Heart, Attack! [#JinMark] *จบ*

ตอนที่ 1 : Oxytocin 1

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,323
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 16 ครั้ง
    15 ก.ย. 59

มาร์คฮยอง ดาวเด่นที่ใครๆ ในบริษัทแอบหมายปองคนนั้นน่ะเหรอ?

ใครจะรู้ ว่าเพียงชั่วข้ามคืนก็เสร็จม้ามืดอย่างผมไปเรียบร้อยตั้งแต่หัวจรดเท้า

เจ้าชายผลึกน้ำแข็ง...

ชื่อเล่นที่หลายคนแอบเรียก

ไม่ใช่เพราะเย็นชา ตรงกันข้าม มาร์คฮยองน่ะ ใจดีกับคนรอบข้างโดยไม่เลือกปฏิบัติด้วยซ้ำ

ที่ถูกเรียกแบบนั้น คงเป็นเพราะการไว้ตัว ไม่เปิดโอกาสให้ใครเข้ามาล่วงล้ำเขตแดนหัวใจของเขาได้ต่างหาก

ทั้งที่มีคนมากมายพยายามเข้าหา แต่กลับไม่มีทีท่าว่าจะมีใจให้ใครง่ายๆ

ถึงคนอื่นจะเรียกเขาแบบนั้นเพราะปิดกั้นตัวเองในเรื่องความรัก

สำหรับผม มาร์คฮยองไม่ใช่น้ำแข็ง แต่เป็นผลึกหิมะที่บอบบาง ราวกับว่าจะมลายหายไปอย่างง่ายดายด้วยเพียงไอแดด

ดังนั้น เขาจึงปกป้องผลึกหิมะนั้นด้วยความหวงแหนสุดชีวิต


ขณะที่ผู้คนมากมายต่างแข่งกันหาทางละลายผลึกน้ำแข็งนั้นอย่างเอาเป็นเอาตาย

จู่ๆ ก็เหมือนฟ้าเป็นใจให้หมอนั่นเข้ามาอยู่ในอ้อมกอดของโจ๊กเกอร์นอกเกมอย่างผม

คืนนั้น พวกเรามีนัดสังสรรค์แบบย่อมๆ ไม่เป็นทางการระหว่างรุ่นพี่รุ่นน้องในค่าย

ทุกคนรวมทั้งเขาเมามาก ก่อนที่จะพากันไปต่อที่อื่นพวกรุ่นพี่จึงฝากให้เขากลับหอกับผม

ผมถึงได้รู้ว่าผลึกหิมะยามเร่าร้อนช่างเย้ายวนจนอดใจไม่ไหว

ผมจ่ายค่าแท็กซี่ แบกเขาขึ้นหลังไปส่งที่ห้อง

ทันทีที่หลังสัมผัสฟูกนอน มาร์คฮยองก็เริ่มรู้สึกตัว

'อือ... ใคร?'

เขาปรือตามอง ดวงตาฉ่ำด้วยฤทธิ์สุรา

'จินยองไงครับ... ฮยอง' ผมกระซิบ พลางเกลี่ยปลายเส้นผมที่ปรกดวงตาของเขา

'จินยองอา...?' เขาครางชื่อผมเสียงแผ่ว เอื้อมแขนมาโอบรอบคอ

ยังไม่ทันตั้งตัว เขาก็ดึงผมล้มลงไปบนเตียง

ริมฝีปากได้รูปสัมผัสทั่วใบหน้าของผมราวกับหยอกเย้า

'น่ารักจัง...' เสียงกระซิบแหบพร่า พร้อมรอยยิ้มหวาน ก่อนประกบอย่างดูดดื่มบนริมฝีปากของผม

ร่างกายถึงกับอ่อนระทวย

ผมตอบสนองจูบนั้นกลับไปราวกับไม่ยอมน้อยหน้า

นิ้วมือเรียวของเขาลูบไล้ป่ายแปะทั่วร่างกาย รุกรานผ่านเสื้อผ้า ก่อนเคล้นคลึงผิวกายจนเสียวซ่าน

ถึงไม่เคยมีเจตนา แต่ถ้าให้ท่ากันขนาดนี้ จินยองอาจะไม่เกรงใจฮยองแล้วนะครับ

ชั่วเวลาแบบนี้เท่านั้น ต่อให้คนทั้งบริษัท ไม่สิ... ทั้งโลกประนามผมว่าฉวยโอกาส หรือไม่เป็นสุภาพบุรุษก็ช่าง

ไหนๆ ก็เป็นประสบการณ์ก่อนบรรลุนิติภาวะทั้งที ถ้าอีกฝ่ายเป็นถึงเจ้าชายเนื้อหอมที่มีทั้งผู้ชายและผู้หญิงมะรุมมะตุ้มรุมรักขนาดนี้ ผมก็ไม่เสียใจ

ตรงกันข้าม น่าภูมิใจจะตาย ที่ครั้งแรกมีอีกฝ่ายเป็นมาร์คฮยอง

แล้วผมก็คิดไม่ผิดจริงๆ

มาร์คฮยองน่ะ อร่อยรสสนุกล้ำเกินกว่าที่เคยจินตนาการไว้เสียอีก

ทั้งที่ยามมีสติเห็นเงียบๆ หงิมๆ ไว้ตัวแบบนั้น  แต่เวลาเมา กลับเป็นฝ่ายล่อลวงให้ผมไม่อาจข่มจิตตัวเองได้

ถ้าไม่ติดว่าสติเหลืออยู่น้อยนิดด้วยกันทั้งคู่ คงได้โต้รุ่งถึงเช้า หรืออาจจะได้นอนตอนบ่ายของวันต่อมาเลยก็ได้


"นี่มันอะไร" เสียงครางงัวเงียจากคนที่นอนเบียดอยู่ข้างกายบนเตียงเดี่ยวแคบๆ

เขาดันผมซึ่งกำลังซุกตัวอย่างสบายอยู่ในอ้อมอกออกห่าง

"จินยองอา...?” เสียงเรียกชื่อนั้นแผ่วเบาจนเดาได้ว่าอีกฝ่ายกำลังอึ้งจนทำอะไรไม่ถูก

ผมเผยอเปลือกตามองใบหน้าถอดสีที่แม้จะซีดโทรมและยุ่งเหยิงจากบทรักเมื่อคืน แต่ก็ยังหล่อเหลาทรงเสน่ห์เช่นเคย

"ตื่นแล้วเหรอ เพลียจังเลย นอนต่ออีกนิดนะ"

ผมซุกหน้ากลับที่เดิม พาดแขนกอดรอบเอวของเขากระชับขึ้น

มาร์คฮยองพยายามดันตัวผมออก แต่แล้วก็ต้องร้องครวญออกมา

"อึ่ก... โอยยยย"

ผมโงหัวขึ้นเล็กน้อย ไต่ถามอย่างเป็นห่วง

"เป็นอะไรรึเปล่า"

"ทำไม... อึ่ก... เจ็บ..."

"เจ็บ? เจ็บตรงไหน?"

ผมลุกขึ้นนั่ง สำรวจตามเนื้อตัวของอีกฝ่าย ทว่ากลับโดนมือเรียวผลักออกมาจนหงายหลัง

"อย่ามาแตะต้องตัวฉัน" หมอนั่นออกคำสั่งอย่างหวาดระแวง

"อะไรกัน เมื่อคืนพี่เองนะที่เป็นคนบอกให้ฉันทำมากกว่าแตะต้อง พี่เองนะที่เป็นคนบอกให้ฉันสัมผัสตรงนั้นตรงนี้ พี่เองนะที่เป็นคนบอกให้ฉันรุนแรงกับพี่ แล้วก็พี่เองนะที่..."

"หยุดพูดเดี๋ยวนี้!!!" อีกฝ่ายส่งเสียงเกรี้ยวกราดออกมา

เขาลูบตามเนื้อตัวที่มีรอยแดงเป็นจ้ำหลงเหลือประปราย ก่อนกุมขมับฟุบหน้าลงกับหมอนอย่างทรมาน

คงกำลังใช้สมองที่เมาค้างประมวลผลสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืนอยู่แน่ๆ

ผมเอื้อมมือไปลูบเส้นผมอ่อนนุ่มเป็นเชิงปลอบ ก่อนเลื่อนไปยังไหล่และแผ่นหลังขาวเนียนภายใต้แสงแดดอ่อนๆ ที่ส่องเข้ามาภายในห้อง

เขากำลังสั่นไปทั้งร่าง

"ใจเย็นๆ ก่อนนะพี่"

"ฉัน... จำอะไรไม่ได้เลย"

บ้าที่สุด ทั้งที่ผมจำได้แม่นทุกซอกทุกมุมทุกหลืบในร่างกายของเขา

เสียงหวีดร้องครางเครือของเขา

จำได้แม้แต่ตรงไหนที่ทำให้เขารู้สึกดีรู้สึกแย่

ตรงไหนที่จะทำให้เขาเคลิบเคลิ้มตาม ตรงไหนที่เขาจะไม่ยินยอม

ความหอมหวาน เนียนนุ่ม เสียวซ่าน สุขสม แม้แต่ความเจ็บปวดที่โหมกระพืออารมณ์...

ทั้งที่คิดว่าเราได้รับรู้รสชาติของสิ่งเหล่านั้นร่วมกันแท้ๆ

เขาเริ่มสะอื้นเบาๆ

"พี่ร้องไห้ทำไม ในเมื่อพี่จำอะไรไม่ได้"

ผมต่างหากที่เป็นฝ่ายอยากร้องไห้

เขาเงยหน้าขึ้นมามองสารรูปของผม

ตอนนี้พวกเราอยู่ใต้ผ้าห่มผืนเดียวกัน ด้วยร่างกายอันเปลือยเปล่า และผมก็เริ่มหนาวขึ้นมานิดๆ

"เมื่อคืน... นาย... กับฉัน..."

"ร่างกายของพี่บอกว่ายังไง ก็ตามนั้นแหละ"

ผมไม่ได้ตั้งใจกวนประสาท แต่ดูจากสีหน้าแล้ว เขาคงไม่พร้อมฟังความจริง

เขาหลับตา ซุกหน้าลงกับหมอนอีกครั้ง

"ฉัน... อยากอยู่คนเดียว" เสียงของเขาเล็ดรอดออกมา

นี่มันคือ... การหักอกกันรึเปล่า?

ทั้งที่เมื่อคืนพร่ำพรอดแต่คำบอกรัก กอดก่ายซุกซบราวกับหน่วงเหนี่ยว แล้วทำไมพอตื่นขึ้นมาถึงได้ผลักไสกันอย่างไร้เยื่อใย

อุตส่าห์คาดหวังว่าตื่นเช้ามาจะได้เห็นรอยยิ้มหลังค่ำคืนแห่งความประทับใจเหมือนในหนังโรแมนติกเสียอีก

หรือนี่จะเป็นการด่ากันแบบอ้อมๆ ว่าฝีมือผมมันห่วย

ทั้งที่เมื่อคืนเขาดูเหมือนคลั่งไคล้ผมมากมายขนาดนั้น เรียกชื่อผม จินยองอา... จินยองอา... นับครั้งไม่ถ้วน

ขอโทษนะ ก็ดันเป็นครั้งแรกของผมนี่นา ถ้าเขาให้โอกาส คราวหน้าผมสัญญาว่าจะทำให้เขาลุ่มหลงหัวปักหัวปำให้ได้ เพราะทุกสรรพางค์ร่างกายของเขา ผมได้เรียนรู้จดจำไว้นับครั้งไม่ถ้วน

แต่ตัดพ้ออะไรไปตอนนี้คงไม่มีประโยชน์ ผมเองก็มึนงงค้างจากฤทธิ์แอลกอฮอล์ไม่แพ้กัน จึงเอื้อมไปหยิบเสื้อผ้าที่กระจัดกระจายมาสวมใส่ทีละชิ้น ก่อนเดินกลับห้องตัวเองเงียบๆ

ทั้งที่อยากจูบลาอย่างนุ่มนวล กระซิบพร่ำคำหวานๆ ให้ชื่นใจสักนิด แต่ดูเหมือนเขาจะไม่ยอมให้ผมเข้าใกล้มากไปกว่านี้อีกแล้ว


บ้าที่สุด...

นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน

ทำไมตื่นเช้าขึ้นมาก็เป็นแบบนี้ไปได้

ร่างกายที่เมื่อยขบ ความเจ็บระบมที่ผุดขึ้นจากภายใน รอยแดงเป็นจ้ำตามผิวกาย

ทุกอย่างบ่งบอกไปในทางเดียวกันว่า เมื่อคืนผมกับหมอนั่นสุดเหวี่ยงกันขนาดไหน

นี่มันเรื่องบ้าอะไร

ผมได้แต่ถามคำถามเดิมๆ กับตัวเองมาเป็นร้อยรอบแล้วหลังจากตื่น

ไม่อยากเชื่อเลย...

ว่าอีกฝ่ายจะเป็นหมอนั่น

ถึงจะห่างกันแค่ปีเดียว แต่ก็เด็กกว่า!

ให้ตายเถอะ! นี่ผมพลาดท่าเด็กงั้นเรอะ!

ต่อจากนี้จะทำยังไงดี

ทั้งที่ผมอุตส่าห์ฝากอนาคตไว้ที่ JYP แห่งนี้ ดันโดนไอ้เด็กที่ชื่อย่อเดียวกันปู้ยี่ปู้ยำจนได้

โอ๊ยยย... ปวดหัว

ผมจะไม่ดื่มแบบประมาทอย่างเมื่อคืนอีกต่อไปแล้ว

อันที่จริงผมไม่ใช่คนคออ่อนเมาง่าย แต่พวกรุ่นพี่ดันสั่งโคล่ามาให้ ถ้าเป็นโคล่าธรรมดาผมคงไม่เมาแอ๋ขนาดนี้ แต่นี้เป็นโคล่าที่ผสมโซจูแถมใส่เกลือกับเลมอนลงไป

เนื่องจากในบรรดาเด็กฝึกรุ่นราวคราวเดียวกับผมที่ไปร่วมวงสังสรรค์เมื่อคืน มีทั้งคนที่บรรลุนิติภาวะแล้วและคนที่ก้ำกึ่ง เหลืออีกแค่ไม่กี่เดือนก็ดื่มได้ เพื่อหลีกเลี่ยงภาพหลุดหรือสิ่งที่ไม่เหมาะสมออกไป จึงมีการสั่งเครื่องดื่มแยกกันระหว่างรุ่นพี่และรุ่นน้อง

ถึงแม้ด้วยอายุ ผมจะดื่มแอลกอฮอล์ได้อย่างไม่มีปัญหา แต่ด้วยฐานะเด็กฝึกในตอนนี้ ต้องทำตัวเรียบร้อยไว้ก่อน

กระทั่งพอเริ่มเมากันได้ที่ ก็เริ่มมีใครบางคนเอ่ยถึงอายุของผม จากนั้นการนึกพิเรนทร์ผสมโซจูลงไปในแก้วโคล่าก็เริ่มขึ้นโดยที่ผมไม่ทันรู้ตัวด้วยซ้ำ

แก้วแล้ว แก้วเล่า

ตอนดื่มไม่ได้สังเกตอะไร จนกระทั่งตอนลุกขึ้นยืนนั่นแหละ

ฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ดิ่งขึ้นมาที่สมองจนประคองร่างกายตัวเองไม่ไหว

สุดท้าย เหมือนมีใครบางคนพาผมกลับหอพักหลังจากปาร์ตี้รอบแรกเลิกรา

"ใส่เสื้อผ้าก่อนเถอะพี่ ไม่หนาวหรือไง" เสียงหนึ่งดังขึ้นจากเตียงชั้นบนที่อยู่เยื้องกัน

ผมสะดุ้ง เงยหน้าขึ้นไป พบว่ามีอีกคนนั่งมองผมอยู่

“ยูคยอมอา...”

ผมถึงกับหน้าซีด

อยู่ตรงนั้น ตั้งแต่เมื่อไหร่?

“ไม่ต้องห่วง ฉันเพิ่งกลับมาเมื่อเช้า ตอนที่พวกพี่หลับกันแล้ว”

หมอนี่เพิ่งย้ายเข้ามาอยู่หอไม่กี่วันก่อน

“แล้วเมื่อคืนนายไปนอนไหน” ผมถามเพื่อให้แน่ใจว่าเขาเพิ่งกลับเข้ามาจริงๆ

“ฉันไปนอนห้องเดียวกับแบมแบม มีเตียงว่างอยู่พอดี”

“แล้วเมื่อคืน...”

ผมได้แต่ถามออกไปแค่นั้น รู้สึกอับอายที่จะพูดมันออกมา

“พวกพี่กลับมาตอนฉันออกไปเข้าห้องน้ำพอดี พอเปิดประตูเจอพวกพี่ ฉันก็ไม่กล้าเข้ามานอนแล้ว” พูดพลางเอนตัวนอนเอกเขนกต่อ

“ขอโทษนะ” ผมเอ่ยเบาๆ

“ฉันแค่ช็อคนิดหน่อย ที่พี่กับพี่จินยองกล้าทำแบบนั้น...”

“ไม่นะ ไม่ใช่อย่างที่นายคิด” ผมรีบแก้ตัวทั้งที่ในหัวว่างเปล่าไปหมด

“ไม่ต้องอธิบายอะไรหรอก ฉันเข้าใจ แต่ตอนนี้เริ่มปิดเทอมแล้ว คนอื่นกำลังทยอยย้ายเข้ามา จะทำอะไรพี่ก็คงต้องระวังหน่อยนะ”

พูดจบก็หยิบหูฟังเสียบรูหู แล้วกดเครื่องเล่นเพลง เข้าสู่โลกส่วนตัว

ผมอึ้งไปเล็กน้อย

ท่าทีเงียบขรึมของยูคยอมทำให้ผมใจหายอย่างบอกไม่ถูก

ปกติหมอนี่ขี้เล่นจะตาย

มันก็น่าช็อคอยู่หรอก เพราะขนาดผมยังช็อคเลย แล้วนับประสาอะไรกับเด็กที่อ่อนกว่าผมถึงสี่ปี

ไม่กี่นาทีต่อมา เสียงเตือนว่ามีข้อความเข้ามาทางโทรศัพท์มือถือ

'พี่รู้วิธีทำความสะอาดใช่มั้ย'

พัค จินยอง!!!

ตามด้วยลิงค์ข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต... วิธีทำความสะอาดร่างกายหลังมีเพศสัมพันธ์

นะ... นี่มัน หยามกันชัดๆ!

ผมโกรธจนมือสั่น

'ฉันเป็นห่วงนะ'

'เมื่อคืนมันกะทันหัน พวกเราไม่ได้เตรียมตัวอะไรกันเลยนี่นา'

'ถ้าไม่ทำให้ถูกต้อง จะป่วยเอานะ'

ผมทำท่าจะเขวี้ยงมือถือ ทว่านึกขึ้นได้ว่ายูคยอมอยู่ด้วยในห้อง

มีข้อความเข้ามาอีกครั้ง

'ทำไมพี่ไม่ตอบ'

'ฉันไปช่วยมั้ย'

ไม่ต้องเฟ้ย! ผมตะคอกไอ้เด็กเมื่อวานซืนอยู่ในใจ

ก่อนล้มตัวดีดดิ้นอย่างขัดใจอยู่ใต้ผ้าห่ม

ยิ่งตอกย้ำความร้าวระบมภายในร่างกาย

โอย... ปวดหัว

แต่พอคิดว่าเมื่อคืนเกิดอะไรขึ้น ก็ทำให้ผมต้องคลานลงจากเตียงเพื่อไปชำระล้างร่างกายทันที


เสียงเรียกเข้าจากมือถือดังขึ้น

นิ้วมือเรียวสวยดูบอบบางซึ่งกำลังกดแป้นพิมพ์อย่างคล่องแคล่วหยุดชะงัก เล็บที่ถูกแต่งแต้มด้วยสีสันและลวดลายอย่างประณีตยกออกจากแป้นพิมพ์ของคอมพิวเตอร์โน้ตบุค

ใครเนี่ย... ดึกดื่นป่านนี้แล้ว

หญิงสาวเจ้าของโทรศัพท์หยิบต้นตอของเสียงขึ้นมาดู

"มาร์ค?"

ดวงตาสีน้ำตาลกลมโตยิ่งเบิกโตมากขึ้น ก่อนกระพริบถี่สองสามครั้งแล้วจึงรับสาย

"ว่าไง สุดหล่อ" เธอกรอกเสียงลงไปอย่างตื่นเต้น

"เอพริล..." เสียงทุ้มของอีกฝ่ายขานรับกลับมาราวกับหมดแรง

"เป็นอะไรของนาย ทำไมเสียงห่อเหี่ยวแบบนั้นล่ะ"

"ยังไม่นอนอีกเหรอ"

แน่ะ... โทรมาไม่ดูเวล่ำเวลาเองแล้วยังจะมีหน้ามาถามอีก

สาวสวยวัยไม่ถึงยี่สิบดีกลอกตามองบนอย่างละเหี่ยใจ

ถึงจะอ้างว่าเวลาห่างกันเกินครึ่งวันก็เถอะ แต่นี่มันก็ตั้งกี่ปีแล้ว น่าจะชินกับความต่างของความห่างไกลได้แล้ว

เว้นเสียแต่ว่า... มีเรื่องฉุกเฉิน

"อือ... ปั่นรายงานอยู่น่ะ พรุ่งนี้ต้องส่งก่อนเก้าโมงเช้า คืนนี้คงไม่ได้นอน"

"ขอโทษนะ..."

"ช่างเถอะ ว่าแต่นายมีอะไร แล้วนี่ทำไมโทรเข้ามือถือ ไม่ส่งข้อความมาบอกก่อน"

"......"

อีกฝั่งนิ่งเงียบไปนาน

"เฮ้... นายโอเครึเปล่า" เจ้าของเรียวปากกระจับสีชมพูระเรื่อเริ่มวิตก

แม้เพื่อนสนิทตั้งแต่สมัยเด็กควบตำแหน่งแฟนเก่าของเธอจะไม่ใช่คนพูดเยอะ แต่ในเวลาปกติ เขาก็ไม่โทรมาแล้วนิ่งไปนานขนาดนี้

"อืม... โอเค"

"แน่ใจนะ" เธอถามย้ำ

"แค่ได้ยินเสียงเอพริลก็โอเคแล้วล่ะ"

แม้จะเป็นถ้อยคำที่ฟังดูหวานเลี่ยน แต่น้ำเสียงหดหู่แบบนั้นก็ทำให้คนที่โตมาด้วยกันอย่างเธอค่อนข้างแน่ใจ ว่าอีกฝ่ายไม่ได้มีเจตนาจะหยอกเย้า ทว่ากำลังมีปัญหาที่ไม่สามารถระบายออกมาอยู่ต่างหาก

"มาร์ค... ฉันเข้าใจนะว่าพวกเราโตๆ กันแล้ว นายก็มีโลกส่วนตัวของนายที่ฉันเข้าไม่ถึง แต่ฉันดีใจนะ ที่เวลาแบบนี้นายโทรมาหาฉัน"

"ฉันก็ดีใจ ที่เธอรับโทรศัพท์"

"หนอย... ถ้าอยู่ในห้องเรียนฉันก็ไม่รับย่ะ เอาเป็นว่าอยากพูดอะไรกับฉันก็โทรมาได้เสมอแล้วกัน"

"อืม งั้นฉันไม่กวนเวลาทำรายงานของเธอแล้ว" มาร์คตัดบท

"อ๊ะ... เดี๋ยวสิมาร์ค" หญิงสาวรีบรั้งไว้

"มีอะไร"

เอพริลหัวเราะแหะ ก่อนเอื้อนเอ่ยอย่างขวยเขิน

"คือ... จินยองอยู่แถวนั้นมั้ย ฉันขอคุยด้วยหน่อยสิ"

"......"

ปลายสายนิ่งเงียบไปอีกครั้ง คราวนี้นานจนผิดปกติ

"ฮัลโหล" เสียงหวานเอ่ยเตือน

"อืม"

"นึกว่าสายตัดแล้วซะอีก มีอะไรรึเปล่า"

"เปล่า จินยองไม่ได้อยู่แถวนี้หรอก เสียใจด้วย"

"วันหลังไว้นายสบายใจ ก็ช่วยโทรหาฉันตอนอยู่ใกล้ๆ จินยองบ้างก็ได้นะ" หญิงสาวกระเง้ากระงอด

"ทำไม"

"นายก็รู้นี่นาว่าฉันเป็นแฟนคลับจินยอง ช่วยเพื่อนซักครั้งสองครั้งก็ไม่ได้"

"เป็นแฟนคลับก็มาดูคอนเสิร์ตสิ มาขอคุยกับหมอนั่นผ่านฉันแบบนี้ เดี๋ยวจะฟ้องอเล็กซ์"

"โหย... ขี้งก ก็ได้ๆ มีคอนของจินยองเมื่อไหร่นายเอาบัตรวีไอพีออลแอเรียให้ฉันด้วยล่ะ"

"แค่นี้นะ"

"อะไรกัน ทวงของทีตัดบทเลยนะ ร้ายกาจ"

"ต้องส่งรายงานไม่ใช่เหรอ"

"ชิ ราตรีสวัสดิ์ย่ะ" พูดจบก็ตัดสาย

กระนั้น... เธอก็ยังอดคาใจไม่ได้อยู่ดี

มาร์ค นายมีปัญหาอะไร?


ไม่ได้... บอกเอพริลไม่ได้

แน่นอนว่าสิ่งที่เกิดเมื่อคืนไม่ใช่สิ่งที่จะปริปากบอกใครได้อยู่แล้ว

แต่เอพริลเป็นเพื่อนที่สนิทที่สุดในชีวิตผม

แทบจะเรียกได้เต็มปากว่าเป็นฝาแฝดคนละเพศ

ครั้งหนึ่ง เราเคยคบกันเป็นแฟนระยะสั้นๆ แล้วก็พบว่ามันไม่เวิร์ค สุดท้ายเลยกลับมาเป็นเพื่อนกันแบบเดิม

ถึงตอนนี้เจ้าตัวมีแฟนเป็นตัวเป็นตนอยู่แล้ว แต่ดันเป็นแฟนคลับตัวยงของจินยองนี่สิ

ยิ่งให้เธอรู้เรื่องระหว่างผมกับจินยองไม่ได้เด็ดขาด


หลังจากคืนนั้น เหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัด ผมโดนเจ้าเด็กเมื่อวานซืนนั่นไล่ตามยังกับขี้ปลาทองติดๆ กันราวหนึ่งสัปดาห์แล้ว

"มาร์คฮยอง!"

ให้ตายเถอะ ไม่ทำการทำงานหรือยังไง ปกติหมอนั่นคิวเยอะจะตาย

"รอด้วยสิ"

ผมเร่งฝีเท้าออกจากห้องซ้อมเต้นให้เร็วที่สุด

"มาร์คฮยอง พี่ได้ฉันแล้วคิดจะทิ้งกันง่ายๆ ฉันไม่... อุ่บ!"

ผมรีบหันไปเอามือปิดปากไอ้ตัวแสบที่จงใจส่งเสียงดังราวกับต้องการประกาศให้คนบริเวณนั้นรู้กันทั่ว

แล้วคนก็ใช่ว่าจะน้อยเสียเมื่อไหร่ ดันเป็นช่วงเวลาสับเปลี่ยนห้องและพักเบรคพอดี

หมอนั่นไม่ได้ขัดขืน ดวงตาเรียวกลมดูใสซื่อเหมือนเด็กกระพริบปริบๆ

ใสซื่อเหรอ?

ไม่อยากเชื่อเลยว่าไอ้เด็กที่ดูใสซื่อนี่จะทำกับผมแบบนั้นได้

ผมมองไปรอบข้าง หลายคนหันมามอง บางคนไม่สนใจ

"เสียงดังรบกวนคนอื่นไม่ดีนะ จินยองอา" ผมกัดฟันพูดด้วยน้ำเสียงเป็นมิตร ก่อนคว้าแขนเขาลากไปที่อื่น

พอพ้นหูพ้นตาผู้คน ผมก็รีบปล่อย แล้วเดินหนี

"พี่จะทำแบบนี้กับฉันไม่ได้นะ" เขาตะโกนไล่หลัง แล้วเริ่มเดินตามอีกครั้ง

ให้ตายเถอะ ขืนเป็นแบบนี้ ไม่จบไม่สิ้นแน่ๆ

ผมชะงักขา แล้วหันกลับไปเผชิญหน้า

"แล้วนายจะเอายังไง"

ทันใดนั้นเขาก็โผเข้ามากอด

"มาร์คฮยอง..."

เสียงออเซาะนั่น ถ้าเป็นเมื่อก่อนอาจน่าเอ็นดู แต่สำหรับผมในตอนนี้ มันกวนประสาทจริงๆ

ผมพยายามผลักไส ทว่าเขากลับกระชับวงแขนแน่น

ช่วยไม่ได้แฮะ ยอมให้มันกอดจนพอใจไปก่อนแล้วกัน

"ตั้งแต่วันนั้นเป็นยังไงบ้าง" เขาถาม

ผมได้แต่กลอกตาอย่างระอา

จะให้ตอบว่ายังไงดีล่ะ

"ยังเจ็บตรงไหนมั้ย"

หนอย... ถามมาได้ ถ้าต้องการให้ผมอับอายล่ะก็ สำเร็จตั้งแต่ตอนส่งข้อความมาทางมือถือแล้วล่ะ

"ทำแบบนี้ทำไม" ผมถามสั้นๆ

"ก็ฉันเป็นห่วง... พี่ไม่ตอบข้อความ เจอกันก็เมิน ไม่ทักทาย ไม่สบตา หนีหน้า ตีตัวออกห่าง" หมอนั่นตอบเป็นชุด

"ฉันไม่มีธุระอะไรกับนายนี่" ผมสวนกลับ

"คิดจะฟันแล้วทิ้งเหรอ" หมอนั่นกระแทกเสียงใส่อย่างน้อยอกน้อยใจ ใบหน้าง้ำงอราวกับกำลังงอนแฟน

ฟะ... ฟันแล้วทิ้งเนี่ยนะ?

ใครฟันใครกันแน่

"นายจะกวนประสาทกันหรือไง?" ผมตะคอกใส่ "คนเสียหายมันฉันเว้ย!"

"งั้นฉันจะรับผิดชอบ" เขาตอบด้วยเสียงหนักแน่น

"ยังไง? นายย้อนเวลากลับไปได้รึไง"

"ฉันย้อนเวลากลับไปไม่ได้หรอก แต่ฉันจะรับผิดชอบโดยการเป็นแฟนพี่"

ดวงตาราวกับลูกแมวน้อยจ้องมาอย่างเด็ดเดี่ยว

"ฉันจะแต่งงานกับพี่ จะมอบชีวิตของฉันทั้งชีวิตให้พี่เอง"

ผมมัวแต่อึ้งจนปล่อยให้เขาพูดเพ้อเจ้อออกมาจบประโยคจนได้ และก็ต้องอึ้งหนักกว่าเก่าเข้าไปอีก

"แต่งงานเนี่ยนะ?"

ผมรีบผลักร่างกายที่ดูหนากว่าผมเพียงเล็กน้อยออกอย่างสุดแรงเกิด แต่หมอนั่นก็กอดผมแน่นอย่างสุดแรงเกิดเช่นกัน

"บ้าไปแล้วรึเปล่า จะแต่งงานกันได้ยังไงในเมื่อกฎหมายที่นี่ยังไม่ยอมรับเลย ไม่สิ อย่าว่าแต่แต่งงานเลย เป็นแฟนฉันก็ไม่เอาเว้ย ถ้านายอยากรับผิดชอบนักล่ะก็ เราต่างคนต่างอยู่ อย่ามาข้องเกี่ยว อย่ามาวอแวกันอีก เข้าใจมั้ย" ผมโวยวายลั่นขณะออกแรง

"ขะ... เข้าใจ"

จู่ๆ เขาก็ยอมคลายวงแขนออกจากตัวผม แล้วทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าราวกับอ่อนแรง

เอ๋? ทำไมถึงว่าง่าย?

ทว่าทันใดนั้นเอง เขาก็คว้าหน้าแข้งผมไปกอดแน่น

"แต่ทำไมได้ ทั้งที่เราลึกซึ้งกันขนาดนั้นแล้ว ทำไมพี่ถึงได้ใจร้ายกับฉัน พี่พรากพรหมจรรย์ของฉันไป แล้วพี่จะไม่รับผิดชอบอะไรซักหน่อยเหรอ"

พรากพรหมจรรย์?

เวรแล้ว...

แบบนี้เองสินะ พวกเพื่อนในแก๊งไฮสคูลที่อเมริกาของผมถึงได้บอกว่า พวกเอ๊าะๆ ใสๆ ไร้ประสบการณ์มันน่ารำคาญกว่าพวกชำนาญโลก แล้วพวกมันต่างก็พากันคั่วสาวแก่กว่ากันหมด

ยุ่งยากชะมัด

"เรื่องคืนนั้นฉันจำอะไรไม่ได้ว้อยยย!!! อีกอย่างฉันต่างหากที่เป็นผู้ถูกกระทำ อุตส่าห์ยอมความว่าอย่ามายุ่งเกี่ยวกันก็แล้ว นายจะเอายังไงอีก"

"พี่จำไม่ได้ แต่ฉันจำได้ติดตานี่นา แล้วเราทั้งคู่ก็มีความสุขกันมาก พี่พูดออกมาได้ยังไงว่าเป็นผู้ถูกกระทำ ฉันไม่ได้ขืนใจพี่นะ แล้วจะให้ฉันทำเหมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นเลย ฉันทำไม่ได้หรอก เพราะ..."

"เพราะอะไร?" ผมชำเลืองด้วยหางตาขณะถามเมื่ออีกฝ่ายไม่ยอมพูดให้จบ

"เพราะ... ออกซิโตซิน คิดว่านะ"

"อะ... ออกซิโตซิน... อะไรของนายฟะ?" ผมทำหน้าเหวอ

"ก็... ออกซิโตซิน"

หมอนั่นไม่พูดอะไรต่อ ก้มหน้างุดแนบแก้มกับขาของผม แขนยังคงเกี่ยวเหมือนลูกลิงเกาะขาแม่ไม่มีผิด

ปัดโธ่เว้ย!!! จะจำไว้เลย อย่าริไปยุ่งกับเด็กเมื่อวานซืนเด็ดขาด!

อย่างไรก็ตาม ออกซิโตซินบ้าบออะไรนั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญของผมในตอนนี้

"ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้" ผมสั่งด้วยเสียงเหนื่อยหน่าย

"ไม่!"

"นายคิดจะนั่งเกาะขาฉันแบบนี้ตลอดไปเลยรึไง"

"แล้วพี่คิดจะให้ฉันกอดขาพี่แบบนี้ตลอดไปเลยรึไง"

"ฉันไม่คิดเว้ย เพราะนายไม่ปล่อยนั่นแหละ ฉันถึงไปไหนไม่ได้ ปล่อย!"

"ไม่!"

"โอ๊ย พูดไม่รู้เรื่อง! ฉันต้องทำยังไง นายถึงจะยอมปล่อยขาเนี่ย"

ไม่อยากทำรุนแรงกับน้องกับนุ่งหรอกนะ ขืนหมอนี่เป็นอะไรไป บรรดาแฟนคลับคงไม่ปล่อยผมไว้แน่ ผมเองก็ไม่อยากดับก่อนเดบิวต์เสียด้วยสิ

"พี่ก็มาเป็นแฟนฉันสิ"

"ไม่มีทาง!" ผมตะคอกใส่

"ถ้าพี่ยังไม่รักฉัน งั้นเป็นเซ็กส์เฟรนด์กันไปก่อนก็ได้"

ผมขนลุกเกรียวไปทั้งร่าง

จินยอง... พูดแก่แดดอะไรออกมา นายยังไม่บรรลุนิติภาวะเลยนะเฟ้ย! อยากจับมาพาดตักแล้วตีให้ก้นเขียว แต่ถ้าทำแบบนั้นมือผมคงหักเสียก่อน

"บ้ารึเปล่า อย่าเอาเรื่องเซ็กส์มาล้อเล่น! ถึงครั้งนี้ฉันจะยอมคิดเสียว่าถูกหมากัด แต่ครั้งต่อไปฉันจะมีกับคนที่ฉันจริงจังด้วยเท่านั้น"

"..."

หมอนั่นเงียบไปครู่หนึ่ง

แล้วถอนหายใจเบาๆ ก่อนเงยหน้าขึ้นมามอง

"ค่อยยังชั่ว"

"อะไร"

ผมอดระแวงกับปฏิกิริยาของหมอนี่ไม่ได้ แต่ละอย่าง... เกินจะคาดเดา

"โล่งใจที่มาร์คฮยองเป็นคนจริงจังเรื่องความรัก"

จู่ๆ ก็เหมือนถูกชื่นชม

"แล้วไง"

"แสดงว่าที่ผ่านมาไม่ได้มีเซ็กส์กับใครนอกจากฉันใช่มั้ย"

ผมหน้าร้อนฉ่า

พูดอะไรของมันออกมา

"แล้วเกี่ยวอะไรกับนาย"

"แปลว่าฉันถือไพ่เหนือกว่าคู่แข่งทุกคนอยู่น่ะสิ" พูดหน้าระรื่นอย่างภูมิอกภูมิใจ

"ใครว่า ตอนนี้นายแทบจะไม่อยู่ในสายตาฉันเลยต่างหาก"

"เรื่องนั้นช่างมันเถอะ ฉันเมื่อยแล้ว เมื่อไหร่จะทำให้ฉันปล่อยขาพี่ซักที"

"แล้วทำไมฉันต้องทำให้นายปล่อยด้วยล่ะ เมื่อยแล้วนายก็ปล่อยเองสิ" ผมแกล้งยอกย้อนบ้าง

"ฉันเปลี่ยนเงื่อนไขให้ง่ายลงก็ได้ ฉันจะยอมปล่อยก็ต่อเมื่อพี่อนุญาตให้ฉันเดินจูงมือไปส่งพี่ถึงห้อง"

"เยอะไปแล้ว"

"นี่น้อยสุดๆ แล้วนะ จริงๆ ฉันอยากทำมากกว่านั้น อยากไปส่งพี่ถึงเตียง แล้วก็จุ๊บกูดไนท์ก่อนนอน"

"พอเลย... ถ้านายจะกลับหออยู่แล้วจะเดินไปพร้อมกันก็ได้ แต่ห้ามจูงมือ"

"ได้เลย!" หมอนั่นยอมปล่อยขาผมแต่โดยดี แต่กลับกระโจนเข้ามากอดอย่างลิงโลด

"อย่าถือวิสาสะแตะต้องตัวฉัน" ผมรีบผลักออก

"ก็มันดีใจ"

"อย่าเข้ามาใกล้นะเฟ่ย" ผมรีบเดินหนี

"ใจร้าย เมียจ๋าพูดกับผัวจ๋าแบบนี้ได้ยังไง"

"ลามปามเกินไปแล้ว ใครผัวใครเมีย"

"พี่ก็รู้อยู่แก่ใจนี่นา"

"ถ้านายยังพูดพล่อยๆ อีกล่ะก็ ไม่ต้องมาให้ฉันเห็นหน้าอีก"

"โอเคคร้าบ งั้นฉันไปรับไปส่งพี่ตลอดเลยนะ"

"ไม่อนุญาต"

"จะทำ"

โอ๊ยยย ปวดหัว คิดผิดหรือคิดถูกเนี่ย ที่เปิดช่องว่างให้

จริงๆ แล้วผมไม่ควรไปมีอะไรกับหมอนั่นตั้งแต่ต้นเลยด้วยซ้ำ

จะไม่ดื่มเหล้าอีกแล้วโว้ยยย!


มาร์คทิ้งตัวลงบนที่นอนอย่างเหนื่อยอ่อน

ไม่กี่นาทีก่อนหน้านี้ เขาเพิ่งแยกกับไอ้เด็กเมื่อวานซืนที่พยายามจะฉวยโอกาสแตะเนื้อต้องตัวเขามาตลอดทางขณะเดินกลับหอจนกระทั่งถึงหน้าประตูห้อง

ห้องพักของเขาดูเปลี่ยนไปมาก หลังจากเด็กฝึกหลายคนทยอยขนของเข้ามาจับจองเตียงจนเต็มทุกหลัง

รู้สึกแปลกๆ

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ารู้สึกไม่ดี

เขาไม่รังเกียจการอยู่ร่วมกับคนหมู่มาก ตรงกันข้าม ดีเสียอีก จะได้ไม่เหงา ที่สำคัญ...

จะได้ไม่เกิดเหตุการณ์แบบคืนนั้นอีก

หากมีสมาชิกอื่นอยู่ในห้องมากๆ จินยองคงไม่อุกอาจขนาดบุกเข้ามาในห้องเขายามวิกาล

และเขาเองก็จะระวังตัว ไม่ดื่มหนักอีกต่อไปแล้ว

เสียงเตือนจากมือถือดังขึ้นว่ามีข้อความเข้ามา

'พักผ่อนเยอะๆ นะ'

'ฝันดีครับ มาร์คฮยองที่รัก'

ชายหนุ่มถึงกับขนลุกเกรียวเมื่ออ่านข้อความในหน้าจอ

ไอ้เด็กนี่ ชักได้ใจใหญ่แล้ว

แต่เขาหมดแรงโมโห จึงได้แต่ทิ้งโทรศัพท์ลงข้างกาย แล้วนอนก่ายหน้าผากอย่างหมดอาลัยตายอยาก

คนอย่างจินยองที่รายล้อมไปด้วยแฟนคลับ เพื่อนฝูง หรือแม้แต่สาวๆในค่ายที่แอบปลื้ม คงไม่อดอยากปากแห้งขนาดต้องลักหลับผู้ชายที่เรียก "ฮยอง" เต็มปากเต็มคำอย่างเขา

หมอนั่นบอกว่าเป็นครั้งแรก... ไม่ว่าจะน่าเชื่อหรือไม่ ที่แน่ๆ ความจริงก็คือหมอนั่นยังไม่บรรลุนิติภาวะ

พอคิดได้แบบนี้ ชายหนุ่มก็ถึงกับหน้าซีด

จะเข้าข่ายพรากผู้เยาว์มั้ยเนี่ย? เกิดหลุดไปถึงหูใคร แล้วดันผิดกฎหมายเกาหลีขึ้นมา เขาอาจถูกจับเข้าคุกก็ได้

ถ้าเป็นแบบนั้นอนาคตคงดับวูบ

ไม่น่าอายุครบยี่สิบพอดิบพอดีเลย นี่มันคือช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อชัดๆ

แต่เดี๋ยวก่อน... ถ้านับอายุเกาหลี หมอนั่นก็ยี่สิบปีแล้วนี่นา

ถ้าเขาจำไม่ผิด คืนนั้นก็เหมือนจะดื่มไปบ้างเหมือนกัน

'พวกพี่สั่งอะไรให้มาร์คฮยองอ่ะ ไหนชิมมั่งสิ'

หมอนั่นเอื้อมมือมาแย่งแก้วไปจากมือเขา กระดกเข้าไปเกือบครึ่ง ท่ามกลางเสียงแซวจากคนรอบข้างว่า 'ร้ายกาจ หลอกจูบมาร์คทางอ้อมนี่หว่า'

อย่างไรก็ตาม หมอนั่นก็คงไม่โกหก

ตัวเขาเองต้องมีส่วนผิดในการกระทำครั้งนี้ด้วยเช่นกันไม่มากก็น้อย

เขาไม่เคยเมาจนขาดสติมาก่อน จึงไม่รู้จริงๆ ว่านิสัยตัวเองตอนเมานั้นเปลี่ยนไปอย่างไร

ดังนั้น ในเมื่อมันเกิดขึ้นแล้วก็ไม่อยากฟื้นฝอยหาตะเข็บ เขาจึงตัดสินใจปล่อยวาง ให้เป็นแค่ความสัมพันธ์แบบ one night stand โดยหวังว่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดของทั้งคู่

แต่หมอนั่นดันคิดจริงจัง

ทำไมเขาต้องมาเจอความสัมพันธ์ยุ่งยากวุ่นวายแบบนี้ด้วยนะ

เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นอีกครั้ง

บนหน้าจอปรากฏชื่อเพื่อนสาวคนสนิทต่อสายตรงมาจากอเมริกา

"มาร์ค!" เสียงเธอฟังดูตื่นเต้นอย่างเห็นได้ชัด

"มีอะไร"

"นายได้เช็ครายชื่อคนที่ผ่านออดิชันรอบสุดท้ายรึยัง"

"ยัง ทำไมเหรอ"

สารภาพตามตรงว่า ตั้งแต่เขาเข้ามาที่นี่ได้ ก็ไม่ได้ตามข่าวสารการออดิชันใหม่ๆ เท่าไหร่นัก

"มีชื่อคู่หมั้นนายอยู่ในลิสต์ด้วยนะ"

มาร์คถึงกับตาโต ผุดลุกขึ้นนั่ง

"ยัยนั่นมาออดิชั่นด้วยเหรอ"

"ก็คงคิดจะตามนายไปนั่นแหละ ให้สมกับสโลแกนที่ว่า พี่มาร์คอยู่ไหน ริต้าไปด้วย" เธอดัดเสียงให้ใกล้เคียงกับต้นฉบับในตอนท้าย

ให้ตายเถอะ อุตส่าห์หนีมาตั้งไกลแล้ว ยังตามมาหลอกหลอนกันจนได้

ช่วงนี้ชีวิตของเขาคงเป็นช่วงดวงตก มีแต่คนอายุอ่อนกว่ามาตามตื๊อ

"หมายความว่า... ตอนนี้ยัยนั่นอยู่ที่โซลงั้นเหรอ"

"ก็ควรจะเป็นอย่างนั้น อ้อ... แล้วก็ไม่ใช่แค่ยัยนั่นหรอกนะ หม่าม้านายก็กำลังบินไปด้วย"

"เดี๋ยวก่อน... ม้ากำลังบินมา ทำไมม้าไม่เห็นบอกฉันเลย"

"ฉันจะไปรู้ได้ไง ฉันก็เข้าใจว่านายรู้แล้วด้วยซ้ำ จนกระทั่งเอะใจขึ้นมาเมื่อกี้ อ้อ ลืมบอกว่าฉันก็ไปด้วย เลยรีบโทรมาบอกให้นายรู้ตัวก่อน ตอนนี้กำลังพักเปลี่ยนเครื่อง อีกไม่กี่ชั่วโมงก็ถึงแล้ว"

"เฮ้ย! ทำไมกะทันหันขนาดนี้ล่ะ แล้วเธอไม่เรียนหนังสือหรือไง"

รีบบอกของยัยนั่น... ตอนพักเปลี่ยนเครื่องเนี่ยนะ

ทำไมไม่โทรมาหลังจากเช็คอินโรงแรมแล้วเลยล่ะ? ยัยบ้า!

"ฉันส่งรายงานไปเมื่อวันก่อนแล้ว สบายมาก อีกอย่างมาเป็นเพื่อนม้านายแค่ไม่กี่วัน ถือว่ามาหาจินยองด้วย"

เหมือนมีรูปหัวใจสีชมพูลอยออกมาจากหูโทรศัพท์ตอนได้ยินคำว่าจินยอง

มาร์คแอบขนลุกขึ้นมาโดยไม่มีเหตุผล

จะให้ยัยนี่เห็นสภาพที่จินยองตามรังควานเขาต้อยๆ ไปทุกที่ในช่วงนี้ไม่ได้เด็ดขาด

หมอนั่นอาจเผลอพูดเรื่องคืนนั้นออกไปก็ได้

"แค่นี้ก่อนนะ ฮันนี่ เดี๋ยวเค้าจะซื้อของชอบของเตงไปฝาก ม้วฟฟฟ" ปลายสายเปลี่ยนน้ำเสียงเป็นออดอ้อนออเซาะอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย

เดาว่าแม่ของเขาคงกำลังสังเกตเห็น จึงรีบกลบเกลื่อนด้วยการแกล้งทำเป็นสนทนากับแฟนหนุ่มแทน

หลังจากสายตัดไป ชายหนุ่มรู้สึกกระวนกระวายอย่างบอกไม่ถูก

นี่มันเรื่องอะไรกัน?

หรือว่าการมาโซลกะทันหันของแม่และเพื่อนสนิท จะเกี่ยวข้องกับการผ่านออดิชันรอบสุดท้ายของคู่หมั้น?


ขณะมีเพศสัมพันธ์ด้วยความยินยอมพร้อมใจของทั้งสองฝ่าย ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนที่ชื่อว่า "ออกซิโตซิน" ซึ่งมีผลให้เกิดความผูกพัน ความไว้เนื้อเชื่อใจ หวงแหน และรักเดียวใจเดียวต่อกันและกัน

ตอนนี้ผมกำลังคิดว่าฮอร์โมนนั่นกำลังมีผลต่อตัวผมอยู่... อย่างจัง

สมองผมในตอนนี้ มีแต่มาร์คฮยองเต็มไปหมด

ทั้งที่คืนนั้น ผมคิดแค่ว่าการมีความสัมพันธ์กับหนุ่มฮ็อตอย่างมาร์คฮยองจะเป็นเพียงประสบการณ์หวือหวาน่าประทับใจในชีวิตวัยรุ่น

เซ็กส์ที่เปี่ยมไปด้วยความหฤหรรษ์สามารถเปลี่ยนผันเป็นความรักได้จริงๆ หรือ?

ถ้าอย่างนั้น ทำไมเขาถึงไม่รู้สึกเหมือนที่ผมรู้สึกเลยล่ะ

ตรงกันข้าม กลับผลักไสผมราวกับรังเกียจ

"การนอนกอดกันเกินสิบห้านาทีหลังจากมีเพศสัมพันธ์กับคนรัก จะช่วยซึมซับออกซิโตซินได้มากขึ้น ยิ่งสัมผัสกันยาวนานเท่าไหร่ ความรักก็ยิ่งยืนยาว"

ผมอ่านข้อมูลเชิงวิชาการจากจอคอมพิวเตอร์

เฮ้อ... มาร์คฮยองไม่มีทางยอมให้ผมสัมผัสได้บ่อยและนานแน่ๆ

ไหนจะ...

"ช่วงเวลาที่ถึงจุดสุดยอดของทั้งคู่ ออกซิโตซินจะหลั่งออกมาในอัตราสูงสุด และซึมซับเข้าสู่สมองได้ง่ายที่สุด"

แปลว่าตอนนั้นมีแต่ผมคนเดียวสินะ ที่หลั่งออกซิโตซินเต็มๆ

"ฮอร์โมนเพศชายมักเป็นตัวขัดขวางการซึมซับออกซิโตซิน ดังนั้น ผู้หญิงจึงมีแนวโน้มจะผูกพันและรักเดียวใจเดียวกับคนรักมากกว่า..."

แสดงว่ามาร์คฮยองคงมีฮอร์โมนเพศชายสูง หรือไม่ผมเองนี่แหละที่เป็นผู้ชายส่วนน้อย หรืออาจมีฮอร์โมนเพศหญิงสูงกว่า

แต่ร่างกายผมก็เป็นผู้ชายเต็มตัวนะ

แล้วทำไมผมถึงได้หลงใหลมาร์คฮยองมากขนาดนี้ล่ะ?

ไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อนเลย

หลังจากคืนนั้น มาร์คฮยองในสายตาผมดูดีไปทุกท่วงท่า

อันที่จริงเขาก็ดูดีเป็นประจำของเขาอยู่แล้ว เพียงแต่ตอนนี้ผมละสายตาจากเขายากเย็นเหลือเกิน

ความถวิลหาเวลาเขาไม่อยู่ใกล้ๆ นี้... มันคืออะไร

ไม่ได้เห็นตัวแต่ไปเดินวนเวียนหน้าประตูห้องก็ยังดี

ถ้าทำอย่างนั้น เขาต้องเกลียดผมมากขึ้นแน่ๆ

ผมล้มตัวลงบนที่นอน หลับตาลง จินตนาการถึงคืนนั้นซ้ำไปซ้ำมา

แล้วก็ต้องรีบหยุดความคิดนั้น เมื่อร่างกายวูบวาบ และโหยหา

ทำยังไงดี... ให้มาร์คฮยองเป็นของผมทั้งกายและใจ

ผมต้องทำยังไง

ในทางวิทยาศาสตร์ ผมคงต้องทำทุกวิถีทาง ให้มาร์คฮยองหลั่งออกซิโตซินเวลาอยู่กับผมให้ได้

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 16 ครั้ง

50 ความคิดเห็น

  1. #48 TurTlexMarkjin (@TurTlexMarkjin) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 7 เมษายน 2562 / 21:00
    ไอเจ้าเด็กแก่แดดจินยอง ตอนแรกก็ได้มาร์คฮยองแล้วหรอ? จินยองเป็นง้องแง่งมากกกกกก น่ารักน่าหยิก 😂
    #48
    0
  2. #33 meaw meaw (@meaw-007) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 9 ธันวาคม 2560 / 18:00
    งื้อออออ จะบอกว่าชอบจินยองลุคนี้มากๆเลยอ่ะ ไม่เคยอ่านจินยองที่ห่ามๆ มึนๆ แต่แอบกวนและหน้าด้าน(?) ได้หล่อใสขนาดนี้  เราชอบอ่านฟิค จินมาร์ค มากเลยค่ะ (แต่หาอ่านยากอ่ะ)
    #33
    1
    • #33-1 something to live and die for (@thelittlecocoon) (จากตอนที่ 1)
      9 ธันวาคม 2560 / 23:30
      เราก็ชอบอ่านจินมาร์คมากๆ เลยค่า แต่ดูเหมือนจินเอินจะเยอะ ชอบเหมือนกันนะ เวลาองค์น้องเอินลงน่ารักดี แต่มันผิดคอนเซ็ปต์สาววายที่ชอบผู้ชายสองคนรักกัน ก็เลยนิยมจินมาร์คที่มาร์คเป็นมาร์คเข้มๆ มากกว่า หาอ่านยากจริงๆ
      #33-1
  3. #23 Kanompie (ขนมพาย) (@pieitim) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 12 มกราคม 2560 / 01:57
    ไรท์เก่งวิทย์จริงๆสินะ 5555555
    ชอบอีกแล้วค่ะ นี่ย้อนตามอ่านเกือบทุกเรื่องเลย
    #23
    1
    • #23-1 something to live and die for (@thelittlecocoon) (จากตอนที่ 1)
      12 มกราคม 2560 / 02:00
      ขอบคุณที่ชอบค่า ตามตอบทุกเม้นต์เหมือนกันว่าโง่มากค่ะ 555 แต่ไม่รู้ทำไมเขียนแล้วมันต้องมีอะไรแบบนี้ออกมา
      #23-1