ยุทธการรัก

ตอนที่ 1 : บทที่ 1---รีรัน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 25,091
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 110 ครั้ง
    31 มี.ค. 60

                                      7-10-59

                                ยุทธการรัก

 

 

     

ยุทธการรัก

 

 

            “ท้องไม่มีพ่อ”

คำคำนี้เป็นเสมือนตราบาปที่เกาะกินใจเธอราวกับมะเร็งร้าย มันค่อยๆ กัดกร่อนใจของเธอให้ตายด้านลงไปทุกวันๆ มันเป็นรอยด่างในอดีตที่เธอไม่อาจจะเปลี่ยนแปลงหรือลบเลือนไปจากชีวิตได้ และไม่สามารถทำให้ใครต่อใครลืมเลือนเรื่องราวนี้ไปได้เช่นกัน เธอไม่รู้ว่าจะต้องเผชิญกับความทรงจำที่มีแต่ความเจ็บปวดนี้ไปอีกนานแค่ไหนหรือว่าจะต้องทนไปจนวันตาย กี่ครั้งแล้วที่ต้องแอบร้องไห้คนเดียว กี่ครั้งแล้วที่เธอแทบจะทนไม่ได้ต่อสายตาของใครต่อใครที่มองมา กี่ครั้งแล้วที่อยากจะหลับไปแล้วไม่ต้องตื่นขึ้นมาอีก

...

                ปีย์วรา วรานุติ เงยหน้าขึ้นจาก Nurse Note[1] ที่กำลังเขียนอยู่เพื่อส่งต่อข้อมูลให้พยาบาลเวรรับทราบต่อไป ว่าระหว่างที่เข้าเวรเธอได้ทำอะไรกับคนไข้ไปบ้าง ก่อนจะมองออกไปยังนอกหน้าต่างที่อยู่ตรงหน้า เธอคือคนที่จะได้สัมผัสความงามแรกของรุ่งอรุณในยามเช้าก่อนใครๆ เสมอ ครั้งหนึ่ง...เคยมีคนบอกเธอว่า พระอาทิตย์ขึ้นคือการเริ่มต้นใหม่ แต่สำหรับเธอแล้วแทบไม่มีความหวังใดเหลืออยู่เพื่อให้เริ่มต้นได้อีกครั้ง ทุกวันนี้ที่อยู่มาได้ก็เพราะ “ลูก” คนเดียวแท้ๆ

                รอยแผลเป็นกรีดยาวที่ข้อมือเป็นเสมือนเครื่องเตือนความทรงจำ แม้มันจะค่อยๆ เลือนรางไปตามวันและเวลาที่ผ่านไป แต่เธอก็รู้ว่ามันยังคงอยู่ เช่นเดียวกับแผลเป็นซึ่งเกิดขึ้นภายในจิตใจ ไม่อาจมองเห็นได้ด้วยตาและมันไม่มีวันที่จะหายไป

                หญิงสาวรีบขยับจับนาฬิกาข้อมือให้เลื่อนไปปิดบังรอยแผลเป็นเอาไว้ เมื่อได้ยินเสียงเปิดปิดประตูและเสียงฝีเท้าที่กำลังใกล้เข้ามา

                “ว้า! ว่าจะมาจับผิดเสียหน่อย ว่าแอบอู้แอบหลับหรือเปล่า แล้วนี่อยู่คนเดียวหรือ” น้ำเสียงสดใสของ บราลี พิกิตขจร พยาบาลสาวเรือนร่างบอบบาง ขวัญใจของเหล่านายแพทย์หนุ่มๆ ดังขึ้นอย่างแจ่มใส

                “ศจีไปเบิกยา ว่าแต่...มาทำไมแต่เช้า อีกตั้งชั่วโมงกว่าจะถึงเวลาส่งเวร[2]” ปีย์วราใช้ขายันพื้นหมุนเก้าอี้ที่นั่งอยู่ให้หันมาเผชิญหน้ากับเพื่อนสาวที่สนิทสนมคุ้นเคยกันตั้งแต่ที่เธอเข้ามาทำงานที่โรงพยาบาลแห่งนี้ แถมยังมีชื่อเล่นที่ออกเสียงคล้ายกันจนเกิดความสับสนอยู่หลายหน

 “เอ้า นี่ เอามาฝากตาพัฟของป้าบี” บราลีวางถุงมากมายหลายถุงลงบนโต๊ะที่ปีย์วรานั่งทำงานอยู่

“ซื้ออะไรมาตั้งมากมาย เราบอกหลายครั้งแล้วว่าเราเกรงใจ”

“บีซื้อให้หลานด้วยจิตเสน่หา ปีย์อย่ามาห้ามเสียให้ยาก เราไม่ได้ซื้อให้ตัวเองเสียหน่อย”

“ขอบใจนะบี” ปีย์วรารู้สึกซาบซึ้งใจกับสิ่งที่บราลีมอบให้เธอและลูกชายเสมอมา เพราะแบบนี้เธอจึงมักทำงานเกินหน้าที่ เผื่อให้ในส่วนที่บราลีต้องรับผิดชอบไว้เสมอๆ เพื่อเป็นการแสดงความขอบคุณในความมีน้ำใจของเพื่อนสาว “แล้วว่ายังไง บียังไม่ตอบเราเลยนะ ว่าทำไมวันนี้ถึงมาแต่เช้า”

“นอนไม่หลับ” คนบอกไม่ได้มีท่าทีกลัดกลุ้มหรือเคร่งเครียดแต่อย่างใด แถมใบหน้ายังมีแต่รอยยิ้มกริ่ม ท่าทางสุขใจ

ปีย์วราเลิกคิ้วขึ้นสูง มองบราลีอย่างแปลกใจ “คนนอนไม่หลับเขาต้องมีท่าทีอิดโรย เหนื่อยอ่อนไม่ใช่หรือ ไม่ใช่มานั่งทำตาเคลิ้มฝัน อมยิ้มแก้มแดงอยู่แบบนี้”

บราลีบิดตัวอย่างขัดเขิน แถมยังยื่นมือมาตีเพื่อนรักเบาๆ “เมื่อวานมีคนส่งดอกไม้มาให้เรา”

“แล้วทำไมต้องตื่นเต้นขนาดนั้น เราก็เห็นบีได้ออกบ่อยไป” ปีย์วราเลิกคิ้วสูงด้วยความประหลาดใจอีกหน รอบกายของบราลีรายล้อมไปด้วยหนุ่มหล่อคุณสมบัติเด่นมากมาย ไม่ว่าจะเป็นนายแพทย์หนุ่มๆ ในโรงพยาบาล พ่อค้านักธุรกิจระดับมหาเศรษฐี นายธนาคาร หรือแม้แต่ทหาร แต่เธอก็ไม่เคยเห็นบราลีจะมีอาการตื่นเต้นอมยิ้มเคลิ้มฝันแบบนี้กับใครสักคน

“ไม่รู้สิ เราแค่รู้สึกว่ามันพิเศษ แถมเขาคนนั้นยังส่งดอกลิลลีที่เราชอบมาด้วยนะ ดูจากลายมือที่เขียนมาในการ์ด จะต้องหล่อมากแน่ๆ”

“ปีย์ก็เห็นหนุ่มๆ ของบีหล่อทุกคน แถมทุกคนก็ให้ดอกไม้บีออกบ่อย” ปีย์วราทักก่อนจะหันกลับไปเขียน Nurse Note ต่อ เพราะเรื่องที่บราลีได้ช่อดอกไม้ถือว่าเป็นเรื่องปกติมาก

“แต่ช่อนี้มันไม่เหมือนช่ออื่นๆ นะปีย์”

“แล้วมันต่างจากช่ออื่นตรงไหนล่ะ” เธอยอมวางมือจากงานและหันกลับมาคุยกับเพื่อนต่อ

“คือแบบนี้...เมื่อวันก่อนตอนที่ไปเดินซื้อของที่ห้าง เราไปเจอพี่นนท์เข้าโดยบังเอิญ แล้วได้เจอเพื่อนของพี่นนท์ด้วย”

“แล้วยังไงล่ะ” ปีย์วราก็ยังไม่เข้าใจ เอกอานนท์คือนายทหารอากาศหนุ่มอีกคนที่มาติดพันบราลี “ดอกไม้มาจากพี่นนท์?”

“ฟังก่อนสิปีย์ พอเจอกันเลยไปกินข้าวเย็นด้วยกัน คุยกันไปคุยกันมาก็มีเรื่องดอกไม้ที่เราชอบด้วย พอกลับถึงบ้าน เชื่อไหมปีย์ มีคนจากร้านดอกไม้เอาดอกลิลลีสีขาวมาส่งให้เราช่อใหญ่เบ้อเริ่มเลย”

“สรุปว่าพี่นนท์ส่งดอกไม้ช่อนั้นมาให้อย่างนั้นหรือ”

                “โธ่ ถ้าเป็นของพี่นนท์เราจะตื่นเต้นทำไมล่ะ เราคิดว่าเป็นของเพื่อนพี่นนท์คนนั้นต่างหากเล่า”

                “อ้อ...” หญิงสาวพยักหน้าเหมือนจะเข้าใจ “สรุปว่าเพื่อนพี่นนท์เป็นคนให้”

 “ไม่รู้ ไม่รู้ แต่เราว่าต้องใช่ ลายมือหวัดสวยไม่เหมือนลายมือพี่นนท์ เราว่าต้องเป็นเพื่อนพี่นนท์แน่ๆ ที่ส่งมาให้เรา อ้อๆๆ อีกอย่าง มะรืนนี้พี่นนท์ชวนเราไปที่ฝูงบิน ที่ฝูงจะมีการเลี้ยงต้อนรับนายทหารที่จบมาจากโรงเรียนนายทหารชั้นผู้บังคับฝูงและพวกที่จบมาจากเมืองนอกกันหลายคน ไปด้วยกันไหมปีย์”

“หยุดเลย!” ปีย์วรายกมือห้าม “ถ้าเกี่ยวกับพวกทหารอากาศเราไม่อยากยุ่ง ไม่อยากฟัง”

บราลีทำหน้ายุ่งทันที ปีย์วราเกลียดทหารอากาศเข้าไส้ เรียกได้ว่าแม้แต่ฟังเข้าหูยังระคาย แต่เธอก็เข้าใจและเห็นใจเพื่อนอยู่มากเกี่ยวกับเรื่องราวแต่หนหลัง “แต่พี่เขยปีย์กับพี่นนท์ก็เป็นทหารอากาศนะ เราก็เห็นปีย์คุยดี”

“นั่นเป็นข้อยกเว้นพิเศษ เพราะสองคนนั้นเป็นคนดี”

“แหม...” บราลีลากเสียงยาว “ปีย์ใจร้าย ไปกับเราหน่อยนะ เผื่อจะได้เจอนายทหารหนุ่มๆ หล่อๆ ไง”

“ไม่ละ” ปีย์วราลงชื่อในแฟ้มก่อนลุกขึ้น “ถ้าบีพูดเรื่องทหารอากาศอีกคำเดียวนะ วันนี้เราจะไม่สั่งอาหารในระบบให้ จะให้บีนั่งทำเอง”

“โอ๊ะๆๆ ก็ได้ๆ เราไม่พูดแล้วปีย์ ปิดปากสนิทเลย คำเดียวก็ไม่พูด ปีย์เข้าไปสั่งอาหารคนไข้ในระบบให้เรานะ นะ น้า” บราลีทำหน้าตาตื่นเดินไปเขย่าแขนเพื่อนรักเพื่อง้องอนทันที

“อืม แล้วพอหมอราวนด์วอร์ด[3] เสร็จ บีก็มาดูอีกทีละกันนะว่าเคสไหนหมอปรับอาหารบ้าง แล้วบีก็เปลี่ยนซะ”

“อืมๆๆ” บราลีพยักหน้ารับอย่างเอาใจ ปีย์วราทำงานเก่ง ทำงานละเอียด แถมยังเผื่อแผ่ทำแทนเธออีกหลายอย่างอย่างมีน้ำใจ “เราอยากขึ้นเวรพร้อมปีย์จัง คงสบายน่าดู ปีย์ทำให้หมดทุกอย่าง”

“อย่าไปพูดให้คุณพิศได้ยินเชียวนะ บีจะโดนเขม่นไปเป็นเดือน” ปีย์วราหันมาบอกเพื่อนรักด้วยความหวังดี

บราลีทำปากยื่นเหมือนไม่พอใจทันที “ใครจะกล้าพูดเล่า เดี๋ยวโดนจับควงเวรเป็นการลงโทษ แบบนั้นเราตายแน่ๆ”

“ทำงานกลางคืนดีออก ค่าเวรก็ดี คนไข้ก็ไม่วุ่นวาย เงียบสงบสุดๆ”

บราลีย่นจมูกใส่เพื่อนรัก “ไม่เอาหรอก แบบนี้จะเอาเวลาที่ไหนไปมองหนุ่มๆ กันล่ะ กลางวันนอน กลางคืนทำงาน  ใครจะสามารถแบบปีย์ล่ะ เข้าเวรทั้งคืนยังกลับบ้านไปเลี้ยงลูกต่อได้อีก”

“ไม่เห็นลำบากอะไรเลย น้องพัฟสายหน่อยก็หลับไปจนบ่าย เราก็อาศัยช่วงนั้นแหละนอนไปกับลูก แต่ถ้าน้องพัฟเข้าโรงเรียนเมื่อไหร่เราคงต้องขอเปลี่ยนไปอยู่เวรเดย์แทน”

“นี่ก็ขวบแล้วเนอะ เวลาผ่านไปไวจัง”

“ใช่...” แววตาของปีย์วราวูบเศร้าไปเพียงนิดก่อนจะกลับมาเป็นปกติจนแม้แต่บราลีก็ไม่ทันได้เห็น ห้วงเวลาหนึ่งปีแปดเดือนสำหรับคนอื่นมันผ่านไปไว แต่สำหรับเธอมันนานเหมือนชั่วกัปชั่วกัลป์ ทุกวินาทีนานเหมือนหนึ่งชั่วโมง กว่าจะผ่านไปแต่ละชั่วโมงเสมือนเป็นปี

“ใกล้เวลาส่งเวรแล้ว เราซื้อขนมปังเนยสดมาด้วย ไปนั่งกินกันที่ห้องพักเถอะ ปีย์เคลียร์งานเสร็จหรือยัง”

“ก็เหลือแต่สั่งอาหารในระบบนั่นแหละ แต่เดี๋ยวค่อยมาทำก็ได้”

“งั้นไปกัน” บราลีเข้าไปควงแขนเพื่อนสนิทแล้วพากันไปคว้าถุงต่างๆ ที่เธอหิ้วมาเข้าไปยังห้องพักเล็กๆ ที่อยู่หลังเคาน์เตอร์พยาบาล ห้องนี้ใช้เป็นห้องพัก กินอาหาร ดื่มกาแฟ หรือให้หมอเวรฯ มานั่งพักยามที่ราวนด์วอร์ด

 

"ชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้าย"  นั่นคือสิ่งที่นักบินทุกคนตระหนักอยู่เสมอ

เคยมีนายทหารอากาศท่านหนึ่งกล่าวไว้ว่า การเป็นนักบินรบเรื่องจิตใจสำคัญที่สุด กล้าอย่างเดียวก็ไม่ได้ สติปัญญาและประสาทสัมผัสจะต้องฉับไว ตกใจได้ แต่ต้องตัดสินใจแก้ปัยหาได้อย่างรวดเร็วเช่นกัน ในขณะที่มือขวาจับคันบังคับ มือซ้ายต้องควบคุมปุ่มอุปกรณ์อื่นไปได้ในเวลาเดียว พร้อมกับเกร็งตัวสู้กับแรงจี ยิ่งถ้ามีการรบติดพันสติเท่านั้นที่จะทำให้นักบินรอดมาได้

การบินจะความงดงามได้ก็ต่อเมื่อวัสดุ อุปกรณ์ คน ขั้นตอนการปฏิบัติงาน สิ่งอำนวยความปลอดภัยในการบิน ทุกอย่างถูกสำรวจพร้อมสรรพ

ฝูงบิน “เหยี่ยวเวหา” คือฝูงบินที่เขาได้กลับมาประจำการอีกครั้ง ทางกองทัพอากาศได้อนุมัติงบประมาณให้ทำการปรับปรุงเครื่องบินขับไล่มาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นระบบคอมพิวเตอร์ควบคุมภารกิจ  ระบบเรดาร์ ระบบจัดการสงครามอิเล็กทรอนิกส์ ระบบเป้าลวงอัตโนมัติ อะไหล่ อุปกรณ์สนับสนุน เอกสาร ข้อมูลทางเทคนิค การฝึกเจ้าหน้าที่และอุปกรณ์การฝึก และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการส่งกำลังบำรุงและเขา เรืออากาศเอก ปวิม การขาว เป็นนักบิน ๑ ใน ๖ คนที่ได้รับคัดเลือกไปฝึกบินกับ F-16 ที่สหรัฐอเมริกา ก่อนสำเร็จหลักสูตรครูการบินกับ F-16  และกลับมารับผิดชอบฝูงบิน 1xx กองบิน x จังหวัดนครราชสีมาแห่งนี้อีกครั้ง

Devil คือฉายาที่เขาได้รับจากความสามารถในการบิน และจากเสียงเชิดชูของบรรดาเพื่อนร่วมงานภาคพื้นดินในการท่องราตรีตามประสาคนหนุ่ม สำหรับเขา ที่นี่มีความทรงจำหลายๆ อย่าง ทั้งสุขและทุกข์ บางอย่างที่แม้อยากจะลืมแต่กลับลืมไม่ลง เขาต้องทนทรมานและจมอยู่ความความทรงจำที่ยากจะลืมเลือนทั้งๆ ที่มันไม่ใช่สิ่งที่เขาอยากจะจดจำสักนิด เพราะมันเป็นความทรงจำที่มีแต่การทรยศหักหลัง แค้นจนเกินแค้น

รวมถึงความรักที่ยากจะลืมเลือน...

ดวงตาคมแข็งกร้าววาวโรจน์เมื่อนึกย้อนถึงเรื่องราวแต่หนหลัง สองมือดึงคันบังคับเร่งความเร็วของพาหนะที่ขับเคลื่อนอยู่ตามอารมณ์ที่กรุ่นอยู่ในใจ ก่อนเครื่องบินสุดแกร่งจะโจนทะยานพุ่งไปข้างหน้าเหมือนแรงอัดระเบิด จนทำให้เกิดเสียงดังสนั่น

“ซูมมม...!

...

ปีย์วราสะดุ้งเบาๆ ก่อนจะแหงนหน้าขึ้นมองยังท้องฟ้ากว้างทันทีที่ได้เสียงราวกับฟ้ากำลังถล่มลงมา เครื่องบินรบสี่ลำเพิ่งจะบินผ่านศีรษะเธอไป แม้เสียงจะดังก้องอยู่แต่ตัวเครื่องบินก็บินไปไกลเกินกว่าที่สายตาจะมองเห็นได้ ทิ้งไว้เพียงเส้นสีขาวพาดยาวอยู่บนท้องฟ้า ทำให้อดไม่ได้ที่จะนึกถึงใครบางคนที่เคยบอกเธอว่าเสียงระเบิดก้องแบบนี้เรียกว่าโซนิกบูม

รอยยิ้มเศร้าปรากฏขึ้นที่ริมฝีปากบาง ครั้งหนึ่งปีย์วราเคยคิดว่าตนเองนั้นโชคดี เธอมีชีวิตที่ดี แม้ฐานะทางบ้านจะไม่ร่ำรวยแต่ก็อบอุ่นพร้อมหน้า มีความสุขตามอัตภาพ แต่แล้วทุกอย่างก็ค่อยๆ เปลี่ยนไปเมื่อตอนที่เธอกำลังเรียนปีสี่ มารดาของเธอต้องเข้าโรงพยาบาลเป็นการด่วน เพราะป่วยเป็นโรคไตวายเฉียบพลัน เนื่องจากการกินยาหม้อยาลูกกลอนแก้ปวดเนื้อปวดตัวจากการทำงานที่ผสมสเตียรอยด์จนต้องรักษาด้วยการฟอกไต ในขณะที่บิดาของเธอเองก็เริ่มจะไม่กลับบ้าน หายหน้าหายตาไปนานสองนาน จนสุดท้ายก็ได้รู้ว่าบิดาแอบไปมีครอบครัวใหม่และไม่เคยกลับมาเหลียวแลครอบครัวเก่าอีกเลย

ดวงหทัยพี่สาวของเธอจึงต้องทำงานหนักขึ้นเป็นสองเท่า นอกจากทำงานบริษัทในเวลาปกติแล้วยังต้องทำอาชีพเสริมเป็น 'พริตตีเกิร์ล' หารายได้มาช่วยเหลือจุนเจือค่าใช้จ่ายภายในครอบครัว ทั้งค่ารักษาพยาบาลมารดาที่ใช้เงินเดือนเดือนหนึ่งเกือบหมื่นบาท และค่าเทอมค่าใช้จ่ายในการเรียนของเธอแทนบิดาอีกด้วย

ดวงตาสวยเศร้าแหงนมองรอยจางเป็นเส้นสีขาวบนฟ้าอีกหน ถ้าวันนั้นเธอไม่ตกปากรับคำไปช่วยงานพริตตีของพี่สาวที่กำลังขาดคน วันนี้เธอก็ไม่ต้องมีชีวิตอยู่กับความขมขื่นแบบนี้ หญิงสาวยิ้มเศร้าให้ตนเองอีกหน

 

“มะ มะ มะ” ร่างอ้วนป้อมที่เพิ่งจะเริ่มตั้งไข่หัดเดินส่งเสียงและรอยยิ้มทักทายเมื่อเห็นว่าใครกำลังเดินผ่านประตูเข้ามา สองแขนเล็กกางอ้า รอให้มารดามาอุ้มเข้าสู่อ้อมกอดอย่างเคย

โลกของปีย์วราสว่างไสวขึ้นอีกหนเพราะผู้ชายคนนี้ แค่ได้เห็นหน้า แค่ได้อยู่ใกล้ ความทุกข์ในใจก็เหมือนจะสลายไปในบัดดล

“ว่าไงลูก วันนี้ดื้อกับคุณยายไหม” ปีย์วราวางข้าวของทุกอย่างลงกับพื้นแทบจะทันที เมื่อร่างกายอวบอ้วนของลูกชายที่กำลังเกาะอยู่ที่โซฟาทำท่าจะล้มลง

เพราะหน้าที่การงานและอะไรอีกหลายๆ อย่างทำให้หญิงสาวออกมาเช่าอะพาร์ตเมนต์อยู่ไม่ไกลจากโรงพยาบาลที่ทำงานอยู่ แม้พี่เขยจะห้ามปรามอย่างไรเธอก็ยังยืนยันที่จะย้ายออกเพื่อความสบายใจของตนเองเองด้วย ซึ่งก็นับว่าเป็นบุญของเธอนักที่ได้มาเจอยุพา หญิงวัยกลางคนที่อยู่ห้องข้างๆ กัน ช่วยรับเลี้ยงลูกชายให้ในเวลากลางคืน

“ไม่ดื้อๆ ตาพัฟของยายไม่ดื้อเลยใช่ไหมลูก” ยุพาเดินถือตระกร้าผ้ามาจากระเบียงหลังบ้าน ส่งยิ้มให้เด็กชายที่หันมาตามเสียงของนาง “แต่ช่วงนี้คงจะยืดตัว เลยมีการถ่ายกะปริบกะปรอย วันนี้ยืนเกาะเก้าอี้ อึทั้งวัน” นางว่าแต่ใบหน้ากลับมีแต่รอยยิ้มเอ็นดู

ปีย์วรามีสีหน้ากังวลขึ้นมาทันที เธอสงสัยอยู่เหมือนกันว่าช่วงนี้ลูกชายถ่ายเหลวไม่เป็นก้อนแข็ง แต่ไม่ถึงกับเป็นน้ำ ว่าจะพาไปหาหมอแต่ลูกชายเธอกลับไม่มีท่าทีเจ็บป่วยให้เห็น แต่อย่างใด ยังคงรู้สึกตัว ไม่มีอาการปวดบิดตอนถ่ายท้อง เล่นได้ปกติ และไม่มีอาการซึม

“แล้วอาการนี้จะเป็นนานไหมคะป้า” หญิงสาวถามเพราะอยากรู้

“โอ๊ย...ไม่นานหรอก อย่าไปกังวล เดี๋ยวก็หาย โบร่ำโบราณเขาว่าไว้ เพราะเด็กกำลังจะยืดตัว”

ปีย์วราพยักหน้าเหมือนจะเข้าใจ แต่ในใจและความรู้รวมถึงอาชีพที่ทำอยู่ทำให้ไม่อาจวางใจเพราะกลัวลูกชายจะติดเชื้อไวรัสเข้า พรุ่งนี้สายๆ ว่าจะพาไปหาหมอเพื่อความสบายใจของเธอเอง แต่เธอคงไม่บอกออกไปให้ขัดใจยุพาแน่ๆ เพราะยังต้องพึ่งพาอาศัยให้ดูแลลูกชายอยู่

หญิงสาวหันไปล้วงซองสีขาวออกมาจากกระเป๋าถือแล้วส่งให้ยุพา “ค่าเลี้ยงดูน้องพัฟค่ะป้ายุพา”

 

“อะไรกันหนูปีย์ ยังไม่สิ้นเดือนเลย อีกตั้งสองสามวัน”

“พอดีเงินที่ทำงานล่วงเวลาของปีย์ออกค่ะป้า เลยรีบแบ่งมาให้เสียก่อน”

“แหม ไม่ต้องรีบขนาดนั้นก็ได้” ยุพาพูดไปอย่างนั้นแต่มือก็ยื่นมารับซองใส่เงินไปทันทีพร้อมรอยยิ้มกว้างอย่างยินดี

“งั้นปีย์ไม่กวนนะคะ” หญิงสาวอุ้มลูกรักขึ้นมาไว้ในวงแขน

“มาๆ ป้าช่วย ข้าวของเยอะแยะเลย” ยุพาอาสาอย่างใจดี รีบมาหยิบฉวยข้าวของต่างๆ ขึ้นมาจากพื้น

เดินออกมาจากห้องของยุพาเพียงไม่กี่ก้าวก็ถึงห้องของปีย์วรา ทันทีที่ประตูห้องเปิดออก เด็กชายกวินทร์ก็ดิ้นรนลงจากอ้อมกอดของมารดาทันที

“เดี๋ยวสิลูก” ปีย์วราวางลูกชายลงกับพื้นห้องที่เธอขัดถูทุกวันจนสะอาดขึ้นเงา แล้วมองตามร่างป้อมๆที่คลานไวไปยังกล่องของเล่นที่วางอยู่ตรงมุมห้องด้วยรอยยิ้มบางๆ ก่อนจะหันมารับถุงต่างๆ จากมือยุพา

“ขอบคุณนะคะป้า”

“มีอะไรก็เรียกนะ” ยุพาบอกอย่างมีน้ำใจ

“ค่ะ” ปีย์วรารับคำก่อนจะปิดล็อกประตูห้อง หยิบฉวยข้าวของต่างๆ ไปจัดเก็บให้เป็นที่เป็นทาง ก่อนจะเริ่มทำอาหารให้ลูกรักและตนเองเหมือนเช่นทุกๆ วันที่ผ่านมา

แม้จะแสดงออกอย่างชัดเจนว่าต้องการจะลืมอดีตที่ขมขื่น และไม่ต้องการสุงสิงกับใครก็ตามที่ทำอาชีพนี้ แต่ทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับลูกชายทั้งชื่อจริงและชื่อเล่น กลับเกี่ยวข้องและมีความทรงจำของผู้ชายใจร้ายคนนั้นอยู่ทุกประการ เพื่ออะไร...ทุกวันนี้ปีย์วราก็ตอบตัวเองไม่ได้ ทุกครั้งที่เอ่ยชื่อเล่นของลูกชายก็เหมือนกับเธอเอ่ยชื่อของชายคนนั้นด้วยทุกครั้ง

“น้องพัฟ อย่าอมข้าวสิลูก” หญิงสาวเอามือเขี่ยแก้มลูกชายเพื่อกระตุ้นให้เด็กชายที่กำลังเล่นลูกบอลเนื้อนุ่มที่พอจับเขย่าจะมีเสียงกระดิ่งอยู่ภายในกลืนข้าวบดลงคอ

เด็กชายทำเหมือนรับรู้ เงยหน้าขึ้นมาส่งยิ้มให้มารดา อ้าปากส่งเสียงหัวเราะจนอาหารที่ยังคาอยู่ในปากไหลย้อยออกมาตามมุมปาก ทำเอาคนเป็นแม่อดไม่ได้ที่จะยิ้มตาม พร้อมๆ กับเอาผ้ากันเปื้อนที่ผูกไว้ที่คอลูกชายซับให้หายเลอะเทอะ

“อิ่มแล้วใช่ไหมล่ะ” ปีย์วรามองถ้วยข้าวในมือที่มีเหลือติดก้นถ้วยเท่านั้น “งั้นรอให้อาหารย่อยก่อนนะ เดี๋ยวเราค่อยไปอาบน้ำกัน หญิงสาวบอกลูกชายก่อนจะลุกไปจัดการงานบ้านอื่นๆ ระหว่างนั้นก็หันมามองลูกชายที่คลานไปมาอยู่ที่พื้นเป็นพักๆ นี่ถ้าเป็นคนอื่นหลังออกเวรมาก็คงจะล้มตัวนอนพักหลับกันทันที แต่เธอทำแบบนั้นไม่ได้เพราะต้องมาดูแลลูกต่อ ช่วงแรกๆ ปีย์วรามักเผลอหลับเป็นประจำระหว่างเข้าเวร แต่ตอนนี้เหมือนร่างกายเธอเริ่มปรับตัวและชินชากับการนอนน้อยๆ แบบนี้ไปเสียแล้ว

งานในโรงพยาบาลเอกชนจะว่าสบายก็สบาย แต่จะว่าลำบากก็ได้ แม้อัตราคนไข้ที่มาพักรักษาตัวจะน้อย ไม่เหมือนกับโรงพยาบาลรัฐบาล แต่ด้วยเหตุผลว่าโรงพยาบาลเอกชนนั้นคนที่จะมาใช้บริการได้ส่วนหนึ่งคือต้องรวยและมีฐานะอยู่พอสมควร เพราะอย่างที่รู้ๆ กันว่าค่าบริการสูงเอาการ เพราะฉะนั้นคนพวกนี้ย่อมเรียกร้องทุกสิ่งที่เขาต้องการ หรือต้องการการเอาใจใส่มากเป็นพิเศษ บางครั้งก็มากเสียจนเกินกว่าที่ใครจะนึกถึงได้ ที่นี่พยาบาลต้องทำหน้าที่หลายๆ อย่างเพื่อให้คุ้มกับค่าจ้างที่ทางโรงพยาบาลจ้างมา

 พยาบาลสาวๆ ที่จบมาใหม่หลายคนจะตาลุกวาวทันทีที่ได้รู้จำนวนค่าจ้าง พร้อมทั้งวาดฝันถึงเครื่องแบบสวยๆ เดินนวยนาดฉุยฉายเหมือนในหนังในละครที่คนนิยมดู แต่พอเจอกับความจริงและปริมาณงาน รวมถึงงานคุณภาพเข้าไปก็ถึงกับลาออกแทบไม่ทัน แต่นั่นก็ไม่ใช่สาเหตุหลักที่ทำให้พยาบาลสาวๆ ส่วนใหญ่ลาออกไปเสียทีเดียว

สาเหตุที่ทำให้พยาบาลสาวๆ ลาออกเป็นอันดับหนึ่งคือผู้มารับบริการที่โรงพยาบาลแห่งนี้ เล่าไปแล้วก็คงเป็นที่ขบขันและคงไม่มีใครเชื่อ แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นแบบนั้นจริงๆ และไม่ใช่เพราะเหนื่อยหน่ายทนให้โขกสับไม่ได้ แต่พวกเธอเหล่านั้นลาออกไปแต่งงาน หลังจากได้เจอกับเจ้าบ่าวที่เข้ามาพักรักษาตัว จนฟูมฟักเกิดเป็นความรัก  ช่วงหลังมีชาวต่างชาติมาท่องเที่ยว มาทำธุรกิจที่จังหวัดนี้มากขึ้น พยาบาลสาวหลายคนก็ได้ตบแต่งไปกับชาวต่างชาติมากขึ้นเป็นเท่าตัว จนเพลินพิศ หัวหน้าพยาบาลถึงกับเปรยออกมาว่าจะไม่รับพยาบาลสาวโสดมาทำงานที่ตึกนี้อีกแล้ว เพราะอยู่ไม่นานก็ลาออก เปลี่ยนหน้าเปลี่ยนตาไวราวกับเล่นกล

ส่วนสาเหตุหลักที่ทำให้ปีย์วราสมัครใจอยู่เวรกลางคืนก็เพราะค่าแรงเป็นสำคัญ ส่วนสาเหตุที่สองนั้นก็เพราะเวรกลางคืนไม่วุ่นวาย เงียบสงบ คนไข้ส่วนใหญ่หลับ ที่มีปัญหาบ้างก็เป็นแค่บางห้องซึ่งจะยุ่งหน่อยในช่วงเช้าถ้ามีเตรียมผ่าตัดในวันรุ่งขึ้น  ที่สำคัญไม่ต้องโทร. ติดต่อประสานงานกับใคร  ไม่ค่อยมีรับคนไข้ใหม่หรือเตรียมคนไข้ที่จะต้องกลับบ้าน แต่หากมีเหตุฉุกเฉินขึ้นมาจริงๆ ก็วุ่นวายกันจนแทบลืมหายใจหายคอ บางครั้งถึงกับลืมเวลาออกเวรฯ ด้วยซ้ำไป

เสียงปิดเปิดประตูทำให้ปีย์วราที่นั่งทำงานอยู่หันไปมอง นายแพทย์ ภูวนัย วิภาสตานนท์ ศัลยแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมเดินก้มหน้าเข้ามาในห้องกระจกเงียบๆ  คิ้วบางขมวดเข้าหากันมากขึ้น...ที่นี่คือวอร์ดในของแผนกอายุรกรรม ไม่ได้มีผู้ป่วยศัลยกรรมมาฝากนอนพักรักษาตัวสักคน แล้วนายแพทย์ภูวนัยมาที่นี่ทำไม

หญิงสาวลุกขึ้นจากเก้าอี้ที่นั่งอยู่ แล้วทักนายแพทย์หนุ่มใหญ่ขวัญใจของพยาบาลสาวๆ ครึ่งโรงพยาบาล “คุณหมอ”

ภูวนัยทำงานอยู่ในโรงพยาบาลที่ประเทศอังกฤษหลายปี จนกระทั่งเมื่อต้นปีถึงได้เดินทางกลับมาทำงานที่นี่อีกครั้ง หลังจากที่เคยทำตอนจบใหม่ ก่อนไปเรียนต่อและทำงานที่อังกฤษ หลายๆ คนเล่าว่าที่ภูวนัยกลับเมืองไทยก็เพราะภรรยาชาวอังกฤษของเขาเสียชีวิตลง เธอเองคยเห็นหน้าค่าตาภูวนัยนับครั้งได้ เพราะเวลาทำงานแตกต่างกัน

แพทย์หนุ่มใหญ่เงยหน้าขึ้นมามองพยาบาลสาวที่ยืนอยู่ตรงหน้าด้วยสีหน้างงๆ ก่อนจะยกมือสางผมที่ดูยุ่งอยู่แล้วให้ยุ่งมากขึ้นไปอีก “ขอโทษ ผมนึกว่าผมมาชั้นศัลยกรรม”

ปีย์วราอึ้งไปนิดเมื่ออีกฝ่ายสารภาพว่ามาผิดชั้น

“คุณหมออยากจะรับกาแฟสักแก้วไหมคะ” ที่ถามออกไปก็เพราะท่าทางของภูวนัยดูงงๆ เพลียๆ จึงอดไม่ได้ที่จะชักชวนให้เขาได้พักสักนิด

นายแพทย์หนุ่มใหญ่ยืนนิ่งไปพักหนึ่งก่อนจะพยักหน้ารับ

“ครับ ดีครับ” เขาบอกก่อนจะลากเก้าอี้ตัวที่ใกล้ที่สุดมานั่ง

แก้วกาแฟถูกวางอยู่อย่างนั้นมาพักหนึ่งแล้ว ปีย์วราไม่เห็นว่าภูวนัยจะยกมันขึ้นมาดื่มสักที จนหญิงสาวอดทนนั่งเงียบๆ ต่อไปอีกไม่ไหวเพราะมันอึดอัดเหลือจะกล่าวเมื่อต้องนั่งทำงานโดยมีนายแพทย์ใหญ่มานั่งเงียบๆ อยู่ไม่ไกลแบบนี้

“คุณหมอคะ”

ภูวนัยเงยหน้าขึ้นมามองปีย์วราแล้วทำตาปริบๆ หน้าตาเหลอหรา เหมือนลืมไปว่ามีเธอนั่งอยู่ในห้องนี้อีกคน

“กาแฟเย็นหมดแล้วค่ะ” เธอเตือน

ดูเหมือนว่าภูวนัยเพิ่งจะนึกออกเขาหยิบกาแฟขึ้นมาจิบ ก่อนจะดื่มจนหมดในคราวเดียว แล้ววางลงไปที่เดิมอีกหน ก่อนจะนั่งก้มหน้าเงียบๆ อีกครั้ง

ปีย์วราถอนใจออกมาเบาๆ คิดว่าภูวนัยคงมีอะไรในใจ เธอเลยทำเป็นไม่สนใจทำงานของตนเองต่อไปเรื่อยๆ แม้ใจจะอึดอัดกับบรรยากาศแบบนี้ก็ตามที จนกระทั่งเวลาผ่านไปพักใหญ่ อยู่ๆ เสียงนุ่มทุ้มของนายแพทย์หนุ่มใหญ่ก็ดังขึ้นมา

“ผมเพิ่งเสียคนไข้ไปในห้องผ่าตัด เด็กอายุไม่ถึงสิบขวบเลยด้วยซ้ำ”

หญิงสาวเข้าใจทันทีว่าอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้ภูวนัยนิ่งไปแบบนี้ “คุณหมอทำดีที่สุดแล้วค่ะ”

“คุณไม่เข้าใจ แม่เด็กพาเด็กขี่มอเตอร์ไซค์ย้อนศร แถมหมวกกันน็อก หรือเครื่องป้องกันอะไรสักอย่างก็ไม่มี ทั้งๆ ที่เรื่องนี้คนเป็นพ่อเป็นแม่ต้องรู้ดี เข้าใจดี มันป้องกันได้ แต่ทำไมไม่ทำกัน...” ภูวนัยพูดยาว ความรู้สึกตอนนี้ทั้งขมขื่นทั้งโมโห เพราะเด็กที่เพิ่งเสียไปอายุรุ่นราวคราวเดียวกับลูกชายของเขา

ปีย์วรานิ่งเงียบ ภูวนัยแค่ต้องการระบาย เขาไม่ต้องการความเห็นหรือการโต้แย้งใดๆ หญิงสาวนั่งมองนายแพทย์ใหญ่อย่างเข้าใจ และเหมือนเขาจะรู้ตัวว่ากำลังพูดอยู่คนเดียว จึงเงยหน้าขึ้นมาสบตาเธอ

“ขอบคุณคุณมากนะที่ยอมรับฟังคำบ่นบ้าบอจากผม ผมคงมากวนการทำงานของคุณสินะ” นายแพทย์ใหญ่ลุกขึ้นยืนอย่างเก้อๆ “ขอบคุณสำหรับกาแฟด้วยครับ มันรสชาติดีมาก”

“ค่ะหมอ”

“ผมไปก่อนดีกว่า” เขาพูดจบก็เดินออกไปจากห้องเงียบๆ เหมือนตอนที่เข้ามาไม่มีผิด

ปีย์วราถอนใจเบาๆ  รู้สึกดีเหลือเกินที่ได้รู้ว่ายังมีหมอดีๆ แบบนี้อยู่อีกคน

 




[1] Nurse Note  คือบันทึกของพยาบาลที่บันทึกอาการของผู้ป่วยใน ว่ามีอาการเช่นไร ได้ให้การพยาบาลอย่างไร และผลเป็นอย่างไร

[2] ระบบการเข้าเวรในโรงพยาบาลรัฐส่วนใหญ่อาจจะแบ่งออกเป็น เวรเช้า 8.00-16.00 น. เวรบ่าย 16.00-24.00 น.  เวรดึก 24.00-8.00 น. แต่ในโรงพยาบาลเอกชนจะเข้าเวรในระบบ Day-Night เวร Day 7.00-19.00 น. เวร Night 19.00-7.00 น.

[3] ราวนด์วอร์ดก็คือ การเดินดูคนไข้ที่หอผู้ป่วย ไล่ไปทีละเตียง บางครั้งอาจใช้คำว่า "ราวด์เช้า" กรณีเป็นช่วงเช้า



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 110 ครั้ง

2,347 ความคิดเห็น

  1. #2346 jeabnoy (@jeabnoy) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2560 / 19:30
    อยากได้หนังสือค่ะ
    #2346
    0
  2. #2340 ณัชพล / supawit (@supawit-1234) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 28 มีนาคม 2560 / 16:46
    เย้! ดีใจจังเลยย
    #2340
    0
  3. #2338 Wiyada Boonmana (@wiyada1850) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 28 มีนาคม 2560 / 07:03
    E-book ออกรึยังค่ะ
    #2338
    0
  4. #2242 joy5538 (@phensri) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 4 มีนาคม 2560 / 14:54
    รับทราบค้า
    #2242
    0
  5. #1763 นีน่า (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2560 / 10:34
    กลัวว่าจะเป็นเพื่อนรักหักเหลี่ยนโหดจริงๆ
    #1763
    0
  6. #924 ooiidd4 (@ooiidd4) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 30 ธันวาคม 2559 / 02:42
    สงสารนางเอก
    #924
    0
  7. #624 aGirlInBigWorld (@aGirlInBigWorld) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 14 ธันวาคม 2559 / 17:27
    พ่อพายก่อเรื่องไว้ใช่ไหมเนี้ยย
    #624
    0
  8. #84 Buasira (@siralin) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 31 ตุลาคม 2559 / 15:31
    ดูแนวโน้มแล้ว ท่าทางจะรันทด แค่นี้ก็เริ่มสงสารปรีย์วราแล้ว กลัวจะบีบคั้นหัวใจ อยาก load ebook แล้วค่ะ pleaseeeee
    #84
    0
  9. #65 maithaina (@maithaina) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 27 ตุลาคม 2559 / 09:34
    อดีตน่าจะรันทดแรง ทั้งกรีดข้อมือ ท้องไม่มีพ่อ แล้วจะเจอไรอีกเนี๊ยะ หมอใหญ่น่าจะเล็งปรีย์ไว้นะดูท่า ของโหลด Meb เถอะน่ะไม่อยากลุ้นนาน
    #65
    0
  10. #61 พิริสา (@pirisa_linn) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 26 ตุลาคม 2559 / 21:53
    เปะปัง ... มโนว่าเป็นหนูปีย์ได้อยู่ อาชีพเดียวกัน .. ที่สำคัญ มักเป็นผู้หญิงกลางคืนเหมือนกันด้วย นั่นก็คือชอบเวรดึก เพราะมันไม่วุ่นวาย เย้!
    #61
    0
  11. #60 pimpim (@pimpimwall) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 26 ตุลาคม 2559 / 21:45
    สงสัยหมอคงช๊อคอยู่
    #60
    0
  12. #58 paesunflowerpn (@paesunflowerpn) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 26 ตุลาคม 2559 / 11:44
    เรื่องนี้บีบหัวใจที่สุดเลยค่ะสงสารปีย์
    #58
    0
  13. #57 แกงจืดต้มยำ (@naruwann) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 26 ตุลาคม 2559 / 08:26
    รออยู่นะ คิดถึงจริงๆ
    #57
    0
  14. #56 fsn (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 26 ตุลาคม 2559 / 00:08
    นายทหารไทย หล่อโฮก แต่สโลแกน โหดเจงๆ ท่าน
    #56
    0
  15. #55 DEVIL_DREAM (@i-m-winsome) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 25 ตุลาคม 2559 / 23:18
    อ่านตอนแรกไป แต่อยากให้ออกมาเป็นเล่มแล้วตอนนี้
    #55
    0
  16. #54 เดือนเสี้ยว (@siriwan) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 25 ตุลาคม 2559 / 13:29
    แทบจะรอมาเป็นเล่มไม่ไหวกันเลยทีเดียวเชียว  


    ลูกทัพอากาศขาดรักจริงๆ  ไปขี่เครื่องบินกับพี่อาวหมายยยยยยยยยยย55555
      

    madamkuk
    #54
    0
  17. #53 o_otum (@katum_1234) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 25 ตุลาคม 2559 / 00:30
    กับเกี่ยวข้อง "กลับ"
    #53
    0
  18. #52 goszyboong (@goszy) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 24 ตุลาคม 2559 / 23:00
    รอตอนต่อไปจ้า
    #52
    0
  19. #50 Natwa_ann (@Natwa_ann) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 24 ตุลาคม 2559 / 22:33
    ปวิม เคลียร์ด่วนจร้า
    #50
    0
  20. #48 eross2 (@Eross) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 24 ตุลาคม 2559 / 20:13
    แค่บทแรกก็จุกแล้วค่ะ สงสารปีย์วราอ่ะ อิพายมาเคลียร์ด่วนค่ะ
    #48
    0
  21. #47 Buraka (@buraka) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 24 ตุลาคม 2559 / 19:18
    น่าสงสาร
    #47
    0
  22. #46 pimpim (@pimpimwall) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2559 / 20:17
    รอเรื่องราวแต่หนหลังต่อคะ
    #46
    0
  23. #45 ผ่องจ้า (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2559 / 20:05
    รอได้ แต่อย่านานนะคะ คิดถึง
    #45
    0
  24. #42 ์ืNippy (@Thannaree499) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 22 ตุลาคม 2559 / 19:25
    มาม่าชามโตเลยอ่ะไรท์ 
    #42
    0
  25. #41 Baekhyunparkchan (@Baekhyunparkchan) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 22 ตุลาคม 2559 / 18:58
    เริ่มเรื่องก็น่าลุ้นแล้วค่ะ รออ่านคะ
    #41
    0