คัดลอกลิงก์เเล้ว
นิยาย (fic naruto) the mermaid heaven (fic naruto) the mermaid heaven | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้
เรื่องนี้เป็นความรักของชายหญิง










สวัสดีครับวันนี้ไรต์ จะมาเขียนเรื่องราวของเงือกน้อยนารูโตะ นะครับ

อีกอย่างไรต์เป็นมือใหม่หัดแต่ง


























เนื้อเรื่อง อัปเดต 5 ก.ย. 60 / 16:50


บทที่ 1 ลาจากเสียที่โลกแห่งความโสมม

 

สงครามคือสิ่งที่มนุษย์ชาติไม่อยากให้เกิด แต่ใครจะหยุดมันได้ สงครามนั้นความจริงมันเกิดขึ้นมาจากกิเลสของมนุษย์ผู้โสมม ที่กระหายในอำนาจและผลประโยชน์อย่างไม่มีที่สิ้นสุดพวกเขามักจะอ้างเรื่องต่างๆ


ไม่ว่าจะเป็นเกียรติภูมิของประเทศ

ศักดิ์ศรี    

อุดมการณ์

ศาสนา 

และความเชื้อที่ว่าตัวเองเหนือกว่า

 

 ในประวัติศาสตร์ของโลก มันเกิดขึ้นตลอดเวลา และที่มันเกิดขึ้นมักมีเบื่องหลังแอบแฝงมันถูกเรียกว่าผลประโยช์

แบ่งกันได้แบ่งกันดี แต่เมื่อไม่อาจตกลงผลประโยชน์กันได้ผลสุดท้ายก็ไปจบที่ลง สงคราม  ไม่มีมิตรแท้ ไม่มีศัตรูถาวร มีแต่กิเลสที่พร้อมจะทำให้มนุษย์หักหลังกันเองและฆ่ากันอย่างกับสัตว์ เพื่อแย้งชิงก้อนเนื้ออันหอมหวานที่เรียกว่าผลประโยชน์


แล้วผลของมันเป็นไง ผลของมันทำให้โลกใบนี้ที่เคยสวยงามลุกเป็นไฟดั่งนรกโลกันต์  ผู้คนนับล้านต้องเสียชีวิตไม่ก็พิการ โรคระบาด ความอดอยาก  การต้องพลัดพรากจากคนรัก เด็กน้อยที่ไร้อ้อมกอดของพ่อแม่และหวาดกลัวเสียงระเบิดที่มาจากปืนใหญ่  บ้านเมืองที่เคยสวยงามกลับต้องมาพังพินาศเสียหาย



ต้นไม้ พากันตาย จากไฟ ไม่ก็แก๊สพิษ พื้นดินแตกระแหง ศพทหาร ทั้ง 2 ฝ่ายและ ชาวบ้านที่โดนลูกหลงพากันนอนตายอย่าง หน้าสยดสยอง บางคนถูกยิงจนสมองทะลักบางคนถูกระเบิดจนตัวขาด และยังมีอีกมากมายที่ไม่อาจบรรยายได้ ตอนนี้ศพเริ่มเน่าส่งกลิ่นเหม็น และมีหนูกับแมลงวัน และนกแร้ง เริ่มเข้ามา กินศพที่ตายมากขึ้น


โลกใบนี้ช้างโหดร้ายเสียจริงๆ

 

แค่นี้ผมก็จะอ้วกอยู่แล้ว  อ่อ ลืมไปผมเป็นใคร ผมคือ อุจิวะ ซาซึเกะ เด็กหนุ่ม อายุ 20 อย่างผมนั้นผมเป็นนินจาธรรมดาคนหนึ่งซึ่งผมต้องเสียพี่ชายไปเมื่อ 5 ปีก่อนกลับมหาสงครามบ้าๆ นี้ที่เหล่าทหารกล้าถูกบังคับให้ต้องไปตาย ขณะที่ผมนั้นช่างแย่กว่านั้น ผมต้อง เข้าไปสืบความลับศัตรูฝ่ายตรงข้าม ซึ่งเสี่ยงตายมากๆ และโอกาศกลับมามีชีวิตเป็น ศูนย์

 

ในสมัยเด็กตั้งแต่จำความได้พี่ของผมอุจิวะ อิทาจิเป็นคนเลี้ยงผมเพียงคนเดียวเพราะในช่วงที่ผมเกิดดันเป็นช่วงที่มหาสงครามโลกได้เกิดขึ้น พ่อกับแม่ผมตายจากการทิ้งระเบิดของเครื่องบินศัตรู นั้นทำให้ผมกับพี่เป็นเด็กกำพร้าต้องอาสัยอยู่ตามซากปลักหักพังของบ้านเรือน เสื้อผ้าขาดหลุดหลุย น้ำกินยังต้องตมกิน อาหารแทบจะขาดแคลนทำให้ผมกับพี่ต้องกินเนื้อจากหนูหรือไม่ก็ จากศพคนตาย ช่วงเวลานั้นถือว่านรกสุดๆแล้ว ถ้าไม่กินอะไรก็อดตาย

 

 ตูม ตูม ตูม ตูม

 

เปรี่ยง เปรี่ยง เปรี่ยง เปรี่ยง

 

 

 เวลาที่ผมนอนหลับนั้นผมจะหลับไม่ลงเพราะเสียงระเบิดที่ทิ้งจากเครื่องบิน และจากกระสุนปืนใหญ่ที่ถูกยิงมาอย่างต่อเนื่องตลอดคืน รวมทั้งปืนต่อสู่อากาศยานที่ยิงต่อต้านเครื่องบินทิ้งระเบิด ผมจะร้องไห้เพราะความหวาดกลัวออกมา พี่อิทาจิก็จะปลอบโยนและกอดผมไว้ให้แน่น เพื่อให้ผมหายกลัว

 

"ลุกฉันอยูไหน ลูกฉันอยู่ที่ไหน"

 

"ช่วยด้วย อ้าก ช่วยด้วย"

 

"ช่วยลูกชายผมด้วย เข้าอยู่ในซากใต้อาคาร"

 

"ข้าขอสาปแช่งพวกแกขอให้พระเจ้า ลงโทษพวกแก้ที่มาทิ้งระเบิดฆ่า ครอบครัวของฉัน"

 

 เสียงร้องขอความช่วยเหลือและเสียงร้องของแม่ที่ตามหาลูกที่ไม่รู้เลยว่ามีชะตากรรมเป็นอย่างไร พร้อมกับเสียงสาปแช่งใส่ฝ่ายศัตรู ยังคงตามหลอกหลอดผมอยู่ มาจนถึงวันนี้

 

จนกระทั้งต่อมาพี่ได้ไปสมัครเข้าเป็นนินจา เข้าไปสอดแนม ขโมยความลับ และ ก่อวินาศกรรมฝ่ายตรงข้าม ซึ่งพอจะทำให้พวกเราเริ่มมีชีวิตดีขึ้นมาบ้าง อย่างน้อมก็ไม่ต้องไปอยู่ตามซากปลักหักพังตามบ้านเรือน หรือท่อน้ำ ได้อยู่ในหลุมหลบภัยที่แข็งแรง โดยไม่ต้องเจอกับ ระเบิดที่ทิ้งลงมาหรือแม้แต่กระสุนปืนใหญ่ อาหารและน้ำที่นี้ก็พอกินได้ไม่มันก็ยังดีกว่าไปกินหนูและศพคนตาย

 

จนกระทั้ง 5 ปีต่อมาผมก็เสียพี่ชายของผมไปเพราะพี่ผมถูกยิงขณะพยายามนำข้อมูลลับออกมาจากฐานทัพศัตรู

 

 

นั้นทำให้ผมเสียใจเพราะผมไม่เหลือใครอีกแล้ว ผมเสียใจและร้องหายตลอดทั้งคืนเหมือนเด็กที่ขาดอ้อมกอดของคนที่เรารัก จากนั้นมาผมก็เขาหน่อวยนินจาเพราะ ต้องการมีชีวิตต่อไปท่ามกลางโลกที่โหดร้าย

 

.............................................................................................

 

 

"ซาซึเกะตื่นได้แล้ว ท่านหัวหน้าเรียกแก่ไปพบ" ทหารคนหนึ่งเข้ามาปลุกผมให้ลุกจากเตียง

 

ผมต้องเดินไปตามทางอุโมงค์ที่แคบและสั่นสะเทือนจากการทิ้งระเบิดไม่ก็จากกระสุนปืนใหญ่

 

ตูม ตูม ตูม ตูม

 

เริ่มแรกในสมัยที่ผมมาอยู่ในบังเกอร์ใหม่ๆ เสียงพวกนี้มันดังตลอดเวลามันทำให้ผมนอนไม่หลับแต่พักหลังผมกลับเริ่มชินกับมันแล้ว

 

ระหว่างทางที่ผมเดินไปห้องผู้บัญชาการนั้นผมก็เห็นทหารและนินจามากมายลากเพื่อนตัวเองที่บาดเจ็บไปเข้าห้องพยายาบาลมากมาย แต่ละคนมีสภาพที่ไม่อาจบรรยายได้ บางคนแขนขาขาด บางคนเสียลูกตา บางคนไส่ทะลักออกมา บางคนมีเลือดถ่วมตัว  ทางที่ผมเดินไปนั้นมีเสียง โอดครวญ ที่แสนเจ็บปวดจากเหล่าทหาร พื้นทางเดินที่ผมเหยียบนั้นกลับมีแต่เลือดที่เจิงน่องบนพื้น

 

จนกระทั้งผมมาถึงห้องผู้บัญชาการ

 

"ซาซึเกะฉันให้ภารกิจแก แกต้องไปขโมยความลับเรื่องแผ่นการรบที่ศัตรูจะบุกเข้าเมืองโคโนฮะ ให้เร็วที่สุด ไม่งั้นความพ่ายแพ้อาจอยู่ข้างหน้าในไม่ช้านี้ เข้าใจที่ฉันพูดไหม"

 

"ครับผม" ผมพูดออกไปอย่างทหารที่ได้รับคำสั่งจากเจ้านาย

 

จากนั้นผมก็ออกเดินทางผมเดิน ผมใช้พลังจักระของนินจาถ้ายลงไปที่ท้าวและผมก็วิ่งไปอย่างรวดเร็ว ผ่านดินแดนรกร้างที่แตกระแหงจากสงคราม ผ่านซากต้นไม้ บ้านเรือน ซากรถถัง เครื่องบินและปืนใหญ่ รวมทั้งกองกระดูกมนุษย์ที่กองเป็นภูเขา

 

จนกระทั้งผมก็สามารถเข้ามาในฐานทัพของศัตรู

 

 

หวอ  หวอ หวอ หวอ

 

"มันหนีไปแล้ว ทหารส่องไฟ หาให้เจอ"

 

เสียงสัญญาณเตือนภัยดังขึ้น พร้อมกับเสียงคำสั่งของเหล่าทหารต่างๆ ผมรีบวิ่งออกมาจากค่ายศัตรู ผมใช้คาถาแยกร่างออกมา 20 ตัว แล้วก็วิ่งหลอกล่อ เพื่อให้พวกมันสับสน

 

ขณะที่ผมกำลังใกล่จะออกจากพื้นที่ศัตรูได้อยุ่แล้ว

 

ปัง

 

กระสุนปืนปริศนาได้พุงทะลุหัวใจ ผมจากนั้นผมก็ล้มฟุบกับพื้น

 

นี้สินะความตาย ความตายกำลังเข้ามาหาผมแต่ก็ดีผมจะได้ไปจากโลกที่โสมมนี้เสียที่ ไม่ต้องต่อสู้ อีกแล้ว จากนั้นดวงตาทั้ง 2 ข้างของผมก็หลับลงไปในที่สุด

 

..........................................................................................................


บทที่ 2 สวรรค์

 

 

"ซาซึเกะ ตื่นได้แล้ว ตื่นได้แล้ว" มีเสียงปริศนาของใครคนใดคนหนึ่งได้ปลุกซาซึเกะให้

 

 

จากนั้นซาซึเกะก็ลืมตาขึ้นมา ก็พบว่า คนที่ปลุกเขาก็คือพี่ชายที่ตายไปแล้วของเขานั้นเอง

 

"พี่ ท่านพี่ " ซาซึเกะเมื่อได้เห็นพี่ชายที่ตายแล้ว ของเขาอีกครั้งก็โพล่เข้ากอดอย่างกับคนที่พลัดพรากจากคนที่รัก

 

" ผม....ผม....นึกว่าจะไม่ได้เจอพี่อีกแล้ว "

 

"พีก็เหมือนกัน "

 

ทั้ง 2 คนพูดคุยกันอย่างกับพี่น้องที่ไม่เจอกันมาก 5 ปี

 

"แต่ผมถามอะไรหน่อยท่านพี่ที่นี้ที่ไหนกันหรือ" ซาซึเกะมองไปรอบๆ ก็พบว่าที่นี้มีแต่ความมืดไปหมด

 

"เดียวเธอก็รู้ตามฉันมา" อิทาจิพูดแบบเรียบง่าย

 

จากนั้นเขาก็จับมือซาซึเกะแล้วก็เดินไปเลื่อย เดินไปเลื่อย อย่างกับ ทางแห่งความมืดนี้ไม่มีจุดสิ้นสุนจนกระทั้ง

 

 

มีลำแสงที่ปรายทางสาดส่องเขามาเมื่อเราทั้ง 2 เดินต่อไป แสงที่เจิดจ่าก็สว่างขึ้นมาเรื่อยเมื่อเราเดินเข้าใกล้ จากนั้นเมื่อเราเดินเข้าไปใกล้มันก็สว่างขึ้นมาแล้วจาดนั้น

 

ผมกลับผมสิ่งที่จะทำให้ผมต้องตกตะลึงเพราะมันคือสิ่งท่ผมไม่เคยเห็นในชีวิตมันคือ


 

 

ประตูบานใหญ่สูงเสียฟ้า จนทำให้พวกเราทั้ง 2 คนดูมีขนาดเล็กเท่าเม็ดทราย มันมีความใหญ่โตและสวยงามมากๆมีทองคำประดับประตู และมีเหล่ารูปปั้นซึ่งผมคิดว่านี้คือรูปปั้นเทวดามีปีกยิ่นเรียงรายกันระหว่าง 2 ข้างทาง    รูปปั้นนั้นใหญ่พอๆกับประตูแม้แต่พวกเรา 2 คนยังยืนอยู่ตรงหน้ายังประจักษ์ได้เลยว่าเรานั้นมีขนาดเล็กเท่าเม็ดทราย ซึ่งมันก็จริง ตรงกลางประตูมีแสงสีฟ้าที่สวยงามอยู่ตรงกลาง

 

ผมเป็นเพียงคนเดียวที่ตื่นเต็น เพราะผมไม่เคยเจออะไรที่ยิ่งใหญ่แบบนี้มาก่อน

 

"พี่ที่นี้คือที่ไหนหรือ" ผมตอบออกมาอย่างตกตะลึ่งและตื่นเต้น

 

"ที่นี้หรือก็คือสวรรค์ไง " อิทาจิตอบออกมา

 

คำพูดของพี่ที่พูดออกมามันทำให้ผมถึงกลับตกตะลึง สวรรค์นี้คือเรื่องที่ท่านพี่มักจะเล่าให้ฟังอยู่ตลอดเวลา เพื่อบรรเทาให้ผมหายกลัวจากเสียงปืนใหญ่ และเสียงเครื่องบินทิ้งระเบิดที่ทิ้งหลงมายังหลุมหลบภัย มันเป็นสถานที่ที่ซึ่งเหล่าคนที่ทำความดีมาอยู่หลังจากที่สิ้นลมไปแล้ว มันเป็นที่ที่สงบมีแต่ความสวยงาม และไม่มีความหิวโหยและความเจ็บปวดรวมเหล่าเทวดา   แต่นี้ แต่นี้ ผมกลับไม่รู้ว่า สิ่งที่พี่เล่ามาทั้งหมดมันเป็นความจริง

 

"มาเถอะซาซึเกะ" อิทาจิจับมือซาซึเกะแล้วพยายามจูงมือเพื่อพาซาซึเกะเข้าสู่สวรรค์

 

"แต่ แต่ เดียวพี่ข้า ข้า  ข้าฆ่าคนมาเยอะและทำบาปไว้มาก สวรรค์อาจคงไม่รับข้าหรอก" ซาซึเกะพูดห้ามอิทาจิเอาไว้ จริงอยู่ในสมัยที่ยังมีชีวิตเขาเองก็ฆ่าคนมามากมายนับไม่ถ้วน แล้วอย่างงี้สวรรค์จะรับเขาหรือ

 

"ฮา ฮา ฮา ไอน้องรัก ลองคิดดูดีๆ สิ ว่าเธอเองก็ทำความดีเหมือนกัน ถึงเธอจะเคยทำความชั่วมาก่อนก่อเถอะ แต่ความดีของเธอนั้นสูงกว่าความชั่วที่ทำเสียอีกลองคิดดูสิว่าเธอทำอะไรบ้าง " อิทาจิหัวเราะขึ้นมาแล้วพูดเตือนสติซาซึเกะให้นึกถึงความดีที่เคยทำมา

 

ซาซึเกะ จึงเริ่มคิดแล้วในที่สุดความคิดต่างๆก็เขามาจนเขาคิดขึ้นได้ ในสมัยเด็กเขาออกไปจับหนูมาได้ 5 ตัวเพื่อเอามากินกับพี่ชาย แล้วเขาก็เห็นแม่แมวที่กำลังให้นมลูก ในสภาพที่ผอมแห้ง เขาจึงตัดสินใจมอบหนู 2 ตัวนั้นให้แม่แมวกิน  

 

 แม้แต่ตอนที่เขาเป็นนินจาเขาเห็นทหารฝ่ายศัตรูที่บาดเจ็บปางตาย เขาเดินเขาไปหมายจะปลิดชีพแต่เขากลับทำไม่ลง เขาจึงตัดสินใจปฐมพยาบาล รักษาทหารคนนั้น แต่ทหารคนนั้น บาดเจ็บหนักเกินไปไม่อาจรักษาได้ ทหารคนนั้นจึงบอกซาซึเกะว่า

 

"พอเถอะไอหนู ไม่ต้องช่วยฉันหลอก ฉันคงอยู่ได้ไม่นาน นักหรอก แต่ขอบคุณมากนะที่เธอช่วยฉันไว้ นึกไม่ถึงว่าในยามสงครามกลับมีมนุษย์ผู้เมตตาช่วยเหลือผู้คน ถ้าโลกใบนี้ไม่เกิดสงครามเราคงอยู่ดุจ พี้น้องและมิตรสหายกันได้  ขอบคุณมากไอหนู ขอบคุณ" จากนั้นทหารคนนั้นก็สินลมหายใจ

 

 และอีกความดีหนึ่ง ขณะที่ซาซึเกะไปปฎิบัติภารกิจขโมยความลับของศัตรูนั้น เขาได้เจอเด็กคนหนึ่งนอนสลบอยู่ข้างทางเขาจึงนำเด็กคนันมารักษา เมื่อพื้นแล้วเขาให้อาหารและน้ำที่พกติดตัวมาให้เด็กคนนั้นกินจากนั้น เขาได้บอดเด็กคนนั้นว่ารออยู่ที่นี้หลังจากที่ทำภารกิจเสร็จ แล้วจะกลับมารับไปส่งที่ค่ายผู้อพยพ แล้วก็รับปากเอาไว้จริง

 

และยังมีความดีอีกมากมายที่ซาซึเกะทำนับไม่ถ้วนที่ไม่อาจหาใครมาเทียบได้ถึงจะอยู่ในช่วงที่โลกสับสนวุ่นวายจากสงครามก็ตาม แต่ในยามที่โลกกำลังลุกเป็นไฟก็ยังมีนอกไม้ที่งอกเงยท่ามกลางสถาพแวดล้อมที่โหดร้าย

 

 

"นึกออกแล้วใช้ไหมลา "

 

"ครับผมนึกออกแล้ว"

 

 

"งั้นก็ตามมาพี่มาเลย"

 

จากนั้นประตูสวรรค์ก็เปิดออก เสียงเปิดของมันดังราวกลับฟ้าฝ่า เมื่อประตูเปิดออกมา ก็มีแสงสว่างจ่าออกมา จากนั้น อิทาจิก็สลายปีกออกมา ซาซึเกะเห็นปีกของพี่ชายตัวเองถึงกับตะลึงมันใหญ่และมีสีขาวบริสุทธิ์

 

"ผมจะไม่ตกแน่นะ" ซาซึเกะถามด้วยความกลัว

 

"ไม่หรอก เธอลองเหาะเหินเดินอากาศก็ได้สิ" จากนั้นซาซึเกะก็ลอยขึ้นมา

 

จากนั้นทั้ง 2 พี่น้องก็พุ่งเขาไปในลำแสงนั้นทันที่

 

.............................................................................................................


เมื่อทั้ง 2 ได้ผ่านประตูแสงที่เจริดจรัดเข้ามาแล้ว ซาซึเกะถึงกับต้องตะลึงกับสิ่งที่เขาพบมันคือ

 

ภาพที่ซาซึเกะได้เห็นนั้นมันช่างยิ่งใหย่นักมันเป็นสิ่งที่ซาซึเกะไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิต

 

 

นี้นะหรือสวรรค์มันช่าง ยิ่งใหญ่และสวยงามมากๆ มีบ้านเรือนและอาคารต่างมากมายที่ลอยอยู่บนฟ้า มีมหาปราสาทราชวัง และหอคอยกับเสาหินสูงเสียดฟ้า และมีขนาดใหญ่มากทั้งหมดสร้างขึ้นมาจากเงิน ทองคำ อัญมณีกับเพชรนินจินดา และหินที่สวยงาม  ยังมีรูปปั้นเทวดา นางฟ้า สัตว์ต่างๆ รวมทั้งเหล่านักรบ มีทั้งที่ถืออาวุธและไม่ถืออย่างอื่นด้วยเช่นกัน ลอยหรือไม่ก็ยื่นเด่นสง่าอยู่ตินกลับปราสาทราชวัง รวมทั้งอยู่ข้างทาง รูปปั้นแต่ละรูปมีขนาดที่ใหญามากๆ จนทำให้เหล่าเทวดาที่บินผ่านมานั้นมีขนาด เท่าเพียงเม็ดทราย รูปปั้นพวกนี้สร้างจากทองคำ บาง เงินบาง หินขาวบาง



มีแผ่นดินที่เหมือนสวนขนาดใหญ่ กับอุทายานที่ลอยฟ้า รวมทั้งมีน้ำตกลอยฟ้าที่เท่น้ำลงมาอย่างไม่มีวันหมด และยังมีสิ่งมหัศจรรย์อีกมากมายที่ซาซึเกะไม่อาจบรรยายออกมาได้ ถ้าคนที่มีจินตนาการเกี่ยวกับสวรรค์มาเจอที่นี้ขอบอกไว้เลยว่า ความยิ่งใหญ่ของสวรรค์นั้นมันไม่อาจจะจินตนาการหรือพรรณาออกมาได้เพราะมันมีความยิ่งใหญ่และสวยงามและมีสิ่งแปลกมากมายที่ไม่อาจจะบรรยายออกมาได้

 

ขณะที่ซาซึเกะกับอิทาจิ จับมือกันเหาะเหินบินไปทั่วเพื่อชมความยิ่งใหญ่ของสวรรค์พวกเขาก็พบกับ ผู้คนต่างที่ มีปีกบ้างและไม่มีปีก บินและเหาะเหินไปรอบๆท้องนภา พวกเขาแต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่หลากหลายและมีสีสัน รวมทั้งสะอาดด้วย

 

"พวกเขาเหล่านี้คือเทวดา" อิทาจิพูดขึ้นมา

 

"เทวดาหรือครับ " ซาซึเกะพูด

 

"ใช้พวกเขาคือเทวดา พวกเขานั้นเคยเป็นมนุษย์มาก่อนแต่เป็นมนุษย์ที่ทำความดี มีจิตใจเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์และสัตว์โลก พวกเขาจึงมาเกิดที่นี้ได้ไง และพวกเขาก็มีร่างกายที่เป็นทิพย์อีกด้วย" อิทาจิพูดและอธิบายในขณะที่จูงมือซาซึเกะบินสำรวจเที่ยวชมความยิ่งใหญ่ของสวรรค์

 

"กายทิพย์คืออะไรหรือครับ" ซาซึเกะถามด้วยความสงสัย


"กายทิพย์ ก็คือ หลังจากที่ตายไปแล้วร่างกายของเราจะเป็นวิญญาณมาอยู่ในโลกหลัง ความตาย ซึ่งถ้าเป็นสวรรค์เหล่าเทวดาจะสามารถเนรมิตร่างกายที่ตัวเองชอบตั้งแต่ยังเคยเป็นมนุษย์บนโลกมาก่อนได้     แล้วผู้ที่มีกายทิพย์จะไม่แก่ ไม่เจ็บไม่ตาย รวมทั้งไม่ต้องเหน็ดเหนื่อย หรือ กระหาย หิวโหย รวมทั้งไม่ต้องขับถ่ายของเสียด้วย"

 

"แล้วพวกเทวดามีอายุไขไหม" ซาซึเกะถามขึ้น

 

"พวกเขาไม่มีอายุไข" อิทาจิตอบ

 

"แล้วสวรรค์มีกี่ชั้นหรือท่านพี่ แล้วมันมีสุดขอบหรือเปร่า รวมทั้งพวกเทวดาสามารถขอให้ตัวเองรู้ทุกอย่างได้หรือไหม "

 

"โอ่ย สวรรค์นั้นมีตั้งหลายชั้น นับไม่ถ้วน และอีกอย่างสวรรค์นั้นไม่มีจุดสิ้นสุดหรือสุดขอบหรอกเพราะมันกว่างใหญ่เกิดจะบรรยายได้   สวนเทวดานั้นพวกเขาก็สามารถขอให้มีความรู้ได้เหมือนกันถ้าพวกเขาอยากรู้เรื่องอะไร แค่ตั้งจิตในเรื่องที่อยากรู้ก็รู้ได้แล้ว"

 

ซาซึเกะและอิทาจิ บินชมความสวยงามของสวรรค์ไปเรื่อย แล้วก็โบกมือทักทายเหล่าเทวดา กับนางฟ้าบ้างซึ่งพวกเขาก็ทักทาย อย่างเป็นมิตรและยิ้มแย้ม บางที่ซาซึเกะก็เห็น เทวดาบางคนขี่นกอินทรัย์บ้าง หรือมังกรบ้าง รวมทั้งกริฟฟินกับม้าเพกาซัส นกอินทรัย์กับมังกรนั้นมีหลายขนานกลาง และก็ขนาดใหญ่โตมโหฬาร ตัวที่ใหญ่โตนั้นจะมีขนาดเท่าทวีปใดทวีปหนึ่งของโลกก็ได้ และยังมีปีกขนาดใหญ่สุดๆอีกด้วย แต่ทั้งนกอินทรีย์กับมังกรนั้นก็ดูสง่างาม มากๆ


จนกระทั้งซาซึเกะถามอิทาจิเรื่องหนึ่งขึ้นมา

 

"แล้วพวกเทวดาสามารถไปเกิดใหม่ได้ไหม"

 

"ได้สิ เหล่าเทวดาสามารถเลือกได้ว่าจะออกจากสวรรค์แล้วไปเกิดยังโลกใดโลกหนึ่งในจักรวาลก็ได้ ตามที่เทวดาคนนั้นปราถนา แต่เมื่อใกล้จะลงไปเกิดในโลกใดโลกหนึ่งแล้วกรรมที่เกิดจากการกระทำของพวกเราในอดีตจะเป็นตัวกำหนดเองว่าว่าจะไปเกิดที่ใด แผนดินไหน ตระกูลอะไร  หรือ ถ้าไม่อยากไปเกิดให้ไปเจอแต่เรื่องความทุกข์บนโลก ก็อยู่ในสวรรค์ไปตลอดนิรันดร์ เลยก็ได้ เพราะสวรรค์มีทางให้เลือก 2 ทาง จะไปเกิดใหม่หรืออยู่ในดินแดนนี้ไปชั่วนิรันดร์ก็ได้" อิทาจิอธิบาย

 

ซาซึเกะนั้นเริ่มคิดว่าถ้าเทวดาสามารถอยู่ที่ได้ตลอด ไปก็ดีเพราะเขาไม่อยากไปเกิดในโลกที่มีแต่ปัญหาและความวุ่นวายอีกแล้ว

 

"แต่เดียวนะท่านพูดว่าไปเกิดในโลกของจักรวาลใดจักรวาลหนึ่ง มันหมายความว่า สวรรค์ไม่ได้อยู่บนฟ้า และนรกไม่ได้อยู่บนดินใช้ไหมครับ" ซาซึเกะถามด้วยความสงสัย

 

"อา ใช้แล้วเพราะสวรรค์กับนรกเป็นมิติแห่งวิญญาณ ที่รวบรวมเหล่าวิญญานของสิ่งมีชีวิตทุกตนจากทั้วทั้งจักรวาลและกาแล็คซี่มาไว้ที่นี้ สิ่งมีชีวิตตนใดทำความดีก็มาที่สวรรค์  สิ่งมีชีวิตตนใดทำความชั่วก็ไปนรก  ส่วนถ้าดาวโลกดวงใดดวงหนึ่งในจักรวาลหรือกาแล็กซี่ใดล่มสลายมันก็ไม่ส่งผลกระทบต่อสวรรค์หรือนรกหรอก "

 

"ที่แท้มันก็เป็นอย่างนี้นี้เอง" ซาซึเกะเริ่มคิดได้ "แล้วสงคราม สวรรค์และนรก เทวดากับซาตาน รวมทั้งการล่มสลายของสวรรค์ ที่ผมอ่านมานั้น มันจริงไหม "

 

ซาซึเกะถามตรงนี้ขึ้นมาเพราะว่าซาซึเกะเคยอ่านนิยายพวกนี้ ตอนที่เขาเจอหนังสือพวกนั้นอยู่ในซาก ของหอสมุดตอนที่เขามาหลบพักผ่อน

 

" ฮ่า ฮ่า ฮ่า นั้นมันไม่จริง มนุษย์ก็แบบนี้และหนอ ชอบแต่งนิยายตามจินตนาการของตัวเองเพื่อความบันเทิง และความตื่นเต้น " อิทาจิหัวเราะขึ้นมา  "ในนรกนะก็มีคนคุมคือยมพบาล กับเหล่าสมุน ผู้คนอาจคิดว่าเขาคือซาตาล แต่นั้นมันไม่ใช้้เลย เขากับสมุนก็เป็นเพียงเทวดาเหมือนพวกเรานี้และ เพียงแต่ที่พวกเขาได้รับให้ไปทำภารกิจในนรก ก็เพื่อสังสอนและลงทันฑ์เหล่าคนบาปให้รู้จักสำนึก แล้วจากนั้นค่อยสงกลับไปเกิด ถ้าเหล่าคนบาปกลับตัวกัลบใจได้ก็ไม่ต้องมาที่นรกอีก แต่ถ้าไม่สำนึกก็เชิญกลับมาในนรกใหม่ได้เลย"

 

"แล้วพวกเขาไม่รู้สึกเบื่อบางหรือที่ต้องมาลงโทษคนชั่ว"

 

"ไม่หรอก พวกเทวดาที่มาลงโทษคนชั่วในนรกพวกนี้เดิมเป็นมนุษย์ที่จิตใจดี เป็นตำรวจ ผู้พิพากษา ที่สร้างความยุติธรรมและความสงบให้กับสังคม ลงโทษคนผิด เมื่อมาเป็นเทวดาแล้วพวกเขาก็จะได้รับหน้าที่ให้มาทำภารกิจในนรก พวกเขาก็สามารถเลือกได้ว่าจะมาหรือไม่มา ก็ได้  ส่วนยมพบาลนั้นจะมีการสับเปลี่ยนตำแหน่งกันทุก 100 ปี  "

 

"แล้วใครเป็นผู้ปกครองสวรรค์แห่งนี้ละครับ พระเจ้าหรือเปร่า"

 

" ผู้ที่ปกครองที่นี้ คือ เจ้าแห่งสวรรค์ ที่จะมีการสับเปลี่ยนตำแหน่งกันทุก 10000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000 ปี คนปัจจุบันนี้คือ เทพีคางุยะ ส่วนพระเจ้านั้น ผู้คนมักเรียกได้หลายแบบ พระเจ้าบาง ธรรมชาติบาง แล้วแต่ที่มนุษย์เรียก และอีกอย่างพระเจ้าหรือธรรมชาติ ก็เป็นสิ่งที่ลึกลับมากๆแม้แต่เทวดาหรือเหล่าทวยเทพหลายระดับเองก็รู้เท่าที่รู้ได้"

 

 อิทาจิอธิบายทั้งหมด

 

"ท่านพี่ครับแล้วทำไมเทวดาแต่ละตนมีปีกบางแล้วไม่มีปีกบ้างแต่เหาะได้ และรวมทั้งทำไมสถานที่ที่เหล่าเทวดาแต่ละตนอาศัยอยู่นั้นมันกลับมีความแตกต่างกันหมดเลยละครับ" ซาซึเกะสงสัย

 

"นั้นมันแล้วแต่ความชอบบางคน อยากให้ไม่มีปีกหรือมีปีกก็ได้ แล้วที่เราบินผ่านมาแล้วพบกับอาคารบ้านเรือน ปราสาทราชวังที่แปลกๆตานั้น มันเป็นความชอบของเทวดาแต่ละตน"

 

"อ่อ ลืมไปซาซึเกะ ฉันเตรียมสิ่งที่นายอยากจะเจอเป็นพิเศษแล้ว"

 

จากนั้น 2 พี่น้องก็บินมาถึงคฤหาสน์ ที่ลอยอยู่บนเกาะลอยฟ้า มันเป็นคฤหาสน์ที่ใหญ่มากๆ และมีศิลปะแบบญี่ปุ่น มี่ใหญ่และสวยงามมากๆ


แอ็ด แอ็ด

 

เมื่อประตูเปิดขึ้นมานั้น ซาซึเกะก้ได้พบกับสิ่งที่เขาไม่เคยพบมาก่อนตั้งแต่เขาเกิด

 

"หวัดดีลูกแม่ "หญิงสาวคนนั้นพูดขึ้นมาทักทายอย่างอ่อนโยน  ภาพที่ซาซึเกะเห็นเป็นหญิงสาวผมดำหน้าตาสะสวย ดวงตาสีเหมือนเขา "ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ ลูกแม่"

 

"ลูกโตขึ้นเยอะเลยนะ" เสียงของผู้ชายที่ดูเข็มแข็งและทรงพลัง พูดขึ้นมา เขาอยู่ข้างๆหญิงสาว เขาผมสั่นสีดำ และหน้าตาดูหล่อเหล่า และสูงสง่า

 

"ท่านพ่อกับ..ท่านแม่" ซาซึเกะพูดออกมาเหมือนดังคนที่จะร้องไห้ ตั้งแต่เขาเป็นเด้กเขาต้องอยู่กับพี่ชายมาตลอดเวลา เขาไม่เคยรู้จักหรือเห็นหน้าพ่อแม่มาก่อนเลยรู้แต่เพียงชื่อว่า ฟุงาคุ กับมิโกโตะ

 

"ท่านพ่อ ท่านแม่" ซาซึเกะร้องขึ้นมาแล้วก็รีบเขาไปสวมกอดทัง 2 อย่างพยายามจะไม่อยากให้ทั้ง 2ต้องพลัดพรากจากกันไปอีก

 

"ตลอดหลายปีที่ผ่านมาพวกท่านรู้บางไหมว่าผมกับพี่ชายต้องลำบากแค่ไหนบ้าง" ซาซึเกะพูดออกมาอย่างเสียใจ พร้อมทั้งน้ำตาที่ไหลอาบแก้ม

 

"พ่อกับแม่รู่ว่าลูกทั้ง 2 ลำบากมามากแค่ไหน เราเองถึงจะอยู่ที่นี้ก็ไม่เคยหายคิดถึงลูกทั้ง 2 เลย" ฟุงาคุพูดออกมาจากใจจริง "แต่ตอนนี้เราอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาแล้วนี้"

 

ในที่สุดอิทาจิก็เขามากอดรวมดัวยกัน ตอนนี้ทั้ง 4 ครอบครัว พ่อ แม่ พี่ชายและ น้องชาย ได้มาอยู่กันพร้อมหน้าแล้ว

 

 จากนั้นทั้ง 4 คนก็พากันเดินชมบ้านอัแสนอบอุ่นของพวกเขา คฤหาสน์อุจิวะ เป็นคฤหาสน์ที่ใหญ่โตมโหฬารดุจพระราชวัง มีห้องหลายห้อง มีของตกแต่งและเฟอนิเจอร์อีกมากมาย มีห้องอาบน้ำที่ใหญ่และสวยงามมากๆจนไม่อาจบรรยายได้

 

ตอนนี้ซาซึเกะได้ใส่ชุดยูคาตะทีสะอาดและสบายเรียบร้อยแล้ว โดยการใช้จิตขอให้ชุดของเขาเป็นแบบพี้ชาย จากนั้นชุดของเขาก็เปลี่ยนไปทันที่ เขาไม่เคยใส่เสื่อผ้าดีๆมาก่อนเลย ตั้งแต่จำความได้

 

ที่นี้มีสวนที่สวยงามมากๆ จนไม่อาจจะบรรยายาออกมาได้ สวนแห่งนี้กว้างใหญ่อย่างไม่จำกัด และมีพืชพันธ์ และต้นไม้ต่างๆนานา มาประดับตกแต่งด้วย มีนกหลากชนิดร้องเพลงและทำรังอยู่ตามต้นไม้ และยังมีสวนพืชผักผลไม้หลากชนิด  รวมทั้งมีสระน้ำขนาดใหญ่ดุจทะเลสาปและน้ำตกขนาดย่อม มันสวยและใส่ดังกระจก จนสามารถมองเห็นก้นสระที่ลึกได้ สระน้ำนี้เราก็สามารถลงไปว่ายได้เช่นกัน

 

เขาเดินเที่ยวชมและสูดกลิ่นอายภายในสวนอย่างสบาย เพราะตั้งแต่เล็กจนโตมานี้เขาต้องสูดกลิ่นเน่าเหม็นจากซากศพ และกลิ่นอายของสงคราม มาตลอด




แล้วหลังจากนั้น ก็เข้าสู่ ตอนเย็น ท้องฟ้าถึงจะเริ่มมืดแต่ก็ยังสว่างไสวอย่างสวยงามด้วยลำแสงจากดวงดารา ที่ส่องมาปกคลุมสวรรค์

 

ตอนนี้ พวกเขาทั้ง 4 คน ก็มารวมตัวกันที่โต๊ะอาหาร ฟุงาคเคาะโต๊ะแค่นิดเดียว อาหารต่างก็ปรากฎขึ้นมามาย

 

(ถึงไม่จำเป็นต้องกินก็ได้เพราะเป็นเทวดาย่อมไม่หิวอยู่แล้ว แต่ก็เสกไว้กินเล่นตามที่อยากกินก็ได้ และอีกอย่างอาหารที่กินเขาไปนั้น ต่อให้กินมากเท่าไหล่ก็ไม่จุก)

 

อาหารที่อยู่บนโต๊ะนั้น ประกอบไปด้วยซูชิ ปลาย่างซีอิ้ว ปลาแซลมอน สเต็ก พิซซ่า พาสต้า ของหวานประกอบไปด้วย เค้ก ไอศครีม  และอีกมากมายบนโต๊ะอาหาร

 

 ซาซึเกะนั้นเมื่อเขาได้นำอาหารเข้าปากไปนั้นเขา ก็ได้ริมรสความอร่อยอย่างที่ไม่เคยกินมาก่อน เพราะตั้งแต่เขายังเป็นเด็กและโตมานั้น เขากับพี่ต้องกินอาหารแย่ๆ ตลอดเวลา เพราะสงคราม ตลอดชีวิตเขาต้องกินหนู ศพคนตายหรือไม่ก็ของเน่าๆ   เพื่อประทังชีวิต ถึงจะเข้ามาเป็นนินจาแล้วเขาก็ยังกินอาหารที่ดีขึ้นมาหน่อยนิดหนึง แต่เป็นอาหารที่ขาดโภชนาการมาก

 

หลังจากที่กินเสด็จแล้ว ครอบครัวอุจิวะ ก็มานั้งสนธนากับในห้องนั้งเล่นและเล่าเรื่องราวต่างๆที่ได้พบเจอตั้งแต่สมัยเด็ก จนถึงบันปรายของชีวิตให้พ่อกับแม่ฟัง

 

จนกระทั้งซาซึเกะก็ได้ขอไปเขานอน

 

"ซาซึเกะไม่จำเป็นต้องนอนก็ได้เรา เป็นเทวดาเราไม่ได้มีความเหน็ดเหนื่อยเหมือนมนุษย์ " อิทาจิถาม

 

 "พี่ครับผมก็แค่ขอหลับอย่างมีความสุขและสงบที่สุด เพราะตั้งแต่ผมเกิดและโตมาผมแทบไม่เคยได้หลับสบายนัก" ซาซึเกะอธิบาย

 

 จริงอยู่ที่ซาซึเกะไม่จำเป็นต้องหลับ แต่ที่เขาอยากจะหลับนั้น นั้เป็นเพราะ ในสมัยเด็กซาซึเกะแทบจะหลับนอนลำบากมาก เพราะ ขณะหลับต้องทนฟังเสียงระเบิด จากปืนใหญ่และเครื่องบินทิ้งระเบิดที่ทิ้งระเบิดลงมาอย่างต่อเนื่องทำให้พื้นดืนสันสะเทือน

 

ในห้องนอนของซาซึเกะ

 

ซาซึเกะได้เอาตัวของเขานอนลงไปในเตียงที่นุ่มและนิ่ม ตั้งแต่เขายังเด็กเขาต้องนอนอย่างลำบากมากๆเขานั้นต้องนอนบนเตียงไม้ที่แข็งกระด้างและไม่สบาย มาตลอดแม้แต่เขาเป็นนินจาแล้วยังต้องนอนบนเตียงสนามของทหารเลย

 

 ซาซึเกะได้หลับตาพักผ่อนลงอย่าสงบ และปล่อยใจให้สบาย เพราะตอนนี้เขาไม่จำเป็นต้องหลับแล้วได้ยินเสียงระเบิดเสียงกรีดร้องของผู้คน หรือมีคนมาเคาะประตูให้ไปทำภารกิจในแดนข้าศึกอีกต่อไป

 

...................................................................................................................


บทที่ 3

 

ยินดีต้อนรับสู่ดินแดนอีเดน

 

 

 ในที่สุดก็ถึงเวลาเช้าจนได้ซาซึเกะลืมตาขึ้นมา เขานั้นหลับฝันดีมาก อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน จากนั้นเขาก็ลุกขึ้นแล้วก็ใช้พลังเสกให้จัดเตียงนอนแบบอัตโนมัติ จากนั้นเขาก็รุกขึ้นไปอาบน้ำ ในห้องน้ำขนาดใหญ่และสวยงามของอุจิวะ ซึงพี่เขาก็เคยบอกว่าไม่ต้องอาบก็ได้เทวดามีกายทิพย์ที่สะอาดและมีกลิ่นหอมตลอดเวลา ไม่จำเป็นต้องอาบน้ำก็ได้ ยกเว้นเพียงว่าเราอยากจะอาบเล่นหรือแช่น้ำก็ได้

 

ซาซึเกะเอาร่างกายของตัวเองแช่น้ำอย่างสบาย ใจและรู้สึกผ่อนคลาย ตั้งแต่เล็กจนโตมาเขาแทบจะไม่เคยอาบน้ำเลยเพราะในช่วงสงครามน้ำกินหายากมากๆและในแม่น้ำก็มีแต่ศพและเศษซากต่างๆ จนพวกเราต้องกินน้ำจากน้ำฝนหรือไม่ก็นำน้ำไปตม

 

หลังจากที่อาบน้ำเสด็จซาซึเกะก็มาพบกับพี่ชายที่ห้องนั้งเล่น

 

"เป็นไงบ้างไอน้องชายอาบน้ำสะบายดีไหม" อิทาจิถามอย่างยิ้ม

 

"สบายดี ยังดีกว่าในสมัยเด็กอีกมาก" ซาซึเกะตอบ

 

"วันนี้ ฉันจะพาแก่ไปเที่ยวที่หนึ่งรับลองแก่ต้องชอบแน่ๆ" อิทาจิพูดขึ้มาอย่างมีเงือนงำ

 

ซาซึเกะก็คิดเหมือนกันว่า พี่จะพาไปที่ไหน

 

จากนั้นซาซึเกะก็ได้ลาพ่อแม่ของเขาเพื่อออกเดินทางไปกับอิทาจิ โดยครั้งนี้ซาซึเกะเลือกขอให้ตัวเองมีปีกออกมาบินเหมือนพี่ โดยปีกที่งอกออกมาจากหลังนั้น เป็นสีดำสนิท แต่ก็ดูมีความเสนห์ดุจรัตติกาล เพราะซาซึเกะชอบสีดำ

 

จากนั้นซาซึเกะกับอิทาจิก็จับมือบิน ออกไป ระหว่างทางซาซึเกะก็ได้ถามบ้างอย่างขึ้นมาทันที่

 

"พี่ฉันมีเรื่องอยากจะถามพี่ " ซาซึเกะถามขึ้น

 

"อะไรระซาซึเกะ"

 

"พวกเทวดากับนางฟ้าสามารถมีลูกกันได้ไหม" ซาซึเกะพูดออกมาเขาก็สงสัยเหมือนกันว่าบนสวรรค์เทวดาสามารถสร้างครอบครัวและเสกสมความรักเหมือนมนุษย์ไหม

 

"ฉันรู้อยู่แล้วว่านายต้องถามออกมา " อิทาจิยิ้มออกมานิดหน่อย "ฉันจะอธิบายให้ฟัง เทวดานั้น สามารถสร้างครอบครัวได้ และอีกอย่างก็สามารถมีลูกได้เหมือนกัน เทวดากับนางฟ้าเมื่อรักกันนั้นจะสามารถขอให้ทีลูกกี่คนก็ได้เพศไหนก็ได้ แต่จะอยู่ 2 แบบ"

 

ซาซึเกะฟังอย่างตั้งใจ ขระที่เขากับอิทาจิกำลังบินอยู่เหนือหมู่เมฆ ที่สวยงาม

 

"แบบแรก นั้นเทวดากับนางฟ้า นั้นเมื่อรักกันพวกเขาทั้ง 2 จะเอามือทั้ง 2 ของพวกเขามาจับประสานเขาด้วยกันจากนั้น ก็จะเกิดลำแสงขึ้นเสด็จแล้วก็จะมีเด็กทารกปรากฎตัวขึ้นมาทันที่ "

 

"ส่วนแบบ ที่ 2 นั้นอันนี้ถือว่าพบมากที่สุดเลย เทวดากับนางฟ้า รักกันแบบพวกมนุษย์ โดยการเสกสมกัน จากนั้นนางฟ้าจะตั้งท้องแล้วก็คลอดลูกออกมา แต่ตอนคลอดนั้นจะเหมือนมนุษย์มากๆ แต่สิ่งที่ไม่เหมือนกันคือ มนุษย์นั้นตอนคลอดลูกจะเจ็บปวด แต่นางฟ้าตอนคลอดลูกจะไม่เจ็บ "

 

อิทาจิอธิบายให้ซาซึเกะฟัง

 

"แต่ในแบบที่ 2 ตอนที่คลอดลูกนั้นเด็กที่คลอดออกมานั้นจะมี 2 แบบ แบบที่1  คลอดออกมาเป็นเด็กทารกปกติ   ส่วนแบบที่ 2 นั้น อันนี้ก็พบเห็นได้พอพอกัน คลอดออกมาเป็นตัวเต็มวัย พูดง่ายๆก็คือตอนคลอดออกมานั้นแทนที่จะเป็นเด็กทารกแต่ดันเป็นเด็กวัยรุ่นชายหญิงที่มีความสวยงาม และแข็งแรง   ตรงนี้ฉันจะอธิบายให้ฟัง เมื่อนางฟ้าหรือเทพีจะคลอดลูกนั้น เทวดาผู้เป็นสามีจะคอยดูแลตลอดเวลา เมื่อนางฟ้าเริ่มคลอดลูกออกมาสิ่งที่จะพบก็คือ หัวเด็กที่กำลังจะออกมาตรงนี้สามารถรู้ได้เลยว่าจะออกมาเป็นเด็กทารก หรือตัวเต็มวัย  เมื่อพวกเขาคลอดออกมานั้นจะมีลักษณะเป้นวัยรุ่นชายหนุ่มหรือหญิงสาว"

 

"เดี่ยวนะท่านพี่ ไอ้ส่วนแบบที่ 2 นี้คือ คลอดออกมาเป็นทารกก่อนแล้ว ค่อยกลายเป็นตัวเต็มวัยใช้ไหม " ซาซึเกะถามด้วยความสงสัย

 

"ไม่ใช้ ไม่ใช้ ตัวเต็มวัยที่พูดนี้คือคลอดออกมาทั้งตัวเลย ไม่ใช้ออกมาเป็นทารกก่อนแล้วค่อยโตเป็นตัวเต็มวัยทันที่ แม้แต่ตอนที่นางฟ้าท้องนั้นก็ไม่สามารถแยกได้เหมือนกันว่าลูกในท้องนั้นจะออกมาเป็นทารกหรือตัวเต็มวัย เพราะท้องก็มีลักษณะใหญ่ปกติเหมือนตอนที่มนุษย์ตั้งครรภ์ พวกที่คลอดลูกออกมาแบบนี้ไม่ได้มีแต่พวกเทวดาเท่านั้นยัง มีพวกอมนุษย์อีกด้วย" อิทาจิอธิบาย

 

ซาซึเกะก็คิดเหมือนกันว่า นี้เป็นเรื่องไม่น่าเชื้ออย่างมากถ้าเป็นคนปกติคลอดออกมาเป็นตัวเต็มไวอย่างนั้นคงได้ตายไปแล้วแต่นี้ที่ที่นี้เป็นสวรรค์

 

จากนั้นในที่สุดพวกเขาก็มาถึงที่ที่ว่าจนได้สิ่งที่ซาซึเกะพบนั้นมันเป้นสิ่งที่ที่ซาซึเกะไม่อาจจะจินตนาการออกมาได้ มันก็คือ




"ขอต้อนรับสู่อีเดน" อิทาจิตะโกนขึ้นมา

 

ซาซึเกะถึงกับตะลึงถึงความงดงามและยิ่งใหญ่ของที่นี้ อย่างมาก ภูเขาที่สูงเสียดฟ้า ลมฟัดเย็นสบาย เหล่า มังกร และนกชนิดต่างๆ บินอย่างอิสระเสรีบนฟ้า หมู่ต้นไม้นั้นสูงใหญ่และงดงามอย่างหน้าเกรงขาม สายน้ำจากแม่น้ำที่กว้างใหญ่และสวยงาม และยังมีภูเขาขนาดใหญ่ที่ลอยอยู่บนฟ้า ลอยไปลอยมาเหมือนลูกโป่งเหนือทะเลสาป และภูเขาที่มีลักษะเป็นซุ่มโค้งขนาดใหญ่ ขนาดของมันมังกรยังสามารถบินลอดได้ตั้ง  80 ตัว

 

 จากนั้นซาซึเกะกับอิทาจิก็ได้เริ่มบินสำรวจดินแดน

 

ซาซึเกะบินลัดเลาะไปตามภูเขา ที่ลอยฟ้า ที่มีน้ำตกไหล่ลงมา

 

 

และบนเลาะไปตามแม่น้ำ จนถึงน้ำตก


และจากนั้นเขาก็บินข้ามภูเขาลูกหนึ่งจบได้พบ ทุ้งหญ้าแห่งหนึ่งที่สวยงาม เขียวขจีดุจมรกตที่มีเหล่าบรรดาสัตว์ต่างๆอาศัยอยู่ ซึ่งบนทุ่งหญ้าแห่งนี้มีสัตว์แปลกๆมากมาย ที่ซาซึเกะเคยพบเห็นในหนังสือและไม่เคยพบ รวมทั้งพวกเหล่ามอนสเตอร์ด้วย เหล่าสัตว์ทั้งหมดและอสูรนั้นอยู่รวมกันอย่างสงบไม่พบเห็นการทำร้ายเพื่อกินเลย


และนี้คือสิ่งที่ซาซึเกะได้พบเจอจากนั้นเขากับพี่ชายก็บินมาถึงช่องเขาขนาดใหญ่ที่มีรูปปั้น ระหว่างภูเขาทั้ง 2 ส่วนข้างล้างที่เป็นที่ราบเชียวขจีนั้นก็ พบเห็นคนคนหนึ่งซึ่งเป็นผู้หญิงขี่ม้าอยู่เธอโบกมือทักทายอย่างเป็นมิตร

 

 

หลังจากที่ผ่านภูเขาน้อยใหญ่มาได้แล้ว

 

"เป็นไงซาซึเกะมันสุดยอดไหม " อิทาจิถาม

 

"มันสุดยอด มันสุดยอด มันสุดยอด มาก ผมผมไม่เคยเห็นอะไรอย่างนี้มาก่อนเลยในชีวิต" ซาซึเกะตอบออกมาอย่างดีใจ "แต่ท่านพี่ข้าขอถามหน่อยทำไม เหล่าสัตว์ที่อยู่บนพื้นรวมทั้งมอนสเตอร์ ทำไทถึงไม่กินกันหรือทำร้ายกันละครับ"

 

"เพราะพวกมันเป็นสัตว์เทพหรือสัตว์วิเษศไง พวกมันก็เหมือนพวกเราคือพวกมันไม่หิวโหย สิ่งที่พวกมันทำได้ก็คือ เดิน นอน และก็ขยายพันธ์ และอีกอย่างพวกมันสื่อสารกับพวกเราได้อีกด้วยนะ" อิทาจิอธิบาย

 

"มันสื่อสารกับพวกเราอย่างไรหรือ" ซาซึเกะถามด้วยความสงสัย

 

"มันสื่อสารกับพวกเราด้วยจิต ไงนายรู้หรือไม่ว่าที่เทวดากับสัตว์บน แผนดินอีเดนนี้สื่อสารกันได้เพราะ จิตไง"

 

"แล้วดินแดนแห่งอีเดนนี้มันเป็นอย่างไรหรือ" ซาซึเกะถาม

 

"ฮ่าฮ่่า" อิทาจิหัวเราะ " ฉันจะอธิบายให้ฟัง ดินแดนอีเดนแห่งนี้ก็อยู่บนสวรรค์เหมือนกันมันเป็นดินแดนที่กว้างใหญ่ไพศาลและไม่มีจุดสิ้นเหมือนสวรรค์ เป็นที่ที่เหล่าเทวดามักเดินทางมาเที่ยวชมความสวยงามและความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติบนสวรรค์ หรือไม่ก็แอบมารักกับเหล่าอมนุษย์ สิ่งมีชีวิตที่อยู่ที่นี้ก็เหมือนเทวดานั้คือ ไม่แก่ ไม่เจ็บไม่ตาย และไม่เหน็ดเหนือยหรือ หิว และก็มีพลังวิเษศในการเสก ของสิ่งต่างๆได้เช่นกันตามที่ตัวพวกเขานึกคิด รวมทั้งเหาะเหินเดินอากาศก็ยังได้ อย่างที่นายพบหญิงสาวบนหลังมานั้นนั้นก็เป็นเทวดา แต่เป็นเทวดาระดับต่ำหน่อยหนึ่ง  "

 

ขณะที่ทั้ง 2 บินอยู่บนฟ้านั้นซาซึเกะก็สังเกตุเห็นบางอย่างกำลังขยับอยู่ข้างล่าง ตัวของมันยาว มาก และมีเกล็ดที่หนาเหมือนเหล็ก มีปากที่ใหญ่ มั้นเคลื่อนไหวโดยใช้ท้องของมันในการเลือย มันเลือยไปตามป่าเขา และลัดเลาะไปตามภูเขาแต่ละลูกที่สูงใหญ่อย่างง่ายดาย หรือไม่ก็แวกว่ายในทะเลสาปและแม่น้ำ ซึ่งซาซึเกะก็นึกได้ทั้งที่ว่ามันคือ งูยักษ์



"นั้นคือพญานาค"

 

"พญานาคหรือผมไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย แล้วมันเป็นงูหรือเปล่า"

 

"ใช้มันเป็นงูแต่มันเป็น งูเทพ พวกนาค หรือนาคา นอกจากจะอาศัยอยู่ในดินแดน อีเดนแล้ว พวกมันบางส่วนก็อาศัยอยู่ตามแม่น้ำต่างของโลกแต่ละใบด้วย พวกมันสามารถแปลงกายให้ใหญ่มโหฬารจนดูหน้าเกลงขาม หรือไม่ก็หดตัวให้เล็กเท่างู ปกติก็ได้ พวกมันยังแปลงกายเป็นอะไรก็ได้สัตว์บ้าง หรือมนุษย์บ้างและยังสามารถสมสู่สิ่งมีชีวิตต่างๆได้เหมือนกัน  พวกมันแตกต่างจากเผ่าพันธ์อื่นๆ ตรงที่พวกมันสามารถสร้างเมืองและอาณาจักรได้ ถ้าเป็นในดินแดนอีเดน พวกมันสามารถสร้างเมืองได้ทั้งบนบก และในน้ำ แต่ถ้าเป็่นในโลกมนุษย์ทั่วไปพวกมันต้องสร้างในถ้ำบาดาลเท่านั้น "

 

 

อิทาจิอธิบายจนซาซึเกะเข้าใจหมดแล้วตอนนี้ทั้งสองบินขึ้นมาอยู่ใต้ต้นไม้แห่งหนึ่ง  แล้วก็นั้งพักชมความสวยงามของน้ำตกที่ไหลลงมายังทะเลสาป ลมเย็นอันแสนสบายที่พัดผ่านมา   บนภูเขาลูกหนึ่งมีปราสาทที่สวยงามตั้งอยู่บนสุด

 

 

"ซาซึเกะ ฉันต้องไปแล้ว" อิทาจิพูดขึ้นมา

 

"ไปหน่อยหรือ ท่านพี่" ซาซึเกะส่งสัย

 

"เผอิญว่าฉันนัดคนคนหนึ่งเอาไว้และอีกอย่างเชิญเที่ยวให้สนุกเลยนะไอน้องรัก" อิทาจิพูดออกมา

 

"อะ อะ หรือว่าพี่จะไปจีบหญิงกันแน่ "

 

"จะบ้าหรือซาซึเกะนี้เป็นเรื่องสวนตัวของพี่ อย่าได้คิดยุ่งเรื่องสวนตัวของพี่เลยจะดีกว่า" อิทาจิพูดอย่างขำขำ จากนั้นเขาก็สลายปีกและบินออกไป ทิ้งซาซึเกะไว้เพียงคนเดียว

 

..................................................................................................................

 

จากนั้นซาซึเกะก็บิน อีกครั้งเขามองลงมาข้างล้างสิ่งมี่เขาพบนั้นมันทั้สวยงามและยิ่งใหญ่มากๆ เขาบินผ่านเมืองต่างๆท่มีตั้งแต่ปราสาท ราชวังและบ้านเรือนต่างๆ ผ่านภูเขาและทะเลสาป หรือแม้แต่โบราณสถานต่างๆที่อยู่ตามป่าเขา และใกล้แม่น้ำ เปรียบดั่งเครื่องประดับตามดินแดนต่างๆ รวมทั้งป่าไม้ ที่สวยงามและยิ่งใหญ่มากๆ






จนกระทั้งเขาบินผ่านแม่น้ำที่ไหล่ไปจนถึงน้ำตก สิ่งที่ซาซึเกะพบเห็นขอบอกได้เลยว่าบนโลกมนุษย์นั้นช่างหายากมาก



จากนั้นซาซึเกะก์ได้มาถึงเมืองๆนึง ที่ชื่อว่า กอนโดลิน

 

 

เมืองๆนี้เป็นของพวกเอลฟ์ ที่นี้เขาได้ลงเดินสำรวจบ้านเมือง ที่ที่นี้เป็นเมืองที่สวยงาม มีหอคอยสูงใหญ่ รูปปั้นถือดาบสีทองที่อยู่ระหว่างทางเขาประตู กำแพงเมืองที่แข็งแกล่ง มหาวิหารที่ใหญ่อย่างโออ่า ถนนหนทางที่สะอาดและขาวบริสุทธิ์แม้แต่ตามตรอกซอกซอย เขาแถบจะไม่เห็นขยะหรือถังขยะเลย  เขาเดินไปตามถนนของเมืองแห่งนี้ก็พบผู้คนเดินกันอย่างคึกคัก เหล่าชาวเอลฟ์นั้น มีรูปลักษณ์ที่สูงสง่า สวยงาม ทั้งชายและหญิงพวกเขาช่างเหมือนมนุษย์มากๆ เพียงแต่สิ่งที่ไม่เหมือนกันคือหูที่แหลม กับความสง่างามที่ไม่อาจหาที่ติได้

 

 

ขณะที่ซาซึเกะกำลังเดินเที่ยวอยู่นั้นเขาก็

 

ตุ๊บ

 

"ขอโทษที่นะครับ" ซาซึเกะชนกับใครก็ไม่รู้เพราะเขามัวแต่เดินเพลิดเพลินชมความสวยงามของเมืองนี้

 

"ไม่เป็นหลอกพ่อหนุ่ม แล้วเจ้าเป็นอะไรหรือเปล่า" คนตรงหน้าถามกลับมาอย่างไม่ถือสา

 

เมื่อซาซึเกะเงยหน้ามองก็ต้องพบว่าคนที่เขาชนคือ

 

 

สิ่งที่เขาชนนั้น ตัวของมันมีขนาดใหญ่ยักษ์มากๆ ตัวสูงใหญ่ ผิวสีเขียวเหมือนใบไม้สด มีกล้ามเนื้อใหญ่เป็นมัด มีแขนที่ใหญ่และแข็งแรง ผมสีเทา มีหูแหลมเหมือนเอลฟ์ ดวงตาสีแดงฉาน ปากของมันมีฟันที่แหลมคม สวมชุดเกราะ ใช้มันคือออร์ค

 

"เออ คือ เออ ผม"

 

"ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร ลุกขึ้นมาเถอะ"

 

 ออร์คพูดขึ้นมาจากนั้นก็จับมือซาซึเกะแล้วดึงเขาขึ้นมา ซาซึเกะสัมผัสมือของออร์คตัวนี้บอกได้เลยว่ามือของเขาใหญ่มากพอจะสามารถบีบกะโหลกเขาได้แค่มือเดียวเลยโดยไม่ต้องใช้ 2 มือ และเมื่อยื่นขึ้นมานั้น ขอบอกไว้ก่อน ว่าเขาสูงใหญ่มากๆ ตัวซาซึเกะ ถ้าเอาเขากับออร์คตัวนี้มาเที่ยบกันแล้วนั้นเขาสูงถึงแค่บริเวณหน้าท้องของออร์คตัวนี้

 

"ฉันชื่อ กอลิม" ออร์คที่ชื่อกอลินแนะนำตัว

 

"ผมชื่อซาซึเกะครับ" ซาซึเกะแนะนำตัวตามมารยาท "เผอิญว่าผมเป็นนักท่องเที่ยวคนหนึ่งแค่นั้นครับ"

 

"อ่อ เทวดานักท่องเที่ยว เธอมาเที่ยวเมืองกอนโดลินนะซี่ใช้ไหม "

 

"ใช้ครับ" ซาซึเกะตอบกับไป

 

 "งั้นฉันว่าหาที่นั้งสนธนาหน่อยดีกว่านะ"

 

หลังจากนั้น ซาซึเกะกับกอลิม ก็ไปนั้งดื่มกาแฟและกินเค้กที่ร้านแห่งหนึ่ง ซึ่งไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินเพราะของทุกอย่างในสวรรค์นั้นเสกขึ้นมาเองได้เพราะฉะนั้นไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินหรือเสียเงิน จากนั้นทั้ง 2 ก็สนธนาแลกเปลี่ยนเรื่องราวกัน

 

"ท้าท่านเป็นออร์คทำไมพวกเอลฟ์ถึงไม่เกรียจหรือกลัวท่าน" ซาซึเกะถามด้วยความสงสัย

 

"ฮ่า ฮ่า" กอลิมหัวเราะ " ที่เราทุกเผ่าพันธ์อนุษย์ทั้งหมดนั้น รวนแต่เป็นวิญญาณคนดีที่มาเกิดทั้งนั้น ถึงพวกเราจะเกิดเป็นอะไรนั้นไม่สำคัญเท่าจิตใจของเรา "

 

"แล้วเผ่าออร์คของท่านมีเพศหญิงไหม" ซาซึเกะถามขึ้นเขาก็นึกไม่ออกเหมือนกันว่าท้าออร์คเพศผู้มีตัวขนาดนี้แล้วตัวเมียจะขนาดไหน

 

"มีแน่นอน พวกนางนั้นก็มีขนาดเท่าพวกเรานี้แหละ เพียงแต่หุ่นและหน้าตานั้นจะดีหน่อย"

 

"แล้วท่านรู้อะไรเกี่ยวกับดินแดนอีเดนบ้างไหมครับ" ซาซึเกะถามอย่างสงสัย

 

"ดินแดนนี้แห่งนี้เป็นดินแดนกว้างใหญ่ไพศาลไม่มีจุดสิ้นสุด ต่อให้สำรวจไปมากแค่ไหนก็จะเจอกับดินแดนใหม่ๆตลอดเวลารวมทั้งสิ่งมีชีวิตแปลกใหม่อีกด้วยเช่นกัน " กอลิมตอบคำถาม "ข้านั้นสำรวจมามากแล้ว แต่ก็ยังสำรวจได้ไม่หมดหลอก "

 

 

"แล้วท่านมาทำอะไรที่นี้หรือ" ซาซึเกะถามขึ้นมาเพราะเข้าก็อยากรู้เหมือนกันว่าออร์คนั้นมาเที่ยวอะไรในเมืองของพวกเอลฟ์

 

"ข้าพาเมียข้า กับลูกทั้ง 2 มาเยี่ยมราชาแห่งกอนโดลินซึ่งเป็นพ่อเมียข้านะ "

 

"งั้นแปลว่าท่านแต่งงานกับเจ้าหญิงเอลฟ์นะสิใช้ "

 

"ใช้ ใช้"

 

ทั้งสองนั้งสนธนาพูดคุยกันกันต่อไป จนกระทั้ง

 

"ท่านพ่อ ท่านพ่อ" เสียงของเด็กน้อยทั้ง 2 กำลังวิ้งมาทางนี้

 

เมื่อซาซึเกะหันไปก็พบกับเด็ก 2 คนเป็นเด็กผู้ชายกับเด็กผู้หญิง เด็กทั้ง 2 นั้นมีหน้าตาเหมือนเอลฟ์เด็กที่ซาซึเกะเคยเดินเจอ พวกเขาทั้ง 2 มีผมบอลน์ทอง ตาสีฟ้าแต่ผิวของทั้ง 2 นั้นเป็นสีเขียวดั่งใบไม้อ่อน ทั้ง 2 ได้วิ่งมาหากอลิมจากนั้นจากนั้นพวกเขาทั้ง 2 ก็กระโดดเกาะ แขนขนาดใหญ่ของกอลินอย่างซุกซน

 

 "อ่า ฮ่า ลูกพ่อนี้ซนจริงเลย ฮ่า" กอลิมหัวเราะ "อ่อ ซาซึเกะฉันขอแนะนำให้รู้จักลูกแฝดของฉันนี้คือ อาเซน ลูกชายคนโต้ กับไมร่าลูกสาวคนเล็ก  "

 

"หวัดดีครับ ซาซึเกะ"

 

"หวัดดีค่ะ ซาซึเกะ"

 

เด็กทั้ง 2 พูดทักทายพร้อมเพียงกัน

 

"หวัดดี " ซาซึเกะทักทายไป  "ลูกๆของท่านนี้เป็นลูกครึ่งใช้หรือเปร่า"

 

"อ่อใช้แล้วพวกเขาเป็นลูกครึ่ง" กอลิมเเริ่มอธิบาย" เป็นธรรมดาอยู่แล้วที่เหล่าอมนุษย์จะมีบ้างที่รักข้ามเผ่าพันธ์กัน ในอาณาจักรของพวกออร์ค ก็มีพวกลูกครึ่งเหมือนๆกัน ยกตัวอย่าง ลูกครึ่งออร์คกับเอลฟ์ เมื่อพวกเขาเกิดมาทั้งชายและหญิงจะมีลักษณะที่แตกต่างจากเอลฟ์กับออร์ค เช่น เด็กผู้ชาย จะกำยำเหมือนพ่อออร์ค ร่างกายสูงใหญ่ แต่ไม่เท่าพ่อ รูปโฉมอาจงดงามคล้ายแม่เอลฟ์ แต่จะออกไปทางองอาจมากกว่าไม่ได้หล่อเหลาโดดเด่น สวนเด็กผู้หญิง นั้น จะได้จากทางแม่เอลฟ์มากกว่า คือรูปร่างจะไปทางแม่ แต่จะสูงใหญ่กว่าเอล์ฟหรือผู้หญิงทั่วไป ความแข็งแรงนั้นได้จากพ่อออร์ค"

 

"แบบนี้นี้เอง" ซาซึเกะถึงบางอ่อ

 

"อ่อ แล้วแม่ละเดินมากับลูกด้วยหรือเปร่า" กอลินถามลูกทั้งสองหลังจากที่สนธนาเสด็จ

 

"นั้นไงท่านแม่มาแล้ว" ไมร่าพูดขึ้น

 

เมื่อ ซาซึเกะหันไปก็พบกับ เอลฟ์สาวตนหนึ่ง เธอสูงพอพอกับผม ผมสีบอรน์ทองยาว สรวย ตาสีฟ้า ผิวขาวดั้งไข่มุกเธอช่างเสนห์ที่แรงมาก เธอแต่งกายนุ่งน้อยห่มน้อยอย่างเปิดเผยเรือนร่าง เธอเดินเท่าเปร่าไม่ใส่ร้องเท่า เธอช่างเป็นเจ้าหญิงเอลฟ์ที่สวย           งามมากๆ ใครเห็นนี้จำต้องลงไหลอย่างโงหัวไม่ขึ้นแน่นอน

 

 

ผมอยากจะบอกว่ากอลิมว่า เมียพี่นี้สุดยอดมากไม่รู้ว่ามาได้กันได้อย่างไร

เมื่อกอลิมลุกขึ้นยืนแล้วเดินมาหาภรรยาเอลฟ์สาวนั้น จะพบได้ว่าเธอนั้นสูงถึงเพียงแค่หน้าท้องของกอรินเหมือนผม

 

 "ข้าขอแนะนำให้รู้จักภรรยา ข้า เจ้าหญิงมาเรีย ราชธิดาของกษัตริย์ ทิออนผู้ครองนคร กอนโดลิน" กอลิม

 

 "สวัสดีข้า ชื่อมาเรีย" มาเรียทักทายอย่างสุภาพ

 

 "สวัสดี ครับผมชื่อ ซาซึเกะ" ผมแนะนำตัวออกไป

 

"ท่านเดินทางมาเดินทางมาเที่ยวเมืองแห่งนี้ ท่านน่าจะมากินข้าวที่งานเลี้ยงกับพวกเราไหม" มาเรียกล่าวเชิญซาซึเกะ

 

 

"อ่อ ไม่เป็นไรหรอก ครับเพราะผมอยากเดินทางต่อ นะครับ ผมอยากจะสำรวจดินแดนแห่งนี้ให้มากขึ้นหน่อย ผมชักจะหลงใหลมันเสียแล้ว"

 

"เอาน่านะมากินเลี้ยงกับพวกเราก่อนเถอะ แล้วหลังจากนั้นก็ค่อยเดินทางต่อ" กอริมกล่าวเชิญชวน

 

เมื่อซาซึเกะไม่อาจจะปฏิเสทได้เข้าจึงต้องมารวมกินเลียงงานฉลอง กับ กอลิม งานฉลองก็ทั้งหยิ่งใหญ่และสนุกมาก มีการแสดงต่างมากมาย มีอาหารแบบต่างๆที่อร่อยและหน้ากินตั้งมากมาย ส่วนซาซึเกะก็สนธนาแลกเปลี่ยนเรื่องราวของตัวเองกับกอลิม โดยเฉพาะลูกทั้ง 2 ของกอลิมที่ดูจะตั้งใจฟังมากที่สุด

 

เมื่องานเลี้ยงจบลง กอลิมกับมาเรีย และลูกทั้ง 2 ก็มาส่งผมที่หน้าประตูเมือง จากนั้นซาซึเกะก็สลายปีกสีดำออกมา

 

"ล่าก่อนนะครับ ขอให้พวกคุณโชคดีะ" ซาซึเกะกล่าวคำอำลา ครอบครัวกอลิม

 

"ขอให้เธอเดินทางปลอดภัยนะ" กอลิมกล่าวลา

 

"กลับมาหาพวกเราอีกนะ" มาเรียกล่าวลา พร้อมทั้งลูก ทั้ง 2 ก็กล่าวลาผมเช่นกันกัน

 

"กลับมาหาพวกเราอีกครั้งนะพี่ซาซึเกะ" กล่าวลาพร้อมกัน

 

"ฉันจะกลับมาหาพวกเธอแน่นอน" 

 

จากนั้นซาซึเกะก็บินขึ้นไปบนท้องฟ้า แล้วบินไปสู่ดินแดนที่ห่างไกล่ของอีเดน

 

 

 

...................................................................................................................



ซาซึเกะบินเรียบไปตามแม่น้ำที่กว่างใหญ่ที่สวยงามจุดอัญมณี บนท้องฟ้าเขาได้เห็นมนุษย์นกที่เรีกว่า ฮาร์บี้ ตัวเป็นคน แขนเป็นปีก เท้าของพวกมันเป็นกรงเล็บเหมือนเหียว แต่ก็มีฮาร์ปี้บางตัวมีแขนและก็มีปีกอยู้ข้างหลัง พวกฮาร์ปี้มีทั้งชายหญิง รวมทั้งพวกที่เป็นเด็กซึ่งก็คือลูกฮาร์ปี้ บินอยู่บนท้องฟ้าจำนวนมากกับเหล่าบรรดานก และมังกร

 

 ส่วนแม่น้ำนั้น ระหว่าง 2 ฝั่งมีผืนป่าเขียวขจี ขนาดใหญ่ดุจมรกต รวมทั้งยังมีบ้านเรือนที่สร้างอยู่ริมแม่น้ำ และทุ่งลาเวดเดอร์อยู่ตลอด 2 ข้างฝั่ง

 

 แต่สิ่งที่ซาซึเกะพบในแม่น้ำขณะกำลังบินนั้นคือเหล่าบรรดาชาวเงือก ที่กระโดดเล่นไปตามแม่น้ำที่พวกมันแวกว่าย  พวกเขามีลักษณะตัวเป็นคนหางเป็นปลา พวกชาวเงือกนั้นมีผิวขาวดั่งไข่มุก และเงือกแต่ละตัวมีเส้นที่มีสีแตกต่างกันไปตามเฉพาะตัว เช่นสีแดง สีส้ม สีทอง สีขาว สีเงิน สีดำ สีเขียว แม้แต่เกล็ดปลาของพวกเขาที่มีตั้งแต่ สีเงิน สีชมพูอ่อน สีขาว และสีมรกต  เผ่าเงือกนั้นขึ้นชื่อว่า เป็นเผ่าที่มีความสวยงามมากทั้งชายและหญิง

 

 และยังมีเงือกบางตัวมี ปีกเหมือนกับเทวดา บางตัวก็มีปีกเหมือนเหล่าแฟรี่ ซึ่งผมคิดว่าอาจเป็นลูกครึ่งไม่ก็ พวกนางเงือกอาจเสกขึ้นมาเองได้

 

 เงือกตัวผู้นั้นจะมีร่างกายที่กำยำแข็งแรงบางตัวมีผมสั้น บางตัวมีผมที่ยาว พวกเผ่าเงือกนั้นมักอยู่รวมกันเป็นครอบครัว ซาซึเกะยังเห็นนางเงือกบางตัวตั้งท้องอยู่ด้วยและ ยังเห็น เหล่าลูกเงือกที่ตัวน้อยและน่ารักว่ายน้ำเล่นกับพ่อแม่ไม่ก็เกาะหลังพ่อและแม่ หรือไม่ก็พวกเหล่าเงือกก็ว่ายน้ำเล่นกับ พญานาคอย่างเป็นมิตร

 

ขณะที่ซาซึเกะบินอยู่นั้นเองเขาก็สังเกตุเห็นพญานาคที่มีขนาดเท่างูปกติ กำลังรัดนางเงือกตนหนึ่งอยู่แต่ เมื่อซาซึเกะแอบดูก็พบว่า มันไม่ได้จะกินนางเงือกสาวตนนี้ แต่ทั้ง 2 กำลังบรรเลงรักกันอยู่นั้น ซาซึเกะถึงกับกลืนน้ำลายเพราะ ไม่รู้ว่าลูกของทั้ง2 นั้นจะออกมาหน้าตาเป็นอย่างไร

 

จนกระทั้งซาซึเกะได้มาถึงทะเลสาปแห่งหนึ่ง

 

เขาได้บินขึ้นไปบนต้นไม้เพื่อพักผ่อนหย่อนใจชมความสวยงามของธรรมชาติแล้วก็หลับพักผ่อนไป

 

 เมื่อซาซึเกะตื่นขึ้นมาเขาก็ได้พบกับเงือก 2 ตัว เป็นชายหนุ่มหญิงสาวกำลังเล่นสาดน้ำกันอย่างสนุกสนานในทะเลสาปโดยที่ทั้ง 2 ไม่ได้สนใจเลยว่ามีคนดูพวกเขาอยู่บนตนไม้ สิ่งที่ซาซึเกะเห็นคือ

 

เงือกหนุ่มนั้นเป็นชายหนุ่มรูปงามที่สาวใดเห็นคงต้องละลายใจให้กับรูปโฉมที่งดงาม เขาเป็นเงือกหนุ่มมีร่างกายที่แข็งแรงและหุ่นดี ผมสีทองสั้น ตาสีฟ้าราวมหาสมุทร หางปลามีเกล็ดฟ้าสี

 

สวนเงือกสาวนั้นเธอเป็นเงือกสาวที่สวยมากผิวขาวดั่งไข่มุก ผมสีแดงยาวสรวย ตาสีฟ้าดุจท้องสมุทร หางปลามีเกล็ดสีแดงอ่อน หน้าตาจัดว่าน่ารักมาก

 

แต่เงือกสาวตัวนี้กำลังตั้งท้องซึ่งซาซึเกะสังเกตุว่าเป็นท้องที่แก่ใกล้คลอดแล้ว

 

"ฮ่า ฮ่า มินาโตะพอได้แล้ว" เงือกสาวหัวเราะออกมาแล้วบอดให้เงือกหนุ่มที่ชื่อมินาโตะให้หยุดสาดน้ำ

 

"กำลังสนุกอยู่เลยคุชินะ มาเล่นต่อมา " มินาโตะสาดน้ำใส่เงือกสาวที่ชื่อคุชินะ

 

จากนั้นคุชินะก็รีบว่ายน้ำหนีอย่างรวดเร็ว โดยมีมินาโตะว่ายตามหมายจะจับทั้ง 2 ว่ายน้ำ และไล่จับในทะเลสาปอย่างสนุกสนาน

 

"ฮ่า ฮ่าจับฉันให้ได้สิ "

 

"อย่าหนีนะคุชินะ ฉันจะจับเธอให้ได้ ยัยมะเขือเทสท้องแก่"

 

ทั้ง 2 ยังคงว่ายน้ำไล่จับกันพักหนึ่งโดยมีซาซึเกะจับตาดูอยู่บนต้นไม้โดยที่ทั้ง 2 ไม่ได้สังเกตุ

 

จนกระทั้ง เงือกสาวคุชินะ ว่ายไปจับขอนไม้ แล้วก็หยุด

 

"จับได้แล้ว ฉันชนะ เอ่อ คุชินะเป็นอะไรหรือเปร่า" มินาโตะว่ายเข้ามากอดคุชินะจากข้างหลัง ได้แล้วแต่เธอกับไม่ดีใจจึงถามออกไป

 

จากนั้นคุชินะที่จับขอนไม้อยู้ก็หันหน้ามาแล้วพูดว่า

 

"มินาโตะ ฉันกำลังจะ จะ คลอดลูกแล้ว" คุชินะพูดขึ้นมาโดยที่ตัวเธอเองยังจับขอนไม้ไว้

 

 

 

...................................................................................................................



บทที่ 4

 

ความรักของประกายแสงสีทองกับ ยัยเงือกมะเขือเทศ

 

 ความมืดคือสิ่งที่ผมจำได้  ผมตื่นขึ้นมาและแวกว่ายออกมาจากดอกไม้ทะเล สิ่งเดียวที่ผมจำได้คือผมชื่อมินาโตะ แล้วสิ่งแรกที่ผมพบเห็นคือใต้น้ำที่ มีปลาชนิดต่างๆและก็ดอกไม้ทะเล รวมทั้งตัวผมที่มีแขนแต่ท่อนล้างของผมกลับเป็นหางปลา จากนั้นผมก็ดำขึ้นมาบนผิวน้ำและได้สัมผัสกับแสงอาทิตย์ ที่แสนอบอุ่น ผมมองแผนดินรอบที่มีต้นไม้นกชนิดต่างบินไปอย่างอิสระเสรี จากนั้นผมก็ว่ายน้ำไปตามแม่น้ำแล้วไปเจอเขากลับกลุ่มคนที่เหมือนผม พวกเขาบอกว่าพวกเขาคือเผ่าเงือกซึ่งผมเองก็เป็นสวนหนึ่งกับพวกเขาเช่นกัน นั้นก็เพราะผมเป็นเงือก พวกเขานั้นเป็นมิตรกับผมอย่างมากเสมือนเป็นครอบครัว 

 

 แต่ที่แน่ๆ เหล่าเงือกสาวนั้นดูจะตามมาจีบผมอย่างมากเพราะพวกเธอหลงเสนห์ในตัวผมแต่ผมกับไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไร แต่ผมกลับเลือกที่จะคบหาพวกเธอในฐานะเพื่อนมากกว่า

 

จนกระทั้งขณะที่ผมกำลังแวกว่ายน้ำเล่นไปตามแม่น้ำอยู่นั้น ผมก็พบกลับเงือกสาวตนหนึ่งกำลัง นั้งร้องเพลงอันไพเราะอยู่บนโขดหิน เมื่อพระจันทร์ส่องกระทบเรื่อนร่างของเธอทำให้ผม ได้เห็นเสนห์และความสวยงามของเธอ เธอมีผมสีแดงเหมือนมะเขือเทศ เธอมีหางปลาที่มีเกล็กสีแดงอ่อน ดวงตาสีฟ้า ผิวขาวดั่งไข่มุก

 

 ผมกลับลงไหล่ในตัวเธอมากจากนั้นผมก็แอบว่ายเข้าไปใกล่เธอแต่เมื่อเธอพบผมเข้าเธอรีบกระโดดลงน้ำทั้นที่ผมจึงว่ายน้ำตามเธอไป แต่เธอนั้นกลับหายไปแล้วผมหันไปรอบๆเพื่อหาเธอคนนั้น

 

แต่แล้ว ก็ มีบ้างอย่างมาฉุดผมลงใต้น้ำเมื่อผมโดนฉุดลงมาผมก็ได้พบกับเธออีกครั้ง เธอนั้น เอามืออันแสนอ่อนโยนเข้ามาจับที่ใบหน้าของผม ดวงตาของเรา 2 คนสบตากัน อย่างไม่ห่างกัน




จากนั้นเธอก็ถามผมขึ้นมา

 

"เธอชื่อะไร " เธอถามออกมา

 

"ฉันชื่อมินาโตะ แล้วเธอละชื่ออะไร" ผมตอบออกไปด้วยสายตาที่หลงไหล

 

"ฉันชื่อคุชินะ" คุชินะตอบออกมา"แต่ แต่ทำไมนายถึงตามฉันมาละ"

 

จากนั้นเราทั้ง 2 ก็สนธนากันอยู่ในใต้น้ำนั้นนานเท่าไหล่ก็ไม่รู้ เราคุยกันถูกคอกันอย่างมาก จากนั้นคุชินะกับผมก็แวกว่ายน้ำเล่นไปตามแม่น้ำ แล้วก็ดำน้ำชมดูปะกาลัง สัตว์ทะเลชนิดต่างๆ รวมความสวยงามต่างๆ รวมทั้งว่ายน้ำรวมกับฝูงโลมา

 

จนกระทั้ง เราก็ว่ายมาถึงสถานที่หนึ่ง ที่เหมือนปากแม่น้ำ  ภาพที่เราทั้ง 2 ได้เห็นนั้นช่างงดงามมาก ท้องทะเลที่กว้างใหญ่ดุจมหาสมุทร มีภูเขามากทมาย และยังมีเกาะที่ลอยฟ้าอยู่เหนือทะเล





พวกเราได้สูบกลิ่นอายแห่งท้องทะเลที่มากับสายลมจากนั้นเราทั้ง 2 ก็ไปแวกว่ายน้ำเล่นอย่างสนุกสนาน

 

จนกระทั้งถึงยามคำคืน คำคืนนั้นช่างงดงามมากนัก จันทราสาดส่องมายังท้องทะเล จนมันเปล่งแสงประกายดั่งไพลิน บนนภายามคำคืน มีมวลหมู่ดารา ท่อแสงอย่างดงามดุจเพชรประกาย



เรา 2 คนชมความงดงามอย่างมีความสุข จนกระทั้ง ดวงตาของพวกเราทั้ง 2 มองได้สบตากันจากนั้น มินาโตะและคุชินะ ก็เริ่มจับมือกันและเต้นรำกันในน้ำ

 

 

ความรักเอย เจ้าลอยลมมาหรือไร

มาดลจิต มาดลใจ เสน่หา

รักนี้จริงจากใจหรือเปล่า หรือเย้าเราให้เฝ้าร่ำหา

หรือแกล้งเพียงแต่แลตา ยั่วอุราให้หลงลำพอง 

สงสารใจฉันบ้าง วานอย่าสร้างรอยช้ำซ้ำเป็นรอยสอง

รักแรกช้ำน้ำตานอง ถ้าเป็นสองฉันคงต้องขาดใจตาย

สงสารใจฉันบ้าง วานอย่าสร้างรอยช้ำซ้ำเป็นรอยสอง

รักแรกช้ำน้ำตานอง ถ้าเป็นสองฉันคงต้องขาดใจตาย

 

  ทั้ง 2 เงือกเต้นรำกันภายใต้แสงดาราและจันทรา โดยที่คุชินะได้ร้องเพลงอันแสนไพเราะ ควบคู่ไปกับการเต้นรำ

 

หลังจากที่ทั้ง 2 ได้เต้นรำกันเสด็จแล้ว ทั้งสองก็พากันดำดิ่งลงไปในน้ำทั้ง 2 ดำลงมาไม่ลึกมากนัก

 

 2 เงือกหนุ่มสาว เข้าหาและกอดเข้าด้วยกัน และจุมพิตรักกันอย่างแผวเบา  ทั้ง 2 คนจูบกับอย่างแผวเบาแต่จากความแผวเบาก็เริ่มแปลเปลี่ยนเป็นความร้อนแรงมากขึ้น หางปลาของทั้ง 2เริ่มรัดกันแต่ไม่แน่นมากนัก

 

ร่างกายราวกับกำลังมอดไหม้จากเปลวเพลิงแห่งกามารมณ์ ฝ่ามือทั้งสองยามลูบไล้ผิวเนียนละเอียดร้อนผ่าวดั่งเช่นใครจุดไฟเผา ริมฝีปากร้ายกาจ บดเบียดช่วงชิงลมหายใจทั้งหมดไว้เป็นของตัวเองฝืนบังคับให้เธอรับอากาศแค่ที่เขาให้เท่านั้น จุมพิตร้อนแรงคล้ายดึงเองวิญญาณหลุดออกไปเพราะ ความดื่มดำ

 

 คุชินะบิดเกร็งจนสั่นเมื่อของแข็งบางอย่างสอดเข้ามาในเรื่อนร่าง สัมผัสฝืดเคืองแทรกผ่านความอบอุ่นเชื่องช้าเหมือนกับว่าคนทำพยายามทะนุถนอมแก้วเปราะบางไว้สุดความสามารถ ชายหนุ่มดูดดึงลำคอขาวเนียนเรียกความสนใจย้ำอยู่อย่างนั้น

 

อย่าเกร็ง...หายใจเข้าลึก

 

เสียงทุ้มเอ่ยกระซิบริมใบหู ถึงอยู่ในน้ำจะไม่ได้ยินแต่พวกเขาทั้ง 2 ก็สามารถสื่อสารกันได้ ก่อนจะไล้เลียมันเพื่อปลุกไฟปรารถนาให้ลุกโชนกว่าเดิม ตาคมจ้องมองเสี้ยวหน้าหวานล้ำที่ทรงอิทธิพลต่อหัวใจแดงซ่าน ดวงตาฉ่ำน้ำตาสะท้อนภาพของเขาที่เคลื่อนไหวกายอย่างหนักหน่วง แสงจันทราจากฟากฟ้าในยามราตรีสาดส่องทะลุผิวน้ำลงมาทั่วกรอบหน้างามของเธอ

 

สัดส่วนโอฬารแหวกผ่านปราการเข้าแตะจุดลึกลับที่สุดในร่างบอบบองโดยไม่ออมแรง เข้าบดขยี้มันราวกับจะสังหารเธอให้ตายในอ้อมกอดแสนรัญจวน  ห่างปลาของทั้ง 2 เริ่มรัดติดกันแน่นมากกว่าแต่กอน เหมือนจะไม่ให้ทั้ง 2 แยกจากกัน


ร่างกายกำยำกระแทกกายครั้งสุดท้ายปลดปล่อยสายธารแห่งชีวิตลงในช่องบริสุทธิ์ แรงกระตุกตอดรักยามนางอันเป็นที่รักแตะขอบสวรรค์ราวกลับปลุกส่วนแข็งขืนให้ฟื้นพลังอีกครั้ง

 

และดูท่าค่ำคืนนี้....จะยาวไกลยิ่งนัก

 

หลังจากที่ทั้ง 2 ได้เสกสมกันเสด็จแล้ว ทั้ง 2 ก็แวกว่ายน้ำขึ้นมานอนอาบแสงจันทร์บนหาดทรายสีขาวแห่งหนึ่ง โดยที่ทั้ง 2 นอนอยู่บนทรายอันขาวบริสุทธิ์

 

 

"รักข้าไหมมินาโตะ

 

ข้ารักเจ้าเช่นกันคุชินะ

 

 ทั้ง 2 ตอบรักกัน และก็หลับไปในห่วงราตรี

ตอนเช้า

 มินาโตะลืมตาขึ้นมาเมื่อแสงอาทิตย์สาดส่องลงมา เมื่อเขาตื่นมาเขาก็ไม่พบคุชินะเข้าหันไปทั่วเพื่อพยายามหาเธออันเป็นที่รักจน กระทั้งมินาโตะก็พบเธอเข้าจนได้ เธอนั้งอยู่บนเกาะทรายขนาดเล็กกลางน้ำทะเลที่ไม่ไกลนัก เธอหันหน้าออกทะเลทำให้มินาโตะเห็นแต่แผ่นหลังที่มีผมสีแดงปิดอยู่ จากนั้น     มินาโตะก็ แวกว่ายน้ำ เข้าไปอย่างช้าเมื่อถึงตัวเธอ

"แบ่ แบ่" เขาเข้าจับแขนเธอแล้วก็แกล้ง ให้เธอตกใจ

"มินาโตะเล่นอะไรเนี้ย" คุชินะว่า

"โถ่ ข้าก็แค่แกล้งเจ้านิดเดียวเอง" มินาโตะ พูดออมาอย่างสนุก

"อ่อ ลืมไปมินาโตะ ข้าอยากให้ท่านดูสิ่งที่พิเศษมากรับลองนายต้องดีใจแน่ " คุชินะพูดอย่างมีปริศนา

"อะไรหรือสิ่งที่เธออยากให้ดู" มินาโตะถามด้วยความสงสัย

เมื่อคุชินะหันมา สิ่งที่มินาโตะเห็นนั้นคือท้องของคุชินะนั้น พองโตและใหญ่ออกมา จากนั้นเธอก็จับเอามือของมินาโตะสัมพัสท้องใบใหญ่

 

"คุชินะนี้มันอะไร เธอไปกินอะไรมาถึงอ้วน" มินาโตะพูดออกไปอย่างไม่คิดถึงผลที่ตามมา

โป็ก

คุชินะเคกกระบานมินาโตะ โทษฐานพูดไม่คิด

 

"ตาบ้า ฉันไม่ได้ไปกินอะไรมาแล้วอ้วนหรอก " คุชินะพูดออกมาอย่างฉุนโกรธ "เอาหูแนบฟังสิ"

 

เมื่อมินาโตะเอาหูแนบเข้ากับท้องของคุชินะ เขาก็ได้ยินเสียงหัวใจน้อยๆเต้น

 

 

"นี้อย่าบอกนะว่า " มินาโตะตาเบิกโพลงขึ้นมา

 

"ใช้มินาโตะ ฉันท้อง" คุชินะเฉลยออกมา

 

 มินาโตะรู้สึกดีใจออกมาทั้ง 2 นั้นจะได้สร้างครอบครัวอันแสนอบอุ่นขึ้นมา

"ลูกเราจะเป็นชายหรือหญิงนะ" มินาโตะลูปท้องคุชินะ และนึกว่าลูกในท้องจะเป็น เพศชายหรือหญิง

"ไม่รู้สิ แต่ไม่ว่าเป็นชายหรือหญิง เขาก็คือลูกของเรา " คุชินะลูปหัวมินาโตะที่เอาหูมาแนบฟังท้อง

...............................................................................................................................................................


หลังจากวันนั้น มา มินาโตะกับคุชินะก็ได้มาสร้างบ้านในถ้ำใต้น้ำ บนเกาะขนาดเล็กแห่งหนึ่ง ที่มีต้นไม้ขึ้นเพียง 10 ต้น

ภายในถ้ำของเรานั้น มีเตียงนอนที่ทำจากเปลือกหอยขนาดใหญ่ที่สามารถนอนได้ตั้ง 5 คนและต้นไม้น้ำกับดอกไม้ทะเลแสนสวยในถ้ำ และหอยมุกประดับตามถ้ำ

จากนั้นวันต่อมา เรา 2 คนออกมาว่ายน้ำเล่นกันนอกถ้ำ

.......................................................................................................................................................................

 

"อะไรนะเธอจะคลอดลูกแล้วหรือ" มินาโตะตกใจขึ้นมาอย่างทำอะไรไม่ถูก

 

 

"ใช้ มินาโตะลูกเรากำลังจะออกมาแล้ว" คุชินะยังคงจับขอนไม้เอาไว้โดยไม่ปล่อย

 

 มินาโตะเริ่มทำคลอกคุชินะ เขาค่อยดำน้ำพุดๆโพๆ เพื่อดูว่าลูกคลอดออกมาหรือยัง โดยที่ไม่ได้สนใจหรือเห็นซาซึเกะที่แอบดูอยู่บนต้นไม้

 

"ลูกใกล้ออกหรือยัง"

 

มินาโตะพุดขึ้นมาจากน้ำ

 

"อีกนิดเดียวคุชินะ ตอนนี้ส่วนหัวเริ่มออกมาแล้ว"

 

 มินาโตะยังคงทำคลอดต่อไป

 

จนกระทั้งในที่สุด สิ่งที่พวกเขาหวังไว้ก็เกิดขึ้นจนได้ เมื่อมินาโตะดำน้ำลงไปอีกครั้งเข้าก็เห็นว่าในที่สุดคุชินะก็คลอดลูกออกมา แต่สิ่งที่เขาเห็นนั้นกลับไม่ใช้เด็กทารกลูกเงือก แต่เป็นหญิงสาววัยรุ่นที่คลอดออกมา จากนั้นมินาโตะก็เข้ามาอุ่มเด็กสาวแล้วก็พุดขึ้นมาจากน้ำ

 

(ถ้าคุณอยากรู้ว่าเงือกคลอดลูกอย่างไร จงดูปลาโลมาเป็นตัวอย่าง ถ้าปลาโลมาคลอดลูกอย่างไร เงือกก็คลอดลูกอย่างนั้น)

 

 คุชินะที่เหนื่อยจากการคลอดลูกจึงปล่อยขอนไม้ออกมาจากนั้นก็หันหลังเพื่อไปดูลูกที่คลอดออกมา สิ่งที่เธอพบนั้นคือเด็กสาวหาใช้เด็กทารกไม่

 

"คุชินะดูสิลูกของเรา เราได้ลูกสาว" มินาโตะ พูดออกมาอย่างปลืมปิติ โดยที่มือทั้ง 2 ยังคงพยุงเด็กสาว ที่กำลังจะลืมตาขึ้นมา

 

"ลูกแม่ ลูก.....ช่าง" คุชินะนั้นพยายามจะพูดออกมาแต่ไม่อาจหาคำพูดใดพูดออกมาได้ เพราะความปลื้มปิติ ที่ได้เห็นหน้าบุตรสาวแรกเกิด

 

 จากนั้นคุชินะก็เอามือทั้ง สองรับเด็กสาวคนนั้นมาโดยที่เด็กสาวนั้นก็ยังคงมึนงง กับสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะเธอกได้พบกับร้อยยิ้มอันแสบอบอุ่นจากผู้หญิงที่รับเธอ จากนั้นคุชินะก็เอามือสัมผัสเส้นผมและใบหน้าอันอ่อนหวาน อย่างถะนุถะนอม

 

"คุณค่ะดูลูกสาวของเราสิ ช่างน่ารักจริง ผมสีทองเหมือนคุณ ใบหน้าน่าตาช่างละมายคร้ายฉันนัก  ดวงตาสีฟ้าของเธอได้จากพวกเราทั้ง 2 ห่างปลาของเธอนั้นมีเกล็ดสีทองส้ม ดูสิมินาโตะลูกเราช่างเป็นเด็กสาวที่น่ารักมากนัก" คุชินะพูดออกมา

 

"ใช้เธอช่างเหมือน...... พวกเรานัก" มินาโตะพูดออกมาแล้วพร้างร้องไห้ออกมานิดนิด เพราะเขาไม่เคยนึกหรือคิดมาก่อนที่จะได้บุตรสาวที่สวยงามอย่างนี้

 

จากนั้นคุชินะก็เริ่มให้นมกับบุตรสาวดื่มกิน โดยเด็กสาวนั้นได้เข้ามาดื่มน้ำนมจากหน้าอกของเธอโดยที่ คุชินะค่อยลูบผมที่ยาวสรวยสีทองของบุตรสาวอย่างทะนุทะนอม โดยมีมินาโตะค่อยมองดูอยู่

 

"มินาโตะเราจะตั้งชื่อลูกเราว่าอะไรดี" คุชินะถามขึ้นมา

 

"ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะตั้งชื่อลูกว่าอะไรดี แต่ฉันนึกชื่อหนึ่งได้แล้ว"

 

"ชื่ออะไรหรือ " คุชินะถามด้วยความสงสัยโดยที่มืดของเธอยังคงลูปผมบุตรสาวของเธอที่ยังคงกินนมจาก หน้าอกของเธออยู่

 

 

"นารูโตะ" มินาโตะตอบออกมา

 

"นารูโตะ ฉันชอบชื่อนี้นะ" เธอตอมออกมาอย่างยิ้มแย้ม

 

เมื่อเด็กสาวได้ดื่มน้ำนมจากอกมารดาเสด็จแล้วก็เงยหน้ามองมารดาด้วยความสงสัย จากนั้นมารดาก็เอามือลูปใบหน้าแสนหวานของลูกสาว

 

"ลูกรักจากนี้ เจ้าจะมีนามว่านารูโตะ" คุชินะผู้เป็นมารดาตอบออกมาอย่างอ่อนโยน

 

 

แต่สิ่งๆ หนึ่งที่ทำให้พวกเขาต้องประหลาดใจนั้นคือ

 

"นารูโตะ" นารูโตะเงือกสาวน้อยพูดออกมาคำแรก

 

"ดูสิค่ะคุณลูกเราพูดคำแรกออกมาได้แล้ว" คุชินะพูดออกมาอย่างดีใจ

 

"เรียก พวกเราว่าพ่อ กับแม่สิลูก " มินาโตะพูดออกมา

 

 

"พ่อ... แม่" นารูโตะพูดออกมาที่ระนิด

 

เมื่อบุตรสาวพูดคำว่าพ่อและแม่ออกมาก็ทำให้ทั้ง 2 คนมีความสุคอย่างมาก

ซาซึเกะที่ยืนดูอยู่บนต้นไม้เฝ่ามองครอบครัวเงือกเล่นกับบุตรสาวของพวกเขา แต่สิ่งที่ซาซึเกะสนใจเป็นพิเศษคือเงือกสาวผมสีทองยาวสรวย ที่อายุราว 14-15ที่ชื่อว่า นารูโตะ ที่กำลังมีความสุขกับพ่อแม่

สำหรับซาซึเกะแล้วเธอช่างน่าหลงไหลยิ่งนัก เขาไม่เคยเห็นหญิงใดต้องตาใจมาก่อนเลย


........................................................................................................................................................................................

บทที่ 5

the little mermaid

 

ตั้งแต่ฉันจำความได้ ฉันลืมตาขึ้นมาฉันก็พบ ชายหญิง 2 คนพวกเขาดูดีใจและมีความสุขมากที่ได้เห็นหน้าของฉัน และแล้วพวกเขาก็ให้ชื่อฉันว่านารูโตะ และพวกเขาก็พูดว่า

"เรียกพวกเราว่า พ่อ กับแม่สิลูก"

ฉันก็พูดออกมา แต่คำแรกของฉันนั้นคือ นารูโตะ และมันก็กลายเป็นชื่อของฉันในเวลาต่อมา

ตลอดชีวิตมานี้ฉันอาศัยอยู่กับพ่อและแม่มาตลอด แม่ของฉันเคยพาฉันไปหาเพื่อนโดยที่ฉันกอดและหลบอยู่ข้างหลังแม่ตลอดเวลา เหมื่อกับฉันอายที่จะพบหน้าพวกเขา หรือแม้แต่ยามนอนหลับพวกเรา 3 พ่อ แม่ ลูกจะนอนเตียงเดียวด้วยกันตัวฉันจะนอนตรงกลางเสมอ พวกเขาจะกอดฉันตลอดเวลาในยามนอนมันทำให้ฉันรู้สึกอบอุ่น หรือไม่ก็เล่านิทานสนุกๆให้ฟัง


 ถ้าถามว่าใครห่วงฉันมากที่สุดนั้นคือท่านพ่อของฉัน  เวลาฉันจะไปว่ายน้ำเล่นที่ไหนท่านพ่อกับท่านแม่จะตามติดไปตลอดเวลา และคอยสอนสั่งทุกๆเรื่องเกี่ยวกับดินแดนแห่งนี้ และรวมทั้งเผ่าพันธ์ต่างๆรวมทั้งพวกเผ่าเงือกอย่างพวกเราด้วยเช่นกัน

 

 เมื่อพวกเขาเห็นว่าฉันสามารถดูแลตัวเองได้แล้วพวกเขาก็ปล่อยให้ฉันเที่ยวได้สบายแต่เมื่อกลับบ้านก็ต้องกลับให้ตรงเวลาและอีกอย่าง อย่าให้จับได้ว่าไปคบเงือกหนุ่มหรือ   เหล่าอมุษย์เพศผู้เป็นแฟนเด็ดขาด ไม่งั้นตาย

 

ถ้าถามฉันว่าฉันมีเพื่อนหรือไมฉันมีแน่นอน ถึงฉันจะเป็นพวกเงือกแต่ฉันก็มีเพื่อนต่างเผ่าพันธ์เหมือนกัน เช่น ซากุระ นางไม้แห่งต้นซากุระ ฮินาตะแม่นางเอลฟ์ เทมาริเทพีแห่งลมจากดินแดนทะเลทราย อิโนะ แม่สาวจิ้งจอก 9 หาง เท็นเท็น ชาวยุทธจากอาณาจักรแห่งเทือกเขา

 

สวนเพื่อของฉันที่เป็นสัตว์นั้นคือเจ้า คิวบิ จิงจอกตัวจิ๋วที่ชอบว่ายน้ำเล่นและซุกซน กับ เจ้าแมวน้ำจิ๋วที่มีขนาดเพียงเท่าฟ้ามือ ตัวของมันสีขาว หน้าตาน่ารัก เจ้า คิวบิชอบเล่นกับมันตลอดเวลา

 

ในคืนหนึ่งขณะที่ฉันกำลังร้องเพลงอยู่บนเกาะนั้นเองฉันก็สั่งเกตุเห็นใครคนหนึ่งยืนอยู่บนตนไม้ เขาดูเป็นชายหนุ่มรูปงาม ทรงผมสัดเหมือนเป็ด ดวงสีดำเหมือนเส้นผม และมีปีกสีดำรัตติกาลขณะที่ฉันกำลังจะเอ่ยถามนั้นเอง

 

"นารูโตะลูกเขามาข้างในได้แล้วลูก "

 

"ค่ะ ท่านแม่ เดียวหนูเข้าไป ทำไมให้หนูอยู่ยันเช้าไม่ได้หรือไงค่ะ "

 

แม่ของฉันโผล่ขึ้นมาจากน้ำแล้วพูดให้ฉันลงกลับไปอยู่ในถ้ำ แต่ฉันพยายามจะไม่กลับลงไป

 

"ถ้าลูกไม่ลงมาเดี่ยวพวกเทวดากับเหล่าอมนุษย์ตนอื่น ก็จับลูกไปทำเมียหรอก ลงมาในน้ำได้แล้ว อย่าให้แม่ต้องรากลูกลงไปเองนะ" คุชินะเริ่มขู่

 

"ก็ได้ ค่ะ แต่จับไปทำเมียนี้คืออะไรหรือ ค่ะ"

 

"อย่าถามเลยลูก ยังไม่ถึงเวลาที่เด็กควรรู้"

 

ฉันไม่อาจคัดค้านท่านแม่ได้ เพราะท้าท่านแม่โกรธขึ้นมาจะเปลี่ยนจากเงือกสาวผู้หน้ารัก กลายเป็นนางปีศาจทันที่ ฉันหับกลับไปมองที่ตนไม้อีกครั้ง ก็ไม่เจอหนุ่มคนนั้นอีกแล้ว จากนั้นฉันก็กลับเข้าถ้ำไปในที่สุด

 

เช้าวันต่อมา

 

วันนี้ฉันจะไปหาเหล่าเพื่อนๆของฉัน

 

"ไปก่อนนะค่ะ ท่านพ่อ ท่านแม่"

 

"เดินทางปลอดภัยนะลูก "

 

ฉันบอกลาพวกท่านทั้ง 2 จากนั้น ก็ว่ายน้ำไปพบกับเพื่อนของฉันนั้น คือเจ้ามังกรแห่งแม่น้ำที่ชื่อว่า ไคเรน


 

จากนั้นฉันก็ขี่เจ้าไคเรน แล้วออกเดินทางไปตามแม่น้ำ ที่บริเวณริมแม่น้ำฉันเจอเข้ากับ นารีผลซึ่งท่านแม่เล่าว่า

 

มักกะลีผลหรือนารีผลนั้น เป็นต้นไม้ที่มีความมหัศจรรย์มาก  มักกะลีผลออกลูก

 

เป็นหญิงสาวสวยที่ศีรษะ มักกะลีผลจะมีขั้วติดอยู่กับกิ่งของต้น มีคำกล่าวถึงมักกะลีผลในหมู่เงือกว่า งามนักดังสาวอัน พึ่งใหญ่ได้ ๑๖ ปี และฝูงผู้ชายได้เห็นก็มีใจรักนักมักกะลีผลที่ยังอ่อนมีลักษณะเหมือนคนนั่งคู่เข่าอยู่ เมื่อโตขึ้นขาจะเหยียดออกก่อน เมื่อโตเต็มที่จึงเหยียดตัวเหมือนคนยืนตัวตรง

 

พวกนางนั้นมักร้องเพลงที่สุดแสนจะไพเราะ ตลอดเวลา ทำให้เหล่าเงือกทั้งหลาย พากันมานั่งอยู่ริมต้นมักกะรีผลแล้วขับขานเพลงไปด้วยกัน

 

 

จนในที่สุดก็พบเพื่อนของฉันที่อยู่ใต้ต้นซากุระจากนั้นฉันก็ลงจากไคเรน

 

"ขอบใจที่มาส่งให้นะ"

 

ฉันขอบคุณมันไปจากนั้น ไคเรนก็หายลงไปในน้ำทันที่ส่วนตัวฉันก็ว่ายน้ำไปตามรำธารเล็ก แต่ไม่เล็กมากนัก แล้วฉันก็ว่ายเข้าไปตรงบริเวณต้นซากุระที่อยู่ใกล้ลำธาร แล้วก็พบกับบรรดาเหล่า 5 สาว

 

"อ่าวนารูโตะจัง มาแล้วหรือ" ซากุระทักทายขึ้นมา

 

จากนั้นฉันก็เข้ามารวมวงสนธนากับเหล่าบรรดา 5 สาว โดยเรื่องสวนใหญ่ก็เป็นเรื่องรักๆไคร่ๆ ที่พวกเรา 5 สาวกำลังคบหากับเหล่าหนุ่มๆ ส่วนฉันก็นั้งฝั่งอยู่ตรงโขดหินข้างลำธาร

 

"ฉันนะนะ คบหากับชายหนุ่มคนหนึ่ง เขาเป็นคนผิวเผือก ชื่อซาอิเข้าวาดรูปเก่งมากอย่างกับเทวดา และยังมีควมสามารถทางศิลปะอีกมากมายๆ" อิโนะแม่สาวจิ้งจอดฟูดออกมาอย่างภูมิใจ

 

"ส่วนฉัน นะหรือ ฉันคบหากับไอเทพองค์หนึ่ง ดูเป็นคนที่เฉื่อยฉา ขี้เกียจ และชอบนอนตลอดแต่มันดันฉลาดมากๆ " เทมาริพูดถึงคนรักอย่างไม่ค่อยสบอารหมณ์นัก ใช้คนรักของเธอคือ ชิกามารุเพื่อนของอิโนะ กับโจจิ ในสมัยเด็ก เขาขึ้นชื่อเรื่องความฉลาดอย่างมากแต่มิวายขี้เกียจ

 

"คนรักของฉัน ออกดูแนวโหด เถือน แต่เขาเป็นคนใจดี " ฮินาตะพูดขึ้นมาอย่างเขินอาย ฉินาตะแม่สาวเอลฟ์ผู้น่ารัก เธอเป็นถึงเจ้าหญิงเอลฟ์แห่งฮิวงะ นั้น เป็นแฟนกับคิบะ เผ่ามนุษย์หมาป่า ที่ขึ้นชื่ออย่างมาก เขามีเพื่อนซี้คือเจ้าอากามารุ หมาคู้ใจของเขา

 

"เขามักจะมาหาฉันในยามรัตติกาลเขา เป็นผู้ชายที่ ดี มากๆ และเป็นเทวดาอีกด้วย" ซากุระพูดอย่างยิ้มแย้ม ซากุระนั้นคบกับใครนั้นไม่มีใครรู้ พอถามชื่อคนที่เธอคบเธอจะเงียบและไม่บอก รู้แต่เพียงว่าเธอคบกับเทวดา หนุ่มตนหนึ่งที่มีปีกสีดำและมีผมดำยาว

 

 

"ส่วนฉันหรือฉันคบกับเนจิมานาน แล้วฉันนะสู้กับเขาตลอดเวลาแทบจะเรียก ว่าไม่เคยชนะมันได้เลยซ่ำมันยังเรีกฉันว่ายัย ซาราเปาอีก " เท็นเท็นพูดออกมาอย่างสาวห้าว เท็นเท็นนั้นคบหากับเนจิเอลฟ์หนุ่ม ที่เป็นพี่ชายของฮินาตะ เนจิกับเท็นเท็นนั้นมักจะต่อสู้และปะลองฝีมือกันบ่อยมาก แต่ทั้งคู่ก็ฝีมือสู่สีกันมาก

 

เหล่าสาวสนธนากันอย่างสนุกสนานจนกระทั้ง

 

"จริงสินารูโตะเธอ คบหาใครเป็นแฟนบ้างยัง" ซากุระถามนารูโตะ

 

นารูโตะถึงกับหน้าแดงขึ้นมาทันที่ อย่างน่าอาย

 

"นี้นารู เป็นอะไรนะอายหรือไง" อิโนะพูดยั่ว

 

"คือ คือ คือ" นารูโตะ พยายามจะตอบแต่ไม่อาจจะตอบออกมาได้เพราะ ตั้งแต่เธอเกิดมาเธอนั้นคบหาหนุ่มๆเป็นเพียงแค่เพือนรักเท่านั้น เพราะพ่อกับแม่ไม่อนุญาติให้คบหารเป็นแฝน

 

"อา เธอคงยังไม่ได้จีบใครนะซี่" อิโนะ พูดแหย่

 

หลังจากที่พวกเราสนธนา กัน เสด็จหมดเรียบย้อนแล้วพวกเรา ก็พากันเดินทางกลับบ้านกันไป สวนฉันก็ต้องว่ายน้ำกลับบ้านไป

 

ตอนนี้เป็นช่วงเวลาเย็น มากแล้ว แต่ฉันก็ยังไม่ถึงบ้าน เพราะมันไกลมากขณะที่ฉันกำลัง ว่ายน้ำอยู่นั้น ก็มีเงาบ้างอย่างบินผ่านฉันไปอย่างรวดเร็ว ฉันเริ่ม รู้สึกไมดี จึงเข้าไปหลบหลังแผ่นหินริมแม่น้ำ ฉันกลัว กลัวว่า มันคืออะไร

 

และแล้ว

 

หมับ

 

"อ่า " ฉันร้องขึ้นมาทันที่ เพราะมีบางอย่างมาจับแขนอันเบาะบางของฉัน ฉันพยายามจะดิ้นให้หลุนแต่ ฉันไม่อาจสลัดมือที่จับออกมาได้

 

"ไม่นะ ไม่นะ ปล่อยฉันเถอะอย่าทำอะไรฉันเลย"

 

"ใจเย็นก่อนฉันไม่ทำอะไรเธอหรอก " เสียงปริศนาพูดขึ้นมา

 

จากนั้นฉันก็มอง ไปยังคนที่จับ มันทำให้ฉันถึงกลับตะลึง บุคคลที่อยู่ตรงข้างหน้าเป็นชายหนุ่ม หน้าตาหล่อเหล่า ดีเกินมาตรฐาน มีผิวสีขาวน้ำนม นัยน์ตาสีดำสนิท และทรงผมสีดำที่เหมือนเป็ด และเขามีปีกสีดำสนิท

 

 ฉันกลับเขาสบตากันมันช่างน่าหลงใหล่นัก แต่

 

"กรี๊ด ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ไอ้เทวดาเป็ดโรคจิต"

 

ฉันกรี๊ด ดังรันและดิ้นไปดิ้นมา ทันที่ เพราะฉันไม่รู้ว่า ไอ้เทวดาหัวทรงเป็ด จะทำอะไรฉัน หรือ ไม่นะ ไม่นะ เหมือนที่ท่านแม่พูดเอาไว้ ว่า ฉันจะถูกจับไปทำเมีย

 

 

"ใจเย็นสิเธอ ใจเย็น ฉันไม่ทำอะไร กับเธอหรอก" เขาตอบออกมาอย่างสุภาพบุรุษ

 

"ไม่ ไม่ นาย นายจะทำอะไรฉัน นายจะเอาฉันไปทำอะไร" ฉันร้องออกมา

 

"ใจเย็นๆฉันไม่ทำอะไรเธอหรอกและอีกอย่างอย่าร้อง เสียงดังอีกละ ฉันนะรำคาญจริงๆเลย"

 

เขาพูดอย่างไม่สบอารหมณ์ จากนั้นฉันจึงเริ่มเย็นลงและเรา 2 คนก็พูดคุยกัน

 

"เธอชื่อนารูโตะใช้ไหม"

 

"ใช้ นายรู้ได้อย่างไร" ฉันถามด้วยความสงสัยปนกลัว

 

"ฉันเห็นเธอมาตั้งแต่เกิดแล้ว พ่อ แม่ของเธอตั้งชื่อนี้ให้เธอไง แล้วตอนนั้นฉันก็อยู่บนต้นไม้ด้วยเลยได้ยินมา"

 

ซาซึเกะอธิบายเรื่องราวที่เห็นนารูโตะในยามที่เธอเกิดมา

 

"แล้วนายชื่ออะไร" นารูโตะถามชื่อชายหนุ่ม

 

"ฉัน ชื่อซาซึเกะ " ซาซึเกะพูดชื่อตัวเองออกมา

 

จากนั้นทั้ง 2 ก็สนธนากัน โดยวาซึเกะเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับตัวเขาทุกทุกเรื่อง รวมทั้งการผจนภัยในดิแดนอีเดนแห่งนี้ด้วย ส่วนนารูโตะที่ฟังอยู่ก็รู้สึกชอบเรื่องราวที่ซาซึเกะเล่ามาทั้งหมด เธอตั้งใจฟังอย่างมาก

 

"ว้าว สนุกจริงเลยฉันอยาก ท่องไปทั่วสวรรค์จริง เลย" นารูโตะพูดอย่างตื่นเต้นออกมา แต่แล้วก็ต้องหน้าจ่อยลงมา

 

"แต่ฉัน แต่ฉัน ฉันไม่สามารถขึ้นจากน้ำได้แล้วอีกอย่างฉัน ก็บินไม่ได้ด้วย"

 

"ใจเย็นสิ นารูโตะ เธอลอง อธิฐานให้ตัวเธอเองบินได้สิรับลองได้ผลแน่นอน" ซาซึเกะตอบอย่างมันใจ

 

นารูโตะนั้นเมือ่ได้ยินที่ซาซึเกะพูดจึงตั้งจิตอธิฐาน ขอให้ตัวเธอเอง ลอยและบินได้ จากนั้นสิ่งมหัศจรรย์ก็เกิดขึ้นตัวเธอลอยขึ้นมา เธอทั้งตกใจ และรู้สึกประหลาดใจมาก ที่ไม่รู้มาก่อนว่าเธอทำได้

 

"ว้าว ว้าว ฉันบินได้ "

 

จากนั้น นารูโตะก็เหาะขึ้นไปบนฟ้าทันที่ เธอบินชมความงดงามของหมู่ดวงดารา อย่างสนุกสนาน และบินมองลงมายังแผ่นดินที่สวยงาม อย่างอัศจรรย์เพราะตั้งแต่เธอเกิดมาเธอไม่เคย ได้บินขึ้นมามองดินแดนแห่งนี้มาก่อนเลย เธอกางแขนทั้ง 2 และรับลมที่เย็นสบายที่ผ่านตัวเธอ

 

"เป็นไงละ บอกแล้วเธอทำได้" ซาซึเกะบินเข้ามาใกล้นารูโตะ

 

"มันสุดยอดมาก นึกไม่ถึงจริงว่าฉันจะทำอย่างนี้ได้ แล้วพวกสิ่งมีชีวิตอื่นในดินแดนอีเดนทำอย่างนี้ได้หรือเปร่า "

 

"ได้สิ พวกเขาสามารถทำได้เหมือนกัน เพียงแต่ก็มีพวกเขาบางส่วนที่ไม่รู้ว่า สามารถทำอย่างนี้ได้" ซาซึเกะอธิบายให้นารูโตะฟัง

 

"แล้วเทวดาอย่างนายต้องมีปีกไหม" นารูดตะสงสัย

 

"ไม่จำเป็นหรอกเพราะ ปีกเป็นเพียงเครื่องประดับเท่านั้นเอง"

 

"งั้นฉัน ขอให้มีปีกเหมือนพวกแฟรี่"

 

นารูโตะตั้งจิต จาดนั้นก็มีปีกแฟรี่ 2 ปีก งอกออกมาจากหลังของเธอมันเป็นปีกสีฟ้าอ่อนที่สวยงามมากๆ มีละอ่องแห่งความงามส่องแสงดั่งเพชร

 

จากนั้นนารูโตะจึงคิดได้ว่าเธอควรจะมีขาเพราะเธออยากจะเดินและสัมผัสพื้นดิน

 

"งั้นฉัน ขอให้หางปลาท่อนร่างกลายเป็นขาทั้ง 2 ข้าง"

 

นารูโตะตั้งจิตอธิฐาน แต่เมื่อตั้งจิตไปแล้วมันกลับไม่มีอะไรเกิดขึ้น เธอตั้งจิตอีกครั้งแต่มันไม่มีอะไรเกิดขึ้น หางปลาของเธอไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

 

 "ทำไม ทำไม ทำไมหางขอฉันถึงไม่กลายเป็นขาละ"

 

"นั้นก็เพราะ เหล่าอมนุษย์นั้น มีบ้างอย่างที่ไม่อาจขอได้ไง "

 

 

จากนั้นทั้ง 2 ก็บินเที่ยวเล่นอยู่บนฟ้านั้น นารูโตะเอามือสัมผัสก่อนเมฆอย่างสนุกสนาน

จนกระทั้ง

 

"ตายแล้ว ฉันลืมเวลากลับบ้านงานนี้ ท่านพ่อกับท่านแม่ สวดฉันตายแน่ๆ" นารูโตะกังวลขึ้นมาทั้นที่

 

"ใจเย็นๆ งั้นฉันบินไปส่งเธอให้ไหม"

 

"ได้ ได้เลย"

 

จากนั้นทั้ง 2 ก็บินมาถึงเกาะกลางทะเลสาป ในที่สุด จากนั้นนารูโตะลงน้ำทันที่ แล้วปีกแฟรี่ของนารูโตะก็หายไปทันที่

 

"ขอบใจนะ ที่นายพาฉันท่องเที่ยว" นารูโตะขอบคุณซาซึเกะ

 

"ไม่เป็นไรหรอกแต่ จริงสิ เธออยากไปเที่ยวชมดินแดนนี้กับฉันไหมละ"

 

ซาซึเกะชวนนารูโตะ นารูโตะเริ่มนึ่งขึ้นมาทันที่ เพราะถ้าบอกพ่อกับแม่ว่าจะไปเที่ยวกับซาซึเกะไม่หวังโดนทำโทษกักบริเวณ ไม่ได้เห็นเดือนเห็นตะวันแน่นอน

 

" ฉันว่าพ่อแม่ฉันคงไม่อนุญาติแน่นอน"

 

"งั้นทำไมเธอไม่โกหกพวกท่านละว่าจะไปเที่ยวกับเพื่อนหญิงของเธอแต่ไม่ไกลนักเลยละ"

 

ซาซึเกะเสนอแผน นารูโตะจึงเริ่มคิดขึ้นมาทันที่ ซึ่งสิ่งที่ซาซึเกะเสนอมานั้น มันเป็นแผนที่ดีมาก

 

"ok งั้นเราเจอกันพรุ่งนี้เช้านะ"นารูโตะตอบตกลง

 

จากนั้นนารุโตะก็ดำลงไปในน้ำ ทันที่ ส่วนซาซึเกะก็บินขึ้นไปนอนบนกิ่งไม้เพื่อรอพรุ่งนี้เช้าที่เรา 2 คนจะออกไปผจนภัยกัน

 

 

............................................................................................................



บทที่ 6

 

the adventures of angel & mermaid

 

 

 เช้าต่อมาซาซึเกะมายืนรอนารูโตะที่ ริมแม่น้ำ แต่เธอก็ยังไม่มาซะที่

 

"ไอ้ยัยเงือกนั้นทำไมถึงสายว่ะ" ซาซึเกะบ่น

 

จนกระทั้งนารูโตะ ก็ว่ายขึ้นมาจากน้ำจนได้

 

"ทำไมเธอถึงมาสายล่ะ " ซาซึเกะบ่น

 

"โทษที่เผอิญว่าฉันเป็นพวกนอนตืนสายนะ สงสัยฉันคงได้เชื่อพ่อกับแม่มาแน่เลย ที่บ้านของฉันนั้น " นารูโตะพูดยิ้มๆ "ฉันกับท่านพ่อและท่านแม่มักจะนอนตืนสายกันมากๆ ที่จริงเผ่าพันธ์เงือกนะ จะตื่นนอนเช้ามากๆ แต่ยกเว้นเพียงครอบครัวฉันที่ ค่อนข้างจะนอนตื่นสายมาก เช่น วันที่ 1 พวกเรานอนหลับนั้น พวกเราจะนอนและตื่น ในวันที่ 10 อย่างนี้หรือ ไม่ก็ไปตื่นตอนเทียง ไม่ก็ตอนเย็น"

 

"อันที่จิรงเหล่าอมุษย์ไม่จำเป็นต้องนอนก็ได้" ซาซึเกะพูดอย่างไม่สบอารหมณ์

 

"จริงอยู่ที่พวกเราไม่จำเป็นต้องนอน แต่บางครั้งก็นอนเพราะ ว่า"

 

"ขีเกียจ ไง ยัยบ๋อง"

 

ซาซึเกะพูดขึ้นมาก่อนทันที่ด้วยความหมดความอดทน

 

"น่า ซาซึเกะ ฉันขอโทษที่หลังฉันจะไม่นอนตื่นสายอีกแล้ว" นารูโตะอ่อน

 

"อืม ได้ฉันจะให้อภัย "

 

"เย้ ฉันรักซาซึเกะสุดๆไปเลย"

 

เมื่อซาซึเกะให้อภัยจากนั้นนารูโตะก็ดีใจทันที่

 

"อ่อจริงสิเธอ บอกพ่อกับแม่หรือยังว่า เธอจะไปเที่ยว" ซาซึเกะถามขึ้นมา

 

"บอกแล้วพวกท่านอนุญาติ แต่ห้ามพาแฟนมาหาเด็ดขาด"

 

นารูโตะโกหกพ่อกับแม่ว่าจะไปเที่ยวกับเพื่อน 5 สาว ซึ่งโชคดีที่พ่อกับแม่อนุญาติ โดยหารู้ไม่ว่า เธอจะไปเที่ยวกับซาซึเกะ

 

"งั้นได้เวลาออกเดินทาง" นารูโตะร้องออกมาด้วยความตื่นเต้น

 

"เดี่ยว เดี่ยว เดี่ยว" ซาซึเกะปรามขึ้นมา

 

"อะไรหรือซาซึเกะ"

 

 ใช้สิ่งที่ซาซึเกะเห็นตอนนี่คือเงือกน้อยที่ไม่นุ่งห่มเสื้อผ้าอะไรเลย ที่เห็นมีเพียงแค่ผิวที่ขาวสะอาดอมชมพูและ ผมที่ยาวคอยปิดหน้าอกทั้ง 2 ข้างของนารูโตะ

 

"เธอเสกเสื่อผ้าใส่หน่อยดีกว่าไม ขืนเธอไปแบบนี้มันจะไม่หน้าอายไปหน่อยหรือ"

 

"อะไรกัน ฉันเป็นเงือกพวกเงือกนั้นก็ไม่ได้นุ่งห่มใส่เสื้อผ้าอะไร ก็ไม่เห็นหน้าอ่ายนี้ ทั้งพ่อกับแม่และเหล่าเงือกตัวอื่นก็เหมือนกันหมด ไม่จำเป็นต้องใสเสื้อผ้าเลยด้วยซ่ำ" นารูโตะยกเหตุผลออกมาพูด

 

"แต่ฉันว่าใส่ดีกว่านะขืนไปแบบนี้ไม่กลัวคนมองว่าเธอแปลกหรือ มาเดียวฉันเสกให้"

 

 จากนั้นซาซึเกะก็เสกเสื้อกระโปร่งสีขาวให้นารูโตะใส่ จากนั้นเมื่อนารูโตะใส่แล้ว

 

"ว่าวมันช่างนุ่มสบายจัง เลย" นารูโตะดูตื่นเต้นมากเพราะเธอไม่เคยใส่เสื้อผ้ามาก่อน

 

"โอเค เดินทางกันได้แล้ว" ซาซึเกะออกคำสั่ง

 

จากนั้น นารูโตะกับซาซึเกะก็กางปีกออกมาจากหลัง แล้วก็บินทะยานสู่ท้องฟ้าทันที่

 

นารูโตะมองเห็นท้องฟ้ายามเช้าที่สวยงาม ขุนเขาที่สูงเสียดฟ้า หอคอยที่ตั้งตระหง่าสูงเสียดฟ้า พร้อมกับสายลมที่พัดผ่านเข้ามาหาตัวเธอ เธอบินอย่างสนุกสนาน ไปตามหมู่ก่อนเมฆ ต่างๆ

 

 

 

 

จากนั้นทั้งสองก็รดระดับการบินลงมาแล้วทั้ง 2 ก็ได้มองลงมาที่ผื่นแผนดิน


มันเป็นสิ่งที่มหัศจรรย์มากๆ ตั้งเธอเกิดมาเธอไม่เคยพบเห็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ สวยงามและทรงพลังของดินแดนแห่งนี้เลย



ซาซึเกะและนารูโตะบิน ผ่านซากป้อมปราการลอยฟ้าที่มีต้นไม้ขนาดใหญ่ขึ้นตรงกลาง พวกเขาบินข้ามขุนเขาป่าไม้  พวกเขามองเห็นสัตว์ชนิดต่างๆมากมายและแปลกประหลานนับไม่ถ้วน พวกเขาบินอยู่เหนือแม่น้ำ เห็นเหล่าเงือกกับปลา และสัวต์ชนิดต่างๆแหวกว่ายอยู่ในน้ำ พวกเขาบินไปจน พบกับนครสีขาวที่สร้างอยูตรงเกาะกลางน้ำตก มันเป็นนครที่แกะสลักอย่างสวยงามและประนีตมากๆ พวกเขาบินผ่านบ้านเรือนต่างที่สร้างเป็นหมู่บ้านเล็ก ที่อยู่ตามธรรมชาติ   หรือไม่ก็มหาราชวังที่ สร้างอยู่เหนือน้ำตก และมีนกบินลอดใต้สะพานที่ถูกสร้างเพื่อเชื่อมกับพระราชวังอีกฝั่งหนึ่ง

 

"เป็นไงละ นี้ไงโลกที่กว้างใหญ่"

 

"มันสุดยอดมากสุดยอดจริง ตั้งแต่ฉันเกิดมาไม่รู้มาก่อนนะเนี่ยว่า ดินแดนแห่งนี้มันกว้างใหญ่ไพศาลขนาดนี้ขนาดนี้" นารูโตะตอบออกมาอย่างตื้นเต้น

 

ทั้ง 2 ยังคงบินผ่านทุ่งหญ้า ป่าไม้ เมืองต่างที่สร้างขึ้นมาอย่างอัศจรรย์ และพิศวง

 

ทั้ง 2 บินมาถึงนครแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ในป่า นครนี้ชื่อ ทิริออน มันเป็นนคร ของพวกเอลฟ์กับมนุษย์ บ้านเรือน นั้นสร้าง อยู่บนต้นไม้และมีสะพานเชื่อมไปตามบ้านเรือนต่างๆ เหล่าหมู่ไม้ ต่างๆ นั้นเขียวชะอุ่มสวยงาม นกชนิดต่างๆทำรังอยู่บนต้นไม้ รวมไปถึงพวกฮาร์ปี้ด้วยเช่นกัน

 

 ซาซึเกะกับนารูโตะเดินเที่ยวชมนครที่สวยงามแห่งนี้อย่างสนุกสนาน นารูโตะไม่มีปัญหาเรื่องเดินหรอกเพราะถึงเธอไม่อาจเสกขาได้ เธอนั้นก็ยังสามารถเสกให้ตัวเองลอยอยู่ เหนือพื้นได้ เหมือนกัน

 

พวกเขานั้นได้ชมของต่างที่มาว่างขายที่มีหลากหลายชนิดซึ่งนารูโตะดูจะตื่นเต้นมากพวกเขา ซื่อของโดยไม่ต้องเสียเงินเพราะ มันเสกเองได้อยู่แล้ว ซึ่งพวกเขาสามารถหยิบไปได้ตามสบาย ซาซึเกะเสกกระเป๋าวิเศษขึ้นมาเพื่อให้นารูโตะใส่ของลงไปได้ ซึ่งกระเป๋าชนิดนี้ถึงดูเล็กแต่บรรจุของได้ไม่จำกัด และยังใส่ของหนักได้อีกด้วย สาเหตุที่นารูโตะหยิบของฝากมามากมายขนาดนี้เพราเธออยากเอากลับไปฟากท่านพ่อกับท่านแม่และเหล่าเพื่อนสาว  แล้วหลังจากนั้นทั้งสองก็แวะกินอาหารของนครแห่งนี้ที่ขึ้นชื่อเรื่องความอร่อยมากๆ มีตั้งแต่ ซุปผัก ,น้ำผลไม้นานาชนิด, พายแอปเปิล และสลัด


หลังจากที่กินเสด็จแล้ว ซาซึเกะก็พานารูโตะไปชม แลนด์มาร์คของเมืองนี้นั้น คือ ต้นไม้มหัศจรรย์ มันเป็นต้นไม้ที่ใหญ่โตมากๆ มีน้ำตกไหล่ลงมาจากทั่วทุกทิศ ตรงกลางต้นไม้มีศาลาขนาดกลาง ตั้งอยุ่ ต้นไม้นี้มันลอยอยู่เหนือหลุ่มลึกแห่งหนึ่ง รอบๆบริเวณปกคลุมไปด้วยต้นไม้ต่างๆ และมีภูเขาขนาบทั้ง 2 ข้าง



ทั้งสองคนเดินไปบนสะพานที่สร้างเชื่อม กับต้นไม้ เมื่อมาถึงที่ศาลาพวกเขาก็นั่งฟังเพลงอันแสนไพเราะที่ต้นไม้ร้องออกมา

 

 

เมื่อเที่ยวนครแห่งนี้เสร็จแล้วพวกเขาก็ออกเดินทางต่อ พวกบินไปตามที่ต่างๆ และแวะชม ไม่ก็เที่ยว ตามดินแดนและเมื่องต่าง

 

พวกเขาบินมาถึงแล้วเที่ยวที่เมืองเอเธนส์ ที่สวยงาม เที่ยวชมซื่อของต่างๆ (หยิบไปได้ตามสบาย ไม่ต้องเสียเงิน) เที่ยวชมและกินอาหารประจำเมือง

 

 


จากนั้นพวกเขาก็เขามาในวิหารอธีนา เพื่อมารับพลังที่ถูกเทลงมาจากรูปปั้น อธีนา

 

 

 

เมื่อทั้ง 2 เที่ยวเสร็จแล้วก็ออกเดินทางต่อไปตามที่ต่างๆ

 

 

จนกระทั้งพวกเขามาถึงที่ซึ่งถูกเรียกว่าดินแดนแห่งทะเลทราย ที่นี้มันร้อนมากๆแต่มันก็ยังมีความเย็นสบายกว่าบนโลก เพราะที่นี้คือทะเลทรายแห่งดินแดนอีเดน ที่นี้มีเหล่าสัตว์ต่างๆมากมายที่อาศัยอยู่เช่น อูฐ นกฟินิกส์ จิ้งจิกทะเลทราย รวมทั้งงูยักษ์

 

 

สำหรับนารูโตะแล้วการได้พบกับทะเลทรายนั้นมันช่างวิเศษและมหัศจรรย์มาก ทั้ง 2 บินต่อไปจนถึงโอเอซิส แล้วก็พักที่นั้น นารูโตะเสกเสื้อผ้าให้หายไปแล้วจากนั้นก็ลงไปแหวกว่าย ในแอ่งน้ำโอเอซิส

 

 

 

ในยามกลางคืนนั้นมันช่างงดงามมาก ทะเลทรายยาามราตรีนั้น มีหมู่ดาวต่างปรากฎให้เห็นมากมาย พวกเขาทั้ง 2 นอนอยู่บนเตียงที่เสกขึ้นแล้วก็นอนนับหมู่ดาวต่างๆ

 

 

"นี้ซาซึเกะ คุง"

 

"อะไรหรือ"

 

 

"นายช่วยอธิบายเกี่ยวกับนรกหน่อยสิฉันอยากรู้ว่ามันเป็นอย่างไร"

 

"ทำไมถึงอยากรู้ละ"

 

"ก็ฉันอยากรู้ว่ามันเป็นอย่างไรมัน เหมือนสวรรค์ไม เห็นผู้คนพูดว่านรกมันเป็นดินแดนลงทันคนชั่ว"

 

ซาซึเกะจึงตัสสินใจเนรมิตลูกแกวอันหนึ่งขึ้นมาจากนั้นก็ให้นารูโตะมองเข้าไป

 

เมื่อนารูโตะมองเข้าไปก็พบกับ

 

 

โลกที่ลุกเป็นไฟ ท้องฟ้าที่ดำมืด และเหล่าผู้คนถูกทรมานอย่างโหดร้าย ต่างๆนานา

 

เมื่อนารูดตะดูเข้าเธอถึงกับหน้าซีดเผือกขึ้นมา

 

"ไม่ ไม่ ไม่ ฉันไม่อยากดูแล้ว ปิดมันที่" นารูโตะกรีดร้องออกมา

 

ภาพต่างๆ รวมทั้งลูกแก้วก็หายไป

 

"นี้ไงละ สิ่งที่ฉันให้เธอดู" ซาซึเกะรู้สึกสะใจนิดๆ ที่ได้ให้นารูโตะเห็นสิ่งที่อยากสอดรู้ สวนนารูโตะก็กอดตัวเอง ตัวสั้นเหมือนลูกแมวน้อย

 

 

 

 

จนกระทั้งตอนเช้า เมื่อพวกเขาบินไปจนพบกับเมืองแห่งหนึ่งมันเป็นมหานครขนาดใหญ่มากๆ มันตั้งอยู่กลางโอเอซิสที่สวยงามแวดล้อมไปด้วยทะเลทรายและขุนเขาที่แห้งแล้ง

 

 

เมืองนี้ชื่อว่า อเลปโป


 


กำแพงเมืองสีแดงอ่อน ประตูเมือง นั้นทำจากทองคำและแกะสลักอย่างสวยงาม สวบบนสุดของมหานครเป็นที่ตั้งของ พระราชวัง ที่สูงใหญ่ ศิลปะนั้นออกแนวอาหรับ

 

เมืองแห่งนี้เป็นที่อยู่ของเทวดา กับเหล่าอมุนย์

 

เมื่อทั้ง 2 เขามาก็พบกับบรรยายากาศกลิ่นอายแบบอาหรับบ้านเมืองสวยงามสะอาดเรียบร้อย ผู้คนแต่งตัวหลากหลาย และเป็นมิตร  ที่ตลาดมีเครื่องเทศ ผ้าไหมที่สวยงามและหาที่ติไม่ได้ และ ข้าวของแปลกตาอีกมากมาย นารูโตะไม่รอช้า เขาไปซื่อของต่างมากมาย แล้วใส่ลงไปในกระเป๋าวิเศษ และยังซื่อรูปปั้นหมอไห ที่ทำจากเงิน ทอง และดินเผา หนังสือต่างๆ ที่เขียนเกี่ยวกับวรรณกรรม ศิลปะ ตำนาน ประวัติศาสตร์ รวมทั้งเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ที่เล็กไปจนถึงขนาดใหญ่ (ไม่ต้องห่วงหรอกกระเป๋าจุได้ไม่จำกัด และเวลาสะพายนั้นมันจะเบาเหมือนไม่ได้ใส่อะไรเลย)

 

 สถานที่สวยงามที่เป็นที่นิยมมากที่สุดคือ สวนลอยฟ้าแห่งอเลปโป

 

พวกเขาเดินชมเมืองต่างๆ อย่างสนุกสนานและ เขาพักที่โรงแรม ระดับ 5 ดาวของเมือง (อันที่จริงมีทุกที่นะแหละและอีกอย่างที่นี้คือสวรรค์ ทุกคนย่อมอยู่อย่างสบายอยู่แล้ว) ที่โรงแรมนี้ มีห้องพักที่ไม่จำกัดและไม่ต้องเสียเงินเลยสักบาท พูดง่ายพักฟรี ยาวนานกี่วันก็ได้เป็น 100 ปี ก็ยังได้ มันเป็นโรงแรมที่หรูหราและมีกลิ่นอายอาหรับมากๆ

 

 

 จากนั้นเราก็ลงมากินอาหารในห้องอาหารโรงแรม อาหารสวนใหญ่เป็นอาหารแบบอาหรับ