เพลงเหมันต์.

ตอนที่ 7 : บทที่6---100% ฉบับตีพิมพ์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3927
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 34 ครั้ง
    12 ส.ค. 58


รูปสวย น่ารัก glitter emoticon www.yenta4.com

 

บทที่ 6

 

      

พิจิกาก้าวลงจากรถมายืนแหงนหน้ามองบ้านไม้หลังใหญ่ตรงหน้า ลืมอาการเวียนหัวที่น่าจะเกิดจากการเมารถไปทันที ดีว่าเธอได้รับคำเตือนมาแล้วจึงพอดูแลตนเองได้

คำว่า สวยจนเกินตะลึง นั้นไม่ผิดนัก เมื่อพิจิกามองเห็นรีสอร์ตของเหมันต์ บ้านไม้สนทั้งหลังแบบในนิตยสารบ้านต่างประเทศตอนนี้ตั้งอยู่ตรงหน้าเธอแล้ว บ้านสไตล์ Log home เป็นบ้านที่ทำจากไม้ซุงเป็นท่อนๆ มาบากประกบกันตามมุมต่างๆ และยึดเข้าด้วยกันเป็นไม้สนท่อนใหญ่เรียงซ้อนกันดูความแข็งแรงมาก

        นี่มันคือบ้านในฝันชัดๆ หญิงสาวเหลียวไปมองทัศนียภาพรอบตัว เธอไม่เคยคิดว่ารีสอร์ตของเหมันต์จะกว้างและใหญ่ขนาดนี้ ดูคร่าวๆ ด้วยสายตาก็กินเนื้อที่ไปครึ่งเขา ไกลออกไปเธอเห็น Log Cabin เป็นบ้านพักหลังเล็กๆ สร้างลดหลั่นกันไปตามสันเขาแบบ Cowboy style มีต้นสนที่ดูก็รู้ว่าปลูกใหม่ แต่ละต้นสูงไม่เกินหลังคาเคบิน บรรยากาศจะสงบและร่มรื่นแฝงไว้ด้วยบรรยากาศธรรมชาติ ห่างไกลจากตัวบ้านหลังนี้ไปลิบๆ จะมองเห็นตรงกลางหุบเขาที่ปลูกคั่นด้วยพืชไร่เมืองหนาวชนิดต่างๆ

       “สวยใช่ไหมล่ะ” วัสสานะเข้ามากระซิบถาม

       “ที่ดินที่ซื้อครั้งแรกคือตรงที่ปลูกเคบิน ตรงนั้นเคยเป็นไร่เลื่อนลอยและพื้นที่เสื่อมโทรม หลังๆก็เลยขอซื้อขยายไปเรื่อยจนตอนนี้หุบเขาตรงนี้เป็นของเราทั้งหมด ส่วนบ้านหลังนี้เพิ่งสร้างเสร็จเมื่อต้นปีนี้เอง”

       “สวยจังค่ะ” เธอหันไปส่งยิ้มยืนยันคำพูดของตนเองด้วยความชื่นชม เพราะระหว่างเส้นทางขึ้นเขาที่วกวน เธอเห็นแต่เขาหัวโล้นที่แทบไร้ต้นไม้ใหญ่ มีแต่ไร่เลื่อนลอยที่ปลูกแบบขั้นบันไดลดหลั่นเป็นชั้นๆ รวมถึง  รีสอร์ตอีกหลายแห่งที่ผ่านตามา แต่ไม่มีที่ไหนสวยเท่าที่นี่เลยสักแห่ง...

       “เข้าบ้านก่อนเถอะ มากันเหนื่อยๆ” เหมันต์ชักชวนเมื่อเห็นสองสาวดูชื่นชมกับธรรมชาติและทิวทัศน์รอบตัวจนลืมความเหนื่อยล้าที่บ่นมาตลอดทาง โดยเฉพาะตอนขึ้นเขา วัสสานะที่ทำเป็นนอนหลับตาเพื่อไม่ให้เกิดอาการเมารถยังร้องครางเป็นแมวป่วยเลย

       “สวัสดีค่ะคุณหมอก” เสียงหวานที่ไม่คุ้นหูดังขึ้นด้านหลัง ทำให้วัสสานะและพิจิกาต้องเหลียวหันมามอง หญิงสาวหน้าตาหมดจดมัดมวยผมแบบง่ายไว้กลางกระหม่อม แต่งตัวด้วยเสื้อม่อฮ่อมเข้ารูปสีครามมีลวดลายสีขาวจางๆ บนตัวเสื้อ และกางเกงยีนเข้ารูปอวดทรวดทรงคนใส่

“ปอย เพลง มารู้จักคุณนุ่น รมิตราเสียสิ เธอเป็นผู้จัดการรีสอร์ตคนใหม่ของเรา”

วัสสานะที่ยืนมองอยู่ด้วยความสงสัยรีบเอ่ยถามแทรกขึ้นทันทีเมื่อรู้ว่าผู้มาใหม่ทำงานในตำแหน่งอะไร “อ้าวแล้วนายตะวันอะไรนั่นล่ะคะ   ไล่ออกไปแล้วหรือไง”

“ตะวัน พ่อให้เขาดูแลไร่ของเราเต็มตัว เพราะตอนนี้พ่อขยายไร่ของเราออกไปและเพิ่งเปิดร้านค้ารับซื้อผลผลิตของชาวเขาแถวนี้มาจำหน่าย...” เหมันต์ยังพูดไม่ทันจบเมื่อมีรถมอเตอร์ไซค์ ATV แล่นตรงเข้ามา

พิจิกาเห็นหน้าคนขี่ ATV ไม่ชัดเนื่องจากเขาใส่หมวกสานคุมหน้ามากกว่าครึ่ง ส่วนวัสสานะเดินหลบเข้ายืนชิดเพื่อนสาวของตนทันทีเมื่อเห็นชัดๆ ว่าคือใคร

“อ้าว มาพอดี กำลังจะถามหาอยู่เลย ตายยากน่าดูนะตะวัน”

“นายหมอกก็แช่งผมจัง” ชายหนุ่มสูงร่างสูงแต่ไม่ล่ำสันเท่าเหมันต์ก้าวลงมาจากรถมอเตอร์ไซค์

“ยายปอยเขาถามหา ยังไม่ทันตอบ นายก็มาพอดี”

ตะวันทำสีหน้าแปลกใจทันทีเมื่อได้ยินว่าใครถามหาเขา “สวัสดีครับคุณปอย ถามหาผมมีอะไรให้ผมรับใช้หรือครับ”

“มะ...ไม่ได้ถามหา ก็เห็นว่ามีผู้จัดการใหม่เลยนึกว่าโดนไล่ออกไปเสียแล้ว”

       “ผมไม่ไปไหนง่ายๆ หรอกครับ งานสบายเงินดีขนาดนี้หาไม่ได้ง่ายๆ คุณปอยสบายดีนะครับ ไม่มาตั้งปี ผมละคิดถึง” ตะวันส่งยิ้มทะเล้นให้หญิงสาว เขารู้ดีว่าวัสสานะไม่ชอบเขา เจอกันทีไรไม่เขากวนไป เธอก็จะยวนมา ชายหนุ่มเหลือบตาไปที่หญิงสาวหน้าหวานที่ยืนเคียงข้างวัสสานะอย่างสนใจ “สวัสดีครับ”

       “สะ...สวัสดีค่ะ” พิจิกายกมือไหว้ตะวัน เมื่อเห็นเขาดูมีอายุมากกว่าเธอ

       “นี่เพลง” น้ำเสียงนุ่มๆ ของเหมันต์เอ่ยขึ้น ทำให้ตะวันเลิกคิ้วขึ้นทันที เพราะน้อยครั้งที่เจ้านายของเขาจะใช้น้ำเสียงแบบนี้กับใคร

“สาวๆ มากันเหนื่อยๆ พ่อว่าเข้าไปพักในบ้านก่อนดีกว่าไหม...คุณนุ่น เดี๋ยวช่วยพาปอยกับเพลงไปที่ห้องที”

“อ้าว แล้วพ่อหมอกล่ะคะ” วัสสานะถามไว เมื่อเห็นเหมันต์ทำท่าจะเดินออกไปพร้อมตะวัน

“พ่อจะไปตรวจงาน ไปกันตะวัน” หนุ่มใหญ่ตบไหล่ลูกน้องของตนแล้วเดินออกไปพร้อมกันทันที

“คุณอาไม่เหนื่อยหรือไงปอย ขับรถมาตั้งแต่เช้า” พิจิกามองตามร่างสูงไปจนลับตา ก่อนจะเดินแกมวิ่งตามเพื่อนสาวเข้าไปในบ้าน

“คุณหมอกเธอก็เป็นแบบนี้แหละค่ะ ห่วงงาน ยิ่งทิ้งงานไปช่วงนี้ก็คงจะห่วงมากหน่อย” แต่คนที่ตอบกลับมาคือรมิตรา แทนที่จะเป็นวัสสานะ พิจิกาเลยหน้าเจื่อนไป

“แสดงว่าคนที่ทำงานกับพ่อหมอกเนี่ยไม่ได้แบ่งเบาภาระเลย แบบนั้นใช่ไหมคะคุณนุ่น” วัสสานะหันมาจูงแขนเพื่อนรักดึงให้มาเดินอยู่ข้างตัว

รมิตราหน้าตึงขึ้นมาทันที “ไม่ใช่แบบนั้นหรอกนะคะ ถึงดิฉันจะเข้ามาทำงานเพียงไม่กี่เดือน แต่ก็พอจะทราบว่าพนักงานทุกคนทำงานเต็มที่เพื่อรีสอร์ตอิงคีรีแน่นอนค่ะ”

“แบบนั้นปอยก็จะได้เบาใจหน่อย แต่อย่างว่านะคะ คนเป็นเจ้าของอย่างเราก็ต้องห่วงเป็นธรรมดา”

“คงจะจริงค่ะ” รมิตราเปิดประตูห้องพักสองห้องซึ่งอยู่ตรงกันข้ามกัน “ตรงนี้เรียบร้อยแล้ว ดิฉันของตัวไปดูแลงานอื่นๆ ที่สำคัญต่อนะคะ”

“เชิญค่ะ” วัสสานะส่งยิ้มหวานให้ผู้จัดการสาวคนใหม่ จับมือ      พิจิกาจูงเดินเข้าห้องไปด้วยมาดนางพญาพร้อมทั้งปิดประตูห้องใส่หน้าของอีกฝ่ายราวกับคนไม่มีมารยาท

“ทำแบบนั้นไม่น่ารักสักนิด” พิจิกาเปิดฉากดุเพื่อนทันที

“แหม ก็มันอดไม่ได้เพลงก็เห็น...ขอตัวไปดูแลงานอื่นที่สำคัญต่อนะคะ” วัสสานะบีบเสียงเล็กทวนคำพูดของรมิตรา “มาตั้งท่าเชิดหน้าใส่แบบนั้นหมายความว่าไง ตัวเป็นลูกจ้างเขานะ แล้วแบบนี้ริจะเป็นผู้จัดการรีสอร์ต งานบริการมันต้องยิ้มแย้มแจ่มใส เซอร์วิสมายด์น่ะรู้จักไหม        จะเกลียดใครรักใครจะแสดงออกไม่ได้”

“นี่ถ้าอาจารย์มาได้ยินคงปลื้มใจน่าดูที่ปอยจำที่ท่านสอนได้ ว่าแต่ทำไมคิดแบบนั้นล่ะ”

“เพลงอะ เราเรียนมนุษย์ศาสตร์มานะ เรียนรู้เกี่ยวกับศักยภาพด้านต่างๆ ของมนุษย์ ตั้งแต่ภาษา การสื่อสาร การเข้าใจจิตใจและการกระทำของมนุษย์ แค่ลักษณะท่าทางแบบนี้มีรึปอยจะตีความไม่ออก”

“แต่เพลงว่าปอยก็ไม่ควรพูดจาแบบนั้นใส่คุณนุ่นเธอนะ ดูแล้วอายุน่าจะมากกว่าเรา”

“หยุดบ่นเลยแม่คุณ” วัสสานะเดินไปล้มตัวนอนบนเตียงกว้าง “ปอยขอนอนพักเดี๋ยวดีกว่า ขึ้นเขามาเมื่อครู่ยังเวียนหัวไม่หาย”

“อืม เพลงก็ว่าจะงีบเหมือนกัน งั้นเพลงไปที่ห้องก่อนนะ” พิจิกาเห็นวัสสานะยกมือโบกแต่ยังนอนหลับตานิ่ง เมื่อเดินออกมานอกห้องที่วัสสานะนอนอยู่ก็พบว่ากระเป๋าเสื้อผ้าทั้งของวัสสานะและของเธอถูกนำมาวางไว้บริเวณหน้าห้องเรียบร้อย หญิงสาวจัดการยกกระเป๋าของวัสสานะเข้าไปในห้องให้เพื่อน และกลับมาจัดการกระเป๋าเสื้อผ้าใบเล็กกว่าของเธอเข้าสู่ห้องที่อยู่ตรงกันข้าม

 

ห้องของพิจิกาไม่ได้ต่างไปจากห้องที่วัสสานะพักเท่าไหร่ เตียงใหญ่ทำจากไม้สนลักษณะเป็นท่อนเช่นเดียวกับตัวบ้านจะแตกต่างกันเฉพาะขนาดของท่อนไม้เท่านั้น เฟอร์นิเจอร์ทุกอย่างในห้องทำจากไม้สนเนื้อดีราวกับถอดแบบบ้านไม้ในนิตยสารออกมา ไม้สนท่อนขนาดนี้ที่ไทยไม่มีเด็ดขาดต้องนำเข้ามาอย่างเดียว ‘มีเงินเสียอย่างเนรมิตได้ทุกสิ่ง’ เลยทำให้นึกถึงบ้านของตนเองที่ปล่อยให้เช่าอยู่ กลับไปจากที่นี่เธออาจจะประกาศขายเพื่อใช้เป็นทุนในการตั้งต้นชีวิตใหม่ อาจจะเป็นคอนโดมิเนียมแถวชานเมืองเล็กๆ สักห้องหรือทาวเฮาส์ที่พอผ่อนไหว หญิงสาวก็รู้สึกอ้างว้างขึ้นมาเมื่อนึกถึงวันที่เธอจะต้องก้าวออกจากบ้านของเพื่อนรักไป รอยยิ้มและความอบอุ่นที่ได้รับในห้วงเวลาสั้นๆ ทำให้เธอรู้สึกอาลัยอาวรณ์ถ้าวันนั้นต้องมาถึงจริงๆ

 

หลังจากอาบน้ำอาบท่าจนรู้สึกสบายตัว หญิงสาวเลือกเสื้อเชิ้ตเนื้อหนามาสวมเมื่อรู้สึกว่าอากาศเย็นลง ตอนนี้สี่เกือบห้าโมงเย็น ถ้าเป็นฤดูร้อนก็คงยังมีแสงแดดร่ำไรส่องอยู่ แต่ช่วงนี้กำลังย่างเข้าสู่ต้นฤดูหนาว พระอาทิตย์ลาลับตรงสันเขาไวกว่าปกติ เธอมายืนชมทิวทัศน์และบรรยากาศสวยงามอยู่ที่ระเบียงบ้าน แสงไฟดวงเล็กๆ ส่องสว่างมาจากจุดที่ตั้งเคบินที่ให้นักท่องเที่ยวมาเช่าพักอาศัย กลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกไม้นานาพรรณเริ่มส่งกลิ่นกำจร พิจิกาไม่รู้ว่ายืนอยู่นานเท่าไหร่ แต่พอรู้สึกตัวก็รู้สึกเย็นนิดๆ ที่ผิวนอกร่มผ้า เมื่อก่อนนี้จำได้ว่าพออากาศเย็นลงเธอจะบ่นว่าหนาว แม่จะตีเธอดังเผียะแล้วก็จะพูดว่าเป็นสาวเป็นนาง อย่าพูดคำว่าหนาว เพราะถ้าเอาไปพูดกับผู้ชายแบบนั้นก็แสดงว่าเรานั้นให้ท่าเขา   ดังคำที่ว่าหนาวเนื้อห่มเนื้อถึงหายหนาว

 ขณะที่กำลังกอดตัวเองเหม่อมองออกไปสุดสายตากับความทรงจำที่มีในหัว มารู้สึกตัวอีกครั้งเมื่อมีแจ็กเกตหนังคุ้นตามาคลุมให้ที่บ่ามือใหญ่เหมือนจะวางค้างอยู่บนบ่าของเธอเพียงครู่ ก็จะปล่อยละไล่ลงไปตามแผ่นหลังทิ้งรอยสัมผัสให้ได้รู้สึก หญิงสาวเหลียวหันกลับมามองทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าเขาคือใคร

“ทำไมไม่หาเสื้อหนาๆ มาใส่ ไม่คุ้นกับอากาศเย็นๆ เดี๋ยวจะไม่สบายเอา” น้ำเสียงอบอุ่นเช่นเดียวกับเสื้อที่คลุมให้ความอบอุ่นเธออยู่    มันแสดงน้ำใจและความใส่ใจให้ได้รู้สึก

“ไม่คิดว่าอากาศจะเย็นลงเร็วขนาดนี้ค่ะ” เธอเมินหน้าหนีไม่กล้าสบตากับชายหนุ่มได้เพราะกลัวว่าสายตาของเธออาจเผยสิ่งที่แอบซ่อนอยู่ “ที่นี่สวยเหลือเกินนะคะ สวยจนเพลงลืมเวลา”

“เหมือนผม ครั้งแรกที่ผมมาที่นี่ผมแทบไม่อยากกลับไปผจญกับความวุ่นวายในเมืองอีกเลย และดีใจที่เพลงก็คิดเหมือนกัน”

เธอเหลือบตามองร่างสูงที่เข้ามายืนเคียงอยู่ข้างๆ “คุณอาโชคดีเหลือเกินค่ะที่ได้มาอยู่ในสถานที่แบบนี้”

“เพลงเองก็อยู่ได้นะ ถ้าต้องการ...”

น้ำเสียงนุ่มเบาของเขามันแทบทำให้เธอคิดเตลิดไปไกล แต่ความเป็นจริงกับความฝันมันต่างกันไกลเหลือเกิน หญิงสาวยืนนิ่งมองเหม่อออกไกลพยายามไม่คิดเฟ้อฝันตามที่ใจต้องการ

เหมันต์ชายตามองเสี้ยวหน้าหวาน แม้บนตัวของเขาจะไม่มีเสื้อกันหนาวให้ความอบอุ่น แต่ตอนนี้ในใจของเขากับอุ่นซ่านอย่างประหลาดเมื่อมีหญิงสาวมายืนอยู่ข้างกาย เขาจะบอกอย่างไรให้เธอได้รู้ความในใจ เวลาสั้นๆ ไม่ถึงเดือนเธอจะมองว่ามันตลกไปไหม ที่ใครบางคนจะตกหลุมรักใครอีกคนจนแทบทนไม่ไหว อีกอย่างอายุขนาดเขาสามสิบปลายๆ เธอจะมองว่าเขาแก่เกินไปหรือเปล่า

“เพลง...”

“คุณหมอกคะ ดิฉันตั้งโต๊ะเรียบร้อยแล้วค่ะ” เสียงที่ดังแทรกขึ้นมาเรียกความสนใจจากคนทั้งคู่ได้ทันที

ถ้ารมิตราไม่มาเรียกแทรกขึ้นมาแบบนั้น เหมันต์ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเขาจะกล้าพูดสิ่งที่อยู่ในใจออกไปหรือไม่...

“เข้าข้างในเถอะ น้ำค้างลงแล้ว” ชายหนุ่มแตะเบาๆ ที่แผ่นหลังของพิจิกา พอเห็นว่าหญิงสาวจะขยับถอดเสื้อคืนให้ เขารีบส่ายหน้าไว “ผมให้ยืม เสื้อตัวนี้หนังดีเนื้อนิ่ม บุขนแกะอย่างดี ใส่แล้วอุ่น”

“ขอบคุณค่ะ” เธอขยับเสื้อให้กระชับเขากับตัว อบอุ่นที่กายไม่เท่าอบอุ่นที่ใจ

รมิตราเม้มริมฝีปากของตนเอง เมื่อเห็นสายตาของเหมันต์มองไปที่พิจิกา สายตาของเจ้านายหนุ่มทำให้เธอเพิ่มความรู้สึกไม่ชอบใจในตัวหญิงสาวทั้งสองคนเพิ่มเป็นทวีคูณ หญิงสาวทั้งสองคนรุ่นราวคราวเดียวกับเธอแท้ๆ แต่ชีวิตต่างกันราวฟ้ากับเหว รมิตราทั้งรู้สึกอิจฉาและริษยาในความโชคดีของทั้งสองที่เกิดมาบนกองเงินกองทอง ชีวิตคงไม่รู้จักกับคำว่าลำบากแต่กับเธอ ชีวิตมันไม่ง่ายเอาเสียเลย รมิตราไม่เคยได้อะไรมาง่ายๆ ที่มีมาได้ถึงทุกวันนี้ต้องแลกมาด้วยความลำบากตั้งแต่เด็กๆ เธอไม่เคยมีเงินไปซื้อขนมที่โรงเรียนเหมือนเด็กคนอื่น ตกเย็นไม่เคยได้นอนดูการ์ตูนดั่งคนวัยเดียวกัน มือของเธอทั้งหยาบทั้งกร้านเพราะต้องรับจ้างทำงานไปเรื่อยตั้งแต่เด็กยันโต กว่าจะกัดฟันหาเงินเรียนจนจบสถาบัน   ราชภัฏในตัวจังหวัดได้ เลือดตาก็แทบกระเด็น

แล้วพอเธอได้มาเจอกับเหมันต์ ก็นึกว่าฟ้าเห็นใจและเมตตาเธอให้ได้พบกับจุดหมายในชีวิต เขาคือชายที่เพียบพร้อมเกินกว่าที่เธอจะจินตนาการว่ามีจริงและถึงแม้เขาจะแต่งงานแล้วก็ไม่ใช่ปัญหา เพราะดูเหมือนเมียของชายหนุ่มจะชอบใช้ชีวิตที่กรุงเทพมากกว่า แต่เรื่องก็คงไม่ง่ายดั่งที่เธอวาดฝันเอาไว้เสียแล้ว เมื่อตอนนี้ศัตรูหัวใจของเธอได้ปรากฏกายขึ้นมาอย่างไม่คาดฝัน ยิ่งเห็นเสื้อตัวเก่งที่ชายหนุ่มสวมใส่เป็นประจำไปอยู่บนร่างกายของพิจิกา ความไม่พอใจก็เหมือนจะพุ่งขึ้นจนอยากจะเดินเข้าไปกระชากเสื้อตัวนั้นออกมา

“มากันพร้อมแล้วหรือคุณนุ่น”

“เกือบครบแล้วคะ ขาดก็แต่คุณปอย” เธอบอกเสียงเย็น พยายามนับหนึ่งถึงสิบในใจ หลายเดือนที่เธอเข้ามาทำงานที่นี่ ทุกสิ่งทุกอย่างดีงามเข้าที่เข้าทางจนกระทั่งวันนี้ รมิตรามองไปที่ตะวัน ชายหนุ่มที่มีพื้นเพไม่ต่างจากเธอสักเท่าไหร่ วันนี้ดูเขาร่าเริงหัวเราะอารมณ์ดีมากกว่าปกติ ซึ่งก็เดาไม่อยากว่าคงจะมีสาเหตุมาจากแม่คุณหนูทั้งสองที่มาจากกรุงเทพฯ แน่ๆ

 

บนโต๊ะอาหารเหมันต์นั่งอยู่ที่หัวโต๊ะ ขวามือคือวัสสานะและ พิจิกาส่วนฝั่งซ้ายก็มีตะวันและรมิตรานั่งอยู่

“ผักจากไร่ที่เรารับซื้อมาทั้งนั้น อร่อยไหม ส่วนจานนี้ยกให้เราคนเดียวไปเลย ตะวันเขาไปเดินหามาให้เมื่อเย็นเห็นว่าชอบ” เหมันต์ตักกะหล่ำปลีผัดน้ำปลาใส่จานให้วัสสานะ

คนที่กำลังเจริญอาหารเคี้ยวตุ้ยๆ ชะงักมือ เหลือบตาขึ้นไปมองชายหนุ่มที่นั่งอยู่ฝั่งตรงกันข้ามอย่างประหลาดใจ แต่อีกฝ่ายกับหลบตาตักเห็ดเข็มทองผัดน้ำมันหอยใส่จานข้าวของตนทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้

“ตอนนี้ไม่ค่อยชอบแล้วค่ะ” วัสสานะรีบปฏิเสธทันที แม้ว่าความเป็นจริงจะกินผัดกะหล่ำปลีไปมากกว่าครึ่งจานแล้วก็ตาม

“อ้าว ก่อนมาก็เห็นอยากกินทุกวัน แถมเมื่อครู่ก็เห็นตักแต่จานนี้” พิจิกาท้วง

“อิ่มแล้วไง เบื่อแล้วไง”

“สาวๆ กรุงเทพฯ นี่เขาเบื่ออะไรกันง่ายนะครับ” ตะวันมองจานกะหล่ำปลีที่เหลือมากกว่าครึ่งอย่างเสียความรู้สึก เขาหรืออุตส่าห์ออกไปเดินหามาให้ แต่กลับถูกเมินเสียอย่างนั้น

ไงล่ะแก ไม่เจียมตัว’ เขาเยาะตัวเองในใจ

“เบื่อเป็นบางอย่างค่ะ ไม่ได้เบื่อทุกอย่าง” วัสสานะรีบสวนกลับไว ระหว่างที่จ้องตากับตะวันอย่างไม่มีใครยอมใคร

พิจิกามองปฏิกิริยาของเพื่ออย่างแปลกใจ แอบสงสัยอยู่ในใจว่าเพราะเหตุใดวัสสานะถึงตั้งป้อมกับตะวันตั้งแต่ก่อนจะเดินทางมาที่นี่เสียอีก ส่วนเหมันต์ก็ได้แต่ส่ายหน้า วัสสานะและตะวันเจอกันกี่ครั้งต่อกี่ครั้งก็ปะทะคารมกันได้ทุกครั้งไป และเขาก็รู้ว่าสุดท้ายคนที่จะยอมก็ไม่ใช่ใครนอกจากตะวัน ชายหนุ่มรวมช้อนส้อมเข้าหากัน

“คุณหมอกอิ่มแล้วหรือคะ” รมิตรารีบรวบช้อนตามทันที

“จะรับกาแฟเหมือนเดิมเลยไหมคะ เดี๋ยวนุ่นไปชงให้” เธอขยับตัวไว แต่ก็ต้องนั่งลงอีกครั้งเมื่อเสียงแจ๋วๆ ของวัสสานะขัดขึ้นมาเสียก่อน

“ให้เพลงชงดีกว่าค่ะคุณนุ่น แม่น้ำสอนเพลงชงกาแฟสูตรที่พ่อหมอกชอบมาแล้ว” วัสสานะส่งยิ้มเย็น นึกหมั่นไส้การเอาอกเอาใจของ   รมิตราที่มีต่อเหมันต์ ยิ่งพอหันมาเห็นสีหน้างงงวยของเพื่อนสาวที่ไม่ทันเกมของเธอก็ยิ่งขัดใจ

“สิจ๊ะ” หญิงสาววางมือลงบนแขนของเพื่อน และเบิกตาส่งสัญญาณให้พิจิกาให้เข้าใจ

“อะ...อ๋อ ได้จ้ะ” พิจิการีบเออออตามเพื่อน แม้จะช้าไปสักนิดแต่ก็ไม่ทำให้วัสสานะเสียหน้า

เหมันต์แทบหลุดขำออกมา สีหน้าของพิจิกาอ่านง่ายกว่าหนังสือหัดเรียน ก ไก่ เสียอีก และเขาก็ไม่เข้าใจว่าวัสสานะจะพูดดักคอรมิตราทำไม เพราะปกติรมิตราก็อาสาทำหน้าที่นี้มาตั้งแต่แรก

“ตามเอาไปให้ผมที่ห้องทำงานนะเพลง”

ทันทีที่เหมันต์เดินลับหายไป รมิตราที่ปกติจะกลับห้องพักของเธอหลังจากสามทุ่มของทุกวัน วันนี้หญิงสาวลุกขึ้นจากโต๊ะและเดินออกจากบ้านไปทันที ตอนนี้บนโต๊ะอาหารก็เหลือแต่เพียงวัสสานะและตะวันเท่านั้น

“พรุ่งนี้อยากไปเที่ยวที่ไหนครับ” ตะวันรีบเอ่ยถามเมื่อเห็นวัสสานะกำลังจะลุกจากโต๊ะไปอีกคน วัสสานะหันมาเลิกคิ้วอย่างแปลกใจไม่เข้าใจว่าตะวันจะถามไปทำไม “พรุ่งนี้ผมได้รับคำสั่งจากนายหมอกให้พาคุณทั้งสองคนไปเที่ยว”

วัสสานะเลือกที่จะไม่ตอบ แต่เดินเลี่ยงขึ้นไปชั้นสองของบ้าน ปล่อยให้คนที่ถามไม่ได้คำตอบไปเสียอย่างนั้น

 

หลังจากเคาะประตูแล้ว พิจิกาก็หมุนลูกบิดเปิดประตูเข้าไปในห้องทำงานของชายหนุ่ม เธอเห็นเขานั่งเอนหลังศีรษะหงายพิงพนักของเก้าอี้ ดวงตาที่ฉายแววอบอุ่นใจดีตอนนี้ปิดสนิท

เขาคงเหนื่อย’...เมื่อวานก็ขับรถจากเพชรบูรณ์เข้ากรุงเทพฯ วันนี้ก็ขับรถจากกรุงเทพฯ มาเพชรบูรณ์อีก แถมพอกลับมาถึงก็ออกไปตรวจงานต่อทันที เป็นเธอ...เธอก็คงหมดแรงไม่ต่างจากเขา ยิ่งพอเดินเข้าไปใกล้ๆ แล้วเห็นริ้วรอยของความเหนื่อยล้าบนใบหน้าของอีกฝ่ายก็ยิ่งเห็นใจอยากให้เขาได้พักผ่อน หญิงวางถาดใส่ถ้วยกาแฟลงบนโต๊ะอย่างแผ่วเบาไม่อยากส่งเสียงให้เขาสะดุ้งตื่นขึ้นมา คิดว่าหลังจากวางถาดกาแฟแล้วจะย่องออกไปให้เบาที่สุด

“เพลง”

เสียงเรียกเบาๆ ทำให้คนที่กำลังจะก้าวเดินชะงักเท้าก่อนจะหันกลับไปดูทางต้นเสียง เหมันต์ยังนั่งอยู่ที่เก่าและดวงตาก็หลับสนิทเหมือนเดิม แต่เธอไม่ได้หูฝาดแน่ๆ หญิงสาวหมุนตัวเดินเข้าไปหาชายที่นั่งหลับอยู่บนเก้าอี้ด้วยความสงสัย พลางก้มหน้าเข้าไปดูเสียใกล้ แต่เขาก็หลับตานิ่งไม่ไหวติงหญิงสาวลอบยิ้มขำตนเองเข้าใจว่าหูคงฝาดไปแน่ๆ   พิจิกายืดตัวขึ้นขยับหมุนตัวจะเดินออกจากห้องอีกครั้ง

“เพลง” เหมันต์ลืมตาขึ้น ฉวยจับข้อมือที่อยู่ไม่ไกลเอาไว้ ตอนแรกเขาไม่รู้หรอกว่าเธอมาอยู่ในห้อง จนกระทั่งได้กลิ่นหอมอ่อนๆ ตอนแรกก็นึกว่าคิดไปเอง แต่กลิ่นหอมก็ไม่ได้จางไปไหนเลยลืมตาขึ้นมาดูและเห็นหญิงสาวกำลังจะเดินห่างออกไป

“คุณอา” พิจิกามองข้อมือของตนที่เขาจับกระชับอยู่อย่างหวั่นใจ ยิ่งร่างสูงขยับลุกจากเก้าอี้และเดินเข้ามาใกล้ เธอถอยกรูดไปจนชนกับโต๊ะทำงานตัวใหญ่

“พะ...เพลงเอากาแฟมาให้ค่ะ แล้ว...แล้วเหมือนได้ยินเสียงคุณอาเรียกเลยเข้ามาดู” เธอละล่ำละลักอธิบายหน้าตาตื่น

“ใช่ ผมเรียกเพลง เรียกเสมอ” เขาสารภาพ ขยับเข้าใกล้ร่างบางมากขึ้น เสื้อของเขาตอนนี้ยังอยู่บนตัวของของพิจิกา และเขาก็รู้สึกอิจฉาเสื้อตัวนี้นักที่ได้ใกล้ชิดแนบสนิทกับหญิงสาว “มองหน้าผมสักนิดได้ไหม อย่าเอาแต่แต่หลบตา ผมมีบางอย่างอยากพูดกับเพลง”

“อะ..เอาไว้วันหลังได้ไหมคะ ป่านนี้ปอยคงห่วงที่เพลงหายเข้ามานาน”

“เพลงกำลังหนีผม”

“ไม่ได้หนีค่ะ แต่มันไม่เหมาะสม” เธอพยายามเลื่อนตัวหนีไปตามความยาวของขอบโต๊ะ ด้วยใจที่สั่นระรัวไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้ามองทิศทางที่ต้องการเดินหนีจากสถานการณ์ที่แสนอึดอัดตอนนี้

“เพลง” ชายหนุ่มใช้ลำตัวและแขนแข็งแรงกักหญิงสาวเอาไว้ ยิ่งใกล้เขาก็ยิ่งห้ามใจได้ยาก ริมฝีปากอิ่มสั่นระริก แก้มนวลขึ้นสีระเรื่อๆ

พิจิกากลั้นใจเงยหน้าขึ้นเพื่อต้องการเอ่ยปากขอทางจากเขา     แต่เธอไม่ทันจะได้พูด ริมฝีปากหนาก็ประทับลงมาอย่างถนัดถนี่

หวาน...มันหวานกว่าที่เขาจินตนาการเอาไว้ ทั้งนุ่มทั้งหวานยิ่งกว่าผลเชอร์รี่ที่สุกงอม เขาถอนริมฝีปากขึ้นอย่างเสียดายนั้นเพราะอีกฝ่ายขยับถอยลงไปเหมือนคนหมดแรง ลำแขนแข็งแรงสอดประคองกอดรัดร่างบางเอาไว้แนบอก

“รู้ไหมผมชอบเพลง ชอบตั้งแต่ครั้งแรกที่เราเดินชนกันที่มหาวิทยาลัย” เหมันต์กระซิบบอก แต่หญิงสาวในอ้อมกอดเขากลับยืนนิ่งเฉยจนน่าแปลกใจ เลยขยับถอยออกเพียงเพื่อต้องการมองหน้าของหญิงสาว

พิจิกาพยายามสะบัดใบหน้าหนีเมื่อปลายคางถูกจับเชยให้เงยหน้าขึ้นมา ดวงตาสวยตอนนี้มีแต่น้ำตาคลอหน่วย “ปล่อยเพลงค่ะ” เธอไม่มีความยินดีสักนิดที่ได้รู้ว่าเหมันต์ชายที่เธอแอบชื่นชมก็รู้สึกเหมือนกันกับเธอ

“ถ้าผมปล่อยเพลงไปตอนนี้ เพลงได้วิ่งหนีไปแน่ๆ ฟังผมสักนิดได้ไหม” แม้จะรู้สึกใจหายกับน้ำตาของหญิงสาว แต่ตอนนี้เขาปล่อยเธอไปไม่ได้จริงๆ

“เพลงจะกลับกรุงเทพฯ” หล่อนบอกพลางสะอื้น เสียใจกับพฤติกรรมที่เขาทำกับเธอตอนนี้ ไม่เข้าใจว่าเขาทำแบบนี้กับเธอได้อย่างไร เสียแรงที่นับถือ

“ไม่...ฟังผมก่อนเพลง ผมขอโทษที่หุนหันทำลงไปแบบนี้”

“อย่าพูดอีกเลยค่ะ เพลงไม่อยากฟัง ปล่อยเพลงได้ไหมคะเดี๋ยวใครจะมาเห็นเข้า” เธอเมินหน้าหนี พยายามดิ้นรนให้หลุดพ้นจากอ้อมกอดของเขา

“เพลงรังเกียจผมหรือ ผมอายุมากไปสำหรับเพลงใช่ไหม” เหมันต์ยังดื้อรั้นดึงดันไม่ยอมให้หญิงสาวหลุดออกจากวงแขนง่ายๆ ส่วนพิจิกาก็ส่ายหน้าไว

“อย่าให้เพลงเสียความนับถือในตัวคุณอาเลยนะคะ” เธอวิงวอนเสียงอ่อน เป็นผลให้วงแขนที่รัดเธอนั้นหล่นลงข้างกายและร่างสูงที่ยืนประชิดอยู่ก็ถอยห่าง

“ผมขอโทษ” เขาเอ่ยบอกเสียงเบาเดินหนีไปยืนระงับอารมณ์ของตนเองที่ริมหน้าต่าง “อย่าเพิ่งรีบกลับกรุงเทพฯ อยู่เที่ยวที่นี่ก่อน รับรองเหตุการณ์แบบเมื่อครู่จะไม่เกิดขึ้นอีก ผมสัญญา”

ความรู้สึกผิดหวังทำให้เขาไม่อยากมองหน้าพิจิกา ยามที่หญิงสาวหลบตาสะท้านอาย หรือแก้มแดงระเรื่อทุกครั้งที่ได้ใกล้ชิดกัน

นี่...หมายความว่าเขาคิดไปเองคนเดียวและเข้าใจผิดไปเองใช่ไหม?

 

 


 

 

โปรดติดตามต่อในฉบับเต็มนะคะ

♥♥รับประกันความฟินคร่า...

 

 
รูปสวย น่ารัก glitter emoticon www.yenta4.com



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 34 ครั้ง

1,051 ความคิดเห็น

  1. #1048 nok (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2559 / 13:24
    ชอบมากเลยที่พ่อหมอกบอกว่าเวลาทะเลาะกัน แม้จะตะโกนใส่กันเสียงดังก็ห้ามเดินหนีกัน ให้คุยกัน
    #1048
    1
  2. #859 jajalove (@jaja2710) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 21 มีนาคม 2558 / 12:32
    โห้ย!!รักเลย #พ่อหมอก
    #859
    0
  3. #516 Kikukoy (@koy_008) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 8 มีนาคม 2558 / 19:34
    อร๊ายยยยย ป๋าหมอกน่าร้ากกกก

    ตะวันนี่จะคู่กับปอยมั้ยน้าาาา

    พ่อหมอกเป็นน้องชายแม่ปอย ไม่ใช่พ่อจริงๆใช่ป่าวค้า

    #516
    0
  4. #366 fsn (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 2 มีนาคม 2558 / 22:20
    บางคน เวลาที่เข้ามา มาแบบ ไม่ได้ตั้งตัวเลยนะคะ แถมมีป้ายต้องห้ามมาซะไกล
    #366
    0
  5. #96 นู๋ หน่อย น่ารัก (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2558 / 10:51
    หลงรักพ่อหมอกแล้วอะ
    #96
    0
  6. #95 Rawhoynoy Lycan (@piercensean) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2558 / 08:45
    ป๋าหมอกน่าฮักๆ หอยฮักเลยล่ะ
    #95
    0
  7. #94 Polaris (@miss-yang) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2558 / 23:04
    พ่อหมอกนี่อาการเริ่มจะชัดเจนใหญ่ละ ทำเพลงเขิน คนอ่าก็เขิน น่ารักกก
    #94
    0
  8. #93 LAM1 (@lamyai1) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2558 / 22:33
    แอบรักพ่อหมอกด้วยคนค่ะ กลับมาอัพต่อเร็ว ๆ นะคะ เป็นกำลังใจให้คนแต่งค่ะ
    #93
    0
  9. #92 ทิวา (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2558 / 22:24
    จาถามอารายยยยยยยยยคะพ่อ
    #92
    0
  10. #91 nongdow (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2558 / 21:43
    ชอบๆๆๆๆๆๆ ปกติไม่ค่อยชอบดูอิมเมจตัวละคร.. อยากจิ้นเอง แต่เรื่องนี้พ่อหมอกเหมาะมากกกกกกกกกค่ะ😄👍
    #91
    0
  11. #90 ทิพย์ทิวา (@i-thip) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2558 / 21:34
    แอร๋ยยยยย ฟินค่ะ แอบมาตรวจการบ้านนาคาลัย กลายเป็นติดพ่อหมอกไปซะแล้ว
    #90
    0
  12. วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2558 / 21:09
    อยากให้เติมคำว่า    ไม่   จากประโยคที่บอกว่าแม่อยากให้ไปถึงเย็นค่ำเกินไป

    #89
    1
  13. #88 ปักจันทร์ (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2558 / 20:58
    อารมณ์ กำลัง มา อร๊ายยยยย
    #88
    0
  14. #87 lookkai (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2558 / 20:44
    โอ๊ยยยยพ่อหมอก^^
    #87
    0