The Diplomats ภารกิจรัก นักการทูต

ตอนที่ 40 : กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย - EP 10

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 610
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 31 ครั้ง
    2 เม.ย. 61

EP 10 

          "นั่นท่านบันคีมุนนี่นา..." เสียงของซอฮยอนเอ่ยขึ้นมา ทำให้เจสสิก้าหลุดจากภวังค์ เธอยังคงกังวลกับคำพูดของลีรยองเมื่อครู่อยู่พอสมควร แต่ก็พยายามจะทำเป็นไม่สนใจ เพราะเธอมีเรื่องที่สำคัญกว่าอยู่ตรงหน้า... หน้าที่ของเธอในฐานะ 'คนรัก' ของซอฮยอน

          "ไหนคะ...โอ้ ท่านจริงๆด้วย... ท่านเลขาธิการสหประชาชาติก็มาด้วยเหรอคะเนี่ย" เจสสิก้าพยายามลืมๆเรื่องที่กวนใจตัวเอง แล้วกลับมาอยู่กับปัจจุบัน เธอมองตามสายตาที่ดูตื่นเต้นและเป็นประกายของซอฮยอนไปยังชายสูงอายุคนหนึ่ง สวมแว่นตากรอบสี่เหลียมดูภูมิฐาน... ไม่มีใครไม่รู้จักเขา เพราะเขาคือความภาคภูมิใจของคนทั้งเกาหลีใต้

          "โอ้...ท่านเดินมาทางนี้แล้ว ทำยังไงดี...ฉันเป็นแฟนตัวยงของท่านเลย ที่ฉันเลือกเป็นนักการทูตทั้งๆที่เรียนกฏหมายมา ก็เพราะได้อ่านหนังสือของท่านเป็นแรงบันดาลใจนี่แหละ" ซอฮยอนดูตื่นเต้นอย่างเห็นได้ชัด เจสสิก้ามองเห็นเขาก็อดรู้สึกขำนิดๆไม่ได้ ซอฮยอนทำตัวตื่นเต้นเหมือนพวกแฟนคลับเวลาได้เจอคริสตัลน้องสาวของเธอซึ่งเป็นดาราดัง... เขาเหงื่อแตก มือเย็นไปหมด แม้เธอใส่ถุงมือบางๆก็ยังรู้สึกได้ เจสสิก้าแอบเห็นแก้มของเขาแดงๆขึ้นมาด้วย ทำให้เธออดยิ้มบางๆไม่ได้...เธอบีบมือเขาเบาๆ... 

          "เดินเข้าไปพูดกับท่านเหมือนที่บอกกับฉันสิคะ...ฉันคิดว่าท่านคงต้องดีใจแน่ๆเลย" เจสสิก้าว่ายิ้มๆ ทำให้ซอฮยอนหันมามองหน้าเธออย่างตื่นๆ เธอเพิ่งเคยเห็นเขาดูตื่นเต้นขนาดนี้  นึกแล้วก็น่ารักดี คนทั่วไปอาจจะตื่นเต้นกับดารานักร้องนักแสดง แต่คนอย่างซอฮยอนนั้น...เขามาตื่นเต้นเอากับนักการทูตระดับโลก

          เมื่อท่านบัน คีมุน เดินตรงเข้ามาใกล้จริงๆ ซอฮยอนก็แทบจะตัวแข็ง แต่ด้วยถูกฝึกมาให้เก็บอารมณ์เป็นอย่างดี เขาจึงสามารถเก็บซ่อนสีหน้าเอาไว้อย่างง่ายดาย เมื่อท่านเดินมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้า 

          "ทราบมาว่าคุณคือหัวหน้าฝ่ายนักการทูตปฏิบัติการที่มาร่วมต่อสู้คดีวันพรุ่งนี้..." ท่านเอ่ยทักทายแล้วยื่นมือมาให้

          "สวัสดีค่ะท่าน ดิฉันซอฮยอน ซอ จูฮยอนค่ะ..." ซอฮยอนเอ่ยแล้วยื่นมือไปสัมผัสมือท่านอย่างขลาด

          "โอ้...นามสกุลซอ เป็นทายาทของท่านซอ จูวอนสินะครับ" ท่านบันคีมุนกล่าว ทำให้ซอฮยอนหูแดง 

          "ใช่ค่ะ" ซอฮยอนตอบเขินๆ ท่านบันคีมุนยิ้มๆ 

          "ท่านซอ จูวอนเป็นที่เคารพนับถือในวงกฏหมายมาก ได้ทายาทท่านมาร่วมตัดสินคดีผมคงเบาใจ การตัดสินคดีวันพรุ่งนี้ทางเกาหลีใต้เราคงไม่น่าเป็นห่วงนะครับ" ท่านบันคีมุนกล่าว ทำให้ซอฮยอนหูแดงอีกครั้ง

          "เอ้อ...และทางนี่ก็ คุณเจสสิก้า จองค่ะ ลูกสาวของท่านเอกอัครราชทูตจอง" ซอฮยอนไม่ลืมที่จะแนะนำคนข้างๆ

          "ยินดี...ยินดีมากๆครับที่ได้รู้จัก" ท่านบันคีมุนหันมายิ้มให้กับเจสสิก้าที่ยิ้มตอบท่านอย่างมีไมตรี 

          "ท่านจะรับไวน์ไหมคะ? เดี๋ยวดิฉันจะไปรับมาให้" เจสสิก้าเอ่ยถาม ทำให้ท่านบันคีมุนเลิกคิ้ว 

          "โอ้...ดีเลยครับ รบกวนด้วยนะครับ" ท่านบันคีมุนว่า 

          "คุณซอฮยอนคงมีหลายเรื่องอยากจะคุยกับท่านเป็นการส่วนตัวน่ะค่ะ...เดี๋ยวดิฉันขอตัวไปรับไวน์มาให้ก่อน... เชิญตามสบายเลยนะคะ" เจสสิก้าว่ายิ้มๆ ทำให้ซอฮยอนเลิกคิ้วและหันมามองเธออย่างไม่เชื่อหู... ก่อนจะยิ้มให้เธออย่างขอบคุณ 

          "มารยาทดี วางตัวเหมาะสม สมเป็นลูกสาวท่านทูตจองฯเลยนะครับ คุณเป็นคนที่โชคดีมากจริงๆ" ท่านบันคีมุนชื่นชมเจสสิก้าและหันมามองซอฮยอน ทำให้เขายิ้มเขินๆ ก่อนจะเอ่ยเรื่องหนังสือของท่านที่เขาชอบอ่าน และท่านบันคีมุนก็ดูดีใจที่ซอฮยอนสนใจหนังสือของท่าน
ทำให้การสนทนาระหว่างทั้งสองออกรสยืดยาวต่อไปได้อีก 

...

          เจสสิก้าเดินข้ามฟลอร์ไปขอไวน์แดงจากพนักงานเสิร์ฟมาสองแก้ว เพราะเธอไม่ดื่ม ก่อนจะตั้งท่าเดินกลับมาทางทิศเดิม แต่ก็ถูกขวางไว้ด้วยหญิงสาวคนหนึ่ง... เจสสิก้าหน้าตึงขึ้นมาทันทีเมื่อมองเห็นว่าคนตรงหน้าที่เดินมาขวางทางนั้นเป็นใคร 

          "เป็นไงคะ ภารกิจ 'อ่อย' ไปถึงไหนแล้ว?" ลีรยองเบะปากมองหน้าเธออย่างไม่ชอบใจ 

          "ฉันไม่มีอะไรจะต้องคุยกับคุณอีก" เจสสิก้าว่าแล้วเดินเลี่ยง แต่ลีรยองก็เดินมาบัง 

          "เดี๋ยวก่อนสิคะ ... จะรีบไปไหน... อยู่ห่างจากพี่ซอสักนาทีถึงกับจะลงแดงตายเลยหรือไงคะ?" 

          น้ำเสียงยียวนอย่างนั้นทำให้เจสสิก้าต้องข่มอารมณ์ไว้ เพราะรู้ว่างานเลี้ยงครั้งนี้คืองานใหญ่  เธอจะทำให้คุณซอฮยอนและคุณพ่อเสียหน้าไม่ได้เด็ดขาด... 

          "ถ้าไม่มีอะไรสร้างสรรค์กว่านี้...ดิฉันขอตัวนะคะ..." เจสสิก้ากล่าวแค่นั้น แล้วเดินเลี่ยงลีรยองไป โดยพยายามประคองแก้วไวน์ในมือไม่ให้หก แต่เธอก็รู้สึกได้ถึงชายกระโปรงที่ติดกับอะไรบางอย่าง...

          ลีรยองเหยียบชายกระโปรงเธอ !! 

          นึกได้ แต่ก็ไม่ทันการณ์แล้ว เพราะโลกหมุนคว้าง ภาพทุกอย่างกลายเป็นสโลว์โมชั่น เจสสิก้าหน้าทิ่มลงไปกับพื้น แก้วไวน์ตกลงกระแทกพื้นแตกละเอียด เธอเผลอกรีดร้องออกไป 

          "กรี๊ดดด!!" เจสสิก้าร้องลั่นชั่วขณะที่กำลังล้มทำให้ทุกคนหันมามองเธอเป็นตาเดียว ร่างบางลงไปกองกับพื้น ไวน์หกเลอะเปรอะเปื้อนเต็มทั้งตัวและผมของเธอ... 

          "อุ๊ยตายแล้ว! ขอโทษจริงๆนะคะคุณเจสสิก้า ลีรยองไม่ได้ตั้งใจ..." ลีรยองแสร้งทำเป็นร้องขอโทษขอโพยเสียงดัง... เมื่อทุกคนหันมามองเธอเป็นตาเดียว 

          หน้าไม่อายจริงๆ!! คนอะไรเป็นไปได้ถึงขนาดนี้!? เจสสิก้าคิดในใจอย่างโกรธแค้น เธอพยายามยันกายลุกขึ้น แต่ก็เจ็บแปลบๆ ที่มือ เมื่อพบว่าแก้วบาดมือจนเลือดไหล แก้วนั้นบาดจนถุงมือสีขาวของเธอขาด ชุ่มไปด้วยเลือดและไวน์ เจสสิก้าน้ำตาไหลออกมาอย่างโกรธแค้น ใจอยากลุกไปกระชากหัวลีรยองตบตรงหน้า แต่ติดว่าเธอยังคงมีวุฒิภาวะมากพอ... สายตาที่อีกฝ่ายมองมาอย่างสะใจนั้นยิ่งทำให้เจสสิก้าโมโห 

          "คุณเจสสิก้า...ตายจริง!!" เสียงที่คุ้นเคยดังมาจากทางด้านหลัง ซอฮยอนมาทันท่วงที เขากำลังคุยกับท่านบันคีมุนถึงเรื่องท่าทีของฝ่ายญี่ปุ่น เมื่อได้ยินเสียงกรีดร้องที่คุ้นเคย น่าแปลกที่เขาจำได้ทันทีว่าเป็นเสียงใคร จึงรีบขอตัวอย่างสุภาพแล้ววิ่งออกมาหาเธอ 

          "ลุกไหวไหม?" ซอฮยอนกระซิบแผ่ว เขาตกใจไม่น้อยเมื่อเห็นเธอร้องไห้ เจสสิก้าส่ายหัวแล้วแบมือที่เลือดออกให้เขาดู... 

          "ตายจริง..." ซอฮยอนร้องเบาๆ แล้วรีบประคองไหล่เจสสิก้าให้เธอลุกยืนขึ้นมา

          "อุบัตเหตุนิดหน่อย ไม่เป็นอะไรแล้วค่ะ...ขอโทษด้วยนะคะ" ซอฮยอนหันไปขอโทษ และโค้งๆให้กับเหล่านักการทูตและข้าราชการแถวนั้นที่หยุดยืนดูด้วยความสนใจ ทำให้พวกเขาพยักหน้า แล้วกลับไปสนใจเรื่องของตัวเองตามเดิม

          "นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันคะ?" ซอฮยอนเอ่ยถามลีรยองอย่างไม่เข้าใจ 

          "ลี...ลีรยองสะดุดชายกระโปรงพี่เจสเขาน่ะค่ะ...ลีรยองไม่ได้ตั้งใจ..." 

          ลีรยองยังคงแกล้งทำเป็นตกใจได้อย่างแนบเนียน... ซอฮยอนหลิ่วตามองเธอเล็กๆ เธอหันมองเจสสิก้าที่มองลีรยองด้วยสายตาแค้นๆ แต่ก็ยังเงียบ...น้ำตาไหลไม่หยุด สายตาแบบนั้นไม่น่าจะใช่สายตาของคนที่หกล้มเองเลยนะ... 

          ซอฮยอนพยายามปะติดปะต่อเรื่องในใจเงียบๆคนเดียว 

          "ไปกันเถอะคุณ...เรากลับเรือนรับรองกันก่อน" ซอฮยอนพูดเท่านั้น แล้วประคองนำเจสสิก้าออกไป ทิ้งให้ลีรยองมองตามด้วยความสะใจที่เก็บไว้ไม่มิด 

          "นิสัยไม่ดี..." เสียงหนึ่งเอ่ยขึ้นลอยๆ ทำให้ลีรยองหันไปมองตาขวาง เมื่อรู้ว่าเป็นจุนโฮที่ยืนจิบไวน์และชิมอาหารอยู่แถวนั้นก็ยิ่งหงุดหงิด

          "นายว่าใครกัน!" ลีรยองหันมาทำตาโตใส่ 

          "คนเรา...บางทีก็ต้องยอมรับความจริงน่ะน้า..." จุนโฮแกล้งทำเป็นไม่มองหน้าแล้วหยิบแซนด์วิชชิ้นเล็กๆเข้าปาก เคี้ยวหยับๆ ... 

          "นี่นาย!" ลีรยองแหวใส่เขา 

          "...ถ้ารักใครจริงๆ ก็ต้องปล่อยเขาไปสิ ถ้าเขาไม่ได้รักเรา มีแต่คนเห็นแก่ตัวเท่านั้นแหละ ที่พยายามดึงรั้งให้เขาอยู่กับตัวเอง..."จุนโฮว่าแล้วหยิบมาการองขึ้นมา แสร้งทำเป็นพิจารณามัน 

          "นาย...นาย...อุ๊บ!! ไอ้ อุนโอ อ้าาา!!" ขณะที่ลีรยองอ้าปากคิดคำด่าอยู่นั้น จุนโฮก็ยัดมาการองชิ้นโตเข้าใส่ปากเธอเต็มๆ แล้วหัวเราะหึๆเบาๆ เดินจากไป ... 

          ถึงคุณจะมีแฟนแล้ว...ผมก็ยังเป็นแฟนคลับคุณได้ใช่ไหมครับ คุณเจสสิก้า ^^ 

...

          เมื่อกลับมาถึงเรือนรับรอง ซอฮยอนก็ค่อยๆประคองร่างบางที่ยังคงสั่นเทาไม่หาย ให้นั่งลงกับโซฟา ก่อนที่เขาจะกุลีกุจอเอาผ้าชุบน้ำอุ่น เช็ดเอาคราบไวน์ตามใบหน้าเธอออกเบาๆ เจสสิก้าก็ยังไม่ยอมพูดอะไรเมื่อเขาเช็ดมันออกจนหมด แล้วเริ่มหยิบกล่องปฐมพยาบาลออกมาจากตู้ 

          "เจ็บมากมั้ยคะ?" ซอฮยอนพยายามชวนคุย เจสสิก้าก็พยักหน้า น้ำตาร่วงลงมาอีก แต่ไม่ยอมพูดอะไร เขาเลิกคิ้วบางๆ เจสสิก้าเหมือนมีอะไรอัดแน่นอยู่ในใจแต่ไม่กล้าพูดออกมา เธอจึงระบายออกด้วยการร้องไห้เพียงอย่างเดียว... 

          เขาค่อยๆประคองมือเธอขึ้น แล้วถอดถุงมือของเธอออก ก่อนจะเอาน้ำเกลือซับเลือดออก เช็ดแผลให้กับเธอ โชคดีที่แผลไม่ลึกมาก...เจสสิก้าขมวดคิ้วเล็กๆ เมื่อเขาปาดสำลีชุบน้ำเกลือลงไป เธอคงจะแสบไม่น้อย แต่ซอฮยอนก็พยายามทำให้เบามือที่สุด แล้วแปะแผลของเธอด้วยผ้าก๊อซ 

          "แค่นี้ก็เรียบร้อยแล้ว...ไม่เป็นไรนะคุ...!!" ซอฮยอนกำลังจะพูดจบ ร่างนั้นก็โผเข้ามาหาเขา เจสสิก้ากอดซอฮยอนเอาไว้แล้วร้องไห้โฮออกมา คราวนี้เธอไม่ได้แค่น้ำตาไหลเงียบๆแล้ว แต่สะอื้นออกมาเหมือนเด็กที่หกล้มแล้วร้องไห้จ้า... ซอฮยอนนิ่งอึ้งไป...ก่อนจะค่อยๆกอดปลอบเธอตอบ 

          "โอ๋...คุณ...โอ๋ๆ ..." ซอฮยอนกระซิบที่ข้างหูของเธอ เจสสิก้าก็ยังคงร้องไห้ไม่หยุด เสียงร้องไห้ของเธอดังน่าสงสารจนซอฮยอนรู้สึกเหมือนใจจะขาดตามเธอให้ได้... 

          คุณเจ็บขนาดนั้นเลยเหรอ...ให้ฉันเจ็บแทนได้ไหม...หัวใจของฉันจะได้ไม่ต้องทรมานอย่างนี้... 

          ซอฮยอนคิดในใจอย่างว้าวุ่น นี่คือครั้งแรกที่เขารู้สึก "อยากเจ็บแทน" ใคร ร่างบางสั่นอยู่ในอ้อมอกเหมือนลูกนก น้ำตาอุ่นๆนั้นไหลเปื้อนเสื้อสูทของเขาจนชุ่ม 

          "คุณ...ซอ... ทำไม...มันเหนื่อยอย่างนี้..." เจสสิก้าสะอื้นและพยายามพูดออกมาเป็นคำ 

          ซอฮยอนนิ่งอึ้งไป... เขาได้แต่ลูบแขนปลอบเธอเบาๆ รอฟังว่าเธอจะพูดอะไรต่อ 

          "การพยายามรักษามารยาท...เหนื่อยเหลือเกิน... ฉันอยากจะตอบโต้...แต่ก็ทำไม่ได้...ฉันทำให้คุณพ่อเสียหน้าไม่ได้...ฉันทำให้คุณเสียหน้าไม่ได้... แต่ฉันเจ็บ....เจ็บในนี้...." เจสสิก้าชี้ข้างในอกของเธอ

          ซอฮยอนมองเธออย่างจริงจัง เขาพยายามตั้งใจฟังทุกคำที่เธอพูด และพยายามปะติดปะต่อเรื่องราวในหัว... แม้เจสสิก้าจะไม่ได้ฟ้องเขาสักคำ เขาก็เริ่มรู้แล้วว่ามันเกิดอะไรขึ้น

          แม้ลีรยองจะทำให้ทุกคนเชื่อว่ามันเป็นอุบัติเหตุ ... แต่จริงๆแล้วเธอตั้งใจ! 

          ซอฮยอนฉุนกึกขึ้นมาเมื่อรู้อย่างนี้ ยิ่งเห็นในอ้อมกอดสะอื้นไห้ด้วยความอัดอั้นตันใจเช่นนี้ยิ่งปวดใจ เขากอดปลอบเธอไว้พักใหญ่ ลูบแขนเธอเบาๆ ลูบหลัง ลูบหัว สลับไปมาอยู่อย่างนั้น จนเธอหายสั่น เสียงโทรศัพท์ในกระเป๋าดังขึ้น...ซอฮยอนมองหน้าเธออย่างเป็นกังวล แต่ก็ยังคงจับมือเธอไว้ข้างหนึ่ง แล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดรับด้วยมืออีกข้างหนึ่ง.... 

          "ซอฮยอน...ตอนนี้คุณอยู่ไหน?" เสียงเข้มนั้นกรอกมาตามสาย ทำให้ซอฮยอนอึ้งไป ก่อนจะค่อยๆอึกอักพูดออกมา

          "ท่านทูตจอง...ตอนนี้...ฉันอยู่ที่เรือนรับรองค่ะ" ซอฮยอนเหลือบมองเจสสิก้าที่มีปฏิกริยาทันที 

          "ผมไม่ทราบว่ามีเรื่องอะไรเกิดขึ้น แต่รบกวนกลับมาที่งานหน่อย ผมจำเป็นต้องแนะนำคุณกับคณะกฏหมายของทางญี่ปุ่น" ท่านทูตจองว่าเท่านั้นแล้วตัดสายไป... 

          ซอฮยอนมองโทรศัพท์นั้นอึ้งๆ มือข้างหนึ่งถือโทรศัพท์ ส่วนมืออีกข้างก็กำลังจับมือเจสสิก้าอยู่.... สิ่งที่อยู่ในมือข้างหนึ่งคือภาระหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ... ส่วนอีกข้างคือหัวใจของเขา... 

          นี่เป็นครั้งแรกในชีวิต ที่ซอ จูฮยอน รู้สึกไม่อยากทำตามหน้าที่เลย.... 

          "ไปเถอะค่ะ..." เสียงนั้นเพิ่งจะหายสั่น เธอเงยหน้าขึ้นมาปาดน้ำตาจากดวงตาแดงๆ 

          "งานนี้สำคัญมาก ฉันไม่อยากทำให้งานคุณเสียหาย..." เจสสิก้าว่าเบาๆ

          ซอฮยอนรู้สึกอึดอัดใจ...ทั้งๆที่เจสสิก้าพูดอย่างนั้น แต่ทำไมเขากลับไม่รู้สึกสบายใจขึ้นเลย... เขามองหน้าเธอ หวังจะให้แววตาห่วงใยนั้นส่งไปถึงเธอ... แล้วยัดโทรศัพท์กลับใส่กระเป๋า 
ก่อนจะใช้มือทั้งสองข้างกุมมือของเธอไว้.... 

          อยากจะพูดอะไรดีดี...อยากจะพูดอะไรให้เธอหายเจ็บได้จัง... แต่หัวสมองทึบตื้อตื้นไปหมด คิดอะไรไม่ออกเลยสักอย่าง 

          "ฉันจะรีบกลับมานะคะ..." ซอฮยอนพูดได้แค่นั้น เจสสิก้าก็คลี่ยิ้มบางๆแล้วพยักหน้า ใบหน้าบวมแดงช้ำของเธอกวนใจเขาเหลือเกิน...แต่ซอฮยอนก็จำใจต้องออกจากเรือนรับรองมา 

          เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นอีกครั้ง.... 

          เป็นครั้งแรกอีกเหมือนกัน... ที่ซอฮยอนรู้สึกเกลียดคำว่า "งาน" จับใจ 

... 

          งานราตรีล่วงเลยเวลาไปดึกจนเมื่อซอฮยอนกลับมา เจสสิก้าก็เข้านอนไปแล้ว... เขาแทบอยากจะเปิดประตูห้องนอนของเธอไปดูให้รู้ใจจะขาดว่าเธอเป็นยังไง..ยังร้องไห้อยู่ไหม ความคิดนี้ทำเอาเขากระวนกระวายแทบนอนไม่หลับ แต่ก็ต้องข่มตานอนเพราะรู้ว่าวันพรุ่งนี้เป็นวันสำคัญ 

          เช้าวันรุ่งขึ้นก็ต้องเร่งรีบออกไปก่อน เพราะพวกเขาเป็นทีมนักกฏหมายที่ต้องไปเตรียมตัวตั้งแต่หกโมง ในขณะที่เหล่านักการทูตแรกเข้าจะได้ตามไปทีหลัง... ซึ่งซอฮยอนก็ยิ่งห่วงกังวล 
เพราะกลัวว่าพ้นสายตาของเขาแล้ว ลีรยองจะหาเรื่องแกล้งอะไรเจสสิก้าอีก.... 

          เขาได้แต่ถอนใจอย่างโล่งอก เมื่อเห็นใบหน้าของร่างบางที่เดินผ่านห้องโถงใหญ่ของศาลโลกเข้ามา เจสสิก้าอยู่ในชุดทำงานสีเทา ติดบัตร 'visitor' สำหรับบุคคลที่ไม่มีหน้าที่อะไร แต่ต้องเข้าร่วมฟัง เธอดูอ่อนแรง แต่เมื่อเห็นหน้าเขาก็ยิ้มให้อ่อนๆ ซอฮยอนอยู่ในกลุ่มผู้เตรียมการกฏหมาย จึงไม่มีโอกาสได้คุยกับเธอเลย

          "ยัยเจส! ระวังหน่อยสิ! เขตตรงไหนเขาห้ามเข้าก็อย่าเดินสุ่มสี่สุ่มห้าเข้าไป..." เสียงดุๆนั้น ทำให้ซอฮยอนใจหาย เขาหันไปดูก็เห็นท่านทูตจองที่กำลังดึงแขนลูกสาวไว้ เธอกำลังจะเข้าไปในเขตของท่านผู้พิพากษาใหญ่ที่ห้ามฝ่ายไหนที่เป็นคู่กรณีเข้าไปเลย เพื่อความโปร่งใสของศาลยุติธรรม... เพราะเกรงว่าถ้าเปิดให้มีคนเข้าไป จะมีคนเข้าไปล๊อบบี้ศาลได้ 

          "หนูขอโทษค่ะคุณพ่อ...ท่านเลขานุการยุนโฮให้หนูเดินเอกสารไปให้ทางญี่ปุ่น...หนูคิดว่าเป็นห้องนี้...ก็เลย..." เจสสิก้าเอ่ยพลางก้มหน้า...น้ำตาของเธอคลอๆออกมาอีกแล้ว 

          สภาพจิตใจที่ไม่ดีตั้งแต่เมื่อคืน บวกกับความกดดันตอนนี้ทำให้เจสสิก้าน้ำตาไหลออกมา 

          ท่านทูตจองตกใจ เผลอปล่อยมือลูกสาว เขามองเธอด้วยความเป็นห่วง... ซอฮยอนแทบจะทิ้งเอกสารตรงหน้าและวิ่งมาอยู่แล้ว เมื่อเจสสิก้าก้มหัวขอโทษพ่ออีกครั้ง

          "ขอโทษค่ะคุณพ่อ...หนูคงทำต่อไปไม่ไหวแล้ว..." เจสสิก้าว่าแค่นั้นก็ปาดน้ำตาและร้องไห้หันหลังกลับไป 

          "ยัยเจส เดี๋ยวก่อนสิ!" ท่านทูตจองกระตุกขาเหมือนจะก้าวออกไป... แต่ก็รั้งตัวเองไว้ เพราะเขารู้ว่าตัวเองมีหน้าที่สำคัญ และจะออกไปจากที่ตรงนี้ตามอำเภอใจไม่ได้ ซอฮยอนไวกว่า เขาไม่สนใจอะไรแล้ว เขาวางเอกสารแล้ววิ่งตรงผ่านท่านทูตจอง ทำให้ฝ่ายนั้นรีบดึงแขนเขาไว้

          "ซอฮยอน...จะไปไหน อีกครึ่งชั่วโมงจะเริ่มพิจารณาคดีแล้วนะ..." ท่านทูตจองเอ่ยอย่างกังวล  แต่สายตาของเขาก็ยังคงมองตามลูกสาวที่เห็นหลังไวไว... 

          "ฉันเป็นห่วงคุณเจสสิก้าค่ะ" ซอฮยอนเอ่ยออกมาตรงๆ แววตามุ่งมั่นตั้งใจนั้นทำให้ท่านทูตจองก็เลิกคิ้ว...ราวกับเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าเด็กสองคนประกาศตัวกับเขาว่าเป็นคู่รักกัน

          "เด็กคนนั้นดูแลตัวเองได้ ฉันรู้จักลูกสาวฉันดี... แต่ตอนนี้สิ่งที่สำคัญก็คืองานตรงหน้านะซอฮยอน..." ท่านทูตจองเตือน 

          ซอฮยอนเม้มปากแน่น... 

          "สำหรับฉัน ตอนนี้ คุณเจสสิก้าสำคัญกว่าอะไรทั้งหมด..." ซอฮยอนกล่าวออกมาอย่างดื้อดึง... 

          ท่านทูตจองนิ่งอึ้งไป เขามองเด็กสาวตรงหน้าอย่างพินิจพิจารณา...ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ แล้วพยักหน้า 

          "รีบกลับมาให้ทันก่อนเวลาพิจารณาคดีสักสิบห้านาทีก็แล้วกัน" เขาว่าและปล่อยมือลง ในใจก็คงเป็นห่วงลูกสาวอยู่ไม่น้อย ซอฮยอนมองหน้าท่านทูตจองอย่างดีใจ แล้วโค้งตัวขอบคุณ เจสสิก้าเกือบจะถึงหน้าประตูศาลอยู่แล้ว เขาตั้งท่าจะวิ่งออกไปให้ทัน...ก็มีใครบางคนมายืนขวางไว้... 

          "พี่ซอคะ..." ลีรยองมายืนตรงหน้า ทำให้ซอฮยอนเบรกแทบไม่ทัน 

          "น้องลีรยอง...มีอะไรหรือเปล่าคะ?" ซอฮยอนพยายามข่มเก็บความไม่ชอบใจไว้ แต่แสร้งทำเป็นดูนาฬิกาให้เธอเห็นว่าเขารีบ.... 

          "ฉันแค่อยากจะมาฝากคำขอโทษให้คุณเจสสิก้าน่ะค่ะ...ไม่ทราบว่า...เขาพูดอะไรกับพี่ซอบ้างหรือเปล่า" ลีรยองถามอย่างหยั่งเชิง ซอฮยอนหลิ่วตาอย่างไม่ชอบใจ... ด้วยความที่อยู่ในวงการการทูตมานาน จนมีประสาทสัมผัสพิเศษที่ทำให้พอจะเข้าใจ "ความหมายแฝง" ของถ้อยคำต่างๆได้อย่างรวดเร็วว่าจริงๆ เธอต้องการจะถามว่า "คุณเจสสิก้าได้ฟ้องอะไรหรือเปล่า" ต่างหาก.... 

          ซอฮยอนยิ้มให้ลีรยอง...แต่เหมือนเป็นการเหยียดยิ้มเสียมากกว่า... 

          "คุณเจสสิก้าไม่ได้พูดอะไรหรอกค่ะ..." ซอฮยอนว่าแค่นั้น

          "จริงเหรอคะ! โล่งอกไปที!" ลีรยองมีท่าทีดีใจจนออกนอกหน้า ... 

          "ถ้าอย่างนั้น...ฝากขอโทษคุณเจสสิก้าด้วยนะคะ..." ลีรยองว่าแล้วเอื้อมมือมาจับมือซอฮยอน 

          "ได้ค่ะ..." ซอฮยอนแสร้งทำเป็นยิ้มแล้วจับมือนั้น ก่อนจะดึงเธอเข้ามาใกล้ๆ... 
ลีรยองแทบหัวใจหยุดเต้น เมื่อซอฮยอนค่อยๆยื่นหน้าเข้ามา แล้วกระซิบข้างๆหูเธอให้ได้ยินกันแค่สองคนว่า 

          "แต่ถ้าคิดว่าพี่ทึ่มทื่อนักจนมองอะไรไม่ออก...จะบอกให้ก็ได้นะคะ... ว่าพี่ไม่ชอบคนเสแสร้ง" 

          ซอฮยอนพูดแค่นั้น แล้วค่อยๆถอยออกมา เขาดึงมือออกจากลีรยองเบาๆแล้วจัดมือคืนที่ให้เธออย่างสุภาพ เขายิ้มอีกครั้งให้ลีรยองที่ยืนอึ้ง...ริมฝีปากของเธอสั่นจนเห็นได้ชัด...แล้วเดินผ่านเธอออกไปราวกับเธอไม่มีตัวตน 

...

          กว่าซอฮยอนจะวิ่งมาถึงหน้าประตูศาลโลก เจสสิก้าก็เดินไปไกลจนถึงเกือบสุดมุมถนนแล้ว... เขาหันรีหันขวามองหาแท็กซี่ เมืองนี้ก็มีแต่คนขี่จักรยาน ซอฮยอนกุมหัวอย่างหมดหวัง เขาชั่งใจและคิดหนัก แต่ร่างบางนั้นไปไกลเกินกว่าจะตะโกน และเกินกว่าจะวิ่งตามได้ทัน... 

          "Mag ik een fiets lenen?? (ขอยืมจักรยานหน่อยได้ไหมคะ?)" ซอฮยอนตัดสินใจวิ่งไปหาชายชราที่จอดจักรยานนั่งทานแซนด์วิชอยู่ที่สวนหย่อมตรงข้ามศาลโลกนั้น แล้วส่งภาษาดัทช์ (ภาษาเนเธอร์แลนด์) ให้กับเขา... 

          "ja !? (ได้สิ!?)" เขาตอบแบบงงๆ เมื่อซอฮยอนโค้งหัวขอบคุณแล้วหยิบจักรยานของเขาขึ้นมาก่อนจะกระโดดขึ้นคร่อม

          ตั้งสมาธิ...ซอฮยอน... เขาพยายามบอกตัวเองและนึกถึงคำที่เจสสิก้าสอน 

          ไถ...ไถ...ไถ... แล้วขึ้น 

          "ฮึบ!" ซอฮยอนร้องแล้วถีบจักรยานไปข้างหน้า เขาทรงตัวได้เป็นครั้งแรก!! จักรยานไถลตรงไปราวกับสายลม และมันทำให้เขาไปข้างหน้าได้เร็วกว่าเดิม แต่ซอฮยอนก็ไม่มีเวลามากนัก เขาเร่งรีบถีบให้มันไปข้างหน้าให้เร็วที่สุด เพราะกลัวตามเจสสิก้าไม่ทัน ในที่สุดเขาก็เห็นหลังเธอไวไว... ทำให้เขาเร่งปั่นยิ่งกว่าเดิมเมื่อใกล้ถึงตัวเธอ.... 

          "คุณเจสสิก้าาาาา!....โอ๊ย!!!" ซอฮยอนร้องเมื่อจักรยานของเขาปั่นมาเกือบตัวเจสสิก้า แต่ด้วยความที่เป็นมือใหม่จึงไม่สามารถควบคุมมันได้อย่างใจ เมื่อเขาพยายามเลี้ยวเข้าฟุตบาทที่เจสสิก้ายืนอยู่ รถจักรยานก็เอียงวูบล้มตะแคงจนร่างของเขาลงไปนอนกองกับพื้นไม่เป็นท่า.... 

          "คุณซอฮยอน!! ตายจริง!!" เจสสิการ้องอย่างตกใจ เมื่อได้ยินเสียงเขา เธอรีบเข้าไปประคองซอฮยอนที่นอนจุกอยู่บนพื้นให้ค่อยๆลุกขึ้นยืน เขาน่าจะเจ็บไม่น้อยเลย... 

          "ทำไมถึงหนีมาอย่างนี้..." เขาเอ่ยถามเสียงเข้ม แววตาคมดุเช่นนั้นเหมือนวันแรกที่เจอกันที่กระทรวงต่างประเทศ  

          เจสสิก้านิ่งอึ้ง... เธอหลบตาวูบ เขากลับมาเป็นรุ่นพี่นักการทูตจอมเฮี้ยบคนนั้นในวันแรกเจอ

          "กลับไปด้วยกันเถอะนะ..." ซอฮยอนดึงแขนเธอ แต่เจสสิก้าก็รั้งตัวเองไว้

          "ฉันคิดว่าฉันคงไม่เหมาะสมกับอาชีพนักการทูตแล้วล่ะค่ะ... ฉันทนไม่ได้... ฉันทนเรียบร้อยอย่างนี้ไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว... มันไม่ใช่ฉันเลย..คุณก็รู้... ฉันไม่อาจจะทนอยู่ในสภาพนี้ได้ต่อไปอีกแล้ว..." 

          เจสสิก้าว่าอย่างดื้อดึงแล้วก้มหน้าลงมองพื้น ซอฮยอนก็ไม่ยอมปล่อยข้อมือของเธอ 

          "ฉันก็ไม่ได้ขอให้เธอกลับไปในฐานะนักการทูตนี่นา..." ซอฮยอนว่า ทำให้เจสสิก้าเงยหน้ามองเขาอย่างไม่เชื่อหู 

          "อะไรนะคะ?" เจสสิก้าทวนถามย้ำ... 

          แววตาเข้มๆเมื่อครู่ของเขาค่อยๆอ่อนลง... 

          "ฉันมีหน้าที่ใหม่ให้เธอทำ..." ซอฮยอนว่า ทำให้เจสสิก้าขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจ 

          "เป็นภริยาทูตน่ะ... ทำได้ไหม?" 

          เจสสิก้าอ้าปากค้าง เมื่อซอฮยอนค่อยๆคุกเข่าลงกับพื้น เขาดึงมือเธอข้างที่มีแหวนของเขาขึ้นมา

          "เธอจะมีหน้าที่ช่วยกันทำกับข้าวกับฉัน... ถึงมันจะกินได้บ้างไม่ได้บ้าง เธอต้องกวาดบ้านให้ไม่สะอาด เพราะฉันจะได้ตามกวาดมันอีกรอบ... เธอต้องใช้เตารีดไม่เป็น ฉันจะได้คอยสอนเธอว่าควรทำยังไง.... เธอจะมีหน้าที่นอนตื่นสายให้ฉันคอยปลุกทุกเช้า และมีหน้าที่นอนดึกให้ฉันได้ส่งเธอเข้านอน... แค่นี้ทำได้หรือเปล่า " 

          ซอฮยอนว่าเช่นนั้น เจสสิก้าก็ได้แต่หน้าแดง...เขาจำรายละเอียดข้อเสียของเธอได้หมดทุกอย่าง และที่สำคัญคือ เขาไม่ได้ตำหนิเธอที่เป็นเช่นนั้น....ยืนยันที่จะให้เธอเป็นตัวเองเหมือนเดิมเสียด้วยซ้ำ 

          เขายันกายยืนขึ้น แล้วมองหน้าเธออย่างจริงจัง... 

          "เธอทำให้ฉันไม่อยากอยู่คนเดียวอีกต่อไปแล้ว... ต่อจากนี้ไป ช่วยมาอยู่เคียงข้างฉันจริงๆด้วยนะ เจสสิก้า จอง" 

          ซอฮยอนก็ยังคงเป็นซอฮยอน... คำบอกรักของเขา ไม่มีคำว่ารักสักคำ แต่เจสสิก้ากลับรู้สึกได้ถึงหัวใจที่เต้นแรงอยู่ในอก เธอได้แต่พยักหน้า ซอฮยอนตั้งท่าจะกอดเธอ...เธอก็โผเข้ากอดเขาก่อน... แล้วกระซิบข้างหู 

          "ฉันรักคุณค่ะ คุณซอฮยอน..." 

          ขอเป็นแฟนก่อน ... ขอจับมือก่อน... กอดเขาก่อน... 

          จะบอกรักก่อนอีกสักอย่างมันจะเป็นอะไรไป... 

          ซอฮยอนยิ้มออกมาบางๆ เขากอดเธอตอบ แล้วฝังจมูกลงบนกระหม่อมของคนตัวเล็กกว่า 

          "ฉันก็รักเธอ...เจสสิก้า"

...

          ทั้งสองกลับไปยังศาลโลกทันเวลาพิจารณาคดีหวุดหวิดพอดี ท่านทูตจองดูโล่งใจเมื่อเห็นทั้งคู่ เขาเดินเข้ามาหาทั้งคู่อย่างรวดเร็ว...บีบไหล่ซอฮยอนเบาๆอย่างขอบคุณแล้วบอกให้เขารีบไปเตรียมตัว ส่วนกับลูกสาว...เขาไม่พูดอะไรสักคำ แต่ดึงเธอเข้ามากอดเสียแน่น... เจสสิก้านิ่งอึ้งไปเพราะคนเป็นพ่อไม่เคยแสดงออกกับเธอถึงขนาดนี้ ... 

          แต่ท่านทูตจองก็ยังคงเป็นท่านทูตจอง...เมื่อปล่อยอ้อมกอดของเธอออกเขาก็ไม่พูดอะไรสักคำ มีเพียงแววตาเป็นห่วงที่ส่งมา เหมือนจะเป็นคำว่า "พ่อขอโทษ"  เจสสิก้าอดนึกไม่ได้ว่าคุณซอฮยอนกับคุณพ่อของเธอก็มีบางอย่างที่คล้ายกันมากจริงๆ

          เมื่อนึกถึงคุณซอฮยอน เจสสิก้าก็อดยิ้มไม่ได้ เมื่อรู้ว่าเขาเป็นห่วงเธอจนกล้าขึ้นขี่จักรยานที่ตัวเขาแสนจะเกลียดมานาน พอให้ปั่นกลับ เขาก็เก้ๆกังๆ ไอ้ตอนขามาน่ะมาได้ เพราะสารอะดรีนาลีนหลั่งในสมองทำให้เขาสามารถปั่นจักรยานได้โดยไม่รู้ตัว...แต่พอขากลับ เขาก็กลับกลายมาเป็นคนเกลียดจักรยานเหมือนเดิม สุดท้ายก็เป็นเจสสิก้านั่นแหละที่ต้องปั่นจักรยานให้เขาซ้อนท้ายกลับไปคืนคุณลุงที่นั่งรอจักรยานคืนอยู่ตรงสวนหย่อมจนได้ 

          การพิจารณาคดีความที่ยืดยาวเป็นภาษาฝรั่งเศส โดยมีการแปลสดเป็นภาษาอังกฤษ ทำให้เจสสิก้าแทบวูบหลับ แต่เธอก็ต้องใจเต้นระรัวเหมือนกลอง เมื่อซอฮยอนก้าวขึ้นบนบัลลังก์ศาล และชี้แจงเอกสาร แผนที่เป็นภาษาฝรั่งเศส แม้เธอจะฟังไม่รู้เรื่อง แต่เธอก็ถอดหูฟังที่ต้องใส่ฟังเป็นภาษาอังกฤษ เพื่อฟังเสียงของเขาพูดโดยตรง... 

          ซอฮยอนดูเท่มาก เมื่อพูดภาษาฝรั่งเศส เขามุ่งมั่น ตั้งใจ อธิบายแผ่นที่และเงื่อนไขทางกฏหมายต่างๆ เพื่อต้องการจะบอกว่าเกาะดกโดนั้นเป็นของเกาหลีใต้มาตั้งแต่โบราณ ทั้งทางพฤตินัยและนิตินัย... เขาพูดอย่างลื่นไหลไม่ผิดพลาด สมที่เตรียมการมานานเป็นอย่างดี... เจสสิก้ารู้สึกได้ถึงหัวใจที่เต้นระรัวเมื่อเห็นเขายืนอยู่บนนั้น...ช่างดูดีเหลือเกิน... 'คนรัก' ของเธอ

          เธอมีสิทธิ์จะเรียกเขาว่า 'คนรัก' ได้อย่างชอบธรรมแล้วใช่ไหม? 

          หลังจากการพิจารณาคดีความตลอดทั้งบ่ายจนเสร็จสรรพ ศาลก็ประกาศออกมาว่าจะให้คำตัดสินต้นปีหน้า บรรดากระทรวงต่างประเทศเกาหลีใต้และญี่ปุ่นต่างก็มารวมตัวกันถ่ายรูปภาพประวัติศาสตร์ และร่วมกันฉลองความสำเร็จของการขึ้นศาลอย่างใหญ่โตในตอนเย็น... บ่งบอกให้เห็นความสัมพันธ์ทางการทูต ซึ่งแม้ว่าข้อเรียกร้องทางการเมืองจะเป็นอย่างไร... ในระดับตัวข้าราชการเองแล้ว ก็ไม่มีใครขุ่นข้องหมองใจกันหรอก แม้กระทั่งซอฮยอนเองก็ยังมีเพื่อนที่ทำงานอยู่ทางฝ่ายญี่ปุ่นตั้งหลายคน.... 

          กว่างานเลี้ยงจะเลิกรา ทั้งซอฮยอนและเจสสิก้าก็เหนื่อยอ่อน...โดยเฉพาะเจสสิก้าที่รู้ตัวว่าไม่ต้องกังวลต่อภาพลักษณ์อีกต่อไปแล้ว ชวนซอฮยอนออกไปเต้นลีลาศเพลงเร็วอย่างสนุกสนาน ซึ่งตอนแรกเขาก็เขินๆ แต่พอเธอรบเร้ามากๆเข้า เขาก็ทนไม่ไหว เพราะท่าทางอ้อนๆของเจสสิก้านั้นช่างดูน่ารักเหลือเกิน สุดท้ายก็ต้องออกไปยืนเต้นลีลาศกับเธอ และทำให้เหล่านักการทูตหลายๆคนพากันออกไปร่วมสนุกบนฟลอร์เต้นรำด้วย.... 

          "วันนี้สนุกดีนะคะ..." เจสสิก้าเอ่ยยิ้มๆ เมื่อยื่นชาร้อนที่เธอรีบเข้าครัวไปชงให้เขา หมดวัน ทั้งสองก็ได้กลับมาอยู่ด้วยกันที่เรือนรับรองเช่นเดิม ซอฮยอนถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน สภาพของเขาตอนนี้ไม่ต่างอะไรกับรถแบตหมดเลย... 

          "เหนื่อยดีด้วยค่ะ..." ซอฮยอนเสริม ก่อนจะจิบชาร้อนของเธอเข้าไปเพื่อผ่อนคลายเส้นประสาทของตัวเอง 

          "คุณทำได้ดีมากแล้วค่ะ..." เจสสิก้าว่าแล้วทรุดตัวลงนั่งบนโซฟาข้างๆเขา ก่อนจะค่อยๆดึงแก้เนคไทให้เขาเบาๆ 

          ซอฮยอนมองหน้าเธอใกล้ๆ เจสสิก้าเวลาล้างเครื่องสำอางค์ออกไปหมดตอนนี้ก็ยังน่ารัก... สายตาของเธอเวลาตั้งใจแก้เนคไทให้เขาช่างดูดีนัก สวยจนใจเขาเต้นระรัว...อดไม่ไหว ต้องเคลื่อนกายไปประทับริมฝีปากลงบนหน้าผากของเธอเบาๆ... 

          เจสสิก้านิ่งอึ้ง...ลมหายใจอุ่นๆของเขารินรดหน้าผากของเธอทำเอารู้สึกวาบหวาม เธอหน้าแดงเมื่อเขาค่อยๆถอยออกมาจากจุมพิตบนหน้าผากของเธอ... แล้วค้อนเข้าให้วงใหญ่ 

          "คนทึ่ม!" เจสสิก้าว่าเขา ทำให้ซอฮยอนหัวเราะ 

          "อะไรกัน...นี่ก็เป็นหน้าที่ภริยาทูตนะ...ให้ทูตจูบหน่อยไม่ได้หรือไง" ซอฮยอนว่ายิ้มๆ ทำให้เจสสิก้าทำหน้ากึ่งยิ้มกึ่งบึ้ง.... 

          "ใครเขาจูบตรงนี้กันละเจ้าทึ่ม... เขาจูบกันตรงนี้..." 

          เจสสิก้าว่าพลางชี้หน้าผากของเธอ แล้วเลื่อนนิ้วชี้ที่วันนี้ทาเล็บสีแดงลงมาแตะๆที่ริมฝีปากของตนเอง 

          กลับกลายเป็นซอฮยอนที่หัวใจเต้นระรัว ... 

          เขายกยิ้มบางๆ แล้วเคลื่อนตัวเขาใกล้ เจสสิก้ามองเขาด้วยแววตาแห่งความรัก เธอถอยออกมานิดให้ได้องศา ก่อนที่จะประคองใบหน้าเขาด้วยมือทั้งสองข้างของเธอ ซอฮยอนค่อยๆประทับริมฝีปากลงบนริมฝีปากของเธอ... รสสัมผัสอุ่นนั้นทำให้เจสสิก้าหลับตาลง...ตอบรับจูบของเขาอย่างเต็มใจ

          จูบแรกหวานละมุนและเนิ่นนาน บ่งบอกความโหยหาลึกๆที่อยู่ข้างใน... 

          "จูบตรงนี้แล้ว...มีตรงอื่นให้จูบอีกไหม?..." ซอฮยอนกระซิบเบาๆยิ้มๆ เมื่อถอนริมฝีปากออก 

          "คนบ้า!" กลายเป็นเจสสิก้าที่เขิน เธอหน้าแดงอย่างนั้นทำเอาเขายิ้มออกมาอีกครั้ง.... 

          เพื่อนๆคะ...ฉันมีอะไรจะบอก... 

          ซอฮยอนนึกในใจ เมื่อนึกถึงแทยอน ยูริ และยุนอา.... 

          ...ฉันไม่ทึ่มนะคะ!! ...


---------The End-------------

มีตอนพิเศษอีก 4 ตอนของแต่ละคู่นะคะ 
รอติดตามกันได้เลยค่ะ ^^
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 31 ครั้ง

103 ความคิดเห็น

  1. #87 Torus (@Torus) (จากตอนที่ 40)
    วันที่ 27 พฤศจิกายน 2561 / 19:01

    โอ้ยยยยย ยิ้มแก้มแตกทุกตอนเลย
    #87
    0
  2. #83 อะไรก็ได้ (จากตอนที่ 40)
    วันที่ 6 เมษายน 2561 / 00:49
    <p>ให้ตายเถอะหวานเกินไปแล้ว ฟินจนไม่รู้จะฟินยัไงแล้วอ่ะ อร้ายยยยย ขอบคุณไรท์ที่แต่งเรื่องนี้</p>
    #83
    0
  3. #77 aidtj (@aidtj) (จากตอนที่ 40)
    วันที่ 2 เมษายน 2561 / 19:32
    ร้ายกาจนะคะ ใครว่านางทึ่ม
    #77
    0