- I will always love you -[GOT7 MarkBam]

ตอนที่ 16 : - All Those words -

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4,777
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 46 ครั้ง
    13 ม.ค. 59

 




‘ Love makes the time pass. Time makes love pass.

 - ความรักขับเคลื่อนวันเวลา  และกาลเวลาก็นำพาความรักจากไป -

 

                “Jinyong WANG or Park Jinyong  ชื่อเดิมของ คุณจูเนียร์ เราทราบมาว่า คุณไม่ใช่ลูกแท้ๆของนักธุรกิจเจ้าของค่ายเพลงยักษ์ใหญ่จากฝั่งตะวันตก จะเป็นการละลาบละล้วงเกินไปหรือเปล่าถ้าหากอยากจะให้คุณพูดถึงเรื่องนี้ ” พิธีกรหนุ่มฝีปากกล้าในชุดสูทสีดำกับทรงผมที่ผ่านการจัดแต่งทรงมาอย่างดี  กำลังถามคำถามต่อดาวรุ่งพุ่งแรงแซงไอดอลทุกคนอยู่ขณะนี้ เด็กหนุ่มผู้มากความสามารถ และหน้าตาน่ารักน่าหลงใหลเพียงแค่ได้จ้องมอง 

                จูเนียร์แอบมีสีหน้าตกใจเล็กน้อย เมื่อได้ยินคำถามเมื่อสักครู่ เพราะไม่เห็นมีคำถามนี้ในสคริปที่ได้คุยกันเอาไว้ก่อนหน้านี้ และนี่แหละมั้งคือความน่ากลัวของโลกแห่งแสงสี คุณไม่มีทางรู้ได้เลยว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นกับคุณบ้าง ชีวิตที่คุณคิดว่ามันเป็นของคุณมาตลอด จริงๆแล้วมันถูกควบคุมเอาไว้ด้วยแสงไฟ กล้องตัวใหญ่ และกรอบสี่เหลี่ยมที่คอยแสดงภาพทุกอิริยาบถของคุณ ถ้าหากว่าพลาดไปแค่ก้าวเดียว สิ่งที่คุณพยายามมาทั้งหมด อาจจะพังลงไปอย่างไม่มีทางเรียกร้องอะไรกลับมาเหมือนเดิมอีกก็ได้ คนหน้าสวยยิ้มหวานออกมาก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองกล้องหลัก

 

                “ ผมไม่เคยคิดว่ามันคือความละลาบละล้วงนะครับ ขอบคุณ คุณคิม กูรา ที่ถามคำถามนี้กับผม ..........” จูเนียร์ยกมือขึ้นมาประสานกันบนตัก ก่อนจะเริ่มพูดต่อ

 

                “ เป็นเรื่องจริงครับ ที่ผมไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของ มิสเตอร์ หวัง  ท่านเจอผมที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าฮะ ตอนนั้นผมอายุ 6 ขวบ จริงๆตอนนั้นผมเองก็ยังเด็กมาก จำอะไรไม่ค่อยได้หรอกครับ จำได้แค่ว่า เจ้าหน้าที่มาบอกกับผมว่า จะมีคนใจดีมารับผมไปอยู่ด้วย ตอนนั้นผมก็ถามใหญ่เลยนะฮะว่า เค้าเป็นใครกันเหรอ แล้วเค้าใจดีหรือเปล่า แล้วผมต้องไปอยู่ที่ไหน .............. แต่ก็นั่นแหละฮะ สุดท้ายผมก็ได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว WANG ผมคิดว่าผมโชคดีมากเลยครับ เป็นความโชคดีที่พระเจ้ามอบให้ และผมจะตั้งใจทำงาน เป็นลูก และเป็นน้องที่ดี เพื่อตอบแทนพวกเขาครับ” จินยองยิ้มให้กับพิธีกรผมเรียบที่นั่งอยู่ข้างๆ

 

                “ ถ้าอย่างนั้น อีกคำถามนึงนะฮะ  จริงหรือเปล่าที่คุณเป็นนักร้องได้อย่างทุกวันนี้ เพราะว่าพ่อบุญธรรมของคุณเป็นคนผลักดัน ถึงกับตั้งบริษัทขึ้นมาเพื่อคุณ”  คำถามที่ฟังไม่รื่นหูยังคงมีมาอีก แจ็คสันที่มาดูการสัมภาษณ์ของน้องชายเริ่มทำท่าไม่สบอารมณ์กับไอ้รายการบ้านี้นี่ไม่ให้เกียรติชีวิตส่วนตัวน้องชายสุดที่รักของเขาซะเลย

 

                “ เดี๋ยวพอจบรายการ ผมขอคุยกับโปรดิวเซอร์ และคนคิดคำถามด้วยนะครับ รู้สึกว่าจะมีคำถามที่ไม่มีในสคริปซะเยอะเลยนะฮะ” แจ็คสันเดินไปยังบริเวณที่ผู้จัดรายการยืนอยู่ สิ้นคำพูดของร่างหนา เหล่าสต๊าฟรายการได้แต่มองหน้ากระพริบตาให้กันปริบๆ จะซวยมั้ยเนี่ย ในใจทุกคนคงกำลังคิดแบบนี้อยู่

 

                “ อืม..... สำหรับคำถามนี้ ผมอยากถามคุณกลับว่า ถ้าหากเป็นตัวคุณเอง  คุณจะยอมเสี่ยง ทุ่มเททุกอย่างให้กับคนที่ไม่ใช่สายเลือดตัวเองมั้ยล่ะครับ?” ร่างบางยังคงตอบคำถามอย่างฉลาดเอาตัวรอด อย่างเช่นทุกๆครั้ง คำตอบนั่นทำเอาพิธีกรหนุ่มอึ้งไปเล็กน้อย เช่นเดียวกับคนในห้องส่ง พี่ชายต่างสายเลือดที่ยืนดูอยู่ ยกยิ้มขึ้นมา แม้จะเป็นคำตอบที่พอจะน็อคพิธีกรคนนี้ได้ แต่ยังไงแจ็คสันก็ไม่ชอบให้จูเนียร์พูดเหมือนกับว่าตัวเองยังคงไม่ใช่ครอบครัวที่แท้จริงหรือไม่ใช่น้องชายจริงๆของเขา เวลาที่ฟังเขาตอบแบบนี้ทีไร มันรู้สึกปวดใจแทนยังไงก็ไม่รู้

 

                การสัมภาษณ์จบลงด้วยดี แจ็คสันพาน้องชายกลับมายัง คฤหาสน์หลังโต ใจกลางเมืองโซล ทันทีที่เข้ามาในบ้าน เหล่าพ่อบ้าน แม่บ้าน ต่างรีบกรูกันเข้ามาต้อนรับคุณหนูเล็กของบ้านด้วยความดีอกดีใจกันใหญ่ เพราะตั้งแต่กลับมา คุณหนูก็เอาแต่ซ้อม  อัดเสียง เรียนการแสดงเพิ่ม อยู่บริษัทมากกว่าอยู่ที่บ้านซะอีก

 

                “ ยินดีต้อนรับกลับบ้านครับ/ค่ะคุณหนู” เสียงคุณพ่อบ้าน คุณแม่บ้าน เอ่ยทักทายพร้อมโค้งเก้าสิบองศาให้กับผู้เป็นเจ้านาย  จูเนียร์ยิ้มกว้างให้กับบรรดาผู้คนเหล่านั้น แม้จะเพิ่งกลับมาอยู่เกาหลีได้ไม่นานแต่ความผูกพันที่คนที่นี่มอบให้มันมากมายซะจนไม่รู้จะขอบคุณอย่างไร ทุกๆคนเอ็นดูคุณหนูคนเล็ก ทุกๆคนรักคุณหนูคนเล็ก เช่นเดียวกับคุณพ่อ และพี่ชายของเขา จูเนียร์คือแก้วตาดวงใจของบ้านหลังนี้

 

                “ ผมรู้สึกเหมือนเป็นเจ้าชายเลยอ่ะ ดูทุกคนสิครับ มาเข้าแถวยืนต้อนรับกันซะยิ่งใหญ่เชียว” คนหน้าสวยยิ้มหวาน

 

                “ พี่สั่งเองแหละ” แจ็คสันยักคิ้ว

 

                “ พี่แจ็คนี่ เว่อจริงๆเลยว่ามั้ยครับป้า คิกคิก” จินยองหันไปหัวเราะคิกคักกับคุณแม่บ้านวัยกลางคนหน้าตา ท่าทางใจดี เธอคนนี้เป็นแม่นมที่เลี้ยงพี่ชายคนโตอย่างแจ็คสันมาตั้งแต่ที่แม่ของเขาจากไป และแน่นอนว่า หนุ่มน้อยจินยองก็กลายมาเป็นอีกคนที่เธอเป็นผู้ดูแล

 

                “ คิดถึงคุณป้าที่สุดเลย” คนขี้อ้อนโผเข้ากอดร่างท้วมนั้นด้วยท่าทางออดอ้อนเหมือนลูกแมว

 

                “ คุณหนูเล็กนี่น้า โตแล้วยังทำเหมือนเด็กๆ” เธอดุแกมหยอก

 

                “ ถ้าเป็นไปได้ ก็ไม่อยากโตเลยฮะ ...... เป็นผู้ใหญ่นี่ เหนื่อยจัง....” จูเนียร์ถอนหายใจเสียงหนัก

 

                “ พูดอะไรอย่างนั้นล่ะคะ ไม่เอาๆ ไม่พูดแบบนี้ ไปค่ะ ป้าเตรียมอาหารอร่อยๆไว้ให้แล้ว เดี๋ยวคุณหนูเล็กไปอาบน้ำ แต่งตัว แล้วลงมาทานนะคะ” เธอยิ้มอย่างเอ็นดู จูเนียร์พยักหน้าและทำตามอย่างว่าง่าย

 

                “ แล้วของผมล่ะฮะ ป้า” แจ็คสันเดินมากอดแม่นมของตัวเองบ้าง

 

                “ คุณหนูใหญ่ก็ทานกับคุณหนูเล็กนั่นแหละค่ะ” เธอพูดเสียงเรียบ

 

                “ โห่ อะไรอ่ะ พอจูเนียร์กลับมาผมก็หมาหัวเน่าเลยเหรอ~~~ งอนป้าแล้ว” แจ็คสันทำแก้มป่อง

 

                “ ถ้าทำแบบนี้เมื่อตอนเด็กๆ ป้าก็จะบอกว่ามันน่ารักนะคะ แต่ว่าตอนนี้ป้าคงจะพูดแบบนั้นไม่ได้” เธอว่า

 

                “ ใช่ซี้~~~~ ผมมันไม่น่ารักกกกกก” แจ็คสันลากเสียงยาวพลางเดินหันหลังขึ้นบันไดไปยังชั้นสอง แม่นมรูปร่างท้วมได้แต่ส่ายหน้าระอาให้กับความขี้เล่นของแจ็คสัน นิสัยเหมือนคนที่เลี้ยงเขามาไม่มีผิด ยิ่งโตก็ยิ่งเหมือน

 

                จินยองจัดการอาบน้ำแต่งตัวเสร็จเรียบร้อย คนหน้าสวยเหลือบมองโทรศัพท์มือถือราคาแพง ก่อนจะเบนสายตาไปทางอื่นพร้อมคำถามในใจ ‘ทำอะไรอยู่ไม่ยอมโทรมา

 

……………

 

                วันนี้เป็นวันที่สองที่แบมแบมหยุดเรียนเพราะไข้ยังไม่หายดี คนตัวเล็กยังคงตื่นนอนแต่เช้าเหมือนเดิมอย่างเช่นทุกๆวัน อาการปวดหัวตัวร้อน ก็ทุเลาลงบ้างแล้ว แต่ก็ยังไม่หายขาดคิดว่าพรุ่งนี้น่าจะหายดี คงจะกลับไปเรียนได้ ร่างบางเดินมายังสวนข้างโบสถ์เพื่อรดน้ำต้นไม้ มีคนเคยพูดเอาไว้ว่า ถึงแม้ตัวเราจะป่วยแต่อย่าปล่อยให้หัวใจป่วยไปด้วย ถ้าหัวใจเราแข็งแรงเราก็จะยิ่งหายป่วยเร็วขึ้น คนตัวเล็กคิดพลาง

รดน้ำดอกไม้ไปพลาง

 

                “ ฮัดชิ้ว” เจ้าของเสียงหวานเผลอจามออกมาเพราะเกสรดอกไม้ปลิวเข้าจมูก มือเล็กขยี้จมูกโด่งได้รูปซะจนเกิดรอยแดง แต่กระนั้นเจ้าตัวก็ไม่ได้สนใจหรอก ยังคงก้มหน้าก้มตารดน้ำต้นไม้ต่อไปเรื่อยๆ

                ตั้งแต่วันนั้น จนวันนี้ ก็ยังไม่ได้คุยกับพี่มาร์คเลย ไม่รู้ว่าสิ่งที่พี่มาร์คพูดถึงคืออะไร แบมแบมไม่เข้าใจ  แล้วป่านนี้พี่มาร์คจะเป็นยังไงบ้าง จะสบายดีมั้ย จะติดไข้หวัดจากเขาหรือเปล่า แบมแบมขาดเรียนไป

พี่มาร์คไม่มีพาร์ทเนอร์เข้าเรียนด้วยกัน จะเป็นอะไรไหมนะ พอเริ่มรู้ว่าคิดฟุ้งซ่านคนตัวเล็กจึงสะบัดส่ายศีรษะเบาๆเพื่อไล่ความคิดที่มีต่ออีกคนให้หายไป มัวแต่ไปคิดถึงเรื่องเขาอยู่ได้ ถึงไม่มีเรา เขาก็สบายดีอยู่แล้วไม่เห็นต้องสงสัยเลย คิดเรื่องตัวเองดีกว่าแบมแบม จะเอายังไงกับชีวิตกันแน่ จะทำยังไงกับหัวใจของนาย ควรจะต้องทำยังไงต่อไปดี……

                คนตัวเล็กกลับขึ้นมาบนห้องนอนของตัวเอง และตัดสินใจหยิบกล่องเก็บจดหมายใต้เตียงขึ้นมา

บางทีนี่คงถึงเวลาที่เราควรจะต้องยอมรับความจริง แล้วก็ใช้ชีวิตต่อไปอย่างที่พี่มาร์คพูด ถ้าหากต้องผิดหวังที่ต้องทำก็แค่ใจยอมรับและอยู่กับมันให้ได้ ก็เท่านั้น   มือเล็กค่อยๆไขแม่กุญแจรูปหัวใจดอกเล็กนั้นออกช้าๆ ก่อนจะค่อยๆเปิดฝากล่องขึ้น แบมแบมควานหาจดหมายฉบับสุดท้ายที่มาร์คส่งมาถึงเขา เมื่อพบซองจดหมายแล้วมือเล็กก็ลูบหน้าซองเบาๆก่อนจะเปิดเอากระดาษสีขาวด้านในออกมา แบมแบมค่อยๆคลี่แผ่นกระดาษออกช้าๆ  คล้ายๆกับยื้อเวลาให้เพื่อเตรียมใจก่อน คนตัวเล็กถอนหายใจยาวก่อนจะเริ่มอ่านจากประโยคแรกสุด

                                                                       ‘กันต์พิมุกต์ที่รัก

                  นายเป็นยังไงบ้าง เรียนเป็นยังไงบ้าง แล้วเรื่องสอบครั้งที่แล้วที่เล่าให้ฟังคะแนนออกมา พอใจมั้ย มีอะไรเกิดขึ้นบ้างในช่วงระยะเวลาสองสามเดือนที่เราไม่ได้เขียนจดหมายถึงนาย ช่วงนี้เรายุ่งๆน่ะ ขอโทษที 

                เอ้อ จริงด้วย นายน่ะ กินนมบ้างหรือเปล่า แล้วส่วนสูงตอนนี้เท่าไหร่แล้ว รีบๆกินนมออกกำลังกายเข้าล่ะ ระวังตามเราไม่ทันนะ  คิดถึงนายที่สุดเลย คิดถึงจนไม่รู้จะบรรยายยังไง หน้าหนาวที่นี่ไม่เหมือนที่เกาหลีเลย หนาวเหมือนกันแต่ความรู้สึกรู้สึกต่างกัน นายคงรู้ว่าเราจะหมายถึงอะไรใช่มั้ย  วันนี้เป็นครั้งแรกที่รู้สึกเกลียดอะไรบางอย่าง เรารู้น่าว่านายอ่ะไม่ชอบให้เรามีความรู้สึกโกรธเกลียด มันไม่ดี ใช่มั้ย

             แต่ว่านะวันนี้เป็นครั้งแรกจริงๆที่เรารู้สึกเกลียดระยะทาง เกลียดกาลเวลา เกลียดท้องฟ้า แล้วก็เกลียดเสียงเพลง เราเกลียดทุกๆอย่างที่มันเป็นต้นเหตุทำให้เราต้องแยกจากกัน ทำให้เราอยู่ไกลกัน

            กันต์พิมุกต์ นายไม่รู้หรอกว่าเราเฝ้ารอวันที่จะได้กลับไปเจอกับนายอย่างใจจดใจจ่อแค่ไหน.........

ที่สำคัญเราไม่รู้ว่าจดหมายฉบับนี้จะถึงมือนายเมื่อไหร่ อีกนานมั้ย เราไม่รู้เลย แต่คงต้องบอก ว่าเราคงจะไม่ได้เขียนจดหมายหานายอีกแล้วล่ะ เพราะว่า ....  ถึงตรงนี้ แบมแบมหลับตาลงแล้วนั่งนิ่งอย่างนั้นอยู่สักพัก ก่อนจะค่อยๆเปิดเปลือกตาขึ้นและไล่สายตาไปยังประโยคถัดไป

            ‘ เราต้องย้ายบ้านน่ะ ย้ายอีกแล้ว ฮ่ะๆ ตลกดีนะ คราวนี้พ่อจะย้ายเข้าไปอยู่ในเมือง และเราก็ไม่แน่ใจว่าถ้าหากให้นายเขียนจดหมายตอบกลับมา แล้วมันจะถึงเราหรือเปล่า ฟังดูเหมือนเป็นฉบับสุดท้ายยังไงก็ไม่รู้เนอะ ฟังดูเหมือนเราจะไม่ได้คุยกันอีก ยังไงก็ไม่รู้  พอแค่คิดว่าจะไม่ได้คุยกับนายอีกก็รู้สึกว่าหัวใจมันโหวงเหวงไปเลยล่ะ แต่เราไม่มีทางยอมให้มันเป็นแบบนั้นเด็ดขาด ถ้าไม่ได้คุยกับนายเรายอมตายซะดีกว่า


แบมแบมหลุดยิ้มออกมาให้กับประโยคตรงไปตรงมาของมาร์คที่เพียงแค่อ่านก็นึกสีหน้าคนเขียนออก

 

                ‘ นี่ บรรทัดกระดาษจะหมดแล้วล่ะ เอาเป็นว่า ถึงตรงนี้เราจะบอกช่องทางการติดต่อระหว่างเราให้นะ เป็นพื้นที่พิเศษพื้นที่ใหม่ของเราสองคน และ ฉันไปเยือนมันมาแล้วเรียบร้อย มหัศจรรย์มากเลยล่ะ

 พื้นที่ตรงนั้นคนที่นี่เขาเรียกกันว่า  E-mail   คิดว่าคนที่นั่นก็คงจะเรียกแบบเดียวกัน   มันเป็นการเขียนจดหมายเหมือนกันนะ เพียงแต่เราไม่ต้องเขียนลงไปในกระดาษเท่านั้นเอง ต่อจากนี้ไป เรามาพูดคุยกัน ผ่านเจ้าช่องทางพิเศษนี้กันเถอะนะ ฉันสมัครให้นายแล้วเรียบร้อยแล้ว และจะมีแค่เราสองคนเท่านั้นที่ได้จะได้รับอนุญาตเข้าไปยังพื้นที่พิเศษนั้น หวังว่าที่เกาหลีจะเปิดใช้อินเตอร์เน็ตเร็วๆนี้นะ ฉันจะรอคอย อย่างใจจดใจจ่อเลยล่ะ เพราะว่ามันคือพื้นที่พิเศษ ฉะนั้น เราก็คงต้องทำอะไรที่มันพิเศษๆหน่อยเนอะ

อ่านแล้วก็ห้ามหัวเราะล่ะ

  

                Kanpimuk E-mail Account: MyDearKanpimuk@gotmail.com  (กันต์พิมุกต์ที่รัก)

                                          Password: Willyoubemyforever ( เป็นแฟนกันนะ )


  กำลังคิดว่าเราเฉิ่มที่ทำอะไรแบบนี้อยู่ล่ะสิ  แต่ก็ช่างเถอะ ล็อคอินอีเมล์แล้ว ตอบคำถามเราด้วยนะ                                                                                                                                                Love, MARK TUAN

 

      ......

               
                           แบมแบมรีบไล่สายตากลับไปยังย่อหน้าสุดท้าย และตั้งใจอ่านมันอีกครั้งอย่างช้าๆทีละคำ นี่ล้อเล่นใช่มั้ย แบมแบมนายมันโง่ โง่เง่าที่สุด ไม่มีใครในโลกที่โง่เง่าได้เท่านายอีกต่อไปแล้ว มือเรียวรีบเปิดลิ้นชัก คว้าเอาคอมพิวเตอร์โน้ตบุ้ค เครื่องเก่าขึ้นมากาง ก่อนจะค่อยๆกรอกชื่ออีเมล์และพาสเวิร์ดนั้นลงไปอย่างรอบคอบ นาฬิกาทรายที่หมุนกลับไปกลับมา ยิ่งทำให้หัวใจของแบมแบมเต้นแรงขึ้นและแรงขึ้น มันคือความดีใจและเสียใจไปพร้อมกัน ดีใจที่จดหมายฉบับนี้ไม่ใช่ฉบับสุดท้ายอย่างที่แบมแบมคิด ดีใจที่พี่มาร์ครักแบมแบม พระเจ้าแบมแบมดีใจเหลือเกิน แต่ยิ่งแบมแบมดีใจมากเท่าไหร่นั่นก็หมายถึงความเสียใจที่มียิ่งมากขึ้นเท่านั้น เสียใจที่หมุนเวลากลับไปยังวันที่เปิดจดหมายฉบับนี้ไม่ได้ เสียใจที่ขี้ขลาด เป็นครั้งแรกในชีวิตเช่นกันที่แบมแบมรู้สึกเกลียดอะไรสักอย่าง และสิ่งนั้นก็คือตัวแบมแบมเอง

 

        “ นายมันโง่ที่สุด คนโง่” คนตัวเล็กพร่ำพูดคำที่ดังก้องอยู่ในใจ แบมแบมคนโง่ แบมแบมโง่เหลือเกิน

…….

 

                หยาดน้ำตาไหลรินอาบพวงแก้มนิ่ม มือเล็กยกขึ้นมาเช็ดออกอย่างลวกๆ ด้วยกลัวว่าหากปล่อยให้สายตาพร่ามัวไป เขาอาจจะพลาดบางอย่างที่สำคัญไปอีกก็ได้ แต่แบมแบม นายมาคิดได้ตอนนี้ มันก็สายไปแล้วล่ะ มันสายไปแล้ว .......

 

                มือเรียวคลิกลงไปยังจำนวนข้อความที่ไม่ได้เปิดอ่าน ด้วยหัวใจที่เต้นคล้ายจะหมดแรง ตัวเลขมากมายที่เป็นตัวชี้วัด ว่าความสำคัญที่อีกคนมอบให้เค้ามันมากมายแค่ไหน และนั่นเองยิ่งตอกย้ำให้หัวใจดวงน้อยนี้จมดิ่งอยู่ในความรู้สึกผิดอย่างยากจะฉุดตัวเองขึ้นมา  ถึงแม้จะอ้อนวอนขอปาฏิหาริย์ตอนนี้

ก็คงจะไม่ทันแล้ว

 

กล่องข้อความเข้า 1460 ฉบับ (ยังไม่ได้อ่าน)  จากผู้ส่งคนเดียวกัน แบมแบมตัดสินใจคลิกเปิดอ่านจากฉบับแรกสุดที่ได้รับ

 

Say hi to my little boy, My one and only.

ตื่นเต้นชะมัด ความรู้สึกเหมือนตอนที่ได้ฟังนายเล่นเปียโนครั้งแรกเลย ต่อจากนี้ไปเราคงได้คุยกันบ่อยขึ้นใช่มั๊ย ไม่ต้องทนรอจดหมายเป็นเดือนๆอีกแล้ว ขอบคุณโลกนี้ที่มีอินเตอร์เน็ต นายต้องเดาไม่ถูกแน่ๆว่าเราทำหน้ายังไงอยู่ตอนนี้

 

นี่ อ่านแล้วก็ตอบด้วยล่ะ อย่าปล่อยให้รอนานนะ       

 

                “ เราขอโทษนะพี่มาร์ค .....ฮึก.....เราขอโทษ” แบมแบมพับปิดหน้าจอลงทันทีเพราะว่าปวดใจเกินกว่าจะทนอ่านต่อไปได้ ตอนนี้มีแต่ความรู้สึกผิดเต็มไปหมด หมดทั้งหัวใจดวงนี้เลย ร่างบางชันเข่าขึ้นบนเตียงก่อนจะฟุบหน้าลงร้องไห้อยู่เพียงลำพังกับความรู้สึกเศร้าเสียใจที่ไม่อาจบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้

ได้เพียงแต่หวังว่าความรู้สึกผิดและเสียงสะอึกสะอื้นไห้ของแบมแบมในตอนนี้ จะดังพอให้เจ้าของอีเมล์ได้ยิน

 

 ......


คฤหาสน์หวัง.

 

                มาร์คนั่งรอจูเนียร์อยู่ที่หน้าบ้าน พร้อมดอกไม้ช่อใหญ่ในมือ แจ็คสันโทรบอกว่าจูเนียร์กลับมาพักที่บ้านวันนี้ และนี่คงเป็นโอกาสให้มาร์คได้ไถ่โทษในสิ่งที่ทำไม่ดีกับจูเนียร์เอาไว้ในวันก่อน ใช่แล้ว วันที่คนตัวสูงเอาแต่เป็นห่วงเรื่องอาการป่วยของคนตัวเล็กยังไงล่ะ

                ร่างสูงโปร่งนั่งรอที่เก้าอี้ในสวนหน้าบ้านของอีกคน ไม่นานนัก จูเนียร์ก็เดินออกมาพร้อมกับสีหน้าที่ดูไม่ค่อยพอใจนัก ก็พี่ชายคนดีบอกว่าถ้าเค้าไม่ยอมออกมามาร์คก็จะขอนั่งรอข้างนอกทั้งคืน จูเนียร์เองก็รักมาร์คมากเกินกว่าจะยอมให้คนรักทำแบบนั้นได้  จะยอมให้มาร์คต้องทนลำบากแบบนั้นได้ยังไงกัน

 

                “ มีอะไร” คนหน้าหวานถามเสียงเรียบ

 

                “ ทำไมยืนไกลจัง” มาร์คพูดแบบยิ้มๆ

 

                “ ไม่ไกลหรอก มีอะไรจะพูดก็พูดมา เราจะได้เข้าบ้าน” จินยองยกมือขึ้นมากอดอก

 

                “ ไม่รู้จริงเหรอว่ามาทำไม” มาร์คพูดด้วยน้ำเสียงกวนๆ

 

                “ จะไม่พูดใช่มะ งั้นเราไปล่ะ” ไม่พูดเปล่า จบประโยคร่างบางก็หันหลังทำท่าจะเดินเข้าบ้านทันที แต่มีเหรอ ที่คนอย่าง มาร์ค ต้วน จะยอม คนผมสีแดงรีบสาวเท้าเข้าไปหาอีกคน และสวมกอดร่างเล็กนั้นเอาไว้

 

                “ จะทำอะไร ตาบ้า” จินยองดิ้นน้อยๆในอ้อมกอดของมาร์ค

 

                “ ก็ทำในสิ่งที่คนรักกันเค้าทำกันไง” มาร์คกระซิบที่ข้างหูจินยองอย่างแผ่วเบา จนแก้มใสของคนในอ้อมกอดขึ้นสีแดงอย่างน่ารัก

 

                “ คนบ้า ปล่อยนะ คิดว่าแค่กอดแล้วจะหายโกรธเหรอ” จินยองทำแก้มป่อง

 

                “ อ้าว ไม่หายเหรอ ถ้างั้นต้องทำอะไรอีกดี จูบมั้ย?” มาร์คพูด

 

                “ นี่!” จูเนียร์ตีที่ท่อนแขนแกร่งของอีกคนเบาๆ มาร์คคลายกอดออก ก่อนจะจับไหล่เล็กให้หันมาเผชิญหน้ากับเขา คนตัวสูงจ้องมองไปที่ดวงตาคู่สวยนั้นก่อนจะพูดขึ้นมา

 

                “ ถ้าจูบ จะหายโกรธมั้ย” จบประโยค คนตัวสูงก็ค่อยๆโน้มศีรษะลงมาใกล้อีกคน ให้ใบหน้าได้ใกล้กันอีกนิด ให้ปลายจมูกโด่งของทั้งคู่ได้แตะกัน ก่อนที่ริมฝีปากของมาร์คนั้นจะค่อยๆทาบทับลงบนริมฝีปากอิ่มของจูเนียร์อย่างอ่อนโยน และแผ่วเบา  คนตัวสูงค่อยๆใช้ลิ้นแตะลงเบาๆที่ริมฝีปากของอีกคนเพื่อเป็นการขออนุญาต  จูเนียร์เผยอริมฝีปากอิ่มจูบตามอย่างว่าง่าย จูบที่อ่อนโยนของมาร์คทำให้หัวใจอิ่มเอมได้ทุกครั้ง กระทั่งตอนนี้ก็ลืมไปเลยว่างอนอีกคนอยู่ มาร์คถอนจูบที่ตนเป็นคนเริ่มออกช้าๆ และไม่ลืมที่จะลอบมองดูอาการของคนรัก จูเนียร์หลับตาพริ้มรับจูบมาร์คอย่างเต็มใจทุกครั้ง และนั่นแหละที่ทำให้มาร์คยิ่งหลงรักเจ้าของใบหน้าหวานนี้มากขึ้นทุกวัน

 

                “ หายโกรธรึยัง” มาร์คพูดเสียงนิ่ม จินยองรีบลืมตาขึ้นมามองหน้ามาร์ค ก่อนจะตีไปที่ไหล่แกร่งนั้นอีกครั้ง

 

                “ โถ่ ยอมให้จูบแล้ว นึกว่าจะหายแล้วซะอีก ยังไม่หายเหรอ งั้นจูบอีกดีมั้ย” คนตัวสูงยังคงเย้าแหย่ ท่าทางน่ารักของอีกคนที่แสดงออกว่าต่อต้าน

 

                “ ไม่ต้องเลย คนบ้า ฉวยโอกาส” จินยองทำหน้างอ

 

                “ โอ๋ ๆ เราขอโทษ ขอโทษนะเรามันแย่  จูจู อย่างอนเราเลยน้า~~~” มาร์คทำท่าทางออดอ้อน จนคนหน้าสวยอดยิ้มออกมาไม่ได้

 

                “ ฮั่นแน่~~~ ยิ้มแล้ว ยิ้มแล้วก็แสดงว่าหายโกรธแล้วใช่มั้ย เย้ รักจูจูที่สุดเลย~~~” คนตัวสูงเดินเข้ามาสวมกอดอีกคนอีกครั้ง จูเนียร์ส่ายหน้าน้อยๆให้กับการกระทำของมาร์ค มันดูตลกดีเวลาเห็นเค้าพยายามทำท่าทางน่ารัก ออดอ้อนเหมือนลูกแมว

 

                “ อืม.....เราก็รักมาร์คนะ” ร่างบางพูดออกมาเบาๆในอ้อมกอดอบอุ่น สองคนบอกรักกันบ่อยๆ มาร์คไม่เคยอุบอิบ ไม่เคยเขินอายที่จะต้องพูดคำนี้กับจูเนียร์ ถ้าหากว่าเรารักใครสักคน จงบอกให้เขารับรู้ จงพูดออกไปให้เค้ารับรู้ว่าเรารักเขามากแค่ไหน เพื่อที่สุดท้ายเราจะได้ไม่ต้องเจ็บปวดกับคำว่า


ถ้ารู้อย่างนี้ ตอนนั้นฉันน่าจะ......

 

                หรือจริงๆแล้วมันอาจเป็นเพราะว่า มาร์คเข้าใจถึงความหมายของคำพูดนี้ดี เพราะเหตุการณ์คล้ายๆกันนี้มันได้เคยเกิดขึ้นมาแล้ว

 

……….

 

                แบมแบมร้องไห้จนหลับไป  ยังคงมีร่องรอยของหยดน้ำตาเกาะติดอยู่ที่ปลายแพขนตาหนา ใบหน้าที่ดูอิดโรย อ่อนเพลียนอนหลับอยู่บนเตียงนอนสีขาว คำพูดในจดหมายยังคงชัดเจนแม้ร่างบางตรงนี้จะเข้าสู่ห้วงนิทราไปแล้วก็ตาม เดาว่าตอนนี้ แม้ถ้าหากแบมแบมฝัน ในฝันนั้นก็คงจะมีแต่ความผิดหวังและเสียใจอย่างแน่นอน

 

                เสียงของแมลงตอนกลางคืน และโมบายที่ห้อยอยู่ริมระเบียง ปลุกให้แบมแบมลืมตาตื่นขึ้นมา ร่างบางหยัดตัวขึ้นนั่ง ก่อนจะมองไปที่รอบๆเตียง นึกอยากจะให้เรื่องทั้งหมดเป็นเพียงความฝัน แต่คนตัวเล็กก็รู้ดีว่าสิ่งที่กำลังเผชิญนั้น มันจริงแค่ไหน เพียงแค่มองไปยังเจ้าโน้ตบุ้คที่วางตั้งอยู่ หัวใจก็บีบรัดจนเจ้าของมันแทบจะหายใจไม่ออก แบมแบมยกมือขึ้นมากุมที่หน้าอกด้านซ้ายก่อนจะก้าวขาลงจากเตียงนอนอุ่นนิ่ม

 

                ขาเรียวก้าวเดินไปตามถนนสายยาวที่รอบข้างแสงจากโคมไฟยังคงส่องสว่างเป็นสีส้มนวลอย่างเช่นทุกวัน ปลายผ้าพันคอปลิวไปตามแรงของสายลมที่พัดผ่านร่างของแบมแบมไป คนตัวเล็กก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างมีจุดมุ่งหมาย  น้ำตาที่ไหลอาบพวงแก้มนิ่มตอนนี้มันเหือดหายไปแล้ว หากจะหลงเหลือก็คงมีแต่ความความรู้สึกเจ็บ และความรู้สึกผิด ซึ่งอย่างหลังเป็นสิ่งที่แบมแบมเสียใจมากที่สุด ความรักที่สวยงามที่อีกคนมอบให้ เขาเป็นคนทำลายมันลงไปเอง ถ้าหากจะต้องโทษใครสักคนกับสิ่งนี้ คงไม่ใช่เพราะโชคชะตา คงไม่ใช่ท้องฟ้า หรือพรหมลิขิต หากแต่มันคือหัวใจโง่ๆดวงหนึ่งที่ไม่หนักแน่นและมั่นคงพอ

ไม่เข้มแข็งพอ และไม่กล้าหาญพอ แบมแบมเดินทอดน่องไปเรื่อยๆในเส้นทางที่คุ้นเคย เมื่อห้วงความคิดย้อนนึกไปถึงข้อความในจดหมาย ใบหน้าหวานก็เผลอหลุดยิ้มขึ้นมาให้กับความขี้ขลาดของตัวเอง

 

                ไม่นานนักคนตัวเล็กก็เดินมาถึงสุสาน ตอนนี้เป็นเวลาเที่ยงคืน แถมอากาศก็เริ่มเย็นลง แต่เชื่อมั้ยว่าสิ่งต่างๆรอบๆตัวของแบมแบมตอนนี้ไม่ได้ทำให้แบมแบมรู้สึกมีส่วนร่วมอยู่ด้วยเลย ไม่ว่าจะเป็นความหนาวเย็นของอากาศหรือแม้แต่ความงามของพระจันทร์ดวงใหญ่ที่สาดแสงส่องสว่างไปทั่วทั้งพื้นที่ เท้าเล็กเหยียบย่ำไปตามพื้นหญ้าสีเขียวที่ปูเป็นเนินลาดเป็นระดับชั้น แบมแบมคุกเข่าลงตรงหน้าป้ายหลุมศพของแม่ ก่อนจะนั่งนิ่งอยู่แบบนั้น เนิ่นนาน .......

 

                “ แม่ฮะ ลูกทำพลาดครั้งใหญ่เลยฮะ เป็นความผิดพลาดที่แม้แต่ตัวลูกเองก็ยังไม่อาจให้อภัยตัวเองได้เลยครับ คุณแม่ ...... ผมควรจะต้องทำยังไงต่อไปดี .....” ดวงหน้าสวยค่อยๆเปิดเปลือกตาขึ้นมองไปยังแผ่นหินตรงหน้า

 

                “ อยากให้แม่อยู่ใกล้ๆผมตอนนี้จังเลย” มือเล็กเอื้อมไปจับรูปที่ติดอยู่ใกล้กับชื่อและวันเดือนปีที่ถูกสลักเอาไว้  เพื่อบ่งบอกว่าเป็นวันที่เธอคนนี้ต้องจากโลกนี้ไปอย่างไม่มีวันกลับ คนตัวเล็กลูบรูปของผู้เป็นแม่อย่างแผ่วเบา รอยยิ้มในรูปนั้นยังคงปลอบประโลมหัวใจดวงนี้ได้ทุกครั้ง พอได้มายังที่นี่ก็ทำให้แบมแบมสงบใจลงได้ทุกครั้ง ไม่ว่าเรื่องอะไรที่เคยเจอมา เพียงแค่คนตัวเล็กได้เดินมายังที่แห่งนี้ ได้มาพูดคุย และใช้เวลากับความเงียบที่อยู่รอบๆ ก็ทำให้เขารู้สึกดีขึ้นมาได้

 

                “ แต่เราก็อยู่ใกล้กันตลอดอยู่แล้วใช่มั้ยครับ...” แบมแบมยิ้มก่อนจะหยิบสร้อยคอที่เพิ่งได้รับมาเมื่อไม่นานมานี้ขึ้นมากุมเอาไว้

 

                เพราะไม่มีใครคนอื่นอีกแล้วที่จะยื่นมือมาให้ ในวันที่เขาต้องการกำลังใจ หรือใครสักคนเพื่อที่จะอยู่ข้างๆ การที่ต้องรีบจัดการกับความรู้สึกของตัวเองและปลอบประโลมให้หัวใจให้กลับมาเป็นแบบเดิมเร็วที่สุดเห็นจะเป็นทางออกเดียวที่คนอย่างแบมแบมพอจะทำได้ ด้วยรู้ดีว่าต่อให้เศร้าไปมากกว่านี้ ก็คงไม่มีประโยชน์

 

                “ ผมจะไปขอโทษพี่มาร์ค แม่ช่วยเป็นกำลังใจให้ผมด้วยนะครับ” ใบหน้าสวยระบายยิ้มออกมาอีกครั้ง คนตัวเล็กแหงนหน้าขึ้นมองดูพระจันทร์ดวงใหญ่ ที่ลอยเด่นอยู่บนท้องฟ้าสีเข้ม แสงของพระจันทร์มันสว่างซะจนกลืนกินแสงเล็กๆของดวงดาวให้หายกลืนไปกับแสงสีเหลืองนวลเจิดจ้านั้น

 

                “ แต่ไปตอนนี้ ก็คงจะไม่ได้สินะ” เสียงหวานเอ่ยกับตัวเองแผ่วเบา ก่อนที่เจ้าตัวจะเดินกลับไปยังเส้นทางเดิมที่เดินมา

 

                ค่ำคืนนี้ดูเหมือนจะยาวนานเกินไปสำหรับแบมแบมจริงๆ ทั้งยาวนานและทรมาน นึกอยากให้ถึงพรุ่งนี้เช้าเร็วๆเหลือเกิน แบมแบมอยากขอโทษพี่มาร์ค อยากบอกกับพี่มาร์คว่าแบมแบมเสียใจ อยากบอกอะไรอะไรอีกตั้งมากมายหลายอย่าง เวลาจ๋า ทำไมเดินช้าจัง ตากลมจ้องมองดูเพียงเข็มของนาฬิกาที่เดินจากจุดหนึ่งไปยังจุดหนึ่งจนคล้อยหลับไป ........

 

 

 

...........

 

                เช้าที่อากาศแสนสดใส คนตัวเล็กตื่นแต่เช้ามืดและรีบเดินมายังบ้านของคนผมสีแดง  ร่างเล็กชะเง้อมองเข้าไปในบ้านผ่านกำแพงเถาวัลย์สีเขียวสด ประตูบ้านที่ปิดสนิท เช้าเกินไปพี่มาร์คคงยังไม่ตื่นงั้นรออีกสักหน่อยค่อยกดออดเรียกก็แล้วกัน คิดพลางหย่อนตัวลงนั่งบนกำแพงหินใกล้ๆกับตู้ไปรษณีย์ แบมแบมเตะขาเล่นไปมาเพื่อฆ่าเวลา คนตัวเล็กก้มมองดูปลายเท้าของตัวเองไป พลางในใจก็คิด ว่าจะเริ่มพูดกับอีกคนด้วยประโยคไหนดี เริ่มจากสวัสดี แล้วหาเรื่องชวนคุยมั้ย หรือจะทำเป็นบอกว่าลืมของเอาไว้เพื่อขอเข้าไปในบ้านก่อน จากนั้นก็จะทำอาหารเช้าให้พี่มาร์คกิน แล้วต่อจากนั้นก็ค่อยบอกพี่มาร์ค เรื่องอีเมล์  คนตัวเล็กจัดการความคิดของตัวเองเป็นฉากๆก่อนจะยกยิ้มขึ้นมาให้กับสิ่งที่ตัวเองคิด

 

                แสงสีส้มจากพระอาทิตย์ เริ่มโผล่พ้นขอบฟ้า ไฟสีส้มริมถนนเริ่มดับลงทีละดวงทีละดวง คนตัวเล็กลุกขึ้นยืน ก่อนจะชะเง้อเข้าไปในบ้านหลังใหญ่นั้นอีกครั้ง แบมแบมสูดเอาอากาศเข้าปอดเฮือกใหญ่ก่อนจะเดินไปกดออดตรงหน้าประตูบ้านหนึ่งครั้ง

 

.......

 

                คนตัวเล็กรออยู่สักพักก็ยังไม่เห็นมีใครมาเปิดประตู หรือพี่มาร์คจะไม่ได้ยิน นิ้วเรียวจึงยื่นมือออกไปกดอีกครั้งหนึ่ง

 

.......

 

                หรือว่าพี่มาร์คจะไม่อยู่ คนตัวเล็กทำท่าครุ่นคิด นั่นสิเนอะไม่ได้คิดเผื่อเอาไว้เลย พี่มาร์คอาจจะไปนอนที่โรงแรมก็ได้  คิดได้แบบนั้นขาเรียวก็ค่อยๆถอยหลังออกมา เอาไว้เจอกันที่มหาลัยแล้วค่อยคิดอีกทีก็แล้วกัน ใบหน้าหวานหม่นลงน้อยๆ อุตส่าห์ไม่อยากให้อะไรอะไรมันสายไปกว่านี้ คำตอบในอีเมล์อาจไม่สำคัญสำหรับมาร์คอีกแล้ว แต่คำขอโทษที่คือสิ่งแบมแบมอยากจะบอกกับมาร์คมากที่สุด อย่างน้อยก็ขอให้เราได้เข้าใจกัน วินาทีที่กำลังครุ่นคิดแบมแบมก็รู้สึกถึงแสงไฟจากรถยนต์ที่ส่องมาจากด้านหลัง คนตัวเล็กค่อยๆหันไปหาที่มาของแสงนั้นด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม

 

                มาร์คหยุดรถทันทีเมื่อเห็นว่าใครกำลังยืนทำท่าชะเง้อมองอยู่หน้าบ้าน มีอะไรหรือเปล่าทำไมมาหาเค้าถึงบ้านแต่เช้า ร่างสูงคิดก่อนจะเปิดประตูรถออกไปหา

 

                “ แบมแบม / พี่มาร์ค” สองคนเอ่ยชื่อแต่ละคนขึ้นมาพร้อมกัน แบมแบมยิ้มให้มาร์คอย่างโล่งใจว่าอย่างน้อยก็ได้เจอพี่มาร์คแล้ว ขอบคุณพระเจ้าที่ฟังคำขอของผม คนตัวเล็กจ้องมองใบหน้าหล่อเหลานั้นด้วยแววตาที่สั่นไหว คนตัวเล็กยังคงส่งยิ้มให้กับมาร์ค แต่ร่างสูงกลับยืนนิ่งไม่มีทีท่าจะยิ้มตอบ

 

                “ น้องแบมแบม” เสียงหวานจากอีกคนที่นั่งรถมาด้วย เอ่ยขึ้นหลังจากที่เจ้าตัวก้าวขาออกจากรถ

 

                “ หวัดดี” จูเนียร์ยิ้มให้กับแบมแบมอย่างเป็นมิตร คนหน้าสวยที่ได้ชื่อว่าเป็นเจ้าของหัวใจของมาร์ค เดินเข้ามาหาแบมแบม คนตัวเล็กหลบสายตาจากมาร์คมายังจินยองก่อนจะยิ้มตอบ แบมแบมแอบถอนหายใจออกมาเบาๆ ก่อนจะหันไปพูดกับมาร์ค

 

                “ พอดีผมมีเรื่องอยากถามพี่มาร์คนิดหน่อยนะครับ แต่ไม่เป็นไรเอาไว้วันหลังก็ได้ฮะ” แบมแบมยิ้ม

 

                “ เดี๋ยวก่อนๆ แบมแบมรู้จักบ้านมาร์คด้วยเหรอ” จูเนียร์ถามขึ้น

 

                “ อืม” มาร์คตอบสั้นๆ

 

                “ เหรอ ....” จูเนียร์ทำท่าครุ่นคิด

 

                “ เด็กคนนี้แหละ เพื่อนสมัยเด็กที่เล่าให้ฟัง” มาร์คพูดต่อพลางเดินมาจับมือจินยอง

 

                “ อ๋อ ...... อย่างงี้นี่เอง แล้วก็ไม่รีบบอก สวัสดีน้องแบมแบม ยินดีที่ได้รู้จักอย่างเป็นทางการนะ” จูเนียร์ยิ้มหวานให้พลางยื่นมือมาให้แบมแบมจับ แบมแบมหันสายตาไปมองมาร์คก่อนจะยกยิ้มขึ้นมาน้อยๆ

 

                “ ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันครับ พี่จูเนียร์” คนตัวเล็กยื่นมือไปจับกับมือของอีกคน ก่อนจะโค้งให้อย่างสุภาพ

 

                “ ถ้างั้น ผมกลับก่อนนะครับ” แบมแบมว่า

 

                “ อ้าว ทำไมรีบกลับ มีเรื่องจะคุยกับมาร์คไม่ใช่เหรอ” จินยองพูดด้วยน้ำเสียงสดใสกระตือรือร้นที่ได้รู้จักกับเพื่อนของมาร์ค

 

                “ ไม่เป็นไรหรอกฮะ มันไม่ได้สำคัญอะไร” แบมแบมตอบ

 

                “ ไม่สำคัญอะไรกัน มาถึงนี่ก็ต้องสำคัญสิ แล้วมาร์คเป็นอะไรยืนนิ่งอยู่ได้แทนที่จะชวนน้องเข้าบ้าน” จูเนียร์หันไปเอ็ดมาร์ค

 

                “ เข้าบ้านก่อนสิ” มาร์คก็พูดตามอย่างว่าง่าย

 

                “ ไม่เป็นไรครับ เอาไว้วันหละ..”

 

                “ ก็ได้ตามใจ” ยังไม่ทันที่แบมแบมจะพูดจบประโยคด้วยซ้ำ มาร์คก็ชิงพูดตัดขึ้นมาก่อน

 

                “ มาร์ค!” จูเนียร์ตีเบาๆที่ต้นแขนของร่างสูง

 

                “ ขอโทษแทนมาร์คด้วยนะน้องแบมแบม อย่าไปสนใจหมอนี่เลย มาร์คไม่สน แต่พี่สน ป่ะเราเข้าไปในบ้านกัน พี่อยากให้แบมแบมเล่าเรื่องน่าอายสมัยเด็กของมาร์คให้พี่ฟัง” จูเนียร์ปล่อยมือจากมาร์คและเดินมาจูงมือแบมแบมเข้าบ้าน คนตัวเล็กถึงกับเหลอหลาทำตัวไม่ถูกเลยทีเดียว

 

                ท่าทางสดใสของจินยองทำให้แบมแบมอดยิ้มออกมาไม่ได้  ดีแล้วล่ะที่คนที่ยืนข้างๆพี่มาร์คตอนนี้เป็นคนคนนี้ ดีจริงๆ

 

                ไม่นานทั้งสามคนก็มานั่งร่วมโต๊ะอาหารเช้าร่วมกัน โดยฝีมือการทำแซนวิชของจูเนียร์ที่มีมาร์คเป็นผู้ช่วย  หน้าตาอาหารอาจดูไม่ดีเท่าไหร่แต่แบมแบมก็สัมผัสได้ถึงความตั้งใจที่คนทำมี

 

                “ นี่พี่ทำแซนวิชครั้งแรกเลยนะเนี่ย หน้าตามันอาจจะดูประหลาดๆหน่อยนะ” จินยองยกมือขึ้นมาเกาแก้มบาๆแก้เขิน

 

                “ ไม่หรอกครับ ก็น่าตาน่าทานดีนะฮะ” แบมแบมยิ้ม

 

                “ จริงเหรอ แบมแบมใจดีจังเลยไม่เหมือนมาร์ค เอาแต่ล้อพี่ตอนอยู่ในครัว” จินยองทำหน้ามุ่ยพูดกับแบมแบม

 

                “ ฮะ ฮะ” แบมแบมยิ้มให้กับท่าทางน่ารักของจูเนียร์

 

                “ ทานเยอะๆนะน้องแบมแบม แล้วก็อย่าลืมที่พี่ขอล่ะ” จูเนียร์ขยิบตาให้แบมแบม

คนตัวเล็กยกยิ้มขึ้นมาน้อยๆก่อนจะก้มหน้าลงไปทานแซนวิชตรงหน้า

 

                “ อ่ะ” จูเนียร์ตัดแซนวิชออกเป็นส่วนๆ ก่อนจะป้อนให้มาร์ค

 

                “ อ้ำ อร่อยจังเลย~~~~” มาร์คส่งยิ้มหวานให้จินยอง

 

                “ จริงเหรอ เห็นมั้ยเล่า บอกแล้วว่ามันต้องอร่อยแน่นอน เดี๋ยวจะทำให้มาร์คกินทุกวันเลย” จินยองพูดก่อนจะหันกลับไปหั่นเจ้าแซนวิชในจานเพื่อป้อนให้อีกคนอีกครั้ง

 

                “ มัวแต่หั่นให้มาร์ค จูจูก็กินบ้างสิ” คนตัวสูงเอาซ่อมจิ้มแซนวิชขนาดพอดีคำขึ้นมาป้อนให้คนที่นั่งข้างๆ

 

                แบมแบมเห็นทุกๆการกระทำได้ยินทุกๆคำพูดที่สองคนแสดงออกต่อกัน แม้จะรู้สึกเจ็บร้าวที่หัวใจขนาดไหนสิ่งที่แสดงออกไปต้องไม่ทำร้ายความรู้สึกคนอื่นเด็ดขาด คนตัวเล็กก้มหน้าก้มตากินแซนวิชอยู่เงียบๆ โดยไม่เงยหน้าขึ้นมามองภาพของคนทั้งคู่ตรงหน้าแม้สักครั้ง  ร่างบางรีบจัดการทานอาหารตรงหน้าให้เสร็จและยกจานเข้าไปยังในครัว

 

                คนตัวเล็กถอนหายใจยาวเมื่อเดินมาถึงอ่างล้างจาน ดวงตาคู่สวยเหม่อมองผ่านกระจกออกไปนอกบ้าน อากาศข้างนอกดีจริงๆ สดใสเหมือนความรักของพวกเขาเลย มาร์คถือจานเดินตามแบมแบมเข้ามา ตาคมมองดูปฏิกิริยาของคนตัวเล็กไม่วางตา ก่อนที่ขายาวจะก้าวเข้ามาใกล้ๆ

 

                “ ยิ้มอะไร” มาร์คพูด

 

                “ พี่มาร์ค...” แบมแบมเอ่ยชื่ออีกคนเสียงเบา

 

                “ เปล่าครับ”  คนตัวเล็กตอบเสียงเรียบ

 

                “ เอามานี่สิฮะ เดี๋ยวแบมล้างเอง” แบมแบมพูดพลางยื่นมือไปรับจานจากร่างสูง

 

                “ น้องแบมแบม ไม่ต้องๆ เดี๋ยวพี่กับมาร์คล้างเอง แบมแบมไปนั่งรอทานของว่างที่ห้องนั่งเล่นเลย” จูเนียร์เดินตามเข้ามาพร้อมกับรับเอาจานจากมือแบมแบมไป

 

                “ นี่ก็ไม่พูดไม่จาเลย ปล่อยให้แขกล้างจานได้ไง” จูเนียร์พูดเสียงดุ

 

แขก........นั่นสินะเราเป็นแขกนี่เนอะ แบมแบมคิดในใจ แต่ใบหน้าสวยก็ฝืนยิ้มให้

 

                “ ขอบคุณครับพี่จูเนียร์ พี่มาร์คนี่โชคดีจังเลยน้า~~” เจ้าของเสียงหวานเอ่ยขึ้น

 

                “ ฮ่ะฮ่ะ ไม่หรอก พี่จู้จี้ไปมั้ย ทำตัวเหมือนเป็นเจ้าของบ้านเลยเนอะ” จูเนียร์พูด

 

                “ ถ้าอย่างนั้น เดี๋ยวแบมไปรอที่ห้องนั่งเล่นนะครับ” พูดจบร่างบางก็เดินออกจากห้องครัวไป มาร์คมองตามร่างเล็กนั้นเดินผ่านเขาไปจนสุดสายตา

 

                “ แบมแบมนี่ น่ารักจังเลยเนอะ” จูเนียร์พูดขึ้น

 

                “ อืม” มาร์คตอบสั้นๆ

 

                “ สองคนสนิทกันมากเลยล่ะสิ” คนหน้าสวยพูดพลางหยิบจานลงไปในอ่าง

 

                “ .....”   มาร์คไม่ได้ตอบอะไร เพียงยื่นมือเข้าไปช่วยจูเนียร์

 

                จริงๆคำถามนี้จูเนียร์ไม่ต้องถามด้วยซ้ำ แค่เห็นสายตาที่แบมแบมมองมาร์ค และมาร์คมองแบมแบมก็เป็นคำตอบทั้งหมดแล้ว  จูเนียร์ก้มหน้าก้มตาลงไปล้างจาน มาร์คถอนหายใจเบาๆก่อนจะกดจูบลงที่แก้มนิ่มของจูเนียร์ คนตัวสูงเดินเข้ามาซ้อนหลังอีกคน ก่อนจะยื่นมือไปจับฟองน้ำในมือของร่างบาง แล้วออกแรงถูจานสีขาวในอ่าง

 

                “ ทำแบบนี้เราล้างจานไม่ถนัดนะ” จินยองพูด

 

                “ แต่เราถนัด” มาร์คว่า สองคนล้างจานด้วยกันด้วยท่าทางมีความสุขเหลือเกิน เสียงเจื้อยแจ้วของจูเนียร์ดังออกมาถึงห้องนั่งเล่นที่คนตัวเล็กนั่งอยู่

 

                แบมแบมนั่งอยู่หน้าเปียโนตัวเก่าที่เต็มไปด้วยความทรงจำ มองไปยังโซฟา หน้าต่าง หรือผ้าม่าน ทุกๆอย่างของทีนี่เต็มไปด้วยความทรงจำ รอยยิ้ม และเสียงหัวเราะในวันวาน คนตัวเล็กลูบเบาๆให้กับเก้าอี้เปียโนที่ด้านข้างว่างเปล่า ก่อนที่นิ้วเรียวจะวางลงบนบันไดเสียงตรงหน้านั้น ตัวโน้ตมากมายวิ่งผ่านเข้ามาในหัวของแบมแบม ล้วนเป็นตัวโน้ตแห่งความเสียใจและรู้สึกผิด ร่างบางกดเปียโนเล่นเพลงตามสิ่งที่รู้สึก

 

                แบมแบมอยากจะขอโทษมาร์ค และมาที่นี่เพื่อที่จะบอกมาร์คว่าเขาเสียใจ ถึงเขาจะยังรักมาร์คมากแค่ไหนแต่เขาก็เข้าใจว่ามันสายไปแล้ว ฉะนั้นไม่เป็นไร ขอแค่ความเป็นเพื่อนของเรายังคงอยู่ก็พอ หยดน้ำตาค่อยๆไหลออกมาช้าๆ มันมากมายด้วยความรู้สึกแบมแบมไม่สามารถกลั้นมันเอาไว้ได้อีกแล้ว คนตัวเล็กหยุดเล่นเพลงแล้วรีบยกมือขึ้นมาเช็ดน้ำตาออก ก่อนจะมองไปยังห้องครัวที่ทั้งคู่ยังคงมีความสุขกับการล้างจานกันอยู่

                จริงๆแล้วผมไม่ควรยืนอยู่นี่เพื่อเป็นเมฆครึ้มในวันที่สดใสของพี่มาร์ค เอาไว้วันหลังพี่ค่อยฟังคำขอโทษจากผมก็แล้วกันนะฮะ แบมแบมยืนมองดูภาพสองคนตรงหน้าอยู่สักพัก ก่อนจะตัดสินใจเดินออกจากบ้านมาร์คไป ....

 

 

                เสียงเปียโนหยุดลงแล้ว มาร์คได้ยินมันทั้งหมดตั้งแต่โน้ตเสียงแรกที่แบมแบมเล่น คนตัวเล็กอยากจะขอโทษเขางั้นเหรอ แต่ว่ามันเรื่องอะไรกันล่ะ

 

                แบมแบมรู้ดีว่ามาร์คจะเข้าใจในบทเพลงที่แบมแบมเล่น หลายครั้งในอดีตเราพูดกันด้วยภาษาเพลง หลายครั้งที่เราใช้ตัวโน้ตสื่อสารโดยไม่ต้องพูดจากันสักคำ แต่รู้อะไรมั้ยถ้าคนคนนั้นไม่ผูกพันกันมากพอ หรือรักกันมากพอ ก็จะไม่มีวันเข้าใจหรอก

 

                “ เอ๊ะ น้องแบมแบมหยุดเล่นเปียโนแล้วเหรอ กำลังเพราะเลย” จูเนียร์พูด

 

                “ เตรียมขนมเสร็จแล้ว เดี๋ยวเราเดินเอาเข้าไปให้แบมแบมที่ห้องนั่งเล่นกันดีกว่า” คนหน้าสวยเสนอความคิด

 

                “ อืม” มาร์คพยักหน้าเบาๆ

 

                ทั้งคู่จัดแจงยกน้ำหวานสีสวย กับขนมเข้ามายังห้องนั่งเล่น แต่ก็ต้องแปลกใจเมื่อมองไปก็พบแต่ความว่างเปล่า .......

 

เด็กคนนั้น......หายไปอีกแล้ว  มาร์คคิด

 

                “ น้องแบมแบมทิ้งโน้ตไว้แหนะ” จินยองเดินไปยังกระดาษสีขาวที่วางอยู่บนเปียโน

 

                “ ขอบคุณสำหรับอาหารเช้าครับ ” จูเนียร์อ่านออกเสียง

 

                “ เข้าไปลากันที่ครัวก็ได้นี่นา หรือว่าจะรีบ” จินยองทำหน้าฉงน มาร์คดึงกระดาษในมือจินยองขึ้นมาอ่านด้วยสายตาครุ่นคิด

 

.........
 

           เมื่อพลิกหน้ากระดาษสีขาวดูอีกด้าน ก็พบกับโน้ตเพลงที่ถูกเขียนโดยแบมแบม มาร์คไล่สายตามองสัญลักษณ์ทางดนตรีเหล่านั้นด้วยความรู้สึกโหวงเหวงในหัวใจอย่างประหลาด จูเนียร์มองดูมาร์ค สายตาที่คนตัวสูงกำลังจ้องมองตัวโน้ตตรงหน้า ราวกับเข้าใจทุกอย่าง เหมือนกำลังอ่านตัวหนังสือ

 

 

                “ .....” ไม่มีบทสนทนาระหว่างสองคนเกิดขึ้นอีก มาร์คพับเก็บกระดาษในมือลงกระเป๋าอย่างทะนุถนอม ราวกับกลัวว่ามันจะขาดหรือยับยู่ยี่จนตัวโน้ตข้างในจะสะดุดหายไป

 

                ทั้งคู่ใช้เวลาอยู่ด้วยกันในบ้านบ้านซะส่วนใหญ่ เมื่อจูเนียร์มีเวลาว่าง เพราะสถานะทางสังคมของ

คนหน้าสวยไม่ได้ปกติธรรมดาเหมือนคนอื่นๆ มาร์คจึงต้องระวังให้เกิดผลกระทบต่อจูเนียร์ให้น้อยที่สุด

 

                เข็มของนาฬิกาหมุนมาตรงเลขสาม บอกให้รู้ว่าเวลาของวันนี้ใกล้หมดลงเต็มที มาร์คและจูเนียร์นั่งดูหนังอยู่ด้วยกันบนโซฟาตัวใหญ่ ร่างบางพิงศีรษะอยู่ที่หน้าอกกว้างส่วนร่างสูงก็โอบกอดร่างเล็กเอาไว้ ภาพยนตร์ในจอยังคงเล่นต่อไปตามบทบาท เนื้อเรื่อง สายตาทั้งคู่ก็จับจ้องอยู่ที่จอสี่เหลี่ยมใหญ่นั้น

หากแต่หัวใจไม่ได้รับรู้ถึงเสียงที่ดังออกมาจากหนังเรื่องนี้เลยสักนิด คนนึงกำลังคิดถึงหัวใจอีกดวง

ส่วนอีกคนก็กำลังพยายามหาคำตอบของหัวใจที่อยู่ใกล้ๆตรงนี้ มาร์คยกมือขึ้นมาลูบเบาๆที่กลุ่มผมนิ่มของจูเนียร์ จูเนียร์เองก็ลูบเบาๆที่หลังมือของมาร์คที่เขาจับอยู่ เป็นอย่างนั้นอยู่เนิ่นนาน จนจูเนียร์ตัดสินใจจะพูดบางอย่างออกมา

 

                “มาร์ค ... คือเราหยะ..”

 

                “ ไม่มีอะไรต้องกังวลหรอกน่า”   มาร์คหยุดคำพูดของจูเนียร์ด้วยการจับมือของอีกคนมากุมเอาไว้ เจ้าของใบหน้าสวยพยักหน้าน้อยๆเป็นเชิงเข้าใจ แม้ภายในดวงตายังเต็มไปด้วยความสงสัยก็ตาม

แต่เราจะเชื่อใจมาร์คได้ใช่มั้ย ว่ามือที่กุมมือเราอยู่ตอนนี้ มันอบอุ่นพอให้เราเชื่อมั่นได้  เชื่อมั่นในรักของมาร์ค เชื่อมั่นในรักของเรา

 

.......

 

                ใบไม้ต่างร่วงหล่นจากต้นลงสู่พื้นดิน หมู่ใบที่เคยสีเขียวชอุ่มสดชื่น สดใส ก็ค่อยๆเปลี่ยนสีไป จนเมื่อถึงเวลาอันสมควรก็ร่วงหล่นลงสู่พื้นดิน ไม่มีอะไรที่แน่นอนยืนยาวตลอดไป แม้กระทั่งความรัก หลายคนบอกว่ารักแท้มีอยู่จริง ความรักอันเป็นนิรันดร์ แม้คำว่าตลอดไปยังมีช่วงเวลาที่จบลง คนตัวเล็กเข้าใจแล้วในวันนี้ ที่เหลือก็แค่ต้องตัดใจใช่มั๊ย จากนี้ไปต้องตัดสายใยนั้นซะ เก็บสิ่งที่รู้สึกเอาไว้ให้ลึก ให้ลืมไป

 

                บนถนนเส้นเล็กที่มองเห็นผู้คนอยู่ประปราย ร่างบางก้าวเดินตามทางนั้นอย่างไม่เร่งรีบ ใบหน้าหวานแหงนหน้าขึ้นมองใบไม้ที่เริ่มจะน้อยลงในทุกต้น ฤดูหนาวที่แท้จริงใกล้มาถึงเต็มทีแล้ว อีกไม่นานที่นี่ก็คงเต็มไปด้วยสีขาว หากแหงนมองต้นไม้ ก็คงมีแต่กิ่งก้านสาขาดูระเกะระกะสายตา

 

                สวนสาธารณะที่อยู่ใกล้กับโบสถ์ เป็นอีกสถานที่หนึ่งที่คนตัวเล็กชอบมา ชอบที่จะมาใช้เวลาอยู่ที่นี่ มองดูเหล่าพ่อแม่ลูกที่มานั่งพักผ่อนกันในสวน มาดูคู่รักที่เริ่มจูงมือกัน หรือแม้กระทั่งเหล่าสัตว์เลี้ยงที่เจ้านายพามาเดินเล่น ส่วนมากเมื่อมาที่นี่ก็มักจะมองเห็นแต่ความสุข เห็นแต่รอยยิ้มที่สดใสที่เพียงแค่มองตามก็เป็นสุขใจแล้ว บางเรื่องที่เก็บไว้ไม่ได้ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องดื้อดึงเก็บเอาไว้ ส่วนบางเรื่องที่ทำให้หัวใจเป็นสุขก็จงเก็บรักษามันเอาไว้ให้ดี เก็บมันเอาไว้นึกถึง ในตอนที่เราสามารยิ้มให้กับมันได้อย่างเต็มที่ แบมแบมเดินทอดน่องคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย ก่อนจะสะดุดกับเสียงร้องเหมียวๆของเจ้าแมวน้อยตัวหนึ่ง

 

                เมี๊ยว~~~ เมี๊ยว~~~~ เสียงร้องเหมียวๆดังมาจากทิศทางไหนแบมแบมยังไม่แน่ใจนัก คนตัวเล็กได้แต่หันซ้ายหันขวา สาดสายตาไปรอบๆเพื่อมองหาต้นทางของเสียงนั้น

 

                “ เสียงแมวเหมียวนี่นา” เสียงหวานเอ่ยขึ้นพลางเดินไปรอบๆต้นไม้ใหญ่

 

                “ อยู่ไหนกันล่ะเจ้าแมว” แบมแบมพูด

 

เมี๊ยววววว  เสียงร้องเล็กๆนั้นยังคงดังอยู่อย่างไม่หยุดหย่อน ร้องเหมือนกลัวอะไรสักอย่าง

 

                “ เมี๊ยวๆๆ” แบมแบมเอ่ยเรียกเจ้าแมวน้อยด้วยโทนเสียงเดียวกัน พลางสายตาก็คอยมองหาร่างของแมวเหมียวไปด้วย

                “ อ้ะ” เศษของต้นไม้ หล่นลงมากระทบกับแก้มนิ่ม แบมแบมแหงนหน้าขึ้นมองยังที่มา เจ้าของเสียงหวานถึงกับถอนหายใจยาว เมื่อพบกับสิ่งที่เห็นตรงหน้า  ลูกแมวตัวเล็กกำลังใช้กรงเล็บเกาะเกี่ยวอยู่บนกิ่งของต้นไม้ใหญ่  ตัวสั่นใหญ่เลย อยากจะให้ช่วยพาลงมาใช่มั๊ยเจ้าเหมียว แบมแบมคิดในใจ แต่สูงขนาดนี้ เขาจะปืนขึ้นไปยังไงล่ะเนี่ย ร่างบางทำท่าคิดหนักว่ามีวิธีอื่นอีกมั้ย ที่จะช่วยเจ้าเหมียวน้อยให้ลงมาอย่างปลอดภัยโดยที่ทั้งตัวเค้าและลูกแมว ไม่เจ็บตัว  แต่ยืนคิดอยู่นานคิดยังไงก็คิดไม่ออก สงสัยจะต้องปืนขึ้นไป


เอาไงก็เอากันแฮะ ปีนก็ปีน คิดพลางมือเล็กก็ก้มลงคลายปมเชือกรองเท้าผ้าใบออก

 

                ถ้าไม่ถอดรองเท้าก่อน อาจจะลื่นตกลงมาก็ได้ ดูจากความสูงต้นไม้แล้ว ตกมาคงเจ็บไม่เบาเลย ท่าทางเก้ๆกังของแบมแบมคงทำให้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาดูจะสะดุดตาอยู่ไม้น้อย ก็เกิดมาไม่เคยปีนต้นไม้เลยสักครั้ง ครั้งเดียวก็ไม่เคยเลยไม่รู้ว่าจะต้องเริ่มยังไงดี ต้นไม้ก็เหลือเกินทำไมจากกิ่งนึงไปหาอีกกิ่งมันถึงได้ไกลแบบนี้ ไม่เห็นใจคนแขนขาสั้นมั่งเลย ใจที่มัวแต่คิดเรื่อยเปื่อยจนลืมมองว่าตรงที่เท้าจะต้องไปเหยียบนั้นน่ะมันว่างเปล่าไม่มีที่ยึดเกาะ โถ่แบมแบม ตกต้นไม้แน่นอนไม่ต้องสงสัยเลย

 

                “ อ้ะ” แบมแบมหลับตาปี๋ คิดว่าก้นต้องกระแทกพื้นแน่แน่แล้ว แมวก็ช่วยไม่ได้แถมยังเจ็บตัวอีก

อกหักก็ อกหัก วันนี้มันจะมีอะไรดีบ้างมั้ยเนี่ย ความรู้สึกเหมือนลอยคว้างอยู่กลางอากาศ แบมแบมเปิดเปลือกตาขึ้นทั้งๆที่ก้นน่าจะต้องกระแทกพื้นแล้วเชียว ทำไมตัวยังลอยอยู่

 

                “ ทำอะไรของนาย” เสียงทุ้มที่คับคล้ายคับคลาว่าจำได้ ลอยเคว้งอยู่บนหัวแบมแบม ก่อนที่ใบหน้าสวยจะแหงนมองขึ้นไปตามเสียงนั้น

 

                “ รุ่นพี่ฮันบิน!” น้ำเสียงแบมแบมดูจะตกใจไม่น้อย ที่จู่ๆก็เจอร่างสูงโปร่งตรงหน้า บีไอค่อยๆวางแบมแบม

ลงบนพื้นหญ้านิ่ม ก่อนจะทำท่าปัดๆที่แขนเสื้อ

 

                “ เป็นลิงหรือไง ถึงจะขึ้นไปอยู่บนต้นไม้” บีไอแหย่เสียงเรียบ

 

                “ ไม่ใช่อย่างนั้นซักหน่อย” แบมแบมยู่จมูก

 

                “ ผมจะช่วยลูกแมวต่างหาก”

 

                “ ลูกแมว?” บีไอย้ำคำถาม

 

                “ ใช่ฮะ ดูสิฮะ ลูกแมวตัวเล็กมันเกาะอยู่บนต้นไม้ลงมาไม่ได้ ผมจะช่วยมัน”

               
                 “ เอาไม้แหย่ๆให้มันลงมาสิ ไม่เห็นต้องปีนเลย”

 

                “ พี่จะบ้าเหรอ ตกลงมามันก็เจ็บน่ะสิครับ”

 

                “ มันไม่เจ็บหรอก มันเป็นแมวนะ ตกจากตึกยังไม่ตายเลย”

 

                “แล้วพี่รู้ได้ไงว่ามันไม่เจ็บ พี่เคยเป็นแมวหรือไง ใครตกจากที่สูงก็เจ็บทั้งนั้นแหละฮะ” คนตัวเล็กเริ่มมีน้ำเสียงโมโหปนอยู่ในประโยค

 

                “ ถ้าพี่ไม่ช่วยก็อยู่เฉยๆไปเลยครับ” พูดจบ ขาเรียวก็ทำท่าปีนขึ้นต้นไม้ใหม่อีกครั้ง คิดว่าคราวนี้ไม่น่าพลาด บีไอส่ายหน้าเบาๆก่อนจะเดินไปคว้าเอาแขนของแบมแบมให้กลับมายืนที่เดิม

 

                “ ท่าทางอย่างนี้ขึ้นไปได้เดี๋ยวก็ตกลงมาเจ็บ ทั้งคนทั้งแมว” พูดจบบีไอก็จัดการถอดเสื้อแจ็คเกตตัวนอกออก หลงเหลือเพียงแต่เสื้อแขนกล้ามและกางเกงยีนสีดำที่ฟิตพอดีกับหุ่น ตอนนี้ถ้าหากใครมองมาก็คงจะต้องพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ผู้ชายอะไรกัน เท่ชะมัดเลย

 

                บีไอปีนขึ้นไปบนต้นไม้ด้วยท่าทางสบายๆ ต่างจากแบมแบมเมื่อไม่กี่นาทีก่อนนี้อย่างสิ้นเชิง ไม่นานร่างสูงก็ลงมาพร้อมกับ เจ้าเหมียวน้อยเจ้าปัญหาที่ยังคงตัวสั่นระริกด้วยความกลัว

 

                “ แมวเหมียวตัวน้อย โอ๋ๆไม่ต้องกลัวแล้วน้า โอ๋ๆ” แบมแบมรีบวิ่งเข้าไปรับเอาลูกแมวสีขาวตัวเล็กจากมือของบีไอมาอุ้มเอาไว้

 

                “ ชู่ว~~~ ไม่ต้องกลัวแล้วนะ แกปลอดภัยแล้วล่ะ ” พูดพลางมือเล็กก็ยกขึ้นมาลูบเบาๆที่หัวของเจ้าแมวตัวนั้น

 

                “ อ้ะ มีปลอกคอซะด้วย มีเจ้าของไม่ใช่แมวจรจัดนี่นา ไหนดูซิ ว่าแกชื่ออะไร” แบมแบมพูดพลางพลิกดูที่จี้ห้อยปลอกคอ

 

                “ โนราอ่า~~~ โนร่าอ่า” เสียงของสาวรูปร่างท้วม ดังขึ้นใกล้ๆกับที่แบมแบมและบีไอยืนอยู่ เช่นเดียวกันกับคนตัวเล็กที่อ่านชื่อเจ้าแมวตัวน้อยนี่จบพอดี

 

                “ ท่าทางเจ้าของแกจะมาแล้ว” แบมแบมพูดเสียงเบาพลางลูบหัวแมวน้อยโนรา

               
                “ อยู่ทางนี้ครับ โนราอยู่ทางนี้” แบมแบมโบกมือให้กับเธอคนนั้น สาวเจ้ารีบวิ่งมาหาแบมแบมเพื่อรับเอาลูกแมวไปอุ้มเอาไว้ ท่าทางเอเป็นกังวลเอามากๆ

 

                “ มันปลอดภัยดีฮะ” แบมแบมยิ้ม

 

                “ ขอบคุณมากนะ พ่อหนุ่มน้อย ป้าขอบคุณจริงๆ” สาวเจ้ารีบโค้งขอบคุณให้กับคนตัวเล็ก

 

                “ คุณป้าไม่ต้องขอบคุณผมหรอกฮะ คนที่ช่วย คือพี่คนนี้ต่างห่าง” ไม่พูดเปล่ามือเล็กของแบมแบม ไปคว้าเอาท่อนแขนแกร่งของบีไอที่ยืนจัดการกับเสื้อผ้าตัวเองอยู่ให้เข้ามายืนใกล้ๆตัวเอง

 

                “ คุณฮันบินคนนี้เป็นคนช่วยเจ้าแมวเหมียวลงมาจากต้นไม้ฮะ” แบมแบมพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน บีไอเผลอยิ้มออกมาเมื่อหันไปมองเห็นความอบอุ่นของรอยยิ้มจากแบมแบม

 

                “ ขอบคุณมากๆเลยนะพ่อหนุ่มทั้งสอง พอดีโนราหลุดจากกรง สงสัยจะโดนสุนัขวิ่งไล่ ถึงได้หนีขึ้นไปบนต้นไม้ ขอบคุณพวกหนูอีกครั้งจริงๆ” เธอพูด

 

                “ คราวหลังป้าก็ดูแลมันดีดีนะครับ” บีไปพูดเสียงเรียบ แบมแบมถึงกับทำหน้าเหลอ นี่คือประโยคที่นายใช้พูดกับผู้ใหญ่เหรอเนี่ย

 

                “ อ่า ยินดีที่ได้รู้จักนะโนร่าอ่า....” แบมแบมยื่นมือไปลูบหัวแมวน้อยอีกครั้ง ก่อนจะลากคนตัวสูงท่าทางอารมณ์เสียอยู่ลอดเวลาให้เดินตามมา

 

                “ พี่ไปพูดแบบนั้นกับคุณป้าได้ยังไงฮะ”

 

                “ แบบไหน”

 

                “ ก็แบบห้วนๆนั่นไง”

 

                “ เอ้า ก็ชั้นแค่พูดตามที่คิด ถ้าป้าคนนั้นดูแลแมวดีมันจะไปอยู่บนต้นไม้ได้ไงล่ะ” บีไอตอบเสียงเรียบ เพราะมันคือความจริงจึงทำให้แบมแบมเถียงไม่ออก คนตัวเล็กหยุดเดินแล้วหันหน้ามาหาอีกคน

 

                “ ว่าแต่ว่า รุ่นพี่มาทำอะไรแถวนี้ครับ” แบมแบมทำหน้าฉงน

               
                “ มาธุระน่ะ” น้ำเสียงของคนตัวสูงก็ยังคงราบเรียบ

 

                “ อ๋อ...” แบมแบมพยักหน้า

 

                “ แล้วนายล่ะ มาทำอะไร” คนตัวสูงถามกลับ

 

                “ ผมเหรอ ..... ไม่ได้มาทำอะไรเป็นพิเศษฮะ” แบมแบมยิ้ม

 

                “ ...” บีไอพยักหน้าเบาๆ

 

                “ ขอบคุณแทนโนราด้วยนะครับ ถ้ารุ่นพี่ไม่บังเอิญผ่านมา ไม่รู้ชะตาชีวิตมันกับแบมจะเป็นยังไง” คนตัวเล็กพูดขำๆ บีไอพยักหน้าอีกครั้งก่อนจะถามคำถามขึ้นมา

 

                “ แล้วไม่สบาย หายดีแล้วเหรอ”  คนตัวสูงพูดพลางมองสำรวจ

 

                “ สบายดีสุดๆเลยครับตอนนี้” แบมแบมยิ้มกว้าง

 

                “ ก็ดี” บีไอตอบเสียงสั้น

 

                “ ถ้างั้นก็ เจอกันที่คลาสแล้วกันนะ แบมแบม” บีไอยิ้ม

 

                เสียงเรียกชื่อของบีไอ และรอยยิ้มที่ดูเหมือนยิ้มอย่างเต็มใจครั้งแรก ทำให้แบมแบมรู้สึกประหลาดใจไม่น้อย จริงๆแล้วภายใต้หน้าตาท่าทางกวนประสาทนั้น คนคนนี้ก็มีจิตใจที่ดีนี่นา

 

                “ครับ” แบมแบมยิ้มรับ ก่อนจะโค้งหัวให้ คนตัวสูงหันหลังมามองแบมแบมอีกครั้งหนึ่งก่อนจะเดินไปที่มอเตอร์ไซค์คันโปรดและขับมันออกไป

 

RRRRR ……

               
                  เสียงเมโลดี้ดังออกจากกระเป๋ากางเกงของคนตัวเล็ก แบมแบมหยิบมันขึ้นมาดูชื่อที่แสดงหนาจอ ก่อนจะกดรับสายนั้นด้วยรอยยิ้ม

                “ สวัสดีฮะ พี่แจบอม.....โอเคครับ ได้เลยฮะ ครับ แล้วเจอกันครับ” ร่างบางตอบเสียงปลายสายด้วยน้ำเสียงสดใส แบมแบมยิ้มให้กับชื่อบนหน้าจออีกครั้งก่อนจะกดวาง และขาเรียวก็กันหลังเดินกลับไปยังทางที่เดินมา

 

 

........


#TBC.

___________________________________________________________________________________
 


รักคนอ่านนะ
จุ๊บ.
 

#ฟิคทำนองรัก

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 46 ครั้ง

4,352 ความคิดเห็น

  1. #4330 MarkBam1n1a (@Notetoaki) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 28 มกราคม 2562 / 11:31
    สงสารแบมจับใจเลยอ่าา โคดเศร้า เจบีหรือบีไอ ก้ได้สักคนเถอะ ปล่อยให้มาร์คเค้ารักกับจูจูไปนั่นแหละ
    #4330
    0
  2. #4256 N_Nam0802 (@N_Nam0802) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 14 ธันวาคม 2560 / 02:28
    เอ่อ รู้สึกเหมือนแบบเป็นคนที่มีบุคลิกใจดี ยิ้มง่าย ถ้าคนอื่นมองก็เหมือนจะอ่อยทุกคนอ่ะ แต่จริงๆคือเป็นคนจิตใจดีทุกคนเลยมาชอบ หน่วงจัง
    #4256
    0
  3. #4242 iins_ (@mmb97) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 28 ตุลาคม 2560 / 06:43
    เจบี บีไอ ซักคน ตอนนี้แบมไม่เหลือใครเลย
    #4242
    0
  4. #4090 Moko87 (@mokomoko87) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 11 ธันวาคม 2559 / 18:06
    โอย เ๗้บปวดแทนทั้งคู่
    #4090
    0
  5. #3945 BANANA_3 (@napaphat2003) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 4 สิงหาคม 2559 / 20:23
    ให้ฮันบินเป็นพระเอกเถอะ ใจสั่นนน
    #3945
    0
  6. #3930 BamG97_ (@sasikanr_) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 3 สิงหาคม 2559 / 18:37
    โอ้ยยหน่วงงงฮืออ
    #3930
    0
  7. #3896 KTuaninuninen7 (@KTuaninuninen7) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 1 สิงหาคม 2559 / 23:07
    เราขอโทษนะพี่มาร์คที่เคยบอกว่าพี่มาร์คดูรักแบมเหมือนน้องชาย อ่านตอนนี้แล้วร้องตอนที่รู้จำนวนจดหมายที่พี่มาร์คส่งมาให้แบม แค่ฉบับแรกที่พี่มาร์คเขียน อ่านดูก็รู้ว่าดีใจตื่นเต้นและรอแบมตอบกลับมากแค่ไหน รู้เลยว่ารักแบมมากแค่ไหน สงสารทั้งจินยอง สงสารทั้งมาร์ค สงสารทั้งแบมแบม แต่ตอนนี้เราสงสารแค่จูจูกับแบมแบม ในอดีตพี่มาร์คน่าสงสารมากอ่านแล้วเข้าใจพี่มาร์คเลยว่ามันเป็นยังไง พี่มาร์คผิดหวังมากๆและอยากเริ่มต้นใหม่ ไม่ผิดที่ยังรักแบมอยู่ แต่เมื่อเริ่มต้นใหม่กับคนใหม่แล้ว ควรที่จะทุ่มใจไปที่คนปัจจุบัน ไม่งั้นคนที่จะเสียใจไปด้วยก็คือจินยอง ชอบนะที่แบมคิดจะตัดใจ ชอบมากที่ไรท์แทรกฮันบินเข้ามา ชอบที่ฮันบินคนหน้าดุยิ้มตามรอยยิ้มของแบม เชื่อแล้วว่าฟิคเรื่องนี้หน่วงอย่างที่มีคนบอกมา แค่รายละเอียดเล็กๆอ่านแล้วยังเจ็บ
    #3896
    0
  8. #3893 am_banky (@am_banky) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 1 สิงหาคม 2559 / 21:41
    อ่านมาถึงตอนนี้แล้ว เกลียดความรู้สึกที่เข้าใจผิดแบบนี้ การคลาดเคลื่อนแบบนี้ ไม่ดีกับใจเลย T_T
    #3893
    0
  9. #3882 ไม่บอกกก1 (@30267) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 1 สิงหาคม 2559 / 14:40
    ปวดใจมากก จะโทษใครก็ไม่ได้ แต่แบมพลาดจริง ๆ ที่ไม่เปิดจดหมาย
    #3882
    0
  10. #3774 BAMmiie (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 13 เมษายน 2559 / 03:26
    เชื่อมั้ยว่าเราหวังให้บีไอโผล่ออกมาตลอด อือมันโคตรเจ็บตอนที่มาร์คพูดว่าหัวใจอีกดวง อย่าทำแบบนี้ถ้ารักเนียร์แล้วก็รักให้สุดหัวใจ อ่า เราโคตรเจ็บ เจ็บหัวใจดีจริงๆ
    #3774
    0
  11. #3689 natnichayui007 (@natnichayui007) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2559 / 11:41
    ปวดใจมากกกอ่ะ หน่วงแรงมาก อ่านไปร้องไห้ไป สงสารแบมก็สงสาร มาร์คก็น่าสงสาร ไหนจะเนียร์อีก โอ้ยหน่วงแรง แบมเปลี่ยนใจมาคบกับไอบีมั้ยง่ายดี 55555 คนอ่านจะตายตามแล้วเนี่ย อินจนถึงขั้นเรียนไม่รู้เรื่องอ่ะ ความรู้สึกมันหน่วงทั้งวันเลย
    #3689
    0
  12. #3668 Eroseris (@ornlylove) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2559 / 00:08
    มาร์ค...เขาไม่ตอบเมลล์ ทำไมไม่ส่งจดหมายกลับไปที่ที่อยู่เดิมอะ หรือเเบบใจเสียไปเเล้วว่าเเบมไม่ตอบเลยถอดใจ....เเต่ก็ยังส่งไปเป็นพันเมลล์อยู่นะ
    #3668
    0
  13. #3434 MBKY; (@withmbky) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 4 มกราคม 2559 / 21:11
    ฮืออออ ร้องไห้อะ ตอนอ่านพาร์ทเวิร์ดของแบม จะตายเจ็บปวดใจมาก แง้ง
    อยากจะร้องไห้อีกตอนมาร์คเนียร์หวานกันนี่แหละ แบบโอ้โห แบมทนไหวได้ยังไง เราอินมากเลยนะ เราแบบเจ็บแทนอะ 555555
    แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะอยากขอบคุณโนอาร่าแบบทำให้แบมได้กระจายความอบอุ่นออกไปอะ รุ่นพี่ฮันบินก็มาช่วยอีก เท่มากกกกกค่ะ ฮืออ ไม่ฮันบินก็เจบี แบมแบม พลีสสส~ หันมามองหน่อย
    #3434
    0
  14. #3373 opel_zuza (@marang-zangkoong) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 6 ธันวาคม 2558 / 22:52
    เฮ้ออออออออออ เรื่องนี้สอนให้รู้ว่าอย่ากลัวที่จะเผชิญความจริง เพราะมันอาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่เราคาดคิดเสมอไป เหมือนกับความพลาดในครั้งนั้นของแบม เฮ้ออออออออออ หน่วงใจจริงเชียว
    ตอนนี้มี2อย่างที่คาใจ คือเมื่อไหร่พี่ต้วนจะรู้ว่าเคยปล้ำแบม และเมื่อไหร่พี่บีจะได้กับนยอง 555555
    #รองเท้าใครเก็บด้วยค่ะ
    #3373
    0
  15. #3342 Wang-GaGa (@wang-j28) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 2 ธันวาคม 2558 / 01:36
    แบมพลาดรุนแรงเลย
    และถ้าคู่มาร์คเนียร์เขาจะรักกันขนาดนั้น
    ขอเสนอให้เรื่องนี้เป็น(เจ)บีแบมหรือไม่ก็บี(ไอ)แบม
    ก็มันเจ็บอ่ะ ทนไม่ได้ถ้าให้แบมคอยมองคู่นั้น
    #3342
    0
  16. #2772 Sweet Time (@ging3) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 27 กันยายน 2558 / 01:36
    สุข...สุขที่ได้เห็นคนที่เรารักมีความสุขงั้นเหรอ... 
    ถ้าเป็นแบบนั้น ไม่เอานะ..
    #2772
    0
  17. #2556 ENED (@ENED) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 26 สิงหาคม 2558 / 11:28
    หน่วงในใจลึกๆ และ ร้องไห้หนักมากกกกกกกก

    ไรท์สุดยอด
    #2556
    0
  18. #2450 VONGO (@KOYO1994) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 13 สิงหาคม 2558 / 22:54
    แบมดีเกินไปไม่เหมาะกับมาร์คใจโลเลหรอกไรท์ บีไอดูเหมือนจะรักษาให้แบมได้นะ แลดูเป็นคนมีปมมาก่อนเหมือนกัน
    #2450
    0
  19. #2432 222 (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 13 สิงหาคม 2558 / 22:10
    เราชอบจริงๆน่ะ อยากเม้นท์ให้อ่าแต่อธิบายความรู้สึกไม่ได้ ฮือๆๆ เราอ่านไปร้องไห้ไปอีกแล้วอ่า ภาษาไรต์ดีมากเลยน่ะ อ่านแล้วเคลิ้มตามตลอดเลย รักไรต์น่ะ
    #2432
    0
  20. #2102 13ploymin_elf (@13phoenix) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 14 กรกฎาคม 2558 / 00:43
    เราไม่อยากอ่านต่อเลย เจ็บไปหมดแล้ววว
    อยากอ่านใช่ว่าไม่ดีนะ แต่มันดีมากกกก จนกลัวตอนต่อไป
    ไรเตอร์เก่งอะ
    แต่เราจะอ่านต่อนะ ไรเตอร์สู้ๆ
    #2102
    1
    • #2102-1 Irine (@thepapagirl) (จากตอนที่ 16)
      14 กรกฎาคม 2558 / 00:49
      พักไปหายใจก่อน แล้วค่อยกลับมาอ่านใหม่ตอนที่พร้อมก็ได้ค่ะ เค้ารอได้ ♥
      #2102-1
  21. #1930 namiesname (@namiesname) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 27 มิถุนายน 2558 / 04:27
    เราอ่านถึงตอนนี้ขอสารภาพเลยว่าไม่อยากที่จะอ่านต่อแล้วอ่ะ สงสารแบมแบมมากกกก คืออ่านแล้วน้ำตาไหลพราก ก็เข้าใจนะว่ามาร์คโกรธ แต่ถามหน่อยเถอะไม่คิดจะถามแบมหรอว่าเกิดอะไรขึ้น ฮึก! ไรท์เตอร์ใจร้ายย เราไม่โอเคเลยยย เราสงสารอบมแบม T_T นี่จะเชียร์รุ่นพี่บีไอแล้วนะคะ แงแงแง เมื่อไหร่น้องแบมจะมีความสุข.... ระบายหนำใจแล้ววว ไปอ่านต่อนะคะ แหะแหะ
    #1930
    0
  22. #1823 Chibamie (@parpaa) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 5 มิถุนายน 2558 / 11:57
    คือมันหน่วงใจ จะเศร้าก็ไม่เศร้าจะสุขก็ไม่สุข55555 พี่มาร์คก็นะ ยังไงกันแน่น้า บีไอแบมก็ดีนะ ><5555555
    #1823
    0
  23. #1804 wonder drean (@rungbuab) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2558 / 03:27
    เกลียดพี่มัคที่ไม่ชัดเจน เกลียด เกลียด เกลียด
    #1804
    0
  24. #1646 wpwsg (@wipawan_ink) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 24 เมษายน 2558 / 22:22
    มันหน่วงอะ น้ำตาไหล;-; อธิบายไม่ถูกเลย ความรู้สึกมันเต็มไปหมดอะ สงสารทุกคนเลย ถ้าไปหาคนนคง คนนึงก็เจ็บ โอ้ย หน่วง;-; ไรต์แค่งดีจริงๆ เราเฟบไว้แต่ไม่ได้อ่าน พลาดมาก;-;
    #1646
    0
  25. #1312 mybambi (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 24 มกราคม 2558 / 16:17
    อ่านแล้วก็แบบมีแต่คำพูดนี้อยู่ในหัว ถ้าเพียงแต่..
    #1312
    0