The Diplomats ภารกิจรัก นักการทูต

ตอนที่ 39 : กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย - EP 9

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 529
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 36 ครั้ง
    2 เม.ย. 61

EP 9 

          แม้จะนัดทานอาหารกลางวันด้วยกันเป็นมั่นเป็นเหมาะ ซอฮยอนก็ต้องเผลอหุบยิ้มอย่างผิดหวัง เมื่อร่างบางเดินเข้าร้านอาหารมาเพราะเขาเห็นลีรยอง และ จุนโฮ พร้อมด้วยพนักงานฝ่ายรับรองวีซ่าและหนังสือเดินทางเดินตามมาร่วมด้วยอีกสองสามคน เจสสิก้ามองหน้าเขาด้วยสีหน้าแหยๆ ซึ่งเขาก็อ่านไม่ออกว่าแปลว่าอะไร...แต่ก็พอเข้าใจความหมายของเธอดี 

          แม้บรรดาพนักงานฝ่ายรับรองวีซ่าจะคะยั้นคะยอให้เจสสิก้าได้นั่งข้างๆเขา ตามประสา "คู่รัก" ที่พวกเขารับรู้ แต่ซอฮยอนที่พูดน้อยกับเจสสิก้าที่ไม่รู้จะพูดอะไรก็ได้แต่แค่นยิ้มและตอบคำถามบนโต๊ะสนทนาเสียมากกว่า โดยเฉพาะลีรยองที่พยายามหาเรื่องคุยกับซอฮยอนตลอด และบรรดาพี่ๆพนักงานก็ดูจะอยากรู้จัก "คริสตัล"น้องสาวของเจสสิก้า เพราะเธอเป็นถึงดาราดังน้องสาวแห่งเกาหลี จึงผลัดกันถามคำถามราวกับสัมภาษณ์

          นัดทานอาหารกลางวันที่ตั้งใจจะให้เป็นการนัดเดทกันแค่สองคน จึงกลายเป็นการกินข้าวเป็นกลุ่มไปได้ ... 

          " ฉันขอโทษนะคะ ฉันปฏิเสธเขาไม่ได้จริงๆ พอเขาถามว่าจะออกไปไหน...มากับใคร..." เจสสิก้ากระซิบบอกเขา เมื่อซอฮยอนเดินรั้งท้ายสุดในบรรดาคนทั้งกลุ่ม เธอจึงแสร้งเดินช้า เพื่อให้ได้กลับมาคุยกับเขา... 

          "โล่งใจไป...ฉันคิดว่าคุณลำบากใจที่จะมาทานข้าวกับฉันตามลำพังสองคนเสียอีก" ซอฮยอนกระซิบเบาๆ 

          "คิดมากไปได้นะคุณ... ฉันจะไปลำบากใจได้ยังไง เราทานข้าวด้วยกันสองคนมาตั้งหลายมื้อแล้วนะคะ" 

          เจสสิก้าเอ่ยเมื่อเห็นสีหน้าเป็นกังวลของเขา แม้ว่าคุณซอฮยอนจะดูเป็นคนที่มั่นใจในตนเอง  แต่คำพูดของเขานั้นแสดงให้เห็นชัดว่าเขา "คิดมาก" และเป็นกังวลอยู่ไม่น้อย...ซอฮยอนดูคลายกังวลลงทันทีที่เธอบอกเขาว่า "ไม่ได้ลำบากใจ" ซึ่งเธอก็อดรู้สึกดีไม่ได้... 

          เขากำลังจะเดินตามกลุ่มพวกนั้นออกไปอยู่แล้ว เมื่อเห็นแวบๆที่หางตาว่าเธอยื่นมือมาไว้ข้างหน้า ...มือข้างที่มีแหวนของเขาประดับอยู่นั่นแหละ... 

          "ฉันต้องทำอะไรอีกเหรอ?" ซอฮยอนเอ่ยถามยิ้มๆ เพราะเธอยื่นมือมาแล้วยิ้มไม่พูดไม่จาอะไรเช่นนั้น 

          "ไม่ลำบากใจที่จะทานข้าวด้วย และก็ไม่ลำบากใจที่จะจับมือด้วยด้วยค่ะ..." เจสสิก้าว่า 

          เขินก็เขินนะ ที่จะต้องเป็นฝ่ายเริ่มก่อนเสียทุกอย่างอย่างนี้... แต่หลังจากประเมินลักษณะนิสัยของซอฮยอนมาในระยะหนึ่ง ถ้าเธอไม่เริ่มก่อน ก็คงไม่มีอะไรพิเศษเกิดขึ้นระหว่างทั้งคู่เป็นแน่  เจสสิก้าคิดในใจอย่างดื้อดึง แล้วเขย่าๆมือตัวเองตรงหน้าเขา... 

          "เป็นแฟนกันก็ต้องจับมือกันเดินในที่สาธารณะสิ...ใช่มั้ย" เจสสิก้าแกล้งทำเป็นหน้าตายทั้งที่ในใจเขินแทบแย่ 

          กลับกลายเป็นซอฮยอนที่หน้าแดงเสียเอง ท่าทางยื่นมือมาแบบอ้อนๆเช่นนั้นของเธอช่างน่ารักเหลือเกิน เขารู้สึกได้ถึงหัวใจตัวเองที่เต้นตึกๆอยู่ในอกภายใต้เสื้อโค้ทหนานั้น... 

          ..."เวลาจับมือเค้า ห้ามจับแกว่งไปแกว่งมาเด็ดขาด อากาศหนาวๆต้องจับแล้วใส่กระเป๋าเสื้อโค้ต เขาจะได้อุ่น รู้มั้ยทื่อ!".... 

          เสียงคำเตือนของ ควอน ยูริ เพื่อนสนิทเจ้าของฉายาจอมโรแมนติกก้องอยู่ในหู... 

          "อ่ะแฮ่ม..." เขากระแอมอีกครั้งแบบที่ชอบทำเวลาเขิน...ก่อนจะคว้ามือของเธอไปแล้วยัดมันใส่กระเป๋าโค้ต 

          "ใส่ในนี้ละกัน...จะได้อุ่น..." ซอฮยอนเอ่ย พลางใช้มือข้างที่ไม่ได้จับมือเธอเกาจมูกแบบเขินๆ ... 

          เจสสิก้าใจเต้นตึกตัก เมื่อมืออุ่นนั้นสัมผัสอย่างอ่อนโยน มือของคุณซอฮยอนนุ่มและอุ่น พอจะทราบได้ว่าเขาถูกเลี้ยงดูมาดี มือที่อยู่ใต้กระเป๋าเสื้อโค้ทของเขาจับกันแน่น ก่อนจะยิ้มแล้วพยักหน้าชวนออกเดินไปด้วยกัน... 

          มันรู้สึกแบบนี้สินะ... การที่มีใครสักคนหนึ่งอยู่ข้างๆ ... ซอฮยอนคิดในใจ... ความรู้สึกตอนนี้มันบรรยายยากเหลือเกิน เขาเองแม้จะเคยถูกเจสสิก้าควงแขนมาแล้วในวันที่พาทัวร์รอบเมือง แต่วันนั้นเขากลับรู้สึกเหมือนเธอแค่ "เกาะ" อย่างหาที่พึ่ง ในขณะที่วันนี้ ความรู้สึกมันแตกต่างกันนัก มันเป็นเพราะทั้งเขาและเธอ "ตั้งใจ" ที่จะจับมือกัน.... 

          มันรู้สึกดีเป็นบ้าเลยนะ.... 

          "ว๊าวๆๆ ข้าวใหม่ปลามันจับมือกันเดินด้วยยย หวานเชียว" บรรดาพี่ๆเจ้าหน้าที่สถานทูตร้องแซว ทำให้ซอฮยอนยิ้มรับ ส่วนเจสสิก้าก็ก้มหน้างุดๆซ่อนความรู้สึกเขินไว้... ส่งผลให้ทุกๆคนยิ่งแซวหนักยิ่งกว่าเดิม แม้กระทั่งจุนโฮ (ที่ดูจะทำใจได้มากแล้ว)ก็พลอยโห่ฮารับเป็นลูกคู่กับเขาด้วย 

          มีเพียง ชเว ลีรยองเท่านั้นที่มองภาพนั้นอย่างไม่ค่อยชอบใจนัก... แต่ก็รู้ว่าทั้งสองจำเป็นต้องแสดงออกถึงความรักต่อกัน ในฐานะ "แฟนกำมะลอ" ...แต่แม้ลีรยองจะพยายามท่องไว้ในใจขนาดไหนว่าทั้งสองคนไม่ได้เป็นอะไรกัน สายตาและท่าทางของพวกเขากลับไม่ได้บอกเช่นนั้นเลย และภาพนั้นมันก็กำลังบีบรัดให้หัวใจเธอเจ็บปวดอย่างช้าๆ 

          เธอคงทนได้ไม่นานนักหรอก เพราะเธอก็แอบหลงรักรุ่นพี่ซอฮยอนมาตั้งแต่แรกๆที่เข้ามาทำงานในกระทรวงการต่างประเทศเช่นกัน เพราะมีโอกาสได้ทำงานกับรุ่นพี่ยูริ ซึ่งเป็นพี่เลี้ยงฝึกงานของเธอ ทำให้เธอมีโอกาสได้เจอกับรุ่นพี่ซอฮยอนบ่อยครั้ง เพราะเขาเป็นเพื่อนกลุ่มเดียวกัน พี่ยูริก็ชอบแนะนำและแซวบ่อยๆว่าพี่ซอฮยอนเป็นโสด...ทำไมเธอจะไม่รู้ ก็เธอเฝ้ามองเขามาตลอด...แล้ววันดีคืนดีจะมาประกาศตัวว่าเป็นแฟนกับคุณเจสสิก้าได้อย่างไร..... 

          แถมยังแสดงได้เหมือนจริงจนน่าเจ็บใจเสียขนาดนี้... 

          อย่างไรเสียเธอก็จะไม่ยอมแพ้ ...และอย่างไรเสีย เธอก็จะต้องคุยกับคุณเจสสิก้าให้รู้เรื่อง... 

... 

          การเตรียมงานที่สถานทูตนั้นยุ่งยากขึ้นทุกวันเพราะอีกไม่กี่วันก็ถึงวันตัดสินคดีความ แม้จะยุ่งจนปวดหัว แต่ทุกครั้งเมื่อกลับเรือนรับรอง หรือที่ซอฮยอนแอบเรียกขานมันในใจว่า "บ้าน"  เพราะทุกครั้งที่เขาได้กลับไปที่นั่น...มันเหมือนเขาได้กลับบ้าน... บ้านที่อบอุ่น...และไม่เหงาเลย...  เขาก็มักจะได้ผ่อนคลายและได้หัวเราะ เมื่อกลับถึงบ้านก็จะเจอเจสสิก้า หญิงสาวผู้สร้างความวุ่นวายให้กับชีวิตของเขาไม่เว้นแต่ละวัน... 

          อยู่ดีๆเธอก็พยายามหัดทำอาหารขึ้นมาเสียอย่างนั้น... ทั้งที่วันแรกๆก็ทำหน้ายู่ บ่นว่ามัน "ยาก" แต่ตั้งแต่วันที่เขาไปขอร้องให้ลีรยองซึ่งออกปากว่าทำอาหารเป็นสอนให้เขา แม้ซอฮยอนจะไม่รู้เหตุผลว่าทำไม เจสสิก้ากลับหันมาตั้งอกตั้งใจฝึกทำอาหารอย่างขยันขันแข็งทุกวันตอนเย็นราวกับไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย...ซึ่งเขาเองที่ไม่ถูกโรคกับห้องครัวมาตั้งแต่ไหนแต่ไร พอเห็นเธอพยายามอย่างนั้น...เขาก็อยากทำบ้าง สุดท้ายทั้งสองเลยได้ลงเอยด้วยการทดลองอะไรใหม่ๆในห้องครัวด้วยกันเสมอๆ กินได้บ้างไม่ได้บ้าง...แต่ก็หัวเราะให้กันอย่างมีความสุข 

          เจสสิก้าไม่เคยทำงานบ้าน...ดูก็รู้ว่าเธอไม่เคย ตั้งแต่ความพยายามในการซักผ้าให้เขาที่ยังไม่ขาวสะอาดพอ รีดเสื้อเชิ้ตของเขาไหม้ไปสองสามตัว เสื้อสูทที่เธอทำของเขาเปื้อน และเปียกมาสองครั้งแล้วก็เกือบไหม้ ดีที่ว่าเขาไปยกเตารีดออกทัน ฝุ่นในบ้านที่หลังเธอกวาด เขาก็ต้องช่วยกวาดใหม่ซ้ำอีกครั้ง... ทำให้วันแต่ละวันตอนเย็นของซอฮยอนนั้นกลายเป็นความโกลาหลเล็กๆในทุกเย็น

          แต่แปลก...เพราะหากเป็นความผิดพลาดเช่นนี้ ถ้าเป็นคนอื่นเขาคงหงุดหงิด ไม่ก็โกรธเป็นฟืนเป็นไฟไปแล้ว แต่พอเป็นเจสสิก้า ทุกสิ่งที่เธอทำ .. เขาเห็นด้วยตาของตนเองว่าเธอทำไม่เป็น แต่ก็พยายาม ... ทำให้เขาไม่อาจจะว่าอะไรเธอได้ลง นอกจากหัวเราะและยิ้มปลอบใจเธอเสียมากกว่า เมื่อเธอทำอะไรผิดพลาดไป... 

          "ฮะๆ .. ไม่เป็นไรนะ... เอาใหม่นะ" ซอฮยอนมักจะหัวเราะและปลอบเธอเช่นนั้น 

          "คุณน่ะ! อย่าหัวเราะสิ!" พอเริ่มสนิทกันมากขึ้น เจสสิก้าก็เปลี่ยนจากเขินมาเป็นโวยวาย แต่ซอฮยอนก็แก้ไขสถานการณ์โดยการหัวเราะหนักข้อขึ้นยิ่งกว่าเดิม เธอจึงยิ้มออกมาในที่สุด 

          เป็นอย่างนี้ไปทุกวัน... แม้ว่าตอนกลางวันทั้งสองจะไม่มีโอกาสได้ทานข้าวกลางวันด้วยกันสองคน เพราะลีรยอง จุนโฮ และบรรดาพี่ๆเจ้าหน้าที่สถานทูตคอยตามติดมาเป็นขาประจำในการทานข้าวกลางวันด้วย ยิ่งช่วงหลังๆ บทสนทนามักจะถูกช่วงชิงไปโดยลีรยองอย่างหนักข้อขึ้นอย่างเห็นได้ชัด... ซึ่งซอฮยอนก็ได้แต่ยิ้มแหยๆ เขาก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเด็ก "ลีรยอง" นี่ชอบคุยกับเขานัก... เมื่อมองเจสสิก้าอย่างขอความเห็นใจ เธอก็ทำเป็นไม่เห็นเสียนี่... 

          แต่พอถึงเวลากลางคืน ทั้งสองก็มีโอกาสได้สัมผัส "โลกที่มีอยู่สองคน" ที่สงบ และมีความสุขอย่างไม่น่าเชื่อ 

          โลกที่ไม่มีใครเข้ามาได้...และทั้งสองก็พอใจจะให้เป็นเช่นนั้น... 

          "เผลอแป๊บเดียว...ก็ใกล้จะถึงเวลาขึ้นศาลแล้วนะคะ..." เจสสิก้าเอ่ยกับเขาขึ้นมาในวันหนึ่งที่ซอฮยอนกำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่อย่างสบายใจบนโซฟา 

          "ใช่ และคืนพรุ่งนี้ก็เป็นคืนที่สำคัญด้วยนะคะ.. คุณทราบหรือยัง?" ซอฮยอนว่า ทำให้เจสสิก้าเงยหน้าขึ้นมาจากนิตยสารที่เธอนั่งอ่านเล่น

          "พรุ่งนี้เป็นงานเลี้ยงกับทางฝ่ายญี่ปุ่น...ทำไมเหรอคะ?" เจสสิก้าเอ่ยถามอย่างสงสัย 

          "นั่นแหละ เพราะเป็นการเลี้ยงกับฝ่ายตรงข้ามซึ่งเป็นคู่คดีความ... งานเลี้ยงของนักการทูตไม่ได้มีเพื่อกินดื่มผ่อนคลายกันนะคุณ มันคือการทำงานชนิดหนึ่ง เพราะเราต้องหาข้อมูลจากอีกฝ่ายให้มากที่สุด และให้ข้อมูลกับเขาเท่าที่เราจะให้ได้... ที่สำคัญต้องทำให้อีกฝ่ายประทับใจมากที่สุด เพื่อให้แน่ใจว่า แม้คดีจะออกมาเป็นฝ่ายแพ้หรือชนะ เราจะยังมีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน" ซอฮยอนว่า 

          "โอ้โห...ความหมายลึกซึ้งจัง..." เจสสิก้าอ้าปากค้างอย่างทึ่งๆ สีหน้าประหลาดใจเป็นเด็กๆของเธอ ทำให้เขาแอบขำ 

          "เรียนรู้ไว้ซะนะ...เด็กน้อย" ซอฮยอนว่ายิ้มๆแล้วขยิบตา ก่อนจะแกล้งลูบหัวเธอเบาๆ 

          "ฉันอายุเท่าคุณ!" เจสสิก้าค้อนเข้าให้วงใหญ่ ทำให้ซอฮยอนหัวเราะเบาๆ 

          "ต้องเตรียมตัวดีๆ รักษามารยาทดีๆ รู้ไหมคะ? ไม่ใช่ว่าได้ยินเพลงที่ชอบแล้วมาลากชวนใครออกไปเต้นเป็นเด็กๆอีก" ซอฮยอนว่า ทำให้เจสสิก้าหน้าแดง 

          "คุณเคยเห็น?" เจสสิก้าหูแดงก่ำ ทำให้ซอฮยอนยิ้มแหย่เธอ 

          "เห็นครบจนจบเพลงเลยแหละ... ก็คุณมัวแต่ชวนน้องสาวไปเต้นกลางฟลอร์ไง เลยไม่ทันได้เห็นฉัน" ซอฮยอนว่าตามความจริงไม่ได้ตั้งใจแซว แต่นั่นกลับทำให้เจสสิก้าหน้าแดงขึ้นมา ... 

          "พรุ่งนี้ทำแบบนั้นไม่ได้นะคะ...สำรวมหน่อยนะ" ซอฮยอนเตือนเบาๆ ทำให้เจสสิก้าหน้างอ 

          "ค่ะๆ รู้แล้ว... คุณนี่เหมือนคุณพ่อฉันเลยนะ ชอบย้ำจังเรื่องกฏเรื่องเกณฑ์เนี่ย" เจสสิก้าว่า

          "ก็คุณน่าเป็นห่วงนี่นา...เขาก็แค่ย้ำไม่อยากให้คุณผิดพลาดไปไงคะ..." ซอฮยอนว่าด้วยน้ำเสียงเป็นห่วงจริงๆ 

          "แต่ฉันก็คงพลาดอยู่ดี..." เจสสิก้าว่า แล้วถอนหายใจเบาๆ 

          "ฉันไม่ได้อยากเป็นนักการทูตเลย คุณเชื่อไหม" เจสสิก้าเอ่ยออกมา ทำให้ซอฮยอนขมวดคิ้ว 

          "อ้าว...ทำไมอย่างนั้นละคะ..." ซอฮยอนถาม ทำให้เจสสิก้าถอนหายใจ 

          "คุณอยากฟังจริงๆเหรอ...มันยาวนะ.." เจสสิก้าว่า ทำให้ซอฮยอนพยักหน้า สายตาของเขาจริงจัง 

          "ถ้ามันทำให้คุณสบายใจขึ้นที่จะเล่าออกมา ก็เล่าเถอะค่ะ แต่ถ้าคุณไม่อยากพูดถึงมันก็ไม่เป็นไร" ซอฮยอนยังคงให้โอกาสเธอในการตัดสินใจเสมอเช่นเดิม และนั่นคือสิ่งที่เธอชอบที่สุดในตัวเขา 

          ในที่สุดเจสสิก้าก็ระบายออกมา เธอระบายถึงความรู้สึกอึดอัดใจในการทำงานในกระทรวงการต่างประเทศ ความรู้สึกไม่เป็นตัวของตัวเองเมื่ออยู่ในการทำงาน แต่ก็พยายามจะทำให้ดีที่สุดตลอดมา... เธอไม่ได้สนใจที่จะอ่านข่าวสารระหว่างประเทศแต่ก็ต้องอ่าน ไม่ชอบที่จะเรียนรู้พิธีการทูตและมารยาทที่ยุ่งยากแต่ก็พยายามเรียน เธอพยายามฝืนใจตัวเองทุกอย่าง เพียงเพื่อให้คุณพ่อที่หัวใจสลายจากการที่คริสตัลตัดสินใจลาออกจากโรงเรียนได้รู้สึกดีขึ้นบ้าง แม้จะต้องทิ้งงานที่บริษัทเอกชนซึ่งทำงานด้าน "แฟชั่น" ที่เธอชอบนักหนา แถมยังเงินเดือนสูงกว่า.... แต่มันก็เป็นอะไรที่เธอพอจะทำให้คุณพ่อได้... 
          
          เจสสิก้าเล่ามาถึงตอนนี้ ซอฮยอนก็นึกถึงวันแรกที่กระทรวงการต่างประเทศที่พวกเขาเจอกัน... ซอฮยอนเผลอใช้น้ำเสียงดุใส่เธอ เมื่อทั้งสองปะทะกันจนกาแฟหกราดเสื้อสูทของเขา... เขาเพิ่งจะมาเข้าใจถึงสายตา และ สีหน้า "รู้สึกผิดอย่างสุดซึ้ง" ในวันนั้นของเจสสิก้าก็วันนี้.... 

          แค่ต้องทำงานที่ตัวเองไม่ได้ชอบ ไม่ได้ใฝ่ฝัน มันก็ลำบากพออยู่แล้ว พอเข้ามาทำงานวันแรกยังต้องโดนคนอย่างเขาดุเอาอีก จะไม่ให้เจสสิก้าขวัญเสียตั้งแต่วันแรกอย่างวันนั้นก็กระไร... ยิ่งรู้เขายิ่งรู้สึกสงสารเธอมากขึ้นยิ่งกว่าเดิม... 

          "ทุกสิ่งทุกอย่างที่ฉันทำในตอนนี้...มันไม่ใช่ฉันเลย... ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงของฉันเลยค่ะคุณ"  เจสสิก้าเอ่ยถ้อยคำสุดท้ายออกมา ด้วยท่าทีทดท้อใจ ซอฮยอนก็มองเธอด้วยสีหน้าสงสารจับใจ 

          "จริงๆแล้ว ฟังคุณเล่าขนาดนี้ ฉันก็นึกอยากจะขอโทษคุณ...ที่วันแรกดุคุณไปขนาดนั้น ขอโทษจริงๆนะคะ ฉันเป็นคนชอบความเป็นระเบียบเรียบร้อย พอเห็นอะไรผิดที่ผิดทางก็อยากจะติไปซะหมด...จนลืมไปว่าคนอื่นๆเขาก็มีเหตุผลส่วนตัวต่างๆกัน... เรื่องของคุณทำให้ฉันรู้สึกผิดมากๆเลยค่ะ... "

          เจสสิก้าหันมามองเขาทึ่งๆ ไม่คิดว่าคนแสนดุวันนั้นที่มองหน้าเธออย่างเย็นชากับคนแสนใจดีตรงหน้าจะเป็นคนๆเดียวกัน เขายืดหยุ่นยอมรับฟังและกล้ายอมรับความผิดของตัวเอง ทั้งๆที่เป็นความผิดของเธอเสียด้วยซ้ำ เขาไม่ใช่คนที่พยายามทำให้ภาพลักษณ์ของตัวเองดูเพอร์เฟ็กจนไม่ยอมรับความผิดพลาดของตัวเองอย่างที่เธอเคยเข้าใจเลยแม้แต่น้อย 

          "คุณไม่จำเป็นต้องขอโทษเลยค่ะ...จริงๆฉันก็สมควรโดนแล้ว..." เจสสิก้าก้มหน้าเขินๆ 

          "ฉันสะเพร่า และไม่รอบคอบ... ถ้าไม่ได้คุณช่วยดุ ช่วยติ...ฉันก็คงไม่พัฒนาขึ้นมา" เจสสิก้าว่าอย่างถ่อมตัว ทำให้ซอฮยอนมองเธออย่างชื่นชม 

          "การยอมรับความผิดพลาดของตัวเอง...เป็นพื้นฐานที่ดีของการพัฒนาตนเองค่ะ" ซอฮยอนชื่นชมจากใจจริง แล้วเหลือบมองนิตยสารแฟชั่นที่เจสสิก้านั่งอ่านอยู่เมื่อครู่ ก่อนที่จะเข้าสู่การสนทนากับเขา 

          "คุณชอบแฟชั่นนี่เอง...อย่างนี้คงลำบากน่าดูนะคะ ในกระทรวงถูกบังคับให้แต่งตัวเรียบร้อย สีสุภาพตลอดเวลา..." ซอฮยอนว่าอย่างเห็นใจ ทำให้เจสสิก้าพยักหน้ารัวๆ แล้วชูเล็บมือสีม่วงสดให้เขาดู 

          "ฉันเลยประชดด้วยการเปลี่ยนสีเล็บทุกวันไงคะ เผื่อคุณจะไม่เห็น!" เจสสิก้าว่า ทำให้ซอฮยอนหัวเราะออกมาอีกรอบ 

          "ฮ่าๆๆ คุณนี่นะ..." ซอฮยอนหัวเราะพลางส่ายหัว เมื่อเห็นว่าสีเล็บของเจสสิก้าเปลี่ยนทุกๆวันอย่างที่เธอว่าจริงๆ 

          "ทำไมคะ?" เจสสิก้าหันมาค้อนใส่เขาอย่างเอาเรื่อง 

          "ก็เปล่า...มัน..นะ..นะ..นะ..น่า" เฮ้ย ทำไมติดอ่างขึ้นมาตอนนี้ล่ะ... ซอฮยอนคิดอย่างตกใจตัวเอง แต่พอเห็นสายตาเธอจ้องมาอย่างสงสัยเช่นนั้น เขากลับพูดไม่ออกแม้สักคำ ... 

          "น่าอะไรคะ?" เจสสิก้าถามย้ำอย่างเอาเรื่อง ด้วยใบหน้าแสนงอนอย่างนั้นดูก็รู้ว่าอีกไม่กี่นาทีข้างหน้าเธอจะงอนเขาแน่นอน

          "มัน..น่า...น่าตลกดีไงคะ ก็เลยขำ" เฮ้ย...จะพูดว่า'น่ารัก' ไม่ใช่หรอ ซอฮยอนคิดในใจอย่างอยากตบปากตัวเอง 

          ไอ้ทื่อ...ไอ้ทึ่มทื่อเอ๊ย ... แกมันทื่อมะลื่ออย่างที่เขาด่ากันจริงๆด้วย... ทำไมทีเรื่องอย่างนี้กลับพูดไม่ออก 

          "ตลกตรงไหนกัน...ชิ!" เจสสิก้าง้ำงอนยิ่งกว่าเดิมอีก...ซอฮยอนก็อ่อนใจ ไม่รู้จะพูดยังไง... ขี้งอนจริงๆเลยน้า 

          เขาก็อยากจะพูดอะไรดีๆ หวานๆ เหมือนที่เพื่อนๆเขาคุยกับคนรักบ้าง... ก็ขึ้นชื่อว่า "มีแฟน" แล้ว...เขาก็อยากจะทำอะไรแบบนั้นให้เธอได้ยิ้ม ได้มีความสุขเวลาที่อยู่กับเขา อยากจะชมว่าเธอน่ารัก "กำแพง" ที่กั้นไว้ก็คือคำว่า "แฟนกำมะลอ" เนี่ยแหละ.... 

          ซอฮยอนตัดสินใจ เลือกวิธีที่เหมาะสมกับตัวเองที่สุด... ในเมื่อพูดจาหวานๆไม่เป็น เขาก็จึงใช้วิธีของเขา แม้ใครๆก็บอกว่าผู้หญิงชอบคำหวาน แต่ซอฮยอนไม่มีคำพวกนั้นอยู่ในคลังคำศัพท์ของชีวิต เขาลำบากที่จะพูดอะไรหวานๆ จึงเลือกใช้วิธีนี้... 

          การอธิบายความรู้สึกตัวเองอย่างจริงใจ และตรงไปตรงมา ... 

          " แต่ไม่ว่าการเป็นนักการทูตจะยากเย็นแค่ไหน...ได้โปรดอย่าท้อใจนะคะ... ในเมื่อมันเป็นสิ่งที่คุณเลือกแล้วว่าจะทำ ฉันก็อยากให้คุณทำมันออกมาได้ดีที่สุด... ฉันเองก็จะคอยเป็นกำลังใจและคอยช่วยเหลือคุณอยู่ตรงนี้ ... ไม่ว่าเรื่องอะไร คุณถามฉันได้เสมอเลยนะคะ ฉันยินดีจะเป็นที่ปรึกษาให้คุณตลอดเวลา" 

          เขาเอ่ยอย่างจริงใจ...ทำให้เจสสิก้าหน้าขึ้นสีขึ้นมา ... 

          คนบ้าอะไร... ทำไมเขาช่างใจดีได้ขนาดนี้นะ

          ไม่ไหว...อย่างนี้ไม่ไหว... เขากำลังทำให้เธอตกหลุมรักเขาลึกลงไปโดยไม่รู้ตัว... 

          แต่เธอไม่อยากจะเป็นอย่างนี้คนเดียวอีกต่อไปแล้ว 

          "คุณใจดีกับฉันขนาดนี้...ถ้าฉันเผลอตกหลุมรักคุณจริงๆขึ้นมาจะทำยังไงคะเนี่ย.." 

          เจสสิก้าตัดสินใจแกล้งถามขำๆ แต่ความนัยนั้นไม่ขำเลย เธออยากได้คำตอบจริงๆมากกว่า  แต่ใครก็ไม่รู้เคยบอกเธอไว้ว่า ถ้าหากอยากรู้คำถามจริงๆนั้นต้องถามตอนไม่รู้ตัว... 

          เธอกลั้นหายใจ... เพราะอยากรู้จริงๆ ว่าเขาคิดอย่างไรกันแน่ ถึงได้คอยมาทำให้เธอหวั่นไหวขนาดนี้ เพราะเธอก็กลัวท่าทีสุภาพ และอ่อนโยนของเขานั้นเป็นเพียงหน้าที่ที่จำเป็นจะต้องทำ 
ไม่รู้ว่าที่รับยอมเป็นแฟนกับเธอนั้นก็เพราะความเกรงใจอีกหรือไม่.... 

          เพราะถ้ามันเป็นเพียงแค่ความเกรงใจจริงๆ...เจสสิก้าจะได้ทำใจ และรีบตัดใจเสียตั้งแต่ตอนนี้ เธออาจจะแอบไปนอนร้องไห้ตีโพยตีพายกับตัวเองสักสองวันสองคืน... แล้วจะรีบหาย...รีบเข้มแข็ง กลับมาทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น และจบหน้าที่การเป็นแฟนกำมะลอของเธอเมื่อตอนจบการฝึกงานดั่งที่วางแผนไว้ 

          เธอเผลอคิดไปถึงขั้นที่ว่า จากนี้ไปเธอจะได้คอยสนับสนุนคู่ของคุณซอฮยอนและลีรยองได้อย่างจริงใจเสียที เจสสิก้าคิดอย่างบ้าดีเดือด 

          คำถามของเธอทำให้ซอฮยอนหยุดกึกไปนิดหนึ่ง... 

          ตกหลุมรักจริงๆงั้นหรือ? 

          "ก็ดีสิ..." ซอฮยอนตอบพลางคลี่ยิ้มออกมา ทำให้เจสสิก้ามองหน้าเขาอย่างไม่เชื่อหู 

          เธอเงียบไป...แต่เขาก็ย้ำต่ออีกครั้ง 

          "ไม่ดีเหรอ?" ซอฮยอนถามย้ำ ทำให้เจสสิก้ายิ่งหน้าแดงยิ่งกว่าเดิม... 

          "คนรักกัน...ดีจะตายเนอะ..." 

... 

          งานเลี้ยงสองฝ่ายถูกจัดขึ้นที่ห้องโถงใหญ่ของอาคารศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ... โถงห้องงานเลี้ยงแบบยุโรปมีโคมไฟแชนเดอร์เลียร์หรูหราประดับไว้ พร้อมทั้งโต๊ะขนาดยาวเพื่อวางอาหารหลากชนิด บรรดานักการทูตของทั้งฝ่ายเกาหลีใต้และญี่ปุ่น ทีมทนายความระหว่างประเทศ และตัวแทนจากสหประชาชาติต่างมารวมตัวกัน

          ท่านทูตจอง ในฐานะหัวหน้าคณะกฏหมายนั้น ในวันนี้ดูจริงจังเป็นพิเศษ ทีมคณะกฏหมายของซอฮยอน ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมงานที่ทำงานร่วมกันมา บินมาสมทบเมื่อเช้าวันนี้ ทุกคนดูแปลกใจที่เห็นซอฮยอนและเจสสิก้าอยู่ด้วยกัน แต่ก็ไม่มีใครถามอะไรมาก เมื่อท่านทูตจองแนะนำทั้งสองในฐานะ "คู่รัก" และให้ทั้งสองได้ควงคู่กันมาในงานนี้... 

          ซอฮยอนต้องประชุมทั้งวันเพื่อหารือถึงหัวข้อและประเด็นที่จะต้องคุยกับทางฝ่ายญี่ปุ่นในงานเลี้ยงเย็นวันนี้ งานเลี้ยงเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับการทูตอย่างหนึ่ง เพราะถือเป็นการประชุมนอกห้องประชุม... ทำให้พวกเขาต้องระมัดระวังคำพูดและกำหนดหัวข้อที่จะเป็นประโยชน์ที่สุดในการพูดคุยในวันนี้... เขาแทบจะไม่มีเวลาเปลี่ยนเสื้อผ้าอยู่แล้ว เมื่อใกล้ถึงเวลางาน เขาไม่มีโอกาสได้เห็นว่า "คู่" ของเขาแต่งตัวเป็นอย่างไร แต่ซอฮยอนก็เลือกชุดสูทดำสนิท บวกกับเสื้อเชิ้ตข้างในสีแดงเลือดหมู ซึ่งเป็นการบ่งบอกถึงอำนาจและการไม่ยอมอ่อนข้อในเชิงการทูต... 

          เขาได้แต่คาดหวัง...และเฝ้ารอคอยว่าอีกฝ่ายจะแต่งตัวอย่างไร... 

          เมื่อถึงเวลาเริ่มงาน...คู่ควงแต่ละคู่ก็ถูกแยกให้ต้องเดินเข้ามาจากทางบันไดคนละฟาก เพราะฝ่ายชายต้องมาโค้งให้กับฝ่ายหญิงที่หน้าโถงประตู เพื่อที่จะควงคู่กันเข้าไปในงานตามธรรมเนียม เนื่องจากเป็นงานที่เป็นพิธีการของยุโรป ซึ่งจะต้องมีการเต้นรำเปิดฟลอร์ ทำให้ทุกคนต้องมาด้วยกันเป็นคู่ จุนโฮอยู่ข้างหน้าแถวของซอฮยอน เขาต้องจับคู่กับคู่ควง(จำเป็น) นั้นคือลีรยอง ซึ่งถูกส่งมาฝึกงานพร้อมกัน เขาเดินตรงไปโค้ง และลีรยองก็ยกชายกระโปรงย่อให้เขาตามมารยาท...ซอฮยอนมองภาพนั้นยิ้มๆ....แต่ก็ต้องงุนงง เมื่อลีรยองเงยหน้าขึ้นมามองเขาอย่างตัดพ้อ... สีหน้าของเธอดูไม่พอใจเลยที่ต้องควงคู่กับจุนโฮ 

          และแล้วก็ถึงเวลาของเขา...ซอฮยอนเดินบนพื้นหินอ่อนของห้องโถงกว้างนั้นเพื่อไปพบเจอกับเธอ หญิงสาวที่เดินมาจากพรมแดงของบันไดอีกฟาก... ซอฮยอนแทบหยุดหายใจ เมื่อเห็นเธอเดินมา... ภาพทุกอย่างกลายเป็นภาพช้า... มีเพียงแต่หัวใจของเขาเท่านั้นที่เต้นเร็ว.... 

          เจสสิก้าดูจะยังไม่ได้สังเกตเขา เธออยู่ในชุดเดรสผ้าไหมสีม่วงเป็นประกายยาวถึงเท้า และใส่ถุงมือสีขาวยาวถึงข้อศอก ทำให้เธอดูเหมือนเจ้าหญิงยุโรปยุคโบราณ ... ผมสีน้ำตาลอ่อนที่เคยยาวนั้นถูกเกล้ามวยรวบตึงไปด้านหลัง เผยให้เห็นลำคอระหงยาวสวย ผิวขาวนวลเนียนราวน้ำนมเผยออกมาเล็กน้อยบริเวณไหลและแอ่งชีพจรที่เป็นเกาะอกของเธอ

          ซอฮยอนโค้งให้เธอ และเธอก็ยกชายกระโปรงสองข้างย่อลงเป็นเชิงรับเขา... ก่อนที่เขาจะยื่นแขนให้เธอเกาะเกี่ยว... แล้วพากันเข้าไปภายในห้องบอลรูมนั้น... 

          สวยมาก...สวยจนพูดไม่ออกสักคำ... 

          ซอฮยอนแอบนึกในใจ เมื่อเห็นสีหน้าค้อนๆของเธอ เขาจึงรู้ตัวว่าจ้องเธอนานไปแล้ว...

          ก็ช่วยไม่ได้นี่นะ... วันนี้เธอช่างสวยเหลือเกิน... 

          บทเพลงคลาสสิกดังขึ้น พร้อมกับผู้อาวุโสที่สุดในที่นั้นเริ่มเต้นรำเปิดฟลอร์กัน... และทำให้รุ่นเล็กๆต้องโยกย้ายตามบ้าง... ซอฮยอนรู้สึกสบายใจ...ไม่เหมือนตอนงานเลี้ยงอำลาที่เพื่อนๆเขาจัด เพลงพวกนี้ไม่ใช่เพลงเร็ว และซอฮยอนก็ไม่ได้เก้ๆกังๆ เวลาเต้นลีลาศ เพราะเขาได้ฝึกมาดีแล้ว... 

          เขาโอบเธอ และพาเธอเริงรำไปบนฟลอร์อย่างสวยงาม... ขณะที่สายตาจับจ้องกัน 

          "วันนี้คุณสวยมาก..." ซอฮยอนกระซิบเบาๆ เมื่อทั้งสองหมุนตัวไปพร้อมกัน 

          "ฉันยอมให้คุณเสียหน้าไม่ได้หรอกค่ะ...เดี๋ยวคุณจะอายที่มีคู่ควงไม่สวยพอ" เจสสิก้าว่ายิ้มๆ ทำให้ซอฮยอนหน้าแดง 

          แต่สีหน้าเธอดูกังวลเหลือเกิน แม้ว่าทั้งสองจะพากันเต้นรำได้อย่างไม่มีที่ติ เพราะเจสสิก้าเองก็แลดูได้รับการอบรมมาดี แต่เธอก็ยังดูกังวล...ซอฮยอนคิดเองว่าเธอคงประหม่าจากการเข้าร่วมงานเลี้ยงอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก 

          เมื่อเพลงจบลง บรรยากาศงานก็เข้าสู่การเดินดื่มและรับประทานอาหาร ... แต่ส่วนใหญ่บรรดานักการทูตจะเริ่มจับกลุ่มเข้าคุยกันมากกว่า... เจสสิก้าก็เพิ่งได้เห็นบรรยากาศที่เขาบรรยายเอาไว้ในการอบรมการทูตตั้งแต่แรกว่า... 

          ...นักการทูต มือขวาถือแก้วไวน์ มือซ้ายถือนามบัตร ปากถาม สมองจำ... 

          "สังเกตสิคุณ ... ไม่มีใครทานอาหารเลย ส่วนใหญ่เขาคุยกันทั้งนั้น" ซอฮยอนกระซิบบอกเจสสิก้าที่เกาะแขนเขาอยู่ 

          "คุณจะไปคุยบ้างก็ได้นะคะ ไม่ต้องเป็นห่วงฉันหรอก..." เจสสิก้าว่าเช่นนั้น ทำให้ซอฮยอนหันมองเธอยิ้มๆ 

          "ไม่ได้หรอก...ถ้าฉันจะไปคุยกับใครที่ไหน ฉันก็ต้องพาคุณไปด้วยสิคะ...นี่ถือเป็นมารยาทที่นักการทูตจะทำเพื่อให้เกียรติภริยาทูตอย่างหนึ่งนะ..." ซอฮยอนกระซิบยิ้มๆ 

          เจสสิก้าหน้าแดง... ไม่รู้ทำไม อยู่ดีๆ คำว่า "ภริยาทูต" ก็มีผลต่อการเต้นของหัวใจของเธอขึ้นมาเสียอย่างนั้น 

          ที่เธอมีสีหน้ากังวลตลอดเวลา ไม่ใช่เพราะความตื่นเต้นจากการต้องเข้าร่วมงานเลี้ยงใหญ่เช่นนี้เป็นครั้งแรกหรอก แต่เธอกำลังกังวลเรื่องที่เพิ่งคุยกับคนบางคนเมื่อครู่ต่างหาก... ความคลุมเครือในความสัมพันธ์ระหว่างเขากับเธอนั้น มันชัดเจนขึ้นแล้ว ตั้งแต่ที่เขาตอบคำถามเธอเมื่อคืน... 

          ..."ถ้าฉันเผลอตกหลุมรักคุณจริงๆขึ้นมาจะว่ายังไง?".... 

          ..."ก็ดีสิ..."... ก็ดีสิ คือคำตอบของเขา แววตาที่เขามองเธอ และคำพูดที่เขาเรียกเธอว่า "ภริยาทูต"ร่วมทั้งท่าทางที่ให้เกียรตินั้นบ่งบอกชัดเจนอยู่แล้ว และมันทำให้เธอกล้าขึ้น... กล้าที่จะตัดสินใจอะไรบางอย่างที่อาจะทำให้เธอต้องเสียใจภายหลัง...

          เมื่อครู่นี้ ก่อนที่ทั้งสองจะได้มาพบกัน ฝ่ายชายและฝ่ายหญิงต้องเข้าแถวรอคู่ของตัวเองที่บันไดคนละฝั่ง ลีรยองรีบใช้โอกาสนี้คุยกับเธอในทันที หลังจากเจสสิก้าบ่ายเบี่ยงพยายามไม่อยู่กับเธอสองคนมาหลายครั้ง ลีรยองลากเจสสิก้ามาอยู่ตรงมุมมืดของบันได เพื่อไม่ให้ผู้หญิงคนอื่นๆได้ยินบทสนทนาของทั้งสอง... 

          "คุณเจสสิก้าคะ...ตกลงเรื่องที่คุณว่าจะช่วยฉันกับคุณซอฮยอนมันยังไงกันแน่?" ลีรยองเปิดมาอย่างหาเรื่อง 

          "คุณลีรยองคะ ฉันคิดว่าสถานที่นี่คงไม่เหมาะที่จะคุยเรื่องนี้..." เจสสิก้าตอบอย่างแบ่งรับแบ่งสู้ 

          "ถ้าไม่ใช่ตอนนี้ก็ไม่รู้จะคุยกันตอนไหน ฉันเห็นคุณควงพี่ซอฮยอนลอยหน้าลอยตาไปมาแบบนี้ มันไม่ยุติธรรมเลย!"ลีรยองมีท่าทีที่ดูก็รู้ว่าโกรธมากๆ สายตาของเธอดูฉุนเฉียวจนเจสสิก้าต้องหลบตาวูบ... 

          "คุณบอกมาสิคะ ว่าฉันต้องทำยังไงกันแน่? คุณถึงจะยอมห่างจากพี่ซอฮยอนและให้โอกาสฉันได้อยู่ใกล้เขาบ้าง..." ลีรยองเผลอดึงแขนของเจสสิก้าเข้ามาและกำแน่นจนเธอเจ็บ...เจสสิก้าเงยหน้ามองเธอด้วยสีหน้าไม่พอใจ 

          "ฉันเกรงว่า...ฉันคงช่วยคุณไม่ได้ค่ะ...คุณลีรยอง..." เจสสิก้าดึงแขนกลับมา ทำให้ลีรยองมองเธออึ้งๆ 

          "ฉันไม่สามารถเป็นกำลังใจ หรือสนับสนุนให้คุณได้...ในเมื่อคนที่คุณขอให้ฉันสนับสนุนคุณกับเขาให้...ก็เป็นคนที่ฉันรักเหมือนกัน

          เจสสิก้าเผลอหลุดปากออกไป... ทำให้ลีรยองตาโตวาบขึ้นมา... 

          "คุณนี่มันทุเรศจริงๆ..." ลีรยองสบถใส่หน้าเธอ ทำให้เจสสิก้ามองอีกฝ่ายอย่างตกใจ 

          "ที่แท้ก็มาแกล้งขอให้พี่ซอฮยอนเป็นแฟนด้วยเพื่อที่จะได้อ่อยเขา...รู้ใช่ไหมคะว่าเขาเป็นลูกสาวคนเดียวของท่านอัยการสูงสุด ซอ จูวอน....แหม่...ทำไมฉันถึงได้คิดไม่ถึงแผนคุณเลย...คุณน่าจะละอายใจตัวเองบ้างนะคะ" 

          "กรุณาระวังคำพูดของคุณได้ คุณลีรยอง" เจสสิก้าเอ่ยอย่างพยายามอดกลั้น 

          "แล้วเราจะได้เห็นดีกันค่ะ...คุณเจสสิก้า จอง!!" ลีรยองพูดแค่นั้น แล้วเดินสะบัดออกไปเข้าแถวตรงที่สว่าง เจสสิก้านิ่งอึ้ง...หอบหายใจแรง...ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะประกาศตนเป็นศัตรูชัดเจนขนาดนี้จนเธอนึกกลัว... 
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 36 ครั้ง

103 ความคิดเห็น

  1. #103 ภัทร (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 11 สิงหาคม 2562 / 22:19

    ไม่ให้เกียรติกันเล้ย​ ไม่เหมือนจุนโฮ

    #103
    0
  2. #82 อะไรก็ได้ (จากตอนที่ 39)
    วันที่ 6 เมษายน 2561 / 00:29

    เขินกับคำว่า"ภริยาท่านทูต" ใจนี่สั่นไปหมด โห้ย กสกสฟบกบป ไรท์แต่งดีมาก

    #82
    0