云蒸霞蔚 ใต้ฟ้า...เหนือเมฆา

ตอนที่ 5 : บทที่ 5 แผนคุ้มกันภัย [Re-write]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,224
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 53 ครั้ง
    26 ก.ค. 62

บทที่ 5 แผนคุ้มกันภัย

 

เมื่อเหลียนเยี่ยนอวิ๋นกลับมาถึงบ้านในตอนเย็น ก็ได้พบสิ่งมีชีวิตแปลกปลอมตัวหนึ่งปรากฏตัวขึ้นในห้องของตนเอง มันเป็นนกพิราบสีขาวสะอาด ท่าทางแสนรู้และเย่อหยิ่ง เกาะอยู่หน้ากรงของนกพิราบที่ไป๋เทียนหยามอบให้นาง เหลียนเยี่ยนอวิ่นยืนมองดูมัน มันก็จ้องมองนางกลับ ไม่รู้เพราะเหตุใด เหลียนเยี่ยนอวิ๋นพลันรู้สึกหดหู่ขึ้นมาราวกับว่าเจ้าของมันมายืนอยู่ตรงหน้านางตัวเป็นๆอย่างไรอย่างนั้น

นี่สมควรจะเป็นนกพิราบของไป๋เทียนหยาเช่นกัน มิเช่นนั้นมันคงไม่มาเกาะอยู่หน้ากนงของเจ้าพิราบหน้าตาขี้เหร่นั่นหรอก เหลียนเยี่ยนอวิ๋นคิดในใจ พลางเดินเข้าไปใกล้หวังจะจับตัวมันขึ้นมา ปรากฏว่าก่อนที่นางจะยื่นมือไปถึงตัวมัน มันกลับยื่นขาขวาของมันออกมา ราวกับจะบอกว่า เจ้ามนุษย์ อย่ามาแตะตัวข้า จดหมายของเจ้าอยู่ที่ตีนข้านี่ 

เด็กสาวรู้สึกหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก ได้แต่สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ยื่นมือไปแกะเชือกที่ขาของมันอย่างเบามือ แล้วคลี่กระดาษออกอย่างระมัดระวังไม่ให้ฉีกขาด ในกระดาษแผ่นนั้นมีลายมือที่สวยงามแถวหนึ่ง เขียนว่า สินค้าเกี่ยวข้องกับราชสำนัก เขียนมากไม่ได้ คนที่นำของไปส่งจะบอกต่อเจ้าเอง จาก ไป๋เทียนหยา

 เหลียนเยี่ยนอวิ๋นแม้ไม่ชอบหน้าอีกฝ่าย แต่ก็ยังต้องยอมรับว่าลายมือของไป๋เทียนหยางดงามมากจริงๆ ลายมือเช่นนี้ย่อมต้องผ่านการฝึกฝนมานานปี คัดอักษรมามากกว่าพันหมื่นเที่ยว แต่จะอย่างไรอีกฝ่ายเป็นถึงหลายชายของซืออ๋องที่เป็นราชครูของแว่นแคว้น จะไม่ฝึกฝนคัดลายมือได้หรืออย่างไร

นางหยิบกระดาษเปล่าขึ้นมา บรรจงฉีกเป็นแผ่นเล็กๆเท่ากับของไป๋เทียนหยา จากนั้นก็ฝนหมึก หยิบพู่กันขึ้นมา แต่กลับไม่ทราบว่าจะเขียนตอบไปอย่างไรดี

รับทราบแล้ว ถ้าเขียนแค่นี้ก็จะดูห้วนไปกระมัง ดูไร้มารยาทพิกล  โอ้ เยี่ยม ส่งของมาเลย ข้าตั้งขบวนรอนานแล้ว นี่ก็ดูเหมือนพวกปัญญาอ่อนเกินไป” เหลียนเยี่ยนอวิ๋นพึมพำกับตัวเอง เคาะด้ามพู่กันกับโต๊ะเบาๆ “ อย่าลืมเตรียมเงินค่าจ้างมาด้วยล่ะ นี่ก็หน้าเงินเกินไป ครั้งที่แล้วยังสยองที่โดนจิกกัดเรื่องอุดมการณ์ไม่หายเลย”

เหลียนเยี่ยนอวิ๋นทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ คล้ายไม่รู้จะทำอย่างไรดี ได้แต่กวาดตามองรอบห้องของตนเองไปเรื่อยเปื่อย จนกระทั่งไปสบเข้ากับตาของเจ้านกพิราบสองตัว

ไม่รู้อะไรดลใจให้เหลียนเยี่ยนอวิ๋นเขียนลายมือบรรจงลงไปในกระดาษว่าเจ้ามีนกพิราบมากมาย คงไม่ได้จงใจเลือกตัวที่หน้าตาน่าเกลียดที่สุดให้ข้าหรอกนะ จาก เหลียนเยี่ยนอวิ๋น

รอจนหมึกแห้ง บรรจงม้วนอย่างดี แล้วผูกเข้าที่ขาของนกพิราบสีขาวที่ยังคงยื่นเท้าขวาให้นางอย่างสูงส่ง พอผูกเสร็จมันก็ทำท่าจะบินจากไป เหลียนเยี่ยนอวิ๋นรอจังหวะนี้อยู่แล้ว จึงทำมือเป็นรูปกรงเล็บ ตะปบตัวมันเอาไว้ในมือทั้งสองข้าง ถลึงตามองมันอย่างเอาเรื่อง เอ่ยว่า “เป็นแค่นกพิราบ อย่ามาทำตัวเหมือนสูงส่งราวกับเป็นฮองเฮาจะได้หรือไม่ เห็นแล้วอยากโยนลงไปต้มในหม้อจริงๆ”

พูดจบนางก็ปล่อยตัวมัน มันร่วงปุลงบนโต๊ะ มองเหลียนเยี่ยนอวิ๋นตัวสั่นพับๆ เหลียนเยี่ยนอวิ๋นกลับมองมันด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ แกล้งกล่าวเสียงเครียดว่า “ยังไม่รีบไสหัวเอาจดหมายไปส่งให้เจ้านายเจ้าอีก”

มันส่งเสียงร้องทีหนึ่งด้วยท่าทางเหมือนเด็กสาวที่ถูกรังแก ก่อนจะบินออกไปทางหน้าต่างอย่างรวดเร็ว เหลียนเยี่ยนอวิ๋นมองจุดสีขาวหายไปจากสายตา ก่อนจะเบนสายตากลับมามองเจ้านกขี้เหร่ที่อยู่ในกรงของตัวเองด้วยสายตาเย็นชา มันตัวสั่นงันงก ส่งเสียงร้องอย่างน่าสงสาร เหลียนเยี่ยนอวิ๋นยิ้ม ก่อนจะเลิกสนใจมันแล้วทิ้งตัวลงบนเก้าอี้อีกครั้ง เริ่มใคร่ครวญถึงแผนการต่อๆไปในความเงียบ

สินค้าใกล้จะมาถึงแล้ว เราต้องรีบลงมือทำอะไรสักอย่างเพื่อไม่ให้เสียเวลาอันมีค่าไป ดังนั้นเหลียนเยี่ยนอวิ๋นจึงดึงเรื่องเหลียนชิงเหอกับเหลียนเฟิงหลีจะต้องไปเมืองเอี้ยนโจวเพื่อหาทำเลที่ตั้งสาขาที่สองของสำนักขึ้นมาไว้เป็นอันดับต่อไป ตามด้วยติดต่อซื้อที่ดินที่เป็นเนินเขาด้านหลังหมู่บ้านโย่วเหอกับนายอำเภอ

คืนนั้นเด็กสาวนอนหลับไปทั้งที่ยังคงคิดเรื่องของอนาคต

 

สองวันต่อมาสองพี่น้องชิงเหอกับเฟิงหลีออกเดินทางไปเอี้ยนโจวตั้งแต่เช้า เอี้ยนโจวเป็นเมืองที่อยู่ทางตะวันออกสุดของแคว้นเถียนซึ่งมีอาณาเขตติดกับทะเลตะวันออก หากจะเดินทางจากสำนักซิ่นเหลียนไปสมควรใช้เวลาราวสองถึงสองวันครึ่ง ทั้งนี้เพราะต้องเดินทางลงใต้ก่อนและค่อยเลี้ยวไปทางทิศตะวันออก ชายหนุ่มทั้งสองก็ไม่อยากปล่อยเวลาให้ยืดยาวออกไป พอน้องสาวเอ่ยถึงเรื่องนี้พวกเขาจึงลงมือทันที เหลียนผู่ไถเองก็ออกมายืนส่งทั้งสองคนที่หน้าประตูด้วยความปลาบปลื้มใจ

พึ่งส่งคุณชายรองกับคุณชายสามออกเดินทาง วันต่อมาก็มีชายหนุ่มคนหนึ่งมาปรากฏตัวที่หน้าประตูของสำนัก เขาเป็นชายหนุ่มอายุประมาณยี่สิบต้นๆ หน้าตาธรรมดามากเสียจนแทบจดจำไม่ได้หากไปบังเอิญพบกันที่อื่น และมีท่าทางเหมือนคนโง่งมอยู่บ้าง ตอนที่เขามาถึง ยังยืนตกประหม่าอยู่ที่หน้าประตูของสำนักคุ้มกันภัย รีๆรอๆไม่เข้ามาเสียที ยืนอยู่นานมากจนหลี่เสียงที่ถูกลูกขบวนคุ้มกันภัยเรียกออกไปดูคนแปลกหน้าคนนี้ ต้องออกไปถามด้วยตัวเองว่าอีกฝ่ายมีธุระอะไร

ชายหนุ่มคนนั้นกลอกดวงตากลมโตไปมา ดูเหมือนกำลังสำรวจรอบด้านว่ามีใครสะกดรอยตามตนเองมาหรือไม่ เหลียนเยี่ยนอวิ๋นยืนอยู่ริมประตูของห้องรับแขก เฝ้ามองท่าทางของเขาด้วยความสนใจ อีกฝ่ายมองสำรวจจนพอใจแล้วก็เอ่ยออกมาอย่างตะกุกตะกักเล็กน้อยว่า “ขะ..ข้า นำของมาส่ง เป็น..เป็นของที่คุณชายสามรับปากจะคุ้มกันให้”

หลี่เสียงเข้าใจทันทีว่าอะไรเป็นอะไร “ที่แท้ก็นำสินค้ามาส่งนี่เอง อะแฮ่ม คุณชายท่านนี้ เชิญเข้ามาข้างในก่อนขอรับ”

หลี่เสียงพาคนคนนั้นเดินมาห้องรับแขก เหลียนเยี่ยนอวิ๋นก็ล่าถอยออกจากบริเวณประตู เดินไปยืนอย่างสงบเรียบร้อยอยู่หน้าโต๊ะรับแขก พอมันมาถึงหลี่เสียงก็รายงานว่า “คุณหนู นี่คนผู้ที่นำสินค้ามาส่งขอรับ”

“ข้าทราบแล้ว เจ้าไปนำน้ำชามาต้อนรับคุณชายท่านนี้เถิด” เหลียนเยี่ยนอวิ๋นกล่าว  ก่อนจะเชื้อเชิญเขาให้นั่งลง “คุณชาย เชิญนั่งก่อน”

ชายหนุ่มเพ่งมองใบหน้าของเหลียนเยี่ยนอวิ๋นขณะนั่งลง ก่อนจะเอ่ยออกมาว่า “ท่านคงเป็นคุณหนูเหลียน เหลียนเยี่ยนอวิ๋นกระมัง ข้าคือสี่โหยวอี้ เป็นบุตรชายคนโตของแม่ทัพสี่ฉางจวิน”

เหลียนเยี่ยนอวิ๋นรับฟังด้วยใจที่รู้สึกประหลาดพิกลอยู่บ้าง ในเวลาเพียงไม่กี่วันนางกลับได้พบพานผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับรัชทายาทและวังหลวงมากมายหลายคนนัก อย่างวันนี้ก็ได้พบกับบุตรชายของท่านแม่ทัพ เพียงแต่สี่โหยวอี้ช่างแตกต่างจากบรรดาคุณชายทั้งหลายที่นางเคยได้พบ เขาไม่เพียงแต่ไม่ได้มีหน้าตาหล่อเหลา บุคลิกของเขายังเรียบง่าย ดูไปคล้ายเป็นคนซื่อๆที่โดนหลอกได้ง่าย แต่เห็นเขาถึงกับได้รับมอบหมายให้นำสินค้ามาส่งและยังรับหน้าที่อธิบายแผนการต่อตนเอง ดังนั้นนางจึงจัดเขาเอาไว้ในกลุ่มเดียวกับเซี่ยซีเสียและไป๋เทียนหยา 

กลุ่มที่ว่าคือเหล่าคุณชายที่มีบทบาทต่อการเมืองในอนาคต

“ที่แท้เป็นท่าน ต้องขออภัยที่เยี่ยนอวิ๋นเสียมารยาทแล้ว คารวะคุณชายสี่เจ้าค่ะ” เหลียนเยี่ยนอวิ๋นลุกขึ้นยืนก่อนจะย่อตัวลงคารวะเขาอย่างนอบน้อม สี่โหยวอวี้กลับหน้าแดงขึ้นมา รีบโบกไม้โบกมือ “คุณหนูเหลียน ไม่ต้องมากพิธีไป ล้วนแต่เป็นพวกเดียวกันเองทั้งนั้น ไม่สู้นับถือเป็นพี่น้อง คบหาเป็นสหาย ไม่ต้องนับยศศักดิ์อันใดหรอก”

“คุณชายสี่กล่าวได้ประเสริฐยิ่ง” นางได้ฟังดังนั้นจึงยิ้มให้เขาเล็กน้อยก่อนจะนั่งลงตามเดิม สี่โหยวอี้ผู้นี้นอกจากดูเป็นคนซื่อสัตย์แล้วยังไม่ถือสาพิธีรีตองอันใด ท่าทางเปิดเผยเป็นกันเอง สร้างความรู้สึกที่ดีให้กับผู้พบเห็น เหลียนเยี่ยนอวิ๋นจึงถามเขาด้วยท่าทางเป็นมิตรมากขึ้นว่า “ถ้าเช่นนั้นข้าเรียกท่านว่าอย่างไรจึงเหมาะสม”

“เรียกข้าว่าโหยวอี้เถอะ” เขาบอกให้เด็กสาวเรียกชื่อของตนเอง เหลียนเยี่ยนอวิ๋นเลิกคิ้วขึ้น แต่มองสังเกตดูแล้วก็พบว่าเขาไม่ได้มีเจตนาใดแอบแฝง ไม่ได้สนใจนางแบบที่บุรุษสนใจสตรี ทั้งยังทำท่าราวกับว่าเรียกสหายของตนด้วยชื่อเช่นนี้เป็นเรื่องอันเหมาะสมที่สุดในความคิดของตน มุมปากของนางจึงยกยิ้มขึ้นด้วยความขบขันอยู่บ้าง เอ่ยว่า “เช่นนั้นท่านก็เรียกข้าว่าเยี่ยนอวิ๋นเถอะ”

“ตกลง”

ตอนนั้นเองที่หลี่เสียงยกกาน้ำชาเข้ามา มือซ้ายของเขาประคองถาด มือขวายกการินน้ำชาลงในถ้วยชาอย่างชำนิชำนาญ ก่อนจะวางถ้วยชาลงตรงหน้าเหลียนเยี่ยนอวิ๋นกับสี่โหยวอี้อย่างคล่องแคล่วแต่แฝงความนอบน้อม เยี่ยนอวิ๋นกลับมองท่าทางเหล่านั้นด้วยความรู้สึกประหลาดใจ

ไฉนพ่อบ้านของสำนักคุ้มกันภัยซิ่นเหลียนจึงได้มีท่าทางเหมือนแม่นางในหอห้องเช่นนี้กันเล่า นี่เป็นเพียงความคิดของเหลียนเยี่ยนอวิ๋นแต่เพียงผู้เดียว ส่วนสี่โหยวอี้บุตรชายแม่ทัพท่านนี้ ดูเหมือนมันไม่ได้รู้สึกว่าท่าทางของหลี่เสียงผิดปกติแต่อย่างใด จึงยกถ้วยชาขึ้นจิบและร้องชมว่า “ชารสเยี่ยมทีเดียว พ่อบ้าน ไม่ทราบว่านี่คือชาอะไรหรือ”

หลี่เสียงมองอีกฝ่ายด้วยความงุนงง เขาไม่คุ้นชินกับการถูกเรียกว่าพ่อบ้าน แต่สัญชาตญาณของเสี่ยวเอ้อนักขายข่าวอัธยาศัยดีทำให้เขาตอบกลับไปโดยเร็วและกระตือรือร้นว่า “นี่เป็นชาที่ชาวบ้านปลูกกันทั่วไป คุณหนูได้รับเป็นของขวัญจากพวกชาวบ้านทุกปี ข้าก็ไม่ทราบแน่ชัดเช่นกันว่าเป็นชาชนิดใด”

เหลี่ยนเยี่ยนอวิ๋นยกชาขึ้นจิบบ้าง ดื่มด่ำกับรสชาติอ่อนนุ่มละมุนละไมและกลิ่นหอมอย่างอ่อนหวานของชาในถ้วย ก่อนจะเอ่ยว่า “นี่คือชาเยี่ยถัน ชาที่ขึ้นชื่อที่สุดในเฉิงโจว โหยวอี้ ท่านคงไม่เคยลิ้มรสมาก่อนกระมัง”

สี่โหยวอี้สั่นศีรษะเอ่ยว่า “ปกติข้าติดตามท่านพ่อประจำการอยู่ที่ด่านชายแดนที่เมืองผิง อีกทั้งท่านพ่อประหยัดมัธยัสถ์ยิ่ง ชารสเลิศเช่นนี้ข้าไม่มีโอกาสลิ้มลอง”

เห็นแก่ความสัตย์ซื่อที่เขาแสดงออก เหลียนเยี่ยนอวิ๋นต้องลอบยิ้มแล้วเอ่ยกับหลี่เสียงว่า “หลี่เสียง ไปหยิบใบชาเยี่ยถันมามอบให้พี่โหยวอี้ท่านนี้สักห่อเถิด”

โหยวอี้พอได้ยินนางกล่าวเช่นนั้นก็รีบเอ่ยขอบคุณ

ทั้งสองยังพูดคุยถามไถ่เรื่องสัพเพเหระอีกสักครู่หนึ่ง ก่อนที่จะวกเข้าสู่หัวข้อสำคัญ สี่โหยวอี้แสดงให้เหลียนเยี่ยนอวิ๋นเห็นแล้วว่า แม้ท่าทางของเขาจะดูซื่อบื้อไปบ้าง แต่ไม่ได้โง่เง่าเลยแม้แต่น้อย เขาจิบชาอีกหลายอึก ค่อยเริ่มหันเหหัวข้อการสนทนาเข้าสู่เรื่องสินค้าที่ต้องคุ้มกัน “เยี่ยนอวิ๋น ท่านคงทราบดีว่าช่วงนี้การซุ่มโจมตีทางชายแดนเริ่มหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ แคว้นเหมยดูเหมือนประวิงเวลาเพื่อทำการอะไรบางอย่าง ส่งกองกำลังทีละสามสี่พันคนบุกเข้าทางชายแดนของเราเป็นระยะ ตลอดเวลาสองเดือนที่ผ่านมานี้พวกมันโจมตีเข้ามาไม่ต่ำกว่าหกครั้ง”

สี่โหยวอี้เปิดประเด็นมาเป็นเรื่องสงคราม ทำเอาเหลียนเยี่ยนอวิ๋นต้องพยายามจับต้นชนปลาย สงครามไม่ใช่ความสนใจโดยตรงของนางแต่อย่างใด ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่านางไม่ได้ตามติดสถานการณ์ทางทหารทุกย่างก้าว นางเพียงรับทราบข่าวคราวของสงครามเพื่อคำนวณหนทางการค้าเท่านั้นว่ามันจะส่งผลกระทบต่อธุรกิจมากน้อยเพียงใด

แต่ถึงอย่างไร นางก็รู้ว่าการโจมตีหกครั้งภายในเวลาสองเดือนนี่ไม่ใช่น้อยเลยจริงๆ ดังนั้นอดถามไม่ได้ว่า “หรือแคว้นเหมยคิดจะล่อเสือออกจากถ้ำ?”

สี่โหยวอี้ฟังแล้วก็ส่ายหน้า จากนั้นก็พยักหน้าอีกครั้ง ทำเอาเหลียนเยี่ยนอวิ๋นต้องเลิกคิ้วสูง เขาจึงเอ่ยออกมาว่า “ที่ท่านกล่าวมานั้นก็อาจเป็นไปได้ แคว้นเหมยพยายามรุกล้ำพื้นที่ชายแดนเหนือของเรามาหลายปี โดยการอ้างว่าต้องการยึดพื้นที่ฝั่งขวาทั้งหมดของเมืองผิงซึ่งเคยเป็นอาณาเขตของแคว้นเหมยคืน แต่ประตูด่านของเราแข็งแกร่งมาก แม้ท่านพ่อของข้าจะถนัดเชิงรุก แต่ในการวางแผนการตั้งรับ พวกเรายังมีแม่ทัพหวังลู่อยู่ ดังนั้นพวกมันจึงไม่อาจตีฝ่าเข้ามาได้ ทุกครั้งที่ส่งกองกำลังเข้ามา ล้วนถูกห่าฝนธนูและปืนใหญ่ผลักดันจนถอยร่นกลับไปไม่เป็นกระบวน เป็นไปได้ว่าจัดวางกองกำลังใหญ่ซุ่มเอาไว้ รอให้พวกเราเข้าไปติดกับ”

เหลียนเยี่ยนอวิ๋นรู้ดีว่าไม่ควรตัดสินคนจากภายนอก แต่สี่โหยวอี้ยังทำให้นางประหลาดใจได้มากขึ้นอีก คิดไม่ถึงจริงๆว่าเขาจะสามารถแจกแจงสถานการณ์ของชายแดนเหนือออกมาให้ฟังเข้าใจง่ายเช่นนี้ได้ สายตาที่มองอีกฝ่ายในยามนี้จึงเพิ่มความยอมรับนับถืออีกหลายส่วน “ท่านกล่าวถึงสงครามแดนเหนือ หรือว่าสินค้าในครั้งนี้จะเป็นของที่ราชสำนักจัดส่งถึงกองทัพ”

สี่โหยวอี้ไม่ได้ตอบคำ แต่หยิบจบหมายฉบับหนึ่งออกมาจากอกเสื้อกล่าวว่า “นี่เป็นคำสั่งลับจากฝ่าบาทถึงท่านพ่อของข้า”

เหลียนเยี่ยนอวิ๋นยื่นมือรับจดหมายฉบับนั้นมา รู้สึกว่าตนเองกำลังกำกระแสรับสั่งของฮ่องเต้เอาไว้ ต้องถามต่อว่า “แล้ว..ท่านมาที่นี่มีผู้รู้เห็นหรือไม่”

หลังจากถามออกไป พริบตานั้นนางคล้ายเห็นรอยยิ้มของชายหนุ่มตรงหน้าแปลกประหลาดขึ้น แต่แล้วพอกระพริบตาก็พบว่าเขามีสีหน้าซื่อบื้อเหมือนเดิมไม่มีผิด ทำเอาเหลียนเยี่ยนอวิ๋นอดคิดไม่ได้ว่าหรือตนเองจะตาฝาดไปเองกันแน่

สี่โหยวอี้ตอบว่า “นี่เป็นอุบายของท่านราชครูเถียนกู้จื่อ ให้ข้า...ที่บรรดาขุนนางต่างตั้งฉายาให้ว่าเจ้าหน้าโง่ นำคำสั่งลับฉบับนี้เดินทางมาจ้างวานสำนักคุ้มกันภัยซิ่นเหลียนให้นำไปส่งให้ท่านพ่อที่ชายแดนเป็นการลับ หากระหว่างทางมีคนมาหลอกถามข้าก็ให้ข้าตอบไปตามจริง ท่านราชครูยังย้ำมาอีกว่า ขอเพียงข้าบอกต่อท่านเช่นนี้ ท่านจะเข้าใจเอง”

เหลียนเยี่ยนอวิ๋นเข้าใจแล้ว นี่เป็นแผนการลับซ้อนแผนการลับอีกทีหนึ่ง นั่นคือสร้างสถานการณ์ว่าแอบจ้างสำนักคุ้มกันภัยซิ่นเหลียนอย่างลับๆ เพื่อนำคำสั่งลับไปส่งที่ชายแดนโดยปิดไว้ไม่ให้ขุนนางที่อยู่ภายในเมืองล่วงรู้ ขณะเดียวกันก็จงใจทำให้อีกฝ่ายเหมือนบังเอิญรู้แผนการลับนี้เข้าโดยบังเอิญ หากผลจากการส่งคำสั่งลับในครั้งนี้กระทบถูกใครเข้า คนคนนั้นเป็นได้ต้องออกมาวิ่งเต้นขัดขวางภารกิจคุ้มกันภัยนี้แน่

คิดมาถึงตรงนี้นางก็ถามเขาต่อว่า “แล้วไม่ทราบว่ามีคนเข้ามาหลอกถามท่านกี่คนกัน”

สี่โหยวอี้นึกอยู่ครู่หนึ่งจึงตอบ “ราวหกเจ็ดคนเห็นจะได้”

“เยอะถึงเพียงนั้น” เยี่ยนอวิ๋นตาโต รู้สึกหัวสมองพองโตขึ้นมาด้วย กล่าวว่า “แล้วถ้าหากคำสั่งลับถูกแย่งชิงไปจริงๆจะทำเช่นไร”

“เรื่องนี้เยี่ยนอวิ๋นท่านไม่ต้องกังวล แท้จริงแล้วข้างในนั้นไม่ได้มีข้อความอะไรอยู่เลย” สี่โหยวอี้พูดด้วยสีหน้าจริงจัง เหลียนเยี่ยนอวิ๋นฟังแล้วอยากจะไปคารวะซืออ๋องเสียเดี๋ยวนั้น อุบายของท่านอ๋องนี้ต่อให้เป็นคนตลบตะแลงอ่านแผนการออกถึงเพียงไหน ก็ไม่แน่จะล่วงรู้ถึงกับดักที่แท้จริงของคำสั่งลับฉบับนี้ หากมีใครแย่งมันไปได้จริงๆ พอเปิดอ่านข้อความข้างในด้วยความกระหยิ่มยิ้มย่องกลับต้องกระอักเลือดตายเพราะความแค้นแน่

เด็กสาวพลันถอนหายใจเฮือกใหญ่ ในใจยังติดใจเรื่องที่มีคนมาหลอกถามเขาถึงหกเจ็ดคน คิดๆดูแล้ว มีคนมากมายเพียงไหนกันที่อยากจะรู้ข้อความในคำสั่งลับนี้ คนเหล่านั้นไม่แน่ว่าอาจเป็นไส้ศึกของแคว้นเหมย และยิ่งไปกว่านั้น หากข่าวลือนี้แพร่ออกไปเป็นวงกว้าง หลายฝ่ายจะต้องให้การจับตาดูสำนักของเราแน่ ถึงตอนนั้นหากสามารถนำคำสั่งลับนี้ส่งถือมือท่านแม่ทัพได้ แผนการสร้างชื่อของสำนักในครั้งนี้ก็ประสบความสำเร็จแน่

พอขบคิดถึงจุดนี้ ยังพบว่ามีเรื่องที่ซับซ้อนไปอีกขั้นรออยู่

แล้วถ้าหากว่ามีคนที่มองเห็นว่าตนเองจะเสียผลประโยชน์ไปหากสำนักซิ่นเหลียนสร้างชื่อเสียงขึ้นมาได้ล่ะ เขาย่อมต้องลงมือขัดขวางแน่ ตอนนี้ข้าได้แต่ภาวนาขอเพียงคนคนนั้นไม่ใช่ซือถูเหล่ยเป็นพอ ด้วยฐานะและอำนาจของพวกเราตอนนี้ อาจถูกเขาบดขยี้ตายได้ด้วยฝ่ามือเดียว

หลังจากส่งสี่โหยวอี้กลับไป เหลียนเยี่ยนอวิ๋นพลันมีสีหน้าเคร่งเครียดขึ้น

นางอาจถือดีว่าตัวเองถนัดเรื่องค้าขาย แต่ไม่ใช่ในเกมการเมืองแน่ นางอาจมองหาลู่ทางที่จะทำเงินโดยเร็วที่สุดได้ แต่ไม่อาจเทียบชั้นจิ้งจอกเฒ่าที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการและเพาะสร้างอำนาจบารมีมาหลายสิบปีคนนี้ได้

หากสำนักซิ่นเหลียนขยายตัวเร็วเกินไป ซือถูเหล่ยจะมองออกหรือไม่ว่าเรื่องนี้มีรัชทายาทอยู่เบื้องหลัง... หรือไม่บางที มันก็รู้อยู่แล้ว

เหลียนเยี่ยนอวิ๋นพลันยกมือขึ้นกุมขมับเมื่อนึกย้อนถึงเรื่องตอนที่อยู่ในเมืองหลวง นางคิดออกแล้ว เรื่องวางยาพิษในเหล้านั่น หากนี่เป็นฝีมือของอัครมหาเสนาบดีใช่ว่าจะไม่มีเหตุผล แต่มีเหตุผลมากเกินไปด้วยซ้ำ

เพราะซือถูเหล่ยคร่ำหวอดอยู่ในวงการและเพาะสร้างอำนาจบารมีมาหลายสิบปี มันจึงสมควรจะมีหูตามากมายในเมืองหลวง รัชทายาทแต่งตัวเป็นบัณฑิตออกมาพบปะผู้คน มันไม่รู้ได้หรือ หากมันคิดจำกัดอำนาจของรัชทายาท ก็ไม่มีทางที่จะไม่ให้คนคอยสอดส่องพฤติกรรมของรัชทายาท เรื่องที่รัชทายาทคบหาพี่ชายสามเป็นสหาย ไยไม่ใช่ว่าซือถูเหล่ยล่วงรู้นานแล้ว ด้วยสมองของคนระดับมัน คงสามารถคาดเดาได้ไม่ยากว่ารัชทายาทอาจสนใจใช้สำนักซิ่นเหลียนเป็นฐานเพาะสร้างอำนาจของตัวเอง หากเป็นเช่นนั้นมันจะกำจัดพี่ชายสาม นี่สมเหตุสมผลอยู่

เหลียนเยี่ยนอวิ๋นตระหนักว่า หากข้อสันนิษฐานของนางเป็นจริง ซือถูเหล่ยคงหาทางบดขยี้สำนักของนางไม่ช้าก็เร็วแน่

เด็กสาวใช้ปลายนิ้วนวดขมับ เพราะช่วงนี้นางใช้ความคิดมากไปจึงมีอาการปวดหัวเล็กน้อย ทว่าท่าทางเหล่านั้นกับทำให้หลี่เสียงที่เดินกลับเข้ามาตื่นตกใจ

 “คุณหนู ท่าน...เป็นอะไรหรือเปล่าขอรับ” เหลียนเยี่ยนอวิ๋นส่ายหน้าพลางลดมือลง นางยันตัวลุกขึ้นยืน “ข้าไม่ได้เป็นอะไร เพียงแต่มีเรื่องให้ต้องคิดมากเกินไปหน่อย ข้าจะไปหาพี่ใหญ่เพื่อส่งมอบสินค้าให้เขา เจ้าจะไปด้วยกันหรือไม่”

พอได้ยินว่าจะไปหาพี่ใหญ่หลี่เสียงที่ปกติจะชอบติดตามนางไปทุกที่พลันส่ายหน้ารัว “ไม่ดีกว่าขอรับ จริงสิ ข้ายังต้องไปศึกษาสมุดบัญชี คุณหนูได้โปรดอนุญาตให้ข้าไปตรวจบัญชีเถอะขอรับ”

“เจ้ากลัวพี่ใหญ่ถึงเพียงนั้นเชียว”

หลี่เสียงหน้าซีดอยู่บ้างตอนที่กล่าวว่า “เขาจริงจังเข้มงวดเหลือเกิน ข้าเรียนวรยุทธ์กับเขาไม่ไหวจริงๆ สุดท้ายก็วิ่งหนีมา ตอนนี้จึงไม่กล้าพบหน้าคุณชายใหญ่ขอรับ”

เหลียนเยี่ยนอวิ๋นฟังถึงตรงนี้ต้องหัวเราะออกมา อากาศปวดหัวดูจะทุเลาลงเล็กน้อย เมื่อวานนี้นางให้หลี่เสียงไปฝึกวิชากับพี่ใหญ่ของนาง ผลคือตอนหัวค่ำพี่ใหญ่เดินมาบอกนางว่าหลี่เสียงคนนี้ไม่มีพรสวรรค์ สอนไม่ได้แล้ว คิดไม่ถึงว่าที่แท้เป็นหลี่เสียงวิ่งหนีมา เด็กสาวยิ้มแล้วเอ่ยว่า “ได้ ไปตรวจสมุดบัญชี แต่เจ้าต้องไปให้หนานซิงสอนเจ้าขี่ม้าให้เชี่ยวชาญด้วยล่ะ พี่สามกลับมาเมื่อไหร่ ข้าจะไหว้วานให้เขาสอนวิชาต่อสู้กับเจ้าแทน”

“ขอบคุณขอรับ คุณหนู” หลี่เสียงรีบเร่งเดินไปยังห้องบัญชีด้วยสีหน้าโล่งอก ทำเอาเหลียนเยี่ยนอวิ่นอดส่ายหน้าอีกครั้งไม่ได้ ก่อนที่นางจะเดินไปยังเรือนของเหลียนเมิ่งอวี่ เพื่อส่งมอบคำสั่งลับที่ไร้คำสั่งฉบับนี้ 

เด็กสาวไปถึงเรือนของเหลียนเมิ่งอวี่ กลับพบว่าเขาไม่ได้อยู่ในเรือน แต่อยู่ที่ลานเล็กๆหลังเรือนของเขา สิ่งที่บ่งบอกว่าเขาอยู่ที่นั่นก็คือเสียงวัตถุแหวกอากาศดังอย่างต่อเนื่องที่ลอยมา เหลียนเยี่ยนอวิ๋นเดินอ้อมไปหลังเรือนของเขา สิ่งแรกที่นางเห็นคือร่างในชุดสีขาวที่กระโดดขึ้นลงด้วยท่วงท่าหนักแน่น สง่างาม ท่าเท้าและมือตั้งจู่โจมและป้องกัน ปิดกั้นช่องโหว่และจุดอ่อนบนร่างกายอย่างแน่นหนา กระบี่ในมือถูกตวัดและแทงออกในมุมที่แตกต่างกันนับไม่ถ้วน ในสายตาของเด็กสาว เหลียนเมิ่งอวี่ดูราวกับเทพกระบี่ ที่สามารถสะกดสายตาผู้คนไว้ด้วยเพลงกระบี่อันทรงพลังของเขา เหลียนเยี่ยนอวิ๋นชื่นชมในพรสวรรค์ของพี่ชายตลอดมา

ตัวนางเองพอมีดีอยู่หลายด้าน วิชาตัวเบาของนางนับว่าเก่งกาจที่สุด รองลงมาที่นางถนัดคือวิชาอาวุธลับ แต่ถ้าจะให้พูดถึงเพลงกระบี่ ในสำนักซิ่นเหลียนแห่งนี้ไม่มีใครเทียบเหลียนเมิ่งอวี่ได้ แม้แต่บิดาของนางเองก็ตาม

“น้องสี่หรือ” เหลียนเมิ่งอวี่รับรู้ได้ว่าน้องสาวของตนเองมาถึง เขาหยุดยืนอยู่กับที่ เก็บกระบี่เข้าฝัก ก่อนจะหันมาทางที่นางยืนอยู่ ไม่ต้องรอให้เขาถาม เหลียนเยี่ยนอวิ๋นก็ก้าวไปอยู่ตรงหน้าเขาด้วยวิชาตัวเบาในชั่วพริบตา ก่อนจะยิ้มแล้วเอ่ยว่า “ข้านำสินค้าที่ต้องคุ้มกันมาให้ท่าน”

เหลียนเมิ่งอวี่ยังคงมีสีหน้าเรียบเฉย แต่แววตาฉายความชื่นชมเอ็นดู เอ่ยว่า “วิชาตัวเบาที่ยอดเยี่ยม น้องสี่ ไหนสินค้าเล่า”

เหลียนเยี่ยนอวิ๋นหยิบจดหมายคำสั่งลับออกมา และถ่ายทอดแผนการให้เหลียนเมิ่งอวี่ฟังจนหมด ก่อนจะถามเขาต่อท้ายว่า "พี่ใหญ่ เรื่องแผนการคุ้มกันสินค้า ล้วนต้องให้ท่านจัดการ ท่านคิดเห็นเช่นไร”

“คุ้มกันจดหมายหนึ่งฉบับ ในเมื่อราชครูกำหนดมาว่านี่เป็นการว่าจ้างอย่างลับๆ ก็ย่อมไม่อาจยกขบวนไปอย่างเอิกเกริก แต่ก็ไม่อาจทำให้ผู้คนมองไม่ออกว่าเราเป็นใคร” เหลียนเมิ่งอวี่ที่น้อยครั้งจะเปิดปากพูด วันนี้กลับกล่าวมากกว่าทุกวัน “ข้าจะพาผู้คุ้มกันอีกสี่คนเดินทางไปด้วย พวกเราจะทำทีเหมือนเดินทางไปพบลูกค้าที่เมืองผิง สวมใส่เครื่องแบบที่มีตราของสำนัก ไม่อำพรางตัว รอจนมีคนลงมือคิดช่วงชิงของ พวกเราจะต่อสู้ปกป้องสินค้าอย่างเอิกเกริก เพียงเท่านี้ก็เพียงพอแล้วกระมัง”

ทำแบบนั้นชาวบ้านจะได้รู้ว่าสำนักซิ่นเหลียนคุ้มกันของของทางการ เหลียนเยี่ยนอวิ๋นพยักหน้าชื่นชมในความคิดของพี่ชายคนโต “พี่ใหญ่ แผนการของท่านนับว่าประเสริฐยิ่ง ในเมื่อจะทำเรื่องให้เอิกเกริก ไม่สู้ท่านเร่งเดินทางเสียตั้งแต่วันนี้ จะได้จุดความสงสัยของผู้คนขึ้นมาพวกท่านรีบเร่งเดินทางทำอะไร คำสั่งลับของฮ่องเต้จะชักช้ารั้งรอไม่รีบนำไปส่งได้อย่างไรกัน”

เหลียนเมิ่งอวี่รับฟังนางพูด นัยน์ตากระจ่างวูบ ก่อนจะพยักหน้าทันที “ข้าจะไปเตรียมตัว อีกหนึ่งชั่วยามเจ้าช่วยจัดฉากให้คนในสำนักมายืนส่งพวกเราอย่างอลังการด้วย” พูดจบเขาก็หายวับไปจากตรงหน้า ทำเอาเหลียนเยี่ยนอวิ๋นปรากฏรอยยิ้มแข็งค้างบนใบหน้า ก่อนที่นางจะทอดถอนใจออกมา

“พี่ใหญ่ วิชาตัวเบาของท่านเข้าขั้นเซียนแล้ว ยังมาชื่นชมว่าของข้ายอดเยี่ยมอีก ข้ารู้สึกละอายใจจริงๆนะเจ้าคะ”

 

“เกิดอะไรขึ้นงั้นหรือ”  เป็นเวลาบ่ายคล้อยแล้วตอนที่ขบวนคุ้มกันสินค้าของเหลียนเมิ่งอวี่มารวมตัวกันอยู่ที่หน้าประตูสำนัก ลูกขบวนแต่ละคนมีสีหน้าตื่นตระหนกราวกับพึ่งถูกฉุดออกมาจากห้วงนิทราโดยไม่มีใครบอกเหตุผลกับพวกเขาว่าเพราเหตุใดพวกเขาจึงต้องออกมาทำภารกิจในตอนนี้ เรื่องนี้ทำให้เกิดคำถามดังขึ้นไปทั่วทั้งสำนักซิ่นเหลียนว่าที่แท้เกิดอะไรขึ้นกันแน่

เหลียนเยี่ยนอวิ๋นยืนขมวดคิ้วอยู่ข้างกายเหลียนผู่ไถ เป็นผู้เอ่ยไขข้อข้องใจของบิดา “ส่งสินค้าด่วนเจ้าค่ะ สินค้าที่สำคัญต่อสำนักของเรามากๆ”

นัยน์ตาของเหลียนผู่ไถมีความเข้าใจปรากฏขึ้น

“ข้าจะหาทางส่งข่าวมาเป็นระยะ” เหลียนเมิ่งอวี่ตรงเข้ามาเอ่ยเสียงเบาให้บิดาและน้องสาวของตนได้ยิน “เพราะต้องเดินทางไปถึงชายแดน และยังต้องมีอุปสรรคระหว่างทาง คงจะใช้เวลานานกว่าจะถึงที่หมาย น้องรองกับน้องสามไม่อยู่ ระหว่างนี้เรื่องในสำนักต้องฝากเจ้าดูแลแล้ว”

“ข้าก็ยังอยู่ทั้งคนน่า” เหลียนผู่ไถส่งเสียงพึมพำอยู่ด้านข้างบุตรธิดาของตนเอง ขณะที่เหลียนเมิ่งอวี่เพียงส่งยิ้มบางๆให้น้องสาวก่อนจะสั่งให้ลูกขบวนของตนเองขึ้นม้าแล้วควบขับออกไป

เหลียนเยี่ยนอวิ๋นมองยอดธงที่มีตราของสำนักซิ่นเหลียนซึ่งกำลังปลิวไสวและห่างไกลออกไปเรื่อยๆด้วยแววตาเหม่อลอยเล็กน้อย เด็กสาวรู้ดีว่า เมื่อคนเราลงมือทำอะไรสักอย่างที่มีความเสี่ยงสูง นอกจากการวางแผนการอันรัดกุมที่สุดเท่าที่จะสามารถคาดการณ์ได้แล้ว ยังคงมีเพียงแต่ต้องอาศัยความเชื่อใจในตัวคนของตนและทำได้เพียงสวดอ้อนวอนขอความเมตตาต่อเทพแห่งโชคชะตาเท่านั้น

 “ข้าเชื่อว่าสำนักของเรากำลังจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น” เหลียนผู่ไถตบลงบนไหล่ของเด็กสาว ฝ่ามือของเขาแฝงไว้ซึ่งความหนักแน่นของชายผู้เผชิญโลกมาเป็นเวลาครึ่งหนึ่งของชีวิต “เจ้าไม่ได้เป็นคนบอกข้าหรือว่าเมิ่งอวี่วรยุทธ์สูงส่งมากมาย เช่นนั้นก็จงเชื่อมั่นในตัวพี่ชายของเจ้า อย่าได้กังวลให้มากความ”

“เจ้าค่ะ ท่านพ่อ” เหลียนเยี่ยนอวิ๋นยิ้มรับคำกล่าวของบิดา เหลียนผู่ไถจึงพยักหน้าอย่างพอใจก่อนจะเดินหายกลับเข้าไปในสำนัก

เหลียนเยี่ยนอวิ๋นยามนี้รู้สึกใจคอไม่ดี นางคิดว่าบางที...นี่อาจไม่มีความเกี่ยวข้องกับเหลียนเมิ่งอวี่ก็เป็นได้

“คุณหนู ขอรับ”

 “อืม ว่าไง” เด็กสาวขานรับหลี่เสียงที่ส่งเสียงเรียก นางจับน้ำเสียงที่เป็นกังวลของอีกฝ่ายได้

“คุณหนูมีเรื่องอะไรที่คิดไม่ตกหรือขอรับ” ผู้คนในสำนักต่างเริ่มทยอยแยกย้ายกันกลับที่พักของตนเอง เหลียนเยี่ยนอวิ๋นเหลือบมองหลี่เสียงที่ยังคงยืนเยื้องอยู่ด้านหลัง อดถามอีกฝ่ายกลับไม่ได้ว่า “ข้าแสดงออกชัดขนาดนั้นเลยหรือ”

 “เปล่าหรอกขอรับ” หลี่เสียงอ้อมแอ้มตอบ ท่าทางอึดอัดระคนเกรงใจ “ข้าชอบสังเกตสีหน้าของผู้คนขอรับ พอจะมองออกว่าคุณหนูดูไม่เป็นปกตินัก ตั้งแต่คุณชายสี่โหยวอี้ขอตัวกลับไป”

เด็กสาวได้ยินดังนั้นต้องถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกมา

“มากับข้าหน่อยสิ”

นางหันกายเดินไปยังห้องเก็บรักษาสมุดบัญชี อันเป็นห้องทำงานของตนเอง โดยมีหลี่เสียงเดินตามอย่างไร้เสียงอยู่ด้านหลัง

เหลียนเยี่ยนอวิ๋นเริ่มใคร่ครวญว่าบางทีตัวนางเองคงจะกังวลมากเกินไปจริงๆ แต่ที่นางเกลียดคือตนเองไม่รู้ว่าความกังวลนี้มันมาจากเรื่องอะไรกันแน่ เหตุเพราะช่วงนี้เกิดเรื่องมากมายผุดขึ้นมา ล้วนแต่เป็นเรื่องที่จำเป็นต้องตัดสินใจอย่างชาญฉลาดทั้งสิ้น แม้นางจะตัดสินใจทุกอย่างอย่างรอบคอบที่สุดแล้วก็ตาม ทว่าตัวนางกลับมีความรู้สึกว่าไม่ถูกต้องอยู่ตลอดเวลา

หรือบางทีเราไม่ควรเอาตัวเข้าไปยุ่งกับเรื่องของอำนาจพวกนี้กันแน่เด็กสาวปรารภในใจด้วยความสับสน

เหลียนเยี่ยนอวิ๋นทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้หลังโต๊ะเขียนหนังสือตัวเดิม พลางเงยหน้าขึ้นมองหลี่เสียงด้วยสีหน้าที่แสดงออกถึงความสับสนคับข้องใจชัดเจน

“หลี่เสียง เจ้าคิดอย่างไรกับซือถูเหล่ย”

“ขอรับ?” หลี่เสียงดูงุนงงกับคำถามที่เจ้านายของตนตั้ง จึงเผลอย้อนถามเสียงสูง

“ข้าหมายความว่า เจ้าเองก็อยู่เมืองหลวงมาตั้งแต่เด็ก คิดว่าซือถูเหล่ยเป็นคนอย่างไร พิจารณาหรือสรุปจากเรื่องที่เจ้าเคยได้ยินได้ฟังว่าก็ได้ ลองบอกให้ข้าฟังสักหน่อยเถิด”

หลี่เสียงขมวดคิ้วคล้ายกับกำลังรวบรวมข้อมูลในความทรงจำค่อยพูดออกมา

“ข้าคิดว่าซือถูเหล่ยเป็นคนที่ฉลาดและเก่งมากขอรับ คนผู้นี้ไต่เต้าจากชนชั้นสามัญชนขึ้นสู่ตำแหน่งอัครมหาเสนาบดีของแคว้นเรา โดยอาศัยเพียงไหวพริบและการซื้อใจคน ที่โรงเตี๊ยมก็มักจะมีคนเอ่ยถึงอัครมหาเสนาบดีขวาผู้นี้อยู่เสมอ ส่วนมากที่พูดกันพอสรุปได้ความว่ามันคือคนที่ฝ่าบาทเกรงใจที่สุด บ้างก็ว่าซือถูเหล่ยคือพยัคฆ์ที่ห้ามต่อกรด้วยเด็ดขาด”

เหลียนเยี่ยนอวิ๋นยามนี้กระสานมือทั้งสองข้างเอาไว้ใต้คาง ขมวดเรียวคิ้วแน่น สายตามองอย่างไร้จุดหมายไปตามปกหนังสือบนโต๊ะ พลางเปรยว่า “หากมันเป็นพยัคฆ์ที่เชื่องกับฝ่าบาทแล้วหมอบอยู่ข้างบัลลังก์แต่โดยดีก็คงจะดีน่ะสิ แต่จากข่าวคราวส่วนใหญ่ที่ข้าได้ฟังมา ข้าพอจะสรุปได้ว่าซือถูเหล่ยผู้นี้เป็นพยัคฆ์ติดปีก ที่บินสูงแล้วยังอยากจะบินสูงขึ้นไปอีก อำนาจ...ความทะเยอทะยาน ข้าเข้าใจดีเลยล่ะ เพราะข้าเองก็มีมันเช่นกัน”

ตอนนี้เหลียนเยี่ยนอวิ๋นรู้สึกว่าตนเองอยากลองพบซือถูเหล่ยสักครั้ง

เด็กสาวค้นพบสาเหตุที่ทำให้ตนเองเกิดความกังวลใจแล้วในที่สุด อัครมหาเสนาบดีผู้นี้ ช่างมีนิสัยคล้ายคลึงกับตัวนางเองเสียเหลือเกิน! นางรู้สึกได้ว่าตนเองสามารถเข้าใจมุมมองของซือถูเหล่ยได้ และนั่นได้นำพาความกังวลให้มาสู่นางมากขึ้นไปอีก จนถึงขั้นหวาดกลัวขึ้นมา

ใช่ สามารถใช้คำว่าหวาดกลัวมาบรรยายความรู้สึกของเด็กสาวในยามนี้ได้เลยทีเดียว

นางหวาดกลัวสิ่งที่ซือถูเหล่ยคิดจะทำต่อไป และหวาดกลัวสิ่งที่ตนเองอาจจะต้องลงมือทำเพื่อต่อกรกับมัน กลัวว่าสุดท้ายแล้วตัวนางเองก็ต้องกระโจนเข้าไปอยู่ในวังวนเดียวกับมัน แย่งชิงซึ่งอำนาจ...สิ่งที่ยั่วยวนมนุษย์ผู้ทะยานอยากได้เสมอ

...นางก็แค่อยากใช้ชีวิตแบบคนทั่วไปสักครั้ง แค่ทำให้คนในครอบครัวมีความสุข

เหลียนเยี่ยนอวิ๋นเหม่อลอยอยู่นานจนหลี่เสียงไม่สามารถคลายใจลงได้ เขาลอบสังเกตสีหน้าคุณหนูของตนอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะลองส่งเสียงเรียกอีกฝ่ายเบาๆ “คุณหนู ท่าน..แน่ใจนะขอรับว่าไม่เป็นอะไรจริงๆ”

เหลียนเยี่ยนอวิ๋นกระพริบตาหลายครั้งคล้ายตั้งสติ นางเปลี่ยนอิริยาบถเป็นเอนกายพิงพนักเก้าอี้ แขนทั้งสองข้างเปลี่ยนเป็นท่ากอดอก เอ่ยขึ้นว่า “ข้าแค่กำลังเรียบเรียงความคิดก็เท่านั้น ข้ากังวลเรื่องของซือถูเหล่ยมากก็จริง แต่พอดีนึกถึงคำพูดของคนคนหนึ่งขึ้นมาได้ ทำให้ตอนนี้ข้าพอจะหาทางออกให้ตัวเองได้แล้ว”

“คำพูดของคนคนหนึ่งหรือขอรับ” หลี่เสียงเอียงศีรษะถามด้วยสีหน้าสงสัย

เหลียนเยี่ยนอวิ๋นเงยหน้ามองอีกฝ่าย พลางระบายรอยยิ้มน้อยๆออกมา เผยท่าทางที่ผ่อนคลายมากขึ้น “เคยมีคนบอกข้าว่า เจ้าไม่ต้องพยายามอะไรที่มันเกินตัว ขอเพียงทำสิ่งที่เจ้าถนัดที่สุดก็พอ น่ะ พอข้านึกถึงคำพูดของเขา ข้าก็รู้แล้วว่าตนเองต้องทำอย่างไรต่อไป”

“อย่างไรหรือขอรับ”

“สิ่งที่ข้าถนัดไม่ได้มีเพียงการค้าหรอกนะ หลี่เสียง” นัยน์ตาของเด็กสาวทอประกายลึกลับออกมา “ข้ายังมีความสามารถอีกอย่าง สิ่งที่ซือถูเหล่ยทำได้ ข้าเองก็สามารถกระทำได้ ใช้เพียงไหวพริบและการซื้อใจคนก้าวไปสู่อำนาจอะไรนั่น ถึงแม้หากเป็นไปได้ ข้าจะไม่อยากทำมันก็เถอะ”

ประกายตาของเหลียนเยี่ยนอวิ๋นพลันเปลี่ยนเป็นเย็นยะเยียบขึ้น ก่อนที่นางจะกล่าวต่อในใจให้ตนเองได้ยินเพียงผู้เดียว

ไม่มีใครอยากให้มือของตัวเองต้องแปดเปื้อนหรอก ทว่าแผนการที่เริ่มต้นไปแล้ว ยังไงก็ต้องดำเนินต่อไป หากซือถูเหล่ยร้ายมา ข้าก็พร้อมที่จะร้ายกลับเช่นกัน ใช้ดาบของเขานั้นคืนสนองกลับไป







ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 53 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

529 ความคิดเห็น

  1. #343 สิ้นเสียงปักษา (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 6 กันยายน 2559 / 15:37
    ที่กังวลคือเจอคนประเภทเดียวกันสินะคะ เพราะรู้จักตัวเองดีเลยกังวล สู้ๆค่า
    #343
    0
  2. #257 Vagabond Picha (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 28 กรกฎาคม 2559 / 23:32
    นางเอกบอกว่าสักครั้ง คือ???
    #257
    0
  3. #235 minggg- (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 24 กรกฎาคม 2559 / 02:29
    ขำนก และขำที่โหดใส่นกด้วยค่ะ

    #235
    0
  4. #234 minggg- (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 24 กรกฎาคม 2559 / 02:26
    มีความรู้สึกว่าคุณชายไป๋ดูจะมาเป็นดาวข่มเสียจริง ๆ 
    ขนาดแค่เห็นนกพิราบยังทำให้หดหู่ใจได้
    สนุกค่ะ ขอเอาใจช่วยให้พัี่ชายไปดีมาดี
    รอดปลอดภัยกลับมานะคะ

    รอดูความสามารถที่สองอีกอย่าง มันจะคืออะไร
    ความเลือดเย็นไร้น้ำใจ 555
    ฟังดูน่ากลัว
    #234
    0
  5. #225 []SO_DadE[] (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 24 กรกฎาคม 2559 / 00:31
    ลุ้นมากกกก นางเอกมีอะไรซ่อนอยู่กันแน่ ดูลึกลับดีจัง เราชอบน้องพิราบมาก น่าร้ากกกกกกก
    #225
    0
  6. #187 ♣ Minto ♣ (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 19 กรกฎาคม 2559 / 18:11
       เอ่ ที่ให้ท่านสี่โหยวอี้ มาเป็นคนดำเนินคำสั่งนี้ เพราะฝ่ายตรงข้ามจะมองว่าเขาเป็นบุคคลที่โง่เง่าหลอกง่าย เดินเข้าไปถามก็พร้อมจะหลุดปากบอกออกมาได้ง่ายๆด้วยความพาซื่อสินะ อีกฝ่ายก็จะเหมือนว่าได้มารับรู้คำสั่งลับนี้โดยบังเอิญ
      ..ถ้าอย่างงั้นมันจะไม่มีใครสงสัยเลยงั้นหรอ ว่าสารลับที่มีความสำคัญมากถึงเพียงนั้นทำไมถึงให้บุคคลคนนี้เป็นคนส่ง แทนที่จะเป็นคนที่ดูจะฉลาดกว่า เก่งกว่า เหมาะสมกว่า ที่จะทำให้การส่งสารลับมันยังคงเป็นความลับอยู่ได้ ..มันไม่มีใครสะกิดใจจริงๆหรอว่าเพราะว่าต้องการให้อีกฝ่ายรู้ ถึงได้ส่ง'คนแบบนี้'มาทำงาน ..ถ้าซือถูเหล่ยฉลาดจริงอย่างที่ว่า ไม่น่าจะมองอุบายนี้ไม่ออกนะ  ใครที่ไหนจะให้คนโง่เง่ามาทำงานลับที่สำคัญขนาดนั้นนอกเสียจากมีอะไรอยู่เบื้องหลังการกระทำนั้น
    #187
    2
    • #187-2 ♣ Minto ♣(จากตอนที่ 5)
      19 กรกฎาคม 2559 / 20:38
      อ่อ เก็ทแล้วค่ะ อารมณ์แบบว่า อีกฝ่ายจะมองออกไม่ออกไม่ใช่สิ่งสำคัญ เพราะต่อให้มองออก แผนก็ยังดำเนินต่อได้อยู่ดี
      #187-2
  7. #96 rika (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 16 มิถุนายน 2559 / 17:23
    นางมีความลับ น่าสงสัย
    #96
    0
  8. #17 nunsir (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 21 พฤศจิกายน 2558 / 16:39
    ชอบนางเอกมากๆ ^^
    #17
    0
  9. #16 เงารางเลือน (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 20 พฤศจิกายน 2558 / 21:28
    *0* ชอบมากๆๆๆ
    #16
    0