คัดลอกลิงก์เเล้ว

เธอไม่เคยรู้ #จิจินินทร์ (สามีฉันเป็นนางเอก)

...ชีวิตของชญานินทร์ก่อนจะกลับมาเจอจิตราภรณ์อีกครั้ง ตอนพิเศษ จากเรื่อง สามีฉันเป็นนางเอก

ยอดวิวรวม

2,562

ยอดวิวเดือนนี้

10

ยอดวิวรวม


2,562

ความคิดเห็น


6

คนติดตาม


91
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  30 มี.ค. 61 / 15:47 น.
นิยาย #ԨԹԹ (թѹ繹ҧ͡) เธอไม่เคยรู้ #จิจินินทร์ (สามีฉันเป็นนางเอก) | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้

(ตอนพิเศษ)

เธอไม่เคยรู้

#จิจินินทร์

พาร์ทพิเศษจากเรื่อง สามีฉันเป็นนางเอก


กดอ่านเนื้อเรื่องหลักได้ที่รูปภาพ 

เนื้อเรื่อง อัปเดต 30 มี.ค. 61 / 15:47




“นินทร์ เห็นน้องรหัสตัวเองรึยังอะ?”

 

คำถามนั้นของก้อย เพื่อนร่วมรุ่นของฉันที่ทำหน้าที่เป็นพี่เชียร์ซึ่งมีหน้าที่รับน้องทำให้ฉันขมวดคิ้วอย่างประหลาดใจ...นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีคนทักฉันด้วยคำพูดนี้ตั้งแต่เปิดปีการศึกษามา ตั้งแต่อยู่มาสี่ปีในรั้วคณะนิเทศศาสตร์ ฉันก็มีน้องรหัสสาย 009 มาแล้วตั้งหลายคนในแต่ละปี แต่ไม่เห็นจะมีใครเคยมาทักให้หล่อนไป ดูหน้า น้องรหัสแบบปีนี้เลย

 

แต่ด้วยนิสัยปกติของฉันไม่ใช่คนที่จะโผงผางแสดงท่าทีอะไรออกไป ฉันก็เพียงแต่ยิ้มงงๆและส่ายหัว

 

“เฮ้ย ต้องดูเลย คนเนี้ย เค้าบอกว่าหน้าเหมือนนินทร์มากอะ แทบจะเป็นนินทร์สองได้เลยนะ” ก้อยว่าแบบนั้น และนั่นก็ทำให้ฉันหลิ่วตาอย่างไม่เชื่อหู เพ้อเจ้อ ฉันคิดในใจอย่างนั้น ใครเหมือนฉันก็น่าลำบากใจเต็มทน ฉันคิด เพราะบางทีฉันก็รำคาญตัวเองนะที่เป็นคนช้าๆ พูดจาก็ช้า คิดก็ช้า แต่คงเป็นเพราะว่าฉันพยายามใคร่ครวญทุกอย่างให้ถ้วนถี่ซะก่อนที่จะพูดออกไปอยู่เสมอ คนเลยเหมาว่าฉันเป็นคนเงียบๆเรียบร้อยไปโดยปริยาย...แต่...ถ้าน้องรหัสของฉัน เหมือนฉัน เนี่ย เขาก็คงน่าสงสารมากเลยแหละ

 

เราคงกลายเป็นคู่พี่น้องสล็อต...รู้จักไหมคะ...ตัวสล็อตที่มันเป็นสัตว์ช้าๆ ค่อยๆคืบคลานไปไหนมาไหนและใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการนอนน่ะค่ะ...พวกเราคงเป็นเจ้าตัวนั้นกัน...กว่าจะสื่อสารกันรู้เรื่องคงมีใครสักคนหนึ่งหลับหนีทิ้งกันไปก่อน...

 

แค่คิดถึงภาพฉันกับน้องเป็นตัวสล็อตกันทั้งคู่ฉันก็เผลอยิ้มออกมา

 

“ชญานินทร์!

 

เสียงเรียกจากอาจารย์หน้าห้องทำให้ฉันสะดุ้ง ฉันแค่เหม่อแป๊บเดียวเอง...อาจารย์ไม่เห็นต้องดุขนาดนี้เลยนี่นา...แต่ก็นั่นแหละ ท่านกลับปรับเสียงเป็นเอ็นดูอีกครั้ง เมื่อเห็นว่าฉันหันกลับมาสนใจแล้ว

 

“ปีนี้เขาโหวตกันว่าจะให้หนูเป็นนางเอกละครเวทีนะ” “ว...ว่ายังไงนะคะอาจารย์!?”

 

และนั่นแหละค่ะ เป็นเหตุผลที่ทำให้ฉันได้เป็นนางเอกละครเวที ทั้งๆที่ฉันรู้สึกว่าในคณะก็ยังมีคนสวยกว่าฉันอีกตั้งเยอะ แถมแสดงเก่งกว่าฉันอีกตั้งมากมาย...ฉันก็ไม่รู้ทำไมเขาเลือกให้ฉันเป็นนางเอกกัน...แต่ฉันก็ตัดสินใจว่าจะตั้งใจทำมันให้ดีที่สุด ฉันซักซ้อมและอ่านบทอย่างตั้งใจ เข้าเวิร์กช็อปการแสดงกับเพื่อนๆในหอประชุมทุกๆเย็น

 

ซึ่งการเวิร์กช็อปการแสดงนั่นแหละ ที่ทำให้ฉันเจอกับ น้อง

 

จิจิ 009

 

เด็กคนนั้นหน้าคล้ายๆฉันจริงๆด้วย ปกติฉันไม่ค่อยรู้สึกว่าใครหน้าเหมือนตัวเองนะ แต่เขามีเค้าบางอย่างที่ทำให้ฉันนึกถึงตัวเอง จนถ้าใครมาบอกว่าจิจิเป็นน้องสาวฉันที่พลัดพรากกันไป...ฉันก็คงไม่แปลกใจเลยแหละ แต่นอกจากหน้าตาแล้ว ก็เหมือนว่าจิจิแทบจะไม่มีอะไรคล้ายกับฉันอีกเลย น้องทั้งร่าเริง ทั้งกล้าแสดงออก...ยิ่งเมื่อเขาห้อยป้ายชื่อสีชมพูเขียนว่า จิจิ 009 นั้นมาทำงานออกแบบฉากละครเวทีอยู่ใกล้ๆกับเวทีที่พวกฉันซ้อมการแสดงกันอยู่...ฉันก็ยิ่งเห็นความแตกต่าง...

 

เด็กคนนั้นทั้งตลก ดูสนุกสนาน และเป็นที่รักของเพื่อนๆ ในขณะที่ใครๆที่มาใกล้ๆฉันคงจะเบื่อหรือไม่ก็บ่นว่าฉันนี่ไม่ตลกเอาซะเลย คงเป็นเพราะฉัน เรียบร้อย และ หัวโบราณ ตามที่ชาวบ้านเขาครหา...ส่วนจิจินั้นดูจะเป็นตัวฮาประจำกลุ่ม ฉันเห็นเขาหยอกล้อกับเพื่อนไปมา บางที วันดีคืนดีก็มัดจุกมัดแกละเป็นสีๆ เอาสีทาหน้าเป็นหนวดแมวมาทำงาน แกล้งจับเพื่อนทำแบบเดียวกันบ้าง บางทีก็ร้องรำทำเพลงตลกๆกันเสียงดัง จนบางทีฉันเห็นก็อดขำตามด้วยไม่ได้...น้องจิจิคือความสดใสของทีมฉากเลยแหละ...

 

โดยไม่รู้ตัว เขาก็ได้กลายเป็นความสดใสสำหรับฉันด้วย

 

แต่ฉันก็ยังเป็นฉัน...ฉันกล้าเข้าหาใครซะที่ไหน...ทุกวันนี้มีเพื่อนได้ก็อาศัยบุญบารมีจากเพื่อนสนิทๆของฉันที่อุตส่าห์ขยายวงความสนิทออกไป และนั่นก็ทำให้ฉันไม่กล้าเข้าหาจิจิ ทั้งๆที่เขาเป็นน้องรหัสของฉันเอง ฉันจึงเลือกวิธี ซื้อขนม ฝากเป็นโน้ตให้เขาไป โดยกำชับเพื่อนว่าห้ามบอกเขา...เพราะเดี๋ยวเขาก็รู้เองตอนเปิดสายรหัส

 

ไม่ใช่อะไรหรอก ฉันแค่ไม่อยากให้เขาหันมาสนใจฉันมากเกินไป

 

แค่ได้แอบมองตรงนี้ก็ดีแล้วนี่นา...อุ้ย...ใจมันหวิวแปลกๆอีกแล้ว? บ้าจัง ฉันไม่เคยรู้สึกอะไรแบบนี้กับใครเลย...ฉันโรคจิตหรือเปล่านะ...แต่ฉันชอบแอบมองน้องรหัสตัวเองมากๆ...มันแปลกนะ แต่...แค่ได้เห็นเขา ฉันก็มีความสุขแล้ว...ยิ่งวันไหนได้เห็นเขาเดินถือถุงขนมที่ฉันซื้อให้นะ ฉันจะอารมณ์ดีจนมีแรงซ้อมละครไปทั้งคืนเลย

 

ฉันคงเป็นบ้าไปแล้วจริงๆด้วย น้องเป็นผู้หญิง...และฉันก็เป็นผู้หญิงนะ

 

บางครั้ง ฉันก็หงุดหงิดไม่น้อย เวลาเห็นเพื่อนๆผู้ชายของฉันที่เป็นรุ่นพี่ของเขาพากันมาหยอกล้อ หรือมาหยอดอะไรจิจิ...ตัวฉันเองก็โดนหยอด โดนหยอกล้อแบบนี้บ่อยจนชินเสียแล้ว แต่ฉันไม่ชอบเลยที่พวกเขามาทำกับน้อง...น้องปีหนึ่งเองนะ เจ้าพวกคนใจร้าย ฉันอดเคืองในใจไม่ได้ทุกครั้งที่เห็นพวกเขาหยอกล้อจิจิ

 

แต่พอเห็นจิจิทำตัวแมนๆตอบโต้มุกจีบของพวกเขาโดยไม่ยี่หระ แถมยังแซวพวกเขาตอบได้แบบนั้น ฉันก็วางใจ น้องคงไม่เหมือนฉันที่ตอนโดนครั้งแรกๆก็อายหน้าแดง ไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน ทำให้ยิ่งถูกพวกเขาแซวจนเพื่อนคนอื่นต้องมาปกป้อง...นี่จิจิปกป้องตัวเองได้ แถมยังดูสนุกสนานไปกับพวกเขาเสียด้วย และนั่นก็ยิ่งทำให้ฉันรู้สึกชื่นชม น้องสาว คนนี้มากขึ้น...​

 

แม้ว่าเราจะไม่เคยพูดกันเลยก็ตาม

 

จนกระทั่งวันที่ฉันก้าวพลาดจนสะดุดตกเวทีนั่นแหละ

 

เพราะในฉาก ฉันจะต้องหิ้วกระโปรงที่ยาวลากพื้นพร้อมทั้งส้นสูงวิ่งขึ้นบันไดที่อยู่ตรงกลางเวที ความไม่คุ้นเคยกับมันทำให้ฉันซึ่งอยู่ในชุดเสื้อผ้าเอาไว้ซ้อมนั้นสะดุดจนไถลลื่นตกลงมา ฉันจุกจนพูดไม่ออก ได้แต่นั่งน้ำตาไหล และฉันก็ต้องประหลาดใจเมื่อได้ยินเสียงของใครบางคนที่วิ่งมาถึงตัวฉันเป็นคนแรก...

 

“พี่เป็นอะไรหรือเปล่าคะ?”

 

ฉันอยากจะกรี๊ดออกมา เขินก็เขิน เจ็บก็เจ็บ ฉันก็ไม่รู้ว่าฉันเป็นเอามากขนาดนั้นได้ยังไง แต่ฉันเขินมากเลยแหละค่ะ ฉันไม่กล้ามองหน้าน้องเขาด้วยซ้ำขณะที่จิจิก้มลงจับข้อเท้าฉัน

 

“เจ็บมั้ยคะ ลุกไหวหรือเปล่า?”

 

และภายหลังนั้น นอกจากจิจิแล้วก็มีคนอื่นๆมาช่วยกันหิ้วปีกฉันให้ลุกขึ้น พวกรุ่นเดียวกันกุลีกุจอจะพาฉันไปส่งโรงพยาบาลโดยที่จิจิยืนมองอยู่ห่างๆ น้องยังดูเป็นห่วงและสนใจอยู่ว่าเขาจะพาฉันไปไหนกัน แต่คงติดงานทาสีฉาก...เขาเลยดูเหมือนจะกลับไปทำงานต่อแล้วตอนที่ก้อย เพื่อนสนิทของฉันพูดขึ้นมาว่า...

 

“อ้าว จิจิ ไม่ไปดูพี่รหัสเธอหน่อยหรอ” “พี่รหัสหนู?” “ใช่ ก็นินทร์ไงพี่รหัสเธอ คนที่ฝากขนมให้เธอทุกวันน่ะ” ...โอ้โห ฉันอายจนไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน ไม่รู้อะไรดลใจให้ยัยก้อยพูดแบบนี้ออกมา แต่มันก็ทำให้น้องหันมามองฉัน แล้วยิ้มจนตาปิดแบบที่เขาชอบทำ... “โห พี่รหัสหนูเป็นถึงนางเอกละครคณะเลยหรอคะเนี่ย”

 

และก็นั่นแหละ จิจินั่งมาเป็นเพื่อนฉันบนรถ ขณะที่ฉันยังนั่งน้ำตาไหลไม่หยุด มันปวดมากน่ะ ฉันยังรู้สึกได้ถึงข้อเท้าที่ปวดตุบๆตลอดเวลา แต่อะไรก็ยังไม่สู้ ใจ ของฉันที่กังวลว่าจะหายไม่ทันเล่นละครคณะวันจริงแล้วจะทำให้เพื่อนๆเดือดร้อน ความกลัว ความกังวลของฉัน มันสะดุดหยุดกึก...เมื่อเด็กคนนั้นยื่นกระดาษทิชชู่มาให้

 

“เอาเลยค่ะ ไม่พอก็ขอเพิ่มได้อีก จิจิพกทิชชู่ตลอดแหละ”

 

น้องบอกฉันอย่างนั้นด้วยรอยยิ้ม คนอะไรพกทิชชู่ตลอดเวลา ฉันอดขำไม่ได้

 

แต่หลังจากวันนั้น เราก็มีโอกาสได้พูดกันมากขึ้น แม้จะเป็นเพียงแค่การที่จิจิเดินเข้ามาด้วยรอยยิ้มสดใสพลางยกมือสองข้างประนมไหว้ฉันอย่างมารยาทดี  พลางตะโกน“พี่นินทร์สวัสดีค่ะ!!” ดังลั่นหอประชุมก็ตาม...อ่า...ใช่ค่ะ ต้องขอโทษที่ทำให้ทุกคนผิดหวัง แต่ฉันก็ไม่กล้าเข้าไปคุยอะไรกับน้องเขาอยู่ดี ทุกครั้งที่ฉันซื้อขนมมาฝากน้องเขา ฉันก็ยังฝากให้คนอื่นเอาไปให้อยู่ดี...แต่สิ่งที่เพิ่มเติมในตอนนี้ก็คือ เมื่อได้รับขนม จิจิจะตะโกนว่า...​

 

“ขอบคุณค่ะพี่นินทร์!!

 

เด็กบ้า...ทำไมน่ารักขนาดนี้นะ

 

บางวัน ฉันซื้อป๊อกกี้สีชมพูให้ เขาก็คาบมันสองข้าง ทำเหมือนเป็นเขี้ยวยักษ์ แล้วเดินผ่านมา ยิ้มให้ฉันแบบกวนๆ ให้ฉันรู้ว่าเขาได้ขนมจากฉันแล้วนะ...ฉันซื้อทาโร่ให้เขาก็จะเอามามาร้อยเป็นเส้นๆ ห้อยคอ แล้วเดินผ่านมากินให้ดู...คือ...ความสัมพันธ์เราก็มีอยู่แค่นั้นแหละ คือการที่ฉันซื้อขนมให้แล้วจิจิก็จะเดินมาเล่นอะไรตลกๆให้ดู...เราแทบไม่ได้พูดอะไรกันจริงๆจังๆเลย...แต่แค่นั้น ฉันก็มีความสุขมากแล้วละ

 

จนกระทั่งวันที่จบละครเวที

 

ฉันใจหาย ฉันคงจะไม่มีโอกาสได้เจอน้องเขาบ่อยๆอีกแล้ว ยิ่งตอนที่ทีมนักแสดงและทีมงานต้องมายืนจับมือกันโค้งหน้าเวที ฉันก็แอบชะเง้อมองน้องเขา...ทีมฉาก...ที่อยู่ข้างหลัง จับมือเรียงกันเป็นแถว ในขณะที่ฉันซึ่งเป็นนางเอกละครนั้นต้องอยู่แถวหน้า... เลยไม่มีโอกาสได้อยู่ใกล้ๆกับน้องอีก...ฉันเผลอชะเง้อมองน้องด้วยความเสียดายแบบนั้นขณะที่ทุกคนทยอยลงเวทีกันไป

 

“เฮ้ย ไปกินหมูกระทะกัน ไปกินหมูกระทะกัน ฉลองจบงานหน่อย!

 

เพื่อนๆเรียกกันแบบนั้น ฉันก้มลงมองนาฬิกา...ตายแล้ว ทุ่มกว่าๆ ถ้าไปกินหมูกระทะฉันต้องกลับบ้านดึกจนโดนคุณพ่อคุณแม่บ่นเอาแน่ๆ แต่ทันใดนั้นเสียงของเด็กคนนั้นก็ดังขึ้นมา ขณะที่จิจิชูมือขึ้นฟ้าอย่างร่าเริง

 

“ไปค่า!!

 

จะเหลือเหรอคะ... สุดท้ายแล้วฉันก็มานั่งจุ้มปุ๊กดูชาวบ้านเขาปิ้งหมูกระทะกันที่เตาข้างๆ โดยมีจิจิที่นั่งอยู่ห่างออกไป บ้าจัง รู้ทั้งรู้ว่าจะโดนพ่อกับแม่ดุ แต่ฉันก็ตัดสินใจตามทุกคนมาที่ร้านหมูกระทะแถวมหาลัยอยู่ดี เพื่อนบางคนกินเหล้าจนฉันเหม็นกลิ่นแอลกฮอลล์ เหม็นควัน แต่พอได้เห็นสีหน้าสนุกสนานของเด็กคนนั้น ฉันก็ลืมความเหม็นเหล้าเหม็นควันไปได้ทันที...

 

“แล้วพี่นินทร์กลับยังไงอะคะ”

 

พอจะกลับกัน น้องก็ถามฉันอย่างมีน้ำใจเพราะกำลังสตาร์ทรถมอร์เตอร์ไซค์ของตัวเองอยู่ ขี่มอร์เตอร์ไซค์ด้วยหรอเนี่ย? ในกรุงเทพฯเนี่ยนะ? ฉันอดสังเกตไม่ได้ แต่ฉันก็ได้แต่อ้อมแอ้มตอบไปว่า...

 

“พี่นินทร์ว่าจะนั่งตุ๊กตุ๊กกลับน่ะค่ะ” “โหย งั้นไม่ต้องเลยค่ะ บ้านพี่นินทร์อยู่ตรงไหนคะ เดี๋ยวจิจิไปส่ง”

 

วันนั้นฉันโดนพ่อกับแม่บ่นจริงๆอย่างที่คิด ท่านไม่ชอบให้ลูกสาวคนเดียวกลับบ้านดึก และที่สำคัญคือไม่ชอบให้นั่งซ้อนมอร์เตอร์ไซค์...แต่ฉันก็ทำทุกอย่าง...แต่ก็เผลออมยิ้มไม่ได้ เพราะช่วงระยะเวลาที่ได้นั่งซ้อนทายรถมอร์เตอร์ไซค์ของจิจิ...แค่สั้นๆ...แค่ฉันได้จับเอวกับไหล่ของเขาเบาๆอย่างระวังตก...กับการได้เห็นสีหน้าของเขาขณะที่มายืนพิงมอร์เตอร์ไซค์ส่งฉันเข้าบ้านพลางโบกมือลาแบบนั้น...

 

ฉันก็นอนยิ้มได้ทั้งคืนเลย

 

แล้วเราก็แทบไม่ได้พูดคุยกันอีก แต่ก็มีอะไรให้แวะเวียนมาเจอกันได้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นงานเลี้ยงสายรหัส งานโปรเจ็คตัวจบของกลุ่มฉันที่น้องและเพื่อนๆอาสามาช่วย ทั้งๆที่รู้ว่าต้องอยู่ดึกๆดื่นๆ จนกระทั่งฉันเรียนจบและเริ่มมีคนมาเรียกไปแคสงานต่างๆในวงการบ้าง ฉันก็ได้ยินว่าน้องเขาได้เป็นผู้อัญเชิญสัญลักษณ์มหาลัยฯ เหมือนๆกับฉัน...ทำให้ฉันได้มีโอกาสกลับไปร่วมงานกับเขาในฐานะรุ่นพี่อีกหลายๆครั้งตามโอกาสพิเศษเหล่านั้น

 

จนกระทั่งวันที่จิจิเรียนจบ ฉันก็รวบรวมความกล้า หอบดอกไม้ไปแสดงความยินดีกับเขา

 

สั่น ฉันรู้สึกได้ว่าทั้งตัว ทั้งมือ ทั้งใจฉันสั่น ขณะที่หอบเอาดอกไม้ไปให้ ฉันแทบไม่ได้มองหน้าบัณฑิตด้วยซ้ำ มีแต่จิจินั่นแหละที่ยิ้มแย้มเริงร่าแล้วชวนฉันเข้าไปถ่ายรูปด้วยกัน ฉันดีใจ...ดีใจมากๆเลยที่ในที่สุดเราก็มีรูปคู่กันสักที แม้ว่ามันจะผ่านไปเป็นเวลาเกือบสี่ปี...แต่ความเขินของฉันมีต่อเขาไม่เคยลดลง...

 

ฉันต้องบ้าแน่ๆ

 

วันรับปริญญา ฉันเห็นผู้ชายคนหนึ่งมาคอยถือดอกไม้ รับดอกไม้ให้จิจิ...ใครก็ไม่รู้ ใจฉันเจ็บแปลบๆ แปลกๆ ก็เป็นธรรมดาของมนุษย์แหละเนาะ ฉันนึกในใจแบบนั้นอย่างเจ็บๆ ผู้หญิงก็ต้องคู่กับผู้ชาย ฉันอาจจะเพ้อเจ้อไปเองกับความรู้สึกเหล่านี้ก็ได้...มันอาจจะหายก็ได้...ในสักวันนึง...​

 

แล้วฉันก็พยายามลืมๆมันไป พอๆกับที่ฉันพยายามกลบฝังความรู้สึกที่มีต่อจิจิแล้วใช้ชีวิตต่อ

 

การเป็นผู้ใหญ่มันยากกว่าที่คิดนะคะ มันมีเรื่องอะไรให้ต้องคิดเต็มไปหมด และก็มีหลายเรื่องที่เราคงไม่ได้ทำตามใจตัวเอง เช่นเดียวกับการที่ครอบครัวฉันเห็นดีเห็นงามกับการที่จะให้ฉัน...หมั้นหมายกับ พี่ภพ พี่ชายที่แสนดีที่มาคอยตามดูแลฉันมาเป็นหลายปีตั้งแต่ฉันยังเข้าวงการใหม่ๆ จนตอนนี้ฉันกลายเป็นนางเอกเบอร์ต้นๆของช่องที่ฉันเข้าสังกัด เช่นเดียวกับเพลง เพื่อนสนิทของฉันที่เป็นนางเอกเบอร์ต้นของอีกช่อง

 

“แต่งกันไปเดี๋ยวก็รักกันเอง”

 

ผู้ใหญ่เขาบอกฉันอย่างนั้น ก็จริง ฉันคิด เพราะเวลามองพี่ภพ ฉันก็เห็นแต่พี่ชายที่แสนดี แสนอบอุ่น เขาดีกับฉันมาก ตามใจ ดูแลทุกอย่าง จนทำให้ฉันรู้สึกว่า บางที ความรักมันอาจจะเป็นแบบนี้ก็ได้ แค่มีใครที่พร้อมจะดูแลเราไปจนแก่จนเฒ่า เหมือนที่พ่อกับแม่ฉันดูแลกันมา...มันก็คงเป็นเรื่องที่ดีที่สุดแล้ว...​

 

แต่ฉันดันร้องไห้ออกมานาทีที่พี่ภพสวมแหวมลงบนนิ้วนางของฉัน

 

บ้าชะมัดเลย นินทร์ ร้องไห้ทำไม ฉันเองก็ไม่เข้าใจตัวเอง ขณะที่เขาสวมแหวนให้ ฉันเหลือบสายตาไปมองในบรรดากลุ่มผู้คน...ฉันกำลังมองหาอะไรสักอย่าง...ใครสักคน...ใครก็ได้ที่จะช่วยมาขัดขวางการแต่งงานครั้งนี้...แต่ไม่มี ไม่มีเลยสักคน ท่ามกลางสายตาชื่นชมยินดีของทุกคน...ทำไมฉันถึงไม่รู้สึกยินดีเลย

 

คงจะมีแต่เพลงที่เข้าใจฉัน เพลงเป็นคนแรกและคนเดียวที่บ่นมาตั้งนานแล้วว่าฉันกับพี่ภพไม่เหมาะกัน และบ่นว่า “ถ้าไม่อยากแต่งนินทร์ก็ไม่ต้องแต่งสิ” ใช่ เพลงพูดแบบนั้นเสมอ และในนาทีนี้คงจะมีสายตาคู่เดียวที่มองมาอย่างไม่เห็นด้วย นั่นก็คือสายตาของ เพลง พศวีร์ เพื่อนสนิทในวงการของฉันเอง

 

บางทีฉันก็อิจฉาเพลงนะที่เขาเป็นคนกล้าพูดอะไรอย่างที่ใจตัวเองปรารถนาทุกอย่าง...แต่ไม่รู้สิ...ฉันไม่ใช่คนแบบนั้น...ฉันกลัว...กลัวไปหมด กลัวผลกระทบต่างๆที่จะตามมาจากการทำตามใจตัวเอง...ฉันไม่รู้ว่าฉันจะรับผลของสิ่งเหล่านั้นไหวไหม...

 

ส่วนชะตากรรมหลังแต่งงานของฉัน...อืม...ฉันไม่อยากเล่าให้ใครเสียหาย หรือให้ใครถูกมองไม่ดี ถ้าฉันเล่าหมดคงมีคนเดือดร้อนแน่ๆ...เอาเป็นว่าฉันกับพี่ภพ เราสองคนคงไม่ได้เกิดมาเป็นคู่กันอย่างแท้จริง สุดท้ายจึงมีเรื่องให้ต้องพลัดพรากจากกัน...แต่เขาก็ได้มอบของขวัญที่ล้ำค่าที่สุดให้กับฉัน...

 

น้องภู

 

แม้ว่าเขาจะเป็นเด็กหลอดแก้วที่เกิดจากการผสมเทียมระหว่างพี่ภพกับฉัน เพราะความกดดันของทางฝั่งพ่อแม่ของพี่ภพที่ต้องการให้ฉันกับเขามีลูกด้วยกันเร็วๆจนมันฝืนใจฉันในบางเรื่อง แต่น้องภูก็เป็นเด็กน่ารัก แข็งแรง...เขาเหมือนฉันมาก ไม่ว่าจะเป็นสีหน้า แววตา สายตาของเขายามมองฉัน...ฉันตกหลุมรักเขาหมดหัวใจ และฉันก็มั่นใจว่าฉันเจอรักแท้ของชีวิตแล้ว...โดยที่ไม่ต้องการใครอีกบนโลกใบนี้...เราอยู่กันสองคนแม่ลูกก็พอแล้ว

 

และนั่นก็ทำให้ฉันตัดสินใจพาเขาออกมาจากบ้านพี่ภพ

 

ฉันวุ่นวายกับการขอร้องให้พี่ภพเซ็นใบหย่า ปรึกษาทนายทุกอย่างให้เรียบร้อย โดยเฉพาะเรื่องของสิทธิในการเลี้ยงดูบุตร กว่าทุกอย่างจะสงบสุขได้ ฉันต้องพาลูกหนีกลับบ้านที่บ้านของครอบครัวที่กรุงเทพฯ แต่พี่ภพก็ยังตามมารังควาน ฉันจึงหนีออกมาหาคอนโดฯอยู่แทน...ในที่สุด เมื่อเขาหาฉันไม่เจอ และพ่อกับแม่ของฉันออกมารับหน้ามากๆเข้า พี่ภพก็เกรงใจและยอมแพ้ไปเอง...

 

จนจัดการธุระอะไรเสร็จหมดนั่นแหละค่ะ ฉันถึงมีโอกาสได้นั่งลงหายใจ ได้เปิดโซเชียลเน็ตเวิร์กขึ้นมาเช็คบ้าง...แน่นอนว่ายังไม่มีใครรู้ข่าวเรื่องการหย่าร้างที่เพิ่งเสร็จสิ้นไปของฉัน และฉันก็ยังไม่พร้อมจะแถลงข่าว...แต่สิ่งแรกที่ฉันตั้งใจจะทำก็คือ เปลี่ยนรูปโปรไฟล์ ที่ยังเป็นรูปตอนวันแต่งงานของฉันกับพี่ภพอยู่...ไม่รู้อะไรดลใจให้ฉันภูมิอกภูมิใจถึงขนาดตั้งมันเป็นภาพโปรไฟล์นะ! ...ฉันกำลังจะกดเปลี่ยนมันเป็นรูปน้องภู แต่แล้ว Notification ของเฟซบุ๊คก็เด้งขึ้นมาให้ฉันประหลาดใจ...

 

ใครก็ไม่รู้แอดมา?

 

ฉันประหลาดใจกับตัวเลข 1 สีแดงที่ขึ้นในช่องคนที่แอดมานั้น เพราะฉันตั้งเฟซบุ๊คเป็น Private ไม่ให้คนไม่รู้จักที่ไม่มีเพื่อนร่วมกันแอดมาได้ แต่คนๆนี้ต้องมีเพื่อนร่วมกันกับฉันแน่ๆ เพราะเขาแอดมาและส่งข้อความมาในอินบ็อกซ์ด้วย...

 

Jiji Jitrapohn

 

ใจฉันเหมือนหยุดเต้นไปชั่วขณะ

 

พี่นินทร์ ขอแสดงความยินดีกับการแต่งงานนะคะ ^^
            จิไม่รู้เรื่องอะไรเลย เสียดายไม่ได้ไปงานแต่งพี่นินทร์
:((

 

จิจิ!! เธอไปอยู่ที่ไหนมา!?

 

ใจของฉันเต้นเหมือนกลองขณะที่กดรับแอดเฟซของเขา แล้วก็พบว่าจิจินั้นไปเรียนที่ต่างประเทศนานหลายปี สงสัยคงจะทั้งเรียนภาษาและเรียนปริญญาโทด้วย ฉันเห็นที่โปรไฟล์ของเขาเขียนว่าเคยทำงานเป็น AR หรือผู้ดูแลศิลปินที่เอเจนซี่นักแสดงวัยรุ่นชื่อดัง...และจบปริญญาโทด้าน Artist Management หรือการบริหารจัดการศิลปินมาโดยเฉพาะ...โห เก่งจัง ฉันนึกในใจอย่างนั้น...

 

และฉันก็ได้เห็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้ฉันรู้สึกโง่มาก...

 

ถ้าเพียงแต่สมัยนั้นมีเฟซบุ๊ค...ถ้าเพียงแต่สมัยที่พวกเราเรียนจบมีโซเชียลเน็ตเวิร์กที่บ่งชี้สถานะความสัมพันธ์ของคนรอบๆตัวเราแต่ละคนได้ง่ายดายเหมือนทุกๆวันนี้...ฉันก็คงรู้แล้วว่า ผู้ชายคนนั้น หนุ่มหล่อหน้าอ่อนใส่เสื้อช็อปวิศวะที่มาคอยช่วยถือดอกไม้ให้จิจิวันรับปริญญาน่ะ....

 

ชื่อ โจโจ้ จิตติพล ...หรือ Jojo Jitthipohn ตามในเฟซบุ๊คที่แท็ก

 

น้องชายแท้ๆของจิจิเอง

 

ฉันหัวเราะขื่นๆ ไม่รู้จะยิ้มขันหรือร้องไห้เสียใจกับโชคชะตาดีที่มันผลักฉันมาอยู่ถึงจุดนี้ ฉันรู้สึกได้ถึงน้ำตาที่ไหลออกมา...ดูเหมือนว่าร่างกายของฉันจะทำปฏิกริยาตอบสนองหัวใจเร็วกว่าคำพูดหรือการกระทำของฉันซะอีก...ฉันปาดน้ำตาเบาๆ แล้วเม้มปากอย่างชั่งใจ ขณะที่กำลังพิมพ์ตอบกลับไป...

 

Chayanint Inthararaks

น้องจิ ไม่ได้คุยกันนานเลย สบายดีเหรอคะ
ได้ข่าวว่าไปเรียนต่อที่อเมริกา เป็นยังไงบ้างเอ่ย?
สนุกไหมคะ?

 

อืม...ฉันชอบการพิมพ์จัง มันเปิดโอกาสให้ฉันได้แสดงออกมากกว่าการพูดเยอะเลย

 

Jiji Jitrapohn

สนุกดีค่ะ วันนี้ไปเลี้ยงสายรหัสมา มีแต่คนถามถึงพี่นินทร์

 

ฉันอมยิ้ม

 

Chayanint Inthararaks

ช่วงนี้พี่ยุ่งๆน่ะค่ะ...

 

Jiji Jitrapohn

^^

เสียดายนะคะ อดเจอกันเลย

 

ขนาดใช้ตัวอักษร...ฉันก็ยังรู้สึกได้เลยว่าจิจิยิ้มเก่ง แค่ไอ้ตัว ^^ ของเขา ฉันก็นึกหน้าน้องเวลาที่ยิ้มตาหยีออกได้แล้ว...ไม่ว่าจะนานแค่ไหน ฉันก็ไม่เคยลืมเลย...ฉันรู้สึกแบบนั้นจริงๆ...ฉันไม่เคยลืมว่าจิจิทำให้ฉันรู้สึกดีแค่ไหนทุกครั้งที่ได้อยู่ใกล้เขา...​ แม้ว่าเขาจะไม่เคยรู้เลยก็ตาม

เงียบอีกแล้ว...จริงๆแล้วฉันเป็นคนน่าเบื่อแบบที่ไม่รู้ว่าจะคุยอะไรกับคนอื่น แต่กับน้อง ฉันรู้สึกอยากจะคุยต่อเรื่อยๆ และพอไม่รู้ว่าจะคุยอะไร ฉันก็เลยหาเรื่องถามเกี่ยวกับชีวิตของเขาต่อ...

 

Chayanint Inthararaks

แล้วช่วงนี้จิจิทำอะไรอยู่คะ?

 

Jiji Jitrapohn

            เพิ่งกลับมาเองค่ะ ตอนนี้ก็กำลังหางาน

 

Chayanint Inthararaks

งานอะไรคะ?​

 

Jiji Jitrapohn

ก็คงเป็นผู้จัดการศิลปินแหละค่ะ ^^  

เสียดายนะคะที่พี่นินทร์ไม่รับงานแล้ว
ไม่งั้นจิจิจะขออาสาเป็นผู้จัดการให้พี่นินทร์เลยค่ะ

 

ใจของฉันเต้นแรงด้วยความตื่นเต้นประหลาดอีกครั้ง...เมื่อไม่กี่วันก่อน พี่หงส์ ผู้จัดการส่วนตัวคู่บุญของฉันและเพลงบอกในไลน์กลุ่มที่มีเราแค่สามคนว่าจะลาสิกขา ไปบวชชีไม่กลับมาทำงานต่อ...ฉันกับเพลงได้แต่อนุโมทนากับพี่เขา...แต่เพลงนี่สิ โวยวายใหญ่เลยว่าจะหาผู้จัดการส่วนตัวจากที่ไหน...

 

นี่อาจจะเป็นจังหวะเหมาะที่ฟ้าลิขิตไว้ก็ได้

 

Chayanint Inthararaks

รู้จักพี่เพลง พศวีร์ไหมคะ?

 

Jiji Jitrapohn

ตัวท็อปช่อง 77 ใช่มั้ยคะ

รู้จักค่ะ ^^

 

ฉันแอบหัวเราะ นี่จิจิต้องจากเมืองไทยไปนานขนาดไหนนะถึงไม่รู้ว่าเพลงเขาออกมารับงานอิสระแล้ว และไม่ได้เป็นนักแสดงในสังกัดช่อง 77 อีกต่อไปแล้ว...

 

Chayanint Inthararaks

เพลงเขาหาผู้จัดการส่วนตัวใหม่อยู่ค่ะ

จิจิลองไปคุยดูก่อนไหม เผื่อสนใจ

@pleangpasawee แอดไลน์ไปได้เลยค่ะ

บอกว่ามาจากพี่นินทร์

 

ฉันพิมพ์ไปแบบนั้น ขณะที่กำลังเคาะนิ้วตุบๆบนโต๊ะด้วยความลุ้น แล้วจิจิก็พิมพ์ตอบกลับมา

 

Jiji Jitrapohn

ได้เลยค่ะ จะลองดู

ขอบคุณค่ะพี่นินทร์ ^^

 

“ขอบคุณค่ะพี่นินทร์!!

 

อยู่ดีๆฉันก็นึกถึงเสียงนั้น กับท่าทางสดใสของเด็กที่ใส่เสื้อยืดกางเกงยีนส์ที่มักจะเลอะสีอยู่ตลอดเวลาขึ้นมาซ้อนทับภาพของ หญิงสาว ที่ดูโตเป็นผู้ใหญ่ สวมเสื้อกันหนาวหนังแบบเท่ๆที่อยู่ในรูปโปรไฟล์ของน้องจิจิคนนี้ขึ้นมา...ฉันเผลอยิ้ม...มันเป็นแบบนี้มาตั้งนานแล้ว...และไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน...

 

เรื่องเล็กๆน้อยๆเกี่ยวกับจิจิก็ทำให้ฉันยิ้มได้เสมอ

 

แม้ว่าเขาจะไม่เคยรู้เลยก็ตาม...

 

Chayanint Inthararaks shared a link:

Jiji Jitrapohn, Pleang Pasawee, and 23 other liked this.

ผลงานทั้งหมด ของ ไรท์หมี@Dogmouthbear

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

6 ความคิดเห็น

  1. #6 TpunChi (@doctoregi) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 8 กรกฎาคม 2561 / 07:26
    ชอบคู่นี้อ่ะ
    #6
    0
  2. #5 m&m
    วันที่ 3 เมษายน 2561 / 12:20
    ชอบมาก แอบอิจฉาจิจิเบาๆเลยค่ะ
    #5
    0
  3. #4 Slammer15 (@a21189s) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 1 เมษายน 2561 / 01:31
    โอ๊ยยยย... ชอบพาร์ทนี้ ขอฝั่งจิจิด้วยได้มั้ยคะ
    #4
    0
  4. วันที่ 31 มีนาคม 2561 / 23:48
    จิจิคือความสดใสบนโลกใบนี้ของพี่นินทร์💕
    #3
    0
  5. วันที่ 30 มีนาคม 2561 / 23:04
    ละมุนนนน สมหวังซะทีนะคะ แซงคู่หลักหลุดโค้งเลยย 55555
    #2
    0
  6. #1 Uuun
    วันที่ 30 มีนาคม 2561 / 20:16
    เขินแปลกๆ
    #1
    0