คัดลอกลิงก์เเล้ว

Winter's Fairy Tale [#MarkJin]

รักต่างภพที่เส้นทางมาบรรจบให้พานพบกันได้เพียงปีละครั้ง

ยอดวิวรวม

1,517

ยอดวิวเดือนนี้

2

ยอดวิวรวม


1,517

ความคิดเห็น


18

คนติดตาม


52
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  19 ธ.ค. 61 / 01:01 น.
นิยาย Winter's Fairy Tale [#MarkJin] Winter's Fairy Tale [#MarkJin] | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้
* บทความนี้เป็นเพียงเรื่องในจินตนาการ ไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับบุคคลที่ปรากฏในเรื่องนะคะ


สวัสดีค่ะ

ออกตัวไว้นิดหนึ่งว่า ไม่ได้ตั้งใจจะมาอัพเรื่องนี้ในวันที่อากาศร้อนยังกับฟายเออร์เลยค่ะ เขียนไว้ตั้งแต่ปลายปีแล้ว ตั้งใจว่าอยากให้จบภายในฤดูหนาว (ของเกาหลีก็ได้ฟระ) แต่แล้วก็ยังไม่ได้ควักออกมาแปะ (เพราะแต่งไม่จบ 555) มาจบเอาตอนที่มีกิจกรรม "เขียนอ่านกับมัคจิน" ก็เลยส่งไปร่วมด้วย แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ใช้ เอามาลงซะเลย เหอๆๆๆ

เขียนจบช้าก็ดีอย่างนึงค่ะ จิ๊กภาพทีเซอร์อัลบั้มมาใช้ซะเลย กร๊ากๆๆๆ

แต่ตอนที่เห็นทีเซอร์ ตกใจนิดหน่อยเหมือนกันนะคะ คือภาพมันคล้ายกับที่เราจินตนาการไว้ในหัวเลยล่ะ (แถมชื่อเพลงโปรโมทก็ยังคล้ายกับฟิคอีกเรื่องที่เรายังแต่งค้างเติ่งอยู่ด้วย <<< ห้ามทวงค่ะ เดี๋ยวเผลอสปอยล์ // แต่เราอาจเปลี่ยนชื่อในภายหลัง ถ้าแต่งจบแล้วพบชื่อที่เหมาะกว่า)

ออกตัวอีกแล้วว่าเรื่องแนวนี้ไม่ใช่จริตเราเลยค่ะ แรงบันดาลใจมาจากนางเงือกน้อย เพราะละครที่จินยองเล่นนั่นแหละ (หาเอารอบตัวกันง่ายๆ แบบนี้เลย 555)

ใจจริงไม่อยากเขียนให้จบค่ะ แต่มันก็ดันเขียนจนจบ มันมีอารมณ์แบบนี้จริงๆ นะเออ ไอ้เรื่องที่อยากให้จบก็ดันเขียนไม่จบ ทั้งที่อยากอัพใจจะขาดอยู่แล้ว

เอาเป็นว่าใครเข้ามาแล้วก็อ่านเพลินๆ ไป ไม่ต้องคิดอะไรมากนะคะ

ช่วงนี้เขียนอะไรแหกจริตตัวเองบ่อยประหนึ่งหมดมุกเขียนฟิค เฮ้อออ แถมจินยองยังเคะนิ่มอีก ไม่ใช่จินยองในหัวเราเลยอ่า ผิดหวัง T__T

ปล. เดิมทีเรื่องนี้พล็อตไม่ใช่แบบนี้ด้วยค่ะ เอาแน่เอานอนได้ซักเรื่องมั้ยนี่ ชีวิต......




*** อัพเดท ***


ตอนพิเศษ >>> Somewhere Only We Know ค่ะ

(ไม่ได้อัพในเด็กดีเพราะดันตั้งค่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสั้นนะคะ เลยไม่รู้จะแทรกลงตรงไหน แต่ส่งคอมเมนต์ผ่านทางนี้ได้ค่ะ)

ขอบคุณสำหรับการติดตามค่ะ

เนื้อเรื่อง อัปเดต 19 ธ.ค. 61 / 01:01


กาลครั้งหนึ่ง...

ณ ป่าสน บนเทือกเขาสูง

เมื่อความหนาวเย็นบันดาลหิมะให้โปรยปรายจากฟากฟ้า ปกคลุมทิวเขาพนาจนกลายเป็นอาณาจักรสีขาว

ขณะที่สัตว์ป่าน้อยใหญ่กำลังจมดิ่งสู่ห้วงแห่งการจำศีล

เมื่อนั้น... ภูตหิมะจะตื่นขึ้นมาจากความฝัน

'ความอบอุ่นต่อลมหายใจ'

ตั้งแต่จำความได้ มีเพียงการบอกล่าวถึงตัวเขาเพียงเท่านี้ ก่อนถูกปล่อยให้ลอยละล่องอย่างเป็นอิสระ

และยามวสันตฤดูเยื้องกรายมาอีกครั้ง ภูตหิมะจะคืนสู่การหลับไหล สวนทางกับสรรพสัตว์ทั้งหลายในป่า




หนาว...

ร่างเล็กที่จมอยู่บนพื้นหิมะหายใจรวยรินออกมาเป็นควันบางๆ

ดวงตาสีน้ำตาลเข้มสะท้อนภาพเมฆหม่นบนท้องฟ้า หรี่ปรืออย่างสูญสิ้นกำลัง

เขาชาไปทั้งร่างราวกับไร้กาย ไม่เหลือเรี่ยวแรงแม้แต่ขยับ ทำได้เพียงนอนนิ่งอยู่อย่างนั้น ไม่รู้สึกแม้แต่อาการปวดหนึบจากแกนก้านสมองที่เกิดขึ้นอย่างทรมานก่อนหน้านี้ มีเพียงกล้ามเนื้อที่สั่นระริกและเสียงฟันกรามกระทบกันที่เป็นหลักฐานว่าชะตาของเขายังดำเนินต่อไป

ปุยสีขาวโปรยปลิวตามแรงลมที่บ้าคลั่งติดต่อกันมานานระยะหนึ่งแล้ว จนบัดนี้ ดูเหมือนเสียงกรีดกังวานของห้วงอากาศบรรเทาลงไปมาก ทว่าความทารุณของอุณหภูมิมิได้ลดน้อยถอยลงเลย

ไม่ไหวแล้ว...

จิตใจอ่อนกำลังเกินจะทัดทานความทรมานที่เกาะกินไปทั่วสรรพางค์

เด็กชายหลับตาลง สิโรราบต่อยมทูตสีขาวอันเย็นเยียบผู้สูบวิญญาณของเขาออกไปจนแทบหมดสิ้น

สายตาพร่าเลือน ความง่วงงุนถาโถม สติเริ่มหลุดลอยออกไปไกลแสนไกล


ไม่รู้ว่าเวลาล่วงเลยไปนานเท่าใด

ลูกแก้วสีน้ำตาลเข้มเบิกขึ้นอีกครั้ง

เขายังไม่ตาย...?

เบื้องหน้าคือสีของท้องฟ้าใสโอบล้อมด้วยเงาอันขาวโพลนของแมกไม้ในป่าสน

อุ่น

ร่างกายของเขากำลังอุ่นสบาย ทั้งที่นอนจมกองหิมะเป็นเวลานาน

จะว่าเพราะอากาศอุ่นขึ้นก็ไม่ใช่

สายลมอ่อนที่เสียดแทงพวงแก้มขาวซีดยังคงกระด้างและเหน็บหนาว

อย่างไรก็ตาม การที่เขาสัมผัสได้ถึงความหนาวเย็นอีกครั้งเป็นเพราะอาการชาไปทั่วทุกขุมขนถูกทลายด้วยความอบอุ่นมิใช่หรือ

ความอุ่นสบายนี้มาจากไหนกัน

เด็กชายกวาดสายตาสำรวจรอบตัวทั้งที่ยังคงนอนอยู่อย่างนั้น

พลันสบก้อนกลมบางอย่างที่กำลังทิ้งน้ำหนักตัวอยู่บนแผ่นอกของเขา

ก้อนที่ว่านั่นปกคลุมด้วยเส้นขนอ่อนนุ่มดกดำเป็นเงางาม ซุกซบอยู่ใต้คางของเขา มีมือเล็กโผล่ออกมาจากข้างใต้กุมเสื้อตัวนอกของเขาไว้แน่น

เด็กชายถอนหายใจเบาๆ อย่างโล่งอก

เมื่อพิศให้ดี ที่แท้ก้อนขนอุ่นทรงกลมคือศีรษะของเด็ก

เด็กนี่กำลังนอนคว่ำอยู่บนตัวเขาราวกับตุ๊กตา

เจ้านี่สินะ... แหล่งความร้อนที่ทำให้ประสาทสัมผัสของเขาคืนชีพขึ้นมาอีกครั้ง

แม้ตัวเบาหวิว แต่สัมผัสได้ถึงมวลที่กดทับลงมา

เด็กชายยกมือขึ้นเกลี่ยเรือนผมที่อยู่ข้างหน้า

ทันทีที่รู้สึกถึงการขยับตัว ร่างที่นอนซ้อนกายทับเขาอยู่ก็เงยศีรษะ

ดูเหมือนอายุน้อยกว่าเขาเพียงไม่กี่ปี

ใบหน้าที่มองกลับมาเบิกกว้างอย่างประหลาดใจ

ดวงตากลมโตนั้นดุจรัตติกาลที่ดูดกลืนแสงดาวทั่วทั้งจักรวาลไว้

งดงามเหลือเกิน

"มองเห็นเราด้วยเหรอ" เสียงใสดุจระฆังแก้วเต็มไปด้วยความฉงนสนเท่ห์

ทำไมจะไม่เห็นล่ะ

เด็กชายที่โตกว่าพยายามขยับปากเพื่อตอบรับ ทว่าฤทธิ์ของความเหน็บหนาวยังคงไม่หมดสิ้น

ดูเหมือนเจ้าตัวเล็กจะล่วงรู้ถึงความทรมานดังกล่าว จึงขยับกายเข้าใกล้ใบหน้า แล้ววางมือทั้งสองบนพวงแก้มของอีกฝ่าย

อุ่นสบายเหลือเกิน...

ไม่กี่วินาทีต่อมา อุณหผัสสะของเด็กชายก็กลับคืนสู่ปรกติ

ราวกับปาฏิหาริย์

"ขอบใจนะ"

คำพูดและสายตาที่ทอดมองยังเจ้าตัวเล็กเป็นคำตอบของคำถามก่อนหน้านี้ได้อย่างดี

เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายคืนสติโดยสมบูรณ์แล้ว เจ้าของดวงตาสีดำใสแป๋วจึงคลานลงมายืนข้างๆ ขณะที่คนที่โตกว่าก็ค่อยๆ ลุกขึ้นอย่างยากลำบาก

เด็กชายปริศนาจ้องมองให้แน่ใจว่าคนที่เขาช่วยชีวิตปลอดภัยโดยสมบูรณ์

"ฟ้าใกล้มืดแล้ว ต้องรีบออกจากป่า" เสียงเล็กเอ่ยเตือน

"เดี๋ยวสิ"

เด็กโตกว่ารีบคว้าแขนอีกฝ่ายไว้

"นายเป็นคนแถวนี้เหรอ"

คนถูกถามหันกลับมาด้วยสีหน้าตกใจที่เป็นฝ่ายถูกสัมผัส จากนั้นก็ส่ายศีรษะ

"จินยอง... จินยองเป็นภูตหิมะ" เสียงตอบกลับเจือความประหม่าอยู่เล็กน้อย

"จินยอง?"

เด็กชายส่งรอยยิ้มบาง ๆ ให้อย่างเอ็นดู

"นายชื่อจินยองเหรอ ฉันชื่อมาร์คนะ"

"มาร์ค..."

ขณะที่ทวนชื่อของคนตรงหน้า พวงแก้มยุ้ยก็แดงระเรื่อขึ้นมา

เด็กชายมาร์คพิจารณาภูตหิมะตรงหน้าตั้งแต่หัวจดเท้า

ใบหน้ากลม คิ้วหนา ผมและตาสีดำสนิท แต่ผิวกลับขาวจัดจนรู้สึกแปลกแยก... ราวกับเรืองแสงอ่อน ๆ ดุจหิมะยามต้องแสงตะวันจ้า

"นายเป็นภูตหิมะจริง ๆ เหรอ"

จินยองพยักหน้า "ไม่เชื่อก็ได้นะ แต่จินยองต้องพามาร์คออกไปจากป่าก่อนฟ้ามืด"

"เชื่อสิ"

ถึงไม่มีความรู้เรื่องภูตหิมะ แต่สัญชาตญาณบอกเขาว่าเด็กน้อยตรงหน้าไม่ได้โกหก

เขาแค่ไม่อยากเชื่อสายตามากกว่าว่าจะได้สัมผัสกับภูตหิมะด้วยตัวเอง

เขาสังเกตผ้าเนื้อแพรสีขาวเรียบง่ายที่ประดับอยู่บนกายของเด็กน้อย

"นายแต่งตัวแบบนั้น ไม่หนาวเหรอ"

จินยองส่ายศีรษะ "ภูตหิมะไม่หนาวหรอก"

ทั้งที่ตอบเช่นนั้น เด็กชายตรงหน้ากลับถอดแจ็คเก็ตดาวน์ตัวหนาแล้วยื่นให้

"ใส่สิ เดี๋ยวจะไม่สบาย"

"จินยองไม่เป็นไรจริงๆ" เด็กน้อยรีบปฏิเสธ "จินยองเพิ่งช่วยมาร์ค ความอบอุ่นนี้จะอยู่กับจินยองต่อไปอีกหลายวัน บางทีอาจจะตลอดเหมันต์นี้เลยก็ได้"

ทว่าเด็กชายตัวโตกว่ายังดึงดันคลุมแจ็คเก็ตตัวนั้นให้

เขาไม่เข้าใจว่าที่ภูตเด็กมาช่วยเขาจะทำให้อีกฝ่ายอุ่นได้อย่างไร แต่การปล่อยให้เด็กน้อยห่มเพียงผ้าชิ้นบางท่ามกลางอากาศหนาวดูน่าเวทนาอย่างบอกไม่ถูก

ไอมนุษย์ที่หลงเหลือในเนื้อผ้ากำลังห่อหุ้มผิวของภูตหิมะจิ๋วไปทั้งตัว

อ่อนโยนเหลือเกิน

ความอ่อนโยนนั้นส่งผลให้ทั้งร่างกายของจินยองวูบวาบอย่างไม่เคยรู้สึกมาก่อน

ดวงตากลมพิสุทธิ์ดุจสัตว์เล็กจ้องใบหน้าของคนที่โตกว่าอย่างตกตะลึง

คนตรงหน้าประหลาดนัก ทั้งที่เขาเพิ่งช่วยชีวิตด้วยการถ่ายเทความอบอุ่นให้ แต่อีกฝ่ายกลับคืนความอบอุ่นกลับมา ทั้งที่ยังต้องพึ่งพาแจ็คเก็ตตัวนี้อยู่แท้ๆ

"ความอบอุ่นของพวกเราเกิดขึ้นจากปิติ" ริมฝีปากกลมสีชมพูระเรื่อเริ่มอธิบาย

"ปิติ?" เด็กชายมาร์คทวนคำ

"ถ้าช่วยมาร์คออกจากป่าได้ จินยองก็จะเกิดปิติ ปิตินี้จะกลายเป็นความอบอุ่น และความอบอุ่นจะต่อชีวิตของจินยอง"

"หมายความว่า ยิ่งช่วยก็จะยิ่งอายุยืนงั้นเหรอ"

จินยองพยักหน้า

"คล้ายๆ แบบนั้น"

มาร์คนิ่งคิดนิดหนึ่ง ก่อนผุดรอยยิ้มสว่างไสว

"จริงสิ ฉันต้องตามหาต้นสนที่มีรูปดาว..." พูดพลางหยิบของอย่างหนึ่งออกมาจากกระเป๋ากางเกง

แหวนสีเงินวาวประดับด้วยเพชรขนาดจิ๋วที่ภายในส่องประกายเป็นลวดลายรูปเกล็ดหิมะดูวิจิตรแปลกตา

"ปู่ของฉันบอกให้ช่วยเอาแหวนนี่ไปคืนให้ที่นั่น จินยองพอจะช่วยฉันหาได้มั้ย"

จินยองสัมผัสได้ถึงพลังบางอย่างที่คุ้นเคยจากแหวนวงนั้น

พลังแห่งภูตหิมะสักตนในป่า แต่จินยองไม่รู้จัก

แล้วเขาก็กระจ่างใจ

บางที... ที่เด็กชายตรงหน้ามองเห็นและพูดคุยกับเขาได้ คงเป็นเพราะพลังจากแหวนวงนี้สินะ

อยากจะเอื้อมมือไปหยิบมาดู แต่เกรงว่าถ้าทำอย่างนั้น ตัวเองจะหายไปต่อหน้าต่อตาของอีกฝ่าย

"เข้าใจล่ะ จินยองจะช่วยหาต้นสนนั้นให้อีกแรง"

"จริงเหรอ"

ดวงตาของเด็กชายมาร์คเป็นประกายดีอกดีใจ

"แต่วันนี้ต้องออกไปจากที่นี่ก่อนนะ"


จินยองพาเด็กชายกลับมายังบ้านพักบริเวณชายป่า

ภูตน้อยถอดเสื้อคืนให้ และพบว่าขณะที่เขาได้รับไออุ่นน่าพิศวงนั้น เจ้าของเสื้อกลับหนาวสั่นไปทั้งร่างกายเสียเอง ทว่าไม่ปริปากพูดสักคำ

"แล้วจินยองล่ะ" มาร์คถามเมื่ออีกฝ่ายนำเสื้อมาคลุมคืนบนตัวเขา

ยังจะถามอีก ทั้งที่ตัวเองก็เพิ่งหนาวเกือบตายมาแท้ ๆ

"บอกแล้วไงว่าไม่หนาว"

เพราะปิติจากการปฏิบัติหน้าที่สำเร็จหรือไร บนผ้าเนื้อแพรผืนบาง ๆ ที่คลุมกายอยู่จึงมีเสื้อจากขนสัตว์สีขาวนวลตาโดยที่ทั้งคู่ไม่ทันได้สังเกต

ความอบอุ่นเกิดขึ้นจากปิติ... เป็นแบบนี้เองสินะ มาร์คคิด

กระนั้นเขาก็ถอดผ้าพันคอ แล้วนำไปพันให้เจ้าตัวเล็ก

"ต่อให้ไม่หนาว ก็ระวังเป็นหวัดนะ"

จากนั้นก็เดินจากไป

จินยองมองตามแผ่นหลังนั้นจนลับสายตา พลางลูบผ้าพันคอที่ถูกมอบให้ด้วยความรู้สึกประหลาด

เขาไม่รู้มาก่อนเลยว่า มนุษย์ก็เป็นผู้ให้ความอบอุ่นแก่ภูตได้เหมือนกัน



วันต่อมา เด็กมนุษย์คนเดิมเข้ามาในป่าอีกครั้งเพื่อตามหาเขา

ทั้งคู่ใช้เวลาด้วยกันในการหาต้นสนที่มีรูปดาว

"ว่าแต่ดาวมันมีลักษณะยังไง" จินยองถามข้อมูลเพิ่มเติม "เหมือนต้นสนคริสต์มาสมั้ย"

มาร์คส่ายศีรษะ

"ตอนที่เล่าให้ฟัง ปู่ไม่สบายมาก ปู่พูดได้แค่นิดหน่อย แล้วก็ผล็อยหลับไป จากนั้นก็..."

ดวงตาของมาร์คสลดลงราวกับจะร้องไห้ จินยองรู้สึกใจคอไม่ดี จึงรีบเปลี่ยนเรื่อง

"แล้วมาร์คไม่ไปเล่นกับคนอื่น ๆ เหรอ อุตส่าห์เดินทางมาไกล"

ที่ลานสกีใกล้กับบ้านพักของเด็กชายมีกิจกรรมหน้าหนาวมากมายให้เพลิดเพลิน

"ฉันอยากหาต้นสนนั้นให้ได้ก่อน อีกไม่กี่วันก็ต้องกลับแล้ว"

จู่ ๆ จินยองก็ใจหายอย่างประหลาด

เขาไม่เคยรู้สึกแบบนี้มาก่อน

ธรรมชาติของภูตหิมะคือสันโดษ เป็นอิสระ และหลีกเลี่ยงการยึดติด

แต่... แค่สองวันก็เหมือนจะผูกพันไปแล้ว

อาจเป็นเพราะนี่เป็นมนุษย์คนแรกที่เขาได้สัมผัส และเป็นครั้งแรกที่มีใครสักคนรับรู้ตัวตนของเขา

"ปกตินายทำอะไรอยู่ที่นี่เหรอ" มาร์คถามขึ้น ขณะนั่งพักเหนื่อย

"ตราบที่เทือกเขาแห่งนี้ปกคลุมด้วยสีขาว พวกเราจะคอยดูแลสัตว์น้อยใหญ่และนักเดินทางไม่ให้พลัดหลง" คนตัวเล็กกว่าตอบอย่างภาคภูมิใจ

"โห... เท่จัง เหมือนผู้พิทักษ์เลยเนอะ แล้วสนุกมั้ย"

จินยองเพิ่งสังเกตว่าเวลามาร์คชวนคุยเรื่องอื่นนอกจากการตามหาต้นสน มักจะทำเสียงใจดีเหมือนคุยกับเด็กเล็กๆ

เพราะโตกว่าหรือ จึงมองว่าจินยองเป็นเด็กที่ต้องได้รับการเอาใจ

"ไม่สนุกหรอก นานๆ จะได้ทำงานที ฤดูหนาวสัตว์ส่วนใหญ่หลับกันหมด สัตว์ที่ยังออกหากินก็ไม่มีเหตุต้องออกนอกเส้นทาง แถมในป่าลึกเช่นนี้ ไม่ว่าฤดูไหนก็ไม่ค่อยมีคนล่วงล้ำเข้ามาอยู่แล้ว"

มาร์คหัวเราะเบาๆ เอ็นดูเสียงพูดเจื้อยแจ้ว

"แล้วไม่มีเพื่อนเหรอ"

"ถ้าเป็นภูตหิมะด้วยกันก็มีนะ มีเยอะด้วย แต่พวกเราจะกระจายตัวกัน เจอกันเฉพาะยามฉุกเฉิน เช่นมีคนหรือสัตว์กำลังจะหนาวตาย พวกเราจะถ่ายเทความอบอุ่นไปให้ ยิ่งภูตหลายตนก็ยิ่งอุ่น"

"เหมือนกับที่จินยองทำให้ฉันอุ่นเมื่อวานนี้ใช่มั้ย"

จินยองหน้าร้อนวาบโดยไม่รู้สาเหตุ ก่อนพยักหน้า

“แต่จินยองยังเด็ก เสียงเรียกเลยไม่ถึงภูตตนอื่น...”

นั่นเป็นครั้งแรกที่จินยองได้ช่วยชีวิตมนุษย์ อันที่จริงเขาไม่จำเป็นต้องแตะต้องอีกฝ่าย เพียงแค่ยืนใกล้ๆ ส่งจิตเมตตาออกไปก็เพียงพอ ส่วนจะช่วยได้หรือไม่ก็แล้วแต่โชคชะตา แต่ภูตเยาว์วัยอย่างเขายังอ่อนต่อโลกและความตายนัก พอเห็นเด็กชายหายใจรวยรินลงทุกขณะ ประกอบกับร่างกายเริ่มแข็งและเขียวคล้ำ จิตใจก็สั่นผวาและเร่งหาทางทำอะไรสักอย่างสุดชีวิต จนเผลอขึ้นไปนอนทับบนร่างนั้นและภาวนาเรียกดวงวิญญาณของอีกฝ่ายให้กลับมา

"พรุ่งนี้นายมาเล่นกับพวกฉันมั้ย เดี๋ยวจะแนะนำเพื่อนให้รู้จัก"

จินยองส่ายหน้า

"พวกเขาไม่เห็นจินยองหรอก"

"ทำไม"

"เพราะจินยองเป็นภูตหิมะ ที่มาร์คเห็น เพราะมีแหวนวงนั้น... แหวนของภูตหิมะ"

มาร์คล้วงกระเป๋ากางเกง นำแหวนออกมามองอีกครั้ง

"แหวนของปู่เป็นแหวนของภูตหิมะเหรอเนี่ย"

"แล้วคุณปู่ไปเอาแหวนวงนี้มาได้ไง" จินยองถามด้วยความอยากรู้

การที่คุณปู่มีแหวนซึ่งมีพลังภูตหิมะไว้ในครอบครอง นั่นหมายความว่าคุณปู่ต้องเคยเจอภูตหิมะมาก่อน

มาร์คไม่ใช่คนแรกที่มองเห็นภูตหิมะอย่างจินยอง

เด็กชายที่ทอดมองของในมือด้วยดวงตาสั่นไหวเล็กน้อย คิ้วหนาขมวดมุ่นเผยความสับสนออกมา ก่อนเก็บมันใส่กระเป๋ากางเกงดังเดิม

"ไม่รู้เหมือนกัน" เขาตอบเพียงสั้นๆ



วันต่อมา มาร์คออกตามหาจินยองอีกครั้ง

เมื่อเย็นวานจินยองเดินไปส่งมาร์คถึงบ้านพักที่ลานสกีเพื่อพิสูจน์ว่าไม่มีใครมองเห็นเขาจริงๆ

ทั้งที่คิดว่าเด็กชายชาวมนุษย์จะมีท่าทีรังเกียจหรือหวาดกลัวจนไม่ย้อนกลับมาอีกแล้ว แต่หมอนั่นกลับไม่มีท่าทีผิดปกติใดๆ

ตรงกันข้าม เขามาพร้อมกับของขวัญชิ้นเล็กๆ ให้ภูตหิมะตัวน้อย

"อะไร" จินยองมองอย่างฉงน

มาร์คแกะกระดาษออก

"อ้าปากสิ"

เมื่ออีกฝ่ายทำตาม เขาก็ป้อนสิ่งที่อยู่ในมือให้

จินยองเบิกตากว้าง

สัมผัสแบบนี้... ไม่เคยรู้จักมาก่อน

"มันคือช็อกโกแลต หวานใช่มั้ย"

หวาน...?

เขาใช้ลิ้นเขี่ยก้อนที่เริ่มอ่อนตัวอยู่ในปาก

มาร์คคลี่ยิ้มกว้างขณะมองเจ้าของแก้มป่องแสดงสีหน้าตกตะลึงระคนชื่นชอบ

"อร่อยมั้ย"

"อร่อย?"

"หมายถึงชอบน่ะ นายชอบรึเปล่า"

ใช่ว่าไม่รู้จักคำว่าอร่อย แต่สำหรับภูตที่รู้แต่ความหมายของภาษาของมนุษย์ หาได้เคยมีประสบการณ์ไม่ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเพิ่งเข้าใจความรู้สึกที่เรียกว่าอร่อย

จินยองพยักหน้า ดวงตาเป็นประกาย ก่อนฉีกรอยยิ้มสดใสที่เลอะคราบสีน้ำตาล

มาร์คยิงฟันแล้วชี้ ทำหน้าล้อเลียน

ทั้งคู่หัวเราะเอิ๊กอ๊ากชอบอกชอบใจ

"พรุ่งนี้จะเอามาให้อีกนะ"

"ทำไม"

"นายช่วยหาต้นสนให้ ฉันก็ต้องตอบแทน"

ทว่าจินยองกลับทำหน้าเศร้า

"จินยองยังหาต้นสนไม่เจอเลย อีกอย่างภูตหิมะรับการตอบแทนจากใครไม่ได้ อันที่จริง มาร์คไม่ควรมองเห็นจินยองด้วยซ้ำ"

"ถ้าอย่างนั้น..."

มาร์คก็ก้มลงเขียนอะไรบางอย่างบนหิมะ

"นายอ่านนี่ออกรึเปล่า"

จินยองก้มลงมอง แล้วส่ายศีรษะ

ถึงจะเข้าใจภาษามนุษย์ แต่ก็อ่านตัวอักษรของมนุษย์ไม่ออก พลังงานจากเสียงพูดกับพลังงานจากตัวหนังสือมันคนละเรื่องกัน

"นี่คือชื่อของฉัน ม-า-ร์-ค ไหนลองเขียนดูซิ"

จินยองพยายามเขียนตาม

มาร์คนั่งยองๆ ข้างๆ แล้วลากนิ้วเป็นตัวอย่างทีละตัว

"เก่งมาก ตั้งแต่พรุ่งนี้ ฉันจะสอนตัวหนังสือให้นายนะ เริ่มจากชื่อก่อน ถ้าพรุ่งนี้นายเขียนได้ ฉันจะให้ช็อกโกแลตเป็นรางวัล"

"รางวัลงั้นเหรอ?" จินยองถามตาใสแป๋ว

"ก็นายรับคำขอบคุณไม่ได้ งั้นก็เปลี่ยนเป็นรางวัลที่เขียนได้แล้วกัน"



แล้ววันต่อมา มาร์คก็สอนหนังสือให้จินยองจริงๆ

ด้วยพลังพิเศษของภูต ทำให้เขาเรียนรู้ทุกอย่างได้อย่างรวดเร็ว

พวกเขาใช้เวลาเพียงไม่กี่วันด้วยกันพูดคุย วิ่งเล่น และสอนหนังสือกัน โดยที่จินยองแทบไม่ได้พามาร์คไปตามหาต้นสนอีกเลย

"พรุ่งนี้ฉันต้องกลับแล้ว..." เด็กชายเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าสลด "แต่ปีหน้าจะมาอีก ครอบครัวฉันมาที่นี่ทุกปี"

จินยองรู้สึกใจหาย ดวงตาสั่นระริก ก้มหน้างุด

ถึงรูปร่างเหมือนเด็ก แต่ภูตอย่างเขาเข้าใจการบอกลานี้ดี

มันคงเหมือนวันที่หิมะละลาย พอโลกนี้เริ่มคืนสู่สีสันอีกครั้ง เขาเองก็ต้องไปเช่นกัน

"หมดฤดูหนาว นายไปอยู่ที่ไหน" มาร์คถามขึ้นอย่างสงสัย

"วันที่น้ำค้างบนยอดหญ้าเกิดการระเหย ภูตหิมะจะเริ่มง่วงแล้วลอยขึ้นไปพร้อมกับไอของน้ำค้าง"

เขาชี้ขึ้นไปบนท้องฟ้า

"นอนหลับอยู่บนนั้น จนกว่าหิมะจะเริ่มตกอีกครั้ง"

มาร์คยิ้มบาง ๆ

"ชีวิตของภูตน่าอิจฉาจัง"

"ไม่จริงหรอก มนุษย์ต่างหากที่น่าอิจฉา ขนาดอากาศหนาวยังได้ทำอะไรสนุกๆ ตั้งหลายอย่าง ต่างจากสัตว์ที่นอนจำศีลอยู่ในป่า" จินยองแย้ง

"เพราะเป็นวันหยุดน่ะสิ เดี๋ยวพอกลับไป โรงเรียนก็เปิดเทอม ต้องอ่านหนังสือ ต้องทำการบ้าน ต้องซ้อมเปียโน มีเรื่องต้องคิดเยอะแยะเลย"

"น่าสนุกจัง" ภูตน้อยแววตาเป็นประกายด้วยความตื่นเต้น

"ไม่เห็นสนุกเลย เหนื่อยจะตาย" มาร์คเบ้ปาก

"จินยองอยากอ่านหนังสือ อยากทำการบ้าน อยากซ้อมเปียโนบ้าง" เสียงเล็กๆ ตอบออกไปทั้งที่ไม่รู้ว่าสิ่งเหล่านั้นคืออะไร

เขารู้เพียงแค่กิจกรรมของมนุษย์ที่ได้เห็นในหน้าหนาว มันดูสดใส มีชีวิตชีวา ไม่ว่าจะกีฬา สันทนาการ หรือการรื่นเริงสังสรรค์

"ถ้างั้น... จำที่ฉันสอนให้ได้นะ คราวหน้าเจอกันอีกครั้งต้องเขียนตามที่ฉันบอกและอ่านที่ฉันเขียนได้... นี่คือการบ้านของนาย... แล้วฉันจะขนช็อกโกแลตมาให้เยอะๆ เลย"

คนฟังกระพริบตาปริบๆ ยิ้มกว้าง

"จริงนะ"

มาร์คยื่นนิ้วก้อยออกมาราวกับให้สัญญา

จินยองงุนงงไปครู่หนึ่ง ก่อนยื่นนิ้วก้อยออกมาเช่นกัน

มาร์คเกี่ยวนิ้วก้อยของตัวเองกับอีกฝ่าย

"ปีหน้าเราจะเจอกันอีกนะ จินยอง"


หลังจากมองส่งรถคันที่มาร์คขึ้นไปนั่งจนลับตาไป

เป็นครั้งแรกที่จินยองได้รู้จักกับความทรมานจากสิ่งที่เรียกว่าความเหงา

ไม่อยากให้ไป...

ช่วงเวลาที่ได้อยู่กับมาร์ค ดำเนินซ้ำแล้วซ้ำเล่าวนเวียนอยู่ในหัว

บางครั้งก็ทำให้ยิ้ม บางครั้งก็ทำให้ร้องไห้ บางครั้งก็ปั่นป่วนไปทั้งร่างกายจนแทบทนไม่ไหว

ราวกับว่า คนคนนั้นเพิ่งจะอยู่กับเขาเมื่อไม่กี่นาทีที่แล้ว

ขอนไม้ที่เคยนั่งคุยกัน บริเวณที่เคยเล่นปาหิมะด้วยกัน บางครั้งก็จบลงที่ล้มลงนอนเกลือกกลิ้งท่ามกลางสีขาวโพลนด้วยกัน และพื้นหิมะที่มาร์คสอนจินยองเขียนอ่านตัวหนังสือ

อย่างไรก็ตาม แม้จินยองจะทรมานสักแค่ไหน แต่มันก็สิ้นสุดลงอยู่ดีในวันที่หิมะละลาย




ปีต่อมา... มาร์คกลับมาที่นี่อีกครั้งตามคำสัญญา

จินยองหัวใจเต้นแรงที่เห็นรถคันเดิมแล่นเข้ามาจอดในบ้านพักตรงลานสกีที่ชายป่า

เด็กชายคนนั้นดูโตขึ้นจนจินยองรู้สึกแปลกตา

มาร์คขนขนมหวานมาถุงใหญ่ เขาบอกว่าได้จากการจับฉลากแลกของขวัญในวันคริสต์มาสที่ผ่านมา

"นายตัวสูงขึ้นเหมือนกันนะ จินยอง" เขาเอ่ยทัก

ถึงจะเป็นช่วงเวลาไม่กี่เดือนหลังจากหลับไหล แต่จินยองก็พยายามทำความดีเพื่อให้ร่างกายอบอุ่นและสง่างามพอที่จะเผชิญหน้ากับอีกฝ่าย

ครั้งนี้อาภรณ์ทิพย์ของเขาดูประณีตขึ้นอีกขั้น ไม่น่าเวทนาอีกต่อไปแล้ว

กระนั้น คนที่ตัวโตกว่าก็คล้องผ้าพันคอให้เขาอีกอยู่ดี


"จินยอง สอนภาษาภูตหิมะให้ฉันบ้างสิ" มาร์คเอ่ยขึ้น ขณะที่สอนให้จินยองอ่านหนังสือ

ครั้งนี้มาร์คเตรียมหนังสือนิทานสำหรับเด็กมาให้อีกฝ่ายโดยเฉพาะ

"ภาษาภูตหิมะเหรอ..."

จินยองนิ่งคิด ก่อนแบมือออกมาตรงหน้า

ปรากฏเกล็ดหิมะขนาดจิ๋วที่มองเห็นเป็นเพียงจุดขาวเท่าเม็ดฝุ่น

"นี่คือตัวหนังสือของภาษาภูตหิมะ"

มาร์คกระพริบตาปริบๆ เขาแทบมองไม่เห็นมันเลยด้วยซ้ำ

"มันแปลว่าอะไร"

"ชื่อของมาร์ค"

ทันทีที่เจ้าของชื่อแตะปลายนิ้วลงบนเกล็ดเหล่านั้น พวกมันก็ละลายหายไปในทันที

"ภูตระดับล่างอย่างจินยองไม่ค่อยสื่อสารกันวิธีนี้หรอก เพราะนอกจากเกล็ดจะเล็กแล้ว ยังต้องแลกด้วยพลังภูต นั่นแปลว่าแต่ละข้อความจะทำให้ชีวิตสั้นลงไปด้วย"

คนฟังหน้าเสีย ก่อนรวบอีกฝ่ายเข้ามากอด

"ฉันขอโทษ ฉันไม่น่าถามนายเลย"

ภูตน้อยยิ้มบาง ๆ

"เมื่อกี้แค่ตัวอย่างเล็กน้อยเอง เดี๋ยวพอได้ทำหน้าที่ ชีวิตก็จะเพิ่มขึ้นมาได้อีก"

"แล้ว..." มาร์คก้มลงกอบหิมะบนพื้นขึ้นมาบนฝ่ามือ "พวกนี้ก็เป็นภาษาของนายรึเปล่า"

"ในนี้ไม่มีภาษาของพวกเราหรอก แต่บางทีก็จะมีบางคำที่ภูตชั้นสูงเบื้องบนส่งมา อย่างเช่น บริเวณที่ต้องการภูตให้ไปช่วยหลายๆ ตน หรือข้อมูลเกี่ยวกับอากาศว่าแถวไหนเป็นยังไง หรือไม่ก็เกี่ยวกับสภาพของป่า"

เด็กชายพยักหน้า คงเหมือนข่าวในทีวีสินะ

"ว้า แบบนี้ฉันก็เรียนภาษานายไม่ได้น่ะสิ"

จินยองหัวเราะคิก

"ถ้าเจอเกล็ดหิมะที่มองเห็นข้อความด้วยตาได้ จินยองจะบอกมาร์คแล้วกันนะ"



ตลอดช่วงหนึ่งสัปดาห์ที่มาร์คอยู่บนเขา เด็กชายมักจะหายหน้าเข้าไปในป่าตั้งแต่เช้า กลับไปกินมื้อเที่ยง แล้วก็หายตัวไปอีกจนพระอาทิตย์ตกดิน

ทุกครั้ง เขาจะหิ้วขนมหวานสำหรับเพื่อนพิเศษติดมือไปด้วย

"ชิ้นสุดท้ายแล้ว" เขาหยิบช็อกโกแลตออกมาจากถุง

"มาร์คกินเถอะ จินยองกินไปตั้งเยอะแล้ว"

ถึงจะพูดอย่างนั้น แต่ดวงตากลมกลับสั่นระริก ฉายแววละห้อยอยู่ลึกๆ

จินยองกลายเป็นภูตนิสัยเสีย ติดขนมหวานและการได้รางวัลไปเสียแล้ว

แม้จะมีจิตสำนึกแห่งภูตคอยตักเตือน แต่พอเจอมนุษย์คนนี้ทีไร ก็พ่ายแพ้ความปรารถนาของตัวเองทุกที

แถมยังเพลิดเพลินกับการอ่านหนังสือและฟังอีกฝ่ายเล่าเรื่องราวต่างๆ ที่เขายังไม่เคยรู้จักอีก

"งั้น... แบ่งกัน"

เด็กชายที่โตกว่าแกะห่อช็อกโกแลต แล้วยื่นไปที่ปากของจินยอง

"อ้ำ" เขาอ้าปากกว้าง ทำเสียงราวกับป้อนขนมเด็ก

จินยองพยายามงับครึ่ง ทว่าช็อกโกแลตในอุณหภูมิติดลบไม่ได้กัดง่ายนัก มือที่ถืออยู่จึงดันทั้งชิ้นเข้าปาก

"อื้อ... แอบอี๊อ๊ากอ้อไอ้ไอ้อินอิ (แบบนี้มาร์คก็ไม่ได้กินสิ)" ถึงจะพูดอย่างนั้น แต่ความหอมหวานที่โปรดปรานทำให้ภูตน้อยเคี้ยวตุ้ยๆ ไม่หยุด

มาร์คยิ้มละมุนขณะมองอีกฝ่ายกินช็อกโกแลตจนหมด

จินยองหัวเราะแหะ อวดรอยยิ้มแหยที่เปื้อนคราบสีน้ำตาลราวกับรู้สึกผิด

"ได้กินสิ บอกแล้วว่าแบ่งกัน"

เขาโน้มใบหน้าเข้าไปใกล้ ก่อนแนบริมฝีปากชิมเศษขนมหวานที่ยังหลงเหลืออยู่บนฟันที่เรียงสวย

เสียงดูดผิวเนื้ออ่อนเบาๆ ทำเอาจินยองสะท้านไปทั้งร่าง

ภายในกายร้อนวาบ ราวกับกำลังละลายตามช็อกโกแลตที่เพิ่งกินเข้าไป

"อือ..." เขาส่งเสียงครางเบาๆ พลางหลับตาลงเรียนรู้สัมผัสใหม่ๆ

ลิ้นอุ่นล่วงล้ำเข้ามาโลมเลียกำแพงไข่มุก ตักตวงความหวานที่ยังคงค้างอยู่ข้างในอย่างจาบจ้วง

ทั้งที่ไม่มีรสชาติ แต่กลับหวานละมุน...

ความหวานนั้นช่างแตกต่างจากขนมที่มาร์คเคยให้เขา

ใบหน้าของเด็กชายที่ผละออกไป ยิ้มขำเล็กน้อยเมื่อเห็นสีหน้าเคลิบเคลิ้มระคนฉงนฉงายของเจ้าตัวเล็ก

"ฉันชอบจินยองนะ"

"จินยอง..."

ภูตน้อยทำตัวไม่ถูก ท่ามกลางความยะเยือกอันสงบนิ่ง เขาไม่เคยร้อนรุ่มและปั่นป่วนขนาดนี้มาก่อน

"จินยองก็ชอบมาร์คมากๆ เลย"

ชอบจนร่างกายนี้แทบจะระเหยไปกับแสงแดดในตอนกลางวัน

ชอบมากจนน้ำตาไหลไม่ขาดสายด้วยความเจ็บปวดทรมานในวันที่จากกัน

"ฉันคิดถึงจินยองทุกวัน หนึ่งปีสำหรับฉัน ไม่ใช่แค่วันที่มีหิมะหรอกนะ แม้ในวันที่แดดจ้า หรือฝนตก ฉันก็คิดถึงจินยอง"

ภูตน้อยเงยหน้ามอง พบนัยน์ตาที่แฝงความเจ็บปวดอยู่ลึกๆ ภายใต้รอยยิ้มที่แสนใจดี

จริงสิ... พอหิมะละลาย ภูตหิมะก็กลับคืนสู่นิทราอันสงบ

ในขณะที่มนุษย์ยังต้องใช้ชีวิตต่อไปในฤดูกาลใหม่ๆ

"แต่... มาร์คก็มีอะไรทำหลายอย่าง คงไม่เหงาหรอกใช่มั้ย"

"เหงาสิ ฉันนั่งนับวันรอมาเจอกับจินยองเลยนะ"

"มาร์ค..."

หัวใจพองโต

ไม่ได้มีแต่เขาที่รอคอยการมาเยือนของอีกฝ่ายอยู่ฝ่ายเดียว



หนึ่งสัปดาห์ผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว

ความสุขในแต่ละวันที่เจอกับมาร์ค มาพร้อมกับความกลัวที่คืบคลานเข้ามาในจิตใจของจินยองตลอดเวลา

ความกลัวที่วันจากลาจะมาถึง

ความอ่อนแอต่อความเพลิดเพลินในการได้ปฏิสัมพันธ์กับใครบางคนทำให้จินยองลืมความกลัวนั้นไปได้เพียงชั่วขณะ แต่พอคล้อยหลังเด็กชายชาวมนุษย์ จินยองก็หวาดกลัวขึ้นมาใหม่ จนอดไม่ได้ที่จะพาตัวเองไปแอบมองอีกฝ่ายยามอยู่กับครอบครัวเสมอ

ตามติดใครคนใดคนหนึ่ง ผิดวิสัยของภูตหิมะเหลือเกิน

เขาแพ้หัวใจตัวเอง แต่ก็ยังละอายเกินกว่าจะปรากฏตัวต่ออีกฝ่ายในโลกที่จินยองไม่รู้จัก และก็เป็นไปไม่ได้ที่โลกนั้นจะได้รู้จักจินยอง

หลังจากมองส่งรถคันเดิมที่แล่นออกจากเขตลานสกี จินยองก็กลับมาทรมานจากความคิดถึงที่เผาผลาญวิญญาณของภูตอีกครั้ง

ยิ่งคราวนี้มาร์คทิ้งหนังสือไว้ให้ ทุกครั้งที่เห็นมัน จิตใจของภูตน้อยปั่นป่วนไปด้วยความทรงจำอันหอมหวานจนแทบคลั่ง

อยากเจอกันอีกครั้ง...

อยากให้ถึงปีหน้าเร็วๆ...




มาร์คกลับมายังเทือกเขาในฤดูหนาวของทุกปีตามสัญญา

ดูเหมือนพวกเขาจะลืมเรื่องต้นสนที่มีรูปดาวไปแล้ว กระนั้น เด็กหนุ่มกลับสวมสร้อยที่คล้องแหวนสีเงินงดงามนั้นติดตัวอยู่ตลอด

เขามาพร้อมกับสมุดบันทึกที่เขียนเรื่องราวของตัวเองตลอดช่วงหนึ่งปี

"ฉันมีเรื่องมากมายอยากเล่าให้จินยองฟัง แต่เวลาแค่หนึ่งอาทิตย์คงทำได้ไม่หมด ก็เลยเขียนใส่ไว้ในนี้ เอาไว้อ่านแก้เหงาเวลาฉันไม่อยู่นะ"

นั่นเป็นของขวัญที่แสนวิเศษสำหรับจินยอง

ตอนนี้เขาอ่านเขียนภาษามนุษย์คล่องขึ้นมาก

หลายปีแล้ว เหล่าภูตต่างพากันผลัดเปลี่ยน ย้ายถิ่นที่ดูแล แต่เพราะคำสัญญาว่าจะมาเจอกัน ทำให้จินยองเอาแต่วนเวียนอยู่ที่ป่าแห่งนี้ตั้งแต่เป็นเพียงภูตเด็กตัวเล็กๆ จนเติบโตเป็นภูตหนุ่มน้อยที่มีอาภรณ์ทิพย์งามสง่า

จินยองกลายเป็นภูตหิมะนอกคอกไปเรียบร้อย

ผ้าคลุมขนจิ้งจอกสีเงินที่อ่อนนุ่มทำให้มาร์คยอมรามือจากการยัดเยียดผ้าพันคอให้

กระนั้นก็ใช่ว่าจินยองจะไม่ต้องการ

เวลาที่พวกเขานั่งอ่านหนังสือเคียงข้างกัน จินยองก็อดไม่ได้ที่จะซุกกายที่ไหล่ของมาร์ค เด็กหนุ่มที่โตกว่าจึงแบ่งผ้าพันคอผืนยาวให้ ทั้งที่รู้ดีว่าอีกฝ่ายไม่ได้หนาว

ก็แค่อยากอ้อน

แล้วเวลาอ้อน จินยองก็น่าเอ็นดูจนมาร์คอดใจขโมยจูบบนใบหน้านั้นไม่ได้

ท่ามกลางความหนาวเหน็บและสายลมที่เย็นเยียบ จินยองคือความอบอุ่นที่แท้จริงสำหรับเขา



จนกระทั่งปีหนึ่ง...

ครอบครัวของมาร์คพาใครบางคนมาพร้อมกับพวกเขา

ใครบางคนที่ว่า เป็นเด็กสาวรุ่นราวคราวเดียวกับมาร์ค เธอดูสนิทสนมกับทุกคนเป็นอย่างดี

ถ้าจะพูดอีกที... เธอดูสนิทสนมกับมาร์คเป็นพิเศษ

มาร์คไม่ได้ออกตามหาจินยองดังเช่นทุกครั้ง เขากลับเอาแต่นั่งคุยกับเด็กสาวคนนั้นอย่างสนุกสนาน

พวกเขาหัวเราะเสียงดัง

มาร์คไม่ค่อยได้หัวเราะแบบนั้นเวลาอยู่กับจินยอง

อาจเป็นเพราะจินยองไม่ได้สดใสร่าเริงเหมือนแดดแรกในฤดูใบไม้ผลิแบบนั้น

เวลาหนึ่งปี กับมาร์คที่ดูโตเป็นผู้ใหญ่ คงไม่เหลือความเชื่อต่อสิ่งที่เหมือนหลุดออกมาจากนิทานอย่างภูตหิมะอีกแล้ว

กระนั้น จินยองก็ยังผูกพันกับมาร์คอยู่ดี

ถึงมนุษย์คนนั้นจะทำเมินเฉย ไม่สนใจเขา แต่จินยองก็อดเป็นฝ่ายเข้าไปอยู่ใกล้ๆ ไม่ได้

แม้จะต้องพบภาพบาดตาบาดใจ...

หนุ่มหล่อสาวสวยที่ดูเหมาะสมกัน พูดคุยกระซิบกระซาบอะไรบางอย่าง ก่อนที่เด็กหนุ่มจะโน้มตัวลงไปแนบริมฝีปากบนแก้มเนียนนั่น

จินยองไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง แต่ที่ช็อคยิ่งกว่าคือฝ่ายหญิงกำลังเบี่ยงใบหน้าเพื่อประกบริมฝีปากกับเพื่อนชาย

ริมฝีปากที่ครั้งหนึ่งเคยแย่งช็อกโกแลตไปจากจินยองอย่างแสนหวาน

มาร์คกำลังจะแบ่งปันความรู้สึกนั้นกับคนอื่นที่ไม่ใช่เขา

หัวใจภูตหนุ่มแทบสลาย

บางอย่างตกลงและกลิ้งไปบนพื้นไม้ของระเบียงบ้านพักมาหยุดตรงหน้าของจินยอง

มันคือแหวนที่มีพลังภูตอ่อนๆ วงนั้น

แหวนที่ทำให้พวกเขามาเจอกัน

แหวนที่ทำให้มาร์คมองเห็นภูตที่ไร้ตัวตนอย่างเขา

จินยองก้มลงหยิบแหวนขึ้นมา

น้ำตาไหลอาบแก้ม

เขากำสิ่งที่อยู่ในมือแน่นก่อนเขวี้ยงไปยังตัวการที่ทำให้เขาน้ำตาไหล

"โอ๊ะ!"

แหวนกระทบศีรษะเป้าหมายเข้าอย่างจัง

มาร์คก้มลงเก็บของกลางที่ตกไม่ไกลจากตรงนั้น

เขาเงยหน้าขึ้น มองไปรอบตัว พบจินยองกำลังจ้องเขม็งมาทางเขาด้วยดวงตาแดงก่ำ

ร่างในอาภรณ์ทิพย์สีขาววิ่งออกไปจากตรงนั้นต่อหน้าต่อตา

"จินยอง!"

มาร์ครีบวิ่งออกไปทันที ทิ้งเด็กสาวให้ยืนงง

"จินยอง! หยุดก่อน!" มาร์คตะโกนไล่หลัง

ร่างสีขาววิ่งกลืนหายไปกับป่าสนที่ปกคลุมด้วยหิมะ

มาร์คหันไปรอบๆ ก็ไม่พบคนที่เขาไล่ตามแล้ว



ท้องฟ้าอึมครึม ล้อมกรอบด้วยเงาของยอดไม้ที่ใบร่วงหล่นไปตั้งแต่หลายเดือนที่แล้ว

น้ำตาของจินยองแห้งเหือดไปสักพัก ทว่าความเจ็บปวดยังคงกระหน่ำซ้ำเติมจิตใจของเขาซ้ำไปซ้ำมาไม่หยุดหย่อน

หนาว...

นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่จินยองรู้สึกหนาว

ร่างของจินยองสั่นระริก แม้แต่อาภรณ์หนาประดับขนฟูฟ่องที่คลุมกายก็ไม่อาจทัดทานความหนาวนี้ได้

เพราะความเย็นเยียบเกาะกินจากข้างใน

ความอบอุ่นในกายของจินยองกำลังค่อยๆ หมดไป

เขาคงกำลังจะสลายในไม่ช้า

จินยองประจักษ์แจ้งแก่ใจแล้วว่า เหตุใดความผูกพันลึกซึ้งจึงเป็นสิ่งต้องห้ามสำหรับภูตหิมะ

ความรักที่นำพาความร้อนวูบวาบรุนแรงมาให้ ยามสูญเสียมันไป จะยิ่งเหน็บหนาวเฉียบพลัน

ยังไม่ตาย ก็เหมือนตาย

จินยองปล่อยร่างกายให้นอนฝังอยู่บนกองหิมะที่ทับถม

น้ำตาที่รื้อขึ้นมาอีกครั้งแข็งตัวกลายเป็นเกล็ดแทบจะทันที

เกล็ดอันงดงามที่มาจากความเจ็บปวดอันบาดลึก

ร่างของเขาเย็นยิ่งกว่าอากาศรอบๆ เสียอีก

จินยองหลับตา เตรียมยอมรับการสูญสลายของวิญญาณที่กำลังจะคืบคลานเข้ามา


"จินยอง..."

เสียงใครบางคนแว่วเข้ามาในโสตประสาทของเขา

ครั้งแล้ว ครั้งเล่า

ค่อยๆ ชัดขึ้นเรื่อยๆ

เสียงที่เขาคุ้นเคย

มีเพียงคนเดียวเท่านั้น ที่เรียกชื่อของเขาด้วยเสียงของมนุษย์

คนเดียวในโลก

คนที่เขารอคอยมาตลอดทั้งปี เพียงเพื่อจะได้พบกันเพียงสัปดาห์เดียว

คนเดียวที่ทำให้ชีวิตภูตหิมะของเขาผิดเพี้ยนปั่นป่วนจนกลายเป็นภูตนอกคอก

"จินยอง"

ดวงตาสีดำสนิทภายใต้แพขนตาที่เกรอะกรังด้วยเกล็ดแห่งความเศร้าค่อยๆ ลืมขึ้น

ความอบอุ่นที่คุ้นเคย

ร่างอันหนักอึ้งของมาร์คกำลังทิ้งตัวทาบทับอยู่บนตัวเขา ริมฝีปากได้รูปพรมจูบไปทั่วใบหน้าสลับกับแนบผิวแก้มอุ่น ๆ ลงบนพวงแก้มอันขาวซีด

เด็กหนุ่มชาวมนุษย์กำลังลนลาน พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อถ่ายเทอุณหภูมิจากร่างกายตัวเองมายังภูตหิมะที่กำลังจะหนาวตาย โดยหารู้ไม่ว่าความอบอุ่นทางร่างกายไม่ได้ผล

จินยองคลี่รอยยิ้มออกมาบางๆ

"จินยอง" มาร์คเรียกชื่ออีกครั้ง แล้วยิ้มตอบให้กับผลงานที่น่าพอใจ "นายกลับมาหาฉันแล้วใช่มั้ย"

นี่เป็นครั้งแรกที่เด็กหนุ่มที่ดูโตกว่ามาตลอดปล่อยโฮลั่นอย่างโล่งอก

"ฉันขอโทษ... ฉันไม่ได้คิดจะทำร้ายนาย ฉันขอโทษ... จินยอง"

มาร์คเอาแต่พร่ำคำขอโทษด้วยน้ำตาซ้ำไปซ้ำมา

สำหรับจินยองในตอนนี้ทำได้เพียงนอนนิ่งๆ สัมผัสถึงความอบอุ่นที่กำลังฟื้นขึ้นมา

และก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณทุกครั้งที่ได้ยินคำว่า 'รัก' จากปากคนคนนั้น

ราวกับหัวใจของภูตค่อยๆ สูบฉีดพลังชีวิตไปทั่วทั้งร่าง


"ผู้หญิงคนนั้นคือแฟนของฉันเอง" มาร์คสารภาพในที่สุด "ฉันไม่ได้ตั้งใจจะคบเธออย่างจริงจัง แต่เพราะทุกคนกำลังเพ่งเล็งพฤติกรรมของฉัน เขาหาว่าฉัน... ป่วย"

"ป่วย?" จินยองมองอย่างฉงน

"ช่างเถอะ ฉันขอโทษนะ ที่ทำให้นายเสียใจ ที่ฉันทำไปทั้งหมด เพราะฉันแค่อยากได้แหวนคืนเท่านั้น"

แหวนงั้นเหรอ...

ตอนที่แหวนตก ถ้าจำไม่ผิด... มันหล่นมาจากมือของผู้หญิงคนนั้น เธอคงยึดไป และใช้ประโยชน์จากมันในการสานความสัมพันธ์

มาร์คกอดจินยองแน่น

"ฉันกลัว... ฉันกลัวว่าจะไม่ได้เจอนายอีก ฉันกลัวจะมองไม่เห็นนายอีก นายเข้าใจฉันใช่ไหม จินยอง"

ภูตหนุ่มพยักหน้า

"จินยองก็กลัวว่ามาร์คจะมองไม่เห็นจินยองอีกเหมือนกัน"

ทั้งคู่จูบกันเบาๆ ก่อนที่จะลุกขึ้น

จินยองพามาร์คออกจากป่าที่กำลังปกคลุมด้วยความมืด

เพิ่งหัวค่ำแต่บริเวณลานสกีเงียบสงัดราวกับกลางดึก มีเพียงครอบครัวของมาร์คที่ออกมานั่งทนหนาวรอข้างนอกอย่างเป็นห่วง

จินยองยืนส่งมาร์คอยู่ไกลๆ เด็กหนุ่มชาวมนุษย์กลับสู่อ้อมอกของพ่อแม่ พวกเขาพูดคุยกันอย่างเคร่งเครียดอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนมาร์คจะวิ่งกลับมาหาจินยองอีกครั้ง ท่ามกลางเสียงห้ามปรามของทุกคน

กระนั้น เขาก็ยังดื้อดึงวิ่งกลับมาหาจินยองจนได้

"เกิดอะไรขึ้น"

"เมื่อตอนบ่าย ยัยนั่นวิ่งตามฉันเข้าไปในป่า ตอนนี้ยังไม่ออกมา"


จินยองช่วยมาร์คตามหาเด็กสาวคนนั้น

ในที่สุดก็พบว่าเธอนั่งร้องไห้อยู่ไม่ไกลจากบริเวณลานสกีนัก ทันทีที่เห็นหน้ามาร์ค ร่างเพรียวบางก็โผเข้ากอดแฟนหนุ่มแน่น

"นายหายไปไหน ฉันวิ่งตามนายไม่ทัน หาจนทั่วก็ไม่เจอ" เธอโวยวายตัดพ้อ

มาร์คหันไปมองจินยอง ถอนหายใจออกมาเบาๆ ก่อนเอ่ย

"เรามีเรื่องต้องคุยกัน ก่อนที่ฉันจะพาเธอกลับ"

เด็กสาวเงยหน้ามองอีกฝ่ายทั้งน้ำตา ดูเหมือนเธอพอจะเดาออกว่ามาร์คต้องการอะไร

"ไม่เอา ไม่อยากฟัง อย่าพูดนะ" เธอกอดร่างสูงใหญ่แน่น

จินยองทอดสายตามองคนทั้งคู่ ก่อนหันหลังเตรียมเดินจากไป

บางที เขาควรปล่อยให้คนสองคนได้คุยกันตามลำพังมากกว่า

"จินยอง... อย่าไปนะ" มาร์ครีบรั้งไว้

"จินยอง?"

เด็กสาวทำหน้าฉงนเมื่อได้ยินชื่อนั้นเป็นครั้งที่สอง เธอกวาดตามองรอบ ๆ แต่ก็ไม่พบใคร

"มาร์ค นายคุยกับใคร"

"ฉันคุยกับเธอนั่นแหละ" มาร์คเฉไฉ "ขอโทษนะ แต่ฉันจะบอกว่า... เราเลิกกันเถอะ"

"ไม่!!!" เด็กสาวแผดเสียงลั่น ก่อนปล่อยโฮแล้วกอดอีกฝ่ายแน่น

มาร์คไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่ายืนนิ่ง ยอมให้คนที่กำลังเสียใจร้องไห้ให้สุด

จินยองเองก็ได้แต่มองภาพตรงหน้าอย่างตะขิดตะขวงใจ

เธอตีโพยตีพายเป็นเด็กๆ จนหมดแรง แล้วผล็อยหลับไปดื้อๆ

มาร์คแบกเธอขึ้นหลัง แล้วเดินตามจินยองออกจากป่า

"ฉันจะจบเรื่องนี้เอง" เขาบอกจินยองก่อนแยกจากกัน



สัปดาห์แห่งความอึมครึม

ถึงแม้จะบอกเลิกกับแฟนสาวสำเร็จ แต่มาร์คก็ไม่อาจใช้เวลากับจินยองได้ดังเช่นที่เคยผ่านมา

เพื่อไม่ให้ถูกตำหนิไปมากกว่านี้ เด็กหนุ่มตัดสินใจอยู่แต่ที่ลานสกี แทบไม่มีโอกาสเข้าป่าไปหาจินยองเลย

กระนั้น คืนสุดท้ายก่อนจากลา เขาก็อุตส่าห์ลอบออกมาพบกับจินยองจนได้

"จินยอง มานี่สิ"

มาร์คคว้าข้อมือภูตหนุ่ม จูงกลับเข้ามาในบ้านพัก

"ที่นี่... อุ่น" จินยองบ่นอุบขณะก้าวเข้ามาข้างใน

"ไม่ได้เหรอ" มาร์คถามอย่างเป็นห่วง

จินยองส่ายศีรษะ

"เปล่า จินยองแค่ไม่เคยอยู่ในที่อุ่น... แต่ถ้าไม่ระเหยก็คงไม่เป็นไร"

คนฟังหัวเราะคิก

"หรือเราจะไปกางเต็นท์นอนข้างนอกกัน"

"มาร์คนั่นแหละจะแข็งตาย ปกติภูตหิมะจะระเหยพร้อมกันหลังหมดฤดูหนาว ความอุ่นที่มนุษย์สร้างขึ้นทำอะไรพวกเราไม่ได้หรอก แค่ไม่คุ้นเท่านั้น"

มาร์คเปิดประตูแล้วดึงแขนอีกฝ่ายให้เข้ามาในห้องอย่างเงียบเชียบ

"นั่น ที่นอนของฉัน คืนนี้นอนด้วยกันนะ"

วงแขนแกร่งสวมกอดรอบเอวของจินยอง

ใบหน้าขาวใสแดงซ่านจากสัมผัสที่ยิ่งทำให้รู้สึกอุ่น

"คืนสุดท้ายแล้ว อยากคุยกับจินยองให้หายคิดถึง" พูดพลางหอมแก้มนิ่มฟอดใหญ่



เมื่อจินยองลืมตาขึ้นก็พบว่าตัวเองกำลังอิงแอบอยู่ในอ้อมกอดอันอบอุ่น

เรือนร่างไร้อาภรณ์ที่แนบสนิทของทั้งคู่ สื่อได้ว่าบทสนทนาในราตรีที่ผ่านมาไม่มีช่องว่างระหว่างมนุษย์และภูตหิมะอีกต่อไป

ยามหวนนึกถึงความเร่าร้อนผ่านเรือนกายที่สอดประสาน และความรู้สึกแปลกใหม่ที่ไม่เคยได้สัมผัส พวงแก้มใสของจินยองก็ร้อนผ่าวราวกับจะมอดไหม้

ไม่เคยคิดมาก่อนว่าพวกเขาจะปรารถนากันและกันมากมายถึงเพียงนี้

หัวใจของจินยองอิ่มเอมจนยอมยกร่างกายและวิญญาณทั้งหมดให้มนุษย์คนนี้ได้

มาร์คยังคงนอนหลับตานิ่ง

ใบหน้าดุจรูปสลักที่งดงามของเขาในยามหลับรัญจวญจิตใจยิ่ง

เดิมทีเวลาพบกันก็น้อยนิดอยู่แล้ว แต่ทั้งคู่ต้องข่มใจพบกันน้อยลงไปอีก

ใช่ว่าจินยองไม่เข้าใจ

การปรากฏตัวของเด็กสาวในฐานะคนรักของมาร์คในคราวนี้ทำให้จินยองสัมผัสได้ว่ามาร์คกำลังมีปัญหา

และเป็นปัญหาที่เกิดจากจินยอง

ทั้งครอบครัวและเพื่อนฝูงของมาร์คกำลังคิดว่าเขาวิกลจริต

มาร์คเอ่ยชื่อจินยองต่อหน้าผู้หญิงคนนั้นถึงสองครั้ง

ในสายตาคนอื่น จินยองเป็นเพียงภาพเพ้อฝันที่มาร์คสร้างขึ้นมาเพื่อหลบหนีอะไรบางอย่าง

เด็กหนุ่มต้องกินยาทั้งที่ไม่ได้ป่วย



หลังจากทั้งคู่จากกันอีกครั้ง จินยองนั่งอ่านสมุดบันทึกที่อีกฝ่ายให้ไว้อย่างละเอียด

ไม่มีตัวอักษรใดเลยแม้เพียงประโยคเดียวที่ทำให้จินยองระแคะระคายถึงปัญหานั้น

มาร์คอยากอยู่กับจินยองเหลือเกิน...

เหมือนกับที่จินยองโหยหามาร์คทุกเมื่อเชื่อวัน

กระนั้น ต่อให้รักมากเพียงใด จินยองก็ประจักษ์ได้ว่า ความรักต่างมิติและเผ่าพันธุ์ระหว่างเขาและมนุษย์นั้น ไม่ว่ามองไปทางไหนก็มีแต่ทางตัน

มาร์คทำให้จินยองบิดเบี้ยวไปฉันใด ตัวตนของจินยองก็ทำให้ชีวิตของมาร์ควิปลาสไปฉันนั้น

พวกเขาต่างกำลังหลงป่าด้วยกันทั้งคู่ และไม่มีใครสามารถช่วยใครให้รอดออกมาได้เลย

บางทีการตัดใจอาจจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด




ปีต่อมา...

บ้านพักเขตลานสกีไร้วี่แววของครอบครัวของมาร์ค

แม้จะเจ็บปวดเจียนตาย แต่จินยองไม่แปลกใจในสิ่งที่เกิด

เด็กหนุ่มชาวมนุษย์ที่มีชีวิตสดใสรออยู่เช่นเขา ไม่ควรทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อจินยอง

จินยองเองต่างหากที่ไม่ควรเห็นแก่ตัว รั้งอีกฝ่ายไว้กับอนาคตที่เป็นไปไม่ได้

ครั้งหนึ่งในชีวิตของภูตหิมะ เพียงได้มีมนุษย์สักคนรับรู้ตัวตนของเขาก็ถือว่าเป็นปาฏิหาริย์เหลือล้น

แม้จะเป็นปาฏิหาริย์ที่ต้องแลกมาด้วยความเจ็บปวดสุดหัวใจก็ตาม

เดิมทีพวกเขาไม่ควรได้พานพบกันด้วยซ้ำ

ถ้าไม่มีแหวนวงนั้น

วันแรกที่พวกเขาเจอกัน ก็คงจบด้วยการมองส่งอีกฝ่ายอยู่เงียบๆ เป็นครั้งสุดท้าย ส่วนจินยองก็ย้ายอาณาเขตในเหมันต์ต่อไป


"ถ้าเจ้าไม่ย้ายไปที่อื่น ก็ไม่มีใครกล้าเข้ามาแทนที่เจ้าหรอกนะ จินยอง" เสียงภูตหิมะทรงวัยวุฒิตนหนึ่งเตือนสติเมื่อเห็นว่าปีนี้จินยองก็ยังคงจับจองอาณาเขตเดิมจนเหมือนภูตวิปริต

"จินยองยังมีหน้าที่ติดค้างอยู่ที่นี่ ถ้าหน้าที่นั้นเสร็จสิ้นเมื่อไหร่ จินยองจะย้ายอาณาเขตทันที" เขากล่าวตอบด้วยแววตาแน่วแน่

"อย่าทำอะไรโง่ๆ แบบท่านฮันบยอลเด็ดขาดนะ"

"ท่านฮันบยอล?"

จินยองไม่ค่อยรู้เรื่องราวของภูตหิมะตนอื่นสักเท่าใด

"เพื่อจะได้เคียงข้างและให้ความอบอุ่นแก่มนุษย์ที่ตนรักตลอดไป ท่านฮันบยอลเขียนเกล็ดหิมะที่ไม่มีวันละลายมอบให้แก่ชายที่ตนรัก นั่นเป็นการกระทำที่โง่เง่าสิ้นดี เพราะสุดท้ายชายคนนั้นก็ลืมท่านฮันบยอลแล้วไปแต่งงานกับหญิงสาวชาวมนุษย์ด้วยกัน"

เกล็ดหิมะที่ไม่มีวันละลาย?

นั่นต้องใช้พลังภูตทั้งหมดในกายที่มี ซึ่งหมายความว่า... ต้องแลกมาด้วยชีวิต

จินยองอึ้งไปเล็กน้อย เหตุใดเขาไม่เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อน

"ไม่ต้องแปลกใจหรอก ภูตรุ่นหลังอย่างเจ้าไม่มีใครรู้จักท่านฮันบยอล ที่ไม่มีการเล่าขานต่อกันก็เพราะไม่มีประโยชน์ที่จะต้องหลงเหลือเรื่องราวนั้นอีก ไม่ว่าอย่างไรภูตหิมะกับมนุษย์ก็ไม่มีโอกาสได้สัมผัสกันอยู่แล้ว กรณีของท่านฮันบยอลคงเป็นเพียงลิขิตของเบื้องบน"

ภูตหิมะอาวุโสถอนหายใจออกมาเบาๆ

"เรื่องของเจ้าใช่ว่าไม่มีใครรู้ ข้าไม่อยากให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย จึงขอเตือนเพียงเท่านี้"

โดยปกติภูตหิมะจะไม่ก้าวก่ายเรื่องของกันและกันโดยไม่จำเป็น

จินยองค้อมศีรษะแทนการขอบคุณ



ผ่านไปสองเหมันต์ บ้านพักริมชายป่าบริเวณลานสกียังคงปิดร้าง

สิ่งที่ภูตหิมะหนุ่มกระวนกระวายใจยิ่งกว่าการไม่ได้พบหน้าคนรัก คือความเป็นอยู่ของอีกฝ่าย

เกิดอะไรขึ้นกับครอบครัวที่เคยมาเยือนที่นี่ทุกปีไม่เคยขาด

มาร์คสบายดีอยู่หรือไม่ กำลังเผชิญกับอะไร กำลังเดือดร้อนเพราะเขาอยู่หรือเปล่า

จินยองคิดฟุ้งซ่านไปต่างๆ นานา

ทว่าในที่สุด ปลายฤดูหนาวในปีนั้น รถยนต์ที่ไม่คุ้นตาก็แล่นเข้ามาจอดบริเวณลานสกี

บุคคลที่ก้าวออกมาจากตำแหน่งที่นั่งคนขับกลับเป็นชายหนุ่มที่คุ้นเคย

แม้ใบหน้าจะไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนัก แต่สองปีที่ผ่านมา ชายหนุ่มดูสูงสง่าและสุขุมกว่าที่จินยองเคยเห็น

เขามาคนเดียวและไม่แยแสข้าวของที่อยู่ในรถ

ขายาวลุยหิมะมุ่งมายังป่าลึกอย่างแน่วแน่

"จินยอง!" เสียงกู่ร้องเรียกชื่อที่ชวนใจสั่น "นายอยู่ที่ไหน"

เพียงไม่นาน ร่างสีขาวของจินยองปรากฏตัวขึ้นอย่างเลือนรางเบื้องหน้ากายสูงใหญ่ จนชัดขึ้นเรื่อยๆ

"มาร์ค"

จินยองเติบโตไล่เลี่ยกับเขา ทั้งยังงดงามขึ้นทุกครั้งที่ได้เจอ ดวงหน้าขาวจัดฉาบรอยยิ้มละมุนดังเช่นทุกครั้ง ทว่าดวงตาสีดำสนิทกลับหลุบต่ำดูเศร้าสร้อยจนน่าใจหาย

ชายหนุ่มดึงภูตในเสื้อคลุมขนจิ้งจอกสีเงินเข้าไปกอดแน่น พร่ำกระซิบความในใจซ้ำไปซ้ำมา

"คิดถึง... คิดถึงที่สุด จินยอง ฉันคิดถึงนายเหลือเกิน อยากเจอจนแทบคลั่ง ฉันรักนายนะ จินยอง"

ไม่พูดเปล่า ริมฝีปากช่วงชิงความหอมหวานบนผิวแก้มใส และกลีบปากเนียนนุ่ม

จินยองได้แต่ทำใจแข็งทั้งที่ภายในใจแทบหลอมละลาย ปล่อยให้อีกฝ่ายตักตวงระคนปรนเปรอความสุขจากร่างกายของเขาอย่างโหยหา กระทั่งอีกฝ่ายเอะใจในท่าทีนิ่งเฉยและเหินห่างของคนรัก

ชายหนุ่มมองจินยองด้วยสายตาเปี่ยมความสงสัย

"จินยองคอยมาตลอด มีที่แห่งหนึ่งที่จินยองอยากพามาร์คไป"

ทั้งคู่จูงมือกันเดินฝ่าผืนหิมะที่ทับถมสูงขึ้นมาเกือบถึงเข่า

"นายจะพาฉันไปไหน"

ไม่มีเสียงตอบ จินยองเพียงส่งสายตาละไมขณะตั้งหน้าตั้งตาเดิน

จู่ ๆ มาร์คก็ชะงักฝีเท้า แล้วรั้งอีกฝ่ายไว้

"ไม่... เราจะไม่ไปที่นั่น"

"แต่มาร์คต้องเอาแหวนไปคืน... จินยองจำได้"

ชายหนุ่มดึงร่างในชุดขาวเข้ามาสู่อ้อมอกอีกครั้ง

"ฉันจะไม่คืนแหวนให้ใครทั้งนั้น... จินยอง นายเข้าใจใช่มั้ย ถ้าไม่มีแหวน ฉันกับนาย..."

"มาร์คไม่ควรมองเห็นจินยองอีก เราอยู่กันคนละมิติ มันเป็นไปไม่ได้"

ทั้งที่ระยะห่างของเวลาช่วยให้หัวใจของจินยองกล้าแกร่ง แต่ก็ใช่ว่าจะสามารถเอ่ยคำพูดเย็นชานั้นออกมาอย่างง่ายดาย

"ปู่ของฉันทำพลาดไปแล้ว ฉันจะไม่ยอมทำพลาดอีกเด็ดขาด ฉันจะไม่ยอมทำให้จินยองเสียใจ"

"จินยองไม่ได้เสียใจ... จินยองยินดี ถ้าชีวิตของมาร์คมีความสุข"

"จินยอง นายคือความสุขของฉัน"

ฉับพลัน จินยองก็เข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง ว่าเหตุใดภูตหิมะฮันบยอลจึงยอมสละพลังทั้งหมดเพื่อมอบเกล็ดหิมะที่ไม่มีวันละลายให้กับมนุษย์ผู้เป็นที่รัก

วิธีเดียวเท่านั้นที่จะทำให้ภูตหิมะได้อยู่เคียงข้างมนุษย์ที่ตนรัก คือกลายเป็นสิ่งที่มองเห็น

ถึงกระนั้น สุดท้ายแล้วมนุษย์ก็ต้องครองคู่กับเผ่าพันธุ์เดียวกัน จินยองเองก็ไม่อาจบอกลาเทือกเขาแห่งนี้ไปอยู่ในโลกอันวุ่นวายของมนุษย์ได้

ที่นั่นไม่ใช่ที่ของภูตหิมะ

"มาร์ค... นำแหวนไปคืนเถอะ จินยองทำให้มาร์คเดือดร้อนไปมากกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว"

ภูตหนุ่มไม่กล้าแม้แต่สบสายตา

หากเผลอเงยหน้าขึ้นไปมอง ก็จะพบกับหยาดน้ำอุ่นจากนัยน์ตาของอีกฝ่าย

"ที่ผ่านมา จินยองขอโทษ จินยองเจอต้นสนนั่นตั้งนานแล้ว แต่จินยองเห็นแก่ตัว จินยองอยากเจอมาร์ค อยากอยู่กับมาร์ค อยากให้มาร์คมองเห็นจินยองตลอดไป จินยองก็เลยไม่ยอมบอก ปล่อยให้มาร์คเก็บแหวนนั่นจนถึงทุกวันนี้"

"ตั้งแต่ฉันพบจินยอง ฉันก็ไม่มีความคิดที่จะคืนแหวน ฉันรักษามันไว้อย่างดีเพื่อจะได้มาเจอกับจินยองทุกปี"

"ถ้าอย่างนั้น ให้จินยองไปอยู่กับมาร์คแทนแหวนนั่นมั้ย"

จู่ ๆ คำพูดที่ไม่เคยคิดมาก่อนก็หลุดปากออกไป

ชายหนุ่มตรงหน้าถึงกับตะลึง แววตาสีน้ำตาลเข้มทอประกายแห่งความหวัง

"แหวนนั่น... คือภูตหิมะตนหนึ่งที่เคยรักกับคุณปู่ของมาร์ค นางใช้พลังทั้งหมดเขียนคำพูดออกมาเป็นเกล็ดหิมะที่ไม่มีวันละลาย"

มาร์คล้วงแหวนที่ห้อยคอไว้ออกมาดู ก่อนถามออกไปด้วยเสียงสั่น

ใช่ว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขาไม่รู้ที่มาที่ไปของแหวนเลย เพียงแต่รายละเอียดบางอย่าง ไม่สามารถสอบถามจากคนที่ตายไปแล้วได้

"นางเขียนคำว่าอะไร..."

"รักนิรันดร์" จินยองตอบด้วยใบหน้านิ่ง

"ภูตหิมะไม่มีความรักที่ยึดติดแบบนั้น การเขียนความรู้สึกเช่นนี้ออกมาเท่ากับต้องสังเวยด้วยชีวิต ดังนั้น..."

ชายหนุ่มดึงอีกฝ่ายไปกอดแน่น

"ไม่... ฉันไม่ได้ต้องการให้นายรักฉันมากขนาดนั้น ฉันแค่อยากใช้เวลาอยู่กับนายให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ฉันจะย้ายขึ้นมาอยู่ที่นี่ ฉันจะเป็นฝ่ายรอนายเอง เราจะอยู่ด้วยกันตั้งแต่นายตื่นจนนายกลับขึ้นไปหลับอยู่บนท้องฟ้า ฉันจะมีแต่นายคนเดียว ฉันสัญญา"

หวานเหลือเกิน... คำพูดของอีกฝ่ายหวานยิ่งกว่าขนมทุกอย่างที่จินยองเคยลิ้มรส

เขาเองก็ปรารถนาที่จะอยู่ในอ้อมแขนนี้ทั้งวันทั้งคืนไม่ต่างกัน แต่...

"จบหนาวนี้ จินยองต้องไปที่อื่นแล้ว"

มาร์คเบิกตาโพลงอย่างตะลึง

"ทำไม..."

"ภูตหิมะต้องย้ายอาณาเขตทุกปี จินยองทำผิดกฎมานานจนถูกตักเตือน ครั้งหน้าต้องไปเสียที ต่อให้มาร์คย้ายมาอยู่ที่นี่ตลอดชีวิตก็จะไม่เจอจินยองอีกต่อไป"

ชายหนุ่มถึงกับเข่าอ่อน

"จินยองขอบคุณมาร์คมาตลอด... มาร์คทำให้จินยองรู้จักกับโลกที่ภูตหิมะไม่มีวันอาจเอื้อม แต่ไม่ว่ายังไง เราก็ต้องตื่นจากฝัน เผชิญหน้ากับความจริง"

"ใช่ เราจะเผชิญความจริง... จินยอง ถ้าฉันอยู่กับนายที่นี่ไม่ได้ ฉันจะพาจินยองกลับไปพร้อมกัน"

"แต่... โลกของมาร์คไม่มีหิมะ ทางเดียวที่จินยองจะไปกับมาร์คได้ คือกลายเป็นเกล็ดหิมะที่ไม่มีวันละลาย... เหมือนในแหวนนั่น"

มาร์คทรุดตัวลงนั่งกุมขมับอย่างจนใจ

"ได้โปรด... คืนแหวนนั่นให้กับต้นสน แล้วยอมรับสิ่งที่จะเกิดขึ้นเถอะมาร์ค"

วงแขนแกร่งรวบเอวของอีกฝ่ายเข้ามากอดแน่น

สำหรับจินยองที่รู้ดีว่านี่คงเป็นครั้งสุดท้าย เขาอยากลูบเรือนผมสีอ่อนของอีกฝ่ายใจแทบขาด อยากถ่ายทอดความอบอุ่นให้กับหัวใจที่สั่นสะท้านและกำลังแหลกสลายไม่ต่างจากหัวใจของตัวเขาเอง

ทว่า ทำได้เพียงยื่นมือออกไป แล้วก็ชักกลับมาเพื่อดำรงความตั้งใจของตัวเองให้แข็งกล้าเท่านั้น

ไหล่ของชายหนุ่มตรงหน้าสั่นระริกอยู่ครู่ใหญ่

ก่อนจะลุกขึ้นอย่างเชื่องช้า

"เข้าใจแล้ว... ถ้างั้น ช่วยพาฉันไปที่สนต้นนั้นทีนะ จินยอง"

แต่ละก้าวที่จมลึกลงไปบนผืนหิมะ ราวกับมีโลหะหนักๆ มาถ่วง

ทั้งคู่ไม่มีใครอยากไปถึงจุดหมายปลายทาง แต่ก็จำต้องไป

ฤดูหนาวปีนี้ช่างสั้นนัก และมันก็ใกล้สิ้นสุดเต็มที

จินยองและมาร์คหยุดอยู่ตรงหน้าสนต้นมหึมา

ในชีวิตของมาร์คไม่เคยเห็นสนต้นใหญ่ขนาดนี้มาก่อน ลำต้นของมันใหญ่หนาจนต้องใช้หลายคนโอบจึงจะรอบ ทั้งที่ยังเป็นตอนกลางวัน แต่กลับเห็นแสงหิ่งห้อยระยิบระยับเรืองรองออกมาราวกับมีทางช้างเผือกพาดผ่าน

"สนต้นนี้ถูกปกปักษ์รักษาด้วยพลังภูตมหาศาล มนุษย์ทั่วไปจึงไม่อาจมองเห็นด้วยตาเปล่าได้ นอกจากคนที่มีพลังภูตหิมะอย่างเช่นมาร์คที่ครอบครองแหวนของท่านฮันบยอลเท่านั้น" จินยองอธิบายด้วยเสียงหดหู่

เวลาของพวกเขากำลังเดินถอยหลัง

มาร์คเดินเข้าไปลูบพื้นผิวสากบนลำต้นใหญ่ยักษ์ พลันสายตาสบกับรอยสลักเป็นรูปเกล็ดหิมะที่ดูคล้ายแฉกแสงของดวงดาว

"นั่นคือชื่อของท่านฮันบยอล... ในภาษาของเรา"

มาร์คเดาว่าคุณปู่ของเขาเป็นผู้ทำร่องรอยนี้ขึ้นมา

"ถ้าคืนแหวน... ฉันก็จะไม่เห็นนาย... ไม่เห็นต้นสนนี้แล้วสินะ" เสียงทุ้มถามอย่างขลาดๆ

"แต่ถ้าไม่คืน ไม่ว่ายังไง นี่ก็เป็นฤดูหนาวสุดท้ายที่เราจะได้พบกันอยู่ดี เราทำให้มันถูกต้องดีกว่า... นี่คือสิ่งที่คุณปู่ของมาร์คขอร้องไว้ก่อนสิ้นใจไม่ใช่เหรอ"

ชายหนุ่มละอายขึ้นมาทันที

อันที่จริง เขารู้สึกผิดต่อคุณปู่ตั้งแต่ตอนที่นึกเอาแต่ใจตัวเองแล้ว

รู้สึกมาตลอด

เขาโกงแม้แต่ความปรารถนาครั้งสุดท้ายของญาติผู้ใหญ่ที่เขารัก

ทันใดนั้นเอง แสงระยิบระยับที่รายล้อมต้นสนใหญ่ก็พุ่งเป็นสายใส่หน้าอกของชายหนุ่ม เป้าหมายของมันคือแหวนที่เขาคล้องคออยู่

มาร์ครู้สึกถึงแรงดันมหาศาลจนเขาหงายหลังล้มลงบนพื้น ร่างกายของเขาแทบจะจมอยู่ในผืนหิมะจนเกือบมิด

จินยองได้แต่มองภาพตรงหน้าอย่างตกตะลึง

เขาไม่เคยพบเจอพลังภูตแข็งแกร่งและรุนแรงขนาดนี้มาก่อน

พลันบังเกิดประกายแสงเจิดจ้าที่ทำให้ท้องฟ้ารอบด้านมืดมิดในชั่วพริบตา

เบื้องหน้าของจินยองในตอนนี้ คือภูตสตรีตนหนึ่ง

เจ้าของเรือนผมยาวเหยียดตรงสีเงินทอประกาย แม้ผิวพรรณจะดูอ่อนเยาว์ดุจหญิงสาววัยกลางคน แต่ไออุ่นจากพลังงานที่แผ่ออกมาต้องกายทิพย์ของจินยอง สัมผัสได้ว่าเธอสูงวัยกว่านั้นมาก... มากจนจินยองรู้สึกราวกับกลายเป็นเด็กตัวเล็กๆ ในทันที

"ท่าน... ฮันบยอล?" เสียงใสเอ่ยถามอย่างไม่แน่ใจ

รอยยิ้มอ่อนโยนหันกลับมาพร้อมกับการพยักหน้าอย่างสงบนิ่ง

"ขอบใจพวกเจ้าทั้งคู่ ที่ในที่สุดก็ปลดปล่อยวิญญาณของข้าออกมาเสียที"

จินยองทรุดตัวลงนั่งอย่างอ่อนแรง

หยาดน้ำใสรื้อขึ้นคลอสองตาของภูตหนุ่มรูปงาม

"จินยอง... ขอโทษ... จินยองเห็นแก่ตัว" เขาก้มหน้าคำนับจนหน้าผากแนบกับพื้นสีขาว

"หมายความว่ายังไง" มาร์คถามด้วยความงุนงงทั้งที่ยังจุกจากแรงกระแทกเมื่อครู่

"หลังจากคุณปู่ของมาร์คสิ้นใจ ท่านฮันบยอลต้องทนทรมานอยู่เกล็ดหิมะนั่นอย่างโดดเดี่ยวมานานหลายปี" จินยองอธิบาย "เพราะจินยองไม่ยอมพามาร์คมาคืนแหวนที่นี่ ท่านฮันบยอลก็เลย..."

มาร์คหน้าซีดเผือด ความรู้สึกผิดเข้าจู่โจมหนักกว่าเก่า

มืออุ่นสัมผัสเส้นผมดำขลับของภูตอ่อนเยาว์อย่างอ่อนโยน

"อย่าโทษตัวเองเลย จินยอง อย่างน้อยความรักของพวกเจ้าก็ช่วยบรรเทาความโดดเดี่ยวของข้าได้ ความหอมหวานในอดีตของข้าประหนึ่งย้อนกลับมาอีกหนผ่านเรื่องราวของพวกเจ้า"

"ผม... ผมขอโทษ" มาร์ครำพึงออกมาเบา ๆ

เหตุการณ์ตรงหน้าเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนเขาตกตะลึงแทบไม่ทัน

"ต่อจากนี้ ข้าจะต้องหลับชั่วนิรันดร์เสียที การเดินทางครั้งใหม่ ไม่รู้เลยว่าจะได้เจอเขาอีกหรือไม่ แต่ก่อนไป ข้ายังพอมีพลังเหลืออยู่อีกเล็กน้อย... คิดว่าเพียงพอจะทำให้พวกเจ้าสมปรารถนา โดยไม่ซ้ำรอยประวัติศาสตร์"

ดวงตาสีฟ้าอ่อนปรายตามองชายหนุ่มที่ยังคงนอนแอ้งแม้งกลางกองหิมะ

"เจ้าสัญญาได้ไหม ว่าจะรักและไม่ทำให้จินยองของพวกข้าเสียใจเป็นอันขาด"

มาร์ครีบลุกขึ้นยืนตัวตรง ปฏิญาณอย่างหนักแน่น

"ผมจะไม่มีวันทำให้จินยองเสียใจ"

ฮันบยอลยิ้มบาง ๆ อย่างพึงพอใจ

"จินยอง... ข้ารู้ว่าเจ้าปรารถนาสิ่งใด ต่อจากนี้เจ้าจะสามารถร่วมทุกข์ร่วมสุขกับคนที่เจ้ารักในทุกๆ ที่แม้ไม่มีหิมะได้ เจ้าจะมีร่างกายมนุษย์โดยสมบูรณ์ แต่ถ้าวันใดเจ้าสิ้นศรัทธาในความรักแล้วล่ะก็... กายเจ้าจะสลายกลายเป็นเกล็ดหิมะ และพวกเจ้าทั้งคู่จะสิ้นวาสนาต่อกันตลอดกาล"

"ท่านฮันบยอล..." จินยองทำได้เพียงเรียกชื่ออีกฝ่ายสั้นๆ เพราะหลังจากนั้นก็มีลำแสงเจิดจ้ามหาศาลอาบไปทั่วร่างของภูตหนุ่ม

หลังจากแสงนั้นดับไป ฮันบยอลและสนต้นใหญ่ก็ไม่อยู่ตรงนั้นเสียแล้ว

ปุยหิมะเริ่มโปรยปรายลงมาจากฟ้า

นี่เป็นครั้งแรกที่จินยองรู้สึกหนาวสะท้านไปทั้งร่างกาย

ไม่ใช่ความหนาวเหมือนตอนที่เขาเคยเสียใจในกาลก่อน

แต่เป็นความเย็นเยียบที่เสียดแทงผ่านกายเนื้อลึกเข้าไปถึงแกนกลางของอวัยวะทุกส่วน

จินยองกอดร่างกายมนุษย์ของตนอย่างทรมาน

ร่างของเขาเหลือเพียงอาภรณ์เนื้อแพรสีขาวบางๆ คล้ายกับวันแรกที่เขาถือกำเนิดขึ้นในป่าแห่งนี้

ไม่เหลือแม้แต่พลังใดๆ ของภูตอีกแล้ว

มาร์ครีบเข้ามากอดและลูบตามเนื้อตัว ก่อนถอดแจ็คเก็ตตัวนอกมาคลุมร่างของคนรัก

อุ่น...

จินยองนึกถึงความอบอุ่นจากแจ็คเก็ตของมาร์คที่เจอกันในวันแรก

"ขอบคุณครับ... ท่านฮันบยอล" เขารำพึงออกมาเบาๆ ด้วยริมฝีปากสั่นระริก

ยินเสียงแผ่วกังวานจากฟากฟ้า

"สิ่งที่กำลังเริ่มต้นขึ้นคือความโหดร้ายนอกผืนป่านั่นต่างหากล่ะ จินยอง... จงเข้มแข็งและชาญฉลาด"

อดีตภูตหนุ่มหลุบสายตาลงอย่างเศร้าสร้อย

"จินยองนำทางมาร์คออกจากป่าไม่ได้อีกแล้วนะ"

ร่างที่สั่นเทาแนบใบหน้าลงบนแผ่นหลังที่พยายามแบกร่างกายเกือบเปลือยเปล่าของเขา

ตอนนี้จินยองสูญสิ้นความหยั่งรู้ของทิศทางโดยสิ้นเชิง

"ไม่ต้องห่วง... ฉันจะพานายออกจากป่าเอง"

เสียงนั้นฟังดูไม่มั่นใจนัก แต่สำหรับจินยอง มันช่างอบอุ่นในหัวใจเหลือเกิน



จบ.



ผลงานอื่นๆ ของ something to live and die for

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

18 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 19 กันยายน 2561 / 19:41

    ชอบมากกกกก ก ล้านตัววววววว ละมุนหัวใจมากค่ะ
    #18
    0
  2. #17 nketnkk (@nketnkk) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 19 กันยายน 2561 / 18:54

    ละมุนละมัยสุดๆ
    #17
    0
  3. #16 P!nKK (@Pink-Kanthida) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 30 เมษายน 2561 / 02:04
    อบอุ่นเหลือเกิน เป็นฟิคที่น่ารักมากที่สุดเลย เอ็นดูไปหมด ทำไมน่ารักขนาดนี้~
    #16
    0
  4. #15 Pe4key (@Pe4key) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 2 ตุลาคม 2560 / 16:04
    อบอุ่นเหลือเกิน ชอบเนื้อเรื่องแนวนี้มากอ่ะ ชอบจิตนาการของไรท์ ชอบมัคจิน ขอบคุณนะคะที่แต่งเรื่องดีๆให้ได้อ่าน ฟินมากค่ะ
    #15
    0
  5. วันที่ 28 กันยายน 2560 / 10:57
    รับรู้ได้ถึงความรักและความมั่นคงของทั้งสองคนจริงๆค่ะ มาร์คที่เฝ้ารอมาทั้งปีเพื่อพบจินย งแค่อาทิตย์เดียว แต่ก็ไม่เคยลืมที่จะรักษาสัญญาและไม่มีคนอื่นก่อน อ่านแล้วรู้สึกอบอุ่นในใจจริงๆค่ะ นึกว่าสุดท้ายจะต่างคนต่างอยู่แล้ว แต่ปาฏิหารก็เกิดจนได้ ดีต่อใจมากๆเลยค่ะไรท์ ขอบคุณสำหรับฟิคดีๆหลายๆเรื่องนะคะ
    #14
    0
  6. วันที่ 23 กรกฎาคม 2560 / 01:16
    เขียนดีมากกกกกก
    เสียน้ำตากับเรื่องนี้ จนตาบวมเลย 55555
    แต่ชอบมาก อยากให้แต่งเรื่องดีดีแบบนี้ให้อ่านอีกนะคะ 
    #13
    0
  7. วันที่ 11 มิถุนายน 2560 / 07:56
    สนุกมากเลยค่ะ ซาบซึ้งกับความรักของทั้งคู่มาก ชอบที่มาร์คมาหาน้องทุกปี ต่างคนต่างรอคอยที่จะได้เจอกัน แม้จะแค่เวลาสั้นๆ แต่ตอนที่มาร์คพาผู้หญิงมาด้วยแล้วจินยองมาเห็นนี่โกรธมาร์คอะ นึกว่าจะม่าแล้ว พออ่านไปเรื่อยๆน้ำตาไหลเลย 2 คนนี้รักกันจริงๆทั้งๆที่รู้ว่าเป็นไปไม่ได้ แต่สุดท้ายสองคนก็ได้อยู่ด้วยกัน ละมุนมาก

    ขอบคุณมากเลยค่ะ อ่านแล้วรู้สึกดีมาก ๆ
    #12
    0
  8. #11 Lisa Sakura
    วันที่ 7 เมษายน 2560 / 21:41
    อ่านไปร้องไป พอตอนจบยิ้มเลยค่ะ

    อยู่ๆน้ำตาก็ไหลเอง.....ยิ้มด้วย
    #11
    1
  9. #10 Lisa Sakura
    วันที่ 7 เมษายน 2560 / 21:41
    อ่านไปร้องไป พอตอนจบยิ้มเลยค่ะ

    อยู่ๆน้ำตาก็ไหลเอง.....ยิ้มด้วย
    #10
    0
  10. วันที่ 28 มีนาคม 2560 / 21:18
    พล๊อตดีจังเลยค่ะ นึกว่าจินยองจะโดนทำร้ายจิตใจซะละ ประทับใจความรักของทั้งคู่มากๆขอบคุณที่จบแฮปปี้นะคะ
    #9
    1
    • 28 มีนาคม 2560 / 22:11
      ก็ไม่แฮปปี้ซะทีเดียวค่ะ อยากได้ภาคต่อจัง แต่ขี้เกียจเขียน 555
      #9-1
  11. #8 ซอลทัง (@555oilfrenzy) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 27 มีนาคม 2560 / 14:00
    น้ำตามา ฮือๆ ซึ้งค่ะ ความรักของทั้งสองคนที่มีต่อกันมันช่างหอมหวานและอบอุ่นยิ่งนัก
    #8
    1
  12. วันที่ 22 มีนาคม 2560 / 03:48
    อ่านแล้วรู้สึกหนาวไปด้วยเลยค่ะ สุขๆ เศร้าๆ ปนกันไปตลอดทั้งเรื่องเลย ชอบพล็อตมากกกก อิมเมจจินยองเหมาะกับการเป็นภูตหิมะจริงๆ นะคะ /ไหงวกมาอวยได้ ฮ่าๆๆๆ

    ชอบฉากแบ่งช็อคโกแล็ตมากๆๆๆ ตรงที่มันแข็งแล้วมาร์คดันเข้าปากจินยองทั้งชิ้น เรารู้สึกว่ามันเป็นรายละเอียดเล็กๆ ที่น่ารักดีจังค่ะ นับถือใจมาร์คที่มั่นคงได้ขนาดนี้ ทีแรกนึกว่าจะจบเศร้าแล้วเนอะเพราะยังไงก็ดูเป็นไปไม่ได้ สุดท้ายท่านฮันบยอลที่ผ่านเรื่องแบบนี้มาก่อนก็เข้าใจทั้งคู่ (เราชอบที่ท่านฮันบยอลเชื่อมั่นในความรักมากๆ ด้วยค่ะ ;-;) ยังไงจินยองก็ต้องต่อสู้กับโลกภายนอกอีก พี่มาร์คห้ามทำน้องเสียใจนะคะ!

    ขอบคุณสำหรับฟิคดีๆ นะคะ ชอบมากๆ เลยแงงงงงง สู้ๆ กับเรื่องต่อๆ ไปค่ะ ฮริ้งงงง
    #7
    2
    • 22 มีนาคม 2560 / 03:50
      ป.ล. ฉากในเทรลเลอร์เหมือนในเรื่องจริงๆ ด้วยค่ะ 55555555
      #7-1
    • 22 มีนาคม 2560 / 12:09
      ดีใจที่ช่วยดับร้อนได้ค่ะ (ฮา) ขอบคุณมากเลยค่า

      ตอนเห็นเทรเลอร์ครั้งแรก ชี้หน้าจอแทบไม่ทัน อันนี้เลย แบบนี้เลย แล้วจู่ๆ ก็ปั่นนิยายจนจบได้... อยากให้เป็นแบบนี้กับเรื่องที่ดองไว้มั่งจังค่ะ 5555
      #7-2
  13. วันที่ 20 มีนาคม 2560 / 20:20
    เป็นฟิกหน้าหนาวที่อบอุ่นมากกกกกกกกกกกกกก ชอบมากๆเลยค่ะ เป็นเรื่องที่ทั้งสุขทั้งเศร้าไปพร้อมๆกัน ตอนที่เขาได้เจอกันคือหิมะกลายเป็นสีชมพูไปเลย เอ็นดูตอนที่เจอกันครั้งแรก หนูนอนทับตัวพี่เลยนะลูกกก ฮือออ ความน่ารักนี้  ภูติจินยองน่ารักมากๆ น่ารักจนอิจฉามาร์ค

    แต่ว่าตอนที่จินยองเริ่มตัดใจแล้วจะให้มาร์คคืนแหวนมันปวดใจมากค่ะ ขอบคุณไรท์เตอร์ที่ไม่ใจร้ายนะคะ มาร์คมั่นคงจริงๆ รักจินยองเหลือเกิน อยากรู้ในมุมของมาร์คบ้างจังว่าพี่เขาจะคิดจะรู้สึกยังไงบ้างตอนที่ไม่ได้เจอจินยอง (ไม่ได้หลอกล่ออะไรทั้งนั้นค่ะ ฮี่ๆ)

    ขอบคุณสำหรับฟิกสนุกๆอีกเรื่องนะคะ ไม่เคยทำให้ผิดหวังเลยค่ะ 
    #6
    2
    • 20 มีนาคม 2560 / 20:58
      เรื่องทางฝั่งมาร์ค ตั้งใจไว้ว่าจะไม่เขียนค่า เดี๋ยวความเป็นเทพนิยายจะพังครืนเหมือนมาสค็อตถอดหน้ากาก มันอาจจะดาร์คมากไปเลยก็ได้
      #6-1
    • 20 มีนาคม 2560 / 20:58
      ขอบคุณค่าาาา
      #6-2
  14. #5 โอเลนจี ×` (@iyacup-jubjub) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 20 มีนาคม 2560 / 20:17
    ซึ้งไปกับความรักของทั้งคู่อะ.
    นึกว่าพี่มาร์นจะเปลี่ยนใจไปซะแล้ว.
    #5
    1
    • #5-1 something to live and die for (@thelittlecocoon) (จากตอนที่ 1)
      20 มีนาคม 2560 / 20:55
      ตอนเขียนก็ลังเลอยู่ค่ะ ว่าจะให้มาร์คกลับมาหาจินยองหรือจะเข้าโรงพยาบาลบ้าดี 555 ขอบคุณนะค้า
      #5-1
  15. วันที่ 20 มีนาคม 2560 / 16:46
    อ่านแล้วรู้สึกเหมือนดูทิงเกอร์เบลอ่ะค่ะ ยิ่งฉากที่จินยองเห็นมาร์คจูบกับผู้หญิงคนนั้นนี่ฟีลแบบทิงก์มองปีเตอร์แพนกับเวนดี้ยังไงก็ไม่รู้ ฮือออออออ

    บรรยากาศของฤดูหนาวในเรื่องช่วยดับร้อนได้ดีทีเดียวค่ะ (ถึงตอนอ่านเราจะสะท้านอยู่ในห้องแอร์ก็เถอะT^T) จะบอกว่าชอบความมั่นคงของมาร์คมาก ๆ จริง ๆ แล้วโลกมนุษย์กับโลกภูติต่างกันลิบลับเลยนะ มีสิ่งล่อตาล่อใจตั้งมากมายแต่มาร์คก็ยังคงยึดมั่นอยู่กับจินยองแค่คนเดียว.. ช่วงเวลาที่ทั้งคู่ต่างถอดใจที่จะฝืนโชคชะตาอ่ะเราใจหายมาก ๆ และเมื่อได้ีัพรจากท่านฮันบยอลแล้วเราหวังว่ามาร์คจะรักและดูแลจินยองตลอดไป ต่างคนต่างเป็นของขวัญของกันและกันไปจนนิรันด์เลยนะ 

    ขอบคุณสำหรับฟิกค่ะ ฟิกของคุณทำให้เรากลายเป็นเด็กเพ้อเจ้อ(จริง ๆ ก็ไม่เด็กแล้วล่ะ) คิดนั่นคิดนี่ จินตนาการไปออกดาวพลูโตตลอดเลย >//<



    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 20 มีนาคม 2560 / 16:55
    #4
    1
    • 20 มีนาคม 2560 / 17:38
      อิจฉาาาา อ่านในห้องแอร์ด้วย ตอนอัพฟิคนี่เราเหงื่อโทรมกายมากเลยค่ะ 555 ฝืนเหลือเกิน

      จริงๆ เรื่องนี้ถ้าเขียนจากมุมของมาร์คจะกลายเป็นอีกเรื่องไปเลยล่ะ และอาจต้องเปลี่ยนชื่อเรื่อง แต่... เราขี้เกียจเอง 5555
      #4-1
  16. วันที่ 20 มีนาคม 2560 / 15:33
    โอ๊ยยยยย เกือบร้องไห้ออกมาหลายทีเลย กลัวจะจบแบบเศร้า แต่ยังดีที่คุณไม่ใจร้ายกับคนอ่าน 

    มันเป็นรักแท้นะคะ รอคอยปีๆนึงจะเวียนมาอีกครั้ง แม้จะเจอกันแค่ปีละครั้งแถมยังใช้เวลาไม่นาน แต่สายใยความผูกพันก็หยั่งรากลึกไปในใจของทั้งคู่ ตอนแรกกลัวว่าจินยองจะไม่โตเป็นภูติน้อยน่ารักแบบนี้ไปจนมาร์คโต แต่มันคงจะดูโชตะค่อนไปหน่อยถ้ามาร์คจะพรากผู้เยาว์ 55555+ แต่ในใจนี่ชอบมากนะคะ รู้สึกเหมือนมาร์คเป็นลุงแก่ๆที่คอยหลอกล่อจินยองตลอดเวลา 

    แอบกลัวค่ะ กลัวคำว่าความโหดร้ายนอกป่า เหมือนมองเห็นดราม่าที่จะมาพร้อมการออกไปเผชิญโลกในฐานะมนุษย์ของจินยอง โลกมนุษย์มันโหดร้ายเกินไปและหวังว่าไม่ว่าจะเจอกับอะไรความรักที่ทั้งคู่มีต่อกันจะช่วยให้ทุกอย่างผ่านพ้นไปด้วยดี
    #3
    1
    • 20 มีนาคม 2560 / 15:45
      มีใครจะแต่งตอนออกนอกป่าแล้วบ้างมั้ยคะ จะตามไปอ่าน 555 (อ้าว ทิ้งระเบิดกันง่ายๆ ซะงั้น)
      #3-1
  17. #2 Janney Apmt (@apcymn) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 20 มีนาคม 2560 / 14:03
    โอยยย กินใจสุดๆเลยค่ะ เป็นฟิคที่ดำเนินเรื่องแบบรับรู้ถึงความยาวนานของเรื่องราวของเขาทั้งคู่ได้เลยอ่ะ นึกว่าจะไม่ได้อยู่ด้วยกันอีกซะแล้ว เกือบร้องไห้ แต่บีบหัวใจมากจริงๆกับความรักที่มันอยู่ด้วยกันไม่ได้อ่ะ ฮือออออ สะท้อนทั้งมุมมองของมาร์คและจินยองออกมาได้เก็ทสุดๆ กินใจมั่กๆค่ะ
    ขอบคุณมากๆสำหรับฟิคดีๆค่ะ :)
    #2
    1
    • #2-1 something to live and die for (@thelittlecocoon) (จากตอนที่ 1)
      20 มีนาคม 2560 / 15:02
      ขอบคุณค่า ตอนเขียนยังเสียวๆ ว่าเรื่องมันน่าเบื่อรึเปล่า
      #2-1
  18. #1 PIM54042 (@PIM54042) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 20 มีนาคม 2560 / 10:49
    มันคือรักที่แท้จริงอ่ะ จบได้สวยมากค่ะ ชอบมากกกกกกกกกกกกก
    #1
    1