Heart, Attack! [#JinMark] *จบ*

ตอนที่ 4 : Saccharin

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 392
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    22 เม.ย. 61

ลังเลชะมัด

ถึงจะบอกว่าวันนี้เป็นวันของผม

วันที่มาร์คฮยองเป็นแฟนผม

แรกๆ ก็เกิดความหวังขึ้นมานิดๆ ที่จะได้หวานแหววกับมาร์คฮยอง

แต่... เอาเข้าจริง

สำนึกที่ว่าอีกฝ่ายมีแฟนเป็นตัวเป็นตนอยู่แล้วยังคงฉายชัดอยู่

การตกลงครั้งนี้ แน่นอนว่าเอพริลไม่น่ารู้เรื่อง

ความรู้สึกของคนที่ต้องลักกินขโมยกินมันเป็นอย่างงี้นี่เอง

ตลอดมาทุกคนต่างเข้าใจผิดว่ามาร์คฮยองเป็นเจ้าชายผลึกน้ำแข็ง

แต่แท้จริงแล้ว ที่เขาไม่เปิดใจให้ใครเพราะเขามีเจ้าของหัวใจอยู่แล้วต่างหาก

และมั่นคงในความรักมาก ไม่หวั่นไหวต่อสิ่งยั่วยุใดๆ แม้จะต้องห่างไกลกันขนาดนี้

มาร์คฮยองในตอนนี้อบอุ่นดุจแสงอาทิตย์ในสายตาของผม

อิจฉาผู้หญิงคนนั้นชะมัด

ความภูมิใจในการครอบครองมาร์คฮยองของผมในคืนนั้นถึงขั้นติดลบ

นี่ผมมาทำอะไรกับแฟนของคนอื่นอยู่ที่นี่

ผมกำลังโอบกอดเขาไว้ในวงแขน ส่วนเขาก็แค่กำลังยืมไหล่ผมหนุนนอนเท่านั้น

ไม่ได้มีความรู้สึกพิเศษใดๆ นอกจากเห็นเป็นแค่ผู้ชายด้วยกัน

"น่าเบื่อชะมัด" เขาเอ่ยขึ้นหลังจากที่หนังจบ

ร่างผอมบางผละออก ก่อนยืดหลังบิดขี้เกียจท่ามกลางผู้คนที่ทยอยกันลุกขึ้นจากที่นั่ง

หนังห่วยสินะ

"นั่นสิ ช่วงหลังมาร์คฮยองหลับตลอดเลย" ผมยิ้มแห้งๆ

"ไม่ได้หลับ แค่ไม่ได้ดูหนัง"

"อ้าว"

"ฉันดูนายอยู่ตลอดต่างหาก" ใบหน้านั้นยื่นเข้ามาใกล้

"มะ...หมายความว่ายังไง"

ผมหน้าร้อนผ่าว

"นายไม่รู้จริงๆ เหรอ ว่าทำไมเดทแรกกับคนที่ชอบต้องเป็นหนังสยองขวัญ"

ผมกระพริบตาปริบๆ

"เฮ้อ... ช่างเถอะ ไม่ว่าผู้หญิงหรือผู้ชายก็คงน่าเบื่อพอกัน ฉันไม่ได้คาดหวังอะไรในตัวเด็กน้อยอย่างนายอยู่แล้ว"

เขาหยิกแก้มผม ส่ายเบาๆ ราวกับมันเขี้ยว

"ดะ... เด็กน้อยงั้นเหรอ? ฉันอ่อนกว่าพี่แค่ปีเดียวเองนะ"

"แต่นายน่ะ โคตรเด็กเลย นายมันก็น่าสนใจแค่ตรงที่ไม่จริตจะก้านอย่างพวกผู้หญิงแค่นั้นแหละ แต่ที่เหลือ... น่าเบื่อที่สุด"

อะ... ไอ้มาร์คฮยอง

ผมตัวสั่นระริก

นี่พี่เป็นคนแบบไหนกันแน่เนี่ย?

ตอนตามตื้อก็ว่าน่ารำคาญ พอเกรงใจก็หาว่าน่าเบื่อ

จริงสิ กับผม พี่คงสนุกแค่ตอนอยู่บนเตียงเท่านั้นสินะ

อย่าให้ต้องรื้อฟื้นนะโว้ย

ทีตอนนั้นน่ะ กระซิบออดอ้อนเสียงอ่อนเสียงหวาน

จินยองอา อย่าเพิ่งออกไป

จินยองอา แรงอีก... อือ... อีกนิด... ที่รัก

จินยองอา อีกครั้งได้มั้ย

จินยองอา น่ารักที่สุด

แบบนั้นแหละ จินยองอา ตรงนั้น... รู้สึกดีชะมัดเลย

รักที่สุดเลย จินยองอา รัก... รัก... รัก...

จินยองอา... จินยองอา...

"จินยองอา"

ผมสะดุ้งเมื่ออีกฝ่ายเรียกชื่อผมจริงๆ

"ว่าไงนะ"

"นายนั่นแหละ เป็นบ้าอะไร โดนด่าว่าน่าเบื่อแล้วยิ้มลามกออกมา สติยังดีอยู่รึเปล่า"

"ก็แค่คิดว่าถ้าพี่ไม่อยากเบื่อ เราก็ควรไปเดทกันบนเตียง"

อีกฝ่ายถลึงตาใส่ ผลักไหล่ผม ก่อนหยิบดอกไม้แล้วลุกขึ้นยืน

ด่าผมว่าไอ้เด็กบ้าอยู่ในใจสินะ

หน้าแดงแบบนั้น เขินอยู่แน่ๆ

รักแท้อาจจะแพ้ลีลาใต้ผ้าห่มรึเปล่านะ มาร์คฮยอง... หึๆๆ

"เอ้า นั่งบื้ออยู่ได้ คนออกกันไปหมดแล้วนะ"

เขายื่นมือข้างหนึ่งมาให้ผม

โอ๊ะ... ยังคงได้สิทธิเดินจูงมือกันอยู่แฮะ มาร์คฮยองนี่ป๋าเป็นบ้าเลย

"จริงสิ ที่เกาหลี ผู้ชายเดินจูงมือกันมันคงแปลกๆ สินะ"

เขาทำท่าจะชักมือกลับ

ผมรีบคว้าหมับไว้ทันที

"แปลกตรงไหน มือมาร์คฮยองฉันจูงได้ตลอดชีวิตนั่นแหละ" ผมรีบสวนกลับ ก่อนผุดลุกขึ้น

"ฉันให้นายจูงแค่วันนี้วันเดียวเท่านั้น อย่าทำเป็นได้ใจ"

"ว่าแต่ ต่อไปเราแวะโรงแรมไหนดี ให้มาร์คฮยองเลือกเลย" ผมถามหน้าระรื่น

"ไอ้เด็กบ้า ฉันหิวแล้ว ไปหาข้าวกินก่อนเฟ่ย"

"แล้วหลังจากนั้นค่อยกินฉันต่อเป็นของหวานใช่มั้ยคร้าบ คุณภรรยา"

"ยังอยากจูงมือกันเดินดีๆ หรืออยากจะเสียวันเดทฟรีๆ ครึ่งวัน หา?"

"โอเคคร้าบ... วันนี้จินยองจะเป็นแฟนหนุ่มที่น่ารักเหมือนลูกหมาให้มาร์คฮยอง"

เขาหันมายิ้มอย่างพอใจ

"ดีมาก... เด็กน้อย ถึงฉันจะชอบลูกแมวมากกว่าก็เถอะนะ"

"เอ๋า ซะงั้นอ่ะ"

เขาดึงมือผม ก่อนเดินนำออกจากโรง


หลังจากดูหนัง เราออกมาหาอะไรกินง่ายๆ ที่แฟมิลีเรสเตอรองแห่งหนึ่ง

"พี่ได้กลับไปเยี่ยมบ้านที่อเมริกาบ้างรึเปล่า" เขาเริ่มชวนคุยระหว่างมื้อกลางวัน

เรานั่งเคียงกันบนเก้าอี้แบบโซฟา

อาจจะดูแปลกสำหรับผู้ชายสองคนที่ยังมีที่นั่งฝั่งตรงข้ามเหลือเฟือ

"ถ้ามีวันหยุดยาวก็ได้กลับบ้าง"

บทสนทนาของเราเป็นเรื่องสัพเพเหระทั่วไปไม่ต่างจากครั้งที่เคยพูดคุยกันตามปกติเท่าไหร่

เพราะเป็นเดทครั้งสุดท้าย จึงไม่จำเป็นต้องแลกเปลี่ยนข้อมูลลึกซึ้งเพื่อสานต่อ

และเขาเองก็คงระวัง ไม่ถามอะไรที่ละลาบละล้วงเรื่องส่วนตัวของผม

"ว่าแต่พี่... ช่วงนี้เลิกท้อเรื่องเดบิวต์แล้วใช่มั้ย"

จู่ๆ เขาก็เปลี่ยนเรื่อง

เมื่อก่อนผมมักจะกลุ้มใจอยู่บ่อยๆ

หมอนี่เป็นหนึ่งในคนที่เข้ามาให้กำลังใจอยู่เสมอ

เคยแม้กระทั่ง... ซับน้ำตาให้ผม

แต่ก็แค่ไม่กี่ครั้งหรอกนะ ไม่ได้พิเศษอะไร เพราะเขาก็ให้กำลังใจคนอื่นไปทั่วเป็นปกติอยู่แล้ว

"เอ่อ... อืม... ก็มีบ้าง มาเป็นช่วงน่ะ"

ใจจริงรู้สึกละอายขึ้นมาเล็กน้อย เมื่อนึกถึงความลับของม้าที่เอพริลเล่าให้ฟัง

เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นจริง เท่ากับอีกไม่นานต้องมีการเรียกตัวผมเข้าไปพบพร้อมกับมอบหมายโปรเจ็กต์ให้เป็นชิ้นเป็นอัน

เส้นสายงั้นเหรอ?

ฟังดูไม่ยุติธรรมต่อคนอื่น รวมถึงคนที่มีความสามารถและพยายามมาตลอดอย่างคนตรงหน้าผมเป็นต้น

ตั้งแต่เข้ามาที่นี่ ไม่มีใครไม่พยายาม

ทุกคนผ่านวันที่เหนื่อยยากกันมาทั้งนั้น

แต่พอคิดอีกแง่...

ถ้าลุงเจียงสั่งแช่แข็งผมจริงๆ ก็คงมีแต่ผมที่หลับหูหลับตาพยายามอย่างสูญเปล่าเพียงลำพัง

ในขณะที่คนอื่นๆ มีความหวัง

แล้วไหนล่ะ ความยุติธรรมของผม?

"เวลาที่เหนื่อยที่สุด... บางทีก็คิดถึงบ้านเหมือนกัน"

จินยองทำหน้าเหมือนหมาหูตก

ให้ตายเถอะ

นัยน์ตาดำขลับกลมโตที่กินเนื้อที่เกือบทั้งกรอบตา ให้ความรู้สึกเหมือนลูกสัตว์ป่าตัวเล็กๆ

น่ารักเป็นบ้า

ยิ่งคิดยิ่งเจ็บใจ เด็กหนุ่มหน้าตาสวยใสยังกับตุ๊กตา ดูมุมไหนก็ให้บรรยากาศเหมือนของเล่นราคาแพงของเหล่านูน่า แค่ตัวสูงใหญ่กว่าผมเพียงนิดเดียวเท่านั้น

ผมดันไปพลาดท่าให้หมอนี่ได้ยังไงกัน

"บ้านนายอยู่แค่ปูซาน วันหยุดสั้นๆ จะกลับบ้านก็ไม่มีปัญหานี่" ผมปลอบ

"พี่อยากไปเที่ยวบ้านฉันบ้างมั้ยล่ะ ถึงบ้านจะไม่ใหญ่โตเหมือนคฤหาสน์ของพี่ แต่แม่ฉันทำอาหารเกาหลีอร่อยสุดๆ เลยนะ"

จู่ๆ หมอนั่นก็กลับมาดูมีชีวิตชีวาอีกครั้ง

คฤหาสน์งั้นเหรอ...? ไปเอาข้อมูลบ้าๆ นั่นมาจากไหน

ก็แค่บ้านหลังเล็กๆ ในย่านเซเลบอเมริกันที่พอมีเนื้อที่ว่างสำหรับต้อนรับญาติๆ ในวันหยุดและวันสำคัญ มีสวนด้านหลังเล็กๆ แค่พอจะแคมปิงได้ พร้อมลานบาร์บีคิวและสระว่ายน้ำสำหรับปาร์ตี้ซักสี่ห้าสิบคนได้สบายๆ เท่านั้นเอง

"ก็ไปสิ แต่นายหาวันหยุดให้ได้ซะก่อนเถอะ งานเยอะกว่าฉันอีกยังจะมาชวน"

เขายิ้มกว้างเหมือนเด็กเล็กๆ ก่อนคว้ามือผมไปจับ

"พี่สัญญาแล้วนะว่าจะไป"

แต่แล้วจู่ๆ ก็หน้าสลดลงราวกับนึกอะไรได้

"แต่ฉันขอทำใจเรื่องอกหักก่อนนะ ไม่งั้นคงแนะนำพี่ให้ที่บ้านรู้จักไม่เต็มปากเต็มคำแน่ๆ"

"นายจะแนะนำฉันว่าอะไรงั้นรึ" ผมถาม

พาผู้ชายไปเยี่ยมบ้าน จะแนะนำอะไรได้มากกว่าคำว่าเพื่อน

"ก็... หนุ่มเนื้อหอมแห่ง JYP ที่ฉันได้เป็นสามีชั่วข้ามคืน"

ผมฉวยช้อนที่อยู่ใกล้มือ เงื้อขึ้นหมายจะเคาะหัวไอ้เด็กทะลึ่งตรงหน้า

"อ๊ะๆๆ ช้อนเลอะอยู่นะฮยอง"

หมอนั่นเอามือมาป้องหัวขณะห้าม

"หุบปากแล้วรีบๆ กินไปเลย" ผมดุ

"อะไรกัน ฮยอง... นี่มันเดทนะ ชื่นมื่นหน่อยสิคร้าบ" หมอนั่นทำเสียงกวน

ก่อนจะเอื้อมมือมาหยิบเม็ดข้าวออกจากปากผม แล้วเลียใส่ปากตัวเอง

"กินเลอะเทอะเหมือนกันนะเรา"

หนอย... ทำเสียงยังกับคนโตกว่า แก่แดดชะมัด

"เรื่องของฉันน่า"

"ไม่ได้อ่ะ วันนี้ฮยองเป็นแฟนฉัน ฉันก็ต้องดูแลสิ" พูดจบก็วางมือลงบนพนักเก้าอี้ด้านหลังผม

รู้สึกเหมือนหน้าร้อนผ่าวขึ้นมา

ดูมันมองสิ... แววตายิ้มละมุนด้วยความเอ็นดูนั่น ยังกับผมเป็นเด็กเล็กๆ งั้นแหละ

ตอนอยู่ในโรงหนังเมื่อกี้ยังนั่งตัวเกร็งอยู่แท้ๆ


ขณะเดียวกัน ในอีกซีกโลก

เอพริลกำลังยุ่งวุ่นวายกับการหาลู่ทางในการเข้าถึงจินยองเป็นการส่วนตัวให้ได้

"เฟสบุค... ทวิตเตอร์... ไอจี... ให้ตายเถอะ มีแต่ของปลอม เจ้าตัวก็ไม่ใช่ ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมต้องปลอมขึ้นมาให้สับสนด้วยนะ" เธอบ่นอุบ

นอกนั้นที่เห็นว่าเป็นออฟิเชียล เป็นอันรู้กันในฐานะติ่งโปรเฟสชันนัลว่าล้วนมีการแชร์พาสเวิร์ดกับทีมงาน ขืนส่งข้อความสุ่มสี่สุ่มห้า อาจถูกมองว่าเป็นการก่อกวน และถูกลบไป สุดท้ายก็อาจไม่ถึงตัวเจ้าของแอ็คเคาต์อยู่ดี

พวกที่มีผลงานผ่านการเดบิวต์ต้องมีแอ็คเคาต์ส่วนตัวแบบลับๆ บ้างสิ โดยเฉพาะพวกที่มีสังกัด

ขนาดมาร์คยังทำแอ็คเคาต์ปลอมไว้คุยกับเพื่อนสนิทเลย

เท่าที่เธอเสียเวลาเป็นวันๆ สตอล์กบรรดาเพื่อนในแอ็คเคาต์ลับของเพื่อนชาย ก็ไม่มีรายไหนเข้าข่ายว่าจะเป็นจินยองสักคน

พวกคนในค่ายเดียวกันเขาติดต่อกันผ่านอะไรนะ?

มือถือ? ไลน์? หรือโปรแกรมแช็ตอื่นๆ?

ถ้าอย่างนั้น การจะได้ติดต่อโดยตรงกับเจ้าตัวจริงๆ ก็คงต้องผ่านใครบางคนที่อยู่ในแวดวง

อย่างเช่น... ผู้จัดการ

หญิงสาวสะบัดหน้าเป็นการใหญ่

นั่นแหละ กำแพงเมืองจีนที่ยิ่งทำให้เป็นไปไม่ได้มากกว่าเดิมอีก

โอ๊ยยย... ปวดหัว นี่ถ้าโทรจิตได้ จะขอใช้พลังทั้งหมดในจักรวาลส่งข้อความไปสู่สมองของจินยอง ณ บัดนี้

หญิงสาวเดินโซเซไปที่เตียง ก่อนทิ้งตัวลงนอนแผ่อย่างหมดอาลัยตายอยาก

ป่านนี้ความเกลียดชังของจินยองที่มีต่อเธอคงค่อยๆ เพิ่มมากขึ้นทุกวัน

พร้อมกันกับความโศกเศร้าจากการถูกสลัดรัก

ถ้าจินยองหายเศร้าได้ไวๆ ก็คงจะดีไม่น้อย...

ไม่นะ!!! ห้ามหายเด็ดขาด

ถ้าจินยองหายเศร้า ก็เท่ากับตัดใจจากมาร์คได้

โนๆๆๆๆ

ถึงจะสงสารจนหัวใจแทบแตกสลาย ก็ต้องแข็งใจไว้

จินยอง... ช่วยรักมาร์คต่อไปด้วยเถอะ

เอพริลจะหาทางเฉลยตัวตนที่แท้จริงให้เร็วที่สุดให้ได้

แต่อย่าเพิ่งตัดใจจากมาร์ค

ได้โปรด... เอพริลขอร้องงงง


ดวงอาทิตย์คล้อยต่ำ...

เดทของเรากำลังจะสิ้นสุดลงตอนหัวค่ำ

ในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า

ถึงจะเรียกว่าเดท แต่เอาเข้าจริงๆ ก็ไม่ต่างจากการที่เพื่อนผู้ชายสองคนไปเที่ยวเล่นด้วยกันสักเท่าไหร่

ที่พิเศษขึ้นมานิดหน่อยก็คง...

"ดูอะไรอยู่น่ะ จินยองอา"

มาร์คฮยองเดินเข้ามาจากด้านหลัง ขณะที่ผมกำลังเลือกของอยู่

หลังจากมื้อกลางวัน พวกเราก็พากันแวะเที่ยวตามเดทสป็อตชื่อดังของหนุ่มสาวในกรุงโซล

กระทั่งมาถึงที่นี่

N โซลทาวเวอร์

"เอ่อ... คือ..."

เด็กอเมริกันอย่างเขาจะหัวเราะเยาะรึเปล่า ถ้าผมจะซื้อ... ที่ห้อยมือถือคู่ เป็นของที่ระลึกในการเดทของพวกเราในวันนี้

"ของฝากเหรอ อ๊ะ อันนั้นน่าเกลียดดี ซื้อฝากเอพริลดีกว่า" พูดพลางมือหยิบตุ๊กตารูปกบสีน้ำตาลขึ้นมา

เอ๋? ซื้อของน่าเกลียดฝากแฟนเนี่ยนะ?

อย่างไรก็ตาม สีหน้าทะเล้นตอนคิดถึงแฟนของมาร์คฮยองทำให้ผมเจ็บจี๊ดในอกอย่างบอกไม่ถูก

แต่ที่น่าเจ็บใจกว่านั้นก็คือ ผมกำลังหลงรักความเป็นแฟนในแบบของเขา... ที่มีต่อผู้หญิงคนนั้น

ทั้งที่เป็นวันของผม แต่ก็ยังอิจฉาเอพริลคนนั้นอยู่ดี

ถึงมาร์คฮยองจะซื้อของที่ว่า "น่าเกลียด" ให้เธอก็ตาม

"ซื้อของฝากผู้หญิง มันต้องตัวนี้ต่างหาก" ผมเถียงพลางยื่นตุ๊กตาหมีแห่งความรักที่เป็นมาสคอตของที่นี่ให้

"ไม่ล่ะ น่ารักเกินไป อย่างยัยนั่นต้องน้องคางคกนี่แหละ ถึงจะเหมาะ ดูสิ เหมือนจะตาย ฮ่าๆๆ คางคกๆๆ" เขาทำเสียงสูงล้อเลียนตุ๊กตาในมือราวกับเป็นหน้าแฟนตัวเองจริงๆ

น้องคางคก?

ผมแอบเหวอเล็กน้อย

ทำไมเรียกแฟนตัวเองที่หน้าตาน่ารักขนาดนั้นว่าคางคกได้

มาร์คฮยองเป็นมนุษย์ที่ประหลาดจริงๆ

ไม่สิ... ความสนิทสนมของพวกเขามันคงลึกซึ้งเกินกว่าที่คนนอกอย่างผมจะเข้าใจต่างหาก

รู้สึกหดหู่ขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูกแฮะ

"จินยองอา... ตอนเข้ามาเห็นมีป้ายที่เป็นรูปภูเขากุญแจด้วย ไปดูกันเถอะ"

ภูเขากุญแจ? อ๋อ... ตรงนั้นสินะ

เขาลากผมไปจ่ายเงินค่าของฝาก แล้วมุ่งไปยังจุดที่คล้องกุญแจของคู่รัก

"โห... ทำไมกุญแจเยอะแยะขนาดนี้เนี่ย" เขาทำเสียงตกตะลึงเหมือนเด็กเล็กๆ ควักมือถือออกมาหามุมเก๋ๆ ถ่ายรูป

อยู่เกาหลีมาตั้งนานก็จริง แต่มาร์คฮยองเพิ่งเคยมาเที่ยวที่นี่สินะ...

ผมเองก็ไม่เคยมา แต่ก็พอจะมีข้อมูลอยู่ในหัวบ้าง

"จินยองอา มีคนเอากุญแจมาคล้องเต็มไปหมดเลย พวกเราเอามาคล้องกันบ้างดีกว่า"

"จะ... จะดีเหรอมาร์คฮยอง"

"ดีสิ ฉันซื้อจากร้านกิ๊ฟต์ช็อปมาเมื่อกี้ ตอนที่นายยืนเลือกของอยู่"

วะ... ไวเกินไปแล้ว คลาดสายตาไปแค่แป๊บเดียว

"แล้วนึกยังไงถึงได้ซื้อมาล่ะเนี่ย"

"แค่คิดว่าต้องมีความหมายอะไรเกี่ยวกับที่นี่แน่ๆ เลยซื้อมาก่อน ตอนนี้เข้าใจแล้วว่าให้เอามาคล้องที่นี่เอง คล้ายๆ กับการโยนเหรียญลงน้ำพุที่อิตาลีใช่มั้ย แต่อันนี้คล้องแล้วก็อธิษฐาน... นั่นไง แบบนั้น" พูดจบก็ชี้ไปยังคู่รักหนุ่มสาวชาวต่างชาติที่ต่างพนมมือประหนึ่งขอพร ก่อนโยนลูกกุญแจออกไป

ผมแอบส่ายศีรษะน้อยๆ

ไม่เลย... มาร์คฮยองไม่เข้าใจอะไรเลยต่างหาก

ควรจะบอกเขาดีมั้ย?

เขาดึงข้อมือผมไปยังมุมหนึ่งที่ยังมีกุญแจไม่หนาแน่นนัก

"เอ้า จินยองอา มันมาเป็นคู่ ฉันแบ่งให้นายอันนึงแล้วกัน"

"คล้องด้วยกันแบบนี้... จะดีเหรอมาร์คฮยอง"

ผมควรอธิบายความหมายก่อนที่เขาจะถลำลึกไปกว่านี้

แต่ใจนึงก็อดนึกเห็นแก่ตัวขึ้นมาไม่ได้

ใครๆ ก็อยากคล้องกุญแจกับคนที่เรารักทั้งนั้นแหละ...

"วันนี้เรามาเดทกันไม่ใช่เหรอ ทำอะไรด้วยกันก็ไม่เห็นแปลก"

จริงสิ วันนี้เรามาเดทกันทั้งทีนี่นา

เขาออกปากเองนะ

ถ้าอย่างนั้นจินยองอาจะไม่เกรงใจนะครับฮยอง

พวกเราคล้องกุญแจเสร็จ อธิษฐาน แล้วโยนลูกกุญแจออกไป

"เหมือนในยุโรปก็มีอะไรแบบนี้นะ" เขาโพล่งขึ้นมา "แต่ที่นั่น จะเป็นคู่รักเอากุญแจมาคล้องตามราวสะพานล่ะ พอคล้องเสร็จก็โยนลูกกุญแจลงแม่น้ำ เดือดร้อนทางรัฐบาลต้องมาเลื่อยราวสะพานไปกำจัด เพราะสะพานรับน้ำหนักกุญแจไม่ไหว" เขาเล่าด้วยเสียงติดตลก

ในขณะที่ผมหน้าเจื่อนเล็กน้อย

ตามนั้นแหละฮยอง... ที่เราคล้องด้วยกันเมื่อกี้ ก็ความหมายเดียวกันเด๊ะเลย

มาถึงป่านนี้แล้ว ผมควรเฉลยความจริงให้เขารู้ดีรึเปล่า

"ว่าแต่ นายอธิษฐานว่าไงเหรอ" เขาถาม

แย่แล้วสิ... ผมดันขอในสิ่งที่เอาแต่ใจ และเป็นไปไม่ได้เสียด้วย

"เอ่อ... ก็เรื่องงาน... แล้วมาร์คฮยองล่ะ" ผมโกหก

"ฉันอธิษฐานว่า ถ้าวิญญาณของฉันผูกพันกับที่นี่ ขอให้ฉันประสบความสำเร็จที่นี่"

ผมไม่รู้หรอกนะ ว่าวิญญาณของเขาผูกพันกับที่นี่รึเปล่า แต่ที่แน่ๆ ทั้งผูกทั้งพันกับคนที่นี่อย่างผมไปเรียบร้อยแล้ว

"ถ้าเราได้ประสบความสำเร็จทั้งคู่ก็คงดีสินะ"

เขาหัวเราะเบาๆ

"อย่างนาย ประสบความสำเร็จอยู่แล้ว แฟนคลับเยอะแยะจะตาย"

"ฉันหมายความว่า ถ้าเราได้ประสบความสำเร็จด้วยกัน..."

ไม่ได้สิ ถ้าเป็นอย่างนั้น ก็เท่ากับว่าผมต้องทำงานร่วมกับเขา ต้องเจอเขา และคงไม่มีวันตัดใจจากเขาได้

และผมเองก็เพิ่งอธิษฐานอะไรทำนองนั้นไป

ขอโทษนะมาร์คฮยอง ฉันรักพี่เกินกว่าจะตัดใจได้ง่ายๆ ถึงพี่จะไม่คิดอะไรกับฉัน แต่ฉันจะขอแอบรักพี่ต่อไป

"ทำไมจู่ๆ ก็ทำหน้าเศร้าล่ะ" เขาวางมือบนศีรษะของผม

"แค่คิดเรื่องอนาคตนิดหน่อย"

"อ๊ะ เมื่อกี้นายเลือกของฝากค้างอยู่นี่นา โทษทีนะ งั้นกลับเข้าไปเลือกต่อเถอะ" พูดจบเขาก็จูงมือผมเดินเข้าตัวอาคาร




ไม่อยากเชื่อเลย... หมอนั่นซื้อพวงกุญแจตุ๊กตาหมีเป็นคู่มาให้ผม

"พี่เอาอันนี้ไปใช้คู่กับแฟนดีกว่า ให้ตุ๊กตาคางคกอะไรนั่น ฉันสงสารแฟนพี่จริงๆ"

ไม่อยากเชื่อยิ่งกว่า คือหมอนั่นยกให้ผมทั้งสองตัว... เผื่อของเอพริล

รู้สึกเหมือนหัวใจถูกบีบยังไงพิกล

เขาคงไม่ได้... ฝืนอยู่หรอกนะ

ผมยื่นหมีคืนให้เขาหนึ่งตัว

"วันนี้ฉันมาเดทกับนาย เอพริลได้หมีไปก็ไม่มีความหมายหรอก"

ผมจับยัดใส่มือเขา ก่อนที่จะหยิบพวงกุญแจของตัวเองออกมา แล้วคล้องหมีตัวใหม่เติมเข้าไป

"ของนายก็ด้วย"

ผมแบมือขอพวงกุญแจเขา แล้วก็ทำแบบเดียวกัน

"ถ้ามันกุ๊กกิ๊กเกินไป กลับหอแล้วค่อยถอดออกก็ได้ อย่างน้อยวันนี้เราก็ได้ใส่เป็นคู่"

"มาร์คฮยอง..."

"คนเกาหลีชอบอะไรแบบนี้ไม่ใช่เหรอ"

หมอนั่นยิ้มเขิน

"ไปกันเถอะ" ผมฉวยข้อมือเขาแล้วพาเดิน

"ไม่ดูพระอาทิตย์ตกก่อนเหรอ ไฮไลต์ของที่นี่เลยนะ" เขาแย้ง

"อย่าเลย คนเริ่มเยอะแล้ว"


ผมพาเขากลับเข้ามาในตัวเมืองอีกครั้ง ลากเขาเข้าไปยังร้านน้ำหอมในห้างหรู

"จินยองอา... นายว่ากลิ่นนี้เป็นไง" ผมยื่นตัวอย่างน้ำหอมให้เขาลองดม

"ก็ดีนะฮยอง แต่ฉันเริ่มมึนหัวนิดๆ แล้ว"

สงสัยคงดมกลิ่นน้ำหอมมากเกินไป

"งั้นอันนี้กับอันนี้ นายชอบอันไหนมากกว่า" ผมยื่นกลิ่นให้เขาเลือก

"อันนี้แล้วกัน" เขาหยิบอันที่ชอบไป

ผมหันไปบอกสิ่งที่ต้องการกับพนักงาน แล้วยื่นบัตรเครดิต

ระหว่างรอ ก็หยิบขวดน้ำหอมตัวอย่างกลิ่นที่เลือกเมื่อครู่ขึ้นมา พรมใส่ตัวเอง แล้วเข้าไปกอดหมอนั่น

"ฮยอง..." หมอนั่นอุทานเบาๆ ด้วยความตกใจ

ดูเหมือนกำลังเก้ๆ กังๆ ว่าจะกอดตอบดีหรือไม่

ผมคลายวงแขน ยื่นหน้าเข้าไปดมใกล้ๆ ซอกคอ

"อืม... กลิ่นเดียวกันแล้ว ทีนี้เราก็มีพวงกุญแจคู่ แล้วก็กลิ่นน้ำหอมคู่"

พนักงานนำสินค้าที่ผมสั่งไปเมื่อครู่มาให้ พร้อมคืนบัตร และขอลายเซ็น

ผมยื่นถุงใบหนึ่งให้จินยอง

เขารับไปอย่างงงๆ

"ตาฉันบ้าง ของที่ระลึกการเดท ถุงนั้นของนาย ถุงนี้ของฉัน กลิ่นเดียวกัน"

"อะไรเนี่ย... ของฉันถูกกว่าของฮยองตั้งเยอะ"

"ไม่เป็นไรน่า ป๋ามีปัญญาจ่าย"

ผมตบไหล่อีกฝ่าย ก่อนกอดคอ พาเดินออกจากร้าน


ในที่สุดก็ถึงเวลาต้องปล่อยเขาคืนสู่ความเป็นจริงเสียที

ผมไม่เคยเดทกับผู้ชายมาก่อน อาจเป็นการเดทที่ไม่ค่อยดีนัก

แต่ก็หวังว่าผมจะเป็นแฟนที่ดีพอที่จะเป็นความทรงจำในเดทแรกของเขาได้

ชดเชยที่เขาจะต้องตัดใจจากผมนับแต่นี้

ทั้งที่ไม่ว่าจะคิดกลับไปกลับมายังไง ผมก็ไม่เห็นเหตุผลใดๆ ที่จะต้องชดเชยให้กับเขาเลยแม้แต่น้อย

ทว่าน้ำตาที่เจ็บปวดของหมอนั่น...

เราเดินจูงมือกันริมแม่น้ำ

"จินยองอา..."

ฟ้ามืดแล้ว

ผมคิดว่าควรต้องยุติการเดทเสียที

"ลมแรงชะมัด ฮยองหนาวรึเปล่า"

เขาปล่อยมือผม แล้วเปลี่ยนเป็นโอบรอบเอวแทน

"เรื่องนั้นช่างเถอะ เดี๋ยวก็กลับหอแล้ว"

"แต่ฉันหนาวนี่นา ขอกอดฮยองหน่อยนะ" พูดจบก็ดึงตัวผมเข้าไปกอด

มือของเขาลูบไปบนแผ่นหลัง

"จินยอง..."

"หอมจัง... ไม่อยากเชื่อเลยว่าจะใส่น้ำหอมกลิ่นเดียวกันอยู่" เสียงรำพึงของเขาสะเทือนเบาๆ ผ่านแผ่นอกของเราทั้งคู่

"พอคุ้นจมูก นายก็ไม่ได้กลิ่นตัวเองแล้วล่ะ" ผมตอบกลับไป

"มิน่าล่ะ ได้กลิ่นของฮยองชัดเจน... กลิ่นเดียวกับคืนนั้น"

แย่แล้ว บรรยากาศแบบนี้

ผมดันตัวเขาออกเล็กน้อย แล้วยื่นมือไปบีบจมูกโด่งนั่น

"นายเป็นหมาหรือไง จำกลิ่นได้" ผมเฉไฉ

"กลิ่นของคนที่รัก ฉันจำได้เสมอแหละ ต่อให้พี่จะเปลี่ยนน้ำหอมสักกี่ยี่ห้อ ฉันก็จำได้" พูดพลางกระชับอ้อมกอด ยื่นจมูกเข้ามาใกล้

บ้าชะมัด กลิ่นกายของหมอนั่นก็หอมละไมไม่เบา

เป็นผู้ชายแท้ๆ ทำไมกลิ่นหวานขนาดนี้

รู้ตัวอีกที ปลายจมูกของเขาก็แตะลงบนแก้มของผม ก่อนที่ริมฝีปากจะได้รับสัมผัสนุ่มนวลที่ประทับลงมา ฝ่ามืออุ่นเคลื่อนขึ้นมาประคองท้ายทอย แทรกเรียวนิ้วไปยังโคนผม

อ่อนโยนจนไม่อาจประท้วงหรือขัดขืนได้ นอกจากหลับตาพริ้ม ปล่อยให้เขาเชยชิมจนกว่าจะพอใจ

เพียงไม่นาน ปลายลิ้นอุ่นค่อยๆ รุกรานเข้ามาในโพรงปาก

ผมตอบสนองด้วยการดูดดุนเบาๆ ตามความรู้สึกวาบหวามที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้น

ขณะเพลิดเพลินกับสัมผัสละมุนนั้นเอง ริมฝีปากของเขาก็ค่อยๆ ถอนออกอย่างเชื่องช้าระคนเสียดาย

ผมลืมตามองใบหน้านั้น

น้ำตาของหมอนั่นไหลเป็นสายบนพวงแก้มข้างหนึ่ง

"เราแยกกันตรงนี้แล้วกันนะ ฮยอง..." เขากระซิบแผ่ว ก่อนเบือนหน้าไปทางอื่น

"จินยองอา..."

นายไม่เป็นไรแน่นะ

แขนแกร่งคลายออกจากตัวผม ก่อนถอยหลังไปสองก้าว แล้วหันหลังให้

"ไม่ต้องเป็นห่วง ฉันจะผ่านพ้นมันไปให้ได้ ฮยองสบายใจเถอะ ฉันจะไม่ทำให้ลำบากใจอีกต่อไปแล้ว"

ผมยังคงลังเลอยู่ตรงนั้น

ทั้งที่ควรจะเดินจากไปอย่างเป็นอิสระ

แต่ทำไม... ก้าวขาไม่ออก

ราวกับถูกตรึงด้วยความจริงที่ว่า คนตัวใหญ่ตรงหน้ากำลังจะแตกสลายเหมือนตุ๊กตาแก้วอันเปราะบาง

ต่อหน้าต่อตาผม

"ไปสิ อย่าให้ฉันดูแย่ในสายตาพี่ไปมากกว่านี้เลย"

ผมกำหมัดแน่น

ไหล่ของเขาเริ่มสั่นระริก

"นายไม่เคยดูแย่ในสายตาฉันนะ จินยองอา" ผมพูดทิ้งท้าย ก่อนหันหลังแล้วเดินออกมา

เป็นการจากลาที่ห้วนและง่ายดายจนผมรู้สึกใจหายยังไงชอบกล

เขาคงไม่ทำร้ายตัวเองใช่ไหม

ใจหนึ่งก็อดห่วงไม่ได้

ไม่หรอก... คนอย่างจินยอง ไม่คิดอะไรบ้าๆ แบบนั้นแน่

หรือผมควรจะแอบมองเขาอยู่ห่างๆ เพื่อให้ตัวเองสบายใจก่อนกลับหอดีนะ

ผมหันกลับไปมองอีกครั้ง

จินยองไม่อยู่ตรงนั้นอีกแล้ว

จินยองอา... เดทในวันนี้ จะเป็นความทรงจำที่ดีของฉันเหมือนกัน

ขอโทษนะ

ผมกำหูหิ้วถุงน้ำหอมแน่น ก่อนกลั้นใจเดินกลับหอ


เสียงโทรศัพท์มือถือดังฝ่าความมืดก่อนเวลารุ่งอรุณ

มือเรียวมุดออกจากผ้าห่ม ป่ายแปะคลำหาต้นตอของเสียง

"มาร์ค!!!" หญิงสาว ทะลึ่งพรวดจากหมอน ก่อนรีบกดรับโทรศัพท์

"ไอ้เพื่อนตัวดี! หายหัวไปเลยนะ โทรไปก็ไม่รับ ส่งข้อความไปก็ไม่ตอบ จงใจหลบหน้าหรือไงยะ" เธอตะโกนใส่มือถือเป็นชุด

หลังจากกลับอเมริกา หมอนั่นบังอาจปล่อยให้เธอกระวนกระวายใจ มโนไปต่างๆ นานาเป็นบ้าเป็นหลังอยู่เพียงลำพังตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา

"ใจเย็นๆ ก่อนสิเอพริล ฉันขอโทษ"

"ขอโทษไม่พอหรอกนะ อธิบายมาซะดีๆ"

แม้จะมีสันนิษฐานอยู่ในใจ แต่หญิงสาวก็ยังต้องการความจริงจากปากเจ้าตัวให้ได้อยู่ดี

"เรื่องนั้นเอาไว้ก่อน ฉันมีเรื่องปรึกษา"

"ไม่ นายต้องอธิบายเรื่องก่อนหน้านี้มาก่อน" เอพริลต่อรอง

"โอเคๆ ฉันจะเล่าให้ฟังก็ได้ แต่เธอต้องฟังเรื่องของฉันก่อน"

หญิงสาวกลอกตาลังเลเล็กน้อย

ถ้าฟังก่อน เดี๋ยวหมอนั่นก็จะชิ่งตอนจบธุระของตัวเองอย่างแน่นอน

"ไม่ นายตอบคำถามฉันก่อน" เธอต่อรอง

"ก็ได้ งั้นให้แค่คำถามเดียว" ปลายสายต่อรองกลับ

"แต่นายต้องตอบก่อนนะ"

"ก็ได้"

"ดี... งั้นฉันถามล่ะ..."

"ว่ามา"

ซวยแล้ว... เอพริล แค่คำถามเดียว ดันไม่ได้เตรียมไว้เสียด้วย จะถามว่าอะไรดี

มาร์ค... วันนั้นนายโกหกจินยองว่าฉันเป็นแฟนนายทำไม

ไม่ๆๆ มาร์คต้องตอบเหมือนเดิมว่าเพื่อรูปคู่อยู่แล้ว

งั้น นายหักอกจินยองทำไม

ไม่ได้อีก มันดูไร้ที่มาที่ไป หมอนั้นอาจแกล้งมึนไม่รู้ไม่ชี้ก็ได้

งั้น จินยองแอบชอบนายอยู่ใช่มั้ย

ให้ตายเถอะ มาร์คคงไม่ตอบให้แน่ๆ

โอ๊ยยยย แค่คำถามเดียว เอาคำถามไหนก่อนดี

งั้น...

"ขอเบอร์ติดต่อจินยองได้มั้ย" ในที่สุดก็หลุดปากออกไป

"........"

อีกฝ่ายนิ่งงันไปหลายวินาที

"เธอบ้าไปแล้วรึเปล่า" ในที่สุดก็ตอบกลับมา "ของแบบนั้น ฉันให้ไม่ได้หรอก เป็นสิทธิส่วนบุคคลของเจ้าตัว"

กะแล้วเชียว

หมอนั่นต้องคิดว่าเธอบ้าจินยองเอามากๆ จนอยากได้เบอร์ส่วนตัวของศิลปินแน่ๆ

"เอาล่ะ หมดเวลาคำถามของเธอแล้ว มาคุยธุระของฉันดีกว่า"

"เดี๋ยวก่อน ฉันยังไม่ได้คำตอบ ถือว่าไม่นับสิ"

"เธอยังไม่ได้คำตอบ แต่ไม่ได้หมายความว่าฉันไม่ตอบนี่ ฉันก็ตอบเท่าที่ฉันจะตอบได้แล้ว"

โธ่เว้ย!

เอพริลแอบทึ้งหัวตัวเอง

อีกฝ่ายดันโทรมาปลุกกะทันหัน แถมยังเพิ่งจะตีสี่ สมองเธอยังไม่ทันได้วอร์มอัพอะไรเลย

พลาดมหันต์!

แทนที่จะได้หลอกถามเนียนๆ กลายเป็นพลั้งปากด้วยความลนลาน

โอกาสหลุดลอยไปเรียบร้อยแล้ว

"โอเค ว่าธุระของนายมา" หญิงสาวถามกลับอย่างเซ็งๆ

"เมื่อกี้ลุงเจียงโทรมาหาฉัน ถามว่าเจอริต้ารึยัง"

"แล้ว..."

"นี่มันก็ตั้งสัปดาห์แล้ว ฉันยังไม่เจอยัยริต้าเลย"

เอพริลเอามือทาบอกอย่างประหลาดใจ

"อุ๊ยตาย... นี่นายสมองเพี้ยนไปแล้วหรือไงยะ ไม่เจอก็สุขสงบดีอยู่แล้ว จู่ๆ ก็อยากเจอคู่หมั้นตัวเองขึ้นมาเนี่ยนะ"

"เปล่า ฉันแค่คิดว่ามันแปลก"

"อื้อ มันก็แปลกจริงๆ แหละ ปกติยัยนั่นติดนายหนึบยังกับเห็บหมา แถมยังพยายามออดิชั่นตามนายไป ฉันก็ยังคิดอยู่ว่าป่านนี้ยัยนั่นน่าจะระริกระรี้ไปเจอนายตั้งแต่วันแรกที่เหยียบเกาหลีแล้วด้วยซ้ำ"

"แต่นี่ก็เลยช่วงย้ายเข้าหอมาสัปดาห์นึงแล้วยังไม่โผล่หน้ามา ที่บริษัทก็ไม่เห็น ฉันรู้สึกใจคอไม่ดียังไงไม่รู้"

"นายกลัวยัยนั่นถูกฆ่าหมกส้วม แล้วว่าที่พ่อตามาเฟียใหญ่จะมาเฉ่งนายทีหลังเพราะดูแลลูกสาวเขาไม่ดีหรือไง"

"ก็ไม่เชิง... แค่ฉันรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดี ลุงเจียงโทรมาเหมือนไม่รู้ว่าลูกสาวตัวเองเจอฉันรึยัง"

"อืม... ก็น่าสังหรณ์อยู่แฮะ ปกติยัยนั่นมีอะไรก็ฟ้องพ่อ ถ้ายังไม่เจอนายก็น่าจะฟ้องพ่อ คอยอัพเดทข่าวสารกับพ่อตลอด"

"ใช่ แต่ลุงเจียงถามฉันเหมือนเป็นนัยๆ ว่าลูกสาวตัวเองขาดการติดต่อไป"

"ใจเย็นก่อน นายอาจเข้าใจอะไรผิดก็ได้"

แต่จะว่าไป มาร์คไม่เคยสังหรณ์อะไรพร่ำเพรื่อแฮะ

"เอางี้แล้วกัน เดี๋ยวฉันจะลองสืบทางฝั่งลุงเจียงให้ นายก็ลองตามหายัยริต้าที่เกาหลีก่อนแล้วกัน ถ้ายัยนั่นรู้ว่านายตามหา ขี้คร้านจะรีบแสดงตัวออกมาคว้านายไปกอดไม่ปล่อย"

เผลอๆ อาจเป็นแผนเรียกร้องความสนใจของยัยนั่นรึเปล่าก็ไม่รู้

"อีกอย่างระดับลูกสาวนักธุรกิจใหญ่อย่างลุงเจียง ถ้าหายตัวไปหรือเกิดอะไรไม่ดีขึ้นจริงๆ ล่ะก็ เป็นคดีใหญ่ตั้งแต่วันแรกแล้วแน่ๆ"

มาร์ครับคำก่อนตัดสายไป

ให้ตายเถอะ เจ้าพวกนี้... หาเรื่องวุ่นวายให้เอพริลอีกแล้ว

ความจินยองยังไม่ซา ความริต้าเข้ามาแทรก

เธอควรจะจัดการอะไรก่อนดีล่ะเนี่ย!!!


ในที่สุดเรื่องระหว่างผมกับจินยองก็จบลงโดยสมบูรณ์

แม้จะรู้ดีว่าเขาต้องเจ็บปวดแค่ไหน แต่ผมก็หวังว่ากาลเวลาจะช่วยเยียวยาให้เขาดีขึ้นเอง

หลังจากเดทวันนั้น เราก็ไม่ได้เจอหน้ากันอีกเลย

แต่แบบนั้นก็ดีเหมือนกัน

เพราะผมเองก็ไม่อยากนึกถึงน้ำตาของเขาอีก

ไม่กี่วันก่อนหน้านี้ มีการแจ้งข่าวเรียกผมเข้าประชุมกับผู้บริหารของบริษัท

ไม่เคยมีอะไรแบบนี้เข้ามาในชีวิตผมมาก่อน ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ ผมจึงค่อนข้างแน่ใจว่า นั่นต้องเป็นผลของการมาเกาหลีของม้าครั้งที่แล้วอย่างแน่นอน

กระนั้น ก็อดตื่นเต้นไม่ได้

โปรเจ็กต์แบบไหนกันนะ ที่ผมจะได้เข้าร่วมในฐานะศิลปินอย่างเต็มตัว

ทันทีที่มาถึงชั้นของห้องประชุม เลขาของประธานที่รออยู่แล้วเดินนำผมไปยังห้องที่นัดหมาย

ปลายนิ้วเย็น... ใจเต้นไม่เป็นส่ำ

ทันทีที่บานประตูเปิดออก ภาพที่เห็นตรงหน้าคือเหล่าคนคุ้นหน้าคุ้นตา

แจบอม แจ็คสัน และ...

จินยอง...

ผมอึ้งไปเล็กน้อย

หมอนั่นมองหน้าผม ดวงตาเบิกโพลงไม่ต่างกัน

ทว่าไม่ถึงเสี้ยววินาทีเท่านั้น ก็กลับมาคงสีหน้าปกติ

"สวัสดีครับ" ผมทักทายทุกคนที่อยู่ในห้องอย่างสุภาพ "ผมคงไม่ได้มาสายใช่มั้ยครับ"

"ไม่หรอก นายมาตรงเวลาเป๊ะเลย ฉันแค่นัดเจ้าพวกนี้มาก่อนเท่านั้น" ประธานพัค จินยองเอ่ยขึ้น ก่อนผายมือไปยังเก้าอี้ที่ว่างอยู่ "นั่งก่อนสิ"

ผมทำตามอย่างว่าง่าย เพียงแค่... กระอักกระอ่วนใจเล็กน้อย ตรงที่เก้าอี้ว่างตรงนั้นดันเป็นตัวที่อยู่ฝั่งตรงข้ามจินยอง

ราวกับจงใจให้เราเผชิญหน้ากัน

"ที่เรียกนายมาในวันนี้ เพราะฉันมีโปรเจ็กต์ใหม่ แล้วคิดว่านายน่าจะเหมาะที่จะเข้าร่วม" ประธานหันมาพูดกับผม ราวกับคนอื่นๆ ในห้องรู้เรื่องกันหมดแล้ว

"เอาล่ะ ทุกคน และอีกคนที่ฉันพูดเมื่อสักครู่ ก็คือหมอนี่... มาร์ค ต้วน จะมาเป็นอีกหนึ่งสมาชิกของกลุ่ม"

เขาหันมาพูดกับผมซึ่งนั่งฟังอย่างเหรอหราอีกครั้ง

"ตอนนี้โปรเจ็กต์ของเราก็จะมี แจบอม จินยอง แจ็คสัน แล้วก็นาย... และยังมีสมาชิกอีกสามคนที่กำลังรอพิจารณาขั้นสุดท้ายอยู่ นายคงไม่มีอะไรขัดข้องใช่มั้ย"


โปรดติดตามตอนต่อไป


 

ความจริงเกี่ยวกับ N โซล ทาวเวอร์:

  • ห้ามปาลูกกุญแจออกไปนะจ๊ะ

    (ภาษาอังกฤษในข้อ 1. เป็นคำสั่งห้าม แต่ข้อ 2.-5. เป็นคำสั่งให้ทำ มันก็จะงงๆ นิดหน่อย โดยสามัญสำนึกและรูปประกอบแล้วน่าจะห้ามทุกข้อนะ 555)
  • นี่คือโฉมหน้าของกุญแจที่วางขายในร้าน 
  • นี่คือโฉมหน้าของพวงกุญแจหมีในเรื่อง
  • ไม่มีตุ๊กตาน้องกบหรือคางคกขายนะจ๊ะ คนเขียนมโนเอง
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

50 ความคิดเห็น

  1. #36 meaw meaw (@meaw-007) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 24 ธันวาคม 2560 / 16:05
    หวังว่าโปรเจ็คที่จะได้ทำร่วมกัน มันจะทำให้อะไรๆดีขึ้นเนอะ
    หวังว่านะ......
    จินยองเข้มแข็งอยู่แล้ว
    #36
    0
  2. #26 Kanompie (ขนมพาย) (@pieitim) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 12 มกราคม 2560 / 11:50
    กรี๊ดด เขาจะได้ทำโปรเจ็คร่วมกันแล้วว(หรือเดบิวต์ไม่แน่ใจ แฮ่ๆ)
    #26
    0
  3. #6 nemocws (@nemocws) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 19 กันยายน 2559 / 00:30
    โอ๊ยยยย ชอบการแต่งของไรต์จริงๆนะ ดีงามมากกกก
    ภาวนาให้เอพริลไฟต์เพื่อพวกเราสำเร็จ55555
    ส่วนมาร์คนี่คือใจร้ายมาก ก็พอมีเยื่อใยแต่ส่วนใหญ่คือความสงสารสินะ เง้อ
    จินยองของช้าน ถูกทำร้ายอย่างหนักหน่วง ร้องไห้
    (ว่าแต่ฉากน้ำหอมนี่คิดถึงชีวิตจริงขึ้นมาเลย55)
    #6
    1
    • #6-1 something to live and die for (@thelittlecocoon) (จากตอนที่ 4)
      19 กันยายน 2559 / 01:27
      ขอบคุณสำหรับคอมเมนต์ค่า
      เรื่องน้ำหอมนี่ เป็นความหมกมุ่นส่วนบุคคลของเราเองค่ะ ตอน Lost Into Aphrodite's Trap ก็มี หมกมุ่นโพดๆ 555
      #6-1
  4. #5 PinkiePie (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 18 กันยายน 2559 / 21:23
    ดีกับใจ!! อัพเร็วมากเลยไรต์ เรานี่มือไม้สั่นกดเข้ามาแทบไม่ทัน รู้สึกสงสารจินยองกับมาร์คฉากที่ต้องแยกกันมากเลยไม่รู้ทำไม ไรต์บรรยายได้เห็นภาพชัดเจนจริงๆนะ แบบหน่วงๆหม่นๆคือมันอธิบายไม่ถูก ยิ่งจินยองลูกแม่ ฮืออออ ทำไมถึงได้ฝืนตัวเองขนาดนั้นนนน ปกตินี่เข้าข้างมาร์คมาทุกเรื่องนะแต่เรื่องนี่คือแบบเดินข้างจินยองเต็มสูบ เพื่อลูกแม่เทหมดหน้าตักเลยนะ ติดแท็ก #ทีมจินยอง ไว้เลย
    #5
    2
    • #5-1 something to live and die for (@thelittlecocoon) (จากตอนที่ 4)
      18 กันยายน 2559 / 22:03
      เกริ่นไว้แล้วค่ะ ว่าที่อัพพรวดๆ นี่คือหลอกให้ตายใจ 5555 ตอนต่อไปขอใช้เวลาซักนิดส์นึง ดันอัพจนหมดสต๊อกแล้ว กร๊ากๆๆๆ ขอบคุณสำหรับคอมเมนต์นะคะ อ่านแล้วไฟมา!!!
      #5-1
    • ความเห็นย่อยนี้ถูกลบแล้ว :(
  5. #4 PinkiePie (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 18 กันยายน 2559 / 21:19
    ดีกับใจ!! อัพเร็วมากเลยไรต์ เรานี่มือไม้สั่นกดเข้ามาแทบไม่ทัน รู้สึกสงสารจินยองกับมาร์คฉากที่ต้องแยกกันมากเลยไม่รู้ทำไม ไรต์บรรยายได้เห็นภาพชัดเจนจริงๆนะ แบบหน่วงๆหม่นๆคือมันอธิบายไม่ถูก ยิ่งจินยองลูกแม่ ฮืออออ ทำไมถึงได้ฝืนตัวเองขนาดนั้นนนน ปกตินี่เข้าข้างมาร์คมาทุกเรื่องนะแต่เรื่องนี่คือแบบเดินข้างจินยองเต็มสูบ เพื่อลูกแม่เทหมดหน้าตักเลยนะ ติดแท็ก #ทีมจินยอง ไว้เลย
    #4
    0