The Diplomats ภารกิจรัก นักการทูต

ตอนที่ 35 : กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย - EP 5

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 622
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 43 ครั้ง
    23 มี.ค. 61

EP - 5 

          เช้าวันรุ่งขึ้นเวลาหกโมงตรงซอฮยอนก็ตื่นและเตรียมน้ำอุ่นก่อนที่จะรีบแต่งตัวให้เสร็จเรียบร้อย เขาขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อเวลาเจ็ดโมงยังไม่มีสัญญาณใดใดออกมาจากหน้าห้องของเจสสิก้า เขาจึงตัดสินใจเคาะประตูห้องของเธอ แต่ก็ไม่มีเสียงตอบรับ จึงลองเปิดลูกบิดดู ก็พบว่าเธอไม่ได้ล็อกห้อง 

          เจ้าของร่างอ้อนแอ้นยังคงนอนหลับซุกตัวอยู่ในผ้าห่มดูอุ่นสบาย ซอฮยอนเห็นแล้วก็เอ็นดู  ไม่อยากจะปลุกเธอหรอกถ้าหากมันไม่ใช่เวลาเจ็ดโมงแล้ว... นัดวันนี้เวลาแปดโมง หากรอให้สายกว่านี้ เห็นทีอีกฝ่ายคงจะไม่มีเวลาทำอะไรกัน เขาเหลือบมองโทรศัพท์ที่ชาร์จแบตไว้หัวเตียงของเจสสิก้า มันบ่งบอกว่าเจ้าของตั้งปลุกไว้ตั้งแต่หกโมงเช้าแล้ว...แต่ก็ถูกกดเลื่อนเวลามาโดยตลอด... 

          "เลื่อนนาฬิกาปลุกซะด้วย..." ซอฮยอนพึมพำเบาๆ พลางส่ายหัว ก่อนจะนั่งลงที่ปลายเตียง

          "คุณ...คุณ ตื่นได้แล้ว" เขาเขย่าขาเธอ ทำให้เจสสิก้าลืมตาขึ้นมาอย่างสะลืมสะลือ เธอหยีตามองสักพักเพราะยังแสบตาแสงที่ลอดออกมาจากห้องโถงด้านนอก ก่อนจะสะดุ้งสุดตัว

          "ว๊าย ตาเถร ตายแล้วคุณเข้ามาได้ยังไง!!" เธอร้องแล้วคู่เข่าเข้ามาหาตัวก่อนจะรีบเอาผ้าห่มปิดหน้าเอาไว้ 

          "ปิดหน้าทำไม...?" ซอฮยอนถามพลางขมวดคิ้ว 

          "ฉันยังไม่ได้แต่งหน้าเลยนะคุณ บ้าจริง!" เจสสิก้าดูฉุนเฉียวไม่น้อยที่เขาเข้ามาแบบนี้ 

          ซอฮยอนได้แต่หัวเราะเบาๆ พลางส่ายหัวอย่างระอา 

          "ถ้าคุณไม่ลุกจากเตียงตอนนี้ก็จะไม่มีเวลาแต่งหน้าเลยล่ะค่ะ" ซอฮยอนว่าทำให้เจสสิก้าเผลอเปิดผ้าห่มออกมา เธอหันไปดูนาฬิกาจากโทรศัพท์มือถือก็พบว่าตัวเองเผลอเลื่อนเวลามาตั้งครึ่งชั่วโมง... 

          "ตายแล้ว ตายๆๆๆๆ" เจสสิก้าตะลีตะลานลุกจากที่นอนวิ่งเข้าห้องน้ำไปทำให้ซอฮยอนมองตามไปอย่างพิศวง 

          "รอดมาได้ยังไงจนอายุเท่านี้เนี่ย..." ซอฮยอนพึมพำเบาๆ กับตัวเอง ก่อนจะหัวเราะออกมา  ตั้งแต่รู้จักกับเจสสิก้าเขาขำไม่รู้จะกี่รอบแล้ว...ก็เธอตลกจริงๆนี่นา... 

          ในที่สุดทั้งสองก็มายืนอยู่ตรงหน้าเรือนรับรองตรงเวลาแปดโมง ซึ่งจุนโฮและลีรยองต่างก็กระตือรือร้นมายืนรอแต่แรกแล้วโดยเฉพาะจุนโฮที่ดูจะดีใจเป็นพิเศษที่ได้เห็นหน้าเจสสิก้า เขาเข้ามาทักทายและชวนคุยทันทีที่เห็นหน้าเธอ ทำให้เจสสิก้ามองซอฮยอนอย่างขอความช่วยเหลือ แต่ซอฮยอนก็ได้แต่ยิ้มเก้อๆ เพราะไม่รู้จะช่วยยังไง... 

          "รถมาแล้ว..." ซอฮยอนได้แต่พูดออกมาเช่นนั้น เพื่อช่วยขัดจังหวะการสนทนาของจุนโฮกับเจสสิก้า แต่นั่นก็ทำให้เจสสิก้าหันมาค้อนเขาตาเขียว เพราะหวังว่าเขาจะช่วยอะไรได้มากกว่านี้... 

          เมื่อเข้ามานั่งในรถด้วยกัน เจสสิก้าก็ต้องลำบากใจอีก เพราะซอฮยอนจำเป็นต้องไปนั่งข้างหน้ากับคนขับรถ เพราะเขาเป็นคนที่ต้องรับผิดชอบการเดินทางซิตี้ทัวร์ในวันนี้ ทำให้เจสสิก้าต้องนั่งติดกับจุนโฮอย่างจำใจ จากสถานทูตเกาหลีใต้เข้าไปในจตุรัสกลางเมืองของกรุงเฮกก็เกือบสิบห้านาทีที่เจสสิก้าต้องนั่งติดแหง็กกับจุนโฮ โดยที่ลีรยองได้แต่นั่งทำหน้าหมั่นไส้ และบางทีก็มีสีหน้าเห็นใจเจสสิก้าอยู่บ้าง จนถึงจตุรัสกลางเมืองจึงได้จอดรถ และเธอถึงได้เป็นอิสระ...เมื่อหลุดออกมาได้ เจสสิก้าก็รีบเดินออกมายืนห่างจุนโฮอย่างเห็นได้ชัด ซอฮยอนมองตามก็ได้แต่ขำ แต่ก็เห็นสายตาประท้วงที่เธอมองมาเขาก็เลยต้องหุบยิ้มฉับ... 

          "คุณซอคะ...ฉันหนาว" เจสสิก้าเอ่ยแล้วถือวิสาสะควงแขนเขาจนเขาหันมามองด้วยสีหน้างุนงง แต่ก็โดนสายตาของเธอค้อนอีก ซอฮยอนจึงต้องยอมให้เธอควงแขนตามระเบียบ 

          "คุณนี่!! ไม่ช่วยกันเลย... ไหนบอกจะช่วยฉันไง" เจสสิก้ากระซิบเมื่อควงแขนเขาเข้ามาใกล้ 

          "ก็ฉันไม่รู้จะเริ่มยังไงนี่นา..." ซอฮยอนว่าอย่างจนปัญญา 

          "คุณเจสสิก้าหนาวหรอครับ? เอาผ้าพันคอของผมไหม" จุนโฮยังคงจ้อและเดินตามไม่หยุดโดยไม่ดูสีหน้าของอีกฝ่ายเลย 

          ซอฮยอนเห็นเช่นนั้นก็พอจะเข้าใจแล้วว่าทำไมเจสสิก้าต้องขอให้เขามาช่วยเป็นแฟนกำมะลอให้...เขาเองก็เห็นสีหน้าขอความช่วยเหลือจากเจสสิก้าหลายครั้ง แต่ไม่รู้จะทำยังไง... เมื่อจุนโฮพูดเช่นนี้ เขาจึงนึกได้แล้วรีบถอดผ้าพันคอของตัวเองออกมา... 

          "เอ้า...ลืมเลย ใส่ซะสิ" ซอฮยอนเอ่ยแล้วพันผ้าพันคอของตัวเองให้กับเจสสิก้า ทำให้จุนโฮที่กำลังจะเดินมาชะงักไป เจสสิก้าก็อึ้งๆ เมื่อรู้สึกได้ถึงสัมผัสที่ซอฮยอนโอบรอบแล้วเอาผ้าพันคอพันให้เธอ เขายังมองด้วยสายตาเอ็นดูตอนจัดมาให้เรียบร้อยดูเผินๆแล้วก็เหมือนคู่รักคู่หนึ่งที่ทำอะไรให้แก่กัน...และมันก็ทำให้เจสสิก้าเผลอรู้สึกใจเต้นแปลกๆไม่ได้ แต่อีกฝ่ายไม่ได้รู้เรื่องเลย เพราะเขากำลังตั้งใจทำตามแผนที่วางกันไว้ตั้งแต่เมื่อคืน ก่อนจะก้มลงมากระซิบข้างๆหูเธอว่า... 

          "ขอโทษที ฉันก็ไม่รู้จะเริ่มช่วยคุณยังไง...เดินใกล้ๆฉันไว้แล้วกันนะเขาจะได้ไม่กวนคุณอีก" ซอฮยอนกระซิบ ทำให้เจสสิก้าหลุดจากภวังค์ 

          "ข..ขอบคุณค่ะ" เจสสิก้าพูดเบาๆ แล้วก้มหน้าลงเขินๆ และซอฮยอนก็หันมาพูดกับจุนโฮว่า

          "ขอบคุณมากนะที่ช่วยเตือน...ฉันนี่เป็นแฟนที่แย่จริงๆ ไม่รู้จักตรวจตราให้ดีก่อนออกจากบ้านว่าแฟนไม่มีผ้าพันคอ..." ซอฮยอนเอ่ยอย่างเป็นธรรมชาติตามประสานักกฏหมายที่ถูกฝึกไว้ว่าไม่ให้พูดโกหก แต่ถ้าจะพูดก็ต้องพูดอย่างแนบเนียน คำพูดของซอฮยอนเช่นนั้นทำให้จุนโฮชะงักกึก เขาหน้าเสีย ...แม้กระทั่งลีรยองก็อ้าปากค้าง... 

          "ฟ...แฟนเหรอครับ?" จุนโฮหน้าซีดอย่างเห็นได้ชัด เขาถอยหลังไปสองสามก้าวอย่างไม่เชื่อหู 

          "เอ้อ...ไม่ ..ผมหมายถึง...ผมไม่ทราบมาก่อนเลยว่าคุณเจสสิก้ามีแฟนแล้ว...ผมไม่ทราบว่าคุณเจสสิก้ากับรุ่นพี่เป็นแฟนกัน" จุนโฮรู้ตัวว่าเสียมารยาทด้วยท่าทางแบบนั้น เขาจึงรีบรวบรวมสติเสียใหม่ แล้วก้มหน้าลงประหลกๆ ดูแล้วก็น่าเอ็นดูเหมือนกัน เจสสิก้ากระทุ้งสีข้างซอฮยอนแล้วพยักเพยิดให้เขาพูดอะไรสักอย่าง ทำให้ซอฮยอนถอนหายใจ 

          "เอ่อ...อะแฮ่ม... ฉันก็เพิ่ง...เพิ่งตั้งใจว่าจะบอกข่าวดีนี้กับทุกคนหลังจากที่ได้บอกท่านทูตจองฯในเย็นนี้แล้ว ต้องขอโทษด้วย ไม่ได้ตั้งใจจะปิดให้เป็นความลับ" ซอฮยอนว่าอย่างสุภาพ เขาเกือบจะพูดว่า "เพิ่งจะคบกัน" ออกไปแล้ว แต่โดนเจสสิก้ากระตุกแขนเอายกใหญ่ ทำให้เขาต้องเปลี่ยนคำพูด 

          "ม..ไม่เป็นไรครับ...ผม ผมต้องขออภัยคุณเจสสิก้าด้วยที่ละลาบละล้วง..." จุนโฮเอ่ย เขาอายจนไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน ลีรยองที่มาด้วยกันได้แต่กลั้นหัวเราะจนเขาต้องหันไปค้อน ซอฮยอนได้แต่มองเขาอย่างเอ็นดู และหันมามองหน้าเจสสิก้า เธอเองก็มองเขาด้วยสีหน้าสงสารเช่นกัน จนซอฮยอนนึกอยากจะเย้าแหย่... 

          "เป็นไง... สงสารเขาหรอ บอกความจริงเขาตอนนี้ก็ยังไม่สายนะ" ซอฮยอนกระซิบแหย่เบาๆ ทำให้เจสสิก้าค้อน 

          "อย่าพูดเด็ดขาดเลยนะคุณ! เริ่มแล้วก็ต้องต่อ...เลยตามเลยนะ!" เจสสิก้าตาเขียวใส่เขาอีกแล้ว ซอฮยอนได้แต่ส่ายหัวพลางหัวเราะ 

          ช่วงนี้เขาหัวเราะบ่อยจนเธอรู้สึกเสียมั่นใจ...ไม่รู้จะขำอะไรนักหนา เจสสิก้าอดคิดในใจไม่ได้  ตอนที่เขาไม่หัวเราะ แต่แววตาตลกดูขันอย่างนั้นก็ส่งประกายชัดเจนแล้วว่าขำเธอ แต่พอเขาหัวเราะ...เธอก็อดรู้สึกหัวใจสั่นๆไม่ได้ทุกที... เสียงหัวเราะของเขาเป็นอันตรายต่อหัวใจเธอเป็นบ้า 

...

          "เมืองเฮก มีชื่อภาษาดัทช์ว่า Den Haag เป็นเมืองหลวงเก่าของเนเธอร์แลนด์ ซึ่งตอนนี้เมืองหลวงย้ายไปอยู่ที่อัมสเตอร์ดัม จะเห็นได้ว่ามีอาคารรัฐสภาที่เก่าแก่มากอยู่ตรงนี้ และบรรดาตึกรามบ้านช่องต่างๆยังคงความเป็นยุโรปเก่าไว้อย่างชัดเจน ที่นี่มีองค์การระหว่างประเทศกว่า 160 องค์การ และองค์การที่สำคัญมากๆองค์การหนึ่งก็คือ..." ซอฮยอนพูดเหมือนเว้นช่วงให้ตอบ 

          "ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศค่ะ" ลีรยองเอ่ย ทำให้ซอฮยอนหันไปมองเธออย่างถูกใจ 

          "ถูกต้อง..." ซอฮยอนว่าพลางยิ้ม ทั้งสี่เดินไปตามอาคารบ้านช่องในเมืองต่างๆ โดยมีเจสสิก้าที่เกาะแขนซอฮยอนไม่ห่างเป็นลูกลิง ลีรยองที่เดินตามมาด้วยยังคงมองไปรอบๆ และยกกล้องขึ้นมาถ่ายรูปอย่างร่าเริง ส่วนจุนโฮก้มหน้างุดๆเหมือนอยากจะหายไปจากโลก 

          "ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือ International Court of Justice มีหน้าที่พิพากษาข้อพิพาทระหว่างประเทศ ซึ่งสองประเทศไม่อาจตกลงกันได้ ต้องมาพึ่งศาล... มีใครตอบได้บ้างว่าคดีที่เป็นความสนใจของประเทศเราตอนนี้คืออะไร?" 

          "ข้อพิพาทเกาะทาเคชิมะ-ดกโดค่ะ" ลีรยองตอบอย่างกระตือรือร้น

          "ดีมาก...แล้วรู้ไหมว่าเราจะขึ้นศาลวันที่เท่าไร?" ซอฮยอนถามต่อ 

          "15 ธันวาคมค่ะ ซึ่งเป็นคดีสุดท้ายของปีนี้สำหรับศาลโลกพอดี เพราะเป็นธรรมเนียมขององค์การระหว่างประเทศ ที่จะต้องหยุดก่อนจะเข้าช่วงคริสมาสต์เพื่อให้ทุกคนได้กลับบ้าน...การประชุม UN ก็จะสิ้นสุดช่วงนี้เหมือนกันค่ะ" ลีรยองว่า 

          "โอ้โห...ทำการบ้านมาดีมากๆเลยนะ" ซอฮยอนหันไปมองลีรยองอย่างชื่นชมจนเจสสิก้ารู้สึกหงุดหงิดเล็กๆ ทั้งๆที่รู้ว่าเขาไม่ใช่ "แฟนจริงๆ" ของเธอ แต่ไม่รู้ทำไมรู้สึกแย่เมื่อเห็นเขามองคนอื่นด้วยสายตาชื่นชมแบบนั้น 

          "อะแฮ่ม...เอ่อ... คุณซอคะ แล้วอาคารนั้นคืออาคารอะไรเหรอคะ?" เจสสิก้าพยายามสร้างบทพูดบ้าง 

          "อ้อ... นั่นคืออาคารรัฐสภาน่ะ...เหมือนฉันจะพูดไปแล้วนะ แต่ก็ช่างมันเถอะ" ซอฮยอนขมวดคิ้วงงๆ เพราะเจสสิก้าดันชี้กลับไปทางที่เดินผ่านมาแล้ว ทำให้เธอหน้าแดงไปถึงใบหู แต่เขาก็ไม่ได้ว่าอะไรต่อ 

          "เมืองเฮกมีความสำคัญหลายประการเลย ที่นี่เคยเป็นที่จัดการประชุมครั้งแรกของสันนิบาตชาติด้วยนะ เป็นนักการทูตต้องรู้ว่าสันนิบาตชาติคืออะไร ใครตอบได้บ้าง..." ซอฮยอนว่า ลีรยองอ้าปากจะตอบอีก เจสสิก้าก็รีบตอบแทรกขึ้นมา 

          "เป็นองค์การระหว่างประเทศองค์การแรกของโลกก่อนสหประชาชาติค่ะ จัดตั้งขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง แต่เป็นองค์การที่ไม่แข็งแรงเพราะประเทศมหาอำนาจสมัยนั้นอย่างอเมริกาไม่ยอมเข้าร่วม...และญี่ปุ่นก็ประกาศลาออก ทำให้ต้องถูกยุบไปเมื่อสิ้นสงครามโลกครั้งที่สอง และตั้งขึ้นมาใหม่เป็นสหประชาชาติ (UN)"

          เจสสิก้าร่ายยาวจนจบแล้วหายใจหอบ แก้มของเธอแดงเพราะอากาศหนาว ซอฮยอนหันมามองคนข้างๆด้วยประกายขำขัน 

          "ดีมาก...เก่งมากเลย... " ซอฮยอนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเอ็นดู เหมือนรู้ว่าเธอตั้งใจจะตอบแทรกลีรยอง ไม่รู้ว่าเจสสิก้าคิดไปเองหรือเปล่าน้ำเสียงของเขาที่มีต่อเธอนั้นดูอ่อนโยนกว่าที่เขาพูดต่อลีรยองมาก และนั่นมันก็ทำให้เธอรู้สึกใจชื้นนิดๆโดยไม่ทราบสาเหตุ.... 

          ทำไมต้องทำตัวเรียกร้องความสนใจอย่างกับนางร้ายในละครด้วยนะ... เจสสิก้าแอบคิดในใจกับตัวเอง มันก็แค่รู้สึกทนไม่ได้ที่เขาจะไปสนใจคนอื่นมากกว่าเธอ ก็เขาเป็นแฟนเธอนะ! ถึงจะแค่ในนามก็เถอะ เจสสิก้าคิดอย่างเข้าข้างตัวเอง และพยายามเมินเฉยต่อความรู้สึกแปลกๆที่เกิดขึ้นภายในใจของเธอ 

          "หึงสมจริงมากเลยนะ..." ซอฮยอนแกล้งพูดลอยๆ แต่เหมือนจะเย้าเธอเล่นเสียมากกว่า ทำให้เจสสิก้าหน้าขึ้นสี

          "คุณก็ห้ามสนใจคนอื่นมากกว่าฉันสิ! ทำให้มันเหมือนจริงหน่อย" เจสสิก้าว่าอย่างดื้อดึง 

          ซอฮยอนหัวเราะในลำคอ เขามองเธอด้วยสายตาเอ็นดูอีกครั้ง ดวงตาเขาเป็นประกายวิบวับ ยากที่จะรู้ว่าคิดอะไร แต่มันก็ทำให้เธอเขินอายจนหน้าแดง แล้วต้องเสหลบตาไปมองพื้นอย่างช่วยไม่ได้ วินาทีนั้น เจสสิก้ากลับรู้สึกว่ามันเป็นช่วงเวลาที่ "สมจริง" ที่สุดแล้ว สำหรับเธอ... 

... 

          ทั้งสามมาจนถึงอาคารสีอิฐชั้นเดียวขนาดยาวที่มีป้ายขึ้นเอาไว้ว่า "LOUWMAN Museum" ตัวอาคารทอดยาวมีสองปีกกว้าง และมีสระน้ำด้านหน้าดูเป็นมิตรและน่ารัก จนลีรยองและจุนโฮที่เพิ่งหายจากอาการโลกหม่นดูตื่นเต้นทันทีที่เห็นหน้าอาคาร เจสสิก้าเองก็ชะเง้อมองอย่างสนใจ

          "ที่นี่คือ Louwman Museum พิพิธภัณฑ์รถยนต์ของเนเธอร์แลนด์..." ซอฮยอนว่า

          "รถยนต์!" จุนโฮทวนคำด้วยความตื่นเต้นเพราะเป็นผู้ชายเขาจึงสนใจเรื่องรถยนต์เป็นพิเศษ

          "รถยนต์...." ลีรยองและเจสสิก้าเอ่ยคำเดียวกันแต่แสดงความรู้สึกต่างจากจุนโฮสิ้นเชิง บ่งบอกว่าทั้งสองคงไม่ค่อยปลื้มคำว่า "พิพิธภัณฑ์รถยนต์" เท่าไรนัก

          "อย่าเพิ่งทำหน้าอย่างนั้น...รอได้เข้าไปดูก่อน แล้วเธอจะรู้ว่ามันไม่ได้น่าเบื่ออย่างที่คิด..."  ซอฮยอนหันมาปลอบใจ ทำให้เจสสิก้ามองหน้าเขา ก่อนจะพยักหน้าเบาๆอย่างเสียมิได้  

          "ที่นี่ถูกริเริ่มโดยนาย Piet Louwman ซึ่งเป็นผู้นำเข้ารถยนต์ ซึ่งสะสมรถยนต์จนกลายเป็นพิพิธภัณฑ์ ที่นี่เลยกลายเป็นพิพิธภัณฑ์ที่รวบรวมประวัติศาสตร์รถยนต์ระดับชาติของเนเธอร์แลนด์เลยนะ... " คำอธิบายเพิ่มเติมของซอฮยอนก็ไม่ได้ทำให้ "เด็กผู้หญิง" อย่างเจสสิก้า จอง ตื่นเต้นกับรถยนต์ขึ้นมาเลย 

          แต่เมื่อเดินเข้าไปในตัวพิพิธภัณฑ์ เจสสิก้าจึงได้รู้ว่า Louwman ไม่ใช่พิพิธภัณฑ์รถยนต์ที่น่าเบื่ออย่างที่คิด เพราะที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้รวบรวมรถยนต์น่ารักๆจากสมัยยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม ตั้งแต่ยุคที่ผลิตรถใหม่ๆ จึงมีรถยุโรปโบราณๆสีสันต่างๆมากมายถูกวางเรียงไว้และขัดมันวับ...มีแม้กระทั่งเมอร์ซิเดสเบนซ์รุ่นแรก หรือรถเก่ารูปร่างแปลกๆที่ราวกับคานไม้อันเดียวที่ติดล้อและมีก้านไม้เป็นพวงมาลัย.... ล้วนแล้วแต่น่าตื่นตาตื่นใจจนลีรยองและจุนโฮต่างกันแยกย้ายกันไปถ่ายรูปและสำรวจกันคนละทิศคนละทาง มีเพียงแต่เจสสิก้าเท่านั้นที่ไม่ยอมปล่อยแขนซอฮยอนเลย เมื่อทั้งสองเดินไปเคียงคู่กัน.... 

          "น่ารักจังเลย..." เจสสิก้าเอ่ยก่อนจะชี้รถรูปหงส์สีขาวประดับทอง ที่สวยงามราวกับราชรถในซินเดอเรลล่า

          "ยังกับรถในการ์ตูนดิสนีย์แน่ะ ถ้าได้ขึ้นไปนั่งฉันคงรู้สึกเหมือนเจ้าหญิงเลยนะ..." เจสสิก้าว่า 

          "เจ้าหญิงนิทราหรือเปล่า...คุณน่ะ" ซอฮยอนแซวขึ้นมาทำให้เจสสิก้าหน้าแดงแล้วค้อนเขา เพราะเข้าใจได้ทันทีว่าเขาต้องการจะล้อเลียนเรื่องเมื่อเช้าที่เธอตื่นสาย.... 

          "คุณนี่มันนิสัยไม่ดี..." เจสสิก้าว่าเข้าให้ ทำให้ซอฮยอนหัวเราะเบาๆ 

          "แน่นอนอยู่แล้ว คนนิสัยดีที่ไหนจะชวนกันโกหกคนอื่นว่าเป็นแฟนกันเพื่อหนีคนที่มาจีบ" ซอฮยอนว่าหน้าตาย ทำให้เจสสิก้ามองหน้าเขาด้วยสีหน้างอๆ อีกครั้ง... 

          "ปากหรือกรรไกร!" เจสสิก้าเหน็บเข้าให้ 

          พ้นจากพิพิธภัณฑ์ Louwman มา ซอฮยอนก็พาทุกคนไปนั่งเรือรอบคลองในกรุงเฮก หลายประเทศในทวีปยุโรปมักจะมีคลองเก่าแก่ในตัวเมืองเพื่อการคมนาคมในสมัยก่อน โดยเจ้าของเรือชาวดัทช์พาล่องเรือไปรอบๆตัวเมือง บรรยากาศเมืองเก่าๆสีอิฐของเฮก ที่มีต้นไม้เขียวๆเรียงเป็นระเบียบเรียงรอบสองข้างทาง กับฟ้าใสๆ ทำให้บรรยากาศการล่องเรือช่างโรแมนติกนัก เรือพาลอดใต้สะพานต่างๆซึ่งเป็นสีอิฐกับสถาปัตยกรรมแบบยุโรปชวนให้นึกย้อนไปถึงสมัยที่ยังไม่มีรถรามากนัก 

          เรือล่องไปอย่างช้าๆ มีนกนางนวลบินผ่านรอบๆ เพราะเมืองเฮกเป็นเมืองติดชายทะเล ทำให้มีนกนางนวลมาบินอยู่ในเมืองบ้าง ซึ่งนั่นก็ทำให้ทุกคนดูเพลินตาเพลินใจเหลือเกิน จุนโฮกับลีรยองหัวเราะสนุกสนานกับการปล่อยให้นกนางนวลมาจิกเอาขนมปังจากมือไป...ซอฮยอนก็มองบรรยากาศรอบๆอย่างผ่อนคลาย...เขาเกือบจะลืมไปแล้วว่าได้ผ่อนคลายครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่... 

          รู้ตัวอีกทีก็รู้สึกได้ถึงศีรษะของคนตัวเล็กก็ซบอิงลงมาที่ไหล่...

          ซอฮยอนหันมามองคนที่เกาะติดอยู่ข้างๆเขาวันนี้เป็นระยะเวลานานสองนานแล้ว  แรกๆก็แอบรำคาญอยู่บ้าง เพราะในชีวิตเขาก็ไม่เคยมีใครมาตามติดขนาดนี้ ... ด้วยเงื่อนไขว่าจะต้องแสดงท่าที "เหมือนเป็นแฟนกัน" ซึ่งเขาก็รับปากไปแล้ว ทำให้ซอฮยอนปฏิเสธไม่ได้ 

          แต่ท่าทางผ่อนคลายของเจสสิก้าในเวลานี้ทำให้ซอฮยอนอดรู้สึกดีตามไม่ได้... 

          ก็นะ...บรรยากาศมันโรแมนติกเสียขนาดนี้...ซอฮยอนปฏิเสธไม่ได้ว่าเธอเอง...ก็เริ่มจะ "อิน" เสียแล้ว 

...

          ปิดท้ายของวันด้วยการพาทุกคนมาที่จตุรัสเมืองของกรุงเฮก เพื่อที่จะเช่าจักรยาน ซึ่งลีรยองและจุนโฮ(ที่ลืมอาการอกหักเสียสนิทเพราะมัวแต่ตื่นเต้นกับเมืองเฮก) ก็วิ่งเข้าไปจับจองจักรยานของตัวเองกันคนละคัน จ่ายเพียงไม่กี่ยูโรก็ได้จักรยานคันสวยมาขี่ เนเธอร์แลนด์สนับสนุนให้คนขี่จักรยานกันมากกว่าขับรถ ถึงขนาดมีรถไฟฟ้าและเรือข้ามฟากที่ทำขึ้นมาสำหรับคนที่พกพาจักรยานไปไหนมาไหนโดยเฉพาะให้สามารถเอาจักรยานขึ้นรถไฟฟ้าและขึ้นเรือได้ทุกที่

          "จนถึงตอนนี้แล้ว มีใครจับคอนเซปต์ได้บ้างว่าซิตี้ทัวร์วันนี้ของเรามีคอนเซปต์ว่าอะไร" ซอฮยอนเอ่ยถาม เมื่อเขายืนอยู่ต่อหน้าทุกคนรวมทั้งเจสสิก้าที่กำลังยืนคร่อมจักรยานเช่าคันที่ตัวเองเลือกมาอยู่... 

          "เอ่อ...ถ้าให้เดา Transportation (การคมนาคม) ในเมืองเฮกหรือเปล่าครับ" จุนโฮตอบคำถามซอฮยอนเป็นครั้งแรกของวัน 

          "ถูกต้อง...เก่งมาก ทัวร์วันนี้ ฉันตั้งใจให้มีคอนเซปต์เกี่ยวกับการคมนาคมของเมืองเฮก ทุกคนจะได้รู้จักเมืองเฮกในทุกๆรูปแบบ...และสำหรับการเดินทางในแบบสุดท้ายนี้ ฉันยกเวลาให้ทุกคนฟรีๆ ให้ไปขี่จักรยานกันได้ตามสบายเลยแล้วกัน...สี่โมงครึ่งฉันจะมารออยู่ตรงนี้ แล้วเรากลับไปทานอาหารเย็นที่สถานทูตกัน" 

          "เย้!!" จุนโฮและลีรยองร้องเหมือนเด็กๆ ก่อนจะขี่จักรยานพุ่งออกไปไล่นกพิราบที่เกาะอยู่บนพื้น ทำให้ซอฮยอนหัวเราะเบาๆ มีเพียงเจสสิก้าเท่านั้นที่ไม่ยอมขี่ออกไปกับคนอื่น... 

          "อ้าว... แล้วทำไมคุณไม่เช่าจักรยานมาละคะ?" เจสสิก้าเอ่ยถาม ทำให้ซอฮยอนอึกอัก 

          "เอ่อ...ไม่มีอะไรน่ะ คุณไปขี่เถอะ" ซอฮยอนว่า ทำให้เจสสิก้ามองเขาอย่างผิดสังเกต 

          "อย่าบอกนะว่าคุณขี่จักรยานไม่เป็น..." เจสสิก้าถามจี้ใจดำ ทำให้ซอฮยอนอึ้งๆไป... 

          "อ...อืม...ขี่ไม่เป็น" เขาพยักหน้ายอมรับออกมาจนได้ 

          "ฮ่าๆๆๆๆ" เจสสิก้าหัวเราะออกมาอย่างไม่เกรงใจทำให้ซอฮยอนฉุนกึกขึ้นมา 

          "ฉันขี่จักรยานไม่เป็นมันผิดตรงไหน..." ซอฮยอนว่า แววตาของเขาดูไม่พอใจจนเจสสิก้าต้องรีบหยุดขำ

          "ป...เปล่า ไม่ใช่อย่างนั้นคุณ...ฉันแค่คิดว่าคนอย่างคุณดูเก่ง..ดูเท่ไปทุกอย่าง...แต่ดันขี่จักรยานไม่เป็นเนี่ยนะ..." เจสสิก้าว่า และแน่นอนว่าคำพูดของเธอนั้นยิ่งทำให้เขาหน้าบึ้งยิ่งกว่าเดิม... 

          "ฉันหมายถึง... มันน่าแปลกใจ...แล้วก็...น่ารักดีน่ะ..." เจสสิก้าว่า ก่อนจะเสียงเบาลงตรงคำว่า น่ารัก

          "คุณขี่ไปเถอะ ฉันจะไปนั่งรอที่ร้านกาแฟ..." ซอฮยอนว่าแค่นั้น ทำให้เจสสิก้ารีบทิ้งจักรยานแล้ววิ่งตามเขามา

          "ไม่เอาน่าคุณ...ไปเถอะ ฉันจะสอนเอง" เจสสิก้าชวน ทำให้ซอฮยอนส่ายหัวลูกเดียว 

          "เรื่องนี้ฉันไม่เอาด้วยหรอก...ไม่ชอบจริงๆ" ซอฮยอนว่า ทำให้เจสสิก้าทำแก้มป่อง 

          "น่า...นิดเดียว ลองดู ... คุณต้องมาอยู่ที่นี่ตั้งสี่ปีไม่ใช่เหรอ อยู่แดนจักรยาน ไม่ขี่จักรยานได้ไงกัน..." 

          เพราะคำพูดหว่านล้อมของเจสสิก้าเช่นนั้น ทำให้ซอฮยอนยอมมานั่งอยู่หลังแฮนด์จักรยานจนได้ คนอย่างเขาจะลองพยายามฝึกฝนอะไรที่คิดว่า "จำเป็น" กับชีวิต ไม่ว่าจะชอบมันหรือไม่ก็ตาม... เหมือนที่เขายอมฝึกลีลาศ เพราะรู้ว่ามันจำเป็นกับการเข้าสังคมชั้นสูงในระดับนักการทูต 
เหมือนที่เขาลองเป็นแฟนกับเจสสิก้า...ก็เพราะเขาไม่รู้ว่าเขาจะชอบชีวิตที่ "มีแฟน" หรือไม่... 

          "ใช้ขา ไถ...ไถ...ไถแล้วขึ้น..." เจสสิก้าประคองอยู่ข้างๆ แล้วบอกให้เขาจำเป็นเสต็ป ซอฮยอนลองพยายามไถตามเธอ แล้วยกขาขึ้น ไม่นานก็เอียงวูบ จนอดใจเสียไม่ได้ เขาต้องใช้ขายาวๆนั้นยันไว้ ทั้งๆที่หัวใจเต้นตูมตาม...

          "ฮ่าๆๆ ...โธ่คุณ ใจเย็นๆหน่อยสิ" เจสสิก้าว่าแล้วพยายามประคองจักรยานให้ตั้งตรง เธออดขำไม่ได้ที่ซอฮยอนหน้าซีดเหมือนไก่ต้ม...แต่ก็สงสารเขาอยู่เหมือนกัน 

          "ไม่ไหวหรอก...ยากเหลือเกิน" ซอฮยอนท้อเสียแล้ว เขาคงขี่จักรยานเป็นตั้งแต่เด็กแล้วถ้าไม่กลัวล้ม 

          "โธ่...อะไรกันคุณ..." เจสสิก้าบ่นเบาๆ เมื่อซอฮยอนยกจักรยานคืนให้เธอ 

          "คุณขี่เล่นไปเถอะ...แล้วมาเจอกันตรงนี้นะ...ฉันจะไปนั่งรอที่ร้านกาแฟ..." ซอฮยอนบอกแค่นั้น แล้วรีบเดินหนีไปโดยไม่รอให้เธอไปกระเง้ากระงอดลากเขากลับมาอีกเหมือนเคย เจสสิก้าได้แต่มองตามแผ่นหลังของร่างสูงไปแล้วก็ส่ายหัวเบาๆ ไม่รู้ทำไมเธอหุบยิ้มไม่ได้... 

          คนบ้าอะไร? ดูเหมือนจะเก่งไปเสียทุกอย่าง...กลับยอมแพ้จักรยาน... 
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 43 ครั้ง

103 ความคิดเห็น

  1. #101 ภัทร (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 11 สิงหาคม 2562 / 21:14

    เจ้าจักรยานวายร้าย

    #101
    0
  2. #70 อะไรก็ได้ (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 23 มีนาคม 2561 / 23:59
    ตอนนี้ได้ความรุ้ไปด้วย ขำคุณซอขี่จักรยาน
    #70
    0
  3. #69 Eyefour (@namelovebew) (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 23 มีนาคม 2561 / 22:09
    น่าร๊ากกกกก
    #69
    0
  4. #68 T.YUURA (@r-k-y) (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 23 มีนาคม 2561 / 21:40
    คุณซอผู้เก่งทุกอย่างยกเว้น ขี่จักรยาน5555 น่ารักดีนะคะ
    #68
    0