Heart, Attack! [#JinMark] *จบ*

ตอนที่ 3 : Bittersweet

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 444
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 9 ครั้ง
    16 ก.ย. 59

ได้ผล

จินยองหายหน้าไปหลายวัน และดูเหมือนเขากำลังหลบหน้าผมอยู่

ความรู้สึกที่เกิดจากเซ็กส์เพียงชั่วข้ามคืนก็อย่างนี้แหละ เกิดขึ้นเพียงประเดี๋ยวประด๋าว พอไม่สมหวังก็จะลืมมันไปได้เอง

ขณะที่ผมถูกเอพริลโวยวายเป็นการใหญ่ หลังจากถูกสัมผัสที่หกอันเฉียบแหลมของผู้หญิงระแคะระคายได้ว่าเหตุผลที่ผมแอบอ้างเธอเป็นแฟนต่อหน้าจินยองไม่ใช่อย่างที่เข้าใจในตอนแรก

'มาร์ค!!! บอกฉันมาซะดีๆ นี่มันเรื่องบ้าอะไรของนาย ทำไมถึงพูดโกหกไปแบบนั้น'

เสียงแหลมสูงดังเสียดประสาทขณะที่ผมเดินไปส่งเจ้าตัวขึ้นแท็กซี่

'แต่มันก็ทำให้เธอได้ถ่ายรูปคู่จริงๆ นี่นา'

'อย่ามาเฉไฉ ฉันสัมผัสได้ถึงเงื่อนงำ'

อย่างไรก็ตาม ผมก็ไม่คิดจะพูดความจริงออกมาหรอกนะ

'ช่างเถอะน่า เธอมีอเล็กซ์อยู่แล้วทั้งคน จะกังวลอะไร' ผมยักไหล่ ตอบหน้านิ่งๆ

'อย่าบอกนะว่านี่คิดจะกันท่าฉันกับจินยอง'

'ก็... คงงั้น'

'บ้าที่สุด นายคิดแบบนั้นได้ยังไง ถึงฉันจะชอบจินยองแค่ไหนก็ไม่นอกใจอเล็กซ์หรอกนะ แล้วจินยองเองก็...'

จู่ๆ เสียงก็จ๋อยไปเล็กน้อย

'จินยองเองก็ดูไม่ค่อยชอบหน้าฉัน'

ผมยีหน้าม้าปัดของยัยนั่นที่ยุ่งเหยิงเล็กน้อยจากสายลมริมแม่น้ำเบาๆ

'อย่าคิดมากน่า'

'จริงๆ นะ ฉันรู้สึกได้ ฉันถูกจินยองเกลียดตั้งแต่แรกเห็นซะแล้วเหรอเนี่ย ไม่อยากเชื่อเลย'

เอพริลฟุบหน้าลงบนฝ่ามือ ดูห่อเหี่ยวลงทันที

ผมแอบขอโทษเธออยู่ในใจ แต่ก็ภาวนาไม่ให้เธอคาดคั้นอะไรมากกว่านี้

'หมอนั่นอาจจะแอบชอบเธอมากจนแกล้งเก๊กขรึมกลบเกลื่อนรึเปล่า... เธออาจไปตรงสเป๊กหมอนั่นอย่างจังเลยก็ได้’ ผมพยายามปลอบ

‘ไม่ใช่... ไม่ใช่แบบนั้นแน่ๆ’

'จะแคร์ทำไม ในเมื่อเธอก็คงไม่ได้เจอหมอนั่นแบบนี้อีกแล้ว'

'นายไม่เข้าใจเหรอ... การถูกคนที่เราชอบมากๆ เกลียดน่ะ ถึงเขาไม่แสดงออกตรงๆ แต่ก็อดหดหู่ไม่ได้ ยังไงเราก็แคร์เขาอยู่ดี'

'ทำใจให้สบายเถอะ พรุ่งนี้เดินทางปลอดภัยนะ'

ผมตัดบทสนทนา ดันตัวเธอขึ้นแท็กซีที่จอดรออยู่ แล้วโบกมือลา ไม่ปล่อยช่องว่างให้เธอตั้งสติแล้วเริ่มซักไซ้ไล่เรียงเรื่องราวต่างๆ

นิสัยของเอพริล... เรื่องใดที่ค้างคาใจ เธอกัดไม่ปล่อยแน่ๆ

แถมยังชอบจุ้นจ้านต้องรู้ทุกเรื่องเกี่ยวกับคนที่เธอรักให้ได้ ไม่ว่าจะเรื่องของจินยอง หรือเรื่องของผม

ดีนะ ที่ผมไม่ได้สนิทกับหมอนั่นตั้งแต่แรก ไม่อย่างนั้นคงต้องรับโทรศัพท์ระหว่างประเทศเช้า สาย บ่าย เย็นเป็นประจำทุกวันแน่ๆ

คล้อยหลังแท็กซีไป ผมก็อดกระหยิ่มยิ้มย่องในใจไม่ได้

ทำไมถึงหลอกง่ายอย่างนี้นะ จินยอง

ตอนที่รู้ว่าเอพริลเป็นแฟนผม หมอนั่นหน้าเจื่อนไปราวกับยอมรับความพ่ายแพ้

กระนั้น ก็ยังพยายามปั้นสีหน้ากลบเกลื่อน ตอบรับบทสนทนาราวกับไม่รู้สึกรู้สาอะไร

แต่ภายใต้ใบหน้านิ่งๆ นั้น เต็มไปด้วยอารมณ์ที่หลากหลายผสมปนเปไปจนฉายชัดออกมาทางดวงตา

เขาเป็นฝ่ายขอตัวกลับก่อนเองด้วยซ้ำ ราวกับพยายามหนีจากภาพบาดตาที่ผมจงใจแสดงให้เห็น

หวังว่าคงจะยอมตัดใจแล้วสินะ


อย่างไรก็ตาม นั่นกลับไม่ใช่ตอนอวสานอย่างที่คิด...

กลางดึกคืนหนึ่ง ผมตื่นขึ้นจากสัมผัสของใครบางคนที่เข้ามานอนใต้ผ้าห่มเดียวกัน

"จิน..."

"ชู่..." เสียงห้ามดังขึ้นเบาๆ ท่ามกลางความสงัด พร้อมกับมือที่ปิดปากผมไว้

"นาย... ทำไมถึง"

มานอนเตียงเดียวกับฉัน?

"ฉันรู้ว่าพี่มีคนรักอยู่แล้ว ฉันสัญญาว่าจะไม่ล่วงเกิน แต่... แค่คืนเดียว ฉันขอนอนกอดพี่ได้มั้ย"

"อะไรของนาย"

ผมขมวดคิ้วมองใบหน้าของอีกฝ่ายในความมืด

สีหน้านั้นดูโศกเศร้าจนอดใจหายไม่ได้

ขณะที่ผมสบายอกสบายใจกับความสงบสุขที่กลับคืนในสัปดาห์ที่ผ่านมา ดูเหมือนหมอนี่กลับต้องจมกับความทุกข์ทรมานไม่ใช่น้อย

"คืนนี้เท่านั้น... แล้วฉันจะพยายามตัดใจให้ได้ จะไม่มารบกวนให้พี่ต้องลำบากใจอีก"

ขอนอนกอดเป็นคืนสุดท้ายงั้นเหรอ

คงไม่เป็นไรมั้ง แค่นอนข้างๆ แถมในห้องก็มีคนอื่นจับจองเตียงครบทุกหลัง หมอนี่คงไม่กล้าทำอะไร

ผมพยักหน้าอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก

จินยองโถมตัวเข้ามากอดผมแน่น ใบหน้าซุกซบอยู่บนหน้าอกของผม ราวกับเด็กน้อยอารมณ์ไม่ดีที่กำลังอ้อนแม่

สักพัก รู้สึกถึงร่างที่สั่นเทิ้มของเขา

เขากำลังสะอื้น...

และเขากำลังกลั้นสุดชีวิต เพื่อไม่ให้เสียงนั้นเล็ดรอดออกมา

ทว่าแรงสะเทือนที่ถ่ายทอดผ่านทางร่างกายนั้นชัดเจน

เด็กน้อยเอ๋ย... อกหักครั้งแรกมันก็เจ็บเจียนตายแบบนี้แหละ

อา... ทำยังไงดี

สงสารเหลือเกิน

ตั้งแต่ปฏิเสธผู้หญิงมา ไม่เคยมีใครร้องไห้ต่อหน้าผมแบบนี้

มีแต่ยัยเอพริลนั่นแหละ ที่ร้องไห้แทนผู้หญิงเหล่านั้น สะอึกสะอื้นไปก่นด่าในความใจร้ายของผมไป ราวกับตัวเองอกหักเองยังไงยังงั้น

อยากลูบหัวปลอบจินยองเหมือนที่ปลอบเอพริลในอดีต

แต่ถ้าทำแบบนั้นจะเป็นการให้ความหวังเขารึเปล่า

"จินยองอา" ผมเรียกเขาเบาๆ

"ขอโทษ" เขาครางตอบกลับมา "ฉันยังทำใจไม่ได้จริงๆ ด้วย แต่ฉันจะพยายาม"

รู้สึกเหมือนกำลังเป็นฝ่ายรังแกเด็กยังไงไม่รู้แฮะ

ทำไมผมต้องรู้สึกผิดขนาดนี้

เพราะโกหก

หรือเพราะเขากำลังแสดงความเจ็บปวดต่อหน้าต่อตาผม

จินยองกระชับอ้อมกอดราวกับไม่อยากให้ผมจากไปไหน

"อย่าเกลียดฉันเลยนะ... ฉันจะพยายามเลิกรักพี่ให้ได้"

รักงั้นเหรอ?

เด็กน้อย... ทำไมถึงได้จริงจังขนาดนี้

กะอีแค่ความสนุกเพียงชั่วคืน

เหมือนกำลังทำลายอนาคตหมอนั่นยังไงไม่รู้แฮะ

ทำยังไงดี

ในตอนนี้ผมเองก็ไม่อาจตอบสนองความรู้สึกของเขาได้

แต่ผมก็ไม่อยากปล่อยเขาไว้แบบนี้

ที่สำคัญ... เสียงสะอึกสะอื้นและแรงสั่นจะไปรบกวนทุกคนนี่สิ

แล้วถ้าเกิดมีใครตื่นขึ้นมาเห็นพวกเราในสภาพแบบนี้ล่ะก็...


น่าอับอายที่สุด

ดันเผยความอ่อนแอให้มาร์คฮยองเห็นจนได้

ผมควรจะทิ้งความประทับใจสุดท้ายอย่างลูกผู้ชายมากกว่านี้

แต่พอคิดว่าผมจะไม่มีหวังที่จะได้รับสิทธิแตะต้องหรือหวงแหนคนคนนั้นอีกต่อไป

ใจมันสลาย

เขาไม่ใช่ของผม และตราบใดที่หัวใจของเขายังมีคนอื่นอยู่ เขาจะไม่มีวันยอมเป็นของผม

ไม่ว่าจะพยายามเท่าไหร่ สุดท้ายก็ต้องตัดใจให้ได้อยู่ดี

วันนั้น จริงๆ แล้วผมแอบมองมาร์คฮยองกับเอพริลคุยกันอยู่ห่างๆ ตั้งแต่ก่อนเขาจะโทรตามผมแล้ว

ทั้งคู่ดูเหมาะสมกันจนน่าเจ็บใจ

คู่รักหนุ่มหล่อสาวสวย... งดงาม

พวกเขาดูสนิทสนมเป็นหนึ่งเดียวกันราวกับกิ่งทองใบหยก

ยามที่มือของมาร์คฮยองสัมผัสกับเรือนผมนุ่มสลวยหรือผิวขาวเนียนของอีกฝ่าย ความขุ่นมัวก็แล่นเข้ามาในใจ

ยามวงแขนนั่นโอบรอบเอวอรชร ผมก็อดตาร้อนผ่าวขึ้นมาไม่ได้

ยามดวงตาของมาร์คฮยองทอประกายแห่งความรักส่งให้อีกฝ่าย ใจผมแทบสลาย

ทุกการกระทำเล็กๆ น้อยๆ ที่เขามีต่อผู้หญิงคนนั้น มันบาดตาบาดใจผมแบบเสี้ยววินาทีต่อเสี้ยววินาที

ไหนจะบรรยากาศที่ใครก็ไม่อาจแทรกเข้าไปได้

ไม่สิ ต้องบอกว่าไม่ยอมให้ใครแทรกเข้าไปได้มากกว่า

ผู้หญิงแบบนั้นเองเหรอ ที่มาร์คฮยองมีใจให้

ร่างระหง ตัวเล็ก ผมยาว หน้าตาจิ้มลิ้ม ดูบอบบางน่าทะนุถนอม ให้ความรู้สึกของผู้หญิงอย่างเต็มเปี่ยม

ซึ่งผมไม่มีทางเป็นแบบนั้นได้

ผู้หญิงคนนั้นคือคนที่มาร์คฮยองรัก

และดูเหมือนจะรักมากจนผมคงไม่อาจแทนที่ได้

ทั้งที่ตอนนี้ไออุ่นของเขาอยู่ในวงแขนของผม แต่ผมกลับไม่ได้เป็นอะไรสำหรับเขาเลย

ไม่... แม้แต่จะได้ครอบครองร่างกายด้วยซ้ำ

ผมปล่อยให้ตัวเองสะอื้นอยู่บนแผ่นอกของเขา

ไม่ได้ตั้งใจจะเรียกร้องความสงสาร

แต่มันเกินกำลังที่จะสะกดกลั้นเต็มที

จะลุกหนีออกมาก็กลัวว่าจะไม่ได้ตักตวงโอกาสสุดท้ายที่จะมีเขาอยู่ชิดใกล้แบบนี้อีก

“จินยอง” จู่ๆ เขาก็เรียกผม “กลับไปนอนที่ห้องตัวเองเถอะ”

อา... โดนไล่จนได้

ผมหลับตาแน่น เผลอกระชับอ้อมกอดอย่างเสียดายช่วงเวลาสุดท้าย

“นายอยากเดทกับฉันสักครั้งใช่มั้ย”

คำพูดนั้นทำให้ผมเงยหน้าขึ้นทั้งน้ำตา มองเสี้ยวหน้าที่หันไปทางอื่นของเขา

“ตอนนี้ยังอยากเดทอยู่รึเปล่า”

หัวใจเต้นแรงขึ้นมาเล็กน้อยอย่างมีความหวัง

“อื้ม”

“ถ้าอย่างนั้น ฉันขอเปลี่ยนจากนอนกอดครั้งสุดท้ายของนาย เป็นเดทครั้งสุดท้ายแทนได้มั้ย... คืนนี้กลับไปนอนห้องนายซะ”

“จริงนะ? พี่จะยอมเดทกับฉันจริงๆ นะ”

เขาพยักหน้า

“เคลียร์เวลาของนายแล้วนัดมา ฉันจะยอมเป็นแฟนกับนายหนึ่งวัน... วันเดียวเท่านั้น”

เป็นแฟนกับมาร์คฮยอง?

วันเดียว...?

วันเดียวก็ยังดี

วันเดียวที่สายตาของมาร์คฮยองจะมีแต่ผม

วันเดียวเท่านั้น...

แล้วผมจะยอมรับความเจ็บปวดที่จะเกิดขึ้นหลังจากนั้นทั้งหมดไว้เอง


เอพริลทิ้งตัวลงบนเตียงนุ่ม ก่อนเอื้อมไปหยิบมือถือออกมาเปิดรูปถ่ายสุดพิเศษที่เพื่อนชายของเธอถ่ายให้

เธอกลับมาจากเกาหลีหลายวันแล้ว

แต่ความอึดอัดรุ่มร้อนที่เกิดขึ้นตั้งแต่อยู่ที่โซลยังคงไม่บรรเทาแม้เพียงนิด

ซ้ำยังแผดเผาเกาะกินใจเพิ่มขึ้นทีละน้อยทุกครั้งที่คิดถึงมัน

เธอมองรูปคู่ของเธอกับจินยอง แล้วถอนหายใจด้วยความอึดอัดเป็นรอบที่หมื่นสามพันสองร้อยสี่สิบหกได้แล้วกระมัง

ถ้าเป็นปกติ

เธอควรจะร่าเริง อารมณ์ดีจนกู่ไม่กลับ หน้าบานเป็นจานดาวเทียม ยิ้มร่าตลอดทั้งวันราวกับคนบ้า

เธอควรจะรีบอัพรูปลงทุกสื่อโซเชียลที่เธอมี ประกาศความโชคดีให้โลกได้รับรู้

ทว่า...

รูปนั่นกลับไม่นำพาความยินดีใดๆ มาให้ ซ้ำยังคงค้างเติ่งอยู่ในมือถือโดยไม่มีการจัดการใดๆ นอกจากเจ้าของอย่างเธอเปิดมันออกมาดูด้วยความหนักใจครั้งแล้วครั้งเล่า

ทำไมกันนะ...

แววตาของจินยองในรูปถึงได้ชวนหดหู่อย่างบอกไม่ถูก

เธอหลับตา รื้อฟื้นเรื่องราวในวันนั้นอีกครั้ง

'จินยอง... นี่เอพริล แฟนฉันเอง' มาร์คแนะนำโดยที่แขนยังกอดเกี่ยวเอวบางของเธอไว้

หญิงสาวเงยหน้ามองเพื่อนชายด้วยแววตาตื่นตระหนก

พูดบ้าอะไรของนาย! เธอส่งโทรจิตโวยวายไปทางสายตา

ตอนนั้นเองที่อีกฝ่ายยื่นหน้าเข้ามากระซิบข้างหู

'ถ้าไม่บอกว่าเป็นแฟนฉัน หมอนั่นไม่ยอมให้ถ่ายรูปคู่นะ'

ถะ... ถ่ายรูปคู่?

ได้ด้วยเหรอ? นึกว่าจะได้มาเจออย่างเดียวเสียอีก

ยอดไปเลย!

เธอเปลี่ยนกลับไปกระดี๊กระด๊า

นั่นเป็นสาเหตุให้เธอยอมรูดซิปปากเงียบกริบ ไม่เอะอะใดๆ ในตอนแรก

ทว่าวินาทีที่หันไปสบตาเป้าหมายนั้นเอง

เธอกลับพบว่าใบหน้าหล่อเหลาของจินยองกำลังจ้องเขม็งกลับมา ก่อนกวาดสายตาราวกับกำลังประเมินเธอตั้งแต่หัวจรดเท้า

ทำเอาสาวมั่นอย่างเอพริลถึงกับเสียความเป็นตัวเองไปชั่ววินาที

แย่แล้ว เธอเพิ่งดินเนอร์กับคุณนายต้วนในร้านอาหารที่กำหนดเดรสโค้ดไว้ คุณนายจึงพาเธอไปซื้อเดรสชาแนลคอลเล็กชั่นใหม่เมื่อตอนกลางวัน

ทุกอย่างบนตัวของเธอในตอนนี้มีแต่ของแบรนด์เนมจัดเต็มทั้งชุด ไหนจะหน้าผมที่ไปนั่งจัดทรงซะเนี้ยบที่ร้านเป็นเพื่อนคุณนายต้วนอีก

จินยองจะคิดว่าเธอไฮโซ โอเวอร์ หรือหัวสูงเกินไปรึเปล่า

เอพริลสูดหายใจเข้าลึกๆ

ไม่หรอกมั้ง ใช้แต่ของแพงก็ยังดีกว่ามาแบบซอมซ่อไม่ใช่เหรอ เธอพยายามให้กำลังใจตัวเอง

แต่ว่า... จากผลสำรวจที่เธอพบเห็นบ่อยๆ ในนิตยสารแฟชั่น ผู้ชายส่วนใหญ่ไม่ชอบผู้หญิงที่ใส่แต่แบรนด์เนมทั้งตัว เพราะนอกจากดูเข้าถึงยากแล้ว ยังให้ความประทับใจแรกเป็นผู้หญิงเรื่องมากอีกด้วย

ซวยแล้วสิ เอพริล... รู้งี้ถอดเครื่องประดับออกซักสองชิ้น แล้วเปลี่ยนจากส้นสูงเป็นคัตชูบ้านๆ ที่ดูน่ารักก็คงดี

ยิ่งเผชิญสายตาที่ยังหาความเป็นมิตรจากชายหนุ่มตรงหน้าไม่เจอ เอพริลก็ยิ่งหมดความมั่นใจในสารรูปของตัวเอง

'สวัสดีค่ะ ฉันเป็นแฟนคลับคุณจินยองมาตั้งแต่ก่อนเดบิวต์เลยนะคะ' หญิงสาวทำใจดีสู้เสือ ทักทายออกไปอย่างร่าเริง

ทั้งที่แท้จริงตัวสั่นเป็นเจ้าเข้าด้วยความตื่นเต้นระคนกระอักกระอ่วน

'ยินดีที่ได้รู้จักครับ คุณเอพริล' จินยองทักทายตอบกลับมาพร้อมกับรอยยิ้ม...

ที่ชวนยะเยือกไปตลอดแนวกระดูกสันหลัง

กระนั้น สมองเรรวนยังคงคิดอะไรไม่ออก นอกจากหมกมุ่นแต่เรื่องของภาพลักษณ์ตัวเองอยู่ จนนึกพาลต่อว่าเพื่อนชายอยู่ในใจ

มาร์คนะมาร์ค ตอนเจอกันก็ไม่ช่วยทักเรื่องการแต่งกายของเพื่อนเลย

แต่อย่างมาร์คน่ะเหรอ ต่อให้ถามก็คงมองด้วยสายตายิ้มๆ แล้วตอบกลับมาว่า

"เอพริลก็เป็นเอพริล ไม่ต้องห่วงหรอกน่า ต่อให้เธอน่าเกลียดเป็นคางคก ฉันก็เดินข้างเธอได้สบาย"

หนอยยย... ก็คนถูกมองว่าน่าเกลียดไม่ใช่นายนี่ยะ ไอ้หล่อ!!!

แท้จริงแล้วหมอนี่ไม่ได้คบเธอที่หน้าตา หรือไม่มีรสนิยมด้านความงามของผู้หญิงกันแน่นะ?

ไม่ใช่สิ... คงไม่เคยเห็นเธอเป็นผู้หญิงเลยมากกว่า

จะเห็นเป็นผู้หญิงก็ตอนที่ใช้เธอเป็นเครื่องมือสลัดรักบรรดาสาวๆ นี่แหละ

เอ๊ะ... เดี๋ยวก่อน

จะว่าไปเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมันก็คุ้นๆ อยู่ไม่น้อยนะ

จริงด้วย!!! นี่ไม่ใช่ครั้งแรกเสียหน่อยที่หมอนั่นแอบอ้างว่าเธอเป็นแฟน

'เธอก็น่ารักดีนะ แต่ฉันคบกับเอพริลอยู่ ถ้าเธอยอมเป็นที่สองล่ะก็ ฉันจะยอมคบเธอเพิ่มอีกคนก็ได้'

จบด้วยการถูกผู้หญิงตบหน้า กระทืบเท้าใส่ และกรีดร้องโวยวายอย่างหัวเสียก่อนเดินจากไป

สมน้ำหน้า... ถ้าเป็นเธอจะเอาคืนให้สาแก่ใจกว่านี้อีก

มีอย่างที่ไหน เสนอให้อีกฝ่ายคบซ้อนไม่พอ ยังจะต้องมาเป็นรองน้องคางคกอย่างเธออีก

นั่นเป็นเพราะเอพริลตอนนั้น ไม่ใช่สาวสวยสะพรั่งอย่างในตอนนี้

เธอเคยอวบระยะสุดท้าย ไหนจะถูกฮอร์โมนทำร้ายจนสิวสาวเต็มหน้า ฟันใหญ่เหยินอยู่ในระหว่างจัดระเบียบ แถมยังเพิ่งหัดแต่งตัวแต่งหน้า

เสื้อผ้าเครื่องประดับส่วนใหญ่ก็ได้รับการสืบทอดของแบรนด์เนมเกือบใหม่ต่อมาจากบรรดาพี่สาวของมาร์คอีกต่างหาก ไม่ได้เหมาะกับอายุอานามของเธอเลยแม้แต่น้อย

กว่าจะปรับตัว เมคโอเวอร์แอนด์โอเวอร์จนมาเป็นสาวสวยระดับดาวมหาวิทยาลัยพ่วงตำแหน่งเชียร์ลีดเดอร์ขวัญใจมหาชนได้ เธอต้องผ่านอะไรมามากมาย ทั้งการลดอาหาร ออกกำลังกาย และศัลยกรรมอีกเล็กน้อย

ถึงตอนนี้เธอจะไม่มีดีกรีเป็นน้องคางคกอีกต่อไปแล้ว แต่มาร์คก็ยังใช้เธอโกหกว่าเป็นแฟนอีก... ต่อหน้าจินยอง

ราวกับมีความจำเป็นบางอย่าง

ความจำเป็นที่ไม่ใช่เพื่อเรื่องเล็กน้อยอย่างการถ่ายรูปคู่แน่นอน

เอ๊ะ? เดี๋ยวก่อน...

หมอนั่นคงไม่คิดสลัดรักจินยองอย่างพวกสาวๆ เหล่านั้นหรอกนะ?

เอ๊ะ?

ถ้าอย่างนั้นก็แปลว่าจินยองชอบมาร์คอยู่งั้นเหรอ?

กรี๊ดดดดด!!!

จะเป็นไปได้ยังไง จินยองชอบผู้ชายเหรอเนี่ย?!

แต่จะว่าไป...

บรรยากาศของจินยองในวันนั้นราวกับมีมรสุมบางอย่างปกคลุมรอบกายของเขา

จินยองยิ้มให้เธอแบบฝืนใจและตามมารยาทอย่างเห็นได้ชัด

ยิ่งตอนมาร์คดึงเธอเข้ามาใกล้ โอบเอว โอบไหล่ เหมือนสายตาของจินยองจะสะดุดอยู่ตรงที่มือนั้นสัมผัสทุกครั้ง

วูบหนึ่งเธอเอะใจ และรู้สึกได้ถึงความเจ็บปวดที่ไม่ชัดเจนนักในแววตาของเขา

ยามจินยองมองหน้าเธอตรงๆ ราวกับกำลังส่งรังสีแหลมคมบางอย่างออกมาเชือดเฉือนจนเธอตัวลีบ อึดอัดและหายใจแทบไม่ออก

เพียงแต่ตอนนั้นเธอคิดเข้าข้างตัวเองไปเองว่า เป็นเพราะเธอตื่นเต้นเกินไปที่อยู่ต่อหน้าดาราที่ชอบ

แต่แล้วมวลอากาศก็มืดทะมึนหนักขึ้นเรื่อยๆ จนเริ่มครั่นเนื้อครั่นตัว พัฒนาไปสู่ความรู้สึกที่ว่า... กำลังถูกชังน้ำหน้าโดยหาสาเหตุไม่เจอ

แม้กระทั่งตอนบอกลา...

แผ่นหลังกว้างดูห่อเหี่ยวที่ค่อยๆ ลับสายตา ใบหน้าที่เอาแต่ก้มมองพื้น และอาการเซื่องซึมราวกับไร้วิญญาณนั่น...

สะเทือนจิตใจติ่งจนอยากจะร้องไห้ออกมา

ถ้าให้ลองจับแพะชนแกะตามรูปการณ์แล้วล่ะก็... นี่มันคือการหักอกในวิถีของมาร์คชัดๆ

และคนที่กำลังถูกสลัดรัก ก็คือจินยอง!

ต้องเป็นอย่างนั้นแน่ๆ

หยาดน้ำใสๆ เอ่อคลออยู่ที่ขอบตาของเอพริล

เธอเคยโกรธมาร์คที่ใช้เธอหักอกสาวๆ ในวันวานแค่ไหน วันนี้เธอโกรธเพื่อนชายที่ทำร้ายจิตใจจินยองที่เธอรักอีกร้อยเท่าพันเท่า

เดี๋ยวนะ!!!

เธอลุกพรวดขึ้นนั่งด้วยอาการตกใจ

จินยอง... อกหักจากมาร์คงั้นเหรอ?

แปลว่าจินยองรักมาร์คจริงๆ ด้วย!!!

จู่ๆ หัวใจก็พองโตขึ้นมา

จินยองที่เธอคลั่งไคล้ใหลหลง กำลังตกหลุมรักมาร์คเพื่อนที่สนิทดุจฝาแฝดของเธอ

นั่นแสดงว่า สายตาที่จินยองทิ่มแทงมาราวกับฆาตกรรมด้วยจิตสังหารต่อหน้ามาร์คในวันนั้น เป็นเพราะพิษรักแรงหึงที่เธอมองไม่เห็นนี่เอง

หญิงสาวกุมหน้าอกตัวเองอย่างทรมาน

อา... จู่ๆ ก็เหมือนหายใจไม่ออกขึ้นมาดื้อๆ

เธอหันไปมองกระจกบานใหญ่ที่ข้างฝา

บนนั้นกำลังสะท้อนภาพตัวเธอเอง ที่กำลังเผชิญทุขเวทนาบนใบหน้าด้วยอาการหุบยิ้มไม่ลง


เรานัดกันที่สวนสาธารณะใกล้กับสถานีรถไฟใต้ดิน

ผมตะลึงงันเล็กน้อย เมื่อเห็นจินยองอยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตลายตารางสีโทนฟ้าสลับส้มอ่อน กางเกงขาเต่อสีกรมท่า ผูกหูกระต่ายสีดำกับแจ็คเก็ตสีทึบกว่าเสื้อตัวใน เซ็ตผมอย่างหล่อ สวมแว่นกรอบหนาพรางใบหน้า ทว่านั่นกลับยิ่งขับให้ดูสวยเด่นราวกับหลุดออกมาจากภาพวาด ต่อให้ไม่ใช่จูเนียร์ที่อยู่บนเวที ก็ยังดูเป็นหนุ่มน้อยน่ารักดึงดูดสายตาเหล่านูน่าอยู่ดี

นี่เขาตั้งใจแต่งตัวมาเพื่อเดทของเราขนาดนี้เลยเหรอ

สาวๆ ที่เดินผ่านไปผ่านมาแถวนั้น หันมามอง ยิ้มเล็กยิ้มน้อยและซุบซิบกัน บางคนก็ขอเข้ามาถ่ายรูปด้วย แต่ดูเหมือนจะถูกปฏิเสธอย่างสุภาพ และเดินเลี่ยงไปยืนที่อื่นใกล้ๆ

ผมจึงส่งข้อความไปบอกพิกัดนัดพบใหม่ให้พ้นสายตาผู้คน

"มาร์คฮยอง..."

เขาวิ่งมาราวกับกลัวผมจะรอนาน

"ไม่ต้องรีบก็ได้ ฉันเพิ่งมาถึง"

เขาหอบหายใจเล็กน้อย พลางจ้องผมราวกับสำรวจตั้งแต่หัวจรดเท้า

"ฮยองน่ารักจัง"

ผมก้มมองตัวเองอย่างงงๆ

"ก็แต่งตัวปกตินะ นายนั่นแหละแต่งตัวซะหล่อ ทำเอาฉันกลายเป็นผู้ติดตามดาราซะงั้น" ผมแซว

เขาหน้าแดง เสมองไปทางอื่น

โอ๊ะ เขินด้วยแฮะ

ทุกทีอยากพูดอะไรก็พูด ไม่มีทีท่าว่าจะอายแท้ๆ

"ก็วันนี้มันพิเศษ..."

"จินยองอา..."

เขาตั้งใจขนาดนี้เชียวเหรอเนี่ย?

บ้าชะมัด ทำไมถึงรู้สึกผิดขึ้นมานิดๆ อีกแล้ว

"ไปกันเถอะ เดี๋ยวไม่ทันรอบหนัง"

ผมเดินนำ ก่อนที่จะมีใครมาเห็นพวกเรา

"เอ่อ... เดี๋ยวก่อน มาร์คฮยอง" เขารีบรั้งไว้

พอหันกลับไป เขาก็หยิบดอกกุหลาบสีแดงออกมาจากด้านหลัง แล้วยื่นมาตรงหน้าผม

ให้ตายเถอะ ถ้าผมเป็นผู้หญิง จะถือว่าหมอนี่สอบผ่านเลยล่ะ

"ขอบใจนะ"

ผมรับดอกไม้ แล้วเอื้อมแขนไปเกี่ยวรอบคออีกฝ่าย ก่อนพาเขาเดินเข้าไปในสถานี


ตื่นเต้นชะมัด

นี่เป็นครั้งแรกที่ผมออกเดทในชีวิตจริง

ไม่มีกล้องคอยติดตาม ไม่ต้องพูดตามสคริปต์ ไม่มีทีมงาน ไม่มีการนัดแนะใดๆ เลย

ทว่า... กลับตื่นเต้นกว่าออกรายการพวกนั้นเสียอีก

คงเป็นเพราะคนที่อยู่ข้างๆ ผมในตอนนี้คือคนที่ผมรัก... ถึงแม้เขาจะหักอกผมไปเรียบร้อยแล้วก็ตาม

เดทกับคนรักของคนอื่น

ขมขื่นระคนหอมหวาน

อย่างน้อย นี่เป็นโอกาสอันริบหรี่ ที่ผมจะทำคะแนนให้เขาประทับใจผมในด้านดีบ้าง

ผมยังพอจะมีโอกาสก้าวเข้าไปในใจเขาได้อีกบ้างไหม?

"มาร์คฮยอง..." ผมเรียกขณะเรากำลังยืนรอรถไฟที่ชานชาลา

เขาหันกลับมามอง

ขอจับมือได้รึเปล่า

อยากถามออกไป แต่ก็ไม่กล้า

ทำไมวันนี้ผมถึงได้ประหม่าขนาดนี้

"เอ่อ..."

ผมสูดหายใจเข้าลึกๆ

"รถไฟมาแล้ว" เขาขัดขึ้นก่อนที่ผมจะได้พูดอะไรออกไป

ท่ามกลางผู้คนที่เดินขึ้นลงรถกันอย่างวุ่นวาย

จู่ๆ มือของผมก็ถูกคว้า แล้วจูงขึ้นไปบนรถไฟ

"อ๊ะ ขอโทษที เมื่อกี้นายกำลังจะพูดอะไรใช่มั้ย" เขาหันมาถาม

ผมก้มลงมองปลายนิ้วเรียวที่โผล่พ้นชายแขนแจ็คเก็ตออกมากุมมือของผม

เจ้าของนิ้วเรียวนั่นก็เพิ่งจะรู้สึกตัว

"โอ๊ะ โทษที ลืมตัวไปหน่อย" เขาแก้ตัวพลางปล่อยมือ

รู้สึกเหงาเล็กน้อยแฮะ

กับคนอื่นเขาก็คงจะดูแลแบบนี้สินะ ทั้งเอพริล ยูคยอม แบมแบม ยองแจ แจ็คสัน

"มาร์คฮยอง..."

พูดออกไปสิ พูดออกไปเดี๋ยวนี้

บ้าชะมัด ทั้งที่มากกว่าจับมือก็เคยทำมาแล้วแท้ๆ แต่ทำไมแค่นี้ถึงพูดออกไปไม่ได้

ทันใดนั้น จู่ๆ รถไฟก็เบรคกะทันหัน คนที่ยืนแออัดทั้งขบวนต่างเซเบียดกันจนเกือบล้ม

มาร์คฮยองถือดอกกุหลาบอยู่ด้วยมือข้างหนึ่งทำให้จับราวไม่ถนัด จึงเสียหลักไปตามกระแสคน

ผมรีบคว้าเอวไว้ไม่ให้เขาล้ม

"ขอบใจนะ"

รถไฟเคลื่อนขบวนอีกครั้ง ทว่าฝูงชนที่เบียดเสียดมายังคงไม่ขยับ

ผมใช้โอกาสนี้ลักลอบสูดกลิ่นกายยามแนบชิดกัน

มาร์คฮยองของผมยังคงหอมละมุนเช่นเคย

อยากจูบเบาๆ บนลำคอขาว ซุกไซ้จมูกไปตามผิวกายเนียนนุ่ม แต่ก็ต้องข่มใจไว้ไม่ให้ทำอะไรเกินเลย

ทำได้แต่ลอบมองเสี้ยวใบหน้า และแพขนตายาวที่ดูอ่อนหวาน

ตั้งแต่คืนวันนั้น ทุกครั้งที่เจอกัน ผมเพลิดเพลินกับการมองทุกส่วนบนใบหน้าของเขาได้ไม่รู้เบื่อ

ยิ่งระยะประชิด... ยิ่งเหมือนมีแรงดึงดูดบางอย่างชวนให้ความรู้ผิดชอบชั่วดีกระเจิดกระเจิง

อยากจูบริมฝีปากนั่นเหลือเกิน

ริมฝีปากที่เคยพร่ำพรอดคำรักต่อจินยองคนนี้ ขณะร่างกายกำลังร้อนเร่าด้วยไฟปรารถนา

การอยู่ใกล้คนที่รัก ทำไมถึงทรมานเจียนบ้าได้ขนาดนี้นะ

สำหรับเขา คืนนั้นมันก็แค่อดีตที่ว่างเปล่า... แต่สำหรับผม มันยังคงดำเนินอยู่ราวกับชั่วนิรันดร์

ทุกสัมผัสยังคงสดใหม่ ติดตรึงอยู่ในความทรงจำ และฟื้นขึ้นมาทุกค่ำคืนราวกับความฝันที่ไม่รู้จบ

ทั้งที่เป็นอย่างนั้น

เขากลับกำลังรักกับคนอื่น

"จินยองอา" เสียงเรียกของเขาดึงผมจากภวังค์ "สถานีหน้าแล้ว"

ผมคลายอ้อมแขนอย่างแสนเสียดาย

อย่างไรก็ตาม เขาคว้ามือผมไว้อีกครั้งขณะเดินลงจากรถ

พวกเราจูงมือกันเกือบตลอดทางจนกระทั่งถึงหน้าโรงหนัง

คงไม่ต้องขออนุญาตแล้วสินะ

พวกเราเลือกหนังสยองขวัญที่มาร์คฮยองบอกว่าอยากดู

ผมอาสาซื้อป๊อปคอร์นกับเครื่องดื่ม

"จำไว้นะ ถ้าเดทกับผู้หญิงที่นายชอบ ควรพาไปดูหนังสยองขวัญ" เขาเอ่ยขึ้นลอยๆ

นั่น... พอจะเป็นผมได้รึเปล่า

"ตอนพี่เดทกับเอพริลก็ดูหนังสยองขวัญงั้นเหรอ"

เขายิ้มที่มุมปากเล็กน้อย

"กับเอพริล เราดูหนังด้วยกันประจำจนเกินจะเรียกว่าเดทแล้วล่ะ"

เจ็บ...

ไม่น่าถามทำร้ายตัวเองเลย

ทั้งที่ต้องแยกจากกันเกินครึ่งโลก แต่ก็ยังรักษาความสัมพันธ์ระหว่างกันได้นานขนาดนี้ น่านับถือ  และก็น่าอิจฉาจริงๆ

"ว่าแต่นาย... ชอบดูหนังแนวไหน" เขาถามกลับ

"ก็ดูได้ทุกแนว..."

ถ้าได้ดูกับมาร์คฮยอง

คำสุดท้ายผมแอบคิดในใจ

"ไปกันเถอะ ได้เวลาแล้ว"

เขาคว้าถังป๊อปคอร์นจากมือผม แล้วดึงแขนผมเข้าไปในโรงหนัง


ให้ตายเถอะ ดูหนังไม่รู้เรื่องเลย...

เรานั่งเก้าอี้เฟิร์สคลาสที่เป็นโซฟาใหญ่

มาร์คฮยองวางป๊อปคอร์นและดอกกุหลาบไว้บนตัก มือข้างหนึ่งหยิบป๊อปคอร์นเข้าปากอย่างสบายใจ ขณะที่มืออีกข้างหนึ่งวางข้างๆ มือผมราวกับจงใจยั่ว

อยากกุมมือนั้นใจจะขาด ทว่าทำได้เพียงขยับนิ้วก้อยอย่างลังเล

ผมเหลือบมองเขาด้วยหางตา

ใบหน้านั้นจดจ่ออยู่กับหนังตรงหน้า

ผมลองใช้นิ้วก้อยเขี่ยสันมือเขาเบาๆ ทว่าดูเหมือนเขาจะไม่ใส่ใจ

กระทั่ง...

"กรี๊ดดดด"

เสียงคนดูทั้งโรงหนังกรีดร้องลั่นเมื่อถึงฉากตกใจ

ผมเองก็สะดุ้งเช่นกัน

ทว่าไม่ใช่เพราะหนัง

แต่เพราะมือเย็นๆ ที่คว้ามือของผมไปจับแน่น

มาร์คฮยองยังคงนั่งมองจอนิ่ง มีเพียงมือที่กระตุกเบาๆ สลับกับออกแรงบีบเท่านั้นที่แสดงอาการลุ้นระทึก

ผมเหลือบมองมือที่ประสานกันของพวกเราในความมืด อดยิ้มออกมาไม่ได้

ผมฉวยโอกาสกุมมือตอบ พลางใช้นิ้วโป้งลูบอย่างอ่อนโยน

เพียงสัมผัสแค่นี้... หัวใจกลับเต้นแรง

ให้ตายเถอะ ดูหนังไม่รู้เรื่องเลย


ดีแล้วเหรอ?

หนังใกล้จะจบแล้ว แต่เขากลับเอาแต่นั่งตัวเกร็ง มองจอทั้งที่ไม่ได้ใส่ใจ ปลายนิ้วลูบมือผมไปมา

แอบผิดคาดนิดหน่อยแฮะ

ทั้งที่คิดว่าไอ้ตัวแสบอย่างหมอนี่จะฉวยโอกาสกับผมมากกว่านี้เสียอีก

จริงสิ... เพราะเขาคิดว่าผมมีแฟนแล้วสินะ

ปฏิกิริยาถึงได้เปลี่ยนไป กลายเป็นสงบเสงี่ยมเจียมตัวขึ้นขนาดนี้

จินยอง... นายมีเวลาเป็นแฟนกับฉันแค่วันเดียวเท่านั้นนะ

หลังจากเราแยกกันในวันนี้ สายน้ำจะไม่ไหลย้อนกลับ

ผมชำเลืองมองใบหน้าอีกฝ่ายในความมืดด้วยหางตา

น่าเบื่อชะมัด

งั้นก็จงนั่งนิ่งๆ ไปให้ตลอดแล้วกันนะ เด็กน้อย

ผมค่อยๆ เอียงศีรษะเข้าไปพิงไหล่กว้างของเขา

อา... นั่งตัวแข็งทื่อจริงๆ ด้วย

สงสัยจะประหม่า

แกล้งหลับสักนิดดีกว่า

ผมเอาแก้มถูไถไปบนบ่า แล้วหลับตาพริ้ม

ดูเหมือนหมอนั่นจะหันมามองแวบหนึ่ง

เขาเอื้อมมาหยิบถังป๊อปคอร์นที่เอียงคล้ายกำลังจะตกออกจากตักผม ดึงมือของผมไปวางบนตักตัวเอง เบียดตัวเข้ามาใกล้แล้วสอดแขนข้างนั่นโอบรอบเอวของผม

ได้กลิ่นน้ำหอมที่เขาใส่

ได้ยินเสียงหัวใจที่เต้นระรัว

รู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูกแฮะ

ไออุ่นของหมอนี่ให้ความรู้สึกสบายไม่หยอก

ลมหายใจของเขารินรดอยู่ที่กลางกระหม่อมของผม

มันขาดเป็นห้วงๆ ราวกับเผลอลอบดอมดมเส้นผมของผมอยู่

มือที่เอวไล้สีข้างไปมาเพียงแผ่วเบา

จริงๆ แล้วหมอนี่เป็นผู้ชายที่อ่อนโยนมากเลยนะเนี่ย

"มาร์คฮยอง" เขาเรียกชื่อผมเบาๆ

ผมยังคงแกล้งนอนนิ่ง

"จูบนะ?" เสียงกระซิบแผ่วก่อนขยับตัว

รู้สึกถึงไออุ่นจางๆ ที่ทาบทับบนใบหน้า

ทว่าไม่ทันได้สัมผัส เขาก็ชะงัก

ดูเหมือนจะลังเลเล็กน้อย

ก่อนถอยห่างออกไป

หืม? ไม่จูบแล้วเหรอ

จินยองซบหน้าลงบนศีรษะผม มืออีกข้างลูบปลายนิ้วของผมเบาๆ ก่อนดึงไปกุมอย่างมั่นคง

ผิดคาด แค่นี้เองเหรอ?

ไม่เห็นร้ายกาจแบบที่ผ่านมาเลยแฮะ

แต่ก็ช่างเถอะ ดีแล้วนี่ที่หมอนั่นไม่ทำอะไรเกินเลยมาก

ถือว่ายังเป็นสุภาพบุรุษอยู่ล่ะนะ

ไหน ดูซิ ว่าจะทนนั่งนิ่งๆ ต่อไปได้อีกซักกี่น้ำ


ไม่ได้การ!

ขืนปล่อยไว้แบบนี้ เท่ากับเธอต้องถูกจินยองเกลียดขี้หน้าเอาฟรีๆ

มาร์คนะมาร์ค ทั้งที่เธออุตส่าห์ช่วยทุกอย่าง แม้กระทั่งหักหลังกระเป๋าหลุยส์รุ่นหายากที่คุณนายต้วนอุตส่าห์ตกระกำลำบากไปต่อแถวนานเกือบครึ่งชั่วโมงด้วยตัวเอง

แล้วนี่หรือคือสิ่งตอบแทนเพื่อนแฝดผู้แสนดีที่ยอมพลีชีพให้ชายหนุ่มแทบทุกสถานการณ์อย่างเอพริล?!

บังอาจทำให้จินยองเข้าใจเธอผิดไม่พอ ยังบังอาจทำให้จินยองต้องเจ็บปวดอีก

สะเทือนใจติ่งจนแทบอดรนทนไม่ไหว

พอคิดได้แบบนี้ทีไร เธอก็ต้องกัดผ้าเช็ดหน้าน้ำตาตกในแทนไอดอลในฝันทุกที

มาร์ค ต้วน! ไอ้คุณชาย! ไอ้เนื้อหอม! ไอ้หน้าหล่อ! ไอ้แสนดี!

เสียแรงที่อุตส่าห์ทั้งผลัก ทั้งดัน ทั้งชูป้ายไฟเชียร์แทบขาดใจตอนไปออดิชั่น

ทั้งหมดทั้งมวลที่ลงทุนลงแรงก็เพื่อให้เพื่อนชายของเธอได้ใกล้ชิดกับจินยอง ศิลปินฝึกหัดที่เธอหมายมั่นปั้นมือว่าคนนี้แหละ จะต้องกลายเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงแซงป๋าเรน อปป้าบ่ายสอง หรือแม้แต่ซง จุงกิ

ด้วยสายตาอันเฉียบคมของมนุษย์ติ่งมืออาชีพคราคร่ำประสบการณ์ที่ทุ่มเทกับการซึมซับวงการบันเทิงเกาหลีเข้าสู่กระแสเลือด เธอได้นั่งทางในมาเรียบร้อยแล้ว ว่าเด็กหนุ่มคนนี้... คือว่าที่สามีแห่งชาติในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าอย่างแน่นอน ฟันธง!

แต่แล้วไอ้เพื่อนใจร้ายก็ดันทำลายหนทางแห่งการเป็น "ติ่งสเปเชียลรุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่น" ของเธอไปอย่างไม่เหลือเยื่อใย

ไม่ถงไม่ถามกันซักคำ ว่ายินยอมให้หักอกจินยองมั้ย

ไม่ช่วยดึงให้อีกฝ่ายเข้ามาใกล้ แล้วยังผลักไสอย่างไม่ใยดีอีก

มาร์ค ต้วน... นายมันมีตาหามีแววไม่!

ตั้งแต่สมัยเด็กๆ แล้ว ผู้หญิงที่เข้าหาเพื่อนชายของเธอแต่ละคน ปัจจุบันได้ผันตัวเป็นทั้งนักร้อง ดารา เน็ตไอดอล รวมไปถึงครองมงกุฎสารพัดเวทีกันทั้งนั้น แต่หมอนั่นก็ดันหักอกเขาเรียบอย่างเจ็บแสบ... ด้วยการใช้น้องคางคกอย่างเธอเป็นข้ออ้าง

คราวนี้เธอยอมต่อไปไม่ได้อีกแล้ว

ผู้หญิงในอดีตเป็นเรื่องช่วยไม่ได้แล้วก็จริง

แต่คราวนี้อีกฝ่ายคือ พัค จินยอง...

เหมือนสวรรค์มาโปรด...

อยากได้เป็นเพื่อนเขย / เพื่อนสะใภ้โว้ยยยยยย!!!!

หญิงสาวตะโกนกู่ร้องอยู่ในอก

จะไม่ปล่อยให้หลุดมือไปเด็ดขาด

ตอนแรกเธอแค่คิดว่าได้เป็นเพื่อนของเพื่อนอยู่ห่างๆ ก็ถือเป็นเกียรติยศศักดิ์ศรีอันสูงส่งในชีวิตการเป็นติ่งแล้ว แต่ตอนนี้ดูเหมือนความต้องการของเธอจะพัฒนาขึ้นไปอีกขั้นเป็นที่เรียบร้อย

จะเอาคนนี้... จะเอา... จะเอา...

ต้องทำอะไรซักอย่าง

ก่อนอื่น เธอต้องหาทางแก้ความเข้าใจผิดของจินยองให้ได้เสียก่อน

จินยองงงง... เอพริลไม่ใช่แฟนของมาร์คน้า... มาร์ค ต้วนโสดสนิทปราศจากพันธะทางใจใดๆ จ้า เอพริลคอนเฟิร์มมม

ต้องบอกจินยองให้ได้

แต่...

จะบอกได้ยังไงล่ะ ในเมื่อเธออยู่ไกลตั้งอเมริกา

ช่องทางการติดต่อเป็นการส่วนตัวก็แทบจะไม่มีเลย

นอกจากผ่านตัวปัญหา... คือมาร์คนั่นแหละ



โปรดติดตามตอนต่อไป

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 9 ครั้ง

50 ความคิดเห็น

  1. #50 TurTlexMarkjin (@TurTlexMarkjin) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 7 เมษายน 2562 / 21:39
    มาร์คใจร้ายมากๆๆๆๆๆ จินยองจ๋อยไปเลย // รักเอพริลมากนะจุดๆนี้
    #50
    0
  2. #35 meaw meaw (@meaw-007) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2560 / 17:27
    เอพริล นี่คือตัวแทนของติ่งทั้งโลกจริงๆ
    สู้ๆนะลูก อย่าให้ใครมาทำร้ายว่าที่สามีแห่งชาติได้ค่ะ
    #35
    0
  3. #25 Kanompie (ขนมพาย) (@pieitim) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 12 มกราคม 2560 / 11:34
    เอพริลสู้ๆนะ เราเชียร์เธออยู่ 55555
    #25
    0
  4. #3 PinkiePie (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 16 กันยายน 2559 / 22:14
    โอ้ยยยยยย อารมณ์เดียวกับเอพริล จะเอาคนนี้ จะเอา!!!!!!!

    ตามมาจากในบล็อกขออภัยที่ไม่ได้เมนท์ในนั้นนะคะ หลงรักจินมาร์คในสไตล์ของไรต์ตั้งแต่องศาดาว ตามมาด้วยbedtime the series จนตอนนี้มี heart attackอีก สนุกจนอดรนทนรอตอนต่อไปแทบไม่ไหวเลยค่ะ ภาษาเขียนดี๊ดีอ่านแล้วเราชอบมากไม่ติดขัดเลย สงสารจินยองเหลือเกินแต่ตอนนี้มาร์คดูเปิดโอกาสให้เขาเหมือนสองตอนที่ผ่านไม่ได้พยายามหนีหน้ากันมาก่อน5555555 ส่วนตัวอยากเห็นตอนที่มาร์คต้องเป็นฝ่ายตามหลงตามง้อจินยองบ้าง รู้สึกว่าแค่สองตอนจินยองก็ตามมาร์คจนงอมพระรามแล้ว แต่คาแรคเตอร์พี่มาร์คนี่แมนเหลือเกิน สายราชินีนะ โถ จินยองของมี่หนูต้องลำบากแน่ๆแต่เอพริลจะต้องช่วยหนูแน่นอน มี่มั่นใจ
    #3
    1
    • #3-1 something to live and die for (@thelittlecocoon) (จากตอนที่ 3)
      16 กันยายน 2559 / 23:25
      กรีดร้องงงง อ่านคอมเมนต์รีดเดอร์ทีไร คันปากอยากสปอยล์ทุกที
      ขอบคุณสำหรับคอมเมนต์ค่าาาา
      ต้องรีบเขียนแล้วสินะ เดี๋ยวเผลอสปอยล์จริงๆ 5555
      #3-1