คัดลอกลิงก์เเล้ว

The Pyromancer

เด็กหนุ่มผู้เล่นกับไฟ กับ ชายชราผู้เล่นกับความตาย สองคนมาเจอกันหน้ารูปปั้นของหญิงงามรูปหนึ่ง พร้อมด้วยบทสนทนาอันน่าอัศจรรย์

ยอดวิวรวม

39

ยอดวิวเดือนนี้

0

ยอดวิวรวม


39

ความคิดเห็น


1

คนติดตาม


2
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  23 ก.พ. 63 / 11:44 น.
นิยาย The Pyromancer The Pyromancer | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้
แนะนำตัวละคร / ทักทายผู้อ่าน / เขียนตามใจชอบ พิมพ์ตรงนี้ได้เลย...

เนื้อเรื่อง อัปเดต 23 ก.พ. 63 / 11:44


ภูผาที่สูงชูชัน เสียงลม เสียงใบไม้ที่เย้ยหยันมาถึงเส้นขอบผา มองลงไปตามแนวดิ่งลึกๆจะเห็นธารน้ำที่ไหลนิ่งแต่สัมผัสได้ถึงความเย็นยะเยือกไปถึงขั้วของหัวใจ ปรากฏร่างของเด็กหนุ่มดูท่าทางอายุไม่เยอะ ประมาณ 17-18 ในมือของเด็กหนุ่มมีกลุ่มอนุภาคสีแดงอมส้มส่องแสงสว่างในตัวเอง ขณะเดียวกันก็รู้สึกได้ถึงไออุ่นที่แผ่ออกมาจากอนุภาคนั้น มันช่วยคลายความหนาวเหน็บได้โดยเกือบหมดสิ้น เด็กหนุ่มมองสิ่งที่อยู่ในมืออย่างสนใจและพินิจพิเคราะห์ก่อนจะกำมือข้างนั้นลงเป็นอันได้ดับพลังของอนุภาคนั่นจนกลายเป็นไอควันเล็กๆล่องลอยไปตามทางลม

เด็กหนุ่มเดินไปเรื่อยๆตามแนวป่าแนวเขา สายตาพลางชำเลืองมองไปสะดุดเข้ากับรูปปั้นของหญิงสาวในชุดเดรสแบบราชินี บนส่วนของศีรษะประดับด้วยมงกุฏไม้ลายลูกพีช ที่มือข้างนึงถือกริชอันแหลมคม สังเกตเห็นสีหน้าอันโศกาอันรู้สึกได้จากร่องรอยของประติมากรรม ไม่ทันไรเขาก็เหลือบไปเห็นชายแก่ผมหงอก ใส่ชุดมีผ้าคลุมหัวสีออกเทาเข้มเป็นผ้าหนังเก่าๆ ท่าทางดูเหมือนเกือบๆจะอิดโรยที่อยู่ไม่ไกลกันกำลังยืนทำท่าเหมือนกำลังสำรวจความงามของงานปั้นชิ้นนี้อย่างไม่ละสายตา สร้างความประหลาดใจให้เด็กหนุ่มเล็กน้อยว่ารุปปั้นชิ้นนี้มีอะไรให้ชายชราน่าพิสมัย

"ชายชราที่ยืนอยู่ตรงหน้าข้าเอ๋ย ท่านกำลังมองดูสิ่งใดจากรูปปั้นเทพธิดา" เด็กหนุ่มเอ่ยถามอย่างผู้เกือบมีมารยาท

ชายแก่ไม่ตอบทันที แต่ก็แสดงท่าทางให้เด็กหนุ่มรับรู้ว่าเขาฟังอยู่ด้วยรอยยิ้มกึ่งๆจะหัวเราะ ก่อนที่จะเอ่ยประโยคออกจากปากด้วยคำถามกลับไป

"หนุ่มน้อยผู้เยาว์วัยและอ่อนโยนเอ๋ย เจ้าคงเป็นไพโรแมนเซอร์ใช่ไหม ข้าสัมผัสได้ว่าเมื่อครู่นี้เจ้ากำลังเล่นกับไฟ"

เด็กหนุ่มยิ้มกริ่ม "ท่านไม่ตอบคำถามของข้า แต่ท่านโยนอีกคำถามมาหาข้า ได้ข้าจะตอบท่าน ถูกแล้ว ข้าเป็นไพโรแมนเซอร์ ชาวบ้านเขาว่าข้าเป็นคนเล่นกับไฟอย่างที่ท่านเห็น ข้ามาสำรวจภูมิศาสตร์ที่นี่นิดหน่อย กำลังจะเดินทางกลับเข้าเมือง บังเอิญมาเจอกับโบราณวัตถุเก่าๆที่กำลังถูกมองด้วยสายตาที่เหมือนพึงประสงค์จะเล้าโลมของชายชราผู้หนึ่ง"

“มารยาทของเจ้าเหมือนจะดี แต่จริงๆแล้วถือว่าแย่มาก แต่ข้าไม่ถือสามากมาย แค่ตกใจเล็กน้อย” ชายชรากล่าวตำหนิวาจาของเด็กหนุ่มเล็กน้อย เด็กหนุ่มเองก็ไม่ได้ใส่ใจกับคำตำหนินั้นมากมาย

“ขออภัย แต่เกรงว่าจะห้ามกันไม่ได้ เพราะมันคงเป็นสันดานวาจาของข้าเสียแล้ว”

ชายชราได้แต่หัวร่ออยู่ในลำคอ คาดเดาได้ว่าในมโนทัศน์ของชายชราคงลั่นเสียงหัวเราะก้องดังกังวาลกว่านี้

“ได้ งั้นเดี๋ยวข้าจะบอก จำชื่อข้าไว้ให้ประทับจิตของเจ้าซะนะ ข้าคือจิลเลี่ยน โบลีวาร์ด เป็นเนโครแมนเซอร์ ชาวบ้านเขาว่าข้าเป็นนักเล่นกับความตาย ประกอบสัมมาชีพเป็นนักค้าโลงศพ ทำเลอยู่บริเวณตลาดไม่พึงประสงค์ชั้นใต้ดินของหัวเมืองเลนเซล” ชายชราแนะนำตัวยืดยาว หวังว่าเด็กหนุ่มคงจะรู้จักตัวเขาให้มากขึ้น

“จิลเลี่ยน โบลีวาร์ด เหรอ อืมม” เด็กหนุ่มรู้สึกคุ้นชื่อนี้อย่างประหลาด แล้วก็นึกขึ้นได้ว่าเคยอ่านเรื่องราวของชายในชื่อเดียวกันนี้ ในตำราชื่อศาสตร์การพิทักษ์ตน เล่ม 2 หน้าที่ 355 บรรยายถึงชายคนนี้เอาไว้ว่า

“จิลเลียน เจ โบลีวาร์ด ได้สร้างประวัติศาสตร์การใช้ศาสตร์มืดในการครอบครองพื้นที่ของอาณาจักรอาคาเดีย โดยอาศัยความสามารถในการเป็นเนโครแมนเซอร์ของตนในการคืนชีพ 1000 ศพ เพื่อเป็นข้าทาสในการแย่งชิงอำนาจบริหารจากส่วนกลางการปกครองของอาคาเดียมาเป็นของตน บันทึกบางฉบับของนักประวัติศาสตร์กล่าวไว้ว่าเหตุผลของการเปิดศึกชิงเมืองระหว่างอาคาเดีย กับ จิลเลี่ยน โบลีวาร์ด เกิดขึ้นเพราะความลุ่มหลงในตัวราชินีเกรเซลของจิลเลี่ยน ความปราถนาของจิลเลี่ยนเริ่มต้นขึ้นจากความลุ่มหลง ขยายขอบเขตเป็นความปราถนาและสร้างความเสียหายให้แก่อาคาเดียอย่างเป็นวงกว้าง ประมาณการความเสียหายไว้ที่ประชากรของอาคาเดียไม่ต่ำกว่าหลักแสนคน นับเป็นเรื่องที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ยุคเรืองรองของอาณาจักรสีทองอย่างอาคาเดีย”

“ประวัติศาสตร์ซ้ำเติมในสิ่งที่ข้าทำ ซึ่งข้าไม่ปฏิเสธว่ามันเป็นความจริง แต่นั่นทำให้ข้าต้องปกปิดตัวเองมาตลอด 40 ปีภายใต้นามแฝงว่า ‘ดาลัส ชิว’ ” ชายชรากล่าวถึงตัวเองด้วยน้ำเสียงที่รู้สึกถึงปลายลิ้นถึงความอิดออด

เด็กหนุ่มไม่รู้สึกเกรงกลัวหรือตื่นตระหนกใดๆ กลับกันยังรู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย แต่ลำตัวยังแข็งทื่อ ใบหน้ายังคงมีการขยับเขยื้อนแค่เล็กน้อย มีแค่ริมฝึปากที่ฉีกออกมาอย่างน่าประหลาดใจ

“ให้ตายเถอะ นี่ข้ากำลังยืนอยู่กับสุดยอดวายร้ายแห่งยุคเลยหรือเนี่ย ฮ่าๆๆๆๆ” ชายหนุ่มหัวเราะอย่างสะใจ ชายชราได้แต่นิ่งและยืนมองท่าทางของเด็กหนุ่มด้วยความเหนื่อยใจ

“เจ้าคงไม่กลัวข้าเลยสินะ”

“ข้าจะกลัวท่านไปทำไม ยังไงตอนนี้พลังอำนาจของท่านก็คงใกล้หมดไปตามกาลเวลาแล้ว นี่ไม่ใช่ยุคของท่านแล้วล่ะ ข้าพูดถูกใช่ไหม” เด็กหนุ่มกล่าวด้วยความมั่นใจยิ่ง

“เหอะๆ ก็จริงของเจ้า ตอนนี้ข้าก็แค่ตาแก่โรยรา ทำงานค้าขายในตลาดมืดเพื่อหาเลี้ยงชีวิตที่เหลือเพียงน้อยนิดของตัวเอง”

“เทวรูปองค์นี้คงเป็นของราชินีเกรเซลสินะ” เด็กหนุ่มกลับมาเข้าเรื่องของเทวรูปต่อ

“ใช่ ราชินีรูปงามที่ความสามารถของเธอได้นำความงามภายนอกไปจนหมด ยากที่จะหาราชินีที่ทรงพระปรีชาสามารถขนาดนั้นได้อีก” ชายชรากล่าวอวยเลิศยศของราชินีภายใต้สลักหินอ่อนตรงหน้า

“เรื่องที่ว่าท่านทำเรื่องที่เลวร้ายที่สุด เพราะหลงไหลในตัวราชินีคงเป็นเรื่องจริง” เด็กหนุ่มซักถามถึงข้อเท็จจริง

“หนุ่มน้อยเอ๋ย ข้าผ่านความรู้สึกแบบนั้นมามาก และมากเกินไปมาตลอดชีวิต จวบจนปัจจุบันนี้ข้าแทบจะนิยามมันไม่ได้แล้วว่ามันคือความรัก ความหลงไหล หรือความใคร่อยากสนองตัณหา” ชายชราผู้มากประสบการณ์ถึงกับแทบสับสนในตัวเองทุกครั้งที่บรรยายถึงความรู้สึกประมาณนี้

“แต่เรื่องที่ข้าบอกได้คือความรู้สึกที่ข้ามีต่อเธอที่ไม่ว่ามันจะถูกเรื่องเป็นนามใดก็ตาม แต่มันเป็นต้นกำเนิดของเหตุการณ์ที่เลวร้ายที่สุดแห่งยุคตามบันทึกประวัติศาสตร์เหล่านั้นว่าจริงๆ”

“และท่านก็ถูกปราบด้วยอัศวินเมืองเหนือแห่งอาคาเดีย เอซอส ดี กาบาเรล” เด็กหนุ่มพูดจาฉะฉานราวกับอวดโอ้ความรู้ที่ได้ร่ำเรียนมา

“ในทางกายภาพน่ะมันก็ใช่ อัศวินเมืองเหนือนั่นเก่งจนข้าเองยังหวาดวิตกมาถึงทุกวันนี้ ข้าถูกฟันเป็นแผลยาวสองแผล อีกทั้งยังถูกริบพลังเวทย์ไปเกือบครึ่ง” ชายชราเปิดชายผ้าหนังเผยรอยยาวจะบ่าลงสู่หน้าท้องสองรอย เด็กหนุ่มไม่ได้ประหลาดใจกับรอยแผลนัก แต่เขาเองก็รู้สึกตื่นเต้นกับการได้เห็นร่องรอยที่เคยถูกจารึกในประวัติศาสตร์

“แต่ในทางความคิดของข้าน่ะ ข้ากลับได้รับการเยียวยาจากชายผู้หนึ่งที่หน้าประวัติศาสตร์แทบไม่ได้บันทึกถึงเขาเลย” ชายชราพูดพลางยื่นแขนเหยียดนิ้วชี้เข้าไปทางเด็กหนุ่ม

“เพราะข้า ?” เด็กหนุ่มงงเล็กน้อยว่าตัวเขาไปเปลี่ยนแปลงความคิดอันใดให้กับชายชรา

“เพราะอาจารย์ของเจ้า ข้าคงพูดไม่ผิด ไพโรแมนเซอร์ฝึกหัดเช่นเจ้าคงต้องได้ศึกษาวิชาศาสตร์แห่งอัคคีขั้นเบื้องต้นกับเซบาสเตียน คาบาเน็ต แน่ๆ”

เด็กหนุ่มสะอึกเล็กน้อย ความไม่เชื่อไม่ฝันของเขาปรากฏผ่านสีหน้าให้คาดเดาได้อย่างง่ายดาย

“อาจารย์เซบาสเตียนเนี่ยนะ ไม่เคยเห็นอาจารย์เล่าอะไรแบบนี้ให้ฟังเลย”

“หึหึ ไอหนุ่มนั่นตอนเจอกับฉันครั้งแรกมันอายุเท่าๆเจ้านั่นแหละ แต่มันมารยาทดีกว่าเจ้าตั้งเยอะ”

เด็กหนุ่มประกอบสีหน้าเสียอารมณ์เล็กน้อยที่โดนกระแนะกระแหนอีกแล้ว

“แล้วอาจารย์ของข้าเขาทำอะไรกับท่านไว้งั้นหรือ”

“ตั้งแต่ข้าสู้รบปรบมือกับคนนับหมื่น เขาเป็นเพียงคนเดียวที่ยังมองข้าเป็นมนุษย์คนหนึ่ง ไม่ใข่ปีศาจหรือจอมมาร”

เด็กหนุ่มมีท่าทีตอบสนองต่อประโยคนั้นอย่างที่รู้สึกได้ถึงความภาคภูมิใจเล็กๆที่มีต่ออาจารย์

…..

กาลเวลาหวนไปเมื่อสี่สิบปีก่อน ในจุดที่นับว่าเป็นช่วงหกเดือนหลังจากที่จิลเลี่ยน โบลีวาร์ดได้ปลุกผีนับพันไปบุกหัวเมืองอาคาเดีย เข่นฆ่าผู้คนเป็นแสน และตอนนี้เขากำลังอยู่ในช่วงของการหลบหนีเพื่อซ่อนตัวจากแผนยุทธศาสตร์การรบใหม่ของอาคาเดียที่ชายหนุ่มผมสีเงิน แววตาแฝงความมุ่งร้ายได้คาดการณ์เอาไว้ว่าอาจจะทำให้ตนเสียเปรียบ

จิลเลี่ยนควบม้าสีทมิฬที่มีนามอันเป็นเกียรติว่า ‘เฟเวอร์’ วิ่งไปตามเส้นทางแคบๆที่ผู้คนไม่ นิยมสัญจร ตลอดทางถูกโรยไปด้วยเกล็ดก้อนสีขาว เพราะเป็นช่วงหน้าหนาว หิมะจะปกคลุมหนาเป็นพิเศษ เส้นทางที่เต็มไปด้วยถนนสีขาวโพลนทำให้ชายหนุ่มไม่สามารถพยุงอาชาของตนให้ไปตามทิศที่ต้องการได้ ตลอดชีวิตของชายผู้นี้ล้วนแต่ถูกประกอบสร้างไปด้วยความปราถนา มันคงสร้างความอึดอัดใจไม่น้อยหากความปราถนาไม่ถูกตอบสนองตามที่ควร

ม้าของเขาควบขาสี่ข้างของตัวเองไปไกลมากพอที่จะหยุดพักหายใจได้ เขาได้ปล่อยตัวลงจากม้าแล้วเดินสับเท้าก้าวเล็กๆไปที่ใต้ต้นโอ้กลำสูงใหญ่ที่ถูกสะเก็ดหิมะเกาะรายล้อม กลายเป็นความงดงามเพียงไม่กี่อย่างที่เขาได้สัมผัสในชีวิต

จังหวะเวลาได้นั่งพักของชายหนุ่มผ่านไปยังไม่ทันจะครบยาม เขาก็ได้ยินเสียงตบกีบของม้าอีกตัวที่กำลังวิ่งมาทางต้นโอ๊กต้นเดียวกับที่เขานั่งพิงลำต้นของมันอยู่ ชายหนุ่มตื่นตกใจไม่คิดว่าศัตรูจะหาตัวเขาเร็วขนาดนี้ เขาจึงรีบวิ่งเข้าไปคร่อมขี่เจ้าเฟเวอร์ ก้มตัวลงกระตุกบังเหียนของเจ้าม้าอย่างแรง ปล่อยจังหวะพุ่งตัวอย่างรุนแรงของอาชาสีทมิฬทิ้งระยะห่างระหว่างเขา กับ ม้าอีกตัวที่กำลังวิ่งกวดเข้ามาอย่างรวดเร็วไว้พอสมควร

“หยุดก่อน ข้าบอกให้หยุด” เสียงตะโกนของเด็กชายวัยแตกหนุ่มบนหลังม้าที่วิ่งไล่เขามาต้องการบอกให้เขาหยุด แต่มีหรือที่ผู้ถูกไล่ล่าจะกระทำตามคำสั่งเสียงนั่น แน่นอนว่าชายหนุ่มยิ่งเร่งฝีเท้าของเจ้าม้าให้ไวขึ้น เพื่อที่จะได้ทิ้งระยะห่างจากแขกไม่ได้รับเชิญด้านหลังของเขาให้มากออกไปอีกจนเด็กหนุ่มข้างหลังจะได้มองไม่เห็นเขา

เด็กหนุ่มรู้สึกว่าเขาคงไล่ตามชายข้างหน้าไม่ทันแน่ๆเลยตัดสินใจอ้าฝ่ามือ บนฝ่ามือปรากฏอนุภาคสีส้มที่ใครๆก็เรียกมันว่าอัคคี เด็กหนุ่มตวัดแขนทั้งข้าง ปาดเอาไฟที่อยู่บนมือร่วงไหลออกเป็นทางยาว ทำเอาเกล็ดหิมะข้างทางละลายเป็นธารน้ำอย่างรวดเร็ว ชายหนุ่มเบื้องหน้าเห็นท่าทางไม่ดีเลยรีบใช้วิชาของตนบ้างเพื่อไม่ให้มันจะดูเป็นการเสียเปรียบจนเกินไป

ภาพไอความมืดประชันหน้ากับเด็กหนุ่มสร้างความหวาดระแวงอย่างไม่น่าเชื่อ เด็กหนุ่มตระหนักได้ว่านี่หรือคือพลังของชายที่อยู่ตรงไหนตน ช่างทรงพลังตามที่เขาร่ำลือกันไว้จริงๆ แต่ดูเหมือนว่านี่คงไม่ใช่เวลาจะมาชื่นชมกันเสียยืดยาว เพราะบางอย่างที่อยู่ข้างใต้กำลังผุดขึ้นมาจนเด็กหนุ่มก็ไม่ทันได้ระวังตั้งตัว

“น่าพะวงอะไรอย่างนี้เนี่ย” เสียงความคิดของนักเล่นไฟหนุ่มดังก้องโสตประสาท เด็กหนุ่มจึงรับรู้ในวินาทีสุดท้ายว่านี่ไม่ใช่ศัตรูที่เขาควรจะมาสู้รบกันเสียแล้ว

“ข้าเข้าใจแล้วว่าท่านเก่งอย่างไร แต่ข้าขอให้ท่านหยุดก่อนได้ไหม ข้าขอร้องล่ะ ข้าไม่ได้มาเพื่อจับตัวท่าน ข้าแค่มีเรื่องอยากจะถามท่าน” เด็กหนุ่มตะโกนด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ชายหนุ่มผู้น่าเกรงขามข้างหน้าก็ดูมีท่าทีที่จะชะลอม้าตัวเก่งของเขา ขณะนี้ระยะห่างของทั้งสองก็ร่นเข้ามาใกล้ๆมากขึ้นแล้ว

"มีอะไร" ชายหนุ่มส่งเสียงแหบๆแต่พอได้ยินผ่านเข้ามาถึงหูเด็กหนุ่มข้างหลัง

“ข้าแค่อยากรู้ว่าท่านกำลังจะไปไหน”

“ข้าจะไปไหนทำไมจะต้องบอกเจ้า ถ้าข้าบอก ข้าก็จะบอกแค่ว่าจะไปในที่ๆแสนไกลจนเจ้ามองไม่เห็น”

“‘งั้นข้าขอตามไปด้วยได้ไหม”

“ไม่ได้”

“ว่าแล้วเชียวว่าท่านต้องไม่ให้ข้าติดสอยห้อยตามไปด้วยแน่ๆ ไม่เป็นไร แต่ช่วยฟังเรื่องเล่าของข้าหน่อยได้ไหม”

“เรื่องเล่าอะไร ข้าไม่ได้มีเวลาเยอะขนาดนั้น”

“ข้าชื่อ เซบาสเตียน คาบาเน็ต เป็นไพโรแมนเซอร์ฝึกหัด พลังเวทย์ของข้ายังไม่อาจทัดเทียมกับฝีมือของท่านได้”

“หรือว่าเจ้าอยากมาเป็นสมุนของข้า ข้าไม่รับสมุนมาเพิ่มให้ปวดหัวหรอก”

“เปล่า ข้าไม่ได้เห็นดีเห็นงามกับสิ่งที่ท่านทำแม้แต่น้อย ไม่ได้อยากตามไปรับใช้ท่าน ข้าแค่อยากรู้จักท่าน ข้าสนใจในตัวท่าน”

“ตัวข้ามีอะไรให้เจ้าสนใจ”

“มีมากมาย ข้าสนใจในความคิดของท่าน”

“ถึงกับทำให้เจ้าต้องตามข้ามาถึงขนาดนี้เลยหรือ”

“ใช่ ข้าว่าข้าเรียนรู้จากสิ่งที่ท่านคิดได้ ข้าจึงตามมา”

“งั้นเจ้าก็จงรู้ไว้ซะว่า จอมมารไม่เสียเวลามาอธิบายให้โง่เขลาฟัง” ชายหนุ่มสะบัดผ้าคลุมสีดำพร้อมเกร็งมือเพื่อร่ายมนต์สีดำพุ่งเข้าตัวเด็กหนุ่มอย่างรุนแรงทำให้เด็กหนุ่มสลบคาคอม้าไปทันที หลังจากนั้นชายหนุ่มก็ควบม้าของตนออกไปจะพื้นที่ที่ยืนอยู่อย่างรวดเร็วพร้อมกับความรู้สึกประหลาดใจอยู่ก้อนหนึ่ง

…..

ตัดกลับมาที่ปัจจุบัน เด็กหนุ่มไพโรแมนเซอร์ที่กำลังตะลึงในสิ่งที่ชายชราเล่าย้อนเมื่อเขายังเป็นชายหนุ่มก็เกิดปรัศนีขึ้นมากมายในหัว

“สุดท้ายท่านก็ทำร้ายอาจารย์ข้า” เด็กหนุ่มหน้าขมวดไม่ค่อยเข้าใจในสิ่งที่ชายแก่ตัดสินใจเมื่อตอนนั้น

“ใช่ ข้าทำไปเพราะตอนนั้นข้ารู้สึกรำคาญ เด็กหนุ่มนั่นยังอ่อนต่อโลกและไม่รู้ว่ากำลังเอาตัวเองมาเสี่ยงกับอะไรอีกมากมาย” ชายชราถอนหายใจให้กับเหตุการณ์ครั้งนั้น

“แต่เหตุการณ์ในวันนั้นทำให้ข้าคิดไม่ตกไปหลายวัน แปลกมาก แต่ในประโยคที่อาจารย์ของเจ้าพูดกับข้าในตอนนั้น มันมีบางอย่างที่สะดุดกับใจข้าแปลกๆ”

“ประโยคใดกัน” เด็กหนุ่มสงสัยหนักยิ่งกว่าเดิม

“ข้าสนใจในตัวท่าน ข้าไม่ติดใจประโยคนี้แค่เพราะตัวประโยค แต่น้ำเสียงที่อาจารย์ของเจ้าพูดในตอนนั้นมันทำให้ข้ารู้สึกแปลกประหลาดใจมากๆ มากแบบที่ข้าไม่เคยพะวงเท่านี้มาก่อน”

เด็กหนุ่มเองยิ่งไม่เข้าใจ เหมือนกับว่ายิ่งทำความเข้าใจกับเรื่องราวในอดีตของชายชราตรงหน้ามากเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งเหมือนเดินเข้าไปในเขาวงกตมากเท่านั้น

“สันนิษฐานหนึ่งที่ข้าคิดได้คือ อาจารย์ของเจ้าอาจกำลังหลงไหลในตัวข้ามากๆ” ชายชราให้คำตอบเบาๆ แต่ทำเอาเด็กหนุ่มที่ยืนฟังอยู่ ทำหน้าถอดสีไม่น้อย

“บ้าน่า จะบอกว่าอาจารย์ของข้า… ประมาณว่าหลงรักท่านอะไรทำนองนั้นเนี่ยนะ”

“ก็ไม่ได้อยากให้เป็นแบบนั้น แต่ข้าว่ามันก็เป็นไปได้ ข้าครุ่นคิดกับเรื่องนี้มากจนทำให้เป้าหมายอะไรใดๆที่ข้า

ปราถนามันแทบไม่สำคัญไปเลย” ชายชราหันขวาไปมองที่รูปปั้น

“มันทำเอาข้าแทบประหลาดใจตามท่านไปเลย”

ชายชรายกมือขึ้นมองแหวนของตนที่ส่องแสงตามความมันเงา พร้อมกับปล่อยให้สถานการณ์มันนิ่งเงียบไปชั่วครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยปากเล่าเรื่องบางอย่างขึ้นมา

“ครั้งหนึ่งข้าเคยใช้มนต์ปลุกวิญญาณ ปลุกให้ราชินีเกรเซลตื่นขึ้นมาพักหนึ่ง ข้าถามนางว่านางรู้สึกอย่างไรกับข้า นางนิ่งเงียบไม่ตอบ แต่ทันใดนั้นข้าก็รู้สึกได้ทันทีว่านางกำลังโกรธข้ามากๆ ข้าจึงชูมือที่สวมแหวนนี่ขึ้นมาเพื่อถามนางอีกว่าจำแหวนวงนี้ได้ไหม นางบอกว่าจำได้ เพราะนางเป็นคนให้ข้ามากับมือ” ชายชราปล่อยมือกลับไปตรงตำแหน่งเอวตามเดิม

“สรุปคือท่านกับราชินีเกรเซลเองก็เคยมีความสัมพันธ์ร่วมกันสินะ”

“ก็ไม่ปฏิเสธ ครั้งหนึ่งมันยากที่จะเอาตัวเองออกมาจากความสัมพันธ์นั่น นางจึงให้สัญญากับข้าข้อนึงก่อนที่นางจะให้แหวนวงนี้กับข้า”

“สัญญาอะไรกัน”

“เมื่อใดที่แหวนวงนี้มันไม่ส่องสว่าง นางขอว่าได้โปรดให้ข้ามาที่อาคาเดีย และทำลายมันให้สิ้นซาก เมื่อใดที่อาคาเดียล่มสลาย นางก็จะตกเป็นของข้าทันที” เด็กหนุ่มสังเกตได้ว่าระหว่างที่ชายชราพูดมีหยดน้ำหยดหนึ่งเกาะอยู่ปลายขอบตาทั้งสองข้างของชายชรา

“หมายความว่าที่ท่านทำลงไปทั้งหมด ป... เป็นเพราะราชินีท่านเป็นคนสั่งให้ท่านทำงั้นหรือ” ความประหลาดใจบนหน้าของเด็กหนุ่มเริ่มกลับมาอีกครั้ง

“ใช่ กว่าจะรู้ตัวว่าโดนหลอกใช้ ตอนนั้นข้าก็หน้ามืดตามัวทำลายผู้คนไปอย่างนับไม่ถ้วน ตอนนั้นข้าโกรธแค้นนางมาก แล้วก็นั่นแหละ ผลคือข้าเป็นคนสังหารนางด้วยมือของข้าเอง ตอนนั้นมันคือวามโกรธ ความแค้น ข้าไม่หยุดและข้าก็ทำลายมันต่อไปเรื่อยๆ”

“น่าเศร้า ความรู้สึกของตัวท่านเองได้นำพาตัวท่านมาไกลมาก”

“ไกลอย่างเจ้าว่าจริงๆ แต่ที่น่าเศร้ายิ่งกว่าที่ข้ารู้จักตัวเองช้าไป” หยดน้ำที่เกาะบนปลายตาเริ่มแตกสายไหลนองตามรอยแก้มมาสู่ปลายคาง

“เอาจริงๆไหม ข้าคิดว่าตอนที่ท่านปลุกราชินีขึ้นมา นางไม่มีสิทธิ์ที่จะโกรธท่านเลยแม้แต่น้อย นางทำให้ท่านต้องเป็นแบบนี้” ความเห็นใจของเด็กหนุ่มที่มีต่อชายแก่เริ่มปรากฏขึ้นทีละน้อย

“ข้าเองก็ไม่ค่อยเข้าใจความรู้สึกของนางหรือแม้แต่ตัวข้าเองในตอนนั้นจริงๆเท่าไหร่หรอก ทุกอย่างมันขับเคลื่อนไปด้วยอารมณ์มากเกินไป”

“แล้วท่านรักอาจารย์ของข้าบ้างไหม”

“ไอหนุ่ม ข้ามิอาจปักใจให้กับคนที่ข้างเพิ่งพบกันแค่ครั้งเดียวหรอก แต่ข้าก็ไม่เคยลืมเขาเลยตลอดเวลาสี่สิบปี”

“ไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย ท่านไม่คิดว่าตลอดเวลาท่านกำลังเสียสติอยู่หรือ”

“แล้วทำไมเจ้าถึงยังมาเสียเวลาอยู่กับชายแก่บ้าเสียสติอย่างข้ากันล่ะ”

เด็กหนุ่มพูดไม่ออก เห็นได้ชัดว่าสายตาเขาจ้องมองไปที่ชายชราไม่หยุด

“บ้าเอ้ย ข้าไม่แปลกใจเลยว่าทำไมของข้าถึงสนใจท่าน”

ชายชราเผยรอยยิ่มบนใบหน้าที่คาดเดาความรู้สึกไม่ถูก เขามองขึ้นไปบนท้องฟ้าแล้วก็สังเกตุว่าตะวันกำลังจะเคลื่อนหลบสายตาของเขาแล้ว

“จะมืดค่ำแล้ว เจ้าไม่รีบเข้าเมืองหรือไง”

“ข้าไม่ได้รีบขนาดนั้น ยังมีเวลาเสวนากับท่านอีกยาวนาน”

“งั้นเราเดินไปคุยไปกันเถอะ ข้ารีบแล้ว”

เด็กหนุ่มยิ้มตอบตกลง ยามเย็นนี้ยังอีกยาวนานมีเวลาให้เขาได้เรียนรู้อะไรจากชายแก่ประหลาดผู้นี้ได้อีกมากมายนับไม่ถ้วน

“งั้นเดี๋ยวตลอดทางเดินนี้ข้าขอเป็นผู้เริ่มบทสนทนาเอง”

-จบ-

 

ผลงานอื่นๆ ของ Poomkun Scarlet

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

1 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 22 มีนาคม 2563 / 15:23

    อ่านแล้วนะครับ


    เรื่องสั้นแนวแฟนตาซีค่อนข้างหายาก ไม่ค่อยมีใครเขียนกันเท่าไหร่


    ส่วนใหญ่ถ้าพูดถึงแนวแฟนตาซีก็จะเป็นเรื่องยาวๆ ไปเลย


    โดยรวมเท่าที่อ่าน เรื่องนี้ สำนวนภาษาค่อนข้างใช้ได้นะครับ


    เนื้อหาดูเรียบเรื่อยไปหน่อย ขึงขังจริงจัง เน้นบทสนทนา สิ่งที่ขาดไปของเรื่องนี้คือ


    ปมของเรื่องแล้วก็จุดพีค ครับ มันราบเรียบ ตั้งแต่ต้นจนจบเลย ตอนจบนั้นความสัมพันธ์ของจอมเวทย์ทั้งคู่


    ก็อึมครึม คุลมเครือ อารมณ์ประมาณว่า แล้วไงต่อนะ ตัดจบแบบนี้เหรอ




    องค์ประกอบของเรื่องสั้น สิ่งสำคัญก็คือ ต้องมีแก่น มีปมของเรื่อง แล้วก็มีจุดพีค ครับ เรื่องสั้นควรมีความเข้มข้น


    มีพลังในการสื่อสาร มีประเด็นที่ชัดเจน


    คงจะบอกว่า พอใช้นะสำหรับเรื่องนี้ แต่ก็ยังไม่ดีเท่าไหร่ในความคิดผม ออกจะ เฉยๆ ธรรมดา


     ภาษาไรทเตอร์ ใช้ได้นะ จนถึงค่อนข้างดีเลยล่ะ แต่ขอให้เสริมเรื่องปม และความเข้มข้นของเรื่อง ให้ชัดเจนยิ่งขึ้นในผลงานต่อๆ ไป ครับ


    หากจะเขียนเรื่องสั้นในรอบหน้า ก็ เขียนร่างในกระดาษก่อนเลยว่า ประเด็นหลัก หรือแก่นของเรื่องคืออะไร แล้วค่อย ต่อยอด เชื่อมโยงรายละเอียดอื่นๆ ตามมาครับ


    เนื้อหาก็จะชัดเจนขึ้นมาเอง

    #1
    1
    • 22 มีนาคม 2563 / 21:29
      ขอบคุณสำหรับฟีดแบ็กมากๆนะครับ จะนำไปแก้ไขปรับปรุงในผลงานต่อๆไปครับผม ^^
      #1-1