UnTwins :: อยากให้เราไม่เหมือนกัน ll #MarkBam [END]

ตอนที่ 3 : 02

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 8,349
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 315 ครั้ง
    11 ม.ค. 63

02

            นี่ไม่ถือว่าเป็นครั้งแรกของเราแล้วแต่ความรู้สึกของผมมันกลับรู้สึกไม่ต่าง ไม่ต่างในที่นี้คือผมยังคงรู้สึกกลัวและไม่มั่นใจที่จะเผชิญกับมัน แต่ผมก็สัมผัสได้ว่าม่านพยายามที่จะทำมันอย่างอ่อนโยนเพื่อให้ผมรู้สึกดีและไม่เจ็บ ถึงอย่างนั้นก็มีน้ำตาไหลออกมาเพราะความเจ็บเช่นเดิมจนม่านต้องคอยจูบปลอบทั้งที่ร่างกายของเราเคลื่อนที่ไปด้วยกัน ม่านจูบลงไปแทบจะทุกพื้นที่ๆในตัวของผมนั้นมี ใช้ความอ่อนโยนให้แทรกเข้ามาแทนที่ความเจ็บจนมันกลายเป็นความรู้สึกดี ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้พูดกันมากเหมือนในเวลาปกติแต่ม่านก็ใช้ภาษากายสื่อสารแทน สื่อสารให้ผมเข้าใจว่าม่านรู้สึกยังไงกับผม

            อืม...หมู...

          อึก...

            ผมส่ายหัวไปมาบนหมอนใบนุ่ม ส่ายไปพร้อมกับน้ำตาที่รื้นอยู่ที่ดวงตาแต่ตอนนี้ความเจ็บมันเริ่มที่จะเจือจาง

          หมูเป็นของม่านแล้วนะ...อืม...ม่านจะดูแลหมูเอง…”

          ผมเป็นของม่านไปแล้วจริงๆ ร่างกายที่เคลื่อนไหวและรอยต่างๆที่อยู่บนตัวของผมมันล้วนแล้วแต่มาจากม่าน ผมรู้...ผมรู้ว่าม่านจะดูแลผม เพราะที่ผ่านมาม่านก็ทำมันตลอด

            รับปากกับม่านได้ไหม...อืม...

          อ่ะ...อื้อ...ม...ม่าน...หมูฮึก...จะไม่ไหว...

            ให้ม่านดูแลหมูแบบนี้ตลอดไปนะ

          อ่ะ...อื้ม...ม่านแรงไปแล้ว...นะ...อึก...

          .

          .

          .

          ครั้งสุดท้ายผมจำได้ว่าสลบไปแบบไม่รู้ตัวเลย ผมไม่เข้าใจม่านนัก หรือว่าเพราะเรามีอะไรกันมันทำให้อารมณ์ของม่านไม่ค่อยคงที่ จากที่อ่อนโยนบางครั้งก็เหมือนมีอะไรที่ทำให้อารมณ์ของม่านกลับยิ่งพลุ่งพล่านมากขึ้นไป หลายครั้งที่ผมต้องคอยเตือนให้ม่านเบาลงเหมือนม่านจะลืมตัวว่าผมกำลังเจ็บ ทั้งที่ตอนเริ่มต้นม่านก็ดูอ่อนโยนดี

            ผมตื่นขึ้นมาก็ไม่เจอว่าม่านอยู่ในห้องแล้ว มันรู้สึกโหวงๆอย่างบอกไม่ถูกทั้งที่ความเจ็บมันยังมีร่องลอยหลงเหลือในความรู้สึก ผมกระชับผ้าห่มเข้าหาตัวถึงจะอยากรู้ว่าม่านหายไปไหน ผมอยากที่จะตื่นมาเจอม่านหลังจากที่เราผ่านเรื่องอย่างว่าด้วยกันมา ไม่อยากให้เรารู้สึกว่าเราต่างทำมันก็เพื่อสนองความต้องการ พอจบแล้วก็จากกัน ทั้งที่ผมรู้ว่าม่านไม่ใช่แบบนั้น และก็เป็นผมเองไม่ใช่เหรอ ที่ไม่เคยเรียกร้องสถานะอะไรจากม่านเลย

            ไหล่ของผมสะดุ้งเบาๆเพราะเสียงลูกบิดประตู ผมปรายหางตามองไปที่ประตูความรู้สึกแรกที่คิดเข้าใจว่าน่าจะเป็นม่าน แต่ก็ผิดคาด กลับเป็นคนผมดำที่มาพร้อมกับถาดและชามกระเบื้องที่มีไอร้อนๆพวยพุ่งขึ้นมา

            ผมกระชับผ้าห่มให้เข้าหาตัวเองมากขึ้นเพราะจำได้ว่าตัวเองไม่ได้ใส่อะไร ในใจก็คิดว่าควรจะยันตัวเองให้ลุกขึ้นหรือจะนอนอยู่อย่างนี้ แต่กว่าที่จะคิดได้หมอกก็เข้ามานั่งที่ข้างๆเตียงหลังจากที่วางถาดไว้บนโต๊ะเล็กๆ

            คงไม่ต้องถามว่าตอนนี้ผมอายหมอกแค่ไหน ทำไมต้องเป็นหมอกที่เข้ามาเห็นผมในสภาพแบบนี้อีกแล้ว ผมกำลังกังวลว่าหมอกจะรู้ว่าก่อนหน้านี้ที่นี่มันเกิดอะไรขึ้น...หมอกไม่ใช่เด็กอนุบาล

            มันกลับไปที่ร้าน มีเรื่องด่วนนิดหน่อย...

            เย็นๆคงจะกลับมา

            ราวกับว่าอ่านใจผมออก ผมได้รับคำตอบที่อยากรู้โดยที่ไม่ต้องเอ่ยปากอะไรออกไป หมอกพูดด้วยน้ำเสียงเรียบๆจากที่ความเรียบเฉยนั้นเป็นเรื่องปกติของหมอกแต่ตอนนี้ผมกลับรู้สึกว่าความเรียบนี้มันกลับไม่ใช่ความเรียบในแบบปกติ ก็คงไม่มีใครรู้สึกปกติที่เข้ามาเห็นผมนอนในสภาพแบบนี้

            ผมน้อยใจม่านได้ไหมนะ...กลับไปที่กรุงเทพโดยไม่คิดจะบอกผมเลย

            มันให้หาอะไรให้กิน

            ลุกขึ้นมาไหวไหม

            หมอกพูดกับผมทั้งที่สายตามองไปที่ชามกระเบื้องสีขาว ผมพยักหน้าเบาๆแม้หมอกจะไม่ได้มองมา พยายามยันตัวเองให้ลุกขึ้นแล้วก็ต้องคอยจับผ้าห่มเอาไว้ด้วย

            ขอบคุณนะหมอก

            หมอกไม่ตอบอะไรกลับมาแต่หยิบชามใบเดิมขึ้นมา

            หมอกวางไว้ก่อนก็ได้นะ เดี๋ยวเค้ารอให้มันเย็นก่อนน่ะ หมอกไปทำอะไรก่อนก็ได้ เค้าอยู่คนเดียวได้ ม่านให้มาอยู่เป็นเพื่อนเค้าใช่ไหมล่ะ...ไม่ต้องห่วงเค้าหรอก

           ผมไม่ได้อยากไล่หมอก ผมก็ไม่เข้าใจตัวเองเท่าไหร่นัก ตอนนี้หลายๆอย่างมันลอยตีกันในหัวเต็มไปหมด ผมต้องแยกความรู้สึกตัวเองให้ได้ก่อนระหว่างเรื่องม่านกับเรื่องหมอกแล้วก็เรื่องตัวเอง ผมอยากลุกขึ้นไปหาเสื้อผ้ามาใส่อย่างน้อยสักชิ้นก็ยังดี

            อืม...เข้าใจแล้ว

            หมอกพูดก่อนจะวางชามที่ผมรู้แล้วว่าเป็นชามข้าวต้ม ตอนแรกผมคิดว่าหมอกจะลุกออกไปหลังจากที่วางชามข้าวลง แต่หมอกก็ค่อยๆหันมาที่ผม เป็นสายตาที่ผมมองแล้วรู้สึกว่ามันไร้ความรู้สึกกว่าครั้งไหนๆ

            ก่อนที่จะทำกัน

คงลืมที่รับปากเราเมื่อเช้าไปหมดแล้ว...

ลืมที่รับปากเมื่อเช้า...

ผมมองเจ้าของคำพูดพลางครุ่นคิดอยู่ไม่นาน

หมอกหมายถึงเรื่องไปเล่นน้ำเหรอ

ผมไม่ได้ลืมเลยนะถ้าหมอกหมายถึงเรื่องนั้น แต่เพราะอะไรที่ไม่ได้คาดคะเนว่ามันจะเกิดขึ้นผมถึงได้อยู่ตรงนี้ ที่หมอกพูดออกมาเมื่อครู่มันทำให้ผมรู้สึกว่าหมอกกำลังน้อยใจผม 

หมอก...

ผมเรียกคนที่นิ่งไปไม่ยอมสบตาผมอีกแล้ว พอหมอกไม่หันมาสนใจส่งแต่สายตาไปมองผนังห้องแทนผมก็ขยับเข้าไปใกล้ๆ ต้องใช้มือกระชับผ้าห่มไว้ข้างหนึ่งส่วนอีกข้างก็ใช้ความกล้าค่อยๆแตะลงไปบนหลังมือของหมอก

หมอกปรายตาลงมามองมือของผมที่เพิ่งวางลงไป

เค้าไม่ได้ลืมนะ...

ดูเหมือนหมอกจะไม่เชื่อ หมอกตอบโต้ผมกลับด้วยแววตาที่ดูเย็นชาและว่างเปล่าเช่นเดิม

บางทีอาจจะเป็นเราเอง ที่กลับมาผิดเวลา...

...

ตรงนี้มันอาจไม่ได้เป็นที่ของเรานานแล้วก็ได้

หมอกไม่รู้เหรอว่าผมไม่เคยลืมหมอก

ผมตัดสินใจรั้งตัวคนที่กำลังจะลุกขึ้นจากเตียงด้วยการสวมกอดจากด้านหลัง มันทำให้หมอกวางสะโพกนั่งลงไปที่เดิมได้ไม่ยาก หัวใจตอนนี้ของผมมันเต้นไม่สม่ำเสมอเลย ทั้งที่มันไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมเคยกอดคนๆนี้

หมอกจะไปไหนเหรอ...

ผมไม่อยากเห็นสีหน้าแววตาแบบที่หมอกกำลังเป็น ไม่อยากฟังคำตัดพ้อพวกนั้นที่หมอกพูดมา ทั้งที่ผมก็ให้ความสำคัญกับหมอกมาเสมอ...หมอกก็รู้ว่าที่ผ่านมาถึงเราจะห่างกันแค่ไหน แต่ผมก็พยายามจะทำให้ความห่างพวกนั้นมันลดลง

หมอกกำลังเข้าใจผิด...หมอกเข้าใจไหม

ผมพูดไปพร้อมกับพยายามจัดการกับความไม่กล้าและความรู้สึกบางอย่างที่เข้ามาแทรกของตัวเอง

ไม่อยากให้พูดแบบเมื่อกี้เลย ไม่อยากให้เข้าใจอะไรแบบนั้น

...

เค้าขอโทษ...

เดี๋ยวตอนเย็นเราไปเล่นน้ำด้วยกันนะ

ผมกระชับวงแขนให้แน่นยิ่งขึ้น กลัวว่าหมอกจะเปลี่ยนใจแล้วลุกออกไป ทำอะไรก็ได้ให้ตอนนี้ความรู้สึกของหมอกโอเคมากกว่าที่เป็น ทั้งๆที่ความจริงแล้วผมไม่มั่นใจด้วยซ้ำว่าหมอกต้องการแบบนี้จริงๆหรือเปล่า

อืม...

ไม่ไหวก็ไม่ต้องหรอก

หมอกยอมหันมามองใบหน้าของผมที่เกยอยู่บนไหล่ ผมรู้สึกว่าสายตาของหมอกไม่ได้ว่างเปล่าแบบเมื่อครู่แล้ว แต่ก็ยังน่าเป็นห่วงอยู่ดี

ที่บอกไม่อยากให้เข้าใจแบบนั้น หมายถึงแบบไหน

ก็…”

ผมลากเสียงแผ่วๆของตัวเองพลางเป็นฝ่ายที่ต้องหลบสายตาหมอก

เค้าก็หมายถึงว่า...ดูเหมือนผมจะคิดนานเกินไป

 ถ้าตอบไม่ได้ก็ไม่ต้องหรอก

หมอกเงียบไปไม่นานแต่พอเหมือนจะคิดอะไรออกก็พูดขึ้นมาต่อ

 ที่ทำแบบนี้ก็เพราะว่าสนใจกันใช่ไหม

หมอกยกมือขึ้นก่อนจะใช้ปลายนิ้วหัวแม่มือเกลี่ยไปบนข้อมือของผมที่คล้องคอของหมอกอยู่ หมอกหันกลับมามองที่ผมอีกครั้งหลังจากที่เมื่อครู่หันไปมองมือตัวเองที่ลูบข้อมือผม

ถ้าหมอกอ่านใจผมได้หมอกก็จะรู้คำตอบได้ไม่ยากเลย แต่ไม่ทันที่ผมจะตอบอะไรหมอกก็หันตัวเข้ามาในวงแขนของผม หมอกค่อยๆกดตัวผมให้นอนราบไปบนเตียงอีกครั้ง ใบหน้าของเราห่างกันไม่ถึงคืบเมื่อหมอกโน้มตัวลงมาตามร่างที่นอนราบไป

หมอกจะทำอะไร

ตอนนี้มันเริ่มกลายเป็นความระแวงเข้ามาแทรกแซง แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมด ที่รู้สึกแบบนี้ก็เพราะมันเคยเกิดขึ้นกับผมและม่าน

ยังเหมือนเดิมจริงๆหรือเปล่า...

หมอกถามพลางยกปลายนิ้วหัวแม่มือเกลี่ยๆอยู่บนริมฝีปากของผมอย่างเบามือ

ไม่ต้องฝืนใจตอบให้สบายใจหรอกนะ เราแค่อยากรู้ว่าความรู้สึกเธอ

มันยังเท่าเดิม กับทั้งสองคนใช่ไหม

ผมไม่รู้ปริมาณของความรู้สึกเหล่านั้น แต่ถ้าเป็นเรื่องความรู้สึกล้วนๆทั้งม่านและหมอกก็เป็นคนสำคัญในความรู้สึกของผมทั้งคู่ ต่อให้ผมมีอะไรกับม่านแล้วแต่ถ้าให้เลือกตัดคนใดคนหนึ่งออกไป ผมทำไม่ได้หรอก มันอาจไม่ถูกไม่ควรในสายตาใคร ผมอาจดูเห็นแก่ตัวที่อยากมีทั้งม่านและหมอกไว้ แต่มันเป็นสิ่งที่เราสามคนวนเวียนอยู่แบบนี้มานานแล้ว นอกจากจะมีใครคนใดคนหนึ่งที่ไม่ต้องการอยู่ข้างๆผมอีกแล้วในวันหนึ่ง

ผมมองตาของคนที่อยู่ด้านคู่ขนาน ค่อยๆพยักหน้าขึ้นลงอย่างช้าๆแทนคำตอบ

แต่อย่างที่หมอกรู้...

เค้าน่ะ...ไม่ได้บริสุทธิ์แบบที่หมอกเคยรู้จักอีกแล้วล่ะ เค้า...

“…”

เค้าไม่ใช่คนใสสะอาดอีกแล้ว

ผมบอกว่ายังรู้สึกเหมือนเดิมกับหมอก ทั้งๆที่ร่างกายของผมมันไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว ร่องรอยบนตัวของผมหมอกก็เห็นมันเด่นชัด หมอกจะรังเกียจมันบ้างไหมนะ

หมอกจะรังเกียจเค้าก็ได้นะ...หมอกไม่ต้องมาคอยอยู่เป็นเพื่อนก็ได้ เค้ากลัวหมอกม..

หยุดพูดแบบนี้เลย

“…”

อย่าแม้แต่จะคิด...

“…”

แค่ชั่ววูบก็ไม่ให้คิด

อื้อ...ข...ขอโทษผมโดนหมอกดุอีกแล้ว อยู่กับหมอกผมคงต้องพยายามคิดก่อนพูด หมอกดูไม่ชอบเอามากๆที่ผมพูดแบบนั้น มันอาจจะเหมือนดูถูกความรู้สึกกันหรือเปล่านะถ้าเกิดว่าหมอกไม่ได้เป็นแบบนั้น 

นี่...

ต่อให้คนทั้งโลกเหลือเธอคนเดียวให้ต้องเลือกรังเกียจ

ยอมรังเกียจตัวเองยังดีกว่า

หมอกก็คือหมอกที่จับต้องได้ยากสำหรับผม แต่หมอกก็คือหมอกที่แผ่ความเย็นปกคลุมรอบๆกายผมไปในเวลาเดียวกัน

ถ้าเธอบอกว่าเหมือนเดิม...ก็จะเหมือนเดิม

หมอก...

จริงๆนะ...

พูดจริงๆ

หมอกโน้มใบหน้าเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆจนผมต้องหลับตาเพราะไม่กล้าที่จะมอง ไม่นานสัมผัสที่แผ่วเบามันก็แตะลงมาบนเนินหน้าผาก ผมรู้สึกได้ว่านั่นมันคือริมฝีปากของหมอก

หมอกจูบหน้าผากค้างไว้อยู่ครู่หนึ่ง...ส่วนผมก็ไม่กล้าแม้แต่จะขยับเขยื้อน ไม่นานหมอกก็ค่อยๆถอดถอนมันออกไป

เพราะแบบนี้ไง ถึงได้เสียเปรียบคนอื่น...ผมลืมตาขึ้นก็เห็นว่าใบหน้านั้นยังอยู่ใกล้ๆ

“…”

ถ้ามาเร็วกว่านี้ก็คงดี...ไม่ปล่อยให้ช้ำแบบนี้หรอก

            มันไม่ได้มีอะไรมากกว่านั้น ไม่มีอะไรมากกว่าการที่หมอกจูบลงมาอย่างอ่อนโยนพร้อมกับทิ้งคำพูดที่เต็มไปด้วยความห่วงใย หมอกคงจะเข้าใจว่าเป็นความผิดของม่านคนเดียว แต่ทั้งหมดทั้งมวลมันก็เป็นเพราะตัวของผมเองที่ปล่อยตัวปล่อยใจไปให้ม่านด้วย ม่านไม่ผิดหรอก

           เพราะสำหรับผมแล้ว  อะไรที่เป็นความสุขของสองคนนี้ ผมทำได้ทุกอย่างจริงๆ

            นี่...

            หันหน้ามาหน่อย

            ผมค่อยๆหันหน้าไปตามคำสั่งที่เมื่อครู่กำลังดื่มด่ำกับบรรยากาศโดยรอบ หันไปก็พบว่าหมอกยกกล้องขึ้นมาใช้มันมองผมผ่านเลนส์ เราลงมาเดินเล่นที่ริมหาดด้วยกันหลังจากที่แดดร่มลง ตอนแรกหมอกอยากให้ผมนอนพักแต่เป็นผมที่คะยั้นคะยอให้หมอกมา หมอกไม่ลืมที่จะติดกล้องถ่ายรูปลงมาด้วย บอกว่าเป็นโอกาสดีที่จะได้ลองเลนส์ตัวใหม่

            ยิ้มหน่อย

            หมอกเตือนให้ผมยิ้มเพราะสีหน้าที่จืดชืดตอนนี้มันคงถ่ายรูปออกมาไม่สวย  ผมประหม่าเล็กน้อยเพราะไม่ค่อยได้ถูกถ่ายรูปแบบนี้ในระยะใกล้ๆ เลนส์กล้องจากมือของหมอกห่างจากใบหน้าของผมอยู่แค่คืบเดียว

            อยู่กับเราไม่มีความสุขเหรอ ยิ้มหน่อยสิ

            หมอกชอบพูดให้ตัวเองดูเหมือนไม่มีความหมายเอาดื้อๆ ผมต้องบอกว่าถ้าตอนนี้ไม่มีหมอก ผมก็ไม่รู้ว่าตัวเองจะรู้สึกโอเคได้มากเท่านี้ไหม เพราะถ้าอยู่คนเดียวผมคงกำลังรอม่านอยู่ที่เดิม

            ผมยิ้มกลับไปให้กล้องตัวนั้น กล้องที่แทนสายตาของหมอก พยายามยิ้มออกไปอย่างเป็นธรรมชาติ ยิ้มให้หมอกทั้งริมฝีปากและแววตา เราต่างตกอยู่ในภวังค์ที่ช่วยกันสร้างขึ้นมาอยู่หลายนาทีจนหมอกยอมวางมือ กล้องตัวนั้นถูกวางลงไปบนพื้นสะพานไม้ที่เรานั่งอยู่ด้วยกัน เราทั้งสองนั่งอยู่กลางสะพานไม้ที่รอบๆถูกรายล้อมไปด้วยมวลท้องทะเลสีคราม เบื้องหน้าก็ส่องประกายไปด้วยแสงสีนวลๆและอีกไม่นานนักดวงอาทิตย์คงจะลับตาไป

            แบบนี้ยังไม่ถือว่าใช้ได้

            หื้ม..

            ผมมองหน้าหมอกด้วยความสงสัย

            เธอยังติดค้างเรานะ

            ติดค้างอะไรเหรอ...

              บางครั้งผมก็ตามไม่ทัน...ไม่ใช่สิ ไม่ใช่บางครั้ง ตามไม่เคยทันเลยก็ว่าได้

            ก็ไม่ถือว่าลงทะเล...หมอกพยายามพูดต่อต้านลมทะเลที่พัดมา นอกจากนี้มันยังทำให้ทั้งเสื้อยืดตัวโคร่งและเส้นผมสีดำนั้นปลิวไปตามลมอีกด้วย

            โถ่หมอก เค้าก็นึกว่าอะไร

            อืม...นั่นแหละ ตกลงตามนี้ก็แล้วกัน

            หมอกพูดเบาๆพลางยันแขนสองข้างไปด้านหลัง ปลายเท้าก็แกว่งไกวไปมาเบาๆอยู่ท่ามกลางมวลน้ำใสๆภายใต้สะพานไม้ ใบหน้าคมเชิดขึ้นมองขึ้นไปยังท้องฟ้าที่ปกคลุมเรา

เพิ่งสังเกตว่าทะเลเวลาที่ไม่มีแดดมันก็สวยไปอีกแบบ แต่ก็ให้ความรู้สึกยิ่งเหงาทวีคูณ

            หมอกเองก็ดูไม่ต่าง...

            หมอก...

            ผมเริ่มบทสนทนาบทใหม่ด้วยการเอ่ยเรียกคนที่นั่งอยู่ข้างๆ ใจจริงก็ค่อนข้างลังเลจนพาให้ริมฝีปากมันขบเม้มไปตามความเคยชิน ไม่รู้ว่าควรถามออกไปอีกดีหรือเปล่า เพราะมันเป็นคำถามที่เคยถามออกไปแล้ว

            หมอกเลิกคิ้วรอฟังเมื่อผมทิ้งระยะคำพูดนานมากเกินไป

            เค้าเคยถามหมอกไปแล้วนะ แต่ก็อยากรู้อีก

            อืม...

            ก็ถามมาสิระหว่างนี้ผมก็พยายามสังเกตแววตาของคนตรงหน้า คนที่ให้ความรู้สึกอ่อนโยนแต่กลับเข้าถึงได้ยาก

            อือ

            หมอกจะอยู่นี่อีกนานไหม...เหรอ?

            ผมชำเลืองสายตาขึ้นไปมองหมอกในคำสุดท้ายของประโยค หมอกอาจจะรำคาญเอาก็ได้ที่ต้องฟังคำถามเดิมอีกแล้วๆ

            ไม่รู้สิ...

            ก็บอกไม่ได้หรอก

            “…”

            ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมด้วยน่ะ

            แต่หมอกกลับมาคราวนี้คุณเมทินีไม่ดุแล้วล่ะ บ่นคิดถึงหมอกให้ฟังบ่อยๆ

            ผมกำลังหว่านล้อมให้หมอกอยากอยู่ต่อนานๆด้วยการใช้ชื่อคนเป็นแม่ของหมอกขึ้นมาอ้าง เพราะยังนึกข้ออ้างดีๆกว่านี้ที่จะทำให้หมอกไม่กลับไปไม่ออก

            เหรอ...

            หมอกตอบกลับมาเพียงเท่านั้น แต่ก็ยกริมฝีปากขึ้นมาเล็กน้อย...หรือจะเรียกว่ายิ้มอยู่ก็ได้

            ผมชอบจัง ชอบเวลาที่หมอกยิ้มออกมาถึงแม้จะไม่ใช่ยิ้มที่กว้าง แต่นั่นยิ้มออกมาเพราะคำพูดของผมใช่หรือเปล่า ยิ้มน้อยๆที่ทำให้ผมรู้สึกสดใสกว่าที่เป็น

            เรียนไม่จบน่ะ เดี๋ยวเจอก็คงโดนบ่น

            เผลอๆไล่กลับไปเรียนต่อด้วยซ้ำ

            หมอกยอมปริปากพูดเรื่องส่วนตัวออกมาบ้างแล้ว ถือว่าน้อยครั้งมากๆเลย

            แล้วทำไมหมอกไม่เรียนให้จบล่ะ...เอ่อ...ถ้าไม่โอเคไม่ต้องตอบก็ได้นะ

            หมอกเงียบไปชั่วอึดใจ แต่ช่างเป็นชั่วอึดใจที่ผมหายใจไม่ทั่วท้อง

            ก็แค่เบื่อ

ทำไม...ไม่ดีเหรอ จะได้ตามเราทัน

ผมส่ายหน้าอย่างไม่ต้องลังเล

หมอกก็...

ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะว่าห่วงหมอกนะ เพราะผมรู้ว่าหมอกเป็นคนหัวดีมากๆคนหนึ่งเลย ถ้าหมอกพยายามสนใจเรียนอย่างจริงจังหมอกน่ะเรียนจบไปนานแล้ว ก็คงพร้อมๆกับม่าน ผมก็คาใจว่าที่หมอกเรียนๆหยุดๆเปลี่ยนที่ไปเรื่อยมันเพราะอะไร เพราะเบื่อแค่นั้นจริงๆเหรอ แต่ผมก็ไม่กล้าถามเรื่องส่วนตัวของหมอกเท่าไหร่ ที่จริงแค่กลัวว่าหมอกจะรำคาญ

สรุปว่าคำถามที่ว่าหมอกจะอยู่นานไหมกลับได้คำตอบที่ไม่แน่ชัดยิ่งกว่าครั้งแรกที่ถาม

อย่างนั้น...ผมคงรู้คำตอบที่แน่ชัดก็วันที่หมอกตัดสินใจจะไปจริงๆ แม้ว่าวันแรกที่หมอกไป หมอกจะไม่ได้เต็มใจเท่าไหร่นัก ผมค่อนข้างจำวันที่เงียบเหงาวันนั้นได้ดี

พูดแต่เรื่องน่าเบื่อก็จะยิ่งเบื่อนะ

นี่...จำที่นั่นได้ไหม

ที่นั่นเหรอ...หรือว่าหมอกจะหมายถึง

ไปกันเถอะ

หมอกยันตัวเองให้ลุกขึ้นยืนก่อนจะยื่นมือเพื่อรอ...รอให้ผมเอื้อมขึ้นไปจับ

.

.

.

การที่มาบ้านพักตากอากาศนี้ได้ก็ไม่มากครั้งอยู่แล้ว นับประสาอะไรกับพื้นที่ตรงหน้าที่หมอกพาผมจูงมือเดินมาโอกาสมันแทบเป็นศูนย์

เพราะถ้าไม่มีหมอกที่ตรงนี้มันก็ไร้ความหมาย

ผมมองไปยังบ้านไม้หลังเล็กๆ มันมีบันไดให้เดินขึ้นไป ต้นไม้ต้นนั้นใหญ่และแข็งแรงพอที่จะสร้างบ้านหลังเล็กๆเอาไว้ข้างบน ถึงจะไม่ได้มาเห็นนานแล้วแต่ผมก็จำบรรยากาศของบ้านหลังนี้ได้ดี ตัวเรือนเป็นทรงสี่เหลี่ยมถึงจะเป็นไม้แต่ก็แข็งแรงมั่นคง เพราะฉะนั้นไม่ต้องกลัวเรื่องฝนฟ้าสภาพอากาศ คุณลุงเชนคุณพ่อของหมอกและม่านเป็นสถาปนิกที่เก่งมาก บ้านหลังนี้คือของขวัญที่คุณลุงตั้งใจสร้างให้หมอก ส่วนม่านในปีเดียวกันนั้นได้รับอย่างอื่นที่ต่างฝ่ายต่างให้ความสนใจ ซึ่งมันแตกต่างกันออกไป

ผมจำได้ว่าหมอกชอบบ้านหลังนี้มากๆ ทุกครั้งที่เรามาทะเลหมอกจะต้องพาผมมาเล่นที่นี่ด้วยทุกครั้ง แต่มักจะพาผมมาคนเดียวโดยที่ไม่มีม่าน แต่ก็นั่นแหละจะมาด้วยกันกี่ครั้งหมอกก็ทำเพียงแค่นอนหลับอยู่บนเตียงเล็กๆ หมอกชอบให้ผมใช้เวลาในห้องนี้ด้วยการวาดรูปไปเรื่อยเปื่อย ส่วนหมอกก็จะคอยมองและนอนดู รอว่าผมจะวาดอะไร ซึ่งรูปภาพเหล่านั้นมันก็ไม่ได้สวยงามอะไร หมอกมักจะทายผิดทุกครั้งที่ผมวาดเสร็จ คงนึกภาพออกว่าผมวาดมันออกมาดีแค่ไหน

หมอกจูงมือผมเดินขึ้นบันไดมาด้วยความระมัดระวัง ตอนผมก้าวขึ้นบันไดหมอกมองจดจ่ออยู่ทุกฝีก้าว จนกลายเป็นว่าเพราะสายตาคู่นั้นทำให้ผมประหม่าเกินไปด้วยซ้ำ

คนตัวสูงนั่งลงไปบนเตียงขนาดสามฟุตเป็นสิ่งแรกเมื่อเราเปิดประตูเข้าไป บอลลูกเล็กๆที่จำลองให้ดูเหมือนลูกบาสถูกหยิบขึ้นมาจากโต๊ะไม้ตัวเล็กที่ติดอยู่กับเตียงนอน หมอกถูกลูกบอลลูกนั้นดูดกลืนความสนใจเข้าไปอยู่ครู่หนึ่ง ผมมองแผ่นหลังกว้างที่เอนกายพิงไปยังพนักเตียง เตียงไม้นั้นดูแคบไปถนัดตาจากเมื่อก่อนที่มันกว้างสำหรับหมอก กว้างพอที่จะเหลือพื้นที่ให้ผมได้นอนอยู่ข้างๆ แต่ตอนนี้เห็นได้ชัดเจนว่าหมอกตัวโตขึ้นมากแค่ไหน ไม่เหมือนผมที่ร่างกายมันไม่ได้พัฒนาไปตามวัยและเพศเท่าไหร่

มานั่งนี่สิ

หมอกตบลงไปเบาๆบนฟูกที่ถูกปกคลุมด้วยผ้าห่มสีน้ำเงิน พอผมมานั่งหมอกก็หันไปสนใจสิ่งที่อยู่รอบๆแทน ตาคมมองไปตามผนังห้องที่เป็นลายไม้สีน้ำตาลแดงรอบๆมันมีดวงไฟเล็กๆประดับอยู่ระหว่างสายไฟก็มีรูปภาพที่หมอกเคยถ่ายเองเอาไว้ด้วย หมอกเอื้อมมือไปดึงรูปออกมาหนึ่งใบก่อนจะพิจารณามัน ส่วนผมพอเห็นหมอกกำลังอยู่ในโลกของตัวเองแล้วก็เลยหยิบกล้องตัวสีดำขึ้นมาพลางสำรวจไปตามหน้าจอที่มืดสนิทและพยายามอ่านคำสั่งและสัญลักษณ์บนปุ่มต่างๆ

อยากลองถ่ายดูไหม

ผมสะดุ้งเล็กน้อยเพราะไม่คิดว่าหมอกจะกลับมาสนใจที่ผม พอพยักหน้ารับกลับไปหมอกจึงโถมตัวเข้ามา มือของผมถูกจับทับด้วยมือของหมอกโดยที่ไม่คิดว่าหมอกจะสวมบทครูสอนถ่ายภาพที่แสนใจดีในตอนนี้

กดตรงนี้จะเห็นจอภาพที่เรากำลังถ่าย

หมอกยกมือของผมข้างหนึ่งให้ไปจับเลนส์ที่อยู่หน้าสุด

หมุนตรงนี้...ซูมเข้าซูมออก

หมอกยกมือของผมที่ถือกล้องอยู่อีกทีให้กระจกกล้องจ่ออยู่ที่สายตา ไม่รู้ว่าหมอกซ้อนตัวเข้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่ กลายเป็นว่าแผ่นหลังของผมกำลังพิงอยู่บนร่างของหมอก

 ลองถ่ายดู กดที่ปุ่มชัตเตอร์นะ

ปุ่มชัตเตอร์ผมพอจะรู้จักบ้างแล้ว ถึงอย่างนั้นหมอกก็ช่วยใช้มือตัวเองบังคับนิ้วของผมให้แตะไปยังปุ่มคำสั่งต่างๆ ทั้งที่สายตาของผมกำลังมองผ่านเลนส์กล้องแต่ความรู้สึกตอนนี้มันกลับถูกรวบรวมอยู่ที่จุดๆเดียว มือไม้มันสั่นไปหมดพอหมอกสอนอะไรแบบนี้ กล้องก็ต้องพยายามประคับประคองไปพร้อมกับมือที่ห้ามไม่ให้สั่นเวลาที่หมอกประคองซ้อนเข้ามา แต่ผมกลับพยายามจินตนาการใบหน้าของหมอกเวลาที่พูดกับผม เวลาที่ลมหายใจอุ่นๆนั้นรดต้นคอหมอกกำลังทำหน้าแบบไหน

            ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาเขินอายนะ...ผมพยายามพูดกับตัวเองและมองหาวิวดีๆที่ทำให้รูปๆแรกจากกล้องตัวนี้ออกมาดูดีที่สุด พยายามใช้มือที่มีมือหมอกประคองอยู่ด้วยหมุนไปตามเลนส์เพื่อซูมเข้าออก ตรงหน้าก็คือประตูไม้ที่มีพวงมาลัยช่อดอกไม้สีเขียวสลับขาวติดประดับอยู่ เคลื่อนไปทางขวาก็พบกับหน้าต่างกระจกที่แบ่งเป็นช่องเล็กๆมีมุมโต๊ะเขียนหนังสือเล็กๆอยู่ด้วย แต่ความสามารถแบบผมคงจะถ่ายอะไรแบบนี้ให้ออกมาสวยไม่ได้ และที่จริงผมไม่ได้อยากจะถ่ายสิ่งที่อยู่ตรงหน้านี้หรอก

            ที่ผมอยากจะถ่ายน่ะ...อยู่ด้านหลังของผมต่างหาก

            ผมค่อยๆขยับตัวให้หันไปหาหมอกถึงแม้ตอนนี้จะขยับได้แค่ในส่วนของใบหน้า หมอกปล่อยมือผมเพราะจับไม่ถนัดอีกต่อไป หมอกมองด้วยสายตาที่มีแต่คำถาม แต่ก็ยอมรอว่าผมจะทำอะไรต่อ

            พอเห็นว่าหมอกปล่อยให้ผมเป็นอิสระผมก็ค่อยๆขยับตัว มือทั้งสองยังคงประคองกล้องของหมอกเอาไว้ เข่าทั้งสองข้างของผมกดลงไปติดผ้านวมบนเตียงที่แสนนุ่ม ท่อนขาของผมมันแยกออกจากกันเพราะมีหน้าตักของหมอกคั่นอยู่ตรงกลาง ผมยืดตัวขึ้นเพื่อให้ตัวเองสามารถโฟกัสใบหน้าของคนที่อยู่ข้างใต้ได้ชัด

            ผมกดปลายนิ้วลงไปยังชัตเตอร์เมื่อได้องศาและมุมกล้องที่ต้องการ ตอนนี้ใบหน้าของหมอกปรากฏแก่สายตาผ่านเลนส์กระจกช่องเล็กๆ โดยที่ผมไม่ได้มองจอแสดงผลเลย

            มันเป็นช่องเล็กๆที่เผยให้เห็นทั้งสีหน้า...แววตาของหมอกได้อย่างชัดเจน แววตาที่ดูจับต้องไม่ได้และยากที่จะเข้าถึงแต่ก็แผ่ปกคลุมไปด้วยความรู้สึกที่ผมอยากจะได้รับ

            ไม่ทันที่จะประมวลผลอารมณ์ของหมอกได้อย่างเต็มที่ ไม่ทันที่ผมจะกดชัตเตอร์ลงไปอีกครั้ง ความรู้สึกอีกแบบก็ถูกส่งผ่านมาจากอีกคน ร่างกายมันแอ่นขึ้นเล็กน้อยอย่างอัตโนมัติเมื่อถูกฝ่ามือหนาๆเข้ามาประคอง แต่กลับเป็นผมที่เกือบจะเซล้มลงไปชนกับร่างที่อยู่ต่ำกว่า

            รู้สึกหายใจไม่ทั่วท้องเลย

To Be Continued

cr.onpic

#UnTwins93 

T
B
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 315 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2,078 ความคิดเห็น

  1. #2030 ploylaksi (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 15 ตุลาคม 2562 / 22:38
    หมอกอบอุ่นจัง
    #2,030
    0
  2. #1781 puppywang (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 24 มกราคม 2562 / 22:44
    หมอกดูอบอุ่นมากจริงๆ ใจเราเริ่มเอนเอียงไปทางหมอกจริงๆแล้วและ
    #1,781
    0
  3. #1766 Spices_smile (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 20 มกราคม 2562 / 00:09
    หมอกอบอุ่นมากๆ
    #1,766
    0
  4. #1755 igot7_MTBB (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 9 มกราคม 2562 / 12:09
    หมอกดูอบอุ่นนะดูจากคำพูด สงสารหมอกเหมือนกันอ่า เลือกไม่ได้จริงๆ
    #1,755
    0
  5. #1724 Khunkawaeii (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 1 พฤศจิกายน 2561 / 00:28
    หน่วงจริง หมูเลือกไม่ได้หรอก อาจเพราะค.สนิทกันมากของ 3 คนที่แยกกันไม่ได้จริงๆจนคนนึงต้องถอยไป ถ้าหมอกเป็นม่านที่อยุ่กับหมู ค.สัมพันลึกซึ้งที่เกิดก็คงเป็นได้เช่นกัน ชอบทีหมอกกล่าวว่า ถ้ามาเร็วกว่านี้..จะไม่ให้ช้ำ หมอกมีค.สุภาพดูโตและอบอุ่น แต่เข้าถึงยากเหมือนมีอะไรในใจ (ก็เรื่อง3เศร้านี่ล่ะ) เฮ่อแต่ก็ทีมม่านนะ
    #1,724
    0
  6. #1709 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 11 ตุลาคม 2561 / 16:55

    สงสารหมอกกก

    #1,709
    0
  7. #1685 Spices_smile (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 29 สิงหาคม 2561 / 13:22
    หมอกก็ดีม่านก็โคตรได้.....
    #1,685
    0
  8. #1648 JeanHZ_ (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 4 มิถุนายน 2561 / 12:26
    เชื่อมั้ยคะว่าเราน้ำไหลกับประโยคที่หมอกพูดว่า "ต่อให้คนทั้งโลกเหลือเธอคนเดียวให้ต้องเลือกรังเกียจ ยอมรังเกียจตัวเองยังดีกว่า" ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไม 555555 เป็นฟิคที่ต้องละเลียดอ่านจริงๆค่ะ ขนาดเรายังไม่รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับหมอกหรือม่านมากมายเลยเเต่ความเศร้ามันผ่านมาทางตัวอักษรชัดเจนมาก บรรยากาศฟิคเหมือนมีหมอกลงอยู่ตลอดเวลา ถ้าไม่ตั้งใจอ่านก็อาจจะไม่ได้สัมผัสกับฟีลนี้ เราชอบมากๆเลย
    #1,648
    0
  9. #1588 Ggifthh (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 27 มีนาคม 2561 / 23:17
    ไม่รู้จะเลือกทีมใครเลย แต่แอบสงสารหมอก ฮื่ออออ
    #1,588
    0
  10. #1586 VivoV5 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 27 มีนาคม 2561 / 21:59
    ม่านก็รัก หมอกก็รัก มันเลือกไม่ได้อ้ะ ไม่อยากให้จบแบบใครสักคน แต่ตอนนี้คือสงสารหมอก เหมือนแบมแค่หวั่นไหว แค่ก็ยังไม่ได้ให้ใจไปกับหมอก
    #1,586
    0
  11. #1535 anusara_p (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 26 มีนาคม 2561 / 04:29
    ไม่ชอบนายเอกเลยหลายใจ555
    #1,535
    0
  12. #1524 MelodySweety (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 21 มีนาคม 2561 / 08:29
    ทีมหมอกกกก
    #1,524
    0
  13. #1496 aynoszii (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 22 ตุลาคม 2560 / 13:07
    รู้สึกแย่เลยอ่ะ ฮืออ ไม่อยากให้แบมทิ้งหมอกอ่ะ หมอกดูรักแบมแล้วดูแลแบมได้ดีมากๆ แบมก็หวั่นไหวกับหมอกอ่ะ ในขณะที่ม่านเหมือนใช้เซ็กส์ม่ผูกมัดแบม แต่แบมก็มีใจให้ม่านอีก เห้อออ 3p เลยเถอะ55555
    #1,496
    0
  14. #1310 anMarkBambamGOT7 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 13 กรกฎาคม 2560 / 16:11
    ฮือหมอกกก ดูอบอุ่นอ่ะ
    #1,310
    0
  15. #1300 kikakae (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2560 / 05:08
    หมอก หมู ม่าน
    #1,300
    0
  16. #1286 embrace (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 17 พฤษภาคม 2560 / 00:01
    สามคนนี้น่าจะสับสนมาก่อน แต่ม่านออกแนวบุคลิกรุกเร็วรุกไวปนเถื่อนๆ แล้วหมอกจะตรงข้ามเปล่า หมอกให้อารมณ์ละมุน ทะนุถนอมแต่นิ่งๆช้าๆ ถ้าจบแบบคนใดคนนึง ทำไมเราคิดว่าหมอกจะได้ไปเลย ยิ่งอารมณ์แนวเงียบๆแต่น่ารักกับเธอแค่คนเดียว เหมือนยิ่งจะได้ไปเลย ยอมรับว่าชอบหมอกมากกว่า แต่อ่านไปอ่านมาเชียร์ม่านไงไม่รู้
    #1,286
    0
  17. #1282 PaoPao9300 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2560 / 22:14
    ทีมหมอกกกก
    #1,282
    0
  18. #1267 amptnkmb (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2560 / 20:12
    หมอกอบอุ่นดีน่ะ
    #1,267
    0
  19. #1260 Valeri (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 30 เมษายน 2560 / 00:10
    อยากเก็บเธอไว้ทั้งสองคน~ เลือกทีมไม่ถูก 
    #1,260
    0
  20. #1238 Piyawadee__Ja (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 10 เมษายน 2560 / 16:17
    เค้าทีมหมอกด้วยคน ฮือออ ชอบที่หมูอยู่กับหมอกๆดูแลหมูอย่างดี 
    #1,238
    0
  21. #1225 neneeleon (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 7 เมษายน 2560 / 02:13
    หมอกก็อบอุ่นใช่ย่อยนะ 55555 อยากให้จบแบบ 2p จังเลย เลือกไม่ถูก😭
    #1,225
    0
  22. #1195 prawwy_blue (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 5 เมษายน 2560 / 19:26
    ง้อยยยย ทีมหมอกดีกว่า ละมุนละไม ฟีลแบบดราม่า ชอบบบ
    #1,195
    0
  23. #1191 SAWADDEE JIE (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 3 เมษายน 2560 / 10:24
    อยากเก็บเธอเอาไว้ ทั้งสองคนนนน
    #1,191
    0
  24. #1155 19MTBB98 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 31 มีนาคม 2560 / 16:06
    ชั้นจะรู้สึกแบบนี้ไม่ด้ายยยย
    #1,155
    0
  25. #1148 wan62063 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 30 มีนาคม 2560 / 23:19
    ฉันเลือกไม่ด้ายยยยย
    #1,148
    0