云蒸霞蔚 ใต้ฟ้า...เหนือเมฆา

ตอนที่ 6 : บทที่ 6 เพื่อผลประโยชน์ในอนาคต [Re-write]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,999
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 42 ครั้ง
    26 ก.ค. 62


บทที่ 6 เพื่อผลประโยชน์ในอนาคต

 

วันรุ่งขึ้น สิ่งแรกที่เหลียนเยี่ยนอวิ๋นทำคือเขียนจดหมายหาไป๋เทียนหยา

ข้าต้องการชื่อของผู้ที่เชี่ยวชาญด้านการผลิตไหมและเพาะพันธุ์ม้า จาก เหลียนเยี่ยนอวิ๋น

เด็กสาวเป่ากระดาษเบาๆเพื่อให้หมึกแห้งเร็วขึ้น ก่อนจะม้วนกระดาษเป็นแผ่นเล็กๆ เหลียนเยี่ยนอวิ๋นเหลือบตามองเจ้านกพิราบสีตกกระที่จ้องมองนางตาแป๋วมาจากในกรง ก่อนจะยกยิ้มให้มันเล็กน้อยแล้วเอ่ยว่า "ถึงเวลาทำงานแล้วเจ้านกอัปลักษณ์"

นกพิราบตัวสั่นเล็กน้อยตอนที่เด็กสาวเปิดกรงและอุ้มมันออกมา แต่มันก็ให้เหลียนเยี่ยนอวิ๋นผูกจดหมายเข้าที่ขาของมันแต่โดยดี ทั้งยังส่งเสียงร้องให้นางเบาๆก่อนที่จะบินจากไปอีกด้วย

ไม่รู้ทำไม เด็กสาวรู้สึกได้ว่าถึงมันจะแอบกลัวนางอยู่บ้าง แต่มันก็ชอบนางไม่น้อยเช่นกัน

วันนี้เหลียนเยี่ยนอวิ๋นกลับมาสดชื่นสมองแจ่มใสเหมือนดังเช่นปกติแล้วในที่สุด และพร้อมที่จะลุยทำตามแผนการเดิมที่ตนเองวางเอาไว้แต่แรก นั่นคือการทำการค้าทั้งสามอย่างให้สำเร็จและมีผลงอกเงยได้ทันในเวลาที่ตนเองตกลงกับรัชทายาทเอาไว้ ตอนนี้นางแค่ต้องรอให้ไป๋เทียนหยาส่งรายชื่อมาให้ และนางก็อาจจะได้ออกเดินทางไปพบคนเหล่านั้นด้วยตนเอง

ขณะเดียวกัน นางก็กำลังรอการกลับมาของเหลียนชิงเหอและเหลียนเฟิงหลี

แม้ว่างนางจะแอบร้อนใจอยากให้แผนการดำเนินไปอย่างรวดเร็วก็ตาม แต่ก็เหมือนกับที่ใครๆชอบพูดว่ากำแพงเมืองไม่อาจสร้างให้เสร็จได้ในวันเดียว ดังนั้นเหลียนเยี่ยนอวิ๋นทำได้เพียงแค่รอคอยอย่างใจเย็น

 

ธงสำนักซิ่นเหลียนปลิวไสว ใจกลางผืนธงสีดั่งราตรีกาล มีตัวอักษรซิ่น(ศรัทธา)สีขาวโดดเด่น แม้ไม่มีรถม้าโอ่อ่า ไม่มีขบวนผู้คุ้มกันเอิกเกริก ไม่มีคนย่ำกลองร้องป่าวการมา ทว่าคล้ายทุกคนต่างรับรู้โดยทั่วกัน ว่านี่คือเหล่านักสู้...ผู้คุ้มกันแห่งสำนักซิ่นเหลียนที่ไม่ควรเข้าไปก่อความวุ่นวายหรือสร้างความลำบากใจ

เหลียนเมิ่งอวี่ในชุดนักบู๊สีดำเปล่งประกายน่าเกรงขาม เรือนร่างของชายหนุ่มสูงใหญ่โดดเด่น บวกกับนัยน์ตาเรียวยาวเย่อหยิ่ง ไม่ว่าอย่างไรก็ดูไม่น่าเข้าใกล้ในสายตาผู้อื่น  ยามนี้เขาขี่ม้านำหน้าด้านหลังมีชายหนุ่มสองคนและชายฉกรรจ์อีกสองคนขี่ม้าตามหลัง ทั้งหมดล้วนเป็นผู้คุ้มกันสินค้าที่มีประสบการณ์และวรยุทธ์สูงส่ง ตัดสินใจระเอียดรอบคอบ ที่สำคัญคือทั้งสี่ติดตามเหลียนเมิ่งอวี่ออกคุ้มกันสินค้ามานานจนเกิดความเชื่อใจ ส่วนสินค้าที่ทำการคุ้มกันในครั้งนี้ เหลียนเมิ่งอวี่เก็บเอาไว้กับตนเองตลอดเวลา ผู้คิดช่วงชิงหากว่าไม่ฆ่าเขาทิ้งเสีย เกรงว่าไม่อาจช่วงชิงสารลับฉบับนี้ไปได้

“คุณชายใหญ่...”

“ข้ารู้แล้ว” ผู้คุ้มกันหนุ่มนามจางเหลียงเพิ่งได้อ้าปากเรียกเหลียนเมิ่งอวี่ไม่ทันได้กล่าวสิ่งที่ตนเองจะพูด เหลียนเมิ่งอวี่ก็ตัดบทเขาด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย

คุณชายใหญ่ตระกูลเหลียนหาใช่ยอดฝีมือธรรมดา อายุเพียงสิบหกปีก็บรรลุวิทยายุทธ์ขั้นสูงของทั้งตระกูลเหลียนที่บิดาถ่ายทอดให้ตั้งแต่จำความได้ และได้บรรลุวิชาของสำนักฉางเสวี่ย สำนักเต๋าซึ่งตั้งอยู่บริเวณเมืองผิง ซึ่งน้อยครั้งจะยอมรับศิษย์ด้วยวัยเพียงยี่สิบสองปีเท่านั้น

เรื่องที่กลุ่มของตนถูกสะกดรอยตามนั้น เหลียนเมิ่งอวี่รับรู้ตั้งแต่แรก เพียงไม่ได้เอ่ยปากเท่านั้น

“ปล่อยให้พวกมันตามมา ถ้าพวกมันไม่ลงมือก็อย่าได้ลงมือก่อนเด็ดขาด” คำสั่งนี้ถูกถ่ายทอดด้วยลมปราณ มีเพียงผู้คุ้มกันทั้งสี่คนเท่านั้นที่ได้ยิน  ผู้คุ้มกันทั้งสี่พยักหน้ารับคำโดยไม่ส่งเสียง เหลียนเมิ่งอวี่เห็นพวกเขารับคำแล้วจึงเอ่ยต่อ “เพราะต้องไปถึงเมืองผิง พวกเราจะเดินทางผ่านเมืองเถาเข้าไป โดยใช้เส้นทางในชนบทที่มีคนพลุกพล่าน สิ่งที่ข้าย้ำเตือนพวกเจ้าก่อนออกจากสำนักมา ยังจำขึ้นใจกันอยู่หรือไม่”

ผู้คุ้มกันทั้งสี่คนพยักหน้า อย่างพร้อมเพรียงกันอีกครั้ง

วันนี้ก่อนออกเดินทางเหลียนเมิ่งอวี่ย้ำกับพวกเขาถึงสองครั้ง ว่าการคุ้มกันสารลับครั้งนี้เน้นการเอาตัวรอดเป็นหลัก เดินทางอย่างเงียบๆ หลีกเลี่ยงการปะทะ แต่ขณะเดียวกันก็ต้องทำให้ทุกคนรู้ให้มากที่สุดว่าพวกตนกำลังทำอะไร นี่นับเป็นคำสั่งที่แปลกประหลาดที่สุดเท่าที่พวกตนเคยออกคุ้มกันสินค้ามา ทว่าในเมื่อคุณชายใหญ่ย้ำกับพวกตนถึงสองครั้งสองครา พวกเขาจึงยิ่งต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด

ยิ่งคราวนี้ เขากล่าวถึงมันเป็นครั้งที่สาม ปกติเหลียนเมิ่งอวี่เป็นคนทำอะไรรวบรัดฉับไว พูดน้อย แต่ฟังมาก น้อยครั้งที่เขาจะแสดงนิสัยคล้ายคนย้ำคิดย้ำทำออกมา แต่หากเมื่อใดที่เขาเริ่มพูดถึงสิ่งหนึ่งซ้ำๆ นั่นความหมายว่าสิ่งนั้นไม่เพียงแต่สำคัญมาก ยังทำให้ตัวเขากังวลถึงมันตลอดเวลาอีกด้วย 

“ที่สำคัญที่สุด คือคุ้มกันสินค้าไปส่งให้ถึงเป้าหมาย” เหลียนเมิ่งอวี่เอ่ยด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “เยี่ยนอวิ๋นไว้ใจให้ข้าคุ้มกันสินค้า ข้าย่อมไม่ทำให้น้องสี่ต้องผิดหวัง ยิ่งไปกว่านั้น...สำนักซิ่นเหลียนของพวกเรา ยึดถือในความศรัทธา ความไว้เนื้อเชื่อใจ พวกเจ้าเชื่อใจข้าหรือไม่ ”

ผู้คุ้มกันทั้งสี่ลอบมองหน้ากันด้วยความประหลาดใจ

“ข้าเชื่อขอรับ” จางเหลียงเอ่ยขึ้นมาก่อนพร้อมรอยยิ้ม “ข้าติดตามคุณชายใหญ่มาตั้งแต่อายุสิบสี่ ต่อให้ต้องบุกน้ำลุยไฟไปกับท่าน ข้าก็ไม่หวั่น”

“ข้าก็เช่นกัน” จางเหลิ่งน้องชายของจางเหลียงพยักหน้ารับคำพูดของพี่ชาย พลางส่งยิ้มให้คุณชายใหญ่ของตนบ้าง

“ข้ากับต้าฝานเองอยู่ในสำนักซิ่นเหลียนมาตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่น พวกเราเชื่อใจคุณชายใหญ่อยู่แล้วขอรับ”

มุมปากของเหลียนเมิ่งอวี่คล้ายยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบาที่แทบมองไม่เห็น “ดี ” เขากล่าว “ถ้าเช่นนั้น นำสินค้าไปให้ถึงเป้าหมาย เราห้าคนจะต้องมีชีวิตรอดกลับบ้านอย่างปลอดภัยกันให้ครบทุกคน”

 

ในที่สุดวันที่เหลียนเยี่ยนอวิ๋นรอคอยก็มาถึง เหลียนชิงเหอกับเหลียนเฟิงหลีกลับมาแล้ว

“เอี้ยนโจวไม่เลวเลยจริงๆ” เหลียนเฟิงหลีโพล่งขึ้นมาทันทีที่พบหน้าน้องสาว เขาหันไปคารวะบิดาที่เพิ่งเดินเข้ามา ก่อนจะเอ่ยต่อทันทีว่า “เสียแต่อากาศที่นั่นค่อนข้างร้อนชื้น ลมทะเลพัดแรงตลอดวัน ทำเอาข้าเหนียวตัวไปหมด”

“พวกเราไปดูที่ดินมาหลายผืน ล้วนแต่น่าสนใจทั้งสิ้น...” เหลียนชิงเหอพยายามลากบทสนทนาเข้าสู่ใจความหลักที่พวกเขาสองพี่น้องไปหาข้อมูลกลับมา ทว่าไม่เป็นผล

“แต่ว่านะ อาหารทะเลของที่นั่นสุดยอดมากจริงๆ ทั้งสดใหม่ ขนาดตัวก็ใหญ่ สตรีชาวเอี้ยนโจวก็ช่างแต่งกายได้งดงามยั่วยวนยิ่งนัก...โอ๊ย!ท่านพ่อ...?”

เหลียนผู่ไถก้าวเข้ามาสับฝ่ามือใส่ศีรษะของบุตรชายคนที่สามเต็มแรง ทำเอาเหลียนเฟิงหลีร้องอุทานเสียงดัง แต่ยังไม่วายมองบิดาด้วยสายตาตัดพ้อ เหลียนผู่ไถถูกท่าทางของบุตรชายยั่วโมโห จนอดไม่ได้ที่จะเอ่ยคำพูดแฝงลมปราณใส่ข้างหูบุตรชายดังเช่นที่ชอบทำเป็นประจำ

“เจ้าลูกไม่รักดี! เยี่ยนอวิ๋นขอให้เจ้าไปทำงาน ไม่ใช่ไปหาความสำราญใส่ตัว!

“โธ่ ท่านพ่อ ข้าก็แค่พูดเล่นเฉยๆ” เหลียนเฟิงหลียามนี้หูอื้อตาลาย ทำได้แค่นวดคลำใบหูของตนเองป้อยๆอย่างน่าเวทนา ทว่าท่าทางนั้นกลับไม่อาจเรียกความรู้สึกสงสารจากพี่ชายหรือน้องสาวของตนได้เลย เหลียนเยี่ยนอวิ๋นยังลอบยิ้มคล้ายกำลังสมน้ำหน้าอีกฝ่ายด้วยซ้ำไป

“เข้าเรื่องเถอะ พี่รอง เมื่อครู่ท่านบอกว่าไปดูที่ดินมาหลายผืน ไม่ทราบว่าจุดเด่นและจุดด้อยของแต่ละที่เป็นอย่างไร” เหลียนเยี่ยนอวิ๋นตัดสินใจเมินพี่ชายสามของตนเอง หันไปถามเหลียนชิงเหอด้วยท่าทางเป็นงานเป็นการ

เหลียนชิงเหอทางหนึ่งหาที่นั่ง ทางหนึ่งกล่าวไปด้วยว่า “ เพราะเจ้ากำชับเอาไว้ว่า ต้องการที่ดินที่ตั้งอยู่บนที่ราบ มีอาณาเขตกว้างพอที่จะปลูกเรือนหลายหลัง และแบ่งเนื้อที่ส่วนหนึ่งไว้เป็นลานฝึกซ้อมวิชา จึงทำให้สามารถตัดตัวเลือกที่ไม่ตรงความต้องการทิ้งไปได้มาก โชคดีที่ข้ากับเฟิงหลีพบกับนายหน้าขายที่ดินที่ดี ดังนั้นจึงสามารถหาที่ดินที่ต้องการดูได้ง่ายทั้งยังไม่ถูกโก่งราคา”

“นี่คือแผนที่เมืองเอี้ยนโจว” เหลียนเฟิงหลีคว้าม้วนกระดาษแผ่นใหญ่ออกมาจากห่อสัมภาระ ก่อนจะคลี่กางลงบนโต๊ะไม้ตรงกลางห้อง บนแผนที่ซึ่งระบุสถานที่สำคัญต่างๆในเมืองเอี้ยนโจวนั้น มีรอยหมึกสีแดงวงทำตำแหน่งเอาไว้ถึงห้าจุดด้วยกัน “ข้ากับพี่รองช่วยกันพิจารณาแล้ว ยังคงเหลืออยู่ห้าที่ด้วยกันที่น่าจะเข้าท่า”

“ห้าที่เชียวหรือ” เหลียนเยี่ยนอวิ๋นทวนคำ พลางก้มลงมองพิจารณาแผนที่อย่างตั้งใจ โดยมีเหลียนผู่ไถนั่งมองอยู่ด้านข้าง

“ที่ดินผืนนี้ เป็นคฤหาสน์เก่าของขุนนางท่านหนึ่ง เจ้าของคฤหาสน์หลังนี้เสียชีวิตไปได้หลายปีแล้ว บรรดาลูกหลานก็แยกย้ายกระซ่านเซ็น สุดท้ายที่ผืนนี้จึงถูกฝากขายเอาไว้กับนายหน้า ยังคงมีสิ่งปลูกสร้างเก่าก่อนเหลืออยู่บ้าง ลักษณะเป็นบ้านกึ่งสวน ปรับปรุงต่อเติมสักหน่อยก็เข้าอยู่ได้ ทั้งยังตั้งอยู่ไม่ไกลตัวเมืองมากอีกด้วย” เหลียนชิงเหอช่วยอธิบายรายละเอียดของที่ดินแต่ละผืนเพิ่มเติม “ส่วนที่ผืนนี้เป็นที่ดินว่างเปล่า ฟังว่าแต่ก่อนเคยเป็นแอ่งน้ำขนาดใหญ่ แต่ต่อมาน้ำแห้งเหือดไปจนหมด เหลือพื้นดินโล่งเตียนเอาไว้ ราคาขายค่อนข้างถูกมากทีเดียว”

“ที่ผืนนี้ไม่ดี ตัดทิ้งเถอะ” เหลียนเยี่ยนอวิ๋นฟังจบก็กล่าวทันที สร้างสีหน้าฉงนแก่บิดาและพี่ชายเป็นอย่างยิ่ง

“เหตุใดจึงว่าไม่ดีเล่า”

“ในเมื่อแต่ก่อนที่ดินแห่งนี้เคยเป็นแอ่งน้ำขนาดใหญ่ นั่นย่อมหมายความว่าผืนดินตรงนั้นอ่อนตัว ไม่มั่นคงแข็งแรง ถึงแม้น้ำในแอ่งจะเหือดแห้งไปจนหมด แต่ไม่มีใครรู้ว่าใต้ดินยังมีน้ำบาดาลอยู่มากน้อยเท่าไหร่ หากวันดีคืนดีแผ่นดินทรุดขึ้นมา พวกเราไม่แย่หรอกหรือ” เด็กสาวให้เหตุผลอย่างฉะฉาน “อีกอย่างเอี้ยนโจวเป็นเมืองติดทะเล น้ำทะเลนั้นก็มีขึ้นมีลง หากวันใดเกิดเหตุน้ำท่วมขึ้นมา แอ่งตรงนี้จะเป็นแหล่งที่น้ำไหลมากองรวมกันและเกิดเป็นน้ำท่วมขัง ในเมื่อมีแต่ข้อเสีย ราคาถูกก็ใช่ว่าจะดี ยังคงตัดทิ้งเถอะ”

“วิเคราะห์ได้ประเสริฐยิ่ง” เหลียนชิงเหอมีสีหน้าชื่นชมน้องสาวของตนเองเป็นอย่างมาก

 “ถ้าเช่นนั้นที่ผืนนี้เล่า” เหลียนเฟิงหลีขยับกายมายืนข้างน้องสาว ใช้นิ้วขี้ไปยังวงกลมสีแดงอีกแห่งหนึ่งในแผนที่ “ที่ดินผืนนี้ถึงแม้จะพื้นที่ค่อนข้างคับแคบไปบ้าง เมื่อเทียบกับที่อื่นแล้วจัดว่าค่อนข้างเล็ก ทว่าภายในบ้านแบ่งสัดส่วนได้ดียิ่ง เพียงแต่การตกแต่งออกจะเรียบง่ายอยู่สักหน่อย ไม่มีต้นไม้ ทว่ามีลานสำหรับฝึกวรยุทธ์อยู่ด้วย”

เหลียนเยี่ยนอวิ๋นได้ฟังก็เพียงแต่พยักหน้าน้อยๆไม่ได้ตอบคำ เหลียนเฟิงหลีเอียงศีรษะมองน้องสาวของตนเองก่อนจะเอ่ยต่อ “ที่ผืนต่อมาไม่มีอะไรโดดเด่นมาก มีเรือน มีลาน มีต้นไม้ มีบ่อน้ำ ทว่าสถานที่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง”

“ในเมื่ออยู่ใจกลางเมืองก็ตัดออกเถอะ” เหลียนเยี่ยนอวิ๋นตัดตัวเลือกออกโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด “คนในสำนักของเราชอบส่งเสียงเอะอะโวยวาย อยู่ในเมืองไม่สะดวกแน่ ที่ผืนสุดท้ายเล่า?”

เหลียนชิงเหอกับเหลียนเฟิงหลีหันมองหน้ากันพร้อมรอยยิ้ม ก่อนที่ฝ่ายหลังจะเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นมาก่อน “ที่พื้นนี้พวกเราสองคนค่อนข้างชอบมากทีเดียว”

“เป็นที่ราบบนเนินเขา ด้านหลังพิงภูเขา อยู่เลียบริมฝั่งแม่น้ำ หันหน้าออกสู่ทะเล พื้นที่กว้างขวาง แม้สภาพจะค่อนข้างยุ่งเหยิงอยู่บ้างเพราะไม่มีใครอยู่อาศัยมาหลายปี แต่ว่าดูแล้วเหมาะสมยิ่งนัก” เหลียนชิงเหออธิบายด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

“นี่น่าสนใจไม่ใช่รึ” เหลียนผู่ไถซึ่งนั่งฟังโดยไม่ออกความคิดเห็นมาตลอด เอ่ยแทรกขึ้น “ทำไมไม่รีบพูดถึงตั้งแต่แรก จะเอาที่ไร้ประโยชน์มาพูดให้เสียเวลามากมายเพื่ออะไร”

“ข้าก็แค่อยากเพิ่มตัวเลือกให้น้องสี่ นางจะได้มีตัวเลือกไว้พิจารณามากขึ้นอย่างไรเล่า” เหลียนเฟิงหลีส่งรอยยิ้มกว้างให้บิดาของตนเอง ก่อนจะหันไปจับตามองเหลียนเยี่ยนอวิ๋นที่ยืนยิ้มมองแผนที่อยู่ข้างกัน “เป็นอย่างไร เยี่ยนอวิ๋น ชอบหรือไม่ชอบ”

“แน่นอน ข้าชอบ” เหลียนเยี่ยนอวิ๋นตอบทันควัน “ทว่ายังไม่สามารถตัดสินใจได้ในทันทีว่าจะซื้อหรือไม่ ไม่สู้...ขอเวลาให้ข้าพิจารณาสักหลายวัน เป็นอย่างไร”

เมื่อทั้งบิดาและพี่ชายต่างประสานเสียงตอบพร้อมกันว่าไม่มีปัญหา เหลียนเยี่ยนอวิ๋นก็พกพาแผ่นที่เอี้ยนโจวกลับห้องเก็บรักษาบัญชีด้วยสีหน้าประดับรอยยิ้มทว่าแววตาทอประกายคมปลาบ ทำเอาหลี่เสียงที่กำลังศึกษารายรับรายจ่ายอยู่ที่นั่นก่อนแล้ว ต้องลอบมองด้วยสีหน้าประหลาดใจ

“คุณหนู มีเรื่องน่ายินดีเกิดขึ้นหรือขอรับ”

เด็กสาวขยับรอยยิ้มสดใส ก่อนจะนั่งลงบนเก้าอี้ประจำตัวพร้อมกับคลี่แผนที่ลงบนโต๊ะทำงานของตนเอง ก่อนจะเอ่ยลอยๆ “ไม่คิดว่าจะบังเอิญถึงเพียงนี้ หึๆ”

เห็นท่าทางคุณหนูของตนดูมีความสุขขนาดนั้น หลี่เสียงอดใจไม่ได้ ต้องส่งเสียงถาม “คุณหนู มีเรื่องบังเอิญอันใดหรือขอรับ”

“จำได้หรือไม่ แผนการธุรกิจของข้า” เหลียนเยี่ยนอวิ๋นเอนกายพิงพนักเก้าอี้ มือสองข้างเลื่อนมากอดอก ขณะที่สายตาก็สำรวจภาพในแผนที่ด้วยสายตาเป็นประกาย “ตอนนี้ข้ากำลังรอรายชื่อของผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าไหมกับผู้เชี่ยวชาญการเพาะพันธุ์ม้าอยู่ คาดไม่ถึงจริงๆ วันนี้พวกพี่รองกับพี่สามกลับมา กลับแนะนำที่ผืนหนึ่งที่น่าสนใจเอามากๆให้กับข้า ที่ข้าบอกว่าบังเอิญ ก็เพราะว่าที่ผืนนี้มีลักษณะพอเหมาะ ทำเลที่ดี ยังมี...สภาพแวดล้อมที่ประจวบเหมาะแก่การทำนาเกลืออีกด้วย”

“นาเกลือ?” หลี่เสียงวางสมุดบัญชีลงแล้ว เด็กหนุ่มมองเจ้านายของตนเองด้วยสายตาเปี่ยมด้วยคำถาม เหลียนเยี่ยนอวิ๋นไม่ต้องรอให้อีกฝ่ายเอ่ยปากถาม ก็ชิงอธิบายด้วยตนเอง “ก็คือพื้นที่ที่ใช้ในการผลิตเกลือ ข้าศึกษาเอาไว้แล้ว ที่เรียกว่านาเกลือ ก็เพราะมีลักษณะคล้ายกับการทำนาข้าว ทว่าไม่ได้ผูกพืชผักลงไป นาเกลือต้องทำในพื้นที่ติดทะเล สมควรทำในดินเลนที่สามารถขังน้ำไม่ให้ซึมลงไปได้”

“แล้วคุณหนูตัดสินใจจะซื้อที่ผืนนี้แล้วหรือขอรับ”

เหลียนเยี่ยนอวิ๋นกลับส่ายหน้าปฏิเสธ “ข้ากำลังคิดว่า บางทีเรื่องขยายสาขาที่สองนี้ ทางที่ดีควรจะพับแผนการนี้ไปก่อน หากจะขยับขยาย ก็ควรทำครั้งใหญ่ครั้งเดียวไปเลย ตอนนี้ข้าคิดว่าพวกเราควรที่จะมุ่งเน้นการเสริมสร้างกำลังคนของสาขาหลักให้มีความมั่นคงก้าวหน้าเสียก่อน”

หลี่เสียงยังไม่ค่อยเข้าใจความคิดของเหลียนเยี่ยนอวิ๋นนัก แต่เขาก็เข้าใจดีว่าแผนการและความคิดของเจ้านายนั้นลึกซึ้งและมักจะสำเร็จเสมอ ดังนั้นจึงได้แต่พยักหน้าโดยไม่ถามอันใดเพิ่มเติมอีก

เหลียนเยี่ยนอวิ๋นเองหลังจากแจ้งการตัดสินใจของตนเองให้บิดาและพี่ชายทราบ ก็เริ่มยุ่งกับการวางรายละเอียดของแผนการเพิ่มเติม ทั้งนี้เพราะจดหมายของไป๋เทียนหยาส่งกลับมาแล้วในที่สุด ทว่าในนั้นกลับมีจดหมายของรัชทายาทแนบมาด้วย

ในเมืองหลวงยามนี้มีแต่ชื่อสำนักซิ่นเหลียนอยู่ทุกหัวระแหง ทุกคนต่างพากันพูดถึงข่าวลือเรื่องการคุ้มกันสารลับของสำนักซิ่นเหลียน หลายฝ่ายเริ่มอยู่ไม่สุขกันขึ้นมาแล้ว ระมัดระวังตัวด้วย สำนักซิ่นเหลียนไม่ปลอดภัยดังเช่นกาลก่อนแล้ว

“ลี่ฉู่ดูเป็นห่วงพวกเรามาก” เหลียนเฟิงหลีเปรยขึ้น พลางเลิกคิ้วสูง ก่อนจะคลี่รอยยิ้มมีเลศนัยมาทางน้องสาวของตน “เอ...หรือว่าเป็นห่วงน้องสี่ของข้ากันแน่”

“ ท่านดูเอาเอง” เหลียนเยี่ยนอวิ๋นดึงจดหมายกลับมาจากมือพี่ชาย ชี้นิ้วไปที่ข้อความในจดหมาย “องค์รัชทายาทเขียนว่า ระมัดระวังด้วย สำนักซิ่นเหลียนไม่ปลอดภัยดังเช่นกาลก่อนแล้ว เขาเป็นห่วงสำนักซิ่นเหลียนต่างหาก ไม่ใช่ข้า”

สองพี่น้องยามนี้ต่างฝ่ายต่างนั่งขัดสมาธิอยู่ริมลานฝึก ไม่ใกล้ไม่ไกลมีหลี่เสียงที่กำลังฝึกหัดวรยุทธ์พื้นฐานอยู่ด้วยท่าทางแสนทรมาน เด็กหนุ่มนั่งในท่าหม่าปู้(ท่าขี่ม้า เป็นท่าพื้นฐานของวิชากังฟูทุกแขนงของจีน เป็นการฝึกกำลังขา ความสมดุล และสมาธิ)มาได้หนึ่งเค่อ(ประมาณ 15 นาที)แล้ว ใบหน้าของหลี่เสียงเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเขียว ทำท่าคล้ายอยากจะร้องไห้เต็มแก่ ที่จริงแล้วก่อนหน้านี้ผู้ที่ได้รับการขอร้องให้ฝึกสอนการต่อสู้ให้เขาคือเหลียนเมิ่งอวี่ ทว่าคุณชายใหญ่ตระกูลเหลียนกวดขันเข้มงวดเกินไป จนหลี่เสียงวิ่งหนีไม่ยอมฝึกต่อ เหลียนเยี่ยนอวิ๋นจึงให้เหลียนเฟิงหลีที่หลี่เสียงคุ้นเคยสนิทสนมมาเป็นผู้ฝึกสอน

ทว่า...ดูเหมือนคุณชายใหญ่และคุณชายสามตระกูลเหลียนจะคิดตรงกันว่า ฝึกพื้นฐานให้มั่นคงก่อนดีที่สุด ดังนั้นหลี่เสียงจึงถูกสั่งให้ฝึกท่าหม่าปู้ต่อไป

“อันที่จริง” เหลียนเฟิงหลีมองไปทางหลี่เสียง ยกมือขึ้นเกาคางคล้ายกำลังใช้ความคิด “หลี่เสียงนี่เก่งงานบ้านสารพัด ทำอาหารก็ได้ ทำความสะอาดก็ดี ตอนนี้ยังช่วยเจ้าดูบัญชี อ่านสีหน้าคนเก่งผูกสัมพันธ์เก่ง แต่เรื่องวิทยายุทธ์ดูเหมือนจะไร้พรสวรรค์ไปสักหน่อย”

“ไม่มีใครในโลกที่สมบูรณ์แบบนี่” เหลียนเยี่ยนอวิ๋นอมยิ้มน้อยๆ “ข้าเองก็ไม่เก่งวิทยายุทธ์เท่าพวกท่าน ทุกคนก็เหมือนกับมีดนั่นแหละ มีทั้งด้านที่คมและด้านที่ทื่อ ขึ้นอยู่กับว่าท่านจะหันด้านไหนออกเวลาใช้ก็เท่านั้น”

“วาจาคมกริบดังใบมีด สำนวนนี้คงเป็นเจ้าที่ริเริ่มใช้สินะ ฝีปากและสำนวนการพูดจาที่เชือดเฉือนน้ำใจคนนี่เป็นมีดด้านที่คมที่สุดของเจ้าแล้วกระมัง” เหลียนเฟิงหลีอดไม่ได้ที่จะเล่นงานน้องสาวของตนเอง เหลียนเยี่ยนอวิ๋นหัวเราะคำพูดของเขา ทั้งยังตอบกลับอย่างรวดเร็ว “เข้าใจผิดแล้ว ที่เป็นมีดน่ะข้าหมายถึงหลี่เสียง ส่วนข้าน่ะเป็นดาบสองคมต่างหาก ไม่ว่าจะหันด้านไหนออก ข้าก็สามารถทำร้ายผู้คนได้ทั้งนั้น”

“อ้อ งั้นหรือ ข้าคิดว่าเจ้าเป็นพวกที่ชอบทายาพิษไว้บนใบมีดเสียอีก นอกจากจะฟันคนอื่นเข้าแล้วยังจะแถมพิษให้อีกฝ่ายตายเร็วขึ้นไปอีก”

หลี่เสียงฟังสองพี่น้องคุยกัน ใบหน้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีม่วง ขาทั้งสองข้างสั่นสะท้าน ยามนี้ไร้ซึ่งวาจาจะกล่าว

“เฟิงหลี เจ้าให้หลี่เสียงพักก่อนเถอะ” น้ำเสียงอ่อนโยนของเหลียนชิงเหอดังขึ้น ก่อนที่เจ้าของเสียงจะเดินเข้ามาในบริเวณลานฝึกพร้อมกับห่อผ้าใบหนึ่ง

“พี่รอง กลับมาแล้วหรือ” เหลียนเยี่ยนอวิ๋นหันไปทักทายพี่ชายอีกคน ขณะที่เหลียนเฟิงหลีหันไปอนุญาตให้หลี่เสียงพักได้ เด็กหนุ่มทรุดตัวลงนั่งบนพื้น รู้สึกง่วงงุนเสียจนอยากจะหลับไปเสียเดี๋ยวนั้น ขาทั้งสองข้างปวดร้าวประหนึ่งกับวิ่งมาทั้งวันหลายพันลี้ ทว่าเด็กหนุ่มทำได้แค่นั่งยืดขาทั้งสองข้างออก แล้วพยายามหายใจเข้าลึกๆ

เหลียนชิงเหอนั่งลงบนพื้นข้างกายน้องสาว ทางหนึ่งค้นห่อผ้า ทางหนึ่งเอ่ยกับน้องสาวไปด้วย “เห็นท่านพ่อบอกว่าเจ้าจะเดินทางไปเชิญผู้เชี่ยวชาญที่รัชทายาทส่งรายชื่อมาให้ด้วยตนเองงั้นหรือ”

“ถูกแล้ว” เด็กสาวพยักหน้า

“ไปคนเดียวหรือ”

“ก็ว่าจะพาหลี่เสียงไปด้วย”

เหลียนชิงเหอเงยหน้าขึ้นมามองหลี่เสียง ก่อนจะส่ายหน้าเล็กน้อย เอ่ยว่า “เขาปกป้องเจ้าไม่ได้ เป็นตัวถ่วงเสียเปล่าๆ”

“งั้นก็ให้หนานซิงไปอีกคน” เหลียนเยี่ยนอวิ๋นเอ่ยทันทีราวกับว่ารู้อยู่ก่อนแล้วว่าพี่ชายจะถามเช่นนี้ เหลียนชิงเหอขมวดคิ้วเล็กน้อย “หนานซิงหรือ เขายังอายุน้อยกว่าพวกเจ้าสองคนอีก”

“พี่รอง ถ้าเป็นเสี่ยวซิงซิงล่ะก็ไม่มีปัญหาหรอก” เหลียนเฟิงหลีเอ่ยแทรก

หนานซิงคนนี้ ปีนี้อายุสิบห้าปี เป็นหนึ่งในเพื่อนเล่นไม่กี่คนของเหลียนเยี่ยนอวิ๋น แม้อายุยังน้อยแต่มีพรสวรรค์ในวิชาบู๊มาก เด็กคนนี้เป็นเด็กกำพร้า มาอยู่อาศัยที่สำนักของซิ่นเหลียนตั้งแต่อายุเจ็ดขวบ ปัจจุบันก็ทำงานเป็นลูกขบวนคุ้มกันภัยระดับล่าง คือติดตามขบวนขนส่งสินค้าที่ไม่ได้มีความเสี่ยงสูง แม้จะมีฝีมือสูงแต่อายุยังน้อย พวกนักบู๊เก่าแก่ล้วนไม่มีใครอยากให้เขาเด่นเกินหน้าเกินตา เขาเองก็ดูเหมือนไม่ถือสาอะไร จึงอยู่ในหน้าที่นั้นอย่างสบายใจ ตอนนี้ยังสนิทสนมกับหลี่เสียงเป็นอย่างดี เฟิงหลีเยี่ยนอวิ๋นสองพี่น้องเองก็อยากหาโอกาสให้อีกฝ่ายได้มีผลงานบ้างอยู่เป็นทุนเดิม

เมื่อมีเสียงสนับสนุนเพิ่ม เหลียนชิงเหอได้แต่ถอนหายใจออกมา “แล้วแต่เจ้าเถอะ จะเดินทางวันไหนล่ะ”

“ข้าคิดว่าน่าจะเป็นวันมะรืน” เหลียนเยี่ยนอวิ๋นตอบพลางคว้ากระบี่ไม้ที่วางทิ้งเอาไว้ข้างตัวขึ้นมา “งานนี้อาจจะเดินทางนานอยู่ ระหว่างที่ข้าไม่อยู่ อาจจะต้องฝากพวกพี่รองกับพี่สามช่วยดูแลกิจการให้สักหน่อย”

“เรื่องนี้ไม่มีปัญหา” เหลียนเฟิงหลีเผยรอยยิ้มมั่นอกมั่นใจ “ข้าเป็นถึงลูกศิษย์ราชครูเถียนกู้จื่อ แค่ดูแลกิจการให้เจ้าชั่วคราว ไม่มีปัญหาใดๆอยู่แล้ว”

เหลียนเยี่ยนอวิ๋นยิ้มรับ ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ

“ที่จริงใจข้าอยากจะออกเดินทางเสียตั้งแต่พรุ่งนี้ ทว่าพรุ่งนี้มีงานเลี้ยงที่บ้านตระกูลหลี่ เป็นงานวันเกิดของหลี่เยว่เหม่ย ยังไงเสียนางก็ช่วยเหลือข้าเรื่องค้าขายข้าวมาตลอด จะอย่างไรก็ต้องไป”

ในเฉิงโจวมีพ่อค้าคหบดีผู้ร่ำรวยอยู่จำนวนไม่น้อยที่ทำการค้าอยู่ในเมืองแห่งนี้ ตระกูลหลี่ก็จัดอยู่ในคหบดีเหล่านั้น คหบดีหลี่คือเจ้าพ่อวงการค้าขายข้าว ไม่เพียงแต่เป็นเจ้าของโรงสีที่ใหญ่ที่สุดในเฉิงโจว ยังเป็นพ่อค้าคนกลางในการค้าข้าวรายใหญ่ให้กับเมืองหลวง แท้จริงแล้วกับบุคคลระดับนี้ใช่ว่าสำนักคุ้มกันภัยระดับกลางๆอย่างสำนักซิ่นเหลียนจะสามารถได้รับคำเชิญไปร่วมงานเลี้ยงวันเกิดคุณหนูใหญ่ของตระกูลหลี่ได้ ทว่าความสัมพันธ์ของหลี่เยว่เหม่ยแห่งตระกูลหลี่กับเหลียนเยี่ยนอวิ๋นแห่งตระกูลเหลียนเป็นความสัมพันธ์ที่พัฒนามาจากผู้มีพระคุณจนกลายเป็นสหาย

หรือจะพูดให้ชัดเจน ก็คือทั้งสองคนเกี่ยวพันกันด้วยบุญคุณช่วยชีวิต

ย้อนไปเมื่อราวสองปีก่อน เวลาบ่ายคล้ายของวันหนึ่ง คุณหนูใหญ่ตระกูลหลี่กับคนรับใช้จำนวนหนึ่งออกจากบ้านเพื่อไปหาซื้อเสื้อผ้า ขณะเดียวกันเหลียนเยี่ยนอวิ๋นกับพี่ชายคนที่สองเหลียนชิงเหอก็ขี่ม้าเข้าไปในเมืองเพื่อหาซื้อหนังสือ

เหลียนเยี่ยนอวิ๋นกำลังทักทายพ่อค้าแม่ค้าในตลาดที่ตนเองรู้จักโดยที่เหลียนชิงเหอแยกตัวไปยังร้านขายสมุนไพรซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลกัน ในตอนนั้นเอง เสียงกรีดร้องของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งก็ดังขึ้น ตามมาด้วยเสียงเอะอะโวยวายด้วยความตกใจและความโกลาหล

“คุณหนูใหญ่!

“กรี๊ด! ช่วยด้วย!!

“เกิดอะไรขึ้น!

“ใครก็ได้ช่วยหยุดพวกมันเอาไว้ที” บรรดาคนของตระกูลหลี่ส่งเสียงตะโกนมาทางที่เด็กสาวยืนอยู่ เหลียนเยี่ยนอวิ๋นเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ขณะเดียวกันก็เห็นคนร้ายที่ว่ากำลังใช้วิชาตัวเบาหนีขึ้นไปบนหลังค้าร้านรวงด้านข้าง พวกมันล้วนแต่งกายมิดชิด ปิดบังใบหน้า ในอ้อมแขนของพวกมันคนหนึ่งยังแบกเด็กสาวคนหนึ่งเอาไว้

เหลียนเยี่ยนอวิ๋นตัดสินใจในเสี้ยววินาที มือของนางก็สะบัดปล่อยอาวุธลับซึ่งเป็นมีดบินขนาดเล็กออกไปทันที  ก่อนจะพุ่งตัวตามออกไป

สองในสามของคนร้ายถูกอาวุธลับของนางจนร่วงหล่นมาบนพื้น ทว่าอีกคนที่เหลืออยู่ก็เป็นชนชั้นมีฝีมือ ทันทีที่อาวุธลับลอยถึงเบื้องหน้า มันก็หยิบยกเอามีดของตนขึ้นปัดออกอย่างง่ายดาย ทว่าสิ่งที่มันคาดไม่ถึงก็คือคนที่ปล่อยอาวุธลับใส่ตนนั้น บัดนี้ได้ลุมาถึงเบื้องหน้าตนเองด้วยวิชาตัวเบาที่เหนือชั้นกว่าและเป็นเพียงเด็กหญิงแรกรุ่นคนหนึ่ง วินาทีที่มันตะลึงงันไปเพียงอึดใจนั้น เหลียนเยี่ยนอวิ๋นก็โจมตีมันไปสองกระบวนท่า คนร้ายผงะหลบจนเผลอปล่อยเด็กสาวตัวประกันลง เหลียนเยี่ยนอวิ๋นก็พุ่งเข้าไปดึงเด็กสาวคนนั้นออกห่างจากมันทันที

คนร้ายผู้นี้ เห็นได้ชัดว่ากำลังเกิดโทสะ เหลียนเยี่ยนอวิ๋นไม่มีเวลาขบคิดว่าอีกฝ่ายเป็นใคร เด็กสาวมีสีหน้าเคร่งเครียดลง วรยุทธ์ของนางและพละกำลังในตอนนี้ไม่เพียงพอที่จะต่อกรกับผู้ชายที่มีวรยุทธ์ระดับนี้ได้ แต่นางก็ไม่อาจหันหลังวิ่งหนีได้เช่นกัน ขณะที่กำลังคิดหาหนทางอยู่นั้น ตอนนั้นเองเหลียนชิงเหอก็ทะยานมาถึงพอดี 

“เยี่ยนอวิ๋น”

“พี่รอง” เด็กสาวเผยสีหน้าโล่งอกเมื่อพี่ชายคนรองปรากฏตัว แม้ว่าเหลียนชิงเหอจะนิสัยอ่อนโยน และมุ่งศึกษาแต่วิชาแพทย์ ทว่าเขาย่อมเรียนรู้วรยุทธ์ของตระกูลเหลียนมามากกว่านาง อีกทั้งพละกำลังของเขาที่เป็นชายหนุ่มอายุสิบแปดปีก็เพียงพอที่จะต่อกรกับคนร้ายคนนี้ได้อย่างไม่ต้องเปลืองกำลัง

“เจ้าพาคุณหนูหลี่ลงไปก่อน ข้าจะจัดการทางนี้เอง” เหลียนชิงเหอกล่าวอย่างรวบรัดรวดเร็วก่อนจะตรงเข้าต่อสู้พัวพันกับคนร้ายแทนน้องสาวทันที

เหลียนเยี่ยนอวิ๋นพยักหน้า พลันพยุงร่างของคุณหนูตระกูลหลี่ กระโดดลงจากหลังคา ท่ามกลางสีหน้าที่เผยความโล่งใจของบรรดาคนรับใช้ตระกูลหลี่ เด็กสาวทั้งสองก็ร่อนลงสู่พื้นอย่างปลอดภัย

“ขอบคุณที่ช่วยเหลือข้า” คุณหนูใหญ่ตระกูลหลี่เอ่ยเสียงสั่น สีหน้ายามมองเด็กสาวรุ่นราวคราวเดียวกันที่ยื่นมือเข้าช่วยคนนี้ เต็มไปด้วยความสำนึกขอบคุณ

“ไม่เป็นไร นี่เป็นเรื่องที่สมควรช่วยอยู่แล้ว”

“แม่นางน้อยท่านนี้ ไม่ทราบว่าท่านคือ...” ชายมีอายุผู้ที่น่าจะเป็นหัวหน้าคนรับใช้ก้าวออกมาถามเด็กสาวด้วยท่าทางพินอบพิเทา

“ข้าคือเหลียนเยี่ยนอวิ๋นแห่งสำนักซิ่นเหลียน” เด็กสาวตอบ “ส่วนคนที่กำลังอยู่บนหลังคาคือพี่รองของข้า เหลียนชิงเหอ”

“ที่แท้เป็นคนของสำนักคุ้มกันภัยซิ่นเหลียน” หัวหน้าคนรับใช้ตระกูลหลี่พึ่งกล่าวจบ เหลียนชิงเหอก็ร่อนลงมายืนข้างกายน้องสาวอย่างนิ่มนวล พลางเหวี่ยงร่างคนร้ายที่สลบไปแล้วลงบนพื้น “ข้าสกัดจุดสลบของมันไว้ กว่าจะฟื้นขึ้นคงสักหนึ่งชั่วยาม ท่านก็นำไปจัดการเถอะ”

“ขอบคุณท่านทั้งสองมากจริงๆ ข้าหลี่เยว่เหม่ยเป็นหนี้บุญคุณพวกท่าน หากในภายภาคหน้ามีสิ่งใดที่ข้าสามารถช่วยเหลือ ขอให้พวกท่านบอกกล่าวกับข้าได้ ข้ายินดีช่วยเหลือพวกท่านเต็มที่”

“ขอบพระคุณคุณหนูหลี่”

นี่คือจุดเริ่มต้นของมิตรภาพระหว่างคุณหนูตระกูลหลี่กับแม่นางน้อยแห่งสำนักคุ้มกันภัย

 

คฤหาสน์ตระกูลหลี่ตั้งอยู่บริเวณฝั่งตะวันตกของตัวเมือง พื้นที่แถบนั้นเป็นเขตที่อยู่อาศัยของบรรดาคหบดีมีชื่อทั้งหลายของเฉิงโจว ดังนั้นระหว่างทางที่เหลียนเยี่ยนอวิ๋นขี่ม้าผ่านจึงพบเห็นแต่กำแพงสูงตระหง่านซึ่งล้อมรอบบ้านสวนหรูหราเอาไว้ภายใน ยามมองไปแลเห็นเพียงหลังคาเรือนรำไรเท่านั้น วันนี้บนถนนพลุกพล่านอยู่พอสมควร ทั้งรถม้า เกี้ยว และผู้คนเดินเท้า ล้วนมีอยู่ตลอดรายทาง เหลียนเยี่ยนอวิ๋นเองยังพลอยต้องก้มศีรษะทักทายผู้คนที่รู้จักนางไปตลอดทางด้วยเช่นกัน

“เยี่ยนอวิ๋น” เสียงใสเจื้อยแจ้วร้องเรียกเด็กสาว ทำให้เหลียนเยี่ยนอวิ๋นต้องหันมองด้วยความคุ้นเคยกับเสียงนี้เป็นพิเศษ “เหมยฮัว?”

เหลียนเยี่ยนอวิ๋นบังคับม้าให้ชะลอฝีเท้าลง รถม้าคันหนึ่งก็วิ่งเข้ามาขนาบข้าง ที่หน้าต่างของรถม้าซึ่งผ้าม่านถูกเลิกขึ้น มีใบหน้าของเด็กสาวคนหนึ่งยื่นออกมา เด็กสาวผู้นี้อายุรุ่นราวคราวเดียวกับเหลียนเยี่ยนอวิ๋น ผิวขาวกระจ่างใส จุดเด่นบนใบหน้าคือนัยน์ตาเรียวงามทรงเสน่ห์และรอยยิ้มร่าเริง เส้นผมหยักศกสีดำสนิทล้อมรอบใบหน้างดงามอย่างลงตัว เป็นเด็กสาวที่อีกไม่นานต้องกลายเป็นหญิงสาวที่ทรงเสน่ห์คนหนึ่งของเฉิงโจวอย่างไม่ต้องสงสัย

เด็กสาวผู้นี้คือเฉินเหมยฮัว บุตรสาวเพียงคนเดียวของเฉินฮว่าไฉเจ้าของภัตตาคารเฉิงโจว ร้านอาหารที่ใหญ่และหรูหราที่สุดในเมืองเฉิงโจวแห่งนี้ เด็กสาวคนนี้...ก็เป็นหนึ่งในคุณหนูตระกูลเศรษฐีคนหนึ่งเช่นกัน

“ไม่พบกันหลายวัน ข้าได้ข่าวว่าเจ้าไปเมืองหลวงมาหรือ”

“ใช่แล้ว” เหลียนเยี่ยนอวิ๋นตอบยิ้มๆ “ไม่พบเจอหลายวัน เจ้าดูสวยขึ้นมาก”

“แหม พูดชมเกินไป ปกติข้าก็สวยอยู่แล้ว คงไม่มากไปกว่านี้แล้วล่ะ” เด็กสาวสองคนทักทายกันอย่างสนิทสนมด้วยรอยยิ้มกว้าง ทั้งนี้เพราะทั้งสองคนต่างก็รู้จักกันเพราะหลี่เยว่เหม่ย เจ้าของวันเกิดวันนี้

เฉินเหมยฮัวผู้นี้เหลียนเยี่ยนอวิ๋นนับเป็นสหายคนหนึ่ง หรือถ้าจะให้เหลียนเยี่ยนอวิ๋นเลือกสหายที่นางชื่นชอบที่สุดล่ะก็ คนคนนั้นจะต้องเป็นเฉินเหมยฮัวอย่างไม่ต้องสงสัย

“นี่ เจ้าเตรียมของขวัญอะไรมาให้เสี่ยวเยว่น่ะ”

“ข้าไม่บอกเจ้าหรอก” เฉินเหมยฮัวบอกปัดด้วยท่าทางขี้เล่น “เจ้าต้องรอตื่นตกใจพร้อมเสี่ยวเยว่ถึงจะถูก”

เหลียนเยี่ยนอวิ๋นฟังแล้วได้แต่ยักไหล่อย่างไม่คิดจะเอามาใส่ใจ เฉินเหมยฮัวเห็นอีกฝ่ายเงียบไปคล้ายไม่อยากคุยกับตนเองแล้ว จึงหันกายกลับเข้าไปในตัวรถ ก่อนจะปรากฏตัวที่ริมหน้าต่างอีกครั้ง พร้อมห่อขนมห่อหนึ่ง “นี่ เจ้าอยากกินไหม อร่อยนะ”

เหลียนเยี่ยนอวิ๋นมองขนมในมืออีกฝ่ายด้วยหางตา แกล้งเอ่ยเสียงเย็นชาว่า “คิดว่าของแค่นี้จะดึงดูดความสนใจข้าได้หรือ”

เฉินเหมยฮัวเองก็ถอนหายใจตามด้วยสีหน้าผิดหวังที่สามารถดูออกได้ว่าเสแสร้งสุดๆ “เฮ้อ นั่นสินะ ระดับคุณหนูเหลียนแล้วขนมพวกนี้คงไม่อยู่ในสายตา...โถ ขนมเอ๋ย ข้ากินเจ้าเองก็ได้ อย่าร้องไห้นะ” เอ่ยพลางหยิบขนมในห่อเข้าปากแล้วเคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อย หมดภาพคุณหนูผู้สูงศักดิ์ไปโข ส่งผลให้เหลียนเยี่ยนอวิ๋นลอบยิ้มด้วยความขบขัน

นี่คือส่วนของเฉินเหมยฮัวที่นางชอบที่สุด คุณหนูผู้เกิดมาร่ำรวยทว่าติดดินและใจกว้าง

ผู้คนในเมืองเฉิงโจวมักติดภาพคุณหนูเหมยในภาพของเด็กสาวผู้มีฐานะร่ำรวย รักสวยรักงามและเย่อหยิ่งในศักดิ์ศรี แต่หารู้ไม่ว่านอกจากความจริงที่นางชอบประทินโฉมแล้ว ยังเป็นคุณหนูรักสนุก มีนิสัยเฮฮาร่าเริงและชื่นชอบยุทธภพเป็นที่สุด

ตอนที่ครอบครัวของหลี่เยว่เหม่ยพาเหลียนเยี่ยนอวิ๋นไปยังภัตตาคารเฉิงโจวเพื่อเลี้ยงขอบคุณนั้น เฉินเหมยฮัวก็ได้ขอเข้ามาทำความรู้จักกับนางด้วยตนเอง ประโยคแรกที่คุณหนูเหมยผู้นี้ถามต่อเยี่ยนอวิ๋นคือ “จริงหรือที่เจ้าเหินขึ้นกำแพงได้ในชั่วพริบตา” และตามมาด้วยประโยคที่ว่า “สอนข้าได้ไหม”

นับตั้งแต่นั้น ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็แปรเปลี่ยนเป็นสหายพูดคุย เฉินเหมยฮัวชื่นชอบที่จะฟังเรื่องเล่าเกี่ยวกับยุทธภพที่เหลียนเยี่ยนอวิ๋นเล่า ส่วนเยี่ยนอวิ๋นเองก็ชื่นชอบอาหารที่ภัตตาคารของคุณหนูเหมยมากเช่นกัน

ความสัมพันธ์ของทั้งสองจึงสามารถจัดเป็นเพื่อนเล่นเพื่อนกินได้อย่างเต็มปากเต็มคำ

“คุณหนูเหลียนแห่งสำนักคุ้มกันภัยซิ่นเหลียน เหลียนเยี่ยนอวิ๋นมาถึง”

“คุณหนูเฉินแห่งภัตตาคารเฉิงโจว เฉินเหมยฮัวมาถึง”

เมื่อเด็กสาวทั้งสองก้าวผ่านธรณีประตูคฤหาสน์ตระกูลหลี่ก็ได้รับการขานชื่อแจ้งการมาจากพ่อบ้านผู้รับผิดชอบจดรายชื่อของแขกเหรื่อโดยพร้อมเพรียงกัน ก่อนจะมีเด็กรับใช้ทำหน้าที่เข้ามาให้การดูแลทั้งสอง

“ทั้งสองท่านเชิญทางนี้ขอรับ คุณหนูเยว่เหม่ยกำลังสนทนากับคุณชายจ้าวอยู่ทางด้านนั้นขอรับ”  เหลียนเยี่ยนอวิ๋นในชุดสีฟ้าเย็นตาเดินเคียงคู่กับเฉินเหมยฮัวในชุดสีแดงสดใส เด็กสาวทั้งคู่ลอบสบตากันเล็กน้อย ขณะที่เดินตามเด็กรับใช้ไป เฉินเหมยฮวาก็เอี้ยวตัวกระซิบกับเหลียนเยี่ยนอวิ๋นให้ได้ยินเพียงสองคน

“เจ้าคิดว่าคุณชายจ้าวที่ว่าเนี่ย จะใช่...”

“อืม ไม่ผิดแน่” เหลียนเยี่ยนอวิ๋นตอบรับทันทีโดยไม่ต้องพิจารณาความเป็นไปได้

“หา? ทำไมเจ้าแน่ใจขนาดนั้น” เฉินเหมยฮัวกลับรู้สึกสงสัยขึ้นมาอีก

“แล้วเจ้าคิดว่าในเมืองเฉิงโจวแห่งนี้มีคุณชายจ้าวคนไหนที่คหบดีหลี่วางใจ ให้สามารถนั่งดื่มชาสองต่อสองกับหลี่เยว่เหม่ยได้กันล่ะ”

“จริงด้วยแฮะ” เฉินเหมยฮวาพยักหน้าเห็นด้วย ก่อนจะทำสีหน้าเข้าอกเข้าใจ “ต้องเป็นจ้าวคว่างอยู่แล้ว”

“เจ้าไม่ชอบเขาหรือ”

“ไม่ใช่ไม่ชอบ” เฉินเหมยฮวาตอบ พลางกวาดสายตามองรอบข้างว่ามีใครอยู่แถวนี้หรือไม่ก่อนจะเอ่ยต่อโดยลดเสียงเบาลงอีก “ไม่ใช่ไม่ชอบ ก็แค่ไม่ค่อยพอใจนิสัยเหลาะแหละไม่เป็นชิ้นเป็นอันของเขาเท่านั้น อีกอย่างเจ้าก็รู้...เกี่ยวกับ..รสนิยมของเขา”

เรื่องนี้จะว่าไปแล้วเหมือนเป็นความลับที่รู้กันเฉพาะคนวงใน แต่ทว่าที่จริงดูเหมือนคนเกือบครึ่งเมืองจะรู้กันแต่ไม่มีใครกล้าพูดออกมาก็เท่านั้น เรื่องของเรื่องก็คือจ้าวคว่าง คุณชายหนุ่มแห่งตระกูลจ้าว ผู้ซึ่งบิดาของเขาเป็นหนึ่งในคหบดีมีชื่ออันดับต้นๆของเฉิงโจวเทียบเท่ากับคหบดีหลี่คนนี้ อายุสิบหกย่างเข้าสิบเจ็ดปีแล้ว ทว่าไม่ยอมแต่งภรรยา ทั้งนี้สาเหตุก็อย่างที่ทุกคนพอจะเดาได้ไม่ยาก...เขาชื่นชอบบุรุษ

“นั่นก็ไม่ใช่เรื่องที่ยากรับได้นี่” เหลียนเยี่ยนอวิ๋นเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ในแคว้นเถียนไม่มีข้อห้ามเรื่องการรักชอบบุรุษก็จริง ทว่าการรักชอบบุรุษก็ไม่ได้เป็นที่นิยม หากจะพูดถึงเรื่องพรรค์นี้แล้วล่ะก็ แคว้นฝูจึงจะขึ้นชื่อ ถึงกระนั้นคนในแคว้นเถียนก็ใช่ว่าจะรังเกียจเรื่องนี้เสียเมื่อไหร่

“รับได้รับไม่ได้นั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญ” เฉินเหมยฮัวปั้นสีหน้าหงุดหงิด “ข้าหมายถึงเรื่องที่เขาหักอกสตรีเยาว์วัยในเฉิงโจวไปแล้วไม่ต่ำกว่าสิบคนต่างหาก”

เหลียนเยี่ยนอวิ๋นลองนึกย้อนดู ก็นึกขึ้นมาได้ว่าดูเหมือนจะมีเรื่องแบบนั้นอยู่จริง

“ถึงแล้วขอรับ” ทันใดนั้นเสียงของเด็กรับใช้ก็ดังขึ้นมา เรียกให้เด็กสาวทั้งสองรีบปรับท่าทางให้เป็นปกติและยุติบทสนทนา เมื่อมองเข้าไปในเก๋งริมน้ำที่ทั้งสองมาหยุดยืนอยู่ก็เห็นเด็กสาวในชุดสีเหลืองนวลกำลังนั่งจิบชาพูดคุยอยู่กับชายหนุ่มในอาภรณ์หรูหราคนหนึ่ง เฉินเหมยฮัวฉีกรอยยิ้มกว้างเดินนำเข้าไปก่อน ตามด้วยเหลียนเยี่ยนอวิ๋นที่ยิ้มน้อยๆอย่างสำรวมท่าที

“อ้าว มากันแล้วหรือ เหมยฮัว เยี่ยนอวิ๋น” หลี่เยว่เหม่ยลุกขึ้นยืนต้อนรับสหายทั้งสองคนด้วยความดีใจ ใบหน้าขาวเนียนประดับรอยยิ้มกว้างที่ทำให้ใบหน้าของเด็กสาวดูสวยน่ารักขึ้นอีกเป็นเท่าตัว ถ้าถามเหลียนเยี่ยนอวิ๋นว่าจุดเด่นของหลี่เยว่เหม่ยคืออะไร นางจะตอบทันทีโดยไม่ต้องคิดเลยว่า เส้นผม

ในแคว้นเถียนคนส่วนมากมักจะมีเรือนผมสีดำสนิทเสียเป็นส่วนใหญ่ ส่วนน้อยก็จะมีผมสีน้ำตาลเข้มบ้างประปราย ทว่าหลี่เยว่เหม่ยผู้นี้มีเรือนผมสีน้ำตาลอ่อนหยักเป็นลอนสวย นี่เป็นเพราะว่ามารดาของเด็กสาวเป็นชาวแคว้นเหมยนั้นเอง

“คุณหนูเฉิน คุณหนูเหลียน ไม่ได้พบกันนานเลยนะขอรับ” ขณะเดียวกัน ชายหนุ่มในชุดหรูหราก็ลุกขึ้นยืนประสานมือทักทายเด็กสาวทั้งสอง สิ่งที่สะท้อนเข้าสู้นัยน์ตาของเด็กสาวทั้งสองเป็นอย่างแรกคือเม็ดอัญมณีที่ประดับอยู่บนชุดของเขา ตามมาด้วยใบหน้าขาวเนียนราวกับอิสตรี จ้าวคว่างผู้นี้จัดเป็นชายหนุ่มรูปงามคนหนึ่ง เหลียนเยี่ยนอวิ๋นมองดูแล้วพบว่าไม่แปลกเลยที่เขาจะสามารถปฏิเสธความรักของเด็กสาวนับสิบคนได้

“ยินดีที่ได้พบ คุณชายจ้าว” เหลียนเยี่ยนอวิ๋นเคยชินกับมารยาททั่วไปของชาวยุทธมากกว่าจึงทำการคารวะตอบจ้าวคว่าง เฉินเหมยฮัวขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะทำตาม

“ทั้งสองคน นั่งก่อนเถอะ” หลี่เยว่เหม่ยบอกให้ทั้งสองนั่งลงพลางกวักมือเรียกเด็กรับใช้ให้เข้ามารินน้ำชา “เสี่ยวเหมย เจ้าดูงดงามขึ้นนะ”

“เสี่ยวเยว่ เจ้าพูดเหมือนเยี่ยนอวิ๋นไม่มีผิด หรือข้าจะสวยขึ้นมากจริงๆกันล่ะเนี่ย” เฉินเหมยฮัวยกมือแตะใบหน้า สีหน้าเริ่มไม่แน่ใจในความคิดของตัวเองขึ้นมา ท่าทางดังกล่าวเรียกเสียงหัวเราะจากเด็กสาวอีกสองคนได้

“เสี่ยวอวิ๋น ช่วงนี้มีแต่คนพูดถึงชื่อของเจ้าเต็มไปหมด เห็นว่าเจ้าได้เข้าเฝ้าซืออ๋องจริงหรือ”หลี่เยว่เหม่ยหันมาทางเหลียนเยี่ยนอวิ๋นพลางถามความถึงสิ่งที่ตนเองและบิดาอยากรู้เป็นที่สุด

“ถูกแล้ว ข้าได้เข้าเฝ้าซืออ๋องจริง”

“ข้าได้ยินผู้คนลือกันว่า สำนักซิ่นเหลียนกำลังจะผงาดขึ้นมาอีกครั้ง นี่เป็นเรื่องจริงหรือไม่” จ้าวคว่างถามขึ้นมาบางด้วยสีหน้าสนใจใคร่รู้ เหลียนเยี่ยนอวิ๋นเองก็ยิ้มให้อีกฝ่ายก่อนจะตอบด้วยท่าทางสบายใจไร้การปิดบัง

“จริงที่ว่าข้าพยายามจะยกระดับสำนักคุ้มกันภัยซิ่นเหลียนขึ้นมาให้รุ่งเรืองดังเช่นกาลก่อนอีกครั้ง คุณชายคงทราบจากเยว่เหม่ยแล้วกระมังว่าช่วงนี้ข้ากำลังทำธุรกิจเรื่องข้าวกับนางอยู่ ไม่ว่าจะลงมือทำอะไรกำลังทรัพย์ย่อมสำคัญที่สุด ดังนั้นสามารถกล่าวได้ว่าข้าเองก็กำลังทุ่มสุดตัวเช่นกัน”

“สมแล้วที่เป็นเยี่ยนอวิ๋น” เฉินเหมยฮัวเอ่ยเสียงดัง สีหน้าปรากฏความปลาบปลื้มที่ได้เป็นสหายกับเหลียนเยี่ยนอวิ๋นยิ่งนัก

“จะว่าไป พวกท่านสามคนที่นั่งอยู่ในที่นี้ล้วนแล้วแต่เป็นผู้นำตระกูลรุ่นต่อไปกันทั้งนั้นไม่ใช่หรือ” เหลียนเยี่ยนอวิ๋นเอ่ยยิ้มๆ “นับว่าเป็นเกียรติของข้าจริงๆที่ได้นั่งดื่มชาร่วมโต๊ะกับคนระดับนี้”

“เสี่ยวอวิ๋น ยังจะพูดจาเช่นนี้อีก พวกเราไม่ใช่สหายกันหรอกหรือ”  หลี่เยว่เหม่ยตีแขนเยี่ยนอวิ๋นเบาๆ ขณะที่เสียงหัวเราะดังขึ้นเบาๆรอบโต๊ะ บรรยากาศระหว่างคนทั้งสี่นับว่าดีขึ้นมาก

ทันใดนั้นเหลียนเยี่ยนอวิ๋นพลันขยับรอยยิ้มกว้างขึ้น นัยน์ตาสีเทาทอประกายจ้า เอ่ยเกริ่นขึ้นมาด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “จะว่าไปแล้ว ข้าได้ยินมาว่า...”




ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 42 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

530 ความคิดเห็น

  1. #344 สิ้นเสียงปักษา (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 6 กันยายน 2559 / 16:01
    ดีที่ยางเอกมีสหายดีดี
    #344
    0
  2. #236 minggg- (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 24 กรกฎาคม 2559 / 02:42
    ก็นับว่าสร้างเส้นสายทั้งในและนอกเมืองหลวงนะคะ
    คุณหนูของเรา

    แค่ฟังที่ก็ตีความได้ ขนาดพ่อกับพี่ชายยังไม่รู้เลย
    กรี๊ดด เก่งจริงหนออ
    #236
    0
  3. #226 []SO_DadE[] (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 24 กรกฎาคม 2559 / 00:56
    ลุ้นนน ชอบมากกกก
    #226
    0
  4. #21 i love me (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 29 พฤศจิกายน 2558 / 19:27
    คิดจะทำอะไรอีกล่ะ เจ้าเล่ห์มากมาย ชอบบบ ><
    #21
    0
  5. #20 nunsir (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 28 พฤศจิกายน 2558 / 07:11
    ได้ยินว่า ???
    #20
    0