The Diplomats ภารกิจรัก นักการทูต

ตอนที่ 14 : กรมการกงสุล - EP 4

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 890
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 15 ครั้ง
    10 ม.ค. 61

EP 4 

          การประชุมตึงเครียดอภิปรายแผนการซ้อมชิงตัวประกันของสำนักงานตำรวจกับกระทรวงการต่างประเทศยืดยาวจนแทบอ่อนใจ แต่ยูริและวิคตอเรียซึ่งต่างก็ดำรงตำแหน่งสำคัญในงานนี้ทั้งคู่ก็ตาสว่างร่วมประชุม ยิ่งเมื่อบรรดานักวิชาการของฝ่ายสำนักงานตำรวจแห่งชาติประเมินความเสี่ยงว่าพวกเธอมีสิทธิ์พบเจออะไรบ้าง เส้นประสาทของทั้งคู่ก็ยิ่งตื่นตัว

          "มันอาจเป็นแผนซ้อนแผน..." นักวิชาการท่านหนึ่งของสำนักงานตำรวจกล่าว 

           "พวกเขาอาจต้องการแลกตัวประกันระดับสูง กับตัวประกันระดับสูงกว่า ซึ่งในครั้งนี้เดิมพันเป็นนักการทูต พวกเขาจะได้การต่อรองที่ดีกว่าลูกสาวรองนายกรัฐมนตรีอย่างแน่นอน..." 

          ยูรินั่งนิ่ง... สีหน้าดูก็รู้ว่าเป็นกังวล แต่ก็เพียงแวบเดียวเท่านั้น เพราะโดนฝึกให้เก็บอารมณ์เก่ง เธอรีบจดข้อมูลใหม่นั้นใส่ลงสมุดบันทึกซึ่งเช่นเดียวกัน...นักการทูตถูกฝึกให้ถือสมุดบันทึกติดตัวเสมอ วิคตอเรียเหลือบมองสีหน้าของคนๆนั้น สีหน้าไม่ค่อยจะสู้ดี ซึ่งเธอก็พอจะเดาได้ไม่ยากนัก ... 

          เพราะเดิมพันครั้งนี้ สูงถึงความปลอดภัยส่วนตัว...และชีวิต 

          นับว่าเป็นการเสียสละเพื่อประเทศชาติอย่างใหญ่หลวง 

          "แกต้องระวังตัวมากๆนะเว้ยยูล..." ยุนอา ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบเรื่องนี้ในฐานะตัวแทนกองเกาหลีเหนือ และญี่ปุ่นเดินเข้ามาข้างๆยูริ แล้วตบไหล่เพื่อนเบาๆ ในช่วงเวลาพักการประชุม ทำให้ยูริเงยหน้าขึ้นมามองเพื่อนอย่างจริงจัง 

          "ถ้าฉันไม่รอดกลับมา... ฝากพวกแกบอกแม่กับพ่อฉันด้วยนะ ฉันยังไม่ได้บอกพวกเขาเรื่องนี้เลย..."ยูริเงยหน้าขึ้นมา สีหน้าไม่สู้จะดี...ก่อนจะเอ่ยอย่างขมขื่น 

          "เฮ้ย ไอ้บ้ายูล ทำไมพูดแบบนี้วะ !!" ยุนอาโวยวาย เธอใจหายแวบเมื่อได้ยินเพื่อนพูดแบบนั้น

          "คุณจะไม่เป็นไรค่ะ..." เสียงนั้นพูดแทรกขึ้นมา ทำให้ทั้งยูริและยุนอาหันไปมอง 

          ร้อยตำรวจเอกหญิงวิคตอเรียเดินผ่านความกว้างของห้องประชุมมาหยุดอยู่ตรงหน้าพวกเธอเมื่อไรก็ไม่รู้ 

          "คุณจะอยู่ในความคุ้มครองของฉัน และฉันจะพยายามเต็มที่เพื่อรับรองความปลอดภัยของคุณ..." 

          วิคตอเรียกล่าวอย่างเข้มแข็ง ทำให้ยูริหันไปมองเธอ...ผู้หญิงคนนี้กล้าหาญเด็ดเดี่ยว คงเพราะโดนฝึกมาอย่างตำรวจ นอกจากสภาพร่างกายแล้ว สภาพจิตใจก็คงต้องแข็งแกร่งด้วย 

          "ข...ขอบคุณนะคะ..." ยูริเอ่ยแค่นั้น วิคตอเรียซึ่งในขณะที่อยู่ในชุดตำรวจก็ทำท่าตะเบ๊ะให้เธอ ก่อนที่จะทำท่าเหมือนขอตัว แล้วเดินผ่านออกไปทางประตูหน้าห้องประชุม 

          "พระเจ้าช่วย ผู้หญิงอะไรเท่เป็นบ้า..." ยุนอามองตามอ้าปากค้าง ทำให้ยูริหัวเราะเบาๆ 

          "แกนี่ดูท่าจะชอบผู้หญิงเก่งๆเนอะ" ยูริแซว ทำให้ยุนอาหันมามองค้อนเพื่อน 

          "ฉันชอบผู้หญิงที่มุ่งมั่นตั้งใจเว้ย..." ยุนอาแย้ง 

          "คนที่เชื่อมั่นในสิ่งที่ตัวเองทำและอยากทำมันให้ดีที่สุด ฉันมองว่าผู้หญิงพวกนี้เท่ที่สมอง..." 

          "จ้ะจ้ะ...พวกเจ้าอุดมการณ์ อุดมการณ์มากๆระวังสละโสดยากนะเพื่อน" ยูริเอ่ยยิ้มๆ 

          "ไม่รีบเว้ย!" ยุนอาว่า ทำให้ยูริหัวเราะ ไม่อยากจะแซวอะไรเพื่อนต่อ เธอเพียงแต่หันมองไปตามหลังของร้อยตำรวจเอกหญิงที่เดินอยู่ไกลๆไวไว... 

          "ว่าแต่แกเถอะ บอกน้องนาอึนเขารึยังว่าจะไปภารกิจเสี่ยงตายแบบนี้..." ยุนอาวกกลับเข้าคำถาม 

          ยูริมีสีหน้าลำบากใจทันที... 

          "มีอะไรที่แกยังไม่ได้บอกฉันหรือเปล่าเพื่อน?" ยุนอาหลิ่วตามองเพื่อนที่ทำสีหน้าไม่ดี ... 

          "ฉัน...เลิกกันแล้วว่ะ" ยูริว่า จริงๆแล้วจะเรียกว่าเลิกก็คงไม่ได้ เพราะยังไม่ได้ "เริ่ม" กันเลยด้วยซ้ำ แต่เพื่อความกระชับและเข้าใจง่ายในการเล่าเรื่อง ยูริจึงเลือกใช้คำพูดที่สั้นๆแบบนี้... 

          "เฮ้ย... มีเรื่องอะไรกัน? อยากคุยมั้ย?" ยุนอาถามด้วยน้ำเสียงเป็นห่วงทันที 

          "ก็ดีนะ.." ยูริตอบแค่นั้น ทำให้ยุนอาพยักหน้าอย่างเข้าใจ ก่อนจะเหวี่ยงกุญแจรถของตัวเองขึ้นเป็นเชิงเชิญชวน ทำให้ยูริพยักหน้า แล้วเดินตามลงไปยังลานจอดรถของกระทรวงฯ เพื่อไปสู่รถยนต์ส่วนตัวของตัวเอง 

...

          สุดท้ายแล้วทั้งสองจึงได้มารวมตัวกันที่อพาร์ทเม้นต์ของยูริ เพราะยูริต้องเริ่มเก็บของจำเป็น วันรุ่งขึ้นจะเป็นวันออกเดินทางไปยังเกาหลีเหนือแล้ว เพราะฉะนั้นเธอจึงนอนไม่ค่อยหลับและการที่มียุนอามาอยู่ร่วมด้วยก็ทำให้เธอรู้สึกสบายใจขึ้น... 

          A friend in need is a friend indeed ...เพื่อนในยามลำบากคือเพื่อนแท้ ไม่รู้ว่าใครกล่าวไว้ 

          "ฉันไม่เข้าใจเลยว่ะ...ทำไมวะ" ยูริบ่นเบาๆ เมื่อยื่นแก้วโกโก้ให้ยุนอาที่นั่งเอกเขนกอยู่บนโซฟา

          "แรกๆก็เหมือนจะเข้ากันได้ เหมือนจะเข้าใจทุกอย่าง..." ยูริบ่นอุบ 

          "นั่นน่ะสิ ฉันก็ว่านิสัยนาอึนเขาก็คล้ายๆแกนะ ชอบอะไรก็คล้ายๆกัน..." ยุนอาว่า 

          "แต่ฉันว่า คงเป็นเพราะเรื่องเวลาด้วยแหละ มีแฟนเป็นนักการทูตทำใจยากว่ะ พวกเราไม่รู้ว่าจะได้ไปไหน ไม่รู้ว่าจะมีเวลาเมื่อไหร่ ชีวิตก็มีความเสี่ยงสูง..." 

          ยุนอาว่าต่อพลางจิบโกโก้ แล้วถอนหายใจ ... 

          "ฉันว่าแก...โสดอย่างฉัน ดีกว่านะเว้ย" ยุนอาว่าแล้วตบบ่าเพื่อนเบาๆ แสร้งทำหน้าเสียใจ 

          "ไอ้เวร..." ยูริสบถคำหยาบคายออกมาเป็นครั้งแรก ทำให้ยุนอาหัวเราะ 

          "อย่าสบถคำหยาบสิเว้ย เดี๋ยวซอฮยอนก็เอาสบู่ล้างปากแกหรอก" ยุนอาว่า พาดพิงไปถึงซอฮยอน เพื่อนนักการทูตหัวโบราณที่แสนจะเนี้ยบทุกระเบียดนิ้ว ที่ครั้งหนึ่งเคยติดนิสัยห้ามเพื่อนๆพูดคำหยาบ 

          "เดี๋ยวนี้ไอ้ซอมันเลิกบ่นเรื่องนี้แล้วเว้ย... คงทำใจน่ะ บ่นไปพวกเราก็ไม่เปลี่ยน..." ยูริว่า ทำให้ยุนอาหัวเราะ 

          "แล้วแกว่าอย่างไอ้ซอมันจะมีแฟนมั้ยวะ" ยุนอาเปิดประเด็น 

          "ก็คงมีแหละ ฉันว่าคงต้องมีใครชอบคนแบบมัน จริงๆมันก็เป็นคนดีนะ แค่ปากหนัก และก็ปากร้ายไปหน่อย" ยูริว่าอย่างเห็นใจ ทำให้ยุนอาทำหน้าเบ้... 

          "ไม่หน่อยละ มากเลย..." ยุนอาว่า ทำให้ยูริหัวเราะ 

          "อย่าว่าเพื่อน..." ยูริว่าพลางขำเบาๆ 

          "เฮ้ย... นั่นใครวะ?" ยุนอาชี้ในโทรทัศน์ เมื่อรายการทีวียามดึกแพร่ภาพให้เห็นรายการแข่งขันที่ดูเหมือนจะเป็นกีฬาสเก็ตน้ำแข็ง หญิงสาวผมดำยาวสนิท กำลังวาดลวดลายอย่างแข็งขัน ทั้งกระโดด และ ฉีกแข้งฉีกขา จนกรรมการเทคะแนนให้เต็มๆ 

          "นักกีฬาใหม่หรอ... เก่งเวอร์..." ยุนอาว่า ทำให้ยูริเพ่งตาดูชื่อที่ขึ้นบนเจอ 

          "ไอ้เวร.. นั่นมันน้องคริสตัล จอง ไงวะ ... น้องสาวของเกาหลีอ่ะ ไม่รู้จักรึไง?" ยูริว่า 

          "ฮะ... ยัยนี่อีกแล้วหรอ..." ยุนอาทำหน้าเบ้ พลางมองหญิงสาวในโทรทัศน์ ใครๆก็พูดถึงบ่อยจนน่ารำคาญ แต่ยุนอาเองก็ไม่เคยได้พินิจพิจารณาใบหน้าของผู้หญิงคนนั้นเลยสักครั้ง... เรียกได้ว่าจำหน้าไม่ได้เลยต่างหาก มาเห็นในรายการนี้ ถึงเพิ่งได้มองอย่างเต็มตา...หญิงสาวจมูกโด่งชัด ดวงตากลมสีดำนั้นมีประกายแห่งความมุ่งมั่น.. ยิ่งได้เห็นท่าทีที่มุ่งมั่นตั้งใจของเธอในการเล่นสเก็ตน้ำแข็ง ช่างแปลก และดูมีเสน่ห์ 

          "ทำไมวะ? อ้อ ลืมไปแกไม่ชอบดารา ไม่ชอบคนสวย..." ยูริว่าพลางหัวเราะเบาๆ ทำให้ยุนอาพยักหน้าฝืดๆ แล้วมองโทรทัศน์อีกสักพัก... หญิงสาวคนนั้นกำลังตอบกรรมการเป็นภาษาอังกฤษอย่างฉาดฉาน สำเนียงดีจนน่าแปลกใจ แต่ก็มานึกได้ว่าเธอเป็นน้องสาวของคุณเจสสิก้า และลูกสาวของท่านทูตประจำกรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ คงจะไม่แปลกอะไรถ้าจะถูกเลี้ยงดูมาให้คุ้นชินกับภาษาอังกฤษ

          "อยากชวนทุกคนมาเนอะ... มาเลี้ยงส่งฉัน..." ยูริบ่นเบาๆ เขี่ยโกโก้ที่หมดแล้วในแก้ว 

          "เลี้ยงส่งบ้าอะไร แกไม่ได้จะไปไหน..." ยุนอาโวยวายอีกรอบ... 

          "ไม่เอาน่ายุนอา แกก็รู้ว่ามันเป็นไปได้..." ยูริเอ่ยน้ำเสียงเศร้า 

          "ไม่โว้ย!" ยุนอาไม่ยอมรับท่าเดียว...เธอมองหน้าเพื่อนอย่างจริงจัง 

          "แกต้องกลับมา เราต้องมารวมกันครบสี่ เป็นแก๊งนักการทูตสุดเท่ ที่สุดในจักรวาลเหมือนเดิม..." 

          "นี่แกตั้งของแกคนเดียวรึเปล่าเนี่ย..." ยูริเบะปากใส่เพื่อน ทำให้ยุนอาส่ายหัว 

          "ไม่รู้ละ...แกต้องกลับมา อย่างปลอดภัย ครบสามสิบสอง..." 

          ยุนอาเอ่ยอย่างจริงจัง ทำให้ยูริต้องยอมรับปากกับเพื่อน... 

          "โอเค...โอเคเว้ย...ฉันจะกลับมา อย่างปลอดภัย ครบสามสิบสอง..." 

          "สัญญานะเว้ย..." ยุนอาเอ่ย น้ำเสียงของเธอไม่มั่นใจเลย... มันเหมือนน้ำเสียงของเด็กที่ดื้อดึงอยากจะให้อะไรเป็นไปตามใจของตัวเองมากกว่า... 

          ยูริมองหน้าเพื่อน แล้วพยักหน้าเบาๆ ใจหายนิดๆ แต่ก็รู้สึกอุ่นใจหน่อยๆ ลางสังหรณ์ในใจทำให้เธอมั่นใจว่าเธอจะกลับมา... ยังไงเธอก็จะกลับมา... เพราะแก๊งสี่นักการทูตจะครบไม่ได้... ถ้าไม่มีเธอ 

          เธอจะกลับมา... 

... 

          เช้าวันออกเดินทาง รถตู้วีไอพีของกระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้ แล่นมารับเธอถึงหน้ากระทรวง ยูริตรวจสอบสัมภาระให้พร้อม รวมทั้งเอกสารทางการทูตต่างๆ หลักฐานที่จะระบุตัวว่าเป็นเธอโดยไม่ลืมทำสำเนาไว้อย่างน้อยสองชุด เผื่อการสูญหาย หรือฉีกขาด 

          วิคตอเรียในชุดตำรวจเต็มยศแบบพร้อมปฏิบัติการนั่งอยู่ในรถอยู่แล้ว...เธอกำลังซาวน์เช็กเครื่องดักฟัง และเครื่องส่งสัญญาณดาวเทียมติดตามเพื่อที่จะให้รู้ว่าพวกเธออยู่ส่วนไหนในเกาหลีเหนือตลอดเวลา เมื่อเห็นหน้ายูริ เธอก็เงยหน้าขึ้นมายิ้มให้อย่างเป็นมิตรแวบหนึ่ง ก่อนที่จะกลับไปสนใจกับงานตรงหน้าต่อ 

          ยูริรู้สึกเป็นกังวล เขารู้ตัวว่าต้องโฟกัสกับการต่อรองเพื่อขอให้ทางเกาหลีเหนือปล่อยตัวประกัน ซึ่งถ้าแผนการไม่ได้พลิกผันและเป็นไปดังว่าจริงๆ เกาหลีเหนือจะตกลงและปล่อยตัวประกันในไม่ช้า และตัวประกันทั้งหมดจะได้กลับบ้านอย่างปลอดภัย แต่ถ้าหากไม่สำเร็จ... เธอก็เตรียมการรับมือไว้หลายอย่าง 

          แม้จะหวาดกลัวและไม่อยากให้เป็นไปตามที่ว่า .. แต่เธอก็ต้องยอมรับว่ามันเป็นไปได้ 

          มือเย็นเฉียบ...อุณหภูมิอากาศข้างนอกก็เริ่มจะเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงแล้ว เมื่อช่วงปลายฝนเพิ่งผ่านพ้นไปไม่นาน เธอรู้สึกได้ถึงหัวใจที่เต้นระรัว เมื่อรถตู้แล่นเข้าใกล้รั้วของเขตปลอดทหาร ...

          เส้นขนานที่ 38 เส้นกั้นขอบเขตชายแดนเกาหลีเหนือ เกาหลีใต้... 

          เพียงเพราะอุดมการณ์การเมืองที่แตกต่างกัน กลับทำให้สองพี่น้องต้องพลัดพราก 
          เพียงเพราะความคิดที่แตกต่าง ทำให้ทั้งสองไม่สามารถกลับมาร่วมกอดคอกันได้ 
          เส้นขนานที่แบ่งแยกดินแดนด้วยเลือดและน้ำตาของเหล่าผู้สูญเสีย.... เหล่าเครือญาติที่ไม่ได้พบกันอีกหลังจากสงคราม ครอบครัวที่ต้องพลัดพรากจากกัน 

          ล้วนแล้วแต่เพราะอุดมการณ์ทางการเมืองที่ไร้สาระทั้งเพ ! 

          ยูริแอบคิดอย่างเศร้าใจ... ด้วยความที่เป็นนักการทูต เธอต่อต้านสงครามทุกชนิด แม้ใครๆจะมองว่าเธอ "โลกสวย" เพราะอุดมการณ์ทางการเมืองแบบไม่มีสงครามคงไม่มีจริง แต่ยูริก็นึกอยากจะเถียงออกไปตลอดว่า ก็เพราะอุดมการณ์โลกสวยไม่ใช่หรือ ทำให้อาชีพนักการทูตเกิดขึ้นมา 

          ทำไมเราถึงอยากจะร่วมมือกัน? ไม่ใช่เพราะว่าเรารบกันมามากพอแล้วหรอกหรือ? 

          ยูริเดินผ่านสถานีรถไฟรกร้างที่ยังสร้างไม่เสร็จของเกาหลีใต้... มันเป็นสถานีรถไฟที่ทุกคนเรียกว่า "สถานีสุดท้าย" แต่ก็ยังมีป้ายเขียนเอาไว้ว่า... 

          ...ไม่ใช่สถานีสุดท้ายของทางใต้ แต่เป็นสถานีแรกสู่ทางเหนือ... 

          ยูริแอบอมยิ้ม ... อย่างน้อยก็เป็นความพยายามที่ดี... และเป็นนิมิตรหมายอันดีว่าวันหนึ่ง...เราอาจจะกลับมารวมกันอีกครั้ง 

          ทั้งสองถูกพาไปยังอุโมงค์ใต้ดินซึ่งตอนนี้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์ เชื่อกันว่าเป็นอุโมงค์ที่ชาวเกาหลีเหนือขุดขึ้นมาเพื่อหาทางหนีมายังเกาหลีใต้ นายตำรวจใหญ่สองคนเดินขนาบข้างยูริและวิคตอเรียที่เดินฉับๆ อยู่ข้างๆ ... ยูริแอบนึกสงสัยว่าเธอคิดอะไรอยู่ แต่ก็รู้ว่ามันไม่ใช่ช่วงเวลาที่ดีที่จะถาม.. ทั้งๆที่ในช่วงเวลาที่ชวนมือเย็นแบบนี้...ยูรินึกอยากจะจับมือคนข้างๆไว้เหลือเกิน

          ทั้งสอง และนายตำรวจอีกสองนายหยุดอยู่ตรงหน้าประตูเหล็กหน้าตาเคร่งขรึม 

          "ขออนุญาตส่งตัวข้าราชการนักการทูต ควอน ยูริ และ ร้อยตำรวจเอก วิคตอเรีย ซอง..." 

          เสียงห้าวหาญของคุณตำรวจ ยกหูโทรศัพท์พูด สะท้อนก้องประตูเหล็กเย็นเฉียบนั้น

          เสียงเอี๊ยดอ๊าดดังลั่น ประตูเหล็กค่อยๆแง้มเปิดออก ... 
          ทหารเกาหลีเหนือสองคนยืนอยู่ตรงนั้น...หน้าขึงขัง... 

          "รับ...ทราบ... เดิน... ตาม.. มา..." เสียงนั้นยานคาง ซึ่งเป็นสำเนียงเอกลักษณ์ของเกาหลีเหนือ ยูริคิดอย่างสะท้อนใจ... ดูสิว่าพูดภาษาเดียวกันทุกอย่าง แตกต่างแค่สำเนียง... 
ถึงกับต้องกีดกั้น แยกกันเป็นคนละประเทศเชียวหรือ... คนบ้านเดียวกันแท้ๆ 

          "จะถือว่านั้นเป็นการยินดีต้อนรับนะ..." วิคตอเรียกล่าวติดตลก ทำให้ตำรวจเกาหลีใต้หัวเราะออกมาเบาๆ 

          แต่ทหารเกาหลีเหนือกลับไม่มีท่าทีตอบรับใดๆ .. พวกเขาได้แต่เอาปลายกระบอกปืนชี้ เป็นท่าทีว่าจะไปหรือไม่ไปเท่านั้น... 

          "ไปแน่...แต่เก็บปืนก่อน" วิคตอเรียต่อรอง... 

          ทหารเกาหลีเหนือทั้งสองขมวดคิ้ว ทำหน้าไม่ค่อยเข้าใจ... วิคตอเรียจึงชี้ที่มือของพวกเขา... 

          "เก็บ...ปืน..." วิคตอเรียพูดช้า พวกเขาก็ยังดูมีท่าทีลังเล เพราะไม่ใช่คำสั่งจากผู้นำ และเกาหลีเหนือเคร่งครัดเรื่องคำสั่งเช่นนี้มาก 

          ขณะกำลังดูท่าทีกัน...ทหารหนุ่มคนแรกที่เอ่ยขึ้นมาก็เก็บปืนไปไว้ข้างหลัง นั่นส่งผลให้ทหารหนุ่มอีกคนยอมทำตามด้วย... ยูริมองเธออย่างทึ่งๆ ตัวเองแค่เห็นปืนก็สั่นแล้ว แต่แม่เสือสาวคนนี้กลับทำให้ทหารหนุ่มตัวโตเก็บปืนได้อย่างง่ายดาย 

          ทั้งสองได้นั่งรถจี๊ปคันใหญ่แบบทหาร ซึ่งกระเด้งกระดอนไปตลอดทางดินทรายที่ขรุขระ... 

          "เราจะไปไหนกันก่อนคะ?" ยูริเอ่ยถามขึ้นมาอย่างกล้าๆกลัวๆ 

          "ไป...เคา..รพ... ท่าน...ผู้... นำ.." 
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 15 ครั้ง

103 ความคิดเห็น