云蒸霞蔚 ใต้ฟ้า...เหนือเมฆา

ตอนที่ 4 : บทที่ 4 เด็กสาวที่มองการณ์ไกล [Re-write]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,631
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 49 ครั้ง
    9 มิ.ย. 62


 บทที่ 4 เด็กสาวที่มองการณ์ไกล

 

แผนการสร้างชื่อเสียงถูกร่างขึ้นหลังจากที่เหลียนเยี่ยนอวิ๋นคว้าน้ำเหลวไปการออกไปเดินหาคน ที่ต้องการสร้างชื่อเสียงนี้ไม่ใช่ตัวนาง แต่เป็นชื่อเสียงของสำนักซิ่นเหลียน หลังจากที่ขบคิดดูแล้ว เหลียนเยี่ยนอวิ๋นก็ลงความเห็นว่า สำนักซิ่นเหลียนยังคงต้องแสดงออกให้คนทั่วไปได้เห็นว่าตนเองยังคงมีเขี้ยวเล็บอยู่บ้าง แผนการนี้ได้รับความร่วมมือจากซืออ๋อง จึงสามารถดำเนินได้โดยง่าย

นางคิดอยากให้มีคนจ้างวานสำนักซิ่นเหลียนคุ้มกันสินค้าที่มีค่ามาก มากพอที่จะทำให้ผู้คนจับตามอง และต้องเป็นสินค้าที่มีผู้หวังดักปล้นหรือช่วงชิง หากสำนักซิ่นเหลียนสามารถคุ้มกันสินค้านี้ถึงที่หมายได้ ชื่อเสียงก็จะต้องขจรขจายแน่

ซืออ๋องรับปากว่าจะจัดหาสินค้าให้ สองพี่น้องตระกูลเหลียนก็ตระเตรียมเดินทางกลับเฉิงโจว

วันรุ่งขึ้นตอนสายๆ สามชีวิตก็เตรียมตัวเดินทางกลับเฉิงโจว แต่ก่อนจะได้ออกเดินทาง ไป๋เทียนหยาก็มาปรากฏตัว ในมือของเขาถือกรงนกพิราบมาด้วย ทั้งยังขอคุยกับเหลียนเยี่ยนอวิ๋นเป็นการส่วนตัว

“ตอนนี้ท่านราชครูกำลังวางแผนเรื่องจ้างวานสำนักคุ้มกันภัยซิ่นเหลียน เมื่อกำหนดตัวสินค้าได้แล้วข้าจะส่งจดหมายไปบอกเจ้า” ไป๋เทียนหยาสวมชุดสีขาวเสมอ เหลียนเยี่ยนอวิ๋นยิ่งมองยิ่งรู้สึกขัดตา ตลอดเวลาที่นางอยู่ที่วังซืออ๋องก็มักจะพบเจอกับคนคนนี้ ผ่านไปนานเข้าก็เริ่มรู้สึกไม่ชอบขี้หน้า และค่อยเข้าใจความรู้สึกของเหลียนเฟิงหลีที่มีต่อไป๋เทียนหยาด้วย

เขาดูเย่อหยิ่งและไม่ให้ความรู้สึกว่าควรสนิทสนมด้วย เวลาพูดคุยกับใครก็จะมีสีหน้าและน้ำเสียงเรียบเฉยเสมอ

“รับทราบ”

“นี่เป็นนกพิราบที่ได้รับการฝึกฝนอย่างเข้มงวดสำหรับใช้ส่งข่าวลับในกองทัพ มอบให้เจ้าหนึ่งตัว” เขายื่นกรงนกออกมา

เหลียนเยี่ยนอวิ๋นมองกรงนกด้วยความสนใจ เอ่ยถามว่า “แล้วมันจะรู้จุดหมายที่ข้าจะต้องการส่งไปได้อย่างไร”

ไป๋เทียนหยามองนางด้วยสายตาราวกับกำลังมองเด็กน้อยผู้ไม่รู้ความ เอ่ยว่า “มันจำได้แต่ข้าเพียงคนเดียว แม้ว่าเจ้าจะต้องการส่งจดหมายหารัชทายาท มันก็จะเอามาส่งที่ข้า”

เหลียนเยี่ยนอวิ๋นรับกรงนกพิราบมาด้วยสีหน้าหดหู่ อดคิดไม่ได้ว่าทำไมทุกครั้งที่เจอคนคนนี้นางต้องหดหู่ทุกครั้ง ไม่สนุกเอาเสียเลย สุดท้ายก็เค้นเสียงเอ่ยออกไปได้แค่ว่า “ขอบคุณ”

“ไม่ต้องเกรงใจ”  ไป๋เทียนหยาพูดจบก็ทำท่าจะจากไป ก่อนจะชะงักฝีเท้าเล็กน้อย หันมาบอกว่า “คราวหน้าที่จะกลับมาเมืองหลวง รบกวนเขียนจดหมายมาบอกข้าล่วงหน้าสักสองวัน ข้าจะได้ให้คนไปทำความสะอาดเรือนไว้ให้”

พูดจบก็สะบัดชายชุดเดินจากไปอย่างสง่างาม เหลียนเยี่ยนอวิ๋นมองแผ่นหลังเขา รู้สึกอยากลองปาอาวุธลับใส่เขาสักครา แต่ก็ยับยั้งความคิดเอาไว้แล้วก้มลงดูนกพิราบในกรงที่มีสีกระดำกระด่างด้วยสีหน้าเบื่อหน่ายขึ้นมาพลางพึมพำว่า “แบบนี้ก็ควบม้ากลับบ้านไม่ได้แล้วน่ะสิ”

เพราะมีนกพิราบเป็นภาระในการเดินทาง ทั้งสามจึงทำได้แค่ค่อยๆบังคับม้าเดินไปอย่างไม่รีบร้อน ตอนที่ออกจากเมืองหลวงก็เป็นเวลาเกือบเที่ยงแล้ว เมื่อตอนที่กลับมาถึงสำนักซิ่นเหลียนก็เป็นเวลารับประทานอาหารเย็นพอดี

เหลียนผู่ไถตื่นเต้นมากถึงกับทิ้งตะเกียบรีบเดินออกมาต้อนรับบุตรธิดาทันที หลี่เสียงจูงม้าไปเก็บที่คอกตามคำชี้แนะของลูกขบวนคุ้มกันภัยที่อยู่แถวนั้น ส่วนสองพี่น้องถูกบิดาของตนโอบไหล่ซ้ายขวาเดินเข้าบ้าน

“น้องสาม น้องสี่ พวกเจ้ากลับมาแล้วหรือ” เหลียนชิงเหอผุดลุกขึ้นยิ้มอย่างยินดีเมื่อพบเห็นน้องทั้งสองคนเดินเข้ามา

“เอ้า นั่งลงก่อนๆ เด็กๆ ไปเอาตะเกียบมาให้คุณชายสามกับคุณหนูสี่เร็ว” เหลียนผู่ไถดูตื่นเต้นมากกว่าที่เคย เขาดูเต็มไปด้วยความหวัง ท่าทางของเขาทำให้บรรดาลูกๆอดหัวเราะไม่ได้ “ ระหว่างที่เจ้าสองคนไปเมืองหลวง ท่านพ่อเอาแต่วนเวียนอยู่หน้าประตูบ้านตลอด ทำเอาผู้คุ้มกันภัยทั้งหลายต่างก็กระวนกระวายตามเขาไปหมด” เหลียนชิงเหอเอ่ยอย่างยิ้มแย้ม โน้มตัวมาคีบกับข้าวใส่ชามของเหลียนเฟิงหลีและเหลียนเยี่ยนอวิ๋นจนเต็ม

“ไม่ให้ข้ากังวลได้รึ” เหลียนผู่ไถหัวเราะเสียงดัง “แล้วเป็นอย่างไรดูจากสีหน้าท่าทางของพวกเจ้า แล้วก็สมาชิกใหม่คนนั้นอีก คงประสบความสำเร็จสิท่า”

เหลียนเฟิงหลียังไม่ทันได้คีบอาหารใส่ปาก จำต้องวางตะเกียบลงแล้วกล่าวกับบิดาว่า “แน่นอนขอรับ ท่านพ่อมีระหว่างนี้เยี่ยนอวิ๋นกับซืออ๋องวางแผนสร้างชื่อเสียงให้กับสำนักของเรา อ๋องจะจัดการเรื่องสินค้าให้ หากพวกเราคุ้มกันสินค้าสำเร็จ ชื่อเสียงย่อมเป็นที่รู้จักไปทั่ว”

ทุกคนมองหน้าเขาด้วยความตกตะลึง

เหลียนเยี่ยนอวิ๋นตัดสินใจเรียกสติทุกคนกลับมาโดยการเอ่ยถึงแผนขยายกิจการขึ้นมาก่อน “ท่านพ่อ ท่านเองเคยกล่าวว่าเหล็กต้องตีตอนที่ยังร้อน ข้าคิดว่าในเมื่อตอนนี้เรากำลังจะมีภารกิจคุ้มกันภัยสินค้าครั้งใหญ่ หน้าที่นี้คงต้องยกให้ท่านพ่อกับพี่ใหญ่จัดการดูแล ส่วนพี่รองกับพี่สามก็ไปหาทำเลที่ตั้งสาขาใหม่ด้วยกัน ตัวข้าจะได้ลงมือจัดการขยายธุรกิจไปพร้อมกัน”

“เป็นความคิดที่ดีนะ เรื่องแบบนี้พวกเราจะมัวชักช้าก็เสียเวลาเปล่า” เหลียนผู่ไถพยักหน้าเห็นด้วย “แล้วเจ้าวางแผนการหลังจากนี้อย่างไร”

เด็กสาวเคี้ยวข้าวอย่างระมัดระวัง ในใจเรียบเรียงลำดับก่อนหลังของเรื่องที่ต้องตระเตรียม ก่อนจะเอ่ยว่า “ตอนนี้พวกเราต้องรอสินค้าที่ท่านอ๋องจะจัดหามาว่าจ้างให้พวกเราคุ้มกัน ข้าคิดว่าเริ่มตั้งแต่วันพรุ่งนี้ให้พี่ใหญ่นำบรรดาผู้คุ้มกันภัยฝึกซ้อมมือและวางแผนการคุ้มกันภัยคร่าวๆในสถานการณ์ต่างๆอย่างละเอียดถี่ถ้วน ใจความสำคัญของการคุ้มกันภัยครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการนำของไปส่งถึงที่หมาย แต่หมายถึงการต่อสู้เพื่อศักดิ์และชื่อเสียงของสำนัก และเราจำเป็นต้องปฏิบัติหน้าที่ครั้งนี้ให้สำเร็จ”

“วางใจเถอะ เรื่องนี้ให้ข้าจัดการเอง” เหลียนเมิ่งอวี่เปิดปากเอ่ยเสียขรึม นัยน์ตาคู่คมทอประกายกล้า เหลียนเยี่ยนอวิ๋นเห็นดังนั้นก็ได้แต่อมยิ้ม หันกลับมาเอ่ยกับบิดาของตนว่า “ลำดับต่อมาคือการเลือกสถานที่ที่จะจัดตั้งสาขาที่สอง ซึ่งจะเริ่มดำเนินการได้หลังจากภารกิจคุ้มกันภัยในครั้งนี้สำเร็จลงแล้ว ท่านพ่อ ท่านมีความเห็นหรือไม่ว่าที่ใดเหมาะสม”

เหลียนผู่ไถได้ยินก็ก้มหน้าลงลูบคางครุ่นคิด ก่อนจะค่อยๆเอ่ยออกมาว่า “เมืองเถากับเอี้ยนโจวล้วนน่าสนใจ”

“เมืองเถา กับเอี้ยนโจวหรือ” เด็กสาวทวนคำด้วยสีหน้าสงสัย เหลียนผู่ไถก็ขยายความว่า “เมืองเถาเป็นเมืองหลวง เรียกได้ว่าเป็นศูนย์กลางของทุกอย่างในแคว้นเถียน ไม่ว่าการค้าหรือการเมืองการปกครอง หากตั้งสาขาที่นั่น ข้าคิดว่าคงมีผู้จ้างวานแวะเวียนเข้ามาไม่เว้นแต่ละวัน ส่วนเอี้ยนโจวนั้นเป็นเมืองติดทะเล แน่นอนว่าเป็นเมืองท่าเพียงหนึ่งเดียวของแคว้น สินค้ามากมายจากทางทะเลล้วนเหมาะแก่การว่าจ้างผู้คุ้มกันภัยในการนำส่ง ข้ายังแอบคิดด้วยว่าหากสำนักเราสามารถเพิ่มเส้นทางการคุ้มกันภัยในทะเลได้จะประเสริฐถึงเพียงไหน”

สมแล้วที่เป็นท่านพ่อ เหลียนเยี่ยนอวิ๋นคิด พลางมองบิดาอย่างชื่นชม “นี่ข้าล้วนคิดไม่ถึง ยังคิดว่าเมืองฟางที่อยู่ทางตะวันตกจะน่าสนใจเพราะเป็นแหล่งเหมืองแร่ แต่ทั้งเมืองเถา เมืองเอี้ยนโจวล้วนสมควรไปลงทุนทั้งสิ้น”

ในใจก็วิเคราะห์อย่างรวดเร็ว เมืองเถาไม่เลวจริงๆ แต่เพราะเป็นเมืองหลวง อย่างที่รู้กันดีว่าแค่บ้านสักหลังยังหายาก แล้วจะไปหาที่ดินขนาดที่สามารถตั้งเป็นสำนักคุ้มกันภัยได้อย่างไร ถึงหาได้ก็คงต้องใช้เงินมหาศาล ส่วนเอี้ยนโจวนั้น...ข้ายังไม่เคยไปมาก่อน ดังนั้นจึงนึกภาพไม่ออกว่าเป็นเมืองที่มีสภาพแบบใด หลักการลงทุนที่ดีก็ต้องไปสำรวจสถานที่จริงก่อน คิดถึงตรงนี้จึงเอ่ยไปว่า “เพราะเมืองเถาเป็นหลวง ข้าคิดว่าอิทธิพลของเราคงไม่มากพอจะหาซื้อที่ดิน จัดตั้งสำนักคุ้มกันภัยที่นั่นได้ ไม่สู้เป็นเอี้ยนโจวเถอะ แต่อย่างไรก็ดี พวกเราสี่พี่น้องไม่เคยไปเอี้ยนโจวมาก่อน ไม่ทราบว่าบ้านเมืองมีลักษณะเช่นไร พี่รอง พี่สาม เรื่องนี้คงต้องรบกวนพวกท่านแล้ว เดินทางไปดูสถานที่จริงและสำรวจทำเลที่เหมาะสม ได้หรือไม่”

“นี่ไม่มีปัญหา” เหลียนเฟิงหลียกยิ้มด้วยท่าทางมั่นใจเลียนแบบท่าทางของน้องสาว และยังทำได้เหมือนเสียด้วย เหลียนเยี่ยนอวิ๋นกลอกตามองดูเขา ก่อนจะหันไปมองพี่รองของตนเอง เหลียนชิงเหอก็อมยิ้มพยักหน้า นางจึงวางใจขึ้น กล่าวต่อว่า “สุดท้ายคือตัวข้าเอง พรุ่งนี้ข้าจะไปดูที่นาของข้า แล้วก็ไปสำรวจพื้นที่ข้างหมู่บ้านจั่วเหอ ดำเนินการเรื่องปลูกหม่อนไหม”

“ปลูกหม่อนไหมหรือ?” เหลียนผู่ไถได้ยินแล้วก็มีสีหน้างงงันขึ้นมา

“เจ้าค่ะ”  เด็กสาวพยักหน้า พลางบอกเล่าแผนการที่ตนเองจะใช้เงินของรัชทายาทลงทุนทำธุรกิจเพื่อหากำลังทรัพย์มาสนับสนุนอำนาจบารมี ให้บิดาและพี่ชายอีกสองคนฟัง

“เพียงเท่านี้ก็เป็นเศรษฐีได้?”

 “นี่ปล่อยให้เป็นหน้าที่ข้า ท่านพ่อ ทานอาหารก่อนเถอะ อาหารเย็นหมดแล้วนะเจ้าคะ ”

 เมื่อถูกจ้องด้วยสายตาตกตะลึง เหลียนเยี่ยนอวิ๋นได้แต่บ่ายเบี่ยงความสนใจให้ทุกคนรับประทานอาหาร

หลังจากทานอาหารเย็นเสร็จ เหลียนผู่ไถก็เรียกหลี่เสียงไปพบ ไม่รู้พูดคุยอะไรกันอยู่เกือบหนึ่งชั่วยาม หลี่เสียงจึงออกมาจากห้องของเขา ท่าทางกระตือรือร้นราวกับลูกหมาที่ได้รับรางวัลจากเจ้าของ เหลียนเยี่ยนอวิ๋นกับเหลียนเฟิงหลี่ที่ยืนรออยู่ได้แต่มองหน้ากันด้วยความงุนงง ต่อมาจึงเห็นว่าในมือของหลี่เสียงถือตราของสำนักคุ้มกันภัย

“เหตุใดต้องดีใจขนาดนั้น” เหลียนเยี่ยนอวิ๋นถามด้วยความสงสัย หลี่เสียงยิ้มแก้มแทบปริจนตาหยีเป็นเส้นโค้งเล็กๆ “คุณหนู นี่เป็นเพราะท่านหัวหน้ารับข้าเข้าสำนักแล้ว ทั้งยังบอกอีกว่า นับแต่นี้ข้าถือว่าเป็นคนในครอบครัว สำนักซิ่นเหลียนคือบ้านของข้า”

หลี่เสียงไม่เคยมีบ้านที่อบอุ่น หนีออกจากบ้านตั้งแต่อายุเพียงแปดขวบ มารดาก็ไม่ดูแล บิดาทิ้งไปตั้งแต่ยังเล็ก บิดาบุญธรรมก็เกลียดตน เหลียนเยี่ยนอวิ๋นรู้ว่าบิดาของนางเป็นคนใจดีและมีน้ำใจ นางเองก็เล่าเรื่องหลี่เสียงให้บิดาฟังหมดแล้ว บิดาคงนึกสงสารเวทนาเด็กหนุ่มอายุรุ่นเดียวกับลูกของตนคนนี้มากทีเดียว

“ใช่แล้ว ต่อไปนี้ซิ่นเหลียนก็คือบ้านของเจ้า” เหลียนเฟิงหลีตบไหล่อีกฝ่ายหลายที ส่วนเหลียนเยี่ยนอวิ๋นก็เอ่ยว่า “ รีบไปพักผ่อนเสีย พรุ่งนี้เจ้ายังต้องติดตามข้าไปดูที่นานอกหมู่บ้าน”

“ขอรับ คุณหนู” หลีเสียงรับคำ ก่อนจะเดินไปยังที่พักของตนเองอย่างร่าเริง โดยมีสายตาของสองพี่น้องตระกูลเหลียนมองส่ง

“เยี่ยนอวิ๋น เจ้าเองก็รีบพักผ่อน สองวันมานี้เจ้ามีเรื่องต้องทำมิได้ขาด หากพักผ่อนไม่เพียงพอจะส่งผลต่อสุขภาพร่างกายและจิตใจ” เหลียนเฟิงหลีเอ่ยออกมาด้วยความเป็นห่วง เยี่ยนอวิ๋นจึงยิ้มให้เขาเป็นเชิงขอบคุณ เฟิงหลีลูบหัวน้องสาวเบาๆด้วยความเอ็นดู กล่าวว่า “จะเก่งกาจเพียงไหน ข้าก็เห็นเจ้าเป็นน้องสาวที่น่ารักคนนั้นของข้าเสมอ แม้ช่วงนี้ข้าจะอดรู้สึกไม่ได้ว่าเจ้าเป็นผู้ใหญ่แล้ว แต่ถ้าหากมีเรื่องอะไรที่เจ้าไม่อาจขบคิดแก้ไขได้คนเดียว จำไว้ว่ายังมีข้า พี่ชายสามของเจ้าอยู่เสมอ”

นางนิ่งอึ้งไป อยู่ๆก็รู้สึกว่าที่ตามีน้ำร้อนๆเอ่อคลอ ก่อนจะยกมือขึ้น กอดพี่ชายที่แสนดีของตนเองด้วยความซาบซึ้งใจ

นางไม่มีเพื่อนเล่น ไม่เพียงเพราะนางเติบโตมาในสำนักคุ้มกันภัยที่แทบไม่มีสมาชิกเป็นผู้หญิง แต่เพราะไม่ว่านางจะเรียนรู้สิ่งใดล้วนทำได้รวดเร็วกว่าเด็กวัยเดียวกัน ยิ่งนางก้าวหน้าขึ้น เพื่อนที่เล่นด้วยกันกลับเริ่มถอยห่างออกไป พวกเขาไม่อาจทนรับการถูกเปรียบเทียบกับเด็กที่มีพรสวรรค์อย่างนางได้

แต่ไม่ใช่กับคนในครอบครัว คนตระกูลเหลียนล้วนแต่คอยพร่ำบอกนางว่า นางยังมีพวกเขาอยู่เสมอ นี่ไม่ใช่เพราะว่านางเป็นผู้หญิง หรือเพราะว่านางเป็นบุตรสาวคนเล็ก แต่เป็นเพราะว่า นางคือส่วนหนึ่งในครอบครัว ตระกูลเหลียนจะไม่มีใครทอดทิ้งกันอย่างเด็ดขาด

เหลียนเฟิงหลีกอดตอบน้องสาวที่ตนรักที่สุดพลางตบหลังนางเบาๆ เอ่ยว่า “เด็กน้อย กลับมาทำตัวสมวัยแล้วหรือ”

เยียนอวิ๋นหัวเราะ คลายอ้อมกอดแล้วปาดน้ำตา ตอบกลับไปว่า “ถ้าเลือกได้ ข้าก็อยากจะเป็นเด็กน้อยตลอดไป”  

 เหลียนเฟิงหลีนิ่งงันไปเมื่อได้ยินเช่นนั้น ก่อนที่มันจะถอนหายใจ แล้วพึมพำเสียงเบาว่า “ไม่ว่าใครล้วนไม่อยากเติบโต ข้าเองก็เช่นกัน แต่มนุษย์เราสักวันล้วนต้องเติบโต เผชิญหน้ากับโชคชะตาที่รอคอยบงการเราอยู่”

นางพลันตบแขนเขาเบาๆ กล่าวว่า “ไปเถอะ ท่านเองก็ควรไปพักผ่อนเช่นกัน”

 

ที่นาของตระกูลเหลียนอยู่ห่างจากสำนักคุ้มกันภัยเพียงยี่สิบสี่ลี้ ปกติเหลียนเยี่ยนอวิ่นมักจะขี่ม้าไปซึ่งใช้เวลาเดินทางเพียงหนึ่งถึงสองเค่อเท่านั้น แต่เพราะวันนี้มีหลี่เสียงที่ขี่ม้าไม่แข็งมาด้วย นางจึงใช้รถลากเทียมม้าในการเดินทางแทน ซึ่งกินเวลาเกือบครึ่งชั่วยามเลยทีเดียว

ระหว่างทาง เหลียนเยี่ยนอวิ๋นก็อธิบายเรื่องเกี่ยวกับบัญชีรายรับรายจ่ายของสำนักให้เขาฟังไปด้วย

“รายได้หลักๆของสำนักของเราแน่นอนว่ามาจากการรับการว่าจ้างคุ้มกันสินค้า ส่วนใหญ่สินค้าที่พวกเราให้การคุ้มครองจะเป็นพืชผลและข้าวสาร ของพวกนี้นำไปส่งในเมืองใกล้เคียงมากกว่าเมืองหลวง เพราะสินค้าที่ส่งไปเมืองหลวง พวกพ่อค้าก็จะจ้างสำนักคุ้มกันภัยใหญ่ๆอย่างพวกสำนักหลายฝู หรือสำนักจินหลุนแทน” เด็กสาวเอ่ยถึงตรงนี้ก็อดทำท่าทางดูถูกใส่สำนักคุ้มกันภัยสองแห่งที่กล่าวมาไม่ได้

พวกมันสองสำนักถือดีที่มีคนเยอะและมีขุนนางใหญ่หนุนหลัง ยิ่งจำนักจินหลุนยังมีคนใหญ่คนโตอย่างท่านอัครมหาเสนาบดีซือถูเหล่ยคอยหนุนหลังอยู่ เยี่ยนอวิ๋นยังกล่าวเสริมอีกว่าการคุ้มกันภัยในแคว้นนี้ยังไม่ถูกพวกมันผูกขาดไปก็บุญแค่ไหนแล้ว

“สำนักคุ้มกันภัยจินหลุนตั้งอยู่ในเมืองฟาง ข้าค่อนข้างแน่ใจว่าพวกมันยังอาศัยการขุดแร่ในการหารายรับเพิ่มเติม และเงินจำนวนนี้ก็เข้ากระเป๋าซือถูเหล่ยอย่างแน่นอน มีช่องทางทำมาหากินเช่นนี้ ขุนนางทั้งหลายยังไม่ไปสวามิภักดิ์อีกหรือ ต้องยอมรับว่าซือถูเหล่ยคนนี้มีทั้งกำลังคน กำลังทรัพย์และบารมีอย่างแท้จริง” เหลียนเยี่ยนอวิ๋นกล่าวถึงตรงนี้ก็หยุดเล็กน้อย ค่อยกล่าวต่อว่า “ข้าคงจะชื่นชมเขาไม่น้อยหากนี่เป็นช่วงเวลาที่แคว้นของเราสงบเรียบร้อย แต่ปัญหาการศึกที่ชายแดนยังระอุอยู่ตลอด ไม่รู้ว่าเมื่อใดที่แคว้นของเราจะทำสงครามกับแคว้นเหมย แทนที่จะเห็นความสำคัญของบ้านเมืองมาเป็นอันดับแรก เขากลับเห็นความสำคัญของอำนาจและจุดยืนของตนมาก่อน จุดนี้ทำข้านึกดูถูกเขาครั้งแล้วครั้งเล่า”

หลี่เสียงรับฟังอย่างตั้งใจอยู่ฝั่งตรงข้าม รถเทียมม้าโยกไปมาทำเอาเขาหัวสั่นหัวคลอน ตอนแรกนางยังนึกว่าเขาจะเมารถแล้วเสียอีก แต่เขาก็ยังรอดมาถึงตอนนี้ “แล้วคุณหนูวางแผนจะล้มอำนาจของเขาหรือขอรับ”

เหลียนเยียนอวิ๋นเลิกคิ้วขึ้น กล่าวว่า “จะเป็นไปได้อย่างไร”

หลี่เสียงมีสีหน้างุนงงขึ้นมาทันที นางจึงต้องอธิบายต่อว่า “ข้ามีหน้าที่แค่ทำการค้าจนมีเงิน มีชื่อเสียง มีหน้ามีตาในสังคม แล้วก็ให้การสนับสนุนรัชทายาทเท่านั้น ทำให้อำนาจของเขาเพิ่มมากขึ้น และดึงสมดุลกลับคืนมา ส่วนจะเอาชนะซือถูเหล่ยและขึ้นครองราชย์ได้ไหมนั้น เป็นสิ่งที่เขาต้องหาทางเอาเอง ไม่ใช่ให้ข้าไปจัดการให้ หากให้ข้าจัดการเสียหมด เขายังจะขึ้นครองราชย์ทำอะไร ไม่สู้ยกบัลลังก์ให้ข้าปกครองเองเลยดีกว่า” พอเริ่มสนิทสนม เหลียนเยี่ยนอวิ๋นก็กล่าวคำพูดเช่นนี้ออกมา ทำเอาหลี่เสียงต้องเอ่ยเสียงแห้งว่า “คุณหนู ท่านก็กล่าวเกินไป”

“กล่าวเกินไปอันใด เดี๋ยวอีกหน่อยเจ้าก็ชินเองนั่นแหละ” นางพูดอย่างไม่ใส่ใจ เอ่ยต่อไปว่า “ช่างซือถูเหล่ยไปก่อน บัญชีของสำนักตั้งแต่วันนี้ไปให้เจ้ากลับไปอ่านทำความเข้าใจ จำไว้ว่าต้องอ่านย้อนตั้งแต่ของเมื่อสี่ปีที่แล้วถึงปัจจุบัน แล้วมาสรุปให้ข้าฟังว่าเจ้าพบการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างในสมุดบัญชีเหล่านั้น”

“ขอรับ” หลี่เสียงรับคำแข็งขัน ตอนนั้นเองคนขับก็ตะโกนบอกทั้งสองว่าถึงที่หมายแล้ว

 

หลี่เสียงกระโดดลงจากรถ ก่อนจะยื่นมือมาประคองเหลียนเยี่ยนอวิ๋นลงมา รถม้าจอดอยู่หน้าประตูหมู่บ้านเล็กๆแห่งหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ มีลักษณะเป็นที่ราบสลับกับเนินเขาเล็กๆ ที่นี่คือหมู่บ้านโย่วเหอ ที่ได้ชื่อนี้เพราะตั้งอยู่ทางฝั่งขวาของแม่น้ำ ปกติเป็นหมู่บ้านที่ไม่ค่อยมีคนมาเยือนนอกจากจะเป็นนักเดินทางที่พเนจรไปทั่ว แต่เพราะก่อนหน้านี้เหลียนเยี่ยนอวิ๋นมีการติดต่อไปมาหาสู่กับที่นี่จนสนิทสนมกับผู้คนทั้งหมู่บ้าน ชาวบ้านเหล่านี้คือแรงงานที่นางจ้างมาทำนาให้กับที่นาของตนเอง

เห็นรถม้าแปลกหน้ามาจอด ชาวบ้านหลายคนเดินออกมาดูด้วยความสนใจ แต่พอเห็นว่าเป็นนางพวกเขาก็พากันออกมาต้อนรับด้วยความยินดี

“คุณหนู ท่านมาแล้ว” ผู้ใหญ่บ้านวัยห้าสิบกว่าปีกุลีกุจอออกมารับหน้า ชายคนนี้แซ่หลิว เป็นหัวหน้าหมู่บ้านโย่วเหอแห่งนี้ “พวกเรายังคิดกันอยู่เลยว่าเมื่อไหร่คุณหนูจะแวะมา ข้าวปีนี้กำลังเขียวงอกงาม คาดว่าอีกสองเดือนก็คงได้เวลาเก็บเกี่ยวแล้ว”

“พอดีเลย ข้ามาคราวนี้เพื่อจะพาผู้ดูแลบัญชีมาเยี่ยมชมทุ่งนา ทั้งยังมีแผนการจะขยับขยายพื้นที่นาออกไปอีก ให้พวกท่านสามารถปลูกข้าวได้มากขึ้น” เด็กสาวกล่าวอย่างยิ้มแย้มเป็นกันเอง ชายชราแซ่หลิวได้ยินก็ดีใจยิ้มแก้มแทบปริรีบพานางไปยังที่ทำการผู้ใหญ่บ้าน หาน้ำหาขนมให้รับระทานเป็นการใหญ่ หลี่เสียงก็พลอยได้รับสิทธิ์พิเศษไปด้วย เขาดูมีความสุขมากจนยิ้มหน้าบานกว่าหัวหน้าหมู่บ้านเสียอีก

หัวหน้าหมู่บ้านหลิวหายไปสักพักก็กลับมาพร้อมชายวัยฉกรรจ์อีกสองคน พวกเขาล้วนมีผิวสีเข้ม ร่างใหญ่ หน้าตาดุดัน ทว่ามีรอยยิ้มเป็นมิตรเกลื่อนใบหน้า ทั้งสองคนล้วนเป็นหัวหน้าที่ได้รับการแต่งตั้งให้ควบคุมดูแลการปลูกข้าวทำนาของที่นี่ หัวหน้าหมู่บ้านหลิวไปเชิญพวกเขามาเพื่อให้เหลียนเยี่ยนอวิ๋นสามารถสั่งการกับพวกเขาได้โดยตรง

“คุณหนูเหลียนสบายดีหรือ” พวกเขามาถึงก็พากันคารวะเด็กสาวทีหนึ่งแล้วค่อยนั่งลง เหลียนเยี่ยนอวิ๋นก็เอ่ยกับพวกเขาด้วยความสนิทสนิมว่า “พี่อู่ พี่ลิ่ว สบายดี วันนี้ผู้น้องมาที่นี่เพื่อตรวจดูการเจริญเติบโตของข้าวและอยากปรึกษาท่านเรื่องการขยับขยายพื้นที่ทำนา”

“หรือว่าคุณหนูคิดขยายกิจการแล้ว” พอได้ยินเด็กสาวบอกว่าจะขยายพื้นที่ พวกเขาก็ตาเป็นประกายขึ้นมาทันที

“ถูกต้อง ตอนนี้ข้ามีเงินทุนมากพอที่จะลงทุนขยายธุรกิจแล้ว อย่างไรก็ดี ท่านทั้งสองล้วนเป็นคนพื้นที่ทั้งยังเชี่ยวชาญการปลูกข้าว ไม่ทราบว่ามีพื้นที่ที่เหมาะสมที่พอจะขยับขยายได้หรือไม่”

ทั้งสองคนหันไปมองหน้ากัน ก่อนที่ชายที่ถูกเรียกว่าพี่ลิ่วจะเอ่ยว่า “ที่จริงพื้นที่เนินเขาด้านหลังหมู่บ้านก็สามารถทำนาได้เช่นกัน เพียงแต่เป็นเนินเขาที่มีลักษณะลดหลั่นกันไป ขอเชิญคุณหนูไปชมดูก่อนว่าเป็นอย่างไร”

แม้เหลียนเยี่ยนอวิ่นจะมาเยือนที่นี่บ่อยครั้ง แต่นางเคยไปเยี่ยมชมเพียงที่นาข้างหมู่บ้าน ส่วนพื้นที่ด้านหลังหมู่บ้านนั้นนางไม่เคยเห็นมาก่อน ดังนั้นจึงให้พวกเขานำทางไป

ที่ปรากฏในสายตาของนาง ด้านหลังหมู่บ้านแห่งนี้มีลักษณะเนินเขาขนาดเตี้ยลูกแล้วลูกเล่า เรียกได้ว่าหากสามารถปลูกข้าวบนพื้นที่เหล่านี้ได้ คงสามารถเพิ่มจำนวนการผลิตในแต่ละครั้งได้อย่างมหาศาล ชายซึ่งถูกเรียกกว่าพี่อู่เอ่ยว่า “พื้นที่เหล่านี้ล้วนไม่มีเจ้าของ แต่เพราะเป็นเนินเขา ดังนั้นข้าจึงไม่มั่นใจว่าจะสามารถปลูกข้าวบนนั้นได้หรือไม่ เพราะพื้นดินลาดเอียง ไม่สามารถกักเก็บน้ำเอาไว้ เกรงว่าอาจจะเกิดการพังทลายของหน้าดิน”

เหลียนเยี่ยนอวิ๋นเหม่อมองเนินเหล่านั้นอยู่พักใหญ่ ก็หันมายิ้มเอ่ยว่า “เช่นนั้นก็ทำนาขั้นบันไดเถอะ”

ทุกคนได้ยินนางกล่าวต่างก็มีสีหน้างงงวยกันหมด หลี่เสียงถามทันทีว่า “ขั้นบันไดอะไรหรือขอรับ”

เหลียนเยี่ยนอวิ๋นชี้นิ้วไปทางเนินเขาลูกแล้วลูกเล่าเหล่านั้น เอ่ยว่า “ในเมื่อพื้นที่ลาดเอียง เราก็ทำคันดินทำให้เกิดร่องน้ำขึ้น ปรับลักษณะคล้ายกับขั้นบันไดเป็นชั้นๆลงมา พื้นที่ที่เป็นร่องน้ำก็สามารถปลูกข้าวได้แล้ว ทั้งนี้ยังมีประโยชน์ช่วยลดอัตราการไหลของน้ำบนผิวดิน ทำให้หน้าดินไม่พังทลายลงมา ไถพรวนก็สะดวก เพียงแต่ต้องทำระบบน้ำให้ส่งมาถึงที่เหล่านี้เท่านั้น ให้น้ำไหลจากบนลงล่างจึงดี”

พอนางพูดจบสองพี่น้องอู่ลิ่วก็ตาเป็นประกาย หันไปปรึกษาหารือกับชาวนาอีกจำนวนหนึ่งที่ตามมายืนดูด้วยกันจนเสียงดังอุดลุต เหลียนเยี่ยนอวิ๋นยืนอยู่นอกวง ฟังไม่ออกว่าใครพูดอะไร ได้แต่มองไปทางเนินเขาเหล่านั้น จินตนาการภาพวิวนาขั้นบันไดอันงดงามที่อาจจะเกิดขึ้นหลังจากนี้ และคิดไปถึงว่าตนเองจะต้องไปติดต่อขอซื้อที่กับนายอำเภอโดยเร็วที่สุด

หลี่เสียงมองนางด้วยสีหน้าประหลาดใจสุดขีดอยู่ด้านข้าง ไม่ต้องรอให้เขาถามเด็กสาวก็ชิงพูดขึ้นว่า "วิธีการนี้ไม่ใช่ข้าคิดขึ้นเอง เคยอ่านเจอในตำราก็เท่านั้น”

“แค่คุณหนูสามารถนึกถึงวิธีการนี้ขึ้นมาได้ข้าก็นับถือท่านหมดหัวใจแล้ว” หลี่เสียงกล่าวอย่างเทิดทูน เหลียนเยี่ยนอวิ๋นมองเขาด้วยความขบขันอยู่บ้าง อดคิดไม่ได้ว่าคนคนนี้รู้จักประจบสอพลอเจ้านายเสียด้วย

“คุณหนูเหลียน” ดูเหมือนพวกชาวนาจะปรึกษากันเสร็จแล้ว เมื่อได้ยินเสียงเรียก เหลียนเยี่ยนอวิ๋นจึงหันกลับไป พอมองไปก็ถึงกับต้องผงะ เบื้องหน้าของนางคือชาวนากลุ่มหนึ่งซึ่งคล้ายมีไฟลุกท่วมร่าง พวกเขาจ้องมองนางด้วยสายตาของคนที่อยากลงมือทำงานใจจะขาด คนชื่ออู่เป็นตัวแทนพวกมันเอ่ยว่า “คุณหนู พวกเราจะสามารถลงมือได้เมื่อไหร่ขอรับ”

“นี่..เอ่อ พวกท่านวางโครงสร้างคร่าวๆก่อน ข้าจะไปติดต่อขอซื้อที่ตรงนี้ เมื่อข้าได้กรรมสิทธ์ในการครอบครองที่ดินแล้ว จะให้คนมาบอกต่อพวกท่าน จริงสิ”  เหลียนเยี่ยนอวิ๋นคล้ายพึ่งนึกอันใดได้ “มีสิ่งใดขาดเหลือจะให้ข้าจัดการหรือไม่”

แม้นางจะจ้างชาวบ้านเหล่านี้ปลูกข้าวให้กับตน แต่นางเป็นคนหาเมล็ดข้าวพันธุ์ดีมาให้ รวมทั้งจัดซื้ออุปกรณ์ต่างๆด้วยตนเอง หากชาวบ้านเหล่านี้ขาดเหลือสิ่งใด นางก็อนุญาตให้พวกเขาบอกได้อย่างเต็มที่ เป็นหัวหน้าหมู่บ้านหลิว ที่เอ่ยขึ้นมาว่า “ก่อนหน้านี้พวกเราอาศัยเมล็ดพันธุ์ที่คุณหนูให้ เพาะเมล็ดพันธุ์ออกมาได้จำนวนหนึ่ง ครั้งต่อๆไปพวกเราคงสามารถเพาะเมล็ดพันธุ์ใช้เองได้แล้ว แต่ครั้งนี้ สำหรับนาขั้นบันไดของคุณหนูที่ต้องใช้เมล็ดพันธุ์เพิ่มยังคงต้องขอให้คุณหนูช่วยสนับสนุนด้านนี้และด้านอุปกรณ์ต่อไป”

“ไม่มีปัญหา” เหลียนเยี่ยนอวิ๋นพยักหน้าตอบตกลงทันทีด้วยความใจกว้าง จากนั้นพูดเสริมว่า “หลังจากเก็บเกี่ยวข้าวชุดที่กำลังปลูกอยู่นี้แล้ว ข้าจะจ้างพวกท่านแบบประจำ”

“จ้างแบบประจำหรือ...”

นางยิ้มน้อยๆกล่าวว่า “ก็คือมีเบี้ยหวัดให้ทุกๆสามเดือน จากที่ได้เงินจากข้าปีละสองครั้งในช่วงที่เริ่มเพาะปลูกกล้า เปลี่ยนเป็นปีละสี่ครั้ง แต่ทั้งนี้พวกท่านจะต้องทำรายชื่อของคนที่ช่วยทำนามาให้ข้า และข้าจะยังให้คนมาตรวจดูด้วยว่าพวกท่านลงมือทำจริงหรือไม่ หากไม่มีอันใดผิดพลาดทุกๆสามเดือนจะได้เงินคนละสิบตำลึง และถ้าปีไหนผลผลิตงอกเงยเป็นพิเศษ จำนวนเบี้ยหวัดก็จะเพิ่มขึ้น”

จบประโยคชาวบ้านทั้งหมู่บ้านก็แทบจะโห่ร้องจัดงานรื่นเริง เด็กสาวเห็นดังนั้นก็หัวเราะเบาๆ กล่าวต่อไปอีกว่า “ยังมีอีกเรื่อง ตอนนี้สำนักคุ้มกันภัยซิ่นเหลียนกำลังจะรับสมัครผู้คุ้มกันขบวนและลูกขบวนเพิ่ม หากมีผู้ใดสนใจก็สามารถเข้าร่วมได้”

“คุณหนูเหลียน ท่านมีพระคุณต่อหมู่บ้านของเรามากมาย เท่านี้พวกเราก็ยินดีทำงานให้ท่านจนตัวตายแล้ว” เด็กสาวคนหนึ่งเอ่ยขึ้นพลางมองนางด้วยความเคารพเทิดทูน เหลียนเยี่ยนอวิ๋นส่ายหน้า ไม่กล้ารับความเคารพนั้น “ข้าเป็นเพียงนายจ้างเท่านั้น ใช่แล้ว ข้ายังต้องไปหมู่บ้านจั่วเหอ คงรั้งอยู่ที่นี่ไม่ได้นานแล้ว”

ผู้ดูแลหมู่บ้านรีบถามนางว่าจะไปทำอะไรที่หมู่บ้านจั่วเหอที่ตั้งอยู่อีกฟากของแม่น้ำ สองหมู่บ้านนี้มีสะพานไม้ที่สามารถให้คนเดินผ่านได้เท่านั้นเชื่อมกันเอาไว้ ด้านล่างของสะพานไม้คือแม่น้ำเน่ยที่ไหลอย่างสงบเรียบร้อยแต่มีความกว้างราวหนึ่งลี้ แม่น้ำเน่ยแห่งนี้เป็นแม่น้ำใหญ่สายหลักที่ไหลผ่านแคว้นเหมยคงมายังแคว้นเถียนและไหลต่อไปยังแคว้นหลิว ก่อนจะออกสู่ทะเลใต้

“ที่ดินข้างหมู่บ้านจั่วเหอน่าสนใจมาก ข้าจะไปเจรจาเรื่องปลูกหม่อนไหมที่นั่น”

ผู้ใหญ่หลิวพอได้ฟังก็หัวเราะเสียงดัง บอกว่านางกำลังนำความเจริญมาสู่ชุมชนริมแม่น้ำเน่ยแห่งนี้แล้ว

ชาวบ้านตามมาส่งเหลียนเยี่ยนอวิ่นถึงสะพานข้ามแม่น้ำ ทั้งนี้เพราะรถม้าข้ามไม่ได้จึงต้องจอดรออยู่ที่หน้าหมู่บ้านโย่วเหอ เด็กสาวเดินไปบนสะพานไม้ไผ่ สายตาทอดมองแม่น้ำสีมรกตที่ไหลอย่างสงบเสงี่ยมราวกับกระจกใสบานใหญ่ที่สามารถมองทะลุไปถึงทรายสีขาวสะอาดตาและชั้นหินข้างใต้ ขณะเดียวกันก็เห็นเงาสะท้อนอันเลือนรางของตนเองบนนั้นด้วยเช่นกัน

“คุณหนู พวกเขาดูรักท่านมากจริงๆ”

“อีกหน่อยพวกเขาก็จะรักเจ้าเช่นกัน จนกว่าข้าจะมีคนมาช่วยงานเพิ่มเติม เป็นเจ้าที่ต้องคอยมาตรวจตรางานของพวกเขา จำไว้หลี่เสียง ใช้หัวใจในการดูแลพวกเขา พวกเขาก็จะใช้ใจทำงานให้เจ้า”

ที่ด้านหลังได้ยินเสียงหลี่เสียงบ่นอุบอิบเบาๆว่า “อีกหน่อยข้าคงต้องพกสมุดบันทึกไว้จดคำพูดของคุณหนูเสียแล้ว”

หมู่บ้านจั่วเหอแห่งนี้ เหลียนเยี่ยนอวิ่นเคยมาด้อมๆมองๆอยู่ครั้งสองครั้ง ถึงได้พบทำเลที่เหมาะจะทำการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม มันเป็นที่ตรงกลางระหว่างตีนเขาสองลูก เกิดเป็นพื้นที่เขียวชะอุ่มที่มีอากาศเย็นกว่าที่อื่นๆในแถบนี้ แต่นางยังไม่เคยได้ไปเดินทำความรู้จักกับชาวบ้านที่นี่นัก เพียงแต่เคยคุยกับผู้ใหญ่บ้านเท่านั้น

พอไปถึงหมู่บ้าน เหลียนเยี่ยนอวิ๋นก็ตรงไปที่ทำการผู้ใหญ่บ้านทันที ระหว่างทางมีชาวบ้านและพวกเด็กๆพากันเมียงมองมาด้วยความสนใจ ที่นี่ก็ไม่ค่อยมีใครมาเยือนพอๆกับหมู่บ้านโย่วเหอ ดังนั้นเมื่อมีคนแปลกหน้าปรากฏตัวมาจึงเกิดความรู้สึกตื่นเต้นสงสัย ยิ่งเหลียนเยี่ยนอวิ๋นแต่งตัวเหมือนพวกคนที่มาจากในเมืองด้วยแล้ว

“หัวหน้าหมู่บ้านโจว ข้าเหลียนเอี่ยนอวิ๋นขอเข้าพบเจ้าค่ะ” เหลียนเยี่ยนอวิ๋นยืนอยู่หน้าประตู ส่งเสียงตะโกนเข้าไปในตัวบ้านเพื่อขอเข้าพบ ตามหลักแล้วหัวหน้าหมู่บ้านก็ถือเป็นคนของทางการ แต่เป็นขั้นที่เล็กที่สุดและอยู่ใต้อาณัติของนายอำเภออีกที หัวหน้าหมู่บ้านแซ่โจวท่านนี้อายุมากกว่าหัวหน้าหมู่บ้านหลิวเสียอีก เหลียนเยี่ยนอวิ่นจึงให้ความเคารพเขาในฐานะผู้อาวุโสคนหนึ่งที่เสียสละทำงานเพื่อส่วนรวม

“อ้อ คุณหนูเหลียนนั่นเอง เชิญเข้ามาก่อน” เมื่อได้รับคำเชิญเหลียนเยี่ยนอวิ่นค่อยเดินเข้าไป เมื่อพบหน้าอีกฝ่ายก็ทำความเคารพอย่างนอบน้อมครั้งหนึ่ง แล้วยืนอย่างสงบเรียบร้อยอยู่หน้าโต๊ะทำงานหัวหน้าหมู่บ้าน เหลียนเยี่ยนอวิ๋นรู้หลักที่ว่า หากผู้อาวุโสกว่ายังไม่เชิญให้นั่ง ห้ามนั่งลงเด็ดขาด นี่เป็นมารยาทขั้นพื้นฐานที่พึงกระทำ

หัวหน้าหมู่บ้านโจวก้มหน้าประทับตราลงในเอกสาร เมื่อเงยหน้าขึ้นมาเห็นนางยังยืนอยู่จึงค่อยบอกให้นางนั่งลง ตลอดเวลาหัวหน้าหมู่บ้านท่านนี้ไม่แม้แต่จะยิ้มให้นางด้วยซ้ำ

“ไม่ทราบว่าข้ามารบกวนเวลางานของท่านหรือเปล่าเจ้าคะ” เหลียนเยี่ยนอวิ๋นสังเกตท่าทางของหัวหน้าหมู่บ้านโจว ก่อนจะเอ่ยถามอย่างสุภาพด้วยสีหน้ารู้สึกผิด หัวหน้าหมู่บ้านโจวรีบโบกมือปฏิเสธทันที “ไม่เลยๆ นี่เป็นเพียงคำร้องเรียนเล็กๆของคนในหมู่บ้านเท่านั้น จริงสิ ไม่ทราบคุณหนูเหลียน มาในวันนี้มีเรื่องอันใดหรือ”

“คราวนี้มาขอให้หัวหน้าหมู่บ้านช่วยน่ะเจ้าค่ะ” เหลียนเยี่ยนอวิ๋นกล่าวอย่างสุภาพ แต่ทางหนึ่งลอบสังเกตสีหน้าของหัวหน้าหมู่บ้านท่านนี้อยู่ตลอดเวลา

“หัวหน้าหมู่บ้านเล็กๆอย่างข้าน่ะหรือจะสามารถช่วยเหลือคุณหนูได้” หัวหน้าหมู่บ้านโจวอายุมากแล้วแต่ยังคงมีลูกเล่นทางคำพูด เมื่อเขายอกย้อนมาเช่นนี้ เหลียนเยี่ยนอวิ๋นจึงหัวเราะเบาๆ เอ่ยว่า “อยากให้ผู้อาวุโสช่วยสอบถามคนในหมู่บ้านว่ามีใครสนใจมาเป็นคนปลูกหม่อนเลี้ยงไหมหรือไม่น่ะเจ้าค่ะ”

พอนางกล่าวจบ ห้องนี้ก็ตกอยู่ในความเงียบ แม้แต่หลี่เสียงที่ยืนอยู่เยื้องด้านหลังยังเงียบกริบราวกับไม่กล้าหายใจ ส่วนเหลียนเยี่ยนอวิ๋นก็สบตากับผู้อาวุโส เหลียนเยี่ยนอวิ๋นไม่กังวลเลยแม้แต่น้อย นางเชื่อว่าสายตาจับผิดปะทะกับสายตาของคนที่เปิดเผย มันจะมีผลลัพธ์เป็นอะไรไปได้นอกจากหักลบกันไปจนเหลือศูนย์ นางไม่ได้เป็นคนที่มีเบื้องหลังไม่ดี ที่กำลังจะทำนี้คือการค้าแบบเปิดเผย ใช้เงินทำทุน หาคนทำงานให้ และต้องการผลกำไร อีกฝ่ายกลัวนางเอาเปรียบชาวบ้านหรือ นางไม่ทำหรอก ในการค้าขายทำธุรกิจไม่มีใครได้เปรียบหรือเสียเปรียบเพียงฝ่ายเดียว มันผสมปนเปกันไป

เหมือนกับตอนที่นางไปยังหมู่บ้านโย่วเหอเพื่อติดต่อขอให้ชาวบ้านทำนาให้ก็เช่นกัน แรกเริ่มพวกเขาก็กลัวนางจะเอารัดเอาเปรียบ แต่พอเห็นข้อเสนอและความใจกว้างเป็นกันเองของนางแล้ว พวกเขาจึงค่อยยอมทำงานให้ แล้วผลตอบแทนที่ได้รับก็ทำให้พวกเขาพอใจมาก นางไม่ใช่พ่อค้าหน้าเลือดที่กอบโกยกำไรทั้งหมดเข้าตัวแล้วกดค่าแรงชาวบ้านตาดำๆ เมื่อได้กำไรมาก นางก็ให้ผลตอบแทนพวกเขามากขึ้นด้วย แน่นอนว่านางคำนวณเป็นอย่างดีแล้วว่าค่าตอบแทนเหล่านี้ไม่มากเกินไปและไม่น้อยเกินไป แต่ก็เพียงพอที่จะให้ชาวบ้านในหมู่บ้านเล็กๆสามารถอยู่อย่างมีกินมีใช้สบายไปทั้งปี

เวลาผ่านไปเนิ่นนาน หัวหน้าหมู่บ้านโจวก็ถอนสายตากลับไป เหลียนเยี่ยนอวิ๋นจึงค่อยเอ่ยถามเขาว่า “ไม่ทราบว่าข้าจะได้คำตอบเมื่อไหร่หรือเจ้าคะ”

“ข้าขอเวลาห้าวัน” หัวหน้าหมู่บ้านโจวตอบด้วยสีหน้าเคร่งขรึมจริงจัง เหลียนเยี่ยนอวิ๋นมองออกว่าเขาเริ่มสนใจการร่วมงานกับนางแล้ว หมู่บ้านของเขากับโย่วเหออยู่ห่างกันเพียงแม่น้ำกั้น นางไม่เชื่อหรอกว่าเขาไม่เคยได้ยินชื่อของตนเองมาก่อน แต่เรื่องแบบนี้บางครั้งจะไปเร่งรัดเอาคำตอบไม่ได้ ดังนั้นเหลียนเยี่ยนอวิ๋นจึงยิ้มกล่าวว่า “ตกลง อีกห้าวันให้หลังข้าจะมาพบท่านใหม่ วันนี้เยี่ยนอวิ๋นขอลา หลี่เสียง พวกเรากลับกันเถอะ”

หลี่เสียงเดินตามหลังเจ้านายของตนออกมาด้วยสีหน้ามึนๆ เหลียนเยี่ยนอวิ๋นหันไปมองหน้าเขา เอ่ยว่า “มีอะไรอยากถามก็ว่ามาเถอะ”

“แค่..แค่นั้นหรือขอรับ” หลี่เสียงถามด้วยสีหน้าไม่เข้าใจ “ท่านพูดคุยเพียงเท่านั้นก็จบแล้วหรือ”

“ที่จริงแล้วข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ข้าคิดเช่นนี้ คนในโลกใบนี้มีหลากหลายประเภทถูกต้องไหม เวลาพูดคุยเจรจากับคนเหล่านั้น เราก็ไม่สามารถใช้วิธีเดียวกันหมดในการเจรจาได้”

“ขอรับ นิสัยไม่เหมือนกัน ย่อมต้องใช้วิธีการที่แตกต่างกันในการรับมือ”

“ใช่ และคนเหล่านั้นก็มีความต้องการแตกต่างกันด้วย บางคนต้องการชื่อเสียงเป็นผลตอบแทน บางคนต้องการศักดิ์ฐานะเป็นผลตอบแทน บางคนต้องการเพียงเงิน บางคนต้องการอิสตรี บางคนต้องการผลประโยชน์ด้านต่างๆกันไป ในเมื่อเป็นเช่นนั้นพวกเราจะเสนอเงื่อนไขแบบเดียวกันหมดให้พวกเขาได้หรือไม่”

"ไม่ได้ขอรับ"

เหลี่ยนเยี่ยนอวิ๋นพยักหน้า เอ่ยต่อว่า “เพราะพ่อค้าต้องรู้จักคำนวณจิตใจลูกค้า หลี่เสียง เจ้าบอกข้าสิ สิ่งทีหัวหน้าหมู่บ้านท่านนี้ต้องการอะไรและเงื่อนไขที่เราควรเสนอให้เขาคืออะไร”

หลี่เสียงได้ฟังคำถามก็นิ่งอึ้งไป เอ่ยอ้ำๆอึ้งๆว่า “นี่ เอ่อ..นี่ ”

“พูดออกมาเถอะ อย่ากลัวว่าจะถูกหรือผิด หากถูกก็ดี หากผิดก็จะได้รู้ข้อผิดพลาดแล้วแก้ไขได้” เหลียนเยี่ยนอวิ๋นเห็นเขาไม่กล้าแสดงความคิดเห็น จึงกล่าวกระตุ้น

“ข้าคิดว่าเขาเป็นคนที่ห่วงใยคนในหมู่บ้านมากขอรับ” หลี่เสียงเอ่ยช้าๆ สีหน้าคิดใคร่ครวญอย่างระแวดระวัง “เขากลัวชาวบ้านจะถูกคุณหนูเอาเปรียบ จึงมีท่าทีไม่ค่อยเห็นด้วยนัก แต่ถ้าคิดๆดูแล้ว เขาต้องเคยได้ยินเรื่องคุณหนูจ้างวานคนในหมู่บ้านโย่วเหอมาก่อน ดังนั้นเขาจึงสองจิตสองใจ”

เด็กสาวหยุดเดิน ตรงนี้คือกลางสะพานข้ามแม่น้ำเน่ย นางหันกลับไปมองเขา ถามต่อว่า “แค่นี้หรือ”

หลี่เสียงมองคุณหนูเหลียนผู้เป็นเจ้านายอย่างไม่แน่ใจ “ข้าสงสัยว่าทำไมเขาต้องขอเวลาถึงห้าวันขอรับ แค่ถามความคิดเห็นของชาวบ้านในหมู่บ้านเล็กๆ ไม่น่าใช้เวลานานขนาดนั้น”

“เจ้าสงสัยได้ถูกจุดดีมาก หากจะถามความสมัครใจชาวบ้านหรือหาคนทำงานเวลาสองถึงสามวันก็มากเกินพอ ให้ข้าเดา..หัวหน้าหมู่บ้านท่านนี้คงจะสืบเรื่องของข้าก่อนกระมัง” เหลียนเยี่ยนอวิ๋นรู้ว่าตระกูลเหลียนพอมีชื่อเสียงอยู่บ้างในเฉิงโจว คนส่วนใหญ่ที่ไม่รู้ตื้นลึกหนาบางอย่างจะเข้าใจผิดได้ว่าตระกูลเหลียนมีคนใหญ่คนโตอยู่เบื้องหลัง แต่อย่างไรก็ตาม นางรู้ดีว่าประวัติของตนเองใสสะอาด จึงไม่กังวลแม้แต่น้อย “ในเมื่อเขาอยากสืบก็ให้สืบไปเถอะ ข้ายังมองไม่เห็นเหตุผลที่เขาจะไม่ยอมร่วมงานกับข้าเลย”

“เหตุใดคุณหนูจึงมั่นใจถึงเพียงนี้ล่ะขอรับ”

“หมู่บ้านจั่วเหอทำการเกษตรแบบเดียวกับหมู่บ้านโย่วเหอ ปลูกพืชผักสวนครัวขายให้กับพ่อค้าที่จะนำของพวกนี้ไปส่งในตัวเมืองเฉิงโจว รายได้เหล่านี้ไม่ได้มากมายอะไร บางครั้งยังต้องเผชิญกับปัญหาของที่ปลูกไม่มีผู้ซื้อและไม่มีผู้รับไปขาย ต่อให้ข้าไม่โผล่หน้ามา ช้าเร็วพวกเขาก็ต้องมาขอให้ข้ารับพวกเขาเข้าทำงานอยู่ดี แทนที่จะให้พวกเขาไปแย่งปลูกข้าวกับคนหมู่บ้านโย่วเหอ ไม่สู้ทำอีกอย่างอยู่ในพื้นที่ของตัวเอง เช่นนี้ไม่ดีกว่าหรือ ดังนั้นข้าจึงไม่รีบนัก จะช้าหรือเร็วก็ไม่ต่างกันหรอก” เหลียนเยี่ยนอวิ๋นที่ก่อนหน้านี้อวดอ้างกับรัชทายาทว่าตนเองมีเพียงการทำธุรกิจเท่านั้นที่มั่นใจว่าไม่มีผิดพลาด ยามนี้เริ่มแสดงให้เห็นแล้วว่านางไม่ได้กล่าวเกินจริงเลยแม้แต่น้อย ซ้ำยังมองการณ์ไกลและรู้จักเลือกใช้คนเสียด้วย

หลี่เสียงพยักหน้าหงึกๆอยู่ตลอดเวลา สุดท้ายยังโอดครวญใส่นางว่า “ไม่อยากเชื่อเลยว่าคุณหนูจะอายุน้อยกว่าข้าเสียอีก อีกนานแค่ไหนกว่าข้าจะคิดอ่านทำอะไรได้อย่างคุณหนูบ้าง”

เหลียนเยี่ยนอวิ๋นหัวเราะขบขันท่าทางของเขา ก่อนจะหันหน้าเดินต่อ กล่าวไปว่า “ของแบบนี้มันต้องอาศัยประสบการณ์ เจ้าเป็นเสี่ยวเอ้อมาตลอด พึ่งเข้าสู่วงการการค้า อีกไม่นานก็จะเข้าใจมากขึ้นเอง”

หลี่เสียงเดินตามติดมาข้างหลัง เอ่ยทักท้วงว่า “คุณหนู แล้วท่านอาศัยประสบการณ์อันใด ท่านอายุเพียงเท่านี้”

เหลียนเยี่ยนอวิ๋นหันไปมองเขาอีกครั้ง ยิ้มอย่างมีลับลมคมในกล่าวเสียงนุ่มนวลว่า “หลี่เสียง เจ้าเคยได้ยินคำนี้หรือไม่ ความลับทางราชการไม่อาจเปิดเผย”

หลี่เสียงมองคุณหนูของตนด้วยสีหน้างุนงงถึงขีดสุด เหลียนเยี่ยนอวิ๋นกระพริบตา เอ่ยอีกว่า “ลิขิตสวรรค์ไม่อาจแพร่งพรายล่ะ?”

“คุณหนู เรื่องนี้เกี่ยวอันใดกับลิขิตสวรรค์หรือขอรับ”

เด็กสาวลอบถอนหายเอ่ยอย่างไร้เรี่ยวแรงว่า “ความหมายก็คือ ข้าบอกเจ้าไม่ได้มันเป็นความลับ”

“อ๋อ! ที่แท้แล้วก็คือเป็นความลับจึงบอกไม่ได้นี่เอง” หลี่เสียงเข้าใจในที่สุด ทั้งยังหัวเราะคิกคักใส่ท่าทางของนาง พลันถามต่อว่า “แล้วทำไมมันถึงเป็นความลับล่ะขอรับ”

เหลียนเยี่ยนอวิ๋นพลันหยุดเดิน ใบหน้าประดับรอยยิ้มอ่อนหวาน เอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลกว่าเดิมว่า “หลี่เสียง เรื่องบางเรื่องเจ้าก็ไม่จำเป็นต้องรู้หรอกนะ”

“ขอรับ...”

“ไม่รู้แล้วถามเป็นเรื่องที่ดี แต่ถ้าถามมากเกินไปจะเป็นอย่างไรรู้หรือไม่”

“ไม่ทราบขอรับ..”

“อืม จะกลายเป็นผีโดยไม่รู้ตัวไงล่ะ”

“...ขอรับ ทราบแล้วขอรับ”

 

อีกด้านหนึ่งที่ตึกของอัครมหาเสนาบดีฝ่ายขวาซือถูเหล่ยยามนี้มีขุนนางจำนวนหนึ่งมาเข้าร่วมงานเลี้ยงที่เขาจัดขึ้น แน่นอนว่างานเลี้ยงที่ว่านี้เป็นเพียงฉากบังหน้า จุดประสงค์เพียงเพื่อประชุมหารือปัญหาที่เกิดขึ้นในช่วงนี้

ซือถูเหล่ยความจริงไม่ได้รีบร้อนจะจัดการประชุมนี้ขึ้น เพียงแต่บรรดาขุนนางที่อยู่ฝ่ายเขากลับพากันร้อนรนกระสับกระส่ายขึ้นมา ซือถูเหล่ยจึงได้แต่เรียกพวกเขามาเพื่อปลอบขวัญและทำความเข้าใจกับสถานการณ์ในยามนี้

“มีคนจำนวนมากพากันพูดถึงเรื่องสองพี่น้องตระกูลเหลียนที่เข้าเมืองหลวงมา” ชายมีอายุคนหนึ่งเอ่ยขึ้นมาก่อน เขาเป็นคนเก่าแก่ของราชสำนัก ทั้งยังทันรับราชการในสมัยของฮ่องเต้พระองค์ก่อน ตอนนั้นเขายังหนุ่มแน่น พึ่งได้รับหน้าที่เป็นขุนนางอวี้ซื่อเล็กๆ ตอนหลังจึงค่อยไต่เต้าขึ้นมาเป็นขุนนางที่มีหน้ามีตาในราชสำนัก ขุนนางผู้นี้มีนามว่าหวังเหว่ย เพราะเคยอยู่ในช่วงที่ตระกูลเหลียนมีบทบาททางการเมือง ดังนั้นการปรากฏตัวของสองพี่น้องตระกูลเหลียนจึงสร้างความแตกตื่นให้เขาอย่างมาก

“ใช่แล้ว ได้ยินมาว่าพวกมันสองพี่น้อง มาถึงวันแรกก็ช่วยชีวิตกวานกงกงเอาไว้ กลายเป็นสร้างความดีความชอบ กวานกงกงเป็นขันทีข้างกายฮองเฮา ทั้งยังเคยรับใช้ฝ่าบาทมาก่อน”

“แต่พวกมันก็เป็นแค่เด็กน้อย” มีคนที่ตื่นตระหนกกับการปรากฏตัวของสองพี่น้อง ก็ย่อมมีคนที่มองว่านี่เป็นเรื่องเล็กด้วยเช่นกัน ผู้ที่เอ่ยขึ้นมานี้เป็นขุนนางฝ่ายบู๊ที่พึ่งเข้ารับราชการไม่นานแต่เพราะฐานะของบิดาที่เป็นถึงโหว ทำให้ตัวเขาเองสามารถรับยศเป็นนายกองตั้งแต่แรก ชื่อของเขาคือ จิ้นเหลียง อายุยี่สิบเจ็ดปี เป็นกลุ่มคนรุ่นหลังที่ตอนตระกูลเหลียนเข้ามามีบทบาททางการเมือง ตัวเขา่ยังคงวิ่งเล่นอยู่ที่ลานบ้านของตนเอง ดังนั้นจึงมีมุมมองต่อตระกูลเหลียนแตกต่างจากขุนนางเก่าทั้งหลาย

“เด็กน้อยเหล่านี้สักวันก็เติบใหญ่ได้ เจ้าไม่รู้อะไร ตระกูลเหลียนแต่ก่อนเป็นขุมกำลังใหญ่ที่สนับสนุนฮ่องเต้พระองค์ก่อน”

“เรื่องนี้ข้าเคยได้ยินมา แต่มันก็หลายสิบปีมาแล้ว พวกมันก็ถอนตัวไปตั้งนานแล้วไม่ใช่หรือ”

“แต่ตอนนี้พวกมันเริ่มเคลื่อนไหวแล้ว”

“ซืออ๋องยังให้การปกป้องมันอีกด้วย สองพี่น้องนี้เข้าเมืองมา คงไม่ได้คิดสนับสนุนรัชทายาทกระมัง”

ซือถูเหล่ยความจริงจิบชาอย่างสบายใจฟังขุนนางเหล่านี้ถกเถียงกัน พอฟังหัวข้อที่พวกขุนนางถกเถียงกันตรงใจเขาอยู่บ้าง จึงกระแอมกระไอขึ้น เรียกความสนใจจากคนทั้งหมดมาที่ตนเอง เอ่ยว่า “ข้าเองก็คิด ว่าตระกูลเหลียนคิดสนับสนุนรัชทายาท”

หวังเหว่ยอ้าปากทำท่าจะกล่าวอะไร แต่ซือถูเหล่ยกลับยกมือห้ามเอาไว้ เอ่ยว่า “แต่ตอนนี้ตระกูลเหลียนนับว่ามีแต่ชื่อเสียงเก่าแก่ไม่มีอำนาจ อย่างไรก็เป็นเพียงสำนักคุ้มกันภัยธรรมดาแห่งหนึ่ง ตอนแรกที่ข้าพบว่าพวกมันกำลังทำธุรกิจก็ให้ความสนใจ จึงส่งคนไปสืบดูแล้ว กลับพบว่าพวกมันเป็นแต่ซื้อที่นาปลูกข้าวค้าข้าวเท่านั้น นี่ไม่มีผลกระทบต่อพวกเราแต่อย่างใด”

“แต่หากซืออ๋องให้การหนุนหลัง ท่านมั่นใจได้อย่างไรว่าพวกมันจะไม่กลับมาผงาดขึ้นอีกครั้ง” ใครสักคนถามขึ้นมา

ซือถูเหล่ยมองเห็นความจริงข้อนี้นานแล้ว เพียงแต่เขาไม่คิดเร่งรีบ ตัวเขาในตอนนี้ดำรงตำแหน่งอัครมหาเสนาบดี สามารถกล่าวคำชี้แนะฮ่องเต้ได้ ตระกูลเหลียนในยามนี้ไฉนเลยอยู่ในสายตา แต่เขาก็รู้ดีว่าภายใต้การสนับสนุนของซืออ๋อง สำนักซิ่นเหลียนนี้ก็มีหนทางกลับมามีอำนาจอีกครั้งได้ เพียงแต่ต่อให้มีชื่อเสียงโด่งดังในชั่วข้ามคืนแล้วอย่างไร รากฐานอำนาจก็ไม่อาจต่อกรกับตนอยู่ดี

ดังนั้นซือถูเหล่ยจึงเพียงแต่เอ่ยว่า “ซืออ๋องหนุนหลังแล้วอย่างไร พวกมันก็ไม่อาจผงาดขึ้นมาได้ในเร็ววันนี้หรอก รัชทายาทเองก็ไร้อำนาจ องค์ชายรองเถียนจงฉิงกลับมีผู้สนับสนุนมากขึ้นทุกวัน แม้ตอนนี้จะอายุน้อยไป แต่รออีกสามสี่ปีก็ไม่มีปัญหา”

“จะว่าไปแล้ว...” หวังเหว่ยยังคงสีหน้าเคร่งเครียด “คดีของกวานกงกงนั่น ที่แท้เป็นอย่างไร”

“เป็นฝีมือข้าเอง” ชายฉกรรจ์ผู้หนึ่งซึ่งนั่งอย่างเงียบเชียบอยู่ข้างกายซือถูเหล่ยมาตลอดเอ่ยขึ้น เรียกสายตาตกใจและประหลาดใจของทุกคนในห้องให้จ้องมองไปที่เขา เขามีรูปร่างใหญ่โต กล้ามเนื้อแข็งแกร่ง กอปรไปด้วยลักษณะของชนเผ่าที่แข็งแกร่งซึ่งชาวแคว้นเหมยเท่านั้นที่มีได้  

“หลางฉิง ที่แท้เป็นฝีมือของเจ้า”

คนทั่วไปไม่อาจทราบถึงความจริงข้อนี้ ทว่าบุรุษต่างชาติชาวแคว้นเหมยผู้นี้แท้จริงแล้วเป็นดั่งมือขวาของซือถูเหล่ย เป็นกุนซือที่มีอิสระในการเคลื่อนไหวมากที่สุด เขาไม่เพียงแต่ไม่ได้เป็นขุนนาง ไม่จำเป็นต้องระวังจะถูกเล่นงานจากขุนนางฝ่ายอื่น ตัวเขายังจัดได้ว่าเป็นคนของโลกมืดอีกด้วย

ทำธุรกิจลับ ค้าขายของเถื่อน จำหน่ายอาวุธ ล้วนแต่เป็นธุรกิจที่หลางฉิงผู้นี้รับผิดชอบ จากการประกอบกิจการเช่นนี้ ไม่แปลกที่เขาสามารถจ้างวานนักฆ่าไปลอบสังหารผู้อื่นได้

ซือถูเหล่ยเหลือบสายตามองคนข้างกาย หลางฉิงที่สีหน้าเรียบเฉยก็ค้อมศีรษะเป็นเชิงขออภัยที่ลงมือกระทำโดยไม่ได้บอกกล่าว “ขออภัยที่ข้าไม่ได้แจ้งให้ทราบ ทว่าใต้เท้า ข้าว่าท่านประมาทเด็กน้อยกระกูลเหลียนมากเกินไปแล้ว”

อัครมหาเสนาบดีฝ่ายขวาเลิกคิ้วขึ้นอยู่ชั่วอึดใจ ก่อนที่ความกระจ่างจะค่อยๆปรากฏบนใบหน้าของเขา “เป้าหมายของเจ้าไม่ใช่กวานกงกง แต่เป็นเด็กแซ่เหลียนนั่นสินะ ”

“ตัดสินใจได้อย่างชาญฉลาด วรยุทธ์สูงส่ง มีความเยือกเย็นที่จะรับมือกับสถานการณ์ นี่ใช่สิ่งที่เด็กหนุ่มเด็กสาวทั่วไปมีกันเช่นนั้นหรือ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเด็กหนุ่มสาวที่ไม่ใช่เชื้อพระวงศ์ ต่อให้เป็นชาวยุทธทั่วไปก็ใช่ว่าจะสามารถรับมือกับสถานการณ์เช่นนั้นได้อย่างสงบนิ่งเช่นนี้” หลางฉิงอธิบายด้วยน้ำเสียงไร้โทนสูงต่ำ “น่าเสียดายที่เซี่ยซีเสียดันอยู่ที่นั่นพอดี ไม่เช่นนั้นรูปเหตุการณ์ต้องไม่จบเช่นนี้แน่”

“ถ้าเช่นนั้น ความคิดเห็นของเจ้าคือ?”

“จับตาดูพวกมันเอาไว้อย่าให้คลาดสายตา ไม่ว่าตระกูลเหลียนจะมาไม้ไหน ความจริงที่ว่าพวกมันกำลังหาทางกลับมาผงาดอีกครั้งก็ไม่เปลี่ยนแปลง ตัดไฟได้เสียแต่ต้นลมย่อมดีกว่า ”

สิ้นคำพูดของหลางฉิง ขุนนางทั้งหมด ไม่เว้นแม้แต่ตัวซือถูเหล่ยเองคล้ายจมดิ่งลงสู่ห้วงความคิดของตน ชั่วขณะหนึ่งห้องกลายเป็นเงียบสงัด ไร้ซึ่งผู้กล่าววาจา 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 49 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

530 ความคิดเห็น

  1. #342 สิ้นเสียงปักษา (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 6 กันยายน 2559 / 15:16
    มีคนระแวงแล้ว จะขัดขวางงานนางเอกรึเปล่าเนี่ย พวกนางเอกอยู่ที่แจ้งด้วย
    #342
    0
  2. #233 minggg- (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 24 กรกฎาคม 2559 / 02:15
    ตอนนี้น่ารักค่ะ เห็นภาพชาวบ้านที่ไฟลุกท่วมอยากเร่งปลูกข้าว ณ บัดนั้นแล้วอดขำไม่ได้
    คุณหนูฉลาดมาก ๆ จนอยากตั้งคำถามเหมือนกันว่าทำไมรู้ลึกรู้มากขนาดนี้
    อ่านหนังสือเอง ได้ขนาดนี้เลยหรือ มีอาจารย์ลับ ๆ คอยสอนสั่งไหมคะ
    ตอนที่บอกว่าให้อีกหมู่บ้านทำต่างกิจการก่อนมาแย่งทำแบบเดียวกันนี่ 
    อยากจะลุกขึ้นมาปรบมือให้เลย

    สนุกๆๆๆๆๆ

    #233
    0
  3. #134 มายเมจิ (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 5 กรกฎาคม 2559 / 12:12
    จะอ่านรวดเดียว อาจไม่ค่อยได้เม้นให้ แต่จะกดโหวตแทนน๊า ^^
    #134
    0
  4. #15 เกริด้า(๐-*-๐)v (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 14 พฤศจิกายน 2558 / 13:16
    งืมๆๆๆ เป็นที่รักใคร่ของปวงชน ดีๆๆๆ รอดูเรื่องสนุกๆต่อไปปปปป~
    #15
    0
  5. #9 เงารางเลือน (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 14 พฤศจิกายน 2558 / 00:05
    ชอบบบบ เป็นหนึ่งในนิยายไม่กี่เรื่องที่เราอยากเม้นท์ให้ทุกครั้งที่อัพ(อาจเพราะอัพยาวและไม่บ่อยด้วยแหละ) ก็ชอบแบบชอบจริงๆอ่ะนะ สู้ๆค่ะไรเตอร์ ^^V
    #9
    0