที่ตั้ง

ทุกๆวันของทั้งคู่จึงมีแต่ความรัก ความหวังดีที่มอบให้แก่กัน ชายหนุ่มทุ่มเทความรักทั้งหมดให้หญิงสาว เช่นเดียวกันกับหญิงสาวที่มอบทั้งหัวใจของเธอให้กับชายหนุ่มผู้เป็นที่รัก ความรักที่ทุ่มเท ทุ่มเทอย่างไม่ได้เผื่อใจเอาไว้ ว่าถ้าหากต้องสุญเสียมันไป หัวใจที่เคยมอบให้กันและกันไปมันจะยังเต้นได้เหมือนเดิมอยู่หรือเปล่า  

 

                และแล้วมันก็เกิดขึ้น ความโชคร้ายนั้น ในที่สุดมันก็เกิดขึ้นกับชีวิตครอบครัวของพวกเขา อีกแค่นิดเดียว อีกแค่นิดเดียวเท่านั้น ชีวิตครอบครัวของชายหนุ่มรูปงามคนนี้ ก็จะสมบูรณ์แบบที่สุด เมื่อเจ้าตัวน้อยที่อยู่ในท้อง ได้ออกมาลืมตาดูโลก

               

                แต่แล้วสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดก็เกิดขึ้น เมื่อสาวสวยผู้ที่ได้ชื่อว่ากำลังจะเป็นแม่คน ต้องเกิดเหตุการณ์แสนเศร้าขึ้นกับชีวิต ไวโอเล็ทเธอเกิดสภาวะครรภ์เป็นพิษ หมอไม่สามารถช่วยชีวิตทั้งคู่ได้ ต้องเลือกเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น หญิงสาวที่นอนหายใจรวยรินอยู่บนเตียงผู้ป่วย รู้ดีว่าร่างกายเธอมาถึงขีดจำกัดแล้ว ถึงแม้จะยื้อให้เธออยู่ตอนนี้ก็ไม่แน่ว่าเธอ อาจจะอาการแย่ลง แล้วก็จากไปในที่สุด ก่อนที่เวลาของเธอจะหมดลงเธอขอร้องให้เธอได้มีโอกาสพูดคุย พูดจา บอกลากับสามีของเธอก่อน สามีผู้เป็นที่รักของเธอแทบล้มทั้งยืนเมื่อได้เห็นสภาพภรรยา   เขาทรุดตัวลงนั่งข้างๆเตียง กุมมือที่อ่อนแรงของภรรยาเอาไว้ น้ำตาลูกผู้ชายหลั่งไหลออกมาจากดวงตาไม่ขาด ภรรยาสาวเอาแต่เอื้อมมือไปเช็ดน้ำตานั้นให้ และบอกกับสามีว่า เธอโทษ ขอโทษที่ไม่สามารถอยู่ด้วยกันไปจนแก่เฒ่าได้อย่างที่สัญญากันไว้ ขอโทษที่ต่อจากนี้ไปคงไม่ได้ทำหน้าที่แม่ และคำพูดอีกหลายต่อหลายอย่างที่เธอพอจะนึกขึ้นได้ในเวลานั้น ร่างสูงโปร่งที่นั่งอยู่ข้างๆ เอาแต่พร่ำพูด ขอให้เธอเปลี่ยนใจ เขาไม่อยากมีใครทั้งนั้นนอกจากตัวเธอเอง เธอจะเป็นอย่างไรในวันพรุ่งนี้ก็ไม่สำคัญ ขอแค่ต่อจากวันนี้ไปเขาจะยังมีเธออยู่  ฝ่ายหญิงเอาแต่ส่ายหน้าไปมา ขอร้องให้เขายอมรับในการตัดสินใจของเธอ เด็กคนนี้ที่กำลังจะเกิดมา เธอเกิดมาจากความรัก หากเธอเลือกให้ชีวิตเธออยู่รอดแล้วปล่อยให้เด็กคนนี้ตายไป คิดว่าเธอจะสามารถอยู่ในโลกนี้ได้อย่างมีความสุขหรือ  คำขอสุดท้ายของเธอก่อนที่หัวใจของเธอจะหยุดเต้นคือ   ขอร้องให้สามีผู้เป็นที่รัก รัก และดูแลหัวใจดวงน้อยดวงนี้แทนเธอด้วย ได้โปรดช่วยให้เด็กน้อยที่กำลังจะได้เกิดมา ได้ลืมตามองเห็นความสวยงามของโลกใบนี้ และมีชีวิตที่ดีต่อไป 

                หัวใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรัก มันเคยเต้นเพราะความรัก บัดนี้ได้หยุดจังหวะเหล่านั้นลงแล้ว หลงเหลือเพียงแต่ร่างอันไร้วิญญาณ แต่ร่างกายขาวซีดนี้ก็ได้ให้กำเนิดหัวใจดวงใหม่ขึ้นมาอีกดวงหนึ่ง

และมันคงจะดีหากผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นสามีผู้ร่วมถือสัตย์ปฏิญาณ คำสาบาน ผู้ที่สวมแหวนสีเงินเกลี้ยงให้แก่กันและกัน จะยินดีกับการเกิดใหม่ของหัวใจดวงเล็กดวงนี้ด้วย

 

                แต่เรื่องนี้มันอาจจะยากเกินไปสำหรับ ยูคยอม ทันทีที่รู้แน่ชัดแล้วว่า ภรรยาของเขาได้จากโลกนี้ไปอย่างไม่มีวันกลับ ชายหนุ่มก็เอาแต่เก็บตัวอยู่ในบ้าน โลกที่เคยสดใสของเขากลับกลายเป็นสีดำมืด เขาจมดิ่งลงไปสู่ห้วงของความเสียใจ ไม่มีเสียงเพลงอีกแล้ว ไม่มีเสียงดนตรีอีกแล้ว และ... ไม่มีความรักอีกแล้ว

ร่างสูงโปร่งที่ขังตัวเองเอาไว้อยู่กับความเสียใจ ไม่ได้รับรู้วันเวลา ไม่ได้รับรู้ความเป็นไปของหัวใจดวงน้อยที่เฝ้าคอยเขาอยู่เลย ..........

 

......

 

                แสงแดดลอดผ่านหน้าต่างบานใหญ่ ตกลงกระทบกับกลุ่มผมสีดำ ในช่วงเวลาที่เขาเอาแต่เก็บตัวจมอยู่กับความเสียใจอยู่ที่บ้าน เพื่อนรักของภรรยาของเขา เป็นคนดูแลลูกของเขาให้ และได้ตั้งชื่อตามที่พ่อกับแม่ของเด็กคนนี้ได้คิดเอาไว้ให้ เธอส่งรูปของเด็กน้อยมาที่บ้านของพ่อเด็กคนนั้นทุกๆเดือน เพื่อให้เขาทราบความเป็นไปของลูกตัวเอง เพราะเธอเชื่อว่า ยังไงซะความบริสุทธิ์ของเด็กคนนี้จะมาช่วยเยียวยาจิตใจของพ่อเขาได้อย่างแน่นอน และเธอก็คิดถูก เมื่อยูคยอมตัดสินใจเปิดจดหมายพวกนั้นดู ทันทีที่ร่างสูงนี้ได้เห็นรูปลูกสาวของเขา ราวกับว่าหัวใจดวงนี้ได้กลับมาเต้นอีกครั้งหนึ่ง น้ำตาที่เหือดแห้งไปนาน สภาพจิตใจที่จ่มดิ่งอยู่กับความทุกข์ เหมือนได้เห็นแสงสว่าง ตั้งแต่วันนั้น ยูคยอมจึงพยายามทำทุกๆอย่าง เพื่อให้ได้ใกล้ชิดกับลูก และได้กลับมามีครอบครัวอีกครั้งหนึ่ง

               

คนตัวสูงส่งยิ้มเบาๆให้กับกรอบรูปในมือ ก่อนจะใช้นิ้วลูบไปบนรูปนั้นอย่างแผ่วเบา

 

                “ พ่อขอโทษนะ” เสียงทุ้มต่ำเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด เอ่ยขึ้นมาเบาๆ ก่อนมือหนาจะวางรูปนั้นลงช้าๆ

                บางทีอารมณ์และความรู้สึกก็น่ากลัว มันมักจะพาให้เราทำอะไรออกไปแบบขาดสติ หลายครั้งมันชนะเรา มันชนะสำนึกดีในใจเรา มันพาให้เราจมลงสู่ความดำมืด แล้วก็พาลไปทำร้ายคนอื่น ผมเคยเป็นแบบนั้น  เคยโดนมันควบคุมเอาไว้ มันทำให้ผมเดินไปสู่เส้นทางที่อันตราย ผมคลุ้มคลั่ง ขาดสติ ผมควบคุมตัวเองไม่ได้ โมโหร้าย และเกลียดทุกอย่างบนโลก ผมโทษพระเจ้า ผมเกลียด เกลียดที่ท่านมาพรากดวงใจผมไป ในชั่วชีวิตนี้ผมไม่เคยทำร้ายใคร ทำไมชีวิตผมต้องมาเจอกับอะไรแบบนี้ด้วย ยอมรับเลยว่าผมไม่กล้ามองหน้าลูกด้วยซ้ำ ไม่กล้าไปเจอหน้าลูกของผม ผมกลัว ผมไม่รู้ว่าตัวเองจะทำอะไรลงไปบ้าง ใครกันที่บอกว่าทำดีแล้วได้ดี  ไวโอเล็ท ดวงใจของผม เธอคือทุกอย่าง เธอเป็นคนดี ดีมากๆ เป็นคนน่ารัก เอาใจใส่คนอื่น ทำไมพระเจ้ามักจะพรากเอาคนดีๆให้จากโลกนี้ไป ทำไม มีแต่คำถามว่าทำไมๆ วนเวียนอยู่ในหัว ผมไม่ได้ไปฝังศพเธอ ผมทำไม่ได้ ผมทำใจมองดูคนที่รักต้องถูกฝังอยู่ใต้พื้นดินไม่ได้ อันที่จริงผมยอมรับไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเธอจากผมไปแล้ว เราควรจะมีความสุข เป็นครอบครัวแสนสุขที่อยู่กันพร้อมหน้า พ่อ แม่ ลูกสิ ขาดคนใดคนหนึ่งไปมันจะเป็นครอบครัวได้ยังไงกัน ไม่รู้ว่านานเท่าไหร่ ที่ผมเก็บตัวอยู่แต่ในบ้าน ผมดื่มเหล้าทุกวัน มีคนเคยบอกว่าถ้าเมาแล้วจะลืมความเสียใจ พวกคุณรู้อะไรมั้ย นั่นน่ะมันโกหกทั้งเพ ผมเสียใจในทุกลมหายใจเข้าออก ทุกจังหวะการเต้นของก้อนเนื้อที่หน้าอกข้างซ้าย ไม่ว่าจะตอนตื่น หรือว่าตอนหลับ แม้ความฝันมันก็ยังไม่อนุญาตให้ผมฝันดี ความเจ็บที่ผมรู้สึกได้ จนสุดท้ายผมยอมแพ้ ผมทรุดตัวลงที่พื้นห้อง และคิดว่าน่าจะดีกว่า ถ้าหากหยุดหัวใจดวงนี้ซะ ไม่ต้องให้มันเต้นอีกต่อไปแล้ว  ไม่มีลมหายใจ ก็ไม่รู้สึก ไม่เจ็บ ไม่ปวด  ไม่ทรมาน ใช่ ผมควรจะตาย ควรจะตายไปพร้อมกับภรรยา  ไวโอเล็ทที่รัก รอผมก่อนนะ ได้โปรดรอผมก่อน ผมกำลังจะไปหาคุณ หัวใจของผม ……

               

……..

 

                แต่ทุกอย่างมันก็ไม่ได้เกิดขึ้น เพียงแค่ผมได้เห็นหน้าเล็กๆนั้น ดวงตากลมโตใสซื่อบริสุทธิ์นั้น สีดำมืดในหัวใจผมก็มลายหายไปหมด นางฟ้ามาโปรดผมแล้ว สกายที่รัก พ่อขอโทษที่ไม่ได้เป็นคนแรกที่โอบอุ้มหนูเอาไว้ในอ้อมกอด พ่อขอโทษ พ่อมันเลวเหลือเกิน ที่คิดทอดทิ้งลูก นางฟ้าของพ่อ หนูช่างสวยเหลือเกิน ใบหน้าที่สวยงามนั้น เหมือนกับแม่ของหนูไม่มีผิด........พ่อขอโทษ

 

……

 

                8 เดือน .... เป็นเวลาแปดเดือนที่รู้สึกยาวนานราวกับหลายปี  วันนี้เป็นวันแรกที่ผมจะได้เจอกับลูก เจอกับ สกาย ทันทีที่ผมก้าวเข้าไปในห้องที่นางฟ้าตัวน้อยๆกำลังนอนหลับพริ้มอยู่บนเตียงนอนเด็ก ราวกับผมได้พบแสงสว่าง เหมือนกับสิ่งร้ายๆที่ได้พบเจอมา มันหายไปหมด  ผมก้มลงไปจูบที่ฝ่าเท้าเล็กๆนั้นอย่างอ่อนโยน เธอกระดิกเท้าน้อยๆ ก่อนจะชูมือเล็กทั้งสองข้างขึ้นมา บอบบางเหลือเกิน ดวงใจของพ่อ พ่อสัญญา ว่าจะดูแลลูกให้ดีที่สุด จะรักลูกให้มากที่สุด จะไม่ยอมให้อะไรมาทำร้ายลูกได้

ลูกของพ่อ ดูสิไวโอเล็ทที่รัก ในอ้อมกอดผมนี้ คือลูกของคุณ นางฟ้าตัวน้อยๆที่คุณมอบให้ผม ลูกของเรา  หัวใจของเรา

 

                ต้องขอบคุณ เคธี่ เพื่อนสนิทของไวโอเล็ท ที่เธอแอบพาผมมาเจอกับลูก เพราะอาการป่วยที่หมอลงความเห็นว่าผมเป็นโรคซึมเศร้านั้น ทำให้ผมไม่สามารถมาเจอลูกเร็วกว่านี้ได้ ต้องขอบคุณเธอจริงๆ

                “ ขอบคุณนะ เคธี่” ผมกล่าวคำขอบคุณกับเธอเป็นครั้งที่เท่าไหร่ในรอบวันผมเองก็จำไม่ได้  รู้แต่ว่าขอบคุณจริงๆ และไม่รู้จะสรรหาคำพูดไหนมาบอกเธอให้เธอรับรู้ได้ดีไปกว่าคำนี้

 

                “ ไม่เป็นไร” เธอตอบ

 

                “ สู้ๆล่ะ” เธอพูดต่อ ก่อนจะดึงผ้าห่มขึ้นมาห่มให้เจ้าตัวเล็กที่กำลังหลับพริ้ม

 

                “ อีกสามเดือน  ฉันจะมารับลูกไปอยู่ด้วย ขอบคุณเธออีกครั้งนะ สำหรับทุกๆอย่าง” ผมโค้งให้เธอ

 

                “ ไม่เป็นไร ฉันยินดี รีบไปเถอะก่อนที่เจ้าหน้าที่จะมาเจอ คงไม่อยากต้องยืดเวลาได้เจอกับลูกหรอกใช่มั้ย” เธอยิ้มรับก่อนจะเอื้อมมือมาแตะเบาๆที่ไหล่ผม ผมพยักหน้าให้ ก่อนจะหันไปมองที่เตียงเล็กนั้นอีกครั้ง

 

                “ ฝากสกายด้วยนะ” ผมพูดกับเธออีกครั้ง ก่อนจะตัดสินใจเดินออกมาจากห้องนั้นมา  นึกอยากจะให้วันเวลามันเดินเร็วกว่านี้เหลือเกิน

 

 

.........

 

            เสียงดนตรีดังมาจากเครื่องเล่นเพลงรุ่นเก่า ดังก้องกังวานไปทั่วทั้งห้องรับประทานอาหาร 
ตอนนี้ครอบครัว อิม อยู่กันพร้อมหน้า ทั้งคุณพ่อ คุณแม่ และลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของบ้าน คุณนายอิม เธอดูสวยสง่า ถึงแม้ว่าอายุอานามจะปาเข้าไปใกล้เลขห้าแล้วก็ตาม เช่นเดียวกับคุณ อิม ที่ยังดูหล่อเหลาไม่แพ้กัน แบมแบมนั่งมองพวกท่านที่คอยเล่าเรื่องต่างๆให้ฟัง คุณพ่อกับคุณแม่ของแจบอม เพิ่งกลับมาที่เกาหลีได้ไม่นาน หลังจากที่ต้องย้ายไปอยู่ที่อเมริกาช่วงหนึ่ง  ถ้อยคำถามไถ่อย่างเอาใจใส่ของผู้ใหญ่ท่าทางใจดี ทำให้แบมแบมสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นในน้ำเสียงทุกครั้ง ถึงแม้จะพูดแค่คำทักทายก็ยังดูมากมายเต็มไปด้วยความรัก แบบนี้สินะที่เค้าเรียกกันว่าครอบครัว เวลาที่คนเรามีครอบครัว ก็คงจะเป็นประมาณนี้ละมั้ง ใบหน้าหวานยกยิ้มให้กับบุคคลตรงหน้า ก่อนจะก้มลงทานอาหารในจานต่อ

 

                “ เจบี ตักสลัดให้น้องอีกสิ  เมื่อตอนเด็กๆยังแก้มยุ้ยกว่านี้ดูตอนนี้สิเนี่ย ผอมเชียวลูก” เธอพูดกับแบมแบม

 

                “ คร้าบ คร้าบ” เจบีตอบเสียงยาว

 

                “ แบมแบม ไม่เจอกันนาน หนูเป็นไงมั่งลูก” เป็นฝ่ายคุณพ่อของแจบอมที่เป็นคนถามขึ้นมาบ้าง

 

                “ ก็ดีฮะ” แบมแบมยิ้ม

 

                “ แค่นั้น?

 

                “ ฮะ”  แบมแบมตอบ

 

                “ แล้วคุณลุงกับคุณป้าเป็นยังไงบ้างฮะ” เสียงใสเอ่ยถามต่อ

 

                “ ป้าเหรอลูก ป้าเนี่ยสบายดี แต่ว่าก็ออกจะเหงาๆอยู่ ที่เมกาป้าไม่ค่อยมีเพื่อนน่ะลูก เลยไม่ค่อยได้คุยกับใครบ่อยเท่าไหร่” เธอตอบ

 

                “ เหรอฮะแม่ แล้ว มิสซิสบราวน์  มิสซีสพอร์ท มิสแอลลี่ เอ~~~แล้วก็ใครอีกน้า~~~” เป็นแจบอมที่เห็นท่าทางของแม่ตอนพูดว่าเหงา จึงได้แซวขึ้นมา คุณผู้หญิงคนนี้เนี่ยนะเหงา อัธยาศัยดีขนาดนี้ไปอยู่ไหนก็ไม่มีทางเหงาแน่นอน

 

                “ โถ่ เจบี แม่กะจะอ้อนหนูแบมแบมซะหน่อย” เธอว่า ลูกชายกับสามีที่นั่งฟังอยู่ถึงกับส่ายหน้าระอา

 

                “ คุณป้าก็” แบมแบมยิ้มหวาน

 

                “ เอ้าๆ มัวแต่ถามป้า ทานข้าวๆ ทานเยอะๆนะลูกนะ เอาให้พุงป่องเลย วันนี้ป้าลงมือทำอาหารเองเลยนะเนี่ย” เธอพูด

 

                “ ครับ แบมจะทานให้พุงป่องเลย” คนตัวเล็กยิ้มกว้าง

 

                “ แหม ห่วงแต่แบมเหรอแม่ ไม่เห็นบอกผมกินเยอะๆมั่งเลย ทำงานเหนื่อยจะตาย” เจบีแอบตัดพ้อ

 

                “ โอ๋ๆ พี่แจบอมเหนื่อยเหรอครับ ได้เลยเดี๋ยวทานเสร็จแบมจะนวดให้น้า อย่าน้อยใจน้า” คนตัวเล็กหันไปทำเสียงออดอ้อนใส่คนตัวสูงที่นั่งอยู่ข้างๆ แจบอมที่กำลังหั่นเนื้อสเต็กชิ้นโตอยู่ถึงกับสะดุดให้กับคำพูดของอีกคน ท่าทางออดอ้อนของแบมแบมไม่ว่าเมื่อไหร่ ก็ทำให้แจบอมหวั่นไหวทุกครั้ง

 

                หลังจากรับประทานอาหารเสร็จเรียบร้อย เจบีก็พาแบมแบมมายังห้องอัดส่วนตัวที่อยู่ในห้องนอนขนาดมหึมาของเขา คนตัวสูงจับไหล่เล็กให้เดินไปนั่งยังเก้าอี้ที่เขาเตรียมไว้ แบมแบมถึงจะมีท่าทางประหลาดใจแต่ก็ยอมทำตามที่คนตัวสูงบอก   คนตัวเล็กนั่งลงบนเก้าอี้ไม้ใกล้ๆกับคีย์บอร์ด แจบอมยิ้มให้กับแบมแบมก่อนที่เจ้าตัวจะพาตัวเองไปนั่งด้านหน้าคีย์บอร์ดตัวเก่ง

 

“ แบมจำเพลงแรกที่สอนพี่เล่นเปียโนได้มั้ย?” แจบอมเป็นฝ่ายถามขึ้นมาหลังจากที่เห็นว่าห้องทั้งห้องถูกปล่อยให้อยู่ในความเงียบนานเกินไป

 

“ จำได้สิฮะ” คนตัวเล็กยิ้มให้พร้อมคำตอบ

 

“ พอจะจำความรู้สึกนั้นได้มั้ย ว่าเป็นยังไง” เจบีถามต่อ

 

“ อืม ..... ก็คิดว่าทำไมคนคนนี้เข้าใจอะไรยากจัง” ร่างบางทำท่าคิด

 

“ แล้วก็คิดว่า เมื่อไหร่จะแยก คอร์ด C กับ คอร์ด G ได้น้า ....” แจบอมที่นิ่งฟังอยู่ถึงกับขมวดคิ้วเข้าหากันอัตโนมัติ

 

“ แบมอ่ะ” เจบีทำหน้ามุ่ย

 

“ฮ่าๆ” แบมแบมหลุดขำออกมาเมื่อหันไปเห็นสีหน้าของเจบี

 

“ ไม่คุยกับแบมแล้ว” แจบอมยกมือขึ้นมากอดอก ทำท่ากระฟัดกระเฟียดเรียกร้องความสนใจจากคนตรงหน้า

 

“ โอ๋ๆ อย่างอนน้า~~~” แบมแบมลุกขึ้นจากเก้าอี้ ตรงเข้ามายืนใกล้ๆกับที่เจบีนั่งอยู่ คนผมสีเงินยิ้มน้อยก่อนจะดึงมืออีกคนให้เข้ามาใกล้

 

“ มานั่งตรงนี้สิ” แจบอมพูดพลางขยับให้เก้าอี้ที่ตัวเองนั่งเหลือพื้นที่ว่างพอให้อีกคนมานั่งด้วย  ขาเรียวชะงักอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเดินมานั่งข้างๆตามที่อีกคนขอ

 

“ แค่นั่งนิ่งๆแล้วก็ฟัง” แจบอมพูดต่อ

 

แบมแบมพยักหน้าให้เบาๆ ก่อนที่แจบอมจะเริ่มเล่นเพลง

 

 

….

I'm so lucky
君に出会えてso lucky
日々は輝くso lucky

you&me forever
you&me forever
どんなときも忘れないで

 

….

 

                แจบอมเล่นเพลงที่เขาเป็นคนแต่ง  เมโลดี้เพลงที่ฟังง่ายๆ สบายๆ ตามแบบฉบับของเจบี

แบมแบมอมยิ้มให้กับทำนองน่ารักนั้น แต่ทว่าไม่ได้รู้ความหมายของเพลงดีเท่าไหร่นัก เพราะคนตัวสูงเล่นร้องเป็นภาษาญี่ปุ่น และถึงแม้ว่าจะไม่เข้าใจเนื้อเพลงได้ทั้งหมด แต่แบมแบมกลับสัมผัสได้ ถึงความน่ารัก สดใส และความอบอุ่นจากเมโลดี้นั้น คนตัวเล็กฟังคนผมสีเงินร้องเพลงไปก็ยิ้มตามไป จนกระทั่งบทเพลงจบลง  คนตัวเล็กปรบมือให้กับคนัตวสูงเพื่อเป็นการให้กำลังใจ

 

        “ เพราะมั้ย” เจบีถาม

 

      “ เพราะครับ” แบมแบมตอบ คนตัวเล็กยกนิ้วโป้งให้สองข้าง

 

     “ แล้วแบมชอบมั้ย” คนตัวสูงถามต่อ

 

     “ อื้ม ชอบฮะ เพลงน่ารักดีนะฮะ แต่เสียดายอย่างเดียว แบมฟังไม่ออก ” คนตัวเล็กพยักหน้าให้พร้อมระบายยิ้มหวาน

 

     “ เป็นเพลงแห่งความโชคดีน่ะ อยากให้คนฟัง ฟังแล้วรู้สึกโชคดีเหมือนกับพี่” คนตัวสูงพูด

 

     “ พี่แจบอม โชคดีเรื่องอะไรฮะ” แบมแบมเอียงศรีษะน้อยๆ

 

      “ ก็โชคดี.......ที่ได้เจอกับแบมไง” แจบอมหันไปสบตากับแบมแบมก่อนจะยิ้มให้  แบมแบมถอนหายใจยาวพร้อมๆกับยิ้มตอบเบาๆ ราวกับรู้ว่าประโยคต่อไปคนที่นั่งข้างๆตรงนี้จะพูดอะไรต่อ

 

      “ นายเคยบอกว่า มีสัญญาที่ให้ไว้กับคนนึง ทำให้ตอบรับความรู้สึกพี่ไม่ได้ใช่มั้ย” แจบอมก้มหน้าลงมองบันไดเสียงตรงหน้า

 

      “ พี่แจบอม....” แบมแบมพูดเสียงเบา

 

       “ พี่รักแบมนะ รักจริงๆ....”  คนตัวสูงเงยหน้าขึ้นมาสบตากับเจ้าของดวงตากลมโตที่กำลังจ้องมองเขาอยู่

 

       “ ผมก็รักพี่เจบีนะ” แบมแบมยิ้ม

 

      “ แบมเข้าใจในคำว่ารักที่พี่กำลังหมายถึงหรือเปล่า”

 

      “ คำว่ารักที่พี่แจบอมหมายถึง คืออยากเห็นแบมมีความสุขหรือเปล่าฮะ”

 

     “ พี่ก็ต้อง อยากเห็นนายมีความสุขแน่นอนอยู่แล้วสิ”

 

     “ ถ้างั้น.....เราก็เข้าใจตรงกันนะ”

 

     “ ......” คนตัวสูงถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะกดนิ้วลงไปยังบันไดเสียงตรงหน้า

 

    “ ยอมแพ้แล้ว....” เจบีพูดเสียงค่อย  แบมแบมยิ้มให้ก่อนจะยกมือขึ้นมาลูบเบาๆที่ไหล่ของคนตัวสูง

 

    “ ยังไงนายก็จะไม่รับรักพี่ใช่มั้ย...... ถ้าอย่างนั้นพอจะบอกพี่ได้มั้ยว่า พี่มีสิทธิ์ได้เข้าใกล้หัวใจแบมมากแค่ไหน”  แจบอมพูดเสียงอ่อยๆ

 

      “ สิทธิ์ที่ว่านี่ คืออะไรเหรอครับ”  แบมแบมถาม

 

      “ ก็หมายถึง เป็นไปได้มั้ย ที่เราจะรักกัน ..... ที่แบมจะรักพี่น่ะ   พี่หมายถึง รักในอีกแบบหนึ่ง รักในแบบที่นายที่นายมีให้กับคนที่นายสัญญาอะไรเอาไว้ด้วยกัน”  แบมแบมจ้องมองใบหน้าหล่อเหลานั้น แววตายังคงมุ่งมั่นต่อสิ่งที่หัวใจรู้สึก แจบอมคือผู้ชายที่ดี เป็นผู้ชายที่ไม่ว่าหากใครได้อยู่ด้วยก็จะต้องมีความสุขอย่างแน่นอน ความรักที่ผู้ชายคนนี้จะมอบให้กับคนที่เขารัก มันจะบริสุทธิ์ อบอุ่น และใสสะอาด คนที่ทำให้แบมแบมรู้สึกอบอุ่นหัวใจทุกครั้ง  แต่แบมแบมเองก็รู้หัวใจตัวเองดีว่าความรักที่เขามีให้กับหัวใจอบอุ่นดวงนี้ เป็นเพียงความรักอย่างหวังดี เสมือนน้องชายที่มอบให้กับพี่ชายเท่านั้น ไม่เคยเกินเลยมากไปกว่านี้......

 

                นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่แจบอมพาแบมแบมมาทำอะไรโรแมนติกๆ และสารภาพรักแบบนี้ และทุกครั้งคนตัวสูงก็ยังคงได้รับเพียงแต่คำตอบเดิมๆ เคยคาดคั้นถามคนตัวเล็กข้างๆนี่ว่าคนคนนั้นคือใครกัน ใครคือคนที่แบมแบมรออยู่ แต่ก็ได้คำตอบกลับมาเพียงรอยยิ้ม และเมื่อมองแววตาที่แบมแบมแสดงออกยามที่ได้พูดถึงคนคนนั้น แจบอมก็รู้สึกได้เลยว่าตัวเอง แพ้แล้วล่ะ แพ้ตั้งแต่ยังไม่เริ่มเลยด้วยซ้ำ แต่ว่านั่น ก็ไม่เคยทำให้เขาละความพยายามนะ จนกระทั่งต้องไปเป็นเทรนนี่นั่นแหละ และก็ตั้งแต่ที่เขาต้องย้ายไปอยู่ที่อเมริกาพร้อมครอบครัว ทำให้ช่วงเวลานั้น เขาไม่ได้คุยกับแบมแบมเลย แต่ว่านะ ยังไงความรู้สึกของเขาที่มีให้กับแบมแบมก็ไม่เคยเปลี่ยนไปเลย เคยรู้สึกพิเศษยังไง ก็ยังคงเป็นแบบนั้น

                 และเพราะว่าคนตัวเล็กเองชัดเจนในคำตอบของตัวเองตั้งแต่แรก แจบอมเลยไม่ได้ตั้งความหวังเอาไว้สูงเท่าไหร่ แต่ถึงยังไงก็ยังคงหวังอยู่ ประมาณว่า ถ้าเผื่อว่า หรือบางทีแบมแบมอาจจะ...อะไรทำนองนี้ ถึงจะไม่สมหวังแบบนั้น แต่คนตัวสูงก็ไม่ได้คิดว่าต้องเลิกสนใจ หรือตัดขาดอะไรกับแบมแบมไปเลยนะ ก็เด็กคนนี้น่ะ น่ารักจะตาย แสนดีขนาดนี้ คิดยังไงก็บอก ไม่ปล่อยให้เขารอ หรือต้องคิดไปเองคนเดียว เขาก็เลยคิดว่ามันก็ยุติธรรมดีเหมือนกันที่เขาจะทำดีต่อไปกับแบมแบมไปเรื่อยๆ.....ก็นะ มันก็ไม่ได้เหนื่อยใจ

ที่ต้องทำนี่นา

                ถึงแม้ว่าจริงๆแล้วแจบอมจะแอบสงสัยในหัวใจตัวเองอยู่เหมือนกัน ว่า เราจะรักโดยที่ไม่หวังได้เหรอ ความรักแบบนั้นน่ะ มันมีอยู่จริงๆเหรอ ....

 

........

 

ท้องฟ้าทาสีดำสนิท สีดำมืดที่ทาทับพื้นที่ว่างด้านบนจนเรามาสามารถมองเห็นจุดแสงขาวๆระยิบระยับ ประดับอยู่ได้อย่างชัดเจน แบมแบมแหงนหน้ามองจุดเล็กๆที่ส่องสว่างนั้นผ่านกระจกรถยนต์คันหรูที่กำลังแล่นอยู่บนถนนสายที่คุ้นเคย  แจบอมขับรถพาแบมแบมมาส่งที่หน้าโบสถ์ คนตัวสูงยังคงมีทีท่าอารมณ์ดีเหมือนเดิม ไม่ได้แสดงออกว่าผิดหวัง หรือเสียใจฟูมฟายที่แบมแบมไม่รับรัก อาจจะเป็นเพราะว่าชินแล้วกับคำตอบที่ได้รับ  

                ก่อนลงจากรถ คนตัวสูงยังพูดติดตลก ว่าถ้าหากแบมแบมเปลี่ยนใจตอนนี้ก็ยังทันนะ พูดแล้วต่างคนต่างก็ยิ้มขำๆให้กัน

 

“ จะไม่เปลี่ยนใจจริงเหรอ  เปลี่ยนใจตอนนี้ก็ยังทันนะ” คนตัวสูงยิ้มตาหยี

 

“ พี่แจบอม...” แบมแบมพูดกดเสียงต่ำ

 

“ โอเคๆ เข้าใจแล้วครับ....” แจบอมพูดก่อนจะเดินเข้ามาสวมกอดร่างเล็กๆเอาไว้ในอ้อมแขน

 

“ ฝันดีนะ คนดีของพี่” เจ้าของผมสีเงิน ก้มลงกระซิบที่กลุ่มผมนุ่มของอีกคนก่อนจะผละกอดออกช้าๆ

 

“ ดูแลตัวเองดีดีล่ะ มีอะไรไม่สบายใจก็เล่าให้พี่ฟังได้นะ รู้มั้ย” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยออกมาอย่างใจดี

 

“ ฮะ......” แบมแบมเงยหน้าขึ้นสบตากับอีกคน

 

“ ขอบคุณนะฮะ พี่แจบอม” ร่างเล็กระบายยิ้มหวานให้อีกคนอีกครั้ง ก่อนจะโค้งให้อย่างสุภาพ

 

“ ฝันดีเช่นกันฮะ” แบมแบมพูดต่อ เจบีเอื้อมมือมาขยี้กลุ่มผมนิ่มเบาๆ ก่อนจะเดินกลับไปยังรถที่จอดเอาไว้ แบมแบมยืนโบกมือลาจนแสงไฟจากรถยนต์คันงามนั้น ลับสายตาไป

                ขอให้พี่แจบอม ได้เจอคนที่ดีกว่าแบมนะฮะ คนที่รักพี่ด้วยพื้นที่ทั้งหมดในหัวใจ ใครสักคนที่เกิดมาเพื่อพี่จริงๆ …… ’  เสียงใสดังก้องขึ้นในใจของร่างเล็กที่กำลังยืนโบกมืออยู่ด้านข้างถนน

 

.....

ร่างบางหันหลังกลับมาจะเดินเข้าไปยังสถานที่ที่ตัวเองอยู่ แต่ก็ต้องชะงัก เมื่อสายตาไปสะดุดอยู่ที่ร่างสูงโปร่งตรงหน้า

 

“ แบม....” เสียงทุ้มต่ำที่เอ่ยออกมาอย่างเยือกเย็น และเรียบเฉย

 

“ พี่ว่าเรามีเรื่องต้องคุยกัน.......” เจ้าของผมสีแดงเพลิงที่กำลังพัดปลิวไปตามแรงลม ส่งสายตาที่ไร้ความรู้สึกพร้อมน้ำเสียงที่เหมือนจะบาดลึกลงไปในจิตใจคนฟัง ให้หัวใจได้เริ่มรู้สึกเจ็บขึ้นมาอีก

 

 

.......

                ท่ามกลางสายลมหนาวที่กำลังพัดโบก มาร์คและแบมแบมยืนอยู่ท่ามกลางความหนาวเย็นนั้น ทุกๆอย่างรอบๆตัวเงียบสนิท แม้กระทั่งเสียงของใบไม้ที่ลู่ตามลม ประสาทสัมผัสรับรู้ของคนตัวเล็กยังไม่อาจได้ยินเสียงอื่นใด นอกเสียจากเสียงทุ้มต่ำที่แสนเย็นเยียบจากร่างสูงตรงหน้าที่เอ่ยเรียกชื่อของเขา น่าแปลกชื่อนี้ที่เคยขอร้องให้เรียก พออีกคนเปลี่ยนมาเรียกตามที่ต้องการจริงๆ หัวใจกลับไม่อยากยอมรับ 

                มาร์คเดินตรงเข้ามาหาแบมแบม สายตายังคงจดจ้องอยู่ที่ร่างเล็กตลอดเวลา อารมณ์ขุ่นมัวในหัวใจคนตัวสูงมันยากที่จะทำให้มันสงบลงได้ภายในเวลาอันสั้น คนตรงหน้านี้ที่เขาเข้าใจมาตลอดว่าเป็นฝ่ายทอดทิ้งเขาก่อน ดูจะมีความสุขกับชีวิตตอนนี้ซะเหลือเกิน เดี๋ยวคนนั้นมารับที คนนี้มาส่งที ท่าทางคงไม่ได้ใส่ใจการกลับมาของเขาซะด้วยซ้ำมั้ง ยิ่งคิดก็ยิ่งโมโห ยิ่งโมโหก็ยิ่งโกรธ ยิ่งโกรธก็ยิ่งเจ็บ และความรู้สึกสุดท้ายคงชัดเจนยิ่งกว่าความรู้สึกอื่น ในขณะที่เราเป็นกังวลกับนาย นายกลับมีความสุขอยู่กับคนอื่นเสียงจากสายตาที่พยายามส่งไปให้กับคนตัวเล็กที่ยืนนิ่งอยู่ ดวงตากลมโตคู่นั้นกำลังสั่นไหวไม่แน่ใจว่าเพราะอะไร แต่ที่แน่แน่คงไม่ใช่เพราะเขาอย่างแน่นอน มาร์คเดินมาจนใกล้ และหยุดอยู่ตรงหน้าแบมแบม โดยไม่เอ่ยปากพูดอะไรสักคำ คนตัวเล็กจ้องมองยังดวงตาของเขากลับ ก่อนจะระบายยิ้มอ่อนๆให้

ยังจะยิ้มได้อีก หน้าเรามันบอกว่ามาด้วยความสุขหรือยังไงกัน เสียงในใจของร่างสูงยังคงร้องดัง แทบอยากจะให้มันระเบิดออกมา

 

                “ พี่มาร์ค...” แบมแบมเอ่ยเรียกชื่อตัวของคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ใบหน้าหวานยังคงพยายามฝืนยิ้มให้อย่างไม่ได้ต้องการให้อีกคนจับความรู้สึกเสียใจได้

 

                “ ดึกแล้วนะ อากาศก็หนาวด้วย มาทำอะไรแถวนี้ล่ะฮะ” คนตัวเล็กถามต่อ แต่ทว่าสายตากลับไม่ได้จ้องที่ใบหน้าหล่อเหลานั้นแล้ว แบมแบมหลุบสายตามองตรงไปข้างหน้าตามระดับความสูงของตัวเอง

 

                “ ไปไหนมา” มาร์คพูดสั้นๆ ด้วยน้ำเสียงกระชากแบบไม่พอใจ

 

                “ ไปบ้านพี่แจบอมมาฮะ” คนตัวเล็กตอบเสียงใส

 

                “ เหรอ...” มาร์คพูด ก่อนจะขยับขาก้าวเข้ามาใกล้แบมแบมอีกก้าวหนึ่ง

 

                “ สนุกมั้ย” คนตัวสูงก้มลงมาถามคนตัวเล็กที่ตอนนี้ทำได้แต่เพียงก้มหน้ามองปลายเท้าตัวเอง

 

                “ ฮะ...” แบมแบมพยักหน้าตอบเสียงเบา มือเล็กคอยจิกปลายเสื้อเอาไว้ เพื่อควบคุมตัวเองไม่ให้พูดเสียงสั่น

               

                “ ดูจากท่าทางก็น่าจะรู้ เราก็ไม่น่าถามอะไรโง่ๆเลยเนอะ” มาร์คพูดเสียงเรียบปกติ แต่คนฟังนั้นรู้ดีว่ามันแฝงเอาไว้ด้วยแรงประชดประชันแค่ไหน

 

                “ ดูก็รู้ว่าไปบ้าน บี คงมีความสุข มากกว่าไปบ้านเราอยู่แล้ว” เสียงทุ้มพูดต่อ น้ำเสียงมันช่างราบเรียบ เยือกเย็น และกรีดลึกลงไปยังหัวใจของแบมแบมเหลือเกิน

 

                “ พี่มาร์ค...” ร่างบางเงยหน้าขึ้นมองคนตรงหน้า พยายามควบคุมแววตา สีหน้า และท่าทางของตัวเองให้นิ่งและปกติที่สุด

 

                “ ทำไมพูดแบบนั้นล่ะฮะ” แบมแบมถอนหายใจเสียงหนัก ถึงแม้จะสั่นไหวกับคำพูดคนตรงหน้า แต่ใบหน้าหวานก็ยังคงฝืนยิ้มให้

 

                “ นี่อะไร” มาร์คยื่นกระดาษโน้ตที่แบมแบมเขียนวางเอาไว้บนโต๊ะอาหารมาตรงหน้า

 

                “  ก็ กระดาษโน้ตไงฮะ ...” เสียงใสที่ใกล้สั่นตอบออกไปอย่างพยายามปกติ

 

                “ ไม่ได้หมายถึงตรงนี้  แต่หมายถึงสิ่งที่อยู่ข้างในกระดาษแผ่นนี้” คนผมสีแดงพูด พลางคลี่หน้ากระดาษออก แบมแบมยื่นมือออกไปจะหยิบเอาแผ่นกระดาษสีขาวนั้น แต่คนตัวสูงกลับชักกลับไปถือเอาไว้

 

                “ เราถามว่าตัวโน้ตพวกนี้ มันหมายถึงอะไร” มาร์คเริ่มขึ้นเสียง

 

                “ พี่มาร์คไม่รู้จริงๆ หรือว่าแกล้งถามไปอย่างนั้นกันละฮะ” น้ำเสียงที่เริ่มสั่นและดวงตากลมโตที่เริ่มสั่นไหว จ้องมองและถามคำถามออกไปยังคนที่ยืนอยู่ตรงหน้า

 

                “ .....” มาร์คยืนนิ่งเงียบ ไม่ตอบอะไรกับแบมแบม สิ่งที่คนตัวสูงทำคือส่งสายตาเย็นชากลับมาให้

แบมแบมจ้องมองตาคมนั้นอยู่พักหนึ่งก่อนจะแค่นยิ้มให้

 

                “ .......ผมเข้าใจแล้ว” คนตัวเล็กพูดเสียงเบาหวิวจนแทบจะปลิวไปกับสายลม คนตัวเล็กสูดหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่ก่อนที่ขาเรียวจะก้าวขยับออกจากที่ที่ยืนอยู่

 

                “ พี่มาร์คไม่รู้ ....... พี่มาร์คไม่รู้จริงๆด้วย...” เสียงเล็กเอ่ยออกมาอย่างทอดถอนใจ สายลมหนาวที่พัดผ่านร่างของแบมแบมไป ยังไม่เยือกเย็นเท่าสายตาของคนตัวสูงตรงหน้านี้เลย ยิ่งพินิจมองก็ยิ่งแน่ชัดในสิ่งที่รู้สึก คนตรงหน้านี้ สายสัมพันธ์ระหว่างเขากับมาร์ค มันจบแล้วจริงๆ มันจบแล้ว....

 

                คนตัวเล็กก้มหน้ามองเพียงปลายเท้าคู่เล็กของตัวเอง แบมแบมรู้สึกเหมือนขาจะหมดแรงลงตรงนั้น มาร์คเดินเข้ามาใกล้คนตัวเล็กอีก และคราวนี้ ระยะห่างระหว่างคนทั้งคู่ มีเพียงสายลมเท่านั้น ที่ลอดผ่านไปได้

 

                “ เราไม่รู้หรอก ถ้านายไม่ยอมพูด” คนตัวสูงช้อนคางมนของอีกคนขึ้นมาสบตาด้วย แบมแบมเอาแต่หลบสายตาไปทางอื่นไม่ยอมมองมาร์คตรงๆ

 

                “ ก็อย่างที่โน้ตทุกตัวบอก เราแค่อยากขอโทษ” คนตัวเล็กพูดเสียงสั่น

 

                “ แล้วขอโทษเรื่องอะไรล่ะ” มาร์คถามต่ออย่างไม่เว้นช่องว่าง แบมแบมปัดมือที่จับใบหน้าของเขาอยู่ออกเบาๆ ก่อนจะถอยหลังออกห่างจากอีกคน

 

                “ พี่มาร์ครู้แค่ว่าเรารู้สึกขอโทษพี่มาร์คก็พอ แต่มากกว่านี้ เราคงพูดไม่ได้” แบมแบมพูดต่อ
พูดในขณะที่สายตาก็ยังคงมองต่ำ

 

                “ .....นั่นสินะ ตอนนี้มีอะไรก็คงพูดกับเราไม่ได้แล้ว ถ้าตรงนี้เป็นบียืนอยู่ก็คงจะบอกหมดทุกอย่างเลยล่ะสิ” น้ำเสียงประชดประชัน ยังคงหลุดออกมาเรื่อยๆ

 

                “ สิ่งที่เราพูดกับพี่มาร์ค หรือว่าอยากบอกพี่มาร์ค ก็หมายถึงแค่พี่มาร์ค ไม่มีคนอื่น” แบมแบมพูด

 

                “ แต่ถึงเราจะพูดอะไรออกไปตอนนี้ พี่มาร์คก็คงไม่อยากฟัง......ก็ตัดสินเราไปแล้วนี่นา” เสียงเล็กตัดพ้อเบาๆ

 

                ‘ ผมจะบอกพี่ได้ยังไง ผมจะพูดได้ยังไง ว่าผมรู้สึกยังไงกับพี่มาร์ค ถึงพี่มาร์คจะไม่ได้รู้สึกอะไรกับผมแล้ว  แต่ผมก็ไม่อยากให้คำพูดของผมไปทำให้พี่ไม่สบายใจ

 

                ร่างเล็กกำชายเสื้อของตัวเองแน่น ตากลมพยายามกระพริบถี่ๆเพื่อไล่ให้น้ำตาที่กำลังจะไหล
หายกลับเข้าไปยังที่ที่มันเริ่ม  

 

                “ อีกอย่าง ถึงเราจะพูดอะไรออกไปตอนนี้ มันก็คงไม่สำคัญอะไรแล้ว”  แบมแบมเงยหน้าขึ้นมองอีกคน ก่อนจะพูดประโยคนี้ ด้วยร้อยยิ้มเศร้าๆ

 

                “ ใช่ มันไม่สำคัญแล้วล่ะ” เสียงของมาร์คที่พูดต่อ มันราบเรียบ เย็นเฉียบไร้ความรู้สึกซะจนแบมแบมไม่กล้าสบตากับคนพูด คนตัวเล็กก้มหน้ามองปลายเท้าอีกครั้ง และแม้ครั้งนี้จะพยายามสกัดกลั้นน้ำตาเอาไว้สักเท่าไหร่ก็ดูเหมือนจะไม่เป็นผล คนตัวสูงที่ยืนมองดูอยู่เดินเข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้าร่างเล็ก ก่อนจะปากระดาษโน้ตทีตัวเองขยำจนยับยู่ยี่นั้น  ลงไปยังไหล่เล็กที่ใกล้จะสั่นสะท้านเพราะแรงสะอื้นอยู่เต็มที

               

                “ เก็บเอาไว้นะ เพราะกระดาษนี่มันก็ไม่ได้สำคัญอะไรเหมือนกัน” พูดจบขายาวก็ก้าวเดินผ่านหน้าแบมแบมไป วินาทีที่มาร์คเดินผ่านไปเหมือนกระชากเอาหัวใจของแบมแบมให้ออกจากร่างที่ยืนอยู่ไปด้วย คนตัวเล็กยืนนิ่งพร้อมกับคำพูดที่วกไปวนมาพาให้หัวใจแตกสลายไปรอบละหลายๆครั้ง 
 

'นายไม่ได้สำคัญอะไรกับเขาอีกต่อไปแล้ว'

 

 

...................

#TBC.

________________________________________________________________________



*** Spacial Thanks for The song ' So Lucky' From Got7 ***
**** อย่าลืมไปโหวตเด็กๆด้วยนะคะ***** 

รักคนอ่านนะ
จุ๊บ.



#ฟิคทำนองรัก
 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 45 ครั้ง

4,352 ความคิดเห็น

  1. #4348 PimrosePimon (@PimrosePimon) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 31 กรกฎาคม 2562 / 00:31
    บีบหัวใจทุกตอน น้ำตาไหลอย่างกับอกหักใหม่ ๆ 😭
    #4348
    0
  2. #4331 MarkBam1n1a (@Notetoaki) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 28 มกราคม 2562 / 11:48
    โอ้ยยยย ไม่ไหวแล้วนะจะให้ร้องไห้ทุกตอนใช่ไหมไรท์ อึดอัดโว้ยยยยยย
    #4331
    0
  3. #4243 iins_ (@mmb97) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 28 ตุลาคม 2560 / 06:54
    จ้าาาาาาา เครียดว้อย
    #4243
    0
  4. #4224 anMarkBambamGOT7 (@anMarkBambamGOT7) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 3 ตุลาคม 2560 / 17:13
    เข้าใจให้ตรงกันเด้ พี่มาร์คอ่ะะ
    #4224
    0
  5. #4091 Moko87 (@mokomoko87) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 11 ธันวาคม 2559 / 18:26
    พี่มาร์คคคคค ทำแบมร้องไห้อีกแล้ว
    #4091
    0
  6. #3951 คาทัน (@anties1) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 4 สิงหาคม 2559 / 22:45
    กรี๊ดดดดดดด เจ็บบกระดองใจ
    #3951
    0
  7. #3931 BamG97_ (@sasikanr_) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 3 สิงหาคม 2559 / 19:02
    อกกกน้ำตาาา ม่ายยยคือแบบฮืออออt0t
    #3931
    0
  8. #3883 ไม่บอกกก1 (@30267) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 1 สิงหาคม 2559 / 14:56
    ฮือออออ TT
    #3883
    0
  9. #3776 BAMmiie (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 13 เมษายน 2559 / 13:38
    ประโยคสุดท้ายของมาร์คนี่รู้สึกแสบจมูกเลยอะ เกือบไม่ร้องแล้ว ทำไมตอนไม่มีมาร์คเรารู้สึกอ่านแบบสบายใจมาก เราควนไปหรือไรท์ควรเปลี่ยนพระเอก555555 ความรักของพี่บีนี่ดีงามต่อหัวใจที่สุด ดูแลเขาไปเรื่อยๆนะคะ แบมไม่เอาแต่เราเอา
    #3776
    0
  10. #3775 BAMmiie (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 13 เมษายน 2559 / 04:50
    ประโยคสุดท้ายของมาร์คนี่รู้สึกแสบจมูกเลยอะ เกือบไม่ร้องแล้ว ทำไมตอนไม่มีมาร์คเรารู้สึกอ่านแบบสบายใจมาก เราควนไปหรือไรท์ควรเปลี่ยนพระเอก555555 ความรักของพี่บีนี่ดีงามต่อหัวใจที่สุด ดูแลเขาไปเรื่อยๆนะคะ แบมไม่เอาแต่เราเอา
    #3775
    0
  11. #3669 Eroseris (@ornlylove) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2559 / 00:39
    ทำไมมาร์คเหมือนจะมองทุกอย่างให้เดินไปตามที่ใจมาร์คต้องการหมด ตัวเองมานยองอยู่นะ เเบมจะพูดอะไรได้ มาร์คตอบตัวเองก่อนเถอะว่าถ้าเเบมบอกรักมาร์คขึ้นมาจริงๆ มาร์คจะทำยังไงกับนยอง จะทำยังไงกับเเบม คนใจร้าย!!!!!
    #3669
    0
  12. #3435 MBKY; (@withmbky) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 4 มกราคม 2559 / 22:00
    น้ำตาคลอ โอ้ยย คิดไปไกลละ ทีแรกโกรธมาร์คมาก มาร์คมีสิทธิ์อะไร ทำไมมาคิดเล็กคิดน้อยกับแบมแบบนี้ แบมจะไปกับใครก็สิทธิ์ของแบมสิ ใครจะมารับมาส่งก็สิทธิ์ของแบม มาร์คลืมอะไรหรือปล่าว มาร์คก็มีเนียร์ไง ตอนมาร์คมีเนียร์มาร์คคิดจะสนใจแบมไหม แล้วดูทำกับแบมสิ จะให้แบมพูดอะไรไปได้ละ ก็มาร์คมีเนียร์แล้วนี้
    แต่แบมก็ยังไม่มีใครเลยด้วยซ้ำ ขนาดเจบีที่แสนดีขนาดนั้น แบมยังไม่ได้ตอบรับเลย โอ้ย สงสารบีแบม แง้งงง สงสารยูคด้วย
    #3435
    0
  13. #3414 "นรี" (@raindemon) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 4 มกราคม 2559 / 11:31
    จะะร้องง
    #3414
    0
  14. #3374 opel_zuza (@marang-zangkoong) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 6 ธันวาคม 2558 / 23:26
    เปลี่ยนคู่หน้าฟิคจริงจัง!!! เราแบนพี่มาร์ค อ้ากกกกกกกกกกก อยากกระโดดกัดหู :(
    #3374
    0
  15. #3343 Wang-GaGa (@wang-j28) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 2 ธันวาคม 2558 / 01:48
    โอ๊ย แต่ละคน ปมชีวิต
    #3343
    0
  16. #3138 jockpa (@khunpream6919) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 5 พฤศจิกายน 2558 / 16:56
    ,เศร้าอ่ะ...อย่าให้แบมสุดท้ายต้องตายจากกันนะ...มันเศร้า
    #3138
    0
  17. #2557 ENED (@ENED) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 26 สิงหาคม 2558 / 11:31
    เอามาร์คไปเก็บทีค่ะ ใครจะเอาไปฆ่าทิ้งที่ไหนก็ได้ 

    ไรท์สู้ๆค่ะ ไรท์แต่งดีจนกระทบกระเทือนต่อใจเราอย่างรุนแรงเลยยย ฮืออออ
    #2557
    0
  18. #2499 nun__nutty (@nun000nutty) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 19 สิงหาคม 2558 / 22:41
    ปวดใจ หน่วงเกิน หน่วงมากกๆๆๆๆๆๆ เฮ้อออ
    #2499
    0
  19. #2451 VONGO (@KOYO1994) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 13 สิงหาคม 2558 / 22:55
    ไม่รู้จะเม้นต์อะไร ขอส่งกำลังใจให้แทนค่ะ
    #2451
    0
  20. #2439 222 (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 13 สิงหาคม 2558 / 22:31
    อ่านแล้วปวดใจอ่ะ ใจสั่นมากเลย อยากจะร้องไห้อีกแล้ว รักไรต์น่ะ
    #2439
    0
  21. #2193 i_am_a_weirdo (@i_am_a_weirdo) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 21 กรกฎาคม 2558 / 04:49
    แงงงงงงงงงงงงร้องไห้หนักมาก
    #2193
    0
  22. #2105 13ploymin_elf (@13phoenix) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 14 กรกฎาคม 2558 / 00:57
    ไรเตอร์เอามีดมาแทงเราเถอะง่ายกว่า...
    #2105
    0
  23. #1824 Chibamie (@parpaa) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 5 มิถุนายน 2558 / 12:09
    ไม่เอาดิ พี่มาร์คไม่ทำแบบนี้สิ งื้ิิออ
    #1824
    0
  24. #1481 fan-fpt (@film__fpt) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 5 มีนาคม 2558 / 14:20
    ไรท์ ใจร้าย TOT ทำกับแบมแบมอย่างนี้ได้ยังไง แบมแบมออกจะนิสัยดีขนาดนี้
    #1481
    0
  25. #1313 mybambi (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 24 มกราคม 2558 / 17:00
    โอย กับพี่บีก็ไม่ได้รัก ส่วนพี่มาร์คก็รักไม่ได้
    #1313
    0