云蒸霞蔚 ใต้ฟ้า...เหนือเมฆา

ตอนที่ 1 : บทที่ 1 คลื่นใต้น้ำที่กำลังก่อตัว [Re-write]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 8,263
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 81 ครั้ง
    8 มิ.ย. 62


บทที่ คลื่นใต้น้ำที่กำลังก่อตัว


ดินแดนแห่งมีมีนามเรียกขานว่าแคว้นเถียน หนึ่งในหกแคว้นใหญ่แห่งทวีปตะวันแรกฟ้าหรือที่ผู้คนเรียกกันจนติดปากว่าดินแดนบูรพา แผ่นดินทวีปใหญ่ผืนนี้ประกอบไปด้วยแคว้นเถียน แคว้นเหมย แคว้นลวี่ แคว้นหลิว แคว้นฝู และแคว้นหวง แต่ละแคว้นแบ่งแยกอาณาเขตที่ปกครองกันอย่างชัดเจนและต่างก็มีกฎการปกครองเป็นของตัวเอง

แคว้นต่างทั้งหกในทวีปบูรพาแห่งนี้ แบ่งเขตการปกครองเมืองต่างๆภายในแคว้นโดยใช้หลักการหกคูณหกเท่ากับสามสิบหก ดังนั้นแคว้นทั้งหกแคว้นนี้ จึงมีเมืองย่อยในแคว้นของตน แคว้นละหกเมืองเท่ากันทั้งหมด ด้วยเหตุนี้เองจึงมีผู้คนจำนวนไม่น้อยที่มีความเชื่อว่า...แต่เดิมแผ่นดินของทั้งหกแคว้นนี้ เคยถูกปกครองโดยคนคนเดียว ซึ่งคนคนนั้นจะเป็นใคร...หามีผู้ใดล่วงรู้ไม่

บันทึกทางประวัติศาสตร์เมื่อครั้งสองพันปีก่อนของทวีปบูรพาแห่งนี้คล้ายกับว่าถูกทำลายไปจนสิ้น กระทั่งไม่หลงเหลือหลักฐานใดที่สามารถนำมาศึกษาเพื่อหาข้อมูลอ้างอิงถึงความเป็นไปได้ของข้อสันนิษฐานเหล่านี้ หากทว่ายังคงมีตำนานที่บอกเล่าขานสืบต่อกันมาปากต่อปากว่า ดินแดนแห่งนี้คือใจกลางของโลก คือที่ซึ่งโลกมนุษย์เชื่อมต่อไปยังสรวงสวรรค์ และยังมีนิทานพื้นบ้านในบางแคว้นที่บอกเล่าเกี่ยวกับยุคสมัยที่ดินแดนแห่งนี้เคยรวมเป็นหนึ่งเดียวและมีนามเรียกขานอันแสนไพเราะและยิ่งใหญ่ว่า เทียนจง

ยังมีผู้ที่ศึกษาหาข้อมูลทางประวัติศาสตร์อย่างลึกซึ้งจำนวนหนึ่งคาดคะเนว่า ภายหลังจากที่แคว้นเทียนจงอันยิ่งใหญ่ล่มสลายลง ผู้มีอำนาจในยุคสมัยต่อมาได้เผาทำลายหลักฐานทางประวัติศาสตร์ทั้งหมดทิ้ง แต่ด้วยสาเหตุอันใดนั้น ยังมิมีผู้ใดสามารถล่วงรู้และหาหลักฐานมายืนยันได้

แคว้นทั้งหกในปัจจุบันนี้แม้จะมีการไปมาหาสู่เพื่อค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้า ทว่ายังคงมีสงครามที่ครุกกรุ่นอยู่บ้างในหลายพื้นที่ อาทิเช่น แคว้นเถียนและแคว้นเหมยที่ทำสงครามแย่งชิงพื้นที่ตรงชายแดนกันมานานปี แม้สถานการณ์โดยรวมจะสงบเรียบร้อยเพียงใด ความจริงที่ว่าผู้นำของทุกแคว้นล้วนแต่จ้องจะกลืนกินดินแดนข้างเคียงนั้นต่างก็รับรู้โดยทั่วกันทั้งแผ่นดิน

 

ในแคว้นเถียนแห่งนี้ มีเมืองที่มีพื้นที่กว้างขวางมีลักษณะเป็นที่ราบสลับกับภูเขาและมีแม่น้ำน้อยใหญ่ไหลผ่านมากมายแห่งหนึ่งเรียกว่าเฉิงโจว พื้นที่ทางตอนเหนือของเมืองเฉิงโจวอยู่ติดกันกับเถาตูเฉิงซึ่งเป็นเมืองหลวงของแคว้นเถียน

เส้นทางระหว่างเมืองเฉิงโจวไปจนถึงเมืองเถานั้นมีสำนักคุ้มกันภัยขนาดกลางที่มีนามว่า สำนักซิ่นเหลียน ตั้งอยู่

สำนักคุ้มกันภัยแห่งนี้ก่อตั้งมาราวสามร้อยกว่าปี จัดเป็นตระกูลเก่าแก่ตระกูลหนึ่งของแคว้นเถียนก็ว่าได้ แต่ก่อนเคยเป็นสำนักคุ้มกันภัยที่รุ่งเรืองและมีชื่อเสียงเป็นวงกว้าง มีผู้คุ้มกันภัยและนักสู้ฝีมือดีจำนวนมาก ทั้งยังยึดมั่นในคุณธรรม บางครั้งก็ประกอบวีรกรรมปราบคนพาลอภิบาลคนดีจนได้รับความยอมรับนับถือจากผู้คนทั้งแผ่นดิน

ทว่ากาลเวลาเปลี่ยนผัน บทบาทของอำนาจก็มีความผันแปรตามยุคสมัย สำนักคุ้มกันภัยซิ่นเหลียนในปัจจุบันวันนี้กลับเป็นเพียงสำนักคุ้มกันภัยที่รับส่งสินค้าประเภทพืชผลทางการเกษตรเท่านั้น คนรุ่นใหม่เริ่มไม่ค่อยคุ้นหูกับนามซิ่นเหลียนอีกต่อไป และสำนักที่เคยยิ่งใหญ่ก็กลับกลายเป็นเพียงสำนักคุ้มกันภัยระดับกลางที่ไม่เป็นที่รู้จักมากเช่นแต่ก่อน

คนที่ทราบว่านี่เป็นเรื่องราวอันใดคงมีเพียงไม่กี่กลุ่มเท่านั้น

เรื่องนี้ต้องกล่าวสืบเนื่องถึงรัชสมัยของฮ่องเต้พระองค์ก่อน ในตอนที่พระองค์ต่อสู้แบ่งชิงบัลลังก์กับน้องชายต่างมารดาอยู่ร่วมสิบปีนั้น พระองค์ได้รวบรวมเอากลุ่มคนผู้มีอำนาจในแผ่นดินเอาไว้ช่วยหนุนหลังพระองค์ เป็นกลุ่มคนที่ไม่ได้เป็นขุนนางและไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับราชสำนัก ทว่ากลุ่มคนเหล่านี้กลับเป็นที่ยำเกรงของบรรดาขุนนางยิ่งนัก และหนึ่งในกลุ่มคนเหล่านั้น มีสำนักซิ่นเหลียนรวมอยู่ด้วย สำนักซิ่นเหลียนขึ้นชื่อในเรื่องของวิชาการต่อสู้และมีนักรบที่แข็งแกร่งจำนวนมาก เมื่อคนกลุ่มนี้เป็นผู้ช่วยเหลือ พระองค์จึงได้รับชัยชนะและขึ้นครองบัลลังก์ ทว่าหลังจากที่พระองค์ได้ขึ้นครองราชย์ สิบปีต่อมาสำนักซิ่นเหลียนก็ถอนตัวออกจากเกมการเมืองก่อนเป็นกลุ่มแรก กลับไปรับจ้างคุ้มกันสินค้าดังเช่นกาลก่อน ตามด้วยกลุ่มอำนาจต่างๆที่ทยอยถอนตัวออกไปกลับสู่พื้นที่ของตนเอง

อำนาจในการบริหารก็กลับไปอยู่ในมือของเหล่าขุนนางอีกครั้ง

บรรดากลุ่มคนและตระกูลที่เคยเรืองอำนาจเหล่านั้นค่อยๆเงียบหายไป ต่างก็เก็บเนื้อเก็บตัวไม่ออกมาเคลื่อนไหวใดๆ ด้วยเหตุนี้หลายสิบปีต่อมาขุนนางก็เรืองอำนาจขึ้นอีกครั้ง ยิ่งหลังจากที่ฮ่องเต้พระองค์ก่อนสิ้นพระชนม์ อำนาจของขุนนางในยุคนี้ยิ่งมายิ่งพอกพูน และขุนนางที่มีอำนาจมากที่สุดในตอนนี้ มีนามว่าซือถูเหล่ย ดำรงตำแหน่งเป็นอัครมหาเสนาบดีฝ่ายขวา เป็นขุนนางบุ๋นที่เรืองอำนาจที่สุด ทั้งยังเป็นพี่ชายแท้ๆของพระสนมเอกที่ให้กำเนิดพระราชโอรสถวายองค์ฮ่องเต้อีกด้วย

ทว่าช่วงหลายวันมานี้ ซือถูเหล่ยกลับเริ่มรู้สึกว่าสถานะของตัวเองคล้ายจะไม่มั่นคงเท่ากาลก่อน

ทั้งนี้เพราะมีข่าวมาว่าสำนักคุ้มกันภัยซิ่นเหลียนที่เมืองเฉิงโจวอยู่ดีๆก็ริเริ่มทำธุรกิจค้าข้าว จนทำให้ขุนนางเก่าที่เคยได้ยินเรื่องของพวกเขาต่างก็ตื่นตัวไปตามๆกัน 

หรือว่าสำนักคุ้มกันภัยซิ่นเหลียนจะเริ่มเคลื่อนไหวอีกครั้งแล้วกันแน่?

 

----------------------


สำนักคุ้มกันภัยซิ่นเหลียน 


เหลียนผู่ไถ เจ้าสำนักคนปัจจุบันกำลังเดินย่ำเท้าอย่างรวดเร็วด้วยอารมณ์คับข้องใจจนแทบอกระเบิด ปีนี้เจ้าสำนักซิ่นเหลียนอายุห้าสิบสองปีแล้ว ใบหน้าของเขามีเค้าหน้าที่เคยคมเข้มองอาจเมื่อครั้งยังอยู่ในวัยหนุ่ม หากแต่ในยามนี้ใบหน้าคมเข้มสง่าผ่าเผยของชายวัยกลางคนกลับเต็มไปด้วยริ้วรอยยับย่น เส้นผมและหนวดเคราสีดำที่เริ่มมีสีขาวแซมบ้างประปรายยุ่งเหยิงชี้ฟูไม่เรียบร้อย นัยน์ตาของเขาที่มักทอประกายเต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวา ยามนี้กลับแฝงไว้ด้วยความโกรธขึงข้นแค้นใจ

“ท่านพ่อ ช้าก่อน” ที่ด้านหลังของเขา มีเด็กหนุ่มอายุประมาณสิบแปดปีเร่งฝีเท้าเดินตามอยู่อย่างไม่เร่งร้อนเท่าที่ควรจะเป็น เด็กหนุ่มผู้นี้ใบหน้าละม้ายคล้ายเหมือนเหลียนผู่ไถในวัยหนุ่มไม่มีผิด แม้ปากจะเอ่ยร้องเรียกท่านพ่ออย่างร้อนรนอยู่บ้าง แต่ใบหน้าหล่อเหลาของเขากลับประดับรอยยิ้มน้อยๆอย่างคนอารมณ์ดีเอาไว้ ท่าทางของเด็กหนุ่มเช่นนี้กลับยิ่งทำให้ผู้เป็นบิดาที่ลอบเหลียวมามองดู แสดงอาการฟึดฟัดออกมามากกว่าเดิม

เด็กหนุ่มผู้นี้เป็นบุตรชายคนที่สามของเหลียนผู่ไถนามว่า เหลียนเฟิงหลี วันนี้เขาพึ่งเดินทางกลับมาถึงบ้านหลังจากออกจากบ้านไปศึกษาหาความรู้ข้างนอกตามธรรมเนียมของเด็กหนุ่มตระกูลเหลียนทั้งหลาย แต่พอเหลียนเฟิงหลีแจ้งต่อบิดาของตนว่าตนเองไปศึกษาหาความรู้ที่ใดมา มิคาดบิดากลับโมโหโทโสขึ้นมาเสียอย่างนั้น

เหลียนผู่ไถเดินหนี เหลียนเฟิงหลีก็ออกเดินตาม แม้ไม่ทราบว่าจุดหมายปลายทางของบิดาเป็นที่ใด แต่เขาก็คิดถามไถ่ให้ชัดเจนว่าบิดาโมโหตนด้วยเหตุอันใด ดังนั้นจึงไม่มีทางเลือกนอกจากไล่ตามไปจนกว่าจะได้รับคำตอบ

เหลียนผู่ไถเดินเลี้ยวไปมาผ่านเรือนหลายหลังในเขตบ้าน จนกระทั่งเลี้ยวเข้าไปยังห้องเก็บรักษาบัญชีของสำนักซิ่นเหลียน เหลียนเฟิงหลีที่ไล่ตามมางุนงงเล็กน้อยก่อนจะก้าวตามเข้าไป กลับพบว่าบิดาของตนกำลังเอ่ยต่อว่าตนเองให้เด็กสาวคนหนึ่งฟังอย่างออกรสชาติ

“เยี่ยนอวิ๋น เจ้าบอกพ่อทีสิว่าพ่อควรจะทำอย่างไรดี วันนี้พี่สามตัวดีของเจ้า เหลียนเฟิงหลีกลับมาแล้ว หึ เจ้าพวกนี้ต้องทำให้ข้าช้ำใจตายได้ถึงจะดีใช่หรือไม่ เมิ่งอวี่ เจ้าลูกไม่ได้เรื่องนั่น พอออกจากบ้านไปก็ดันไปเข้าสำนักเต๋า กลับมาก็เอาแต่อยู่ในห้องบำเพ็ญเพียร หาทางหลอมรวมกับธรรมชาติของมัน ชิงเหอ เจ้าลูกขี้ขลาดนั่นก็ดันไปฝากตัวเป็นศิษย์หมอพเนจรไร้ชื่อเสียงเรียงนาม วันๆเอาแต่ขึ้นเขาเก็บสมุนไพร ความหวังของข้าก็ตกอยู่ที่เฟิงหลี แล้วเจ้าดูมันสิ มันดันไปฝากตัวเป็นศิษย์บัณฑิตที่เมืองหลวงอะไรก็ไม่รู้ กลับมาก็เอาแต่พูดถึงเรื่องสภาพทางการเมืองให้ข้าฟัง เยี่ยนอวิ๋นเอ๋ย แม้เจ้าจะเป็นผู้หญิง แต่ความหวังของพ่อก็อยู่กับเจ้าแล้วล่ะ”

ที่แท้เด็กสาวอายุประมาณสิบหกปีนี้คือลูกสาวคนเล็กของเหลียนผู่ไถ นามว่า เหลียนเยี่ยนอวิ๋น ในบรรดาบุตรธิดาของเขาทั้งหมด เหลียนผู่ไถเอ็นดูรักใคร่บุตรสาวคนเล็กคนนี้ที่สุด เพราะนางมีใบหน้าคล้ายคลึงมารดาของนางอยู่เจ็ดถึงแปดส่วน เด็กสาวคนนี้รูปหน้างดงาม นัยน์ตาเรียวหางตาเชิดขึ้นเล็กน้อยทำให้บุคลิกของนางดูสูงส่งและเย่อหยิ่ง แต่ดวงตากลับฉายประกายมีชีวิตชีวาและเปี่ยมไปด้วยปัญญาเฉียบคม จมูกเรียว ริมฝีปากได้รูป จัดเป็นสาวงามนางหนึ่งเลยทีเดียว

เหลียนเยี่ยนอวิ๋นในมือถือสมุดบัญชีเอาไว้ นางเงยหน้ามองบิดาของตนเองด้วยสีหน้าคล้ายจับต้นชนปลายไม่ถูกอยู่บ้าง แต่พอมองเลยไปยังด้านหลังของบิดาพบว่าพี่ชายสามของตนเองยืนอยู่ สีหน้าของนางก็ฉายแววเข้าใจสถานการณ์ขึ้นมาหลายส่วน

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นในบ้าน เหลียนเยี่ยนอวิ๋นยังจำได้ดีว่าตอนที่พี่ใหญ่กับพี่รองของนางเดินทางกลับมาถึงบ้านเมื่อหลายปีก่อนหน้านี้ ท่านพ่อของนางก็มีสภาพเช่นนี้เช่นเดียวกัน ทั้งนี้เพราะพี่ชายของนางแต่ละคน ล้วนแต่ศึกษาวิชาความรู้ในด้านที่บิดาเห็นว่าไม่มีประโยชน์อันใดต่อสำนักซิ่นเหลียนกลับมา

เหลียนผู่ไถพร่ำบอกกับลูกๆของตนเสมอว่า ผู้นำของสำนักซิ่นเหลียนต้องมีวิสัยทัศน์และวิทยายุทธ์อันล้ำเลิศ

“ผู้นำของสำนักซิ่นเหลียนต้องมีวิสัยทัศน์และวิทยายุทธ์อันล้ำเลิศ ไม่ใช่นักพรต หมอ หรือบัณฑิต” เหลียนผู่ไถพลันกล่าวออกมาด้วยเสียงอันดังกึกก้อง เหลียนเฟิงหลีกับเหลียนเยี่ยนอวิ๋นต่างพากันย่นคิ้วเมื่อได้ยินเสียงคำรามแฝงลมปราณของบิดาเข้าไปเต็มรัก หากเป็นผู้ที่ไม่เคยฝึกฝนวิทยายุทธ์มาก่อน อาจเป็นลมล้มพับไปได้เมื่อต้องได้ยินเสียงคำรามแฝงความกดดันเช่นนี้

“ ท่านพ่อ เรื่องนี้..พวกพี่เขาไม่ได้... ” เหลียนเยี่ยนอวิ๋นคิดเอ่ยปลอบใจบิดา ทว่ากลับถูกพี่ชายของตนกล่าวตัดบทว่า ท่านพ่อ ท่านอย่าเอาความฝันของท่านไปกดดันน้องสี่สิขอรับ

เหลียนเฟิงหลีกล่าวจบก็ก้าวเข้ามาในห้อง เหลียนผู่ไถพลันหันหน้ากลับไปถลึงตาใส่เขาแล้วเอ่ยว่า “ ไม่ให้กดดันน้องรึ เฟิงหลี เจ้าบอกข้าสิ ว่านอกจากเยี่ยนอวิ๋นแล้ว ยังเหลือใครที่จะดูแลสำนักซิ่นเหลียนต่อจากข้าได้ ในเมื่อเจ้าไม่ต้องการมันแล้วน่ะ ฮึ?” เอ่ยจบก็หมุนตัวเดินเฉียดไหล่บุตรชายออกไปราวกับพายุ เหลียนเฟิงหลีมองตามบิดาของตนไปก่อนจะทอดถอนหายใจ เมื่อหันมาหาน้องสาวบนใบหน้าก็พลันประดับด้วยรอยยิ้มอีกครั้ง

“เมืองหลวงเป็นอย่างไร สนุกหรือไม่” เหลียนเยี่ยนอวิ๋นเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน นางรู้ดีว่าพี่ชายทั้งสามคนไม่มีใครคิดจะทอดทิ้งสำนักคุ้มกันภัยแห่งนี้ ทว่าเหตุผลของพวกเขานั้น ยังไม่มีโอกาสบอกต่อบิดาให้เข้าใจก็เท่านั้นเอง

เหลียนเฟิงหลียกเก้าอี้มาถึงหน้าโต๊ะที่เต็มไปด้วยสมุดบัญชีของน้องสาว ปากก็เอ่ยว่า “สนุกมาก ที่เมืองหลวงแห่งนั้น สภาพไม่ต่างจากสนามประลองของเหล่าผู้ที่มีความสามารถ ทุกคนแข่งขันแย่งชิงสิ่งที่เรียกว่าชื่อเสียงและอำนาจ เงินตราและสตรี หึๆ พี่ชายของเจ้านับว่าทำตัวสงบเรียบร้อยอยู่มาก ใช้ชีวิตอย่างงดงามจนกระทั่งสำเร็จกลับมาบ้าน”

เหลียนเยี่ยนอวิ๋นรับฟังคำพูดของเขาด้วยสีหน้าสงบนิ่ง เหลียนเฟิงหลีเองก็มองใบหน้าที่เรียบเฉยนั้นก่อนจะเอ่ยว่า “แต่ตอนนี้ที่เมืองหลวงคล้ายกับว่ามีคลื่นใต้น้ำเกิดขึ้น”

คำพูดดังกล่าวนี้คล้ายกลับไปกระทบถูกความสนใจของเหลียนเยี่ยนอวิ๋นเข้า นางเงยหน้ามองพี่ชายด้วยดวงตาสนใจใคร่รู้ เมื่อเห็นว่าเหลียนเฟิงหลีเอาแต่ทำท่ามีลับลมคมในไม่ยอมเอ่ยต่อ นางจึงยอมเอ่ยถามขึ้นมาเองว่า “คลื่นใต้น้ำอันใดหรือ”

“เล่าลือกันว่าสำนักคุ้มกันภัยซิ่นเหลียนกำลังจะเริ่มเคลื่อนไหวอีกครั้ง” เหลียนเฟิงหลียื่นมือมาพลิกเปิดสมุดบัญชีที่เบื้องหน้าหลายเล่ม ก่อนจะเอ่ยถามขึ้นว่า “น้องสี่ สำนักของเรามีรายรับมากมายถึงเพียงนี้ตั้งแต่เมื่อใด”

คราวนี้กลับเป็นเหลียนเยี่ยนอวิ๋นที่ทำท่ามีลับลมคมในขึ้นมาบ้าง นางไม่ตอบคำถาม กลับถามไปอีกเรื่องว่า “พี่สาม คลื่นใต้น้ำที่ท่านว่ามานี้ ไม่ทราบว่าสร้างความปั่นป่วนมากน้อยเพียงใด ชาวประมงถึงกับออกเรือหาปลาไม่ได้กันเลยหรือไม่”

เหลียนเฟิงหลีฟังน้องสาวกล่าวมาถึงตรงนี้ กลับต้องนัยน์ตากระจ่างวูบ เอ่ยขึ้นว่า “เป็นฝีมือเจ้าดังคาด”

ที่เมืองหลวงยามนี้เกิดความปั่นป่วนขึ้นจริง ชาวประมงที่เด็กสาวเปรียบเปรยย่อมหมายถึงเหล่าขุนนาง คำที่กล่าวว่าไม่กล้าออกหาปลานั้น ก็แทนความหมายถึงคลื่นใต้น้ำในครั้งนี้กลับทำให้ขุนนางทั้งหลายไม่กล้าหาผลประโยชน์ใส่ตัวอย่างเปิดเผยตามเคย เพราะเกรงกลัวว่าเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึงจะอุบัติขึ้น

เมื่อสำนักซิ่นเหลียนกำลังมีความเคลื่อนไหว คนที่พอจะล่วงรู้ถึงตื้นลึกหนาบางของสำนักคุ้มกันภัยแห่งนี้ย่อมร้อนตัว พากันคาดเดาไปต่างๆนานาว่าหรือเจ้าสำนักซิ่นเหลียนคิดจะลดบทบาททางอำนาจของขุนนางลงดังเช่นที่เคยกระทำ หารู้ไม่ว่าผู้กระทำการก่อคลื่นใต้น้ำในครั้งนี้เป็นเพียงเด็กสาวนางหนึ่งเท่านั้น

“คำตอบเล่า” เหลียนเยี่ยนอวิ๋นเลิกคิ้วขึ้น เมื่อพี่ชายไม่ได้ตอบคำถามที่นางถามออกไป เหลียนเฟิงหลีจำต้องถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะตอบแต่โดยดีว่า “นี่ไม่เพียงแต่ชาวประมงไม่กล้าออกหาปลาเท่านั้น คนที่อาศัยอยู่ริมทะเลอย่างข้ายังต้องถอนตัวเร่งเดินทางจากมา คลื่นใต้น้ำของเจ้าส่งผลกระทบเป็นวงกว้างเกินไปแล้ว แม้แต่พ่อค้าปลารายใหญ่ยังเริ่มจับตามองคลื่นลูกนี้”

เหลียนเยี่ยนอวิ๋งฟังถึงตรงนี้ต้องหัวเราะออกมา เอ่ยด้วยท่าทางที่ปลอดโปร่งผ่อนคลายขึ้นว่า “ข้าย่อมไม่ยอมให้ชื่อเสียงของสำนักเราเลือนหายไปเฉยๆ”

“เจ้าคิดจะทำอะไรกันแน่ เยี่ยนอวิ๋น เมื่อสามสิบปีก่อนท่านปู่ถอนตัวออกมาจากวังวนการเมืองนี้แล้ว หลายปีมานี้สำนักของเราก็มีกินมีใช้ ไม่ได้ขาดแคลนทุนทรัพย์แต่อย่างใด อีกอย่าง...หากเรื่องนี้เข้าหูท่านพ่อเข้าจะเป็นอย่างไร” เหลียนเฟิงหลีคล้ายกังวลอยู่บ้าง แต่น้องสาวของเขากลับเผยรอยยิ้มปลอดโปร่งเชื่อมั่นออกมา “พี่สาม ท่านกล่าวเช่นนี้คล้ายกับว่าไม่เข้าใจจิตใจของท่านพ่อ”

คำพูดของเหลียนเยี่ยนอวิ๋นทำเอาเหลียนเฟิงหลีนิ่งอึ้งไป

นางกล่าวสืบต่อไปว่า “จริงอยู่ที่ตระกูลของเราและสำนักซิ่นเหลียนแห่งนี้ถอนตัวออกจากกลุ่มอำนาจทางการเมืองตั้งแต่เมื่อสามสิบปีก่อน ตอนนั้นท่านปู่ให้เหตุผลว่าตนเองอยากใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างสงบสุข อยู่กับลูกหลาน ทั้งยังกำชับกับท่านพ่อที่รับช่วงต่อกิจการว่า หากรู้สึกว่าสำนักคุ้มกันภัยยุ่งยากก็ให้ไปทำอาชีพอื่นปลูกพืชไร่ไถที่ทำนา แต่ทุกวันนี้ท่านเห็นท่านพ่อเป็นอย่างไร ใช่คอยถามไถ่พวกเราว่ายินดีจะดูแลกิจการนี้ต่อหรือไม่ ท่านคิดว่าเพราะเหตุใด”

เหลียนเฟิงหลีพูดอะไรไม่ออกอยู่พักใหญ่ สุดท้ายกัดฟันเอ่ยไปว่า “แต่การเข้าไปยุ่งกับราชสำนัก...”

“พี่สาม ไหนท่านบอกข้าอีกครั้งได้หรือไม่ อาจารย์ที่รับท่านเป็นศิษย์มีนามว่าอะไร” เด็กสาวพลันตัดบทคำพูดของเขา พอได้ยินสิ่งที่นางพูดเหลียนเฟิงหลีก็มีสีหน้าคล้ายหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออกขึ้นมา ตอบด้วยน้ำเสียงห่อเหี่ยวใจว่า “เถียนกู้จื่อ”

“แล้วคนผู้นี้มีฐานะอะไรที่เมืองหลวง”

“...เป็นราชครู”

“แค่นี้หรือ?”

“เป็น..เป็นพระอาจารย์ของรัชทายาท”

เหลียนเยี่ยนอวิ๋นยิ้มน้อยๆ ถามต่อไปว่า “เพียงเท่านี้หรือ?”

เหลียนเฟิงหลีสูดลมหายใจเข้าเฮือกใหญ่ ก่อนจะถอนหายใจเหยียดยาวเอ่ยต่อว่า “ยังเป็นพระอนุชาของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน และดำรงตำแหน่งเป็นซืออ๋องอีกด้วย”

“แล้วนี่ท่านยังไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับราชสำนักอีกหรือ พี่สาม ท่านยังคล้ายกับคลื่นใต้น้ำยิ่งกว่าที่ข้าก่อเอาไว้เสียอีก ยิ่งไปกว่านั้นเหตุใดท่านราชครูจึงรับท่านเป็นศิษย์เล่า ข้าทราบว่าท่านราชครูผู้นี้ไม่รับศิษย์คนอื่น แม้แต่องค์ชายรอง ก็ยังต้องเป็นพระอาจารย์ท่านอื่นให้การอบรม”

 คราวนี้เหลียนเฟิงหลีแทบจะเอาศีรษะโขกกับโต๊ะ เอ่ยว่า “นี่...เพราะข้าเป็นคนตระกูลเหลียนกระมัง”

เหลียนเยี่ยนอวิ๋นแย้มยิ้มกว้างขึ้น “พี่สาม ท่านสมควรระลึกได้ถึงข้อนี้ ฟังว่าสมัยที่ท่านปู่เป็นเจ้าสำนัก ท่านพ่อยังอายุไม่กี่สิบขวบปี แต่ก็ยังคบหาเป็นสหายกับฝ่าบาทองค์ปัจจุบันอยู่หลายปีจนกระทั่งท่านปู่ถอนตัวออกมาจากเมืองหลวง แล้วพระอนุชาของพระองค์จะถึงกับจดจำท่านที่มีใบหน้าคล้ายคลึงกับท่านพ่อราวกับพิมพ์เดียวไม่ออกเชียวหรือ”

“ย่ำแย่แล้ว” เหลียนเฟิงหลีส่ายหน้า กล่าวด้วยความอึดอัดใจว่า “นี่มิใช่พี่สามของเจ้าแหวกหญ้าให้งูตื่นหรอกหรือ”

“แหวกหญ้าให้งูตื่นอันใดกัน?” เหลียนเยี่ยนอวิ๋นยังไม่ทันได้เอ่ยปากตอบ สุ้มเสียงอ่อนโยนเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นที่หน้าประตู สองพี่น้องพอหันไปมองก็ต้องร้องออกมาเป็นเสียงเดียวกัน “พี่ใหญ่ พี่รอง”

ที่หน้าประตูของห้องเก็บบัญชีแห่งนี้ยืนไว้ด้วยบุรุษหนุ่มสองคน ทั้งสองร่างสูงโปร่ง รูปหน้าเรียวยาวเป็นแบบเดียวกัน ทว่าคนหนึ่งมีใบหน้างดงามกว่าคล้ายคลึงกับเหลียนเยี่ยนอวิ๋นไม่น้อย รูปร่างก็ไม่สูงใหญ่เท่าอีกคนหนึ่ง ทั้งอายุยังดูน้อยกว่าราวปีสองปี บนใบหน้ายังแฝงไว้ด้วยความอ่อนโยน คนผู้นี้คือบุตรชายคนที่สองของเหลียนผู่ไถ นามว่า เหลียนชิงเหอ

ส่วนบุรุษอีกผู้หนึ่งย่อมต้องเป็นบุตรชายคนโตนามว่า เหลียนเมิ่งอวี่ เขาผู้นี้แม้ไม่มีความงดงามเช่นน้องรอง และไม่ได้หล่อเหลาโดดเด่นเช่นน้องสาม หน้าตาจัดได้ว่าค่อนข้างธรรมดาอยู่บ้าง แต่ดวงตาของเขากลับแฝงไปด้วยอำนาจและความเย่อหยิ่งเฉกเช่นเดียวกับน้องสาวคนเล็ก ร่างกายสูงใหญ่กำยำมองปราดเดียวก็รู้ว่าคนผู้นี้ซุกงำประกายของผู้ฝึกวิชาบู๊เอาไว้

“ข้าแนะนำให้เจ้าไปศึกษาหาวิชาที่เมืองหลวง มิใช่เพื่อแหวกหญ้าให้งูตื่น แต่เพื่อเป็นการบอกกล่าวต่อคนทั้งหลายว่าสำนักซิ่นเหลียนในยามนี้หาได้สิ้นลายไม่” เหลียนชิงเหอเอ่ยพลางสาวเท้าเดินเข้ามา เหลียนเมิ่งอวี่ที่เดินตามหลังเขา พลันเอ่ยออกมาว่า “ชิงเหอ เจ้าเป็นผู้แนะนำน้องสาม ท่านพ่อกลับหารู้เรื่องนี้ไม่ ทั้งยังไม่รู้ว่าอาจารย์ของน้องสาวคือซืออ๋อง”

พอพวกเขาสี่พี่น้องเข้ามาอยู่ในห้องบัญชีกันหมด พื้นที่ของห้องนี้พลันแลดูคับแคบไปถนัดตา แต่ทั้งสี่คนก็หาได้ถือสาไม่ ต่างก็ลากเอาเก้าอี้มานั่งลงรอบโต๊ะตัวเดียวที่มีในห้อง

เหลียนเยี่ยนอวิ๋นรอจนพี่ชายทั้งสองนั่งลงเรียบร้อยแล้วจึงเอ่ยว่า “ตอนที่พี่รองแนะนำพี่สามเช่นนั้น พี่เองก็คงคาดไม่ถึงกระมังว่าท่านราชครูจะเป็นผู้ออกหน้ารับพี่สามเป็นศิษย์เช่นนี้”

“น้องสาม เจ้าอยู่เมืองหลวงมาได้เกือบสองปี ลองบอกออกมาว่าสถานการณ์ทางการเมืองในตอนนี้เป็นอย่างไร อำนาจของขุนนางทั้งหลายมากน้อยเพียงไหน แล้วฝ่าบาทกับรัชทายาทเป็นเช่นไรบ้าง” เหลียนชิงเหอพอได้ยินน้องสาวเอ่ยกระตุ้นเตือนจึงมองออกว่าสถานการณ์นี้ไม่รวบรัดธรรมดา จึงขอให้เฟิงหลีอธิบายสถานการณ์โดยละเอียด เหลียนเฟิงหลีคิดทบทวนอยู่ครู่หนึ่งจึงได้เอ่ยออกมา “สถานการณ์ในตอนนี้สงบเรียบร้อยดี แต่หากจะมองว่าดูคล้ายกับลมสงบก่อนพายุจะมาก็สามารถทำได้ อำนาจของขุนนางยามนี้แบ่งออกเป็นหลายฝ่าย แต่แน่นอนว่าฝ่ายที่เรืองอำนาจที่สุดยังคงเป็นฝ่ายของอัครมหาเสนาบดีซือถูเหล่ย หลังจากที่สิบหกปีก่อนพระสนมเอกสามารถถวายพระราชโอรสให้แก่ฝ่าบาทได้ อำนาจของซือถูเหล่ยยิ่งมายิ่งมั่นคง ตอนนี้องค์ชายรองเติบใหญ่ยังมีความสามารถไม่ได้ด้อยไปกว่าองค์รัชทายาทด้วยซ้ำ ทำให้มีคนเข้าเป็นพวกของซือถูเหล่ยมากขึ้นเรื่อยๆ”

เหลียนชิงเหอกับเหลียนเยี่ยนอวิ๋นพลันสบตากันวูบหนึ่ง คล้ายมองเห็นเงื่อนงำบางอย่าง เหลียนชิงเหอระบายรอยยิ้ม เอ่ยว่า “น้องสี่ เจ้าเองก็มองเห็นเหมือนกันหรือ”

เหลียนเยี่ยนอวิ๋นผงกศีรษะ กล่าวว่า “ ซือถูเหล่ยคงไม่ได้คิดจะให้องค์ชายรองขึ้นครองราชย์กระมัง”

“เรื่องนี้..เป็นไปได้สูงมาก” เหลียนเฟิงหลีทอดถอนใจกล่าวขึ้น เขาเป็นลูกศิษย์ของท่านราชครูที่ควบตำแหน่งซืออ๋อง ย่อมสมควรทราบความเคลื่อนไหววงในของขุนนางต่างๆได้ดีที่สุด “ช่วงสองสามปีมานี้รัชทายาทดูเหมือนถูกตัดแขนตัดขา ซือถูเหล่ยอาศัยตอนที่รัชทายาทอายุยังเยาว์ลดทอนความสำคัญทางการเมืองของเขา แต่เพราะเหตุผลของซือถูเหล่ยหนักแน่นเสมอ จนฝ่าบาทหาข้อโต้แย้งไม่ได้ ทั้งยังไม่อาจแตกหักกับอัครมหาเสนาบดีที่สร้างความดีความชอบเสมอมา สุดท้ายเรื่องราวจึงยังคงยืดเยื้อมาถึงทุกวันนี้ ”

“นี่มิใช่เรื่องที่เกี่ยวข้องกับรัชทายาทเพียงฝ่ายเดียว แต่ยังเกี่ยวพันถึงอำนาจของฝ่าบาทที่กำลังลดลงด้วย” ใบหน้าหล่อเหลาอ่อนโยนของเหลียนชิงเหอพลันมีร่องรอยแห่งความตึงเครียดปรากฏขึ้น

“ด้วยเหตุนี้ พอเฟิงหลีปรากฏตัว ราชครูเถียนกู้จื่อจึงรีบรับตัวเขาเอาไว้” เหลียนเมิ่งอวี่พยักหน้าเป็นเชิงเข้าใจ ปกติคนผู้นี้เงียบขรึมไม่ค่อยเอ่ยคำ เมื่อเอ่ยออกมาก็สั้นกระชับได้ใจความ

สี่พี่น้องตระกูลเหลียนเหล่านี้กลับถกถึงปัญหาของชาติบ้านเมืองกันอย่างลึกซึ้งภายในห้องเก็บสมุดบัญชีเล็กๆแห่งหนึ่ง นี่ยังไม่น่าประหลาดใจเท่าไรนัก แต่ทว่าคนหนุ่มสาวเหล่านี้กลับมีความคิดอ่านที่ไม่ธรรมดา นั่นย่อมหมายความว่าพวกมันย่อมมีแผนการที่ไม่ธรรมดาอยู่ในใจด้วยเช่นกัน

“เฟิงหลี เจ้ากับรัชทายาท คงมิได้พบเจอกันบ่อยกระมัง”

“ตรงกันข้ามเลย ข้ากับรัชทายาทคบหากันเป็นสหายเพียงแต่น้อยคนที่รู้เรื่องนี้ ข้าไม่ได้โง่เง่าพอที่จะประกาศออกไปว่าสนิทสนมกับรัชทายาทหรอกนะ” เหลียนเฟิงหลีทอดถอนใจอีกครั้ง ตอนนี้เขาเข้าใจแล้วว่าสถานการณ์ซับซ้อนถึงเพียงไหน

คลื่นใต้น้ำอาจเป็นน้องสาวของเขาสร้างขึ้น แต่มรสุมที่กำลังก่อตัวนี้กลับเป็นตัวเขาเองที่เป็นชนวนเกิดเหตุ เขาไม่เพียงทำให้หลายฝ่ายจับตามองมา ด้วยสถานะศิษย์ของราชครูและสหายของรัชทายาทของตนนั้น ก็เพียงพอแล้วที่สำนักคุ้มกันภัยซิ่นเหลียนจะถูกมรสุมลูกนี้ม้วนกลับเข้าไปในเกมการเมืองอีกครั้ง

“น้องสี่ เจ้าฟังดูแล้ว คิดว่าควรชะลอแผนการค้าเอาไว้ก่อนดีหรือไม่” เหลียนชิงเหอพลันถามน้องสาวด้วยความไม่สบายใจ เหลียนเยี่ยนอวิ๋นขมวดคิ้วเล็กน้อย ใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่งจึงส่ายหน้า “ไม่จำเป็นต้องชะลอแผนการค้า ข้านับว่ามองสถานการณ์ผิดไปจึงดำเนินการในนามของสำนัก หารู้ไม่ว่าไม่ต้องให้ข้าใช้นามของสำนักออกไป พี่สามก็สร้างชื่อให้สำนักที่เมืองหลวงไปแล้ว แต่ทว่าสินค้าชุดแรกได้ขายออกไปแล้ว จะกลับลำไม่ขายต่อกลับจะยิ่งสร้างความสงสัยให้กับหลายฝ่าย ไม่สู้ทำต่อไป และแผนการอื่นๆจึงไม่ต้องทำในนามของสำนัก”

พี่ชายทั้งสามพอได้ฟังคำพูดที่มีเหตุผลก็พากันพยักหน้าเห็นพ้องด้วย

นี่สมควรกล่าวว่านอกจากสำนักซิ่นเหลียนจะไม่ได้ละทิ้งเขี้ยวเล็บไปตามกาลเวลา ยังเพาะสร้างคนรุ่นใหม่ที่มีความสามารถออกมาได้ถึงสี่คนด้วยกัน สี่พี่น้องนี้ล้วนแต่มีความสามารถโดดเด่นในด้านของตนเอง เหลียนเมิ่งอวี่เชี่ยวชาญวิชาบู๊ มีวิทยายุทธ์ล้ำเลิศที่สุดในหมู่พี่น้องด้วยกัน นอกจากนี้เขายังฝากตัวเป็นศิษย์สำนักเต๋า ว่ากันว่านอกจากเพลงกระบี่อันไร้เทียมทานแล้ว เขายังสามารถปัดเป่าเคราะห์กำจัดภูตผีได้อีกด้วย

เหลียนชิงเหอผู้อ่อนโยน เชี่ยวชาญวิชาแพทย์ การปรุงยารักษาและยาพิษ อาจารย์ของเขาหาใช่หมอพเนจรไร้ชื่อเสียงเรียงนามอย่างที่บิดาของเขาเข้าใจ กลับเป็นถึงปรมจารย์วิชาแพทย์แผนพิสดารที่ใช้ทุกสิ่งบนโลกต่างยารักษาได้ 

เหลียนเฟิงหลีมีนิสัยรักสนุกขี้เล่น แต่ก็เจ้าเล่ห์ฉลาดหลักแหลม ตอนนี้แม้มิได้สอบเป็นบัณฑิตหรือเข้ารับราชการอันใด แต่ความรู้ของเขาก็เทียบชั้นได้กับบัณฑิตหนุ่มที่สอบไล่ไต้เต้าจนสามารถรับราชการได้ อีกทั้งวิทยายุทธ์ของเขากลับเป็นรองเพียงเถียนเมิ่งอวี่เท่านั้น

เหลียนเยี่ยนอวิ๋นน้องสาวคนสุดท้อง มีความฉลาดหลักแหลมกว่าเด็กสาวรุ่นราวคราวเดียวกันทั่วไปมากนัก อายุเพียงหกขวบก็เริ่มจับพู่กันหัดอ่านหัดเขียน อายุแปดขวบก็ติดตามบรรดาพี่ชายออกไปเที่ยวเล่น สิบขวบก็ท่องตำราควบคู่กับการฝึกวรยุทธ์ พออายุได้สิบสี่ปีก็ได้รับมอบหมายให้ดูแลสมุดบัญชีของสำนัก อีกทั้งนางยังมีหัวการค้ายิ่งนัก รายรับที่เพิ่มขึ้นในช่วงหลังมานี้ล้วนเป็นฝีมือของนางทั้งสิ้น

 หากขุนนางทั้งหลายได้มาพบเจอสี่พี่น้องนี้จะรู้สึกได้ถึงภัยคุกคามที่กำลังก่อตัวอย่างเงียบเชียบอยู่ในห้องเก็บรักษาสมุดบัญชีเล็กๆแห่งนี้ และคงจะกระวนกระวายใจจนกินไม่ได้นอนไม่หลับกันเลยทีเดียว

“ถ้าเช่นนั้นเรื่องของเฟิงหลีจะทำอย่างไร” เหลียนเมิ่งอวี่ถามขึ้น มองไปทางน้องชายของตนเอง

“เรื่องนี้...ตราบใดที่ทางฝ่ายท่านราชครูไม่มีความเคลื่อนไหว พวกเราก็คงยังทำอะไรไม่ได้กระมัง” เหลียนชิงเหอส่ายหน้า ไม่ทราบว่าจะทำอย่างไรกับเรื่องนี้ดี เหลียนเยี่ยนอวิ๋นพลันก้มหน้าลงครุ่นคิดแล้วเอ่ยว่า “พี่สาม ท่านยังคงกลับไปเมืองหลวงประเสริฐกว่า ดูจากสถานการณ์แล้วในเร็ววันนี้ทางฝั่งราชครูต้องมีความเคลื่อนไหวแน่”

“น้องสี่ เหตุใดจึงคิดเช่นนั้น” เหลียนเฟิงหลีถามนางด้วยความไม่เข้าใจ เด็กสาวจึงอธิบายว่า “ข้าเพียงลองมองในมุมของฮ่องเต้ ในเมื่อแต่งตั้งองค์ชายเถียนลี่ฉู่ขึ้นเป็นรัชทายาทย่อมต้องไม่เปลี่ยนตัวรัชทายาทโดยง่าย ที่ผ่านมาพระโอรสองค์นี้ก็อยู่ในกรอบมีคุณธรรม ไม่มีเหตุผลใดที่จะต้องถอดถอน ดังนั้นข้าจึงมั่นใจว่าฝ่าบาทย่อมไม่ยินดีให้องค์ชายรองได้เป็นรัชทายาทแทน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าหากองค์ชายรองได้รับการแต่งตั้งให้เป็นรัชทายาท พระองค์คงแทบถูกซือถูเหล่ยเหยียบอยู่บนศีรษะ ยังเหลือบัลลังก์อันใดให้พระองค์นั่งปกครองบ้านเมืองสืบไป”

ทุกคนต่างนิ่งอึ้งไปเมื่อได้ฟังเช่นนี้ เด็กสาวพลันเอ่ยสืบต่อว่า “แต่ก่อนมีกลุ่มผู้มีอิทธิพลจำนวนหนึ่งให้คำสาบานจะจงรักภักดีต่อตระกูลเถียน ทั้งยังช่วยสนับสนุนฮ่องเต้พระองค์ก่อนขึ้นครองบัลลังก์ด้วยสิทธิ์อันชอบธรรมที่เป็นองค์ชายรัชทายาท ครั้งนี้ก็เฉกเช่นเดียวกัน หรือพวกท่านมองไม่ออกว่าในบรรดากลุ่มคนเหล่านั้น ตระกูลเหลียนของเราอยู่ใกล้กับเมืองหลวงที่สุด ยังห่างกันเพียงภูเขาลูกเดียวขวางกั้น”

“นี่นับว่าแปลกไม่น้อย ด้วยฐานะของฝ่าบาท เพียงมีราชโองการให้ท่านพ่อเข้าเฝ้าก็เพียงพอจะสั่นคลอนจิตใจของขุนนางทั้งหลายได้แล้ว” เหลียนเฟิงหลีกล่าวแย้งอย่างไม่เห็นด้วยนัก แต่น้องสาวของเขากลับยิ้มออกมา “พี่สาม ท่านสมควรมีอายุเท่ากันกับรัชทายาทกระมัง ฝ่าบาทก็มีพระชนมายุใกล้เคียงกับบิดาพวกเรา รัชทายาทอายุสิบแปดปี สมควรมีขุนนางจำนวนมากให้การสนับสนุนหนุนหลัง ท่านลองบอกให้ข้าฟัง ตอนนี้ขุนนางที่ไม่ว่าอย่างไรก็ยืนหยัดอยู่ข้างรัชทายาทมีมากน้อยเพียงใด”

เหลียนเฟิงหลีเดิมทีคิดโต้แย้ง แต่เมื่อได้ฟังคำถามของเยี่ยนอวิ๋น เขาก็ยอมเชื่อน้องสาวของตนเองในที่สุด กล่าวว่า  “มีซืออ๋องเถียนกู้จื่อ แม่ทัพใหญ่สี่ฉางจวิน กับผู้ดูแลกรมมือปราบเซี่ยเจินวั่ง”

“เพียงสามคนเท่านั้นหรือ” เหลียนชิงเหอถามด้วยสีหน้าตื่นตะลึง

“แล้วอัครมหาเสนาบดีฝ่ายซ้ายเล่า” เหลียนเยี่ยนอวิ๋นกลับถามถึงเสนาบดีฝ่ายบู๊ที่มีอำนาจเทียบเท่าซือถูเหล่ย เหลียนเฟิงหลีกลับส่ายหน้าตอบว่า “เขาจงรักภักดีต่อฝ่าบาท เพียงแต่ก็ไม่ได้แสดงท่าทีเป็นศัตรูกับซือถูเหล่ยหรือสนับสนุนรัชทายแต่อย่างใด”

“เมื่อไม่มีคนหนุนหลังมากเท่าที่ควร กำลังทหารก็มีเพียงน้อยนิด อาศัยสิ่งเหล่านี้ย่อมไม่อาจซื้อใจขุนนางให้เอนเอียงมาทางรัชทายาทได้ ขุนนางส่วนมากจิตใจโลเล หากองค์ชายรองขึ้นครองราชย์แล้วพวกมันได้ประโยชน์มากกว่า อีกไม่นานคงมีหนังสือกราบทูลจำนวนมาก เสนอต่อฝ่าบาทให้ถอดถอนรัชทายาทองค์ปัจจุบันเป็นแน่” เด็กสาววิเคราะห์ออกมาได้อย่างรวดเร็ว เรียกสายตาประหลาดใจจากพี่ชายทั้งสามคน เหลียนเยี่ยนอวิ๋นคล้ายพึ่งรู้สึกตัว ต้องลอบยิ้มเอ่ยว่า “ข้าเผลอพูดมากอีกแล้วใช่หรือไม่”

พอนางพูดเช่นนี้ พี่ชายทั้งสามกลับหันหน้าเข้าหากัน

เหลียนเฟิงหลีปั้นสีหน้าเคร่งเครียดเอ่ยว่า “พวกท่านดู น้องสาวเราคิดอ่านวิเคราะห์อย่างชาญฉลาดและรวดเร็ว นี่ไม่ถูกต้อง เช่นนี้จะแต่งออกได้หรือ”

“แม้การมีสติปัญญาดีจะเป็นเรื่องที่ดี แต่บุรุษล้วนชมชอบสตรีที่ว่านอนสอนง่าย น้องสี่เป็นเช่นนี้คงจะไม่ดีนัก” เหลียนชิงเหอเองก็กล่าววาจาเห็นด้วย เหลียนเยี่ยนอวิ๋นมองพี่ชายทั้งสองคนของนาง รู้สึกขุ่นเคืองอยู่บ้างแต่ก็ไม่ได้แสดงออก สุดท้ายแล้วหันไปมองพี่ใหญ่ของนาง มิคาดเขากลับกล่าวว่า “แต่งออกไม่ได้ ก็ให้ผู้ชายแต่งเข้าบ้านเถอะ”

ฟังถึงตรงนี้เหลียนเยี่ยนอวิ๋นแม้ปกติไม่ได้มีท่าทางเอียงอายดังเช่นเด็กสาวทั่วไปยังอดหน้าแดงไม่ได้ เอ่ยด้วยน้ำเสียงขุ่นข้องใจว่า “ข้าจำได้ว่าพวกเราถกเถียงเรื่องของรัชทายาทกับฝ่าบาทอยู่ดีๆ ไฉนจึงวกเข้าสู่เรื่องของข้าได้”

พี่ชายทั้งสามต่างก็หัวเราะออกมา เฟิงหลีพลันยื่นมือโอบไหล่น้องสาว เอ่ยด้วยน้ำเสียงหยอกล้อว่า “หากมิใช่เจ้าทำให้พวกเราฉุกใจคิดขึ้นมา พวกเราไฉนเลยพูดถึงเรื่องของเจ้าขึ้นมาได้”

“ทางที่ดีพวกท่านอย่าได้เอ่ยถึงเรื่องแต่งงานของข้าแล้ว พวกท่านเองก็ไม่ใช่เด็กน้อยไฉนยังไม่แต่งงานเสียเอง ตราบใดที่ยังไม่อาจทำให้สำนักซิ่นเหลียนยิ่งใหญ่ดุจกาลก่อนแล้วพาท่านแม่กลับบ้านได้ ข้าจะไม่แต่งงานเด็ดขาด” เหลียนเยี่ยนอวิ๋นประกาศเจตนารมณ์ออกมาชัดเจนเช่นนี้ พี่ชายของนางก็ไม่กล้าล้อเล่นเรื่องนี้อีก ยิ่งพอได้ยินคำกล่าวถึงมารดา พวกเขากลับยิ่งมีสีหน้าเคร่งเครียดยิ่งขึ้นไปอีก

มารดาของทั้งสี่เป็นสตรีชนชั้นสูงชาวแคว้นลวี่ นามว่า หยางหลาน ตามที่บิดาของทั้งสี่บอกเล่ามา หยางหลานผู้นี้เดินทางมาแคว้นเถียนเพื่อทำการค้าขาย ตอนนั้นสำนักซิ่นเหลียนยังรั้งอยู่ในเมืองหลวงแต่ก็เริ่มถอนตัวออกจากฐานอำนาจแล้ว ทั้งสองเมื่อพบรักกันจึงแต่งงานอยู่กินด้วยกันจนมีบุตรชายสามคนบุตรีหนึ่งคน แต่แล้วเมื่อทางบ้านของนางทราบว่านางแต่งงานกับชนชั้นชาวบ้านทั่วไปกลับส่งคนมาตามตัวนางกลับไป ทั้งยังบอกต่อเหลียนผู่ไถว่า หากคิดรับตัวหยางหลานกลับไป ก็ต้องมีศักดิ์ฐานะเพียงพอที่จะแต่งสตรีเชื้อพระวงศ์เป็นภรรยา

แน่นอนว่าเหลียนผู่ไถหาได้บอกกล่าวความจริงต่อบุตรธิดสของตนจนหมดไม่ แต่กลับแสดงออกว่าต้องการให้สำนักนี้กลับมารุ่งเรืองอีกครั้งแทน ทำให้ลูกๆทั้งสี่ต่างคิดไปว่าท่านพ่อของตนเพียงต้องการสร้างชื่อเสียงให้สำนัก ดังนั้นการเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับราชสำนักนี้กลับกลายเป็นผลพลอยได้ที่สร้างชื่อเสียงขึ้นมาเท่านั้น

เหลียนเยี่ยนอวิ๋นพลันกระแอมกระไอกล่าวว่า “สรุปก็คือ เมื่อฝ่าบาทไม่คิดถอดถอนแปลว่าให้การสนับสนุนพระโอรสองค์โตเป็นรัชทายาทต่อไป แต่หากขุนนางลงมือต่อต้าน วิธีการใดจะสร้างเสริมบารมีให้รัชทายาทได้ดีไปกว่าการให้ฐานอำนาจเดิมเช่นพวกเรากลับเข้าไปมีบทบาทในการเมืองอีกครั้ง ออกหน้าสนับสนุนเถียนลี่ฉู่ให้ขึ้นครองราชย์”

พอเด็กสาวกล่าวจบ ทั้งสี่ก็รู้ดีแก่ใจว่าเรื่องนี้ไม่อาจให้พวกเขาเพียงสี่คนรับมือได้อีกต่อไปแล้ว

 

สุดท้ายเย็นวันนั้นในเวลารับประทานอาหารทั้งสี่ก็บอกเล่าเรื่องราว สถานการณ์ และความคิดเห็นของตนให้ผู้เป็นพ่อฟังจนหมดเปลือก เหลียนผู่ไถรับฟังจนสมองแทบจะหยุดทำงาน ตัวเขาไฉนเลยจะคาดคิดว่าบุตรธิดาของตนคิดกระทำการใหญ่เพื่อตนถึงเพียงนี้ แต่สุดท้ายกลับถูกดึงเข้าไปอยู่ในวังวนของการแย่งชิงอำนาจ

“..พวกเจ้าช่าง”

“ท่านพ่อ เรื่องทั้งหมดนี้พวกเราไม่ได้ตั้งใจให้เกิดขึ้น พี่รองคิดแนะนำให้ข้าไปศึกษาหาความรู้ที่เมืองหลวง เพียงมีเจตนาให้ข้าทำความรู้จักกันผู้คน ตอนนั้นข้าไม่รู้ว่าสถานการณ์จะเปลี่ยนไปเช่นนี้” เหลียนเฟิงหลีอธิบาย “ก่อนหน้านี้พี่รองศึกษาวิชาแพทย์ หาใช่เพราะขี้ขลาดหรือไม่ชื่นชอบการต่อสู้ไม่ แท้จริงพี่รองศึกษาศาสตร์เหล่านี้เพื่อดูแลคนของเราในอนาคต มีเขาอยู่ เกิดมีผู้ใดบาดเจ็บล้มป่วย ยังต้องไปตามหาหมออันใดมารักษา”

“การจะขยายอำนาจ ย่อมต้องอาศัยรากฐานและผู้นำที่มั่นคงเสียก่อน พี่ใหญ่เป็นผู้ที่มีวิทยายุทธ์สูงที่สุดในหมู่พวกเรา จะให้นักสู้มีฝีมือมากมายยอมรับนับถือ ย่อมต้องอาศัยผู้ที่แข็งแกร่งกว่าเข้าข่ม สำนักเต๋าที่พี่ใหญ่ฝากตัวเป็นศิษย์นั้นมีวิชายุทธ์ที่พิสดารทรงพลังยากแก่การรับมือ ตอนนี้ไม่ทราบว่าพี่ใหญ่ฝีมือรุดหน้าไปถึงขั้นไหนแล้ว” เหลียนชิงเหอรับช่วงต่อจากน้องชาย เอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ยังมีน้องสี่ที่เก่งกาจของพวกเรา เพียงเวลาแค่สองปีนางก็สามารถทำรายได้ให้สำนักเราเพิ่มขึ้นกว่าแต่ก่อน หลายวันก่อนนางยังบอกต่อข้าว่าพวกเราสามารถขยับขยายสำนักได้แล้ว”

เหลียนผู่ไถความจริงฟังเรื่องราวที่พวกมันเอ่ยมาจนปวดเศียรเวียนเกล้าอยู่บ้าง ทว่าพอฟังคำว่าสามารถขยายสำนักได้กลับตาเป็นประกาย กวาดสายตาไปทางบุตรสาวคนเล็กอย่างมีความหวัง เหลียนเยี่ยนอวิ๋นเห็นบิดามองมาทางตนต้องแย้มยิ้มเล็กน้อย วางตะเกียบลง แล้วกล่าวว่า “ท่านพ่อ ตอนนี้สำนักคุ้มภัยของเราพอจะขยับขยายได้อยู่บ้างจริงๆ เงินทุนของพวกเราเพียงพอจะซื้อที่ทำการแห่งใหม่ได้ หรือหากท่านพ่อยังไม่คิดจะขยายสาขา เช่นนั้นพวกเราก็สามารถขยับขยายอาณาเขตของที่นี่ให้กว้างขวางขึ้นไปอีก”

“ขยายสาขาเป็นความคิดที่ไม่เลว เช่นนั้นก็จะสามารถดึงดูดลูกค้าในท้องที่อื่นๆได้ แล้วพวกเรามีเงินทุนมากมายเพียงนั้นหรือ” เหลียนผู่ไถย้อนถามบุตรสาว เขาดูเหมือนไม่อยากจะเชื่ออยู่บ้างว่าภายในเวลาเพียงสองปี สำนักซิ่นเหลียนจะมีรายรับเพิ่มขึ้นถึงเพียงนั้น

“ลำพังเพียงรายได้จากการคุ้มกันสินค้าย่อมไม่มากพอ แต่ในช่วงสองปีที่ผ่านมาข้าดำเนินธุรกิจกับชาวบ้านจำนวนหนึ่งทำให้ในตอนนี้เงินทุนของเรานั้น ไม่เพียงแต่สามารถขยายสาขายังสามารถเลี้ยงดูนักบู๊รุ่นใหม่ได้อีกราวสี่สิบชีวิต” เหลียนเยี่ยนอวิ๋นกล่าวพร้อมรอยยิ้ม

“มากถึงเพียงนั้น? เยี่ยนอวิ๋น ที่แท้แล้วเจ้าทำอย่างไรกันแน่” เหลียนผู่ไถวางใจให้เด็กสาวดูแลบัญชีแต่กลับไม่ทราบว่าเด็กสาวนางนี้เอาเวลาตอนไหนไปประกอบธุรกิจ ไม่แม้แต่ตน บุตรชายทั้งสามของตนก็มองไปทางน้องสาวคนเล็กอย่างมึนงงไม่ต่างกัน

เหลียนเยี่ยนอวิ๋นเจอสายตาแฝงความข้องใจถึงสี่คู่จับจ้องมา ต้องแลบลิ้นออกมาอย่างน่ารัก กล่าวด้วยน้ำเสียงเคอะเขินว่า “ข้า..ข้าเพียงแต่ซื้อที่ดินผืนหนึ่งข้างหมู่บ้านโย่วเหอริมแม่น้ำเน่ย จัดทำเป็นไร่นา และจ้างวานชาวบ้านให้ปลูกข้าวให้ จากนั้นก็อุดหนุนโรงสีข้าวของตระกูลหลี่ ข้าพอจะรู้จักกับคุณหนูรองหลี่เยว่เหม่ยอยู่บ้าง นางจึงช่วยจัดการดำเนินการให้ อีกทั้งข้าวของพวกเรายังคุณภาพดี สามารถส่งไปขายในเมืองหลวงได้ราคาสูง เพียงแต่ข้ายังไม่กล้าออกตัวมาก ดังนั้นข้าวเหล่านี้จึงไม่ได้ระบุว่าเป็นสินค้าของสำนักเรา สองปีมานี้ค้าขายข้าวทำกำไรไปแล้วถึงสิบหกคันรถ นี่ก็...เป็นเงินจำนวนมากอยู่”

พอนางกล่าวจบบิดากับพี่ชายทั้งสามยังคงมองนางด้วยสีหน้าตะลึงพรึงเพริศทำเอานางรู้สึกประหม่าขึ้นมา

“หากนางเป็นผู้ชาย คาดว่าป่านนี้คงกลายเป็นคหบดีหนุ่มของที่นี่ไปแล้ว” สุดท้ายหลีเฟิงหลียังคงชื่นชอบการกล่าวหยอกล้อน้องสาวของตนเองที่สุดเอ่ยขึ้นมา เหลียนเยี่ยนอวิ๋นมองค้อนพี่ชายของตนเล็กน้อยโดยไม่กล่าวอะไร กลับเป็นบิดาของนางถามขึ้นมาว่า “แล้วเจ้าคิดอ่านทำอย่างไรต่อไป”

เหลียนเยี่ยนอวิ๋นไม่แน่ใจว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่ตนเองกลายเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการตัดสินใจเรื่องของที่บ้าน ตัวนางนั้นเป็นสตรีเพียงหนึ่งเดียวในครอบครัว แต่กลับได้มีหน้ามีตาถึงขั้นได้รับหน้าที่ให้ดูแลบัญชี หลังสูดลมหายใจเข้าลึกแล้วจึงถ่ายทอดความคิดของตนเองออกไปอย่างไม่ติดขัดปิดบังว่า “ตอนนี้ พวกเราแค่รอเจ้าค่ะ”

“รอหรือ รออันใด?”

บนใบหน้าของเด็กสาวพลันปรากฏรอยยิ้มลึกลับขึ้นวูบหนึ่ง “ รอฝ่าบาทเรียกพวกเราเข้าพบ”

“นี่ เจ้าแน่ใจหรือ” เฟิงหลีที่ต้องกลับไปยังเมืองหลวงดูไม่ค่อยมั่นใจเท่าใดนัก แต่เหลียนเยี่ยนอวิ๋นกลับมีสีหน้ามั่นใจ ขณะเอ่ยว่า “ไม่ช้าก็เร็ว ฝ่าบาทเรียกพวกเราเข้าพบแน่ ดีไม่ดีอาจเป็นพี่สามท่าน ที่จะถูกฝ่าบาทเรียกตัวเข้าพบก่อน”

“หากสถานการณ์เป็นเช่นที่พวกเจ้ากล่าวมาจริง ฮ่องเต้ต้องเรียกพวกเราเข้าไปพบแน่” เหลียนผู่ไถพลันเอ่ยขึ้นมา เจ้าสำนักในยามนี้ดูไปน่าเกรงขามยิ่งนัก รอยยิ้มเหยียดหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากยามเอ่ยว่า “ด้วยนิสัยของฝ่าบาทคงต้องพึ่งพาพวกเรา ยิ่งระหว่างข้ากับเขายังมีสัญญาลูกผู้ชายที่ต้องรักษา”

คำพูดดังกล่าวทำให้ลูกทั้งสี่ของเหลียนผู่ไถมองหน้ากันด้วยความสนใจ สุดท้ายเป็นเหลียนชิงเหอถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “ท่านพ่อ คำสัญญาอะไรหรือ”

เหลียนผู่ไถหันมามองลูกๆ เอ่ยด้วยท่าทางกระหยิ่มยิ้มย่องว่า “สัญญาที่ว่าหากพบเจอเรื่องสนุกอันใดต้องชวนช้า พบเจอเรื่องลำบากอันใดต้องขอร้องข้า นี่หากฝ่าบาทเรียกตัวใครสักคนในตระกูลเราเข้าพบและขอให้ช่วยเหลือ ยังไม่ถือว่าฮ่องเต้เป็นผู้ขอร้องพวกเราหรอกหรือ ฮ่าฮ่าฮ่า”

พี่น้องตระกูลเหลียนทั้งสี่มองหน้ากัน ต่างก็แอบลอบหัวเราะในใจเมื่อเห็นท่าทางของบิดา ทั้งนี้พวกเขาก็ตระหนักได้แล้วว่าความสัมพันธ์ของบิดาของพวกตนกับฮ่องเต้หาใช่ธรรมดาไม่ แต่ถึงขั้นเป็นสหายร่วมสาบานมีสุขร่วมเสพมีทุกข์ร่วมต้านเลยทีเดียว

 

ตามที่เหลียนเยี่ยนอวิ๋นคาดการณ์เอาไว้ กว่าจะถึงเวลาที่ทางฝั่งราชครูเถียนกู้จื่อจะเริ่มเคลื่อนไหวน่าจะใช้เวลาประมาณหนึ่งเดือน มิคาดเพียงสี่วันหลังจากที่เหลียนเฟิงหลีเดินทางกลับไปเมืองหลวง พี่ชายสามของนางก็ควบม้ากลับมาถึงบ้านในตอนบ่าย สิ่งแรกที่เอ่ยเมื่อพบหน้านางคือ “น้องสี่ เจ้ากลับไปเมืองหลวงกับข้าได้หรือไม่”

คำพูดนี้เรียกสีหน้ามึนงงจากเด็กสาวที่กำลังฝึกร่ายรำกระบี่พร้อมกับนักสู้ในสำนักออกมาได้ เหลียนเยี่ยนอวิ๋นรีบผละออกจากลานฝึกซ้อม เดินออกมาหาเหลียนเฟิงหลีด้วยสีหน้าประหลาดใจ ถามด้วยน้ำเสียงพิศวงงงงวยว่า “พี่สาม ท่านไฉนกลับมาเร็วนัก เดี๋ยวก่อน เมื่อครู่ท่านพึ่งพูดว่า...”

“ข้าพูดว่าไปเมืองหลวงกับข้าได้หรือไม่ รัชทายาทต้องการพบเจ้า” พอฟังคำของเหลียนเฟิงหลีจบ เหลียนเยี่ยนอวิ๋นก็มีสีหน้าประหลาดพิกล พลางถามด้วยน้ำเสียงที่ออกจะแข็งทื่อไปบ้างว่า “แล้วทำไมรัชทายาทจึงอยากพบข้าเล่า”

พอนางถามเช่นนี้ เหลียนเฟิงหลีก็พลันมีท่าทางกระอักกระอวน เขาส่งเสียงหัวเราะแห้งๆ เอ่ยว่า “น้องสาวคนดี ก่อนที่ข้าจะเล่าเรื่อง เจ้าช่วยวางกระบี่ลงก่อนได้หรือไม่”

เหลียนเยี่ยนอวิ๋นเมื่อครู่ซ้อมรำกระบี่ร่วมกับคนในสำนัก เมื่อเดินออกมาพูดคุยกับพี่ชายจึงถือกระบี่ติดมือมาด้วย มาตรว่าแม้เป็นกระบี่ไม้แต่เหลียนเฟิงหลีก็ไม่อยากถูกน้องสาวตัวเองโจมตีด้วยสิ่งนี้ เพราะของสิ่งนั้นยามกระทบถูกร่างกายก็เจ็บไม่ใช่เล่นเช่นกัน

เด็กสาวเมื่อได้ฟังพี่ชายกล่าวดังนั้นก็เลิกคิ้วขึ้น เสียบกระบี่ไม้ไว้กับสายคาดเอว จากนั้นกล่าวว่า “ท่านเล่ามา”

เหลียนเฟิงหลีฝืนยิ้มกล่าวว่า “ที่จริงพอข้ากลับไปถึงเมืองหลวงวันแรกก็ถูกท่านราชครูเรียกตัวเข้าพบในทันที แถมยังเป็นการเรียกพบแบบไม่ใช่การลับด้วย ส่งขันทีมาตามตัวข้ากลางเมือง ตอนนั้นข้ากำลังจะรับประทานอาหารกลางวัน ก้นยังไม่ทันกระทบถูกเนื้อไม้ของเก้าอี้ ขันทีน้อยนั่นก็โผล่เข้ามาบอกข้าเสียงแหลมว่า คุณชายเหลียน ซืออ๋องต้องการพบท่าน เสียงของมันยังดังกว่าเสียงกรี๊ดของเด็กผู้หญิงเสียอีก ทำเอาคนทั้งร้านรู้กันหมดว่าข้าไปพบกับท่านอาจารย์”

เหลียนเยี่ยนอวิ๋นรับฟังไปพลางคิ้วก็ขมวดเข้าหากัน เมื่อนางไม่เอ่ยคำ เหลียนเฟิงหลีก็เล่าต่อว่า “พอเรียกข้าเข้าไปพบ ท่านราชครูก็ถามข้าทันทีว่า ที่ข้าหนีเตลิดกลับบ้านไปเป็นเพราะข่าวลือเรื่องตระกูลเหลียนเคลื่อนไหวแล้วใช่หรือไม่”

“แล้วท่านก็ตอบว่าใช่?” เหลียนเยี่ยนอวิ๋นเอ่ยออกมาเป็นเชิงถาม เหลียนเฟิงหลีก็พยักหน้า “แน่นอน ท่านราชครูจับโกหกเก่งมาก ข้าไม่กล้าโกหกท่านหรอก พอข้าตอบไป ท่านราชครูก็พูดต่อว่า แต่ข้ารู้ว่าตระกูลของเจ้าไม่ได้เคลื่อนไหวไปในทางที่คนส่วนมากเข้าใจ”

นัยน์ตาของเด็กสาวเปล่งประกายวูบหนึ่ง เอ่ยด้วยน้ำเสียงชื่นชมว่า “ ท่านโชคดีจริงๆที่ได้คนเช่นนี้เป็นอาจารย์ แล้วทีนี้อย่างไรต่อหรือ”

“ท่านราชครูก็ถามต่อว่า ท่านพ่อของเจ้าสบายดีหรือไม่ ข้าไม่ได้พบเขามาหลายปีแล้ว ข้าก็ตอบไปว่าท่านพ่อสบายดี ยังแข็งแรงกว่าม้าเสียอีก ท่านราชครูก็หัวเราะแล้วถามว่า คนที่ทำการค้าข้าวคือใคร คือพ่อของเจ้า หรือว่าพี่ชายของเจ้า ข้าก็ตอบไปตามความจริงว่า เป็นน้องสาวของข้า เขากลับมีท่าทีไม่เชื่อ แต่เพราะรู้ว่าข้าไม่โกหก เขาหลังจากคิดอยู่ครู่ใหญ่ก็บอกว่าอยากจะลองพบเจ้าดู” เหลียนเฟิงหลีแสดงออกถึงความทรงจำอันดีเลิศ สามารถบอกเล่าคำพูดของราชครูเถียนกู้จื่อได้แบบคำต่อคำไม่มีตกหล่น

เหลียนเยี่ยนอวิ๋นไม่ได้สนใจชื่นชมตรงจุดนั้น กลับยิงคำถามใส่อีกฝ่ายว่า “ตกลงว่าราชครูต้องการพบข้าหรือรัชทายาทต้องการพบข้ากันแน่”

“อะแฮ่ม ก็พอท่านราชครูบอกว่าอยากพบเจ้า รัชทายาทก็เลยสนใจขึ้นมาด้วย ข้าเคยเล่าเรื่องของเจ้าให้เขาฟังอยู่บ้าง” เหลียนเฟิงหลีกระแอมกระไอ กล่าวอย่างร้อนตัวเล็กน้อยว่า “วางใจได้ พี่ชายไม่ได้มีเจตนาจะจับคู่เจ้ากับรัชทายาทหรอกนะ”

“ท่านไม่ได้เจตนาแล้วเล่าเรื่องของข้าให้เขาฟังทำไมหรือ” เด็กสาวแสดงความไม่เชื่ออกทางสีหน้าอย่างชัดเจน เหลียนเฟิงหลีได้แต่หัวเราะเสียงแห้งอีกหลายเที่ยว ก่อนจะเอ่ยเกลี้ยกล่อมน้องสาวของตนต่อไป “เยี่ยนอวิ๋น อย่างไรก็ตามแผนการค้าข้าวและขยับขยายสำนักของเราเป็นเจ้าทั้งคิดขึ้นทั้งลงมือทำ ก่อนหน้านี้เจ้าบอกว่าให้รอฝ่าบาทเคลื่อนไหวและตามตัวพวกเราเข้าพบ ตอนนี้มีการเคลื่อนไหวแล้ว เจ้าจะไม่ไปพบเขาหรือ”

เหลียนเยี่ยนอวิ๋นได้ฟังแล้วก็ต้องขบคิดอยู่นานค่อยเอ่ยว่า “ช่วงนี้ฝ่าบาทคงเคลื่อนไหวไม่สะดวกกระมัง ก่อนหน้านี้ที่ข้าบอกท่าน ข้าหมายความว่าฝ่าบาทอาจจะเรียกพวกเราเข้าพบต่างหาก แต่เหตุใดต้องให้ท่านราชครูออกหน้า นี่..ทำให้ข้าเข้าใจอะไรบางอย่างขึ้นมา”

“อะไรหรือ”

“ฝ่าบาทคิดให้พวกเราร่วมมือกับรัชทายาท ไม่ใช่พระองค์”

สิ่งที่เหลียนเยี่ยนอวิ๋นเข้าใจนับว่าถูกต้อง แต่ที่นางและพี่ชายยังไม่รู้คือ นับตั้งแต่วันที่เหลียนเฟิงหลีกลับบ้านครั้งก่อน ซือถูเหล่ยและขุนนางหลายกลุ่มรีบฉวยโอกาสนี้เคลื่อนไหวก่อนที่ฮ่องเต้จะทันได้ไหวพระองค์ ชิงถวายฎีกาเรื่องนู่นนี่นั่นสารพัดจนฝ่าบาทแทบไม่อาจก้าวออกจากห้องทรงพระอักษรได้ ในยามเช้าก็ทรงออกว่าราชการ ยามบ่ายก็ทรงตรวจฎีกาและหนังสือกราบทูลทั้งหลาย เมื่อพระองค์ทรงตระหนักได้ว่าขุนนางจงใจไม่ให้พระองค์ว่าง พระองค์จึงได้แต่ให้พระอนุชาช่วยจัดการเรื่องของรัชทายาทให้

“แล้วเจ้าจะไปหรือไม่” เหลียนเฟิงหลียังถามซ้ำอีกครั้ง คราวนี้เหลียนเยี่ยนอวิ๋นแย้มยิ้ม กล่าวว่า “แน่นอนว่าต้องไป แต่ก่อนอื่นท่านกับข้าคงต้องไปพบกับท่านพ่อเสียก่อน พรุ่งนี้เช้าพวกเราค่อยออกเดินทาง”


-----------------------------------------------------------



07/06/2019 

เริ่มรีไรท์บทที่ 1 


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 81 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

529 ความคิดเห็น

  1. #513 Omioe (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 27 ตุลาคม 2561 / 09:34
    สนุกค่ะ ชอบบบบติดตามเลยค่ะ
    #513
    0
  2. #510 Natthakan kuakokaew (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 5 กันยายน 2561 / 18:15
    สะดุดตรง ‘มัน’ อะ แฮะๆ รู้สึกแบบพออ่านแล้วกระแทกเสียงเป็นเกลียดชังแบบอัตโนมัติ เปลี่ยนเป็น ‘เขา’ แทนดีกว่านะคะ
    #510
    0
  3. #499 Sidamao (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 23 สิงหาคม 2561 / 11:12
    สนุกจังเลย
    #499
    0
  4. #446 Faiiz (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2560 / 21:37
    มาอ่านรอบที่สามแล้ว ยังไม่เบื่อเลย. สนุกมากอ่านได้ไหลลื่น. มาต่อเร็วๆนะคะ
    #446
    0
  5. #444 SanDra (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 23 มีนาคม 2560 / 19:52
    สนุกดีค่ะ อ่านเพลิน แต่แอบสะดุดนิดนึง ตรง 'มัน' หรือเพราะไม่เคยอ่านแบบเก่าๆ เลยไม่คุ้นหู โดยรวมแล้วสนุกมากค่ะ ชอบมาก
    #444
    0
  6. #336 สิ้นเสียงปักษา (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 6 กันยายน 2559 / 12:44
    เรื้อเรื่องน่าสนุกมากค่า
    #336
    0
  7. #322 BrownEye (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 21 สิงหาคม 2559 / 08:12
    สรรพนามว่า มัน ดูแปลกๆอ่ะค่ะ
    อ่านแล้วมันขัดๆ
    แต่เนื้อเรื่องสนุกน่าติดตามมากเลยค่ะ
    #322
    0
  8. #253 Vagabond Picha (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 28 กรกฎาคม 2559 / 19:31
    น่าติดตามมากๆๆ
    #253
    1
    • #253-1 Teera Jiang(จากตอนที่ 1)
      29 กรกฎาคม 2559 / 00:47
      งั้นก็ติดตามเลยค่า ^ ^
      #253-1
  9. #229 minggg- (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 24 กรกฎาคม 2559 / 01:17
    สนุกชวนคิดมากค่ะ

    ไม่ได้อ่านนิยายจีนเจอสรรพนามมันมานาน

    คิดถึงอารมณ์กำลังภายในจีนแบบเก่านะคะ

    จะอ่านต่อไปค่ะ
    #229
    0
  10. #151 pakprn (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 8 กรกฎาคม 2559 / 18:03
    แก้ต้องสรรพนามที่ใช้ว่า"มัน" ดีมั้ยคะ อ่านแล้วมันขัดๆไงไม่รู้... เหอๆๆๆ
    #151
    0
  11. #13 เกริด้า(๐-*-๐)v (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 14 พฤศจิกายน 2558 / 11:33
    ฉลาดมากจ๊ะ ฉลาดขนาดนี้ทำเอาไม่อยากคู่กับองค์รัชทายาทเลยอ่ะ คงเป็นการปิดกลั้นอิสระทั้งทางกายและทางความคิดเลย นางไม่เหมาะกับวังหรอก / เป็นพี่น้องที่รักใคร่กลมเกลียวกันดีจัง ^^
    #13
    0
  12. #1 Alistna (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 30 ตุลาคม 2558 / 20:07
    นางเอกฉลาดมาก แอบงงกับชื่อตัวละครนิดหน่อย

    #1
    0