Heart, Attack! [#JinMark] *จบ*

ตอนที่ 2 : Turbulence

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 577
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 10 ครั้ง
    15 ก.ย. 59

เอพริลถือโทรศัพท์ที่ปิดเสียงไว้ แต่มีสายเข้าจากคนเดิมติดต่อกันไม่หยุดหย่อน

เธอเดินวนไปวนมาอย่างกระวนกระวายหน้าห้องน้ำ

ขณะนี้เธออยู่ในตึก JYP Entertainment ใกล้กับห้องทำงานผู้บริหาร

'ห้ามบอกมาร์คเด็ดขาด'

เสียงสั่งอย่างเฉียบขาดราวกับรู้ทันว่าเธอจะคาบข่าวไปบอกเพื่อนสนิทแน่ๆ ของคุณนายต้วน หลังจากล่อลวงเธอให้ขึ้นเครื่องบินมาถึงเกาหลีด้วยจนได้

'ทั้งเรื่องที่ม้ามาเกาหลี แล้วก็เรื่องที่จะให้เราล่ามให้ม้า'

เธอได้แต่ยิ้มแหยๆ ก่อนสารภาพเสียงอ่อยอยู่แค่ในใจว่า บอกไปแล้วอ่ะค่ะ...

แต่แค่อย่างแรกนะ เพราะอย่างหลังเธอเพิ่งจะรู้เมื่อไม่กี่นาทีก่อนหน้านี้เองว่าเรื่องอะไร

เอพริลเป็นติ่งเกาหลีมาแต่ไหนแต่ไร ตั้งแต่ก่อนที่มาร์คจะตัดสินใจข้ามน้ำข้ามทะเลมาฝากอนาคตไว้ที่นี่ด้วยซ้ำ

ไม่สิ ต้องบอกว่าเธอนี่แหละ ที่เป็นตัวจุดประกายพร้อมชูป้ายไฟดันให้เพื่อนชายเข้ามาอยู่ในวงการที่เธอหลงใหลให้ได้

และความสนใจอย่างบ้าคลั่งนี้เอง เป็นแรงบันดาลใจให้เธอถึงขั้นเรียนภาษาเกาหลีจนอ่านออกเขียนได้ ฟังพูดน้ำไหลไฟดับ

นี่จึงเป็นเหตุให้คุณนายต้วนขอยืมแรงสมองของเธอเจรจาธุรกิจอย่างลับๆ กับทางต้นสังกัดของลูกชายในครั้งนี้

"เอาวะ เป็นไงเป็นกัน"

เธอตัดสินใจกดรับโทรศัพท์ที่หน้าจอยังคงเรียกเข้าไม่หยุดหย่อน

"ฮัล..."

ยังไม่ทันได้ทักทาย เสียงอีกฝ่ายก็ลอยตามสายมาเป็นชุด

"ทำไมเธอไม่ยอมรับโทรศัพท์ฉัน แล้วนี่พักกันที่ไหน สรุปม้ามาทำไม ตอนนี้อยู่ที่ไหนกัน"

"ใจเย็นๆ ก่อน ถามทีหลายคำถามแบบนี้ฉันตอบไม่ทัน"

"สรุปมาเกาหลีกันทำไม"

เอพริลถึงกับเหงื่อตก

"เอ่อ... ขอโทษนะ จริงๆ แล้ว ม้าสั่งไว้ว่าห้ามฉันบอกนาย" เธอสารภาพตามตรงเนื่องจากไม่อยากโกหก

ไม่สิ ต้องบอกว่ามาร์คคงจะเป็นคนเดียวในโลก ที่มนุษย์ลื่นเป็นปลาไหลอย่างเธอจะไม่ใช้เล่ห์เพทุบายใดๆ ด้วยเด็ดขาด

"อะไรกัน ทำไมม้าถึงมีความลับกับฉัน แล้วนี่ลากเธอมาด้วย อย่าบอกนะว่าเกี่ยวข้องกับ... ริต้า"

"จะว่าเกี่ยวมันก็เกี่ยว แต่ฉันบอกนายมากกว่านี้ไม่ได้จริงๆ"

"ม้าติดสินบนเธอด้วยอะไร?" มาร์คถามเสียงเอาเรื่อง

"เอ่อ... ก็..." เธออิดเอื้อน

"หืม?"

ทันใดนั้น สายก็ตัด

"เฮ้ย! เดี๋ยวก่อนสิ" เอพริลตะโกนใส่มือถืออย่างงุนงง

อะไรของหมอนั่นกันนะ? ยังคุยไม่ทันรู้เรื่องเลย

แต่ก็ดีเหมือนกัน เพราะเธอเองก็ยังไม่รู้เลยว่าจะหักหลังคุณนายต้วนด้วยการบอกภารกิจที่เพิ่งเสร็จสิ้นมาดีหรือไม่

ก่อนอื่น... รูดซิปปากเอาไว้ก่อนดีกว่า

ใช่แล้ว บางอย่างเจ้าตัวไม่รู้ อาจสบายใจมากกว่าก็ได้

เธอได้แต่ปลอบใจตัวเองเช่นนั้น


เหตุที่ผมรีบตัดสายเอพริลก็เพราะมีอีกสายหนึ่งโทรเข้ามาแทรก

เมื่อดูที่หน้าจอ ก็พบว่าเป็นเบอร์ปริศนาจากอเมริกา จึงลองรับดู

"ฮัลโหล"

เสียงนี้...

"คุณลุงเจียง..."

เพื่อนเก่าแก่และคู่หูธุรกิจของคุณนายต้วน พ่อของริต้า!

"ว่าไง มาร์ค สบายดีมั้ย" ปลายสายทักทายอย่างสดใส

"สบายดีครับ ว่าแต่คุณลุงถึงกับสละเวลาโทรมา มีธุระอะไรรึเปล่าครับ" ผมถามอย่างกริ่งเกรง

"มีสิ ตอนนี้หนูริต้าได้เข้าไปอยู่กับมาร์คที่ JYP แล้วนะ" ตามด้วยเสียงหัวเราะลั่นอย่างอารมณ์ดี

"ยินดีด้วยนะครับ" ตอบไปเช่นนั้นทั้งที่ในใจไม่ได้เป็นไปดังปากว่าเลย

"บอกลุงก็ไม่ได้อะไรขึ้นมาหรอก ไว้ไปบอกหนูริต้าเองดีกว่า"

"ผมยังไม่เจอเลยครับ" ผมบอกตรงๆ

"ไม่เป็นไร ไปตามหาน้องซะนะ ทักทายน้อง ดูแลน้องแทนลุงหน่อย มาร์คก็รู้ว่าริต้าเป็นแก้วตาดวงใจของลุง น้องพยายามมากเพื่อตามไปอยู่กับมาร์ค อย่าทำให้น้องผิดหวังล่ะ"

"แต่..."

"ตอนนี้น้องกำลังจะเข้าไปอยู่ในหอแล้ว เดี๋ยวคงได้เจอกัน"

"แต่ผมตั้งใจจะเดบิวต์ในฐานะศิลปินให้ได้นะครับ" ผมรวบรวมความกล้าพูดออกไป

นั่นหมายความว่า หลังจากเดบิวต์ได้แล้ว ต้องระงับความสัมพันธ์กับผู้หญิงทุกคนไม่เว้นแม้แต่คู่หมั้น

"เรื่องนั้นยังไม่แน่ไม่นอนไม่ใช่เหรอ ยิ่งอายุมากขึ้นโอกาสก็น้อยลง ถ้าถอดใจก็รีบกลับมาสืบทอดกิจการของแม่เร็วๆ ลุงจะได้จัดการเรื่องงานแต่ง"

"ผมจะสู้จะถึงที่สุดครับ" ผมตอบกลับอย่างหนักแน่น

ทว่าอีกฝ่ายกลับไม่ระคายเคืองกับถ้อยคำแฝงการปฏิเสธ

"ให้มันได้อย่างนี้สิ ไอ้หนู! สมเป็นคู่หมั้นริต้าของลุงจริงๆ เรื่องแต่งงานน้องมันรอได้ แต่ลุงฝากดูแลน้องระหว่างที่อยู่ด้วยกันที่โซลแล้วกันนะ ลุงขอแค่นี้แหละ" พูดจบก็วางสาย

เป็นงั้นไป...

เหมือนทุกครั้ง... ไม่เคยถาม ไม่เคยฟัง มีแต่สั่งอย่างเดียว

"โอ๊ยยย ให้มันได้อย่างนี้สิ!" ผมตะโกนออกมาอย่างหงุดหงิด

แต่แล้วก็รู้สึกถึงสายตาของใครบางคนที่กำลังนั่งยองๆ เงยหน้าจ้องผมด้วยตาใสแป๋วเป็นประกายในระยะที่ไม่ไกลนัก

มาตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย?

ยังกับหมาตัวใหญ่นั่งรอเจ้าของ

ความหงุดหงิดของผมเพิ่มขึ้นอีกเป็นทวีคูณ

ทำเป็นไม่เห็นแล้วกัน

ผมเดินเลยผ่านไป

หมอนั่นลุกขึ้นแล้วเดินตามโดยทิ้งระยะพอสมควร

แปลกแฮะ ปกติจะเดินประชิดต้อยๆ คอยหาเรื่องคลอเคลียแท้ๆ

ผมปล่อยให้หมอนั่นเดินตามซักระยะ

จนในที่สุด ความอดทนของวันนี้ก็ถึงขีดจำกัด

"จะตามฉันไปถึงเมื่อไหร่" ผมหันไปถาม

"บอกแล้วไง จนกว่าพี่จะเป็นแฟนฉัน" หมอนั่นตอบกลับมาหน้าตาใสซื่อ

"งั้นนายคงต้องเดินตามฉันไปตลอดชีวิตแล้วล่ะ"

"ถ้าพี่ยอมให้ฉันเดินตามแบบนี้ตลอดชีวิต ต่อให้ไม่ได้เป็นแฟน ฉันก็ยินดี"

จู่ๆ ใบหน้าที่ดูไร้เดียงสาก็ผุดรอยยิ้มชวนหมั่นไส้ขึ้นมา

"ใครจะไปยอม น่ารำคาญ!"

"งั้นก็รีบเป็นแฟนกับฉันเสียทีสิ ฉันไม่ได้อยากเดินตามพี่ แต่อยากเดินข้างๆ พี่ จะได้จับมือพี่ กอดคอพี่ โอบเอวพี่ อย่างที่คนรักเขาทำกัน"

"ทำไมนายหน้าด้านหน้าทนขนาดนี้ ฉันปฏิเสธชัดแล้วยังจะตามเซ้าซี้อีก"

"ฉันก็ประกาศชัดแล้วว่าจะรับผิดชอบพี่ ไม่คืนคำเด็ดขาด" หมอนั่นเอ่ยเสียงหนักแน่น

ระ... รับผิดชอบ!?

ไม่ได้ต้องการเลยเว้ย!

"และวันนี้ฉันก็เดินห่างๆ ไม่ให้พี่รำคาญแล้ว..." จู่ๆ ก็เสียงอ่อยลง ทำหน้าเหมือนหมาหูตก

"ห่างแค่ไหนก็รำคาญอยู่ดี" ผมสวนทันควัน

ทว่า... บ้าชะมัด ไม่น่าเผลอมองอาการคอตกเล็กน้อยของหมอนั่นเลย

ผมถอนหายใจเบาๆ

"ฟังนะ จินยอง นายยังอายุน้อย แถมมีผู้หญิงมาชอบมากมาย ไปเดทกับใครต่อใครแทนการเสียเวลาเดินตามฉันจะดีกว่านะ ดีไม่ดีพอนายเจอคนที่ถูกใจ ขี้คร้านจะลืมฉะ..."

จู่ๆ หมอนั่นก็น้ำตาเอ่อคลอ

เฮ้ย... ผมพูดอะไรผิดไปรึเปล่าเนี่ย

รู้สึกร้อนๆ หนาวๆ ราวกับเพิ่งก่ออาชญากรรมอย่างบอกไม่ถูก

"ขอร้องล่ะ พี่อย่าพูดแบบนั้นอีกได้มั้ย"

"พูดแบบไหน?"

"พี่จะรำคาญ จะเดินหนี จะเมิน จะโกรธจะเกลียดฉัน ฉันไม่ถือสา แต่ขอร้องล่ะ... อย่าผลักไสให้ฉันไปหาคนอื่น"

มะ... ไม่ถือสา? ใช้คำทะแม่งๆ พิกลนะ ไอ้เด็กนี่

"สรุปว่านายจะเดินตามฉันไปเรื่อยๆ แบบนี้?" ผมเหล่มองอีกฝ่ายอย่างไม่สบอารมณ์

"ทุกที่ ทุกเวลา เท่าที่สิทธิของฉันจะพึงมี" หมอนั่นตอบเสียงหนักแน่น

"โอ๊ย... ยุ่งยากชะมัด"

ผมเกาศีรษะอย่างหัวเสีย

"เดิมทีนายก็ไม่ได้คิดอะไรกับฉันอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ"

ในสายตาผม จินยองมักอยู่ท่ามกลางผู้คนเสมอ เป็นเด็กร่าเริงและสนิทสนมกับคนไปทั่ว ผมเองก็ไม่ต่างจากผู้คนหล่านั้นที่เขาไม่เคยให้ความสนใจเป็นพิเศษ

"คิดสิ... ตอนนี้ยิ่งคิดมากๆ ด้วย คิดจนหมกมุ่น"

"ถ้าเพราะเรื่องคืนนั้น ฉันบอกนายไปแล้วไงว่าฉันไม่ติดใจเอาความ"

"แต่ฉันติดใจ... พี่ทำให้ฉันรักพี่ไปแล้วนี่นา"

"นั่นมันเรื่องของนาย อ้อ... แล้วความรู้สึกจากออกซิโตซินอะไรนั่นที่นายเอามาเถียงข้างๆ คูๆ ฉันไม่ถือเป็นความรักหรอกนะ"

"พี่พูดยังกับรู้จักความรัก"

"รู้สิ ฉันอาบน้ำร้อนมาก่อนตั้งปี รู้ดีกว่านายเยอะ"

"พี่เคยมีแฟนมาแล้วสินะ"

"ก็มีบ้าง... ก่อนมาเกาหลีนะ"

จินยองทำหน้าเศร้าอีกครั้ง

บ้าฉิบ ทำไมผมต้องรู้สึกใจอ่อนยวบเวลาเห็นสีหน้าสลดของหมอนี่ด้วย

แค่บอกว่าเคยมีแฟน ยังไม่ได้ดุด่าอะไรนายเลยนะเว้ย!

"ฉัน... ยังไม่เคยแม้แต่เดทเลยด้วยซ้ำ"

ทำไมน้ำเสียงเหมือนตัดพ้อว่าผมขี้โกงอย่างบอกไม่ถูกแฮะ

"พี่จะทิ้งฉันทั้งที อย่างน้อยก็ควรได้ลองเดทกันซักครั้ง"

ดวงตากลมโตที่สั่นระริกนั่นราวกับประนามว่าผมเป็นชายโฉดฟันแล้วทิ้งจริงๆ

ห้ามใจอ่อนเด็ดขาด... หมอนี่นอกจากขี้ตื๊อแล้วยังฉลาดเป็นกรด ไม่ได้ใสซื่อเหมือนหน้าตาน่ารักน่าเอ็นดูนั่นเลยซักนิด

"ขอปฏิเสธ ทำไมฉันต้องทำตามที่นายต้องการ อย่าลืมนะ คนเสียหายคือฉัน ไม่ใช่นาย"

ขืนยอมเปิดโอกาสให้ครั้งนึง ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ประวัติศาสตร์อาจจะซ้ำรอย ไม่ยอมไว้ใจเด็ดขาด

ต่อให้บอกว่าเดทแล้วจะยอมเลิกราไปก็เถอะ

แต่มันใช่ความรับผิดชอบของผมตรงไหน ที่ต้องไปเดทกับหมอนี่

ถ้าไม่เล่นด้วยซะอย่าง เดี๋ยวก็คงเบื่อ หรือพอเจอคนใหม่ก็คงยอมรามือไปเองแหละ

ความสัมพันธ์ของคนสมัยนี้ฉาบฉวยจะตาย ที่ตามตื้อได้ทุกวี่ทุกวันก็แค่ความรู้สึกสดใหม่วูบวาบเพราะฮอร์โมนสูบฉีดอย่างที่หมอนั่นเอาออกซิโตซินบ้าบออะไรมาอ้างต่างหาก ไม่ได้ลึกซึ้งอะไรหรอก

จินยองอา... สกิลการตอแยของนายถึงจะทำให้ฉันอารมณ์เสียได้มากแค่ไหน แต่บอกไว้ก่อนเลยว่า ระดับนี้ยังห่างชั้นจากยัยริต้าที่ตื้อฉันมาทั้งชีวิตหลายขุม

"พี่เนี่ยนะ เสียหาย? คนที่ออดอ้อนไม่ยอมให้ฉันกลับห้องคือพี่เองนะ แล้วคนที่เร่งเร้าให้ฉันทำอีกซ้ำแล้วซ้ำเล่าคือก็พี่เองนะ ไหนจะรอยแดงรอยข่วนตามตัวที่พี่ฝากไว้ ฉันอายแทบตายตอนไปฟิตติ้งละคร คนเสียหายคือฉันชัดๆ"

อะ... ไอ้...

ผมด่าแทบไม่ออก มันจุกอยู่ที่คอ

ทำไมเด็กบ้านี่ถึงได้พูดเรื่องแบบนั้นออกมาหน้าตาเฉยด้วยสีหน้าและน้ำเสียงใสซื่อ

ขอถอนคำพูด... หมอนี่เหนือชั้นกว่ายัยริต้าตรงที่กุมปฏักที่ปักหลังผมจนแผลเหวอะหวะนี่แหละ

ลำพังแค่ถูกตื้ออย่างเดียวยังทำผมระเห็จมาอยู่โซลอย่างเด็ดเดี่ยวได้ แต่นี่เหมือนโดนแบล็คเมล์อยู่กลายๆ แถมยังหนีไปไหนต่ออีกไม่ได้แล้วด้วย

ขืนหนีอีก คราวนี้ป๊าคงไม่ช่วยแบบตอนริต้าอีกแล้ว

"พอกันที ฉันไม่อยากพูดกับนายแล้ว"

ผมเบือนหน้าซ่อนใบหน้าร้อนฉ่าด้วยความโกรธและอาย ก่อนเดินหนีไป โดยมีหมอนั่นเดินตามด้วยระยะห่างเช่นเดิม

หงุดหงิดชะมัด

ผมได้แต่ปลอบใจตัวเองอย่างลมๆ แล้งๆ ว่าเดี๋ยวพอหมอนั่นมีงานเข้ามาก็คงยุ่งจนหายหัวไปเอง

จริงสิ จินยองฮ็อตจะตาย มีงานเข้ามาไม่ขาดสาย

ช่วงนี้คงเก็บตัวเพื่อทำอะไรซักอย่าง ถึงได้มีเวลาว่างมาเดินตามผมต้อยๆ ได้ทุกวัน

กระนั้นก็ยังอุตส่าห์มีโปรเจ็คต์เล็กๆ น้อยๆ

น่าอิจฉาชะมัด

ผมเองก็อยากเดบิวต์ใจจะขาด

ขอเพียงเดบิวต์ได้ ปัญหาคาราคาซังบางอย่างในชีวิตจะคลี่คลาย

อย่างน้อยก็เรื่องหมั้น

หากได้เป็นศิลปินเต็มตัว ก็จะเป็นเหตุผลในการเลื่อนการแต่งงานที่พวกผู้ใหญ่จัดการได้ ตราบเท่าที่ยังติดสัญญากับทางบริษัท

อันที่จริง การที่ยัยริต้าตามเข้ามาเป็นศิลปินฝึกหัดก็ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างหนึ่ง ตรงที่ยัยนั่นก็จะต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขเดียวกัน

จะว่าไป การหมั้นหมายระหว่างผมกับริต้าเกิดขึ้นจากม้านี่นา

เดิมที ลุงเจียงกับม้าเคยเป็นคู่หมายกันมาก่อน แต่ทั้งคู่ต่างแต่งงานกับคนอื่น ทำให้สัญญาระหว่างสองตระกูลขาดสะบั้น

นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ลูกสาวอย่างริต้าและลูกชายคนโตอย่างผมต้องหมั้นหมายกันตั้งแต่เด็ก เพียงเพื่อรักษาทั้งสัญญาและสายสัมพันธ์ของทั้งสองตระกูล... แม้ผมจะเป็นทายาทตระกูลต้วนก็ตาม

ผมเองดันซวยที่ยัยริต้าเกิดมีจิตปฏิพัทธ์ด้วยตั้งแต่เด็ก

เลยถูกตามต้อยๆ เหมือนที่ถูกจินยองตามแบบนี้ไม่มีผิด

ให้ตายเถอะ... ทั้งที่คิดว่าสองปีที่ย้ายมาอยู่โซลชีวิตจะสงบสุขแล้วเชียว

ไม่อยากเชื่อเลยว่าชะตากรรมต่อจากนี้ของตัวเองจะถูกตามแบบคูณสอง

เอ๊ะ... เดี๋ยวก่อน!

หรือที่ม้ามาโซลแบบลับๆ ในครั้งนี้...

อย่าบอกนะว่า แอบมาใช้เส้นสายอะไรให้เส้นทางนี้ของผมตัน เพื่อที่ผมจะได้กลับไปแต่งงานและสืบทอดกิจการ

'เรื่องนั้นยังไม่แน่ไม่นอนไม่ใช่เหรอ ยิ่งอายุมากขึ้นโอกาสก็น้อยลง' จู่ๆ เสียงมั่นอกมั่นใจของลุงเจียงก็ดังเข้ามาในหัว

ต้องใช่แน่ๆ มิน่าละ ถึงได้ทำลับๆ ล่อๆ มาเกาหลีโดยไม่ยอมบอกผม

ดีเหมือนกัน ถ้าจะเล่นกันแบบนี้ งั้นผมจะขอใช้ประโยชน์จากการมาของม้ากับเอพริลเสียหน่อยแล้วกัน

ถึงจะแก้ไขอะไรไม่ได้ แต่ได้หากำไรเล็กๆ น้อยๆ ก็ยังดี

ไหนๆ ก็มากันถูกจังหวะขนาดนี้แล้วนี่


โทรศัพท์มือถือสั่นเบาๆ พร้อมกับรูปถ่ายและชื่อของคนที่รออยู่ปลายสายปรากฏบนหน้าจอ ขัดการสนทนาระคนหัวร่อต่อกระซิกของสองสาวต่างวัย

เอพริลแง้มกระเป๋า มองมือถือโดยไม่หยิบออกมา

สีหน้าเธอถอดสีเล็กน้อย

แหงล่ะ ก็เธอกำลังอยู่ในร้านอาหารกับคุณนายต้วนนี่นา จะให้รับสายลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของคุณนายได้ยังไง

มือเรียวปิดกระเป๋าลงอย่างเก่าอย่างสงบนิ่ง แล้วรับประทานอาหารตรงหน้าต่อ

"ทำไมไม่รับสายล่ะจ๊ะ" คุณนายต้วนถาม

"จะดีเหรอคะ บนโต๊ะอาหารแบบนี้"

แบบนี้ที่ว่าคือภัตตาคารหรูหราระดับห้าดาว

ทั้งที่เธออยากไปกินร้านข้างถนน มองผู้คนเดินสวนกันขวักไขว่ตามประสาวัยอยากรู้อยากเห็น แต่กลายเป็นว่าต้องแต่งองค์ทรงเครื่องดุจนางพญา กินไข่ปลา จิบไวน์ขาวราวกับชนชั้นสูง

น่าเสียดายชะมัด อุตส่าห์ได้บินมาโซลทั้งที อยากกินแหลกแดกน้ำเมาเคล้าแสงสีแท้ๆ

อย่างไรก็ตาม การร่วมโต๊ะอาหารกับคุณนายต้วนก็ไม่ใช่เรื่องแย่แต่อย่างใด เพราะเธอสนิทสนมกับครอบครัวของมาร์คอยู่แล้ว

"กับม้า ไม่เป็นไรหรอกจ้ะ แต่กับคนอื่นก็ขึ้นอยู่กับว่าเรื่องร้ายแรงแค่ไหน" คุณนายต้วนตอบก่อนจิบไวน์อย่างอารมณ์ดี

"คือ... เมลานีส่งข้อความมาค่ะ ให้โทรกลับด่วน เรื่องรายงานที่ฝากนางส่งก่อนหน้านี้"

ถึงไม่เก่งเรื่องปลิ้นปล้อน แต่เรื่องกะล่อนวางใจเอพริลได้เลย

"มีปัญหาอะไรรึเปล่าจ๊ะ"

มาแล้ว... ช่องว่างในการปลีกตัว

"ไม่ทราบเหมือนกันค่ะ แต่วันนี้เดดไลน์แล้ว หนูเองก็สังหรณ์ใจอย่างบอกไม่ถูก"

"ตายจริง ม้าขอโทษนะที่ดึงตัวหนูมากะทันหัน ทำให้ต้องรีบปั่นงานส่ง งั้นรีบโทรหาเมลานีเลยดีกว่าจ้ะ จะได้กินข้าวอย่างสบายใจ"

"ม้าอย่าพูดแบบนั้นสิคะ มาโซลกับม้าก็สนุกดี กินฟรี ช็อปฟรี เที่ยวฟรีอย่างราชา ฮ่าๆๆ ถ้างั้นหนูขอตัวโทรหาเมลานีแป๊บนึงนะคะ" พูดจบเธอก็รีบผุดลุกจากโต๊ะ เดินออกไปข้างนอก

สำเร็จ

ไม่เคยอยู่กับม้าแล้วอึดอัดขนาดนี้มาก่อนเลย

ม้านะม้า ไม่น่าให้เอพริลมีความลับกับมาร์คเลย

บางครั้งผู้ใหญ่ก็ใจร้ายเหลือเกิน

แถมยังเป็นความลับที่... มาร์คไม่ควรรู้อีก

รู้สึกเจ็บจี๊ดที่กลางอกยังไงชอบกล

"ฮัล..."

"สรุปว่าม้ามาทำไม" เสียงจากปลายสายสวนกลับมาทันทีทั้งที่ยังไม่จบคำเอ่ยทัก

"ฉันบอกไม่ได้จริงๆ" เอพริลตอบอย่างอึดอัดใจ

ตอนแรกเธอตั้งใจว่าจะเล่าให้เพื่อนชายฟังให้หมด แต่พอคิดไปคิดมา บารมีคุณนายต้วนก็ค้ำหัวเธอเหลือเกิน

ทั้งชาแนล ดิออร์ เวอร์ซาเช พราด้า ไหนจะหลุยส์วิตตองที่คนอย่างคุณนายต้วนถึงกับลดตัวไปต่อคิวร้านที่คนเยอะที่สุดด้วยตัวเองเพียงเพราะเป็นช็อปเดียวที่มีรุ่นนั้นวางขาย

ตอนที่เห็นภาพนั้น เด็กสาวแสนสะเทือนใจ

ขนาดของที่คุณนายใช้เองยังสั่งให้เลขาไปซื้อเลย

"จินยอง"

เพียงคำสั้นๆ ทำเอาร่างระหงถึงกับสะดุ้ง

"จินยองทำไมเหรอ? จินยองอยู่แถวนั้นเหรอ? นี่ ขอคุยหน่อยสิ" เสียงห่อเหี่ยวเมื่อครู่กลับมากระดี๊กระด๊าตามประสาติ่งทันที

"ตอนนี้ฉันสนิทกับจินยองม๊ากมาก"

มาร์คแอบเลี่ยนคำพูดของตัวเองอยู่ในใจ

"เธอจะกลับอเมริกาเมื่อไหร่"

"คืนพรุ่งนี้"

"ดี! งั้นคืนนี้ หาทางออกมาเจอกันให้ได้ แต่มีข้อแลกเปลี่ยน... คือเล่าสิ่งที่เธอปิดบังไว้ให้ฉันฟัง เดี๋ยวฉันจะส่งสถานที่ไปให้ ถ้าเธอไม่คิดจะเล่า ก็ไม่ต้องมา และไม่ต้องพบจินยอง ตกลงมั้ย"

"เดี๋ยวก่อน! คืนนี้เลยเหรอ?"

ไม่ยอมให้คิดซักนิดเลยเหรอ?

"ปล่อยให้เธอคิด เธอก็คงไม่บอกฉันแน่ๆ ดูท่าม้าจะจ่ายหนักไม่เบานี่นา"

ไอ้เพื่อนบ้า ดันรู้ทันอีก

"อีกอย่างพรุ่งนี้จินยองไม่ว่างให้เธอพบหรอกนะ อ้อ... จะบอกอะไรให้อย่าง ได้ข่าวว่าหมอนั่นมีโปรเจ็คต์ใหญ่เข้ามาแล้ว ถ้าสตาร์ทเมื่อไหร่ เธออาจจะไม่มีโอกาสได้พบจินยองอย่างใกล้ชิดอีกเลย"

เอพริลกลืนน้ำลายอึกใหญ่

คำพูดของมาร์คสั่นคลอนจิตใจติ่งสุดๆ

หมอนั่นรู้ว่าจุดอ่อนของเธอคืออะไร

เธอคลั่งไคล้จินยองมาตั้งแต่ก่อนเดบิวต์ และนั่นเป็นเหตุผลลับๆ ที่เธอทั้งผลักทั้งดันเพื่อนสนิทให้ตะเกียกตะกายไปอยู่ค่ายเดียวกันกับจินยอง ด้วยหวังว่าสักวันจะได้มีความสัมพันธ์แบบอ้อมๆ... เพื่อนของเพื่อนสนิทก็ยังดี

แต่ดูเหมือนความหวังจะยิ่งริบหรี่ เพราะมาร์ค ต้วนคนนี้ไม่เคยเปิดโอกาสให้เธอได้พบกับศิลปินที่เธอชอบเป็นการส่วนตัวเลยสักครั้ง

เหตุผลเดียวที่หมอนั่นใช้อ้างคือ "ไม่สนิท"

ชิ! จริงๆ แล้วหวงเพื่อนก็บอกมาเถอะน่า

แต่ไหนแต่ไร ชายหนุ่มมักจะสแกนทุกคนที่มาเข้าใกล้เอพริล จนใครๆ พากันคิดเลยเถิดไปต่างๆ นานาว่าเธอกับมาร์ค "กินกันเอง" อยู่แน่ๆ

แต่จริงๆ แล้ว มาร์คไม่ใช่คนแบบนั้น

ถ้าเขาคิดกับเอพริลอย่างที่คนอื่นเอาไปพูด ทั้งคู่คงไม่เลิกกันอย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์ ทั้งที่การคบกันน่าจะช่วยมาร์คทำลายการหมั้นที่พวกผู้ใหญ่กำหนดไว้ได้ และป่านนี้มาร์คคงไม่ทิ้งอเมริกาไว้เบื้องหลัง ข้ามน้ำข้ามทะเลมาเข้าสู่วงการบันเทิงในเกาหลีเป็นแน่

ชายหนุ่มก็แค่หวงเพื่อนอย่างเหนียวแน่น แม้แต่อเล็กซ์ แฟนคนปัจจุบันของเธอก็ถูกสแกนข้ามขอบฟ้ามาแล้วอย่างละเอียด กว่าจะอนุมัติให้เป็นแฟนกันได้ ยากยิ่งกว่าว่าที่พ่อตาแม่ยายตัวจริงเสียอีก

สำหรับเอพริล ความรักของมาร์คที่มีต่อเธอบริสุทธิ์มากเสียจนเธอไม่อาจเอาไปทำลายเล่นๆ ด้วยการเปลี่ยนสถานะเป็นคนรักเด็ดขาด

เพราะอย่างนี้ เธอจึงไม่เคยคิดน้อยใจมาร์ค ที่ไม่ยอมช่วยให้เธอพบกับจินยองเสียที

มาร์คว่าอะไรดี เอพริลก็ว่าตามนั้น

เพราะฉะนั้น... คุณม้าขา เอพริลขอโทษ... ของแบรนด์เนมพวกนั้นถึงจะอยากได้แค่ไหน แต่เอพริลเก็บเงินซื้อเมื่อไหร่ก็ได้ แต่การพบจินยองแบบซูเปอร์เอ็กซ์คลูซีฟโดยการแนะนำเป็นการส่วนตัวจากเพื่อนสนิทนี่สิ มีแต่มาร์คเท่านั้นที่ให้ได้

ไหนๆ คุณม้าก็เลือกให้เอพริลเป็นนกสองหัวตั้งแต่ต้นแล้ว เอพริลก็ขอใส่วิญญาณนกสองหัวอย่างเต็มรูปแบบแล้วกันนะคะม้า

ปกติไม่เค้ยยย ไม่เคยทรยศใครเลยจริงๆ


ในที่สุด ด้วยพลังรัก เอพริลก็ปลีกตัวจากคุณนายต้วนออกมาพบเพื่อนชายของเธอจนได้

มาร์คยืนรออยู่ตรงจุดนัดพบ และดูเหมือนจะรออยู่สักพักหนึ่งแล้ว

ที่นั่นเป็นสวนสาธารณะริมแม่น้ำ มีวัยรุ่นจับกลุ่มเล็กๆ คุยกันและคู่รักนั่งหลบอยู่ตามมุมมืด

มาร์คและเอพริลก็เช่นกัน พวกเขาหามุมสงบและพ้นหูพ้นตาผู้คนเพื่อพูดคุยเรื่องสำคัญ

อันที่จริงมันจะไม่ใช่เรื่องสำคัญขนาดนี้เลย ถ้าเอพริลไม่เผลอหลุดปากออกไปว่าเป็นความลับ

"เอาล่ะ จะเล่าให้ฉันฟังได้รึยัง" มาร์คทวง

"แล้วจินยองล่ะ?"

"หมอนั่นจะมาหลังจากเธอเล่าเรื่องทั้งหมด" พูดพลางหยิบมือถือออกมาชูเป็นนัยๆ

"ฉันจะเริ่มจากอะไรดี..." หญิงสาวเริ่มสับสน

"ม้ามาเกาหลีทำไม" ชายหนุ่มช่วยถามให้ตรงประเด็นขึ้น

"เอ่อ... มาเจรจาธุรกิจ"

"แล้วพาเธอมาด้วยเนี่ยนะ?" มาร์คเลิกคิ้วข้างหนึ่งราวกับไม่อยากเชื่อหูตัวเอง

"ก็ฉันมาล่ามให้ม้า... ถึงจะล่ามง่อยๆ ก็ตามเถอะ" เธอเสียงอ่อยลงอย่างรู้สึกผิด

แหงล่ะ เรื่องที่คุณนายต้วนลากเธอไปคุย ใช่เรื่องง่ายเสียที่ไหน อันที่จริงจะจ้างล่ามเก่งมาเลยก็ได้ แต่งานนี้ดูเหมือนคุณนายจะต้องการใครสักคนที่ไว้ใจได้ไปรับรู้ด้วยกันมากกว่า

และคนคนนั้นก็คือเพื่อนสนิทลูกชาย ที่เข้าๆ ออกๆ บ้านตระกูลต้วนจนเสมือนลูกสาวอีกคนของบ้านไปแล้ว

"ว่าแต่เจรจาธุรกิจอะไร" มาร์คเค้น

"อะ... โอนหุ้นคืนให้กับประธานพัค..."

"โอนหุ้นคืน?"

ชายหนุ่มขมวดคิ้ว

"เดี๋ยวก่อน ม้าไปมีหุ้นของ JYP ตั้งแต่เมื่อไหร่ แล้วทำไมฉันไม่รู้ แล้วทำไมต้องโอนคืน" มาร์คถามใส่เป็นชุด

"เรื่องมีหุ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ ถ้าลูกชายอย่างนายยังไม่รู้ แล้วคนนอกอย่างฉันจะไปรู้ได้ยังไง ฉันรู้แต่ม้านายโอนหุ้นคืนให้แลกกับการให้นายได้เดบิวต์เร็วขึ้นเท่านั้น!"

แล้วเอพริลก็ต้องหน้าซีดเผือด เมื่อเธอหลุดสาระสำคัญออกไปจนได้

"หมายความว่ายังไง?"

ม้าคิดจะใช้เส้นสายดันเขางั้นเหรอ?

เขากำหมัดแน่น

"ใจเย็นๆ ก่อนสิมาร์ค! อย่าเข้าใจม้าผิดนะ ที่ม้าทำไปก็เพราะถูกลุงเจียงเร่งรัดเรื่องงานแต่งของพวกนายนั่นแหละ"

เดี๋ยวก่อน... คนจัดแจงเรื่องหมั้นให้เขาตั้งแต่เด็กๆ ก็คือม้าเองไม่ใช่เหรอ?

และเขาก็เคยสงสัยว่าที่ถูกแช่แข็งจนไม่ได้เดบิวต์เสียทีก็เพราะม้าอาจใช้อิทธิพลมืดบางอย่างเพื่อให้เขาถอดใจ กลับไปแต่งงานกับริต้าเร็วๆ

แล้วทำไม...?

"ใจจริงม้าไม่ได้อยากฝืนใจนายหรอกนะ นายก็รู้ดีที่สุด คุณนายต้วนรักนายจะตาย ตามใจนายทุกอย่าง แต่ที่จับนายหมั้นก็เพราะถูกกดดันจากผู้ใหญ่ในตระกูล"

และที่ต้องการปิดบังเรื่องใช้เส้นสายก็เพื่อไม่ให้ลูกชายรู้สึกเสียศักดิ์ศรี

"หมายความว่า ม้ากำลังช่วยให้ฉันเดบิวต์ เพื่อจะได้เลื่อนการแต่งงานออกไปงั้นเหรอ"

"ถูกต้อง"

"แต่มันก็มีวิธีอื่นตั้งเยอะแยะ เรื่องเดบิวต์เองฉันก็กำลังพยายามด้วยตัวเองถึงที่สุด"

เอพริลถอนหายใจเบาๆ

"พยายามให้ตายก็สูญเปล่า"

"หมายความว่าไง"

"คนที่บอนไซนายไม่ใช่ JYP หรอกนะ แต่เป็นลุงเจียงที่อยู่เบื้องหลังบรรดาผู้ถือหุ้นต่างหาก"

ชายหนุ่มถึงกับอึ้งไปหลายวินาที

"ม้าพยายามช่วยนายอย่างใสสะอาดที่สุดแล้ว แต่การทยอยกว้านซื้อหุ้นบางส่วนเก็บไว้เนี่ย นายเข้าใจใช่มั้ย... เล่นเกมกับคนขี้โกง ถ้าไม่โกงกลับก็แพ้ มันเป็นเล่ห์ทางธุรกิจ"

และการแต่งงานกับริต้า ก็ไม่ต่างจากเกมธุรกิจระหว่างสองตระกูลใหญ่

ยิ่งเขาเป็นทายาทตระกูลต้วนซึ่งปัจจุบันแข็งแกร่งยิ่งกว่าตระกูลเดิมของมารดาก็ยิ่งเป็นที่ต้องการ

"สบายใจเถอะเอพริล"

มือเรียววางลงบนเรือนผมสลวยของเพื่อนสาวอย่างเอ็นดู

"ฉันไม่โกรธม้าหรอก ตรงกันข้าม ฉันจะพยายามยิ่งๆ ขึ้น ให้สมกับที่ม้าทำเพื่อฉัน และจะไม่ให้ใครมาว่าได้ ว่าฉันใช้เส้นสายเด็ดขาด"

"ต้องอย่างนี้สิ มาร์คของเอพริล!"

หญิงสาวชูกำปั้น ให้กำลังใจ

"เอาล่ะ มากอดให้หายคิดถึงหน่อยซิ" ชายหนุ่มอ้าแขนรับ

ทั้งคู่กอดกันแน่นเหมือนเด็กเล็กๆ ภายใต้แสงสลัวริมแม่น้ำ

แล้วหญิงสาวก็นึกขึ้นได้ รีบผลักอีกฝ่ายออกห่าง

"ทีนี้ตาฉันบ้างแล้ว... จินยองอยู่ไหน" ดวงตากลมโตด้วยบิ๊กอายสีน้ำตาลอ่อนคาดคั้น

มาร์คถอนหายใจเบาๆ มองอีกฝ่ายอย่างหมั่นไส้ก่อนยกมือถือขึ้นโทรหาเป้าหมาย

"จินยองอา... โทษทีนะ รอนานมั้ย ขอเปลี่ยนที่ได้รึเปล่า ตอนนี้ฉันอยู่ริมแม่น้ำ ฝั่งสนามเด็กเล่น"

ไม่กี่นาทีต่อมา คนที่เอพริลเฝ้ารอมานานหลายปีก็ปรากฏตัว

"อื้ออออ... ออร่า..." หญิงสาวเข้าไปหลบหลังเพื่อนสนิทอย่างเอียงอาย

"มาร์คฮยอง" เด็กหนุ่มร่างสูงใหญ่ที่เพิ่งมาถึงเอ่ยทักด้วยรอยยิ้มและดวงตาเป็นประกาย

"เอ้า... อย่าเอาแต่หลบสิ ยืนดีๆ"

มาร์คดึงตัวเอพริลที่ออกอาการขวยเขินมือไม้อ่อนจนผิดวิสัยเข้ามาโอบประคอง

"ก็จินยองหล่ออ่ะ... หล่อกว่าในทีวีซะอีก" เธอกระซิบกระซาบอย่างตื่นเต้น

"โทษที พอดียัยนี่คลั่งไคล้นายมากไปหน่อยน่ะ"

"มาร์คอ่ะ!!" เอพริลมองค้อนพลางชกเบาๆ ที่ไหล่อีกฝ่าย

จินยองมองภาพตรงหน้าอย่างงุนงงเล็กน้อย พลางยิ้มแห้งๆ

"ที่ฉันนัดนายออกมา ก็เพราะมีคนสำคัญคนนึงจะแนะนำให้รู้จัก"

เขากระชับวงแขนรอบเอวบางของหญิงสาว

"ฉันไม่ต้องแนะนำจินยองให้เธอแล้วสินะ"

"งื้อออ..."

เอพริลทำตัวไม่ถูกได้แต่ยืนบิดไปบิดมา

"จินยอง... นี่เอพริล แฟนฉันเอง" มาร์คเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงสบายๆ ราวกับเคยแนะนำอีกฝ่ายแบบนี้เป็นเรื่องปกติ

ฟะ... แฟน?

ไม่ใช่แค่จินยองเท่านั้นที่อึ้งไปอย่างเห็นได้ชัด แม้แต่ร่างระหงที่สติไม่อยู่กับเนื้อกับตัวก็อ้าปากค้างไม่แพ้กัน


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 10 ครั้ง

50 ความคิดเห็น

  1. #49 TurTlexMarkjin (@TurTlexMarkjin) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 7 เมษายน 2562 / 21:18
    สงสารจินยองเค้านะคะ โดนพี่มาร์คแกล้ง พี่มาร์คนี่ใจร้ายจริงๆ
    #49
    0
  2. #34 meaw meaw (@meaw-007) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2560 / 03:56
    ยุให้จินยองงอลมาร์คได้มั๊ยอ่ะ วอลไปเลยลูก

    #34
    0
  3. #24 Kanompie (ขนมพาย) (@pieitim) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 12 มกราคม 2560 / 11:12
    55555 จริงๆก็เห็นด้วยกับที่จยพูด คือลองดูก้อนมั้ย
    ส่วนเรื่องเดบิวต์ สงสารมาร์คอ่ะ ผู้ใหญ่ทำแบบนี้ทำไม ไม่แน่ใจว่านี่คือความฝันมาร์ครึเปล่า แต่ถ้าใช่ คือความฝันคนทั้งคนเลยนะ! มาทำลายความฝันกันแบบนี้ ได้เหรอ แล้วริต้า ไม่น่ามาเลยถ้าจะมาแค่ตามมาร์ค อยากเป็นร้องรึเปล่า
    #24
    0
  4. #2 nemocws (@nemocws) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 16 กันยายน 2559 / 01:50
    โถ่ มาร์คร้ายจัง555555 จินยองคงงอนแน่ๆ
    ทั้งหึงทั้งเศร้าชัวร์
    จริงๆอ่านเรื่องนี้ก่อนที่จะเอามาลงเด็กดีแล้วค่ะ
    รู้สึกชอบตอนในบล็อกมากกว่ารีไรท์เหมือนกันนะ ไม่รู้สิ
    รออ่านต่อนะคะ อยากรู้จะเป็นยังไง ผู้ชายใจแข็งแบบมาร์คกับผู้ชายจอมตื๊อแบบจินยอง
    #2
    1
    • #2-1 something to live and die for (@thelittlecocoon) (จากตอนที่ 2)
      16 กันยายน 2559 / 01:58
      ขอบคุณสำหรับคอมเมนต์ค่าาา
      ชอบตอนเขียนครั้งแรกที่สุดแล้ว มันสดใหม่ และจินยองก็เซี้ยวๆ ดีค่ะ แต่มันจำเป็นต้องเปลี่ยน (กระซิกๆ) พอเปลี่ยนแล้วจินยองคนเดิมก็ไม่กลับมา (แป่วววว)
      อันนี้ขอเบลมการเขียนที่ขาดช่วงของเราเองแหละค่ะ นี่สินะ ถึงได้มีสำนวนว่า "สองสัปดาห์จากจินยองเป็นอื่น" (ผิดดดดด)

      แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 16 กันยายน 2559 / 02:17
      แก้ไขครั้งที่ 2 เมื่อ 16 กันยายน 2559 / 02:18
      #2-1