Endless SSU | ลำดับ 1 แห่งไร้สิ้นสุด

ตอนที่ 5 : Role.4 - Save Patrimony Of Dragons

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 50
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 10 ครั้ง
    16 ก.ค. 63

Role.4 - Save Patrimony Of Dragons

 

“...” แฟร์กำลังป้อนซาชิมิให้มังกรเด็กในเซฟรูมใหญ่ เขาเลิกคิ้วแล้วหันไปหาจาฮาราเชิงอยากจะขอความเห็น แต่ชายแก่เพียงเสตามองแล้วกลับไปจิบกาแฟอ่านข่าวในไอดีเอของตนโดยไม่พูดอะไร แขกหน้าใหม่สองคนในเซฟรูมหมายเลขศูนย์ของเอ็นเลสหนึ่งในนั้นกลับเป็นเหยื่อสาบสูญในแฟ้มเจ็ดซะงั้น?

“ออกไปครั้งแรกก็พาคนในหมายจับมา ออกไปครั้งที่สองอุตส่าห์ไปที่ที่ไม่น่าได้งานอย่างถนนสัตว์เลี้ยงก็ดันหิ้วมังกรแปลงกายกลับมา รอบที่สามผู้เกี่ยวข้องกับผู้ต้องหา ชักอยากจะรู้แล้วล่ะสิว่าครั้งที่สี่เธอจะพาใครในฐานะอะไรกลับมาฝาก~” แฟร์หัวเราะขบขันลุกขึ้นเดินไปเอามือพาดไหล่เล็ก ๆ อย่างตื่นเต้นและยีหัวหญิงสาวหน้านิ่งที่ไร้การแสดงท่าทีต่อต้าน

“ซีโร่!! ช้าชะมัด!” มังกรเด็กกระโดดลงจากเก้าอี้พุ่งไปหามิวแทนท์ผมแดงทันทีที่เห็นหน้า

“ครับ ๆ มารับแล้วครับคุณชายเบรดเล่ย์ คิดไม่ถึงเลยนะครับว่าร่างแปลงอันแสนน่าภาคภูมิใจที่มักอวดเสมอจะถูกมองออกอย่างง่ายดายขนาดนั้น” ซีโร่ถอนหายใจอ้าแขนเกร็งตัวเพิ่มอุ้มเด็กชายที่แจ้นมาหา

“ไม่มีใครรู้ทันทีที่เห็นเหมือนแม่หนูนั่นหรอกน่า!” เด็กชายหันไปกัดฟันกรอดใส่ลูเซียส “ร่างแปลงของมังกรน่ะพิเศษกว่าพลังจิตแปลงร่างทั่วไป เพราะขณะอยู่ในร่างเนื้ออื่นจะไม่ปล่อยออร่าของการใช้พลังปรับเปลี่ยนออกมา แต่จะปล่อยออร่าเฉพาะขณะเปลี่ยนรูปร่างครู่หนึ่งเท่านั้น ที่แปลกน่ะแม่หนูนั่นต่างหาก!” เขาพยายามฟ้องผู้ดูแลตนเองแสดงท่าทีกระฟัดกระเฟียด

“หืม? นั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้ในอดีตแม้มนุษย์บางคนจะมีพลังในการมองเห็นออร่าสิ่งมีชีวิต แต่ก็ไม่สามารถแยกแยะระหว่างสัตว์ธรรมดากับร่างแปลงมังกรได้สินะคะ ได้รู้เรื่องอะไรดี ๆ เข้าซะแล้วล่ะ~” อาซาฮีแตะปลายนิ้วกับกรามของตนแล้วยิ้ม

“นั่นแหละ แล้วยัยหนูนี่รู้ได้ยังไงกัน! นี่มันขี้โกงไปแล้ว! วิธีแฝงตัวอันสุดแสนจะปลอดภัยของพวกข้ากำลังสั่นคลอน!!” เบรดเล่ย์กอดคอชายผมแดงแน่น

“...แค่เห็นก็เท่านั้นเอง?” ลูเซียสเอียงหัวเล็กน้อยมีสีหน้างุนงง เธอไม่เข้าใจว่ามันยากตรงไหนก็ในเมื่อเห็นอยู่ตำตาเสมอ

“เห็น?” อาซาฮีทวนคำและหันไปมองรุ่นน้องในทีม ตั้งแต่ลูเซียสมาอยู่ที่นี่งานของพวกเขาก็สบายขึ้น ไม่สิเรียกได้ว่าช่วยลดภาระไปได้โขเลยทีเดียว เพราะนอกจากงานภาคสนามของแฟร์จะง่ายขึ้นเพราะมีคู่หู ลูเซียสเองก็ซัพพอร์ดคนในหน่วยได้ดีจนน่าเหลือเชื่อ เอเลี่ยนสาวคิดมาตลอดว่าลูเซียสน่าจะอ่านบรรยากาศคนได้เก่งเอามาก เวลาที่เหนื่อยล้าก็จะเดินมาหาพร้อมเครื่องดื่มหรือของหวานจากตู้เย็นของโถงกลางหน่วย หรือบางครั้งก็เดินมาคลุมผ้าห่มให้ทั้งที่ตั้งใจจะฝืนทำงานต่ออีกสักหน่อยค่อยไปนอนให้สบายทั้งที่ก็ง่วงแล้ว ที่น่ากลัวก็คือบางครั้งพอรู้สึกหิวได้สติอีกทีลูเซียสก็นั่งอยู่ข้าง ๆ ยื่นของว่างมาให้รองท้องก่อนมื้ออาหาร 

เห็นได้ชัดที่สุดก็คงกรณีกับท่านดีโลไลน์ที่มักจะยิ้มแย้มตลอดเวลาจนอ่านอารมณ์ในบางครั้งยากไปหน่อย แต่ลูเซียสมักจะรับรู้ถึงความตึงเครียดของอีกฝ่ายเสมอ ถ้าอยู่ในระดับที่ช่วยผ่อนคลายให้เจือจางลงได้เธอก็จะเดินหยิบบอร์ดเกมไปนั่งตรงข้ามท่านประธาน บอสที่ดูไม่ได้ความคนนั้นก็จะยิ้มร่าเริงยีผมลูกสาวบุญธรรมทันที พวกเขาจะเล่นกันเกมถึงสองเกมจากนั้นลูเซียสก็จะยกบอร์ดเกมไปเก็บ ส่วนบอสที่ชอบทำตัวอิเรื่อยเฉื่อยแฉะคนนั้นก็จะทำงานไวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

“อื้อ เห็น...” ลูเซียสพยักหน้านิ่ง ๆ ก่อนจะมีแววตาลังเลฉายชัดออกมา “คนปกติไม่เห็น?” เธอถามทวนสิ่งที่เพิ่งจะนึกขึ้นมาได้

ลูเซียสรู้ตัวดีว่าตนเองนั้น ‘ไม่ปกติ’ เพียงใด เพราะว่านอกเหนือพลังจิตสามสายแล้วร่างกายของเธอก็ถูกดัดแปลงไปด้วยเช่นกัน เพียงแต่ไม่มีผลการวิจัยไหนที่บ่งชี้ว่าการผ่าตัดจะช่วยให้ศักยภาพของสมองในการรับรู้สิ่งรอบข้างโดดเด่นขึ้นมาอย่างที่เธอเป็นอยู่

หญิงสาวเกร็งไหล่เล็กน้อย ดูเหมือนจะต้องฝึกในเทรนนิ่งรูมเพิ่มเพื่อลดการพึ่งพาสิ่งที่เธอเห็นอยู่เสมอนี่ลง เผื่อกรณีเลวร้ายที่สุดที่ไม่สามารถใช้มันได้อีกแล้ว

“...ขึ้นอยู่กับว่าลุกซ์เห็นอะไรคะ อธิบายให้พี่สาวฟังทีได้ไหม?” อาซาฮีใช้สองมือเผยไปที่มนุษย์สาวและอีกสองมือประสานปลายนิ้วเข้าหากันอย่างเคยตัว

ลูเซียสกำลังจะอ้าปากอธิบายก็นิ่งไปครู่ เธอหมุนตัวหายไปในห้องเก็บอุปกรณ์ด้านข้างและกลับมาใหม่พร้อมแท็บเล็ตของตัวเองที่ได้มาจากท่านประธานไว้ให้เธอใช้เล่นส่วนตัว เจ้าตัวง่วงอยู่กับการทำอะไรบางอย่างบนหน้าจอและเมื่อเดินกลับมาถึงเธอก็ปัดขึ้นเพื่อให้เครื่องประมวลผลและฉายโฮโลแกรมขนาดเล็กให้ทุกคนได้เห็น

“รินที่ง่วง...” ลูเซียสกล่าว ฝีมือการวาดของเธอเหมือนเด็กประถม แต่ก็ยังดูรู้เรื่อง แพนกวินโย้เย้ที่มีเส้นสีม่วงเทาขมุกขมัวอยู่บนหัว

“แล้ว... เวลารินโกหกละคะ?” อาซาฮีเข้าใจขึ้นมาในทันทีว่าหากไม่ใช่พลังจิตชนิดใหม่ ก็คงเป็นอาการทางประสาทของเผ่าพันธุ์ที่ซับซ้อนกว่าตัวโรคทั่วไปในมนุษย์ปกติ

ลูเซียสก้มหน้าก้มตาวาดภาพใหม่แล้วปัดขึ้นอีกครั้ง “เป็นแบบนี้” คราวนี้มีสัญลักษณ์กากบาทปิดอยู่ที่ข้างศีรษะของรินหลายแห่ง “มันจะเพิ่มขึ้นถ้าโกหกอีก” ลูเซียสเอ่ยเสริมและเงยหน้าขึ้นมองอาซาฮีที่กำลังประมวลผล

“ไม่เห็นกันเหรอ?” ลูเซียสคิดว่านี่คือเรื่องปกติ เพราะบางครั้งที่เธอโกหก ก็จะถูกจาฮาราหรือดีโลไลน์จับได้ทันทีเช่นกัน เลยคิดว่าเพราะเห็นถึงรับรู้ได้ไม่ต่างจากเธอ ก็อีกนั่นแหละ อย่างเวลารินโกหกว่าไม่ได้เป็นคนดื่มน้ำอัดลมในตู้แต่อาซาฮีก็เล่าออกมาได้เป็นฉาก ๆ ว่าอีกฝ่ายทำอะไรลงไปบ้าง คนที่มีความผิดติดตัวอย่างรินก็คอตกยอมรับความผิด นั่นทำให้ลูเซียสเข้าใจว่าพวกเธอก็เห็นเหมือนกันถึงปิดกันไม่ได้ และก็เก็บความไม่เข้าใจเสมอมาว่าทำไมผู้คนถึงชอบโกหกกันนะทั้งที่ก็เห็นอยู่เต็มตาว่าไม่ได้พูดจริงใส่กันและกัน

“ไม่เห็นค่ะ สำหรับในมนุษย์แล้วก็เคยมีบันทึกอาการทางประสาทที่พิเศษอย่างได้ยินเสียงแล้วเห็นเป็นเส้นสีวิ่งไปมาเบื้องหน้า หรืออาการบอกเพลงและคำเป็นสีหรือตัวเลขได้ แต่สำหรับลุกซ์แล้วฉันคิดว่าเป็นอาการพ่วงจากรีดดิ้งออร่ามากกว่าค่ะ...” อาซาฮีวิเคราะห์แล้วแตะปลายนิ้วกับกรามของตนเคาะเบา ๆ อย่างครุ่นคิดพลางพึมพำออกมา “แต่ลุกซ์ไม่ได้ใช้พลังจิตตลอดเวลา... แล้วทำไมยังเห็นกันนะ?”

“อาการรับรู้ประสาทร่วม ‘Synesthesia’ โอกาสเกิดสำหรับชาวมนุษย์ราวหนึ่งจากในสองหมื่นห้าพันคน แต่ก็ใช่ว่าประหลาดอะไร และเมื่อเกิดในผู้เป็นมิวแทนท์บางทีประสาทพิเศษนั่นอาจเกิดการกลายพันธุ์ตามไปด้วย เพราะเธอรับรู้ถึงคลื่นพลังจิตที่ละเอียดอ่อนของคนรอบข้างได้ดีกว่าคนปกติเนื่องจากลักษณะของรีดดิ้งออร่า เมื่อผนวชเข้ากับอาการรับรู้ร่วมเลยทำให้สมองรับสาร แปล และถ่ายทอดออกมาเป็นภาพทับซ้อนเพื่อปกป้องตนเองซับซ้อนละเอียดกว่าคนที่มีอาการเดียวกันทั่วไป...” ท่านทูตเอ่ยถึงความเป็นไปได้ของอาการจากการยืนฟังอยู่สักพัก “โดยปกติอารรับรู้ข้ามประสาทสัมผัสหรือรับรู้สัมผัสร่วมมักเกิดในคนถนัดซ้ายและคนที่มีความทรงจำดีเป็นพิเศษ บางทีร่างกายที่โอเวอร์สเปคของลูเซียสอาจจะเป็นปัจจัยชั้นเยี่ยมของการรับรู้อย่างพิเศษนั่นก็ได้” เขาเอ่ยสรุปจากความเห็นและการวิเคราะห์ของตน

“ลูป่วย?” ลูเซียสหันไปขมวดคิ้วสงสัยเอากับจาฮาราที่น่าจะให้คำตอบอันตรงไปตรงมากับเธอได้มากที่สุด ใช่ เธอไม่เคยเห็นกากบาทลอยอยู่ข้างจาฮาราแม้แต่ครั้งเดียว

“...” รองผู้บัญชาการเอ็นเลสกระแอมเล็กน้อยหลัง “อันที่จริงลูเซียสซินเนียทีเซียไม่ใช่อาการป่วยแต่เป็นกลุ่มคนที่มีประสาทสัมผัสร่วมหลายทางพร้อมกัน มันหมายถึงการสมองทำงานพร้อมกันหลายส่วนมากกว่าคนทั่วไป  สั่งการ รับรู้ แปลสาร และถ่ายทอดออกมาซึ่งจะเกี่ยวข้องกับประสาทสัมผัสสองอย่างขึ้นไปในเวลาเดียวกัน ซึ่งมักจะเกิดขึ้นเมื่อใช้ประสาทสัมผัสกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง” จาฮาราอธิบายตามที่เขาพอจะเข้าใจ

“...ท่านดีโลไลน์เองก็เป็นกลุ่มคนที่มีอาการซินเนียทีเซียเช่นกันแต่เขาเพียงได้ยินเสียงต่าง ๆ เป็นสี ไม่ได้ละเอียดอ่อนเหมือนเธอ” จาฮาราพูดในส่วนที่เขารู้

ลูเซียสมีดวงตาที่ตื่นเต้นเปล่งประกายเมื่อได้รู้ว่าพ่อบุญธรรมของเธอก็เป็นคนที่มีอาการซินเนียทีเซีย

“ดูเหมือนจะมีหัวข้อให้ส่งวิจัยเพิ่มละน้า น่าสนุกดีจัง” แฟร์ฉีกยิ้มหัวเราะร่า

“แบบนี้ที่เห็นก็เกิดจากการตีความทางสมองล้วน ๆ บางทีอาจจะคลาดเคลื่อนได้สินะคะ ลุกซ์เองก็ต้องลงห้องทดสอบเพื่อเก็บสถิติเรื่องนี้เพิ่มด้วยแล้วละค่ะจะได้ปลอดภัยกับตัวลุกซ์เองด้วย ขืนถ้ามันแสดงผลคลาดเคลื่อนบ่อยแล้วเห็นอะไรแบบนี้ในภาคสนามบ่อยเข้าเกิดการตัดสินใจผิดพลาดขึ้นจะส่งผลเสียร้ายแรงแทนเอานะคะ” อาซาฮีขมวดปลายคิ้วที่คล้ายหนวดผีเสื้อกลางคืนม้วนเข้าหากันและหัวคิ้วเธอก็ย่นเล็กน้อยเพราะติดแนวกระดูก

“นั่นสินะ เพราะว่าการรับรู้ละเอียดอ่อนจากการเป็นมิวแทนท์แล้วประสาทดีกว่าปกติด้วย...” จาฮาราลุกไปหยิบแท็บเล็ตตารางฝึกของลูเซียสมาทำการปรับแก้ไข

ดูเหมือนคุณมังกรกับผู้ดูแลจะถูกลืมไปเรียบร้อย ทีมเซทซีโร่กำลังวุ่นวายกับการปรับตารางฝึกพิเศษของเด็กใหม่

“อืม... พื้นฐานส่วนใหญ่ไม่มีปัญหาแล้ว การสื่อสารก็ไม่มีปัญหา ทักษะการต่อสู้เองหมั่นตรวจสอบศักยภาพสองอาทิตย์ครั้งก็น่าจะเพียงพอนะคะ ส่วนตารางฝึกพลังจิตก็ลดลงมาเหลือสองวันครั้งแทน” อาซาฮีปรึกษาการฝึกกับจาฮาราสองคนพวกเขาทั้งคู่เป็นสองในสี่ที่รู้เรื่องสภาพร่างกายพิเศษของลูเซียส เธอจึงจำเป็นต้องหมั่นตรวจสุภาพพร้อมศักยภาพของร่างกายเป็นระยะ

เซลล์ 2.5 เท่าของลูเซียสทำให้มวลกล้ามเนื้อของเธอละเอียดผิดปกติ กล่าวคือด้วยขนาดเท่ากันนั้นกลับมีพลังทางกายภาพมากกว่าถึงเกือบสามเท่า เป็นสาเหตุให้เธอเคลื่อนไหวได้รวดเร็วและมีพละกำลังเท่าชายมีกล้ามสวย ๆ สักคน การเผาผลาญอาหารของลูเซียสก็เกิดขึ้นมากกว่าคนทั่วไป เธอกินอาหารมากกว่าคนปกติ และมักจะหิวอยู่บ่อยครั้งเมื่อสิ้นสุดการพลังจิตหรือออกกำลังกาย

ในความเป็นจริงต้องบอกว่าลูเซียสนั้นโชคดีมากที่ไม่ตายไปเสียก่อนตั้งแต่เด็ก หลังจากที่ทั้งร่างถูกผ่าตัดทดลองมากมายขนาดนี้ พลังจิตสามแขนง กล้ามปลูกถ่ายเนื้อพิเศษ ความทรงจำภาพถ่าย แล้วยังอาการรับรู้ประสาทร่วมอีก แต่ดูเหมือนทุกอย่างที่ประกอบขึ้นมาเป็นเธอนั้นจะช่วยส่งเสริมการเอาตัวรอดในสนามรบให้แก่หล่อนเป็นอย่างมาก

“เสริมการเช็กสถิติอาการรับรู้ประสาทร่วมไว้พรุ่งนี้เลยดีไหมคะ แล้วก็เลื่อนคาบสอนของฉันออก...” อาซาฮียังคงปรึกษากับท่านรองผู้บัญชาการเคร่งเครียด ลูเซียสได้แต่มองพวกเขาแล้วหันไปสนใจเสียงเปิดประตูอัตโนมัติแทน

“กลับมาแล้วค่า~ แผนกประชาสัมพันธ์มีกล่องพัสดุจ่าหน้าถึงหน่วยเราด้วย จะเป็นอะไรกันน้า มีใครสั่งอะไรแล้วลืมแจ้งชื่อไว้ไหมคะ?” รินอุ้ยอ้ายเข้ามาในห้องพร้อมกล่องพัสดุใบเล็ก มันถูกวางลงบนโต๊ะกลางโถงก่อนที่เจ้าตัวจะเดินไปพาดผ้าพันคอไว้กับเสาแขวนเสื้อนอกใกล้ทางเข้า

“...” ลูเซียสเข้าไปมองกล่องอย่างสนอกสนใจ พัสดุใบนั้นถูกห่ออย่างแน่นหนา และสีสันพิเศษในคลองสายตาของลูเซียสคือเส้นแสงและจุดสีแดงที่ปลายลำแสง คล้ายกับทรงกลมที่สร้างจากเส้นและจุดอย่างหยาบเคลื่อนไหวไปมาและขยายใหญ่ขึ้นและหดเล็กลงอย่างไม่มีรูปแบบที่แน่นอน

เธอเห็นภาพอะไรแบบนี้เป็นครั้งแรก และมันถือว่าสวยในสายตาของเธอ

“ลูเซียสอยากเปิดเหรอคะ? งั้นเปิดได้เลยนะ!” รินยิ้มแย้มจ้ำมาอยู่ข้างโต๊ะอย่างสนใจ

ทันทีที่กรีดใบมีดเพื่อผ่าเทปพัสดุออกเส้นแสงและจุดนั้นก็ขยายขนาดยืดยาวออกไปก่อนจะเปลี่ยนเป็นรัศมีที่ชี้ไปตามที่ต่าง ๆ รวมทั้งคนในห้อง สายตาของมนุษย์ดัดแปลงสาวไล่ไปตามการเคลื่อนไหวของมันก็ได้เข้าใจรับรู้ถึงความหมายของรูปที่เพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรกนี้

‘Laser Pointer’ ปกติแล้วอาวุธทางการทหารเลเซอร์พอยเตอร์นั้นจะใช้แสงที่ตาเปล่ามองไม่เห็น ทว่าเมื่อมองผ่านแว่นอุปกรณ์จะสังเกตถึงมันได้ก็เพื่อปิดบังไม่ให้เป้าหมายรู้ตัว ต่างจากในภาพยนตร์ที่มักเป็นเลเซอร์แดงก็เพื่ออรรถรสให้ผู้ชมทราบว่าใครกำลังถูกเล็งยิง

ลูเซียสใช้พลังจิตแรงโน้มถ่วงลดน้ำหนักของตนกับคนอื่นในห้องเพื่อง่ายต่อการลากพวกเขาไปหลบอย่างฉุกเฉิน เตะโต๊ะกลางของห้องรับแขกขึ้นกั้นแรงปะทะระเบิดที่กำลังจะมา ในเวลาชั่วพริบตาเธอทำทุกอย่างเสร็จสิ้นและหันไปมองพัสดุที่กำลังขยายตัว

หญิงสาวคว้ามือไปด้านหน้ากำอากาศเอาไว้ในขณะที่เบิกตาให้กว้างที่สุดเพื่อกำหนดรายละเอียดเสี้ยววินาทีสร้างพื้นที่แรงโน้มถ่วงหนาแน่นและเขตปลอดแรงโน้มถ่วงกั้นเอาไว้ด้านนอกอีกชั้นเพื่อทอนแรงระเบิดให้อยู่แต่เพียงอาณาเขตพลังจิตด้านในสุดของวงกลมที่ไม่สามารถมองเห็นได้ แต่ผู้ควบคุมต้นกำเนิดพลังรับรู้

อาซาฮีคว้าตัวรุ่นน้องเข้ามาหลังกำบังพอดีกับเสียงระเบิดลั่นห้อง ผนังและชั้นวางต่างสั่นสะเทือน กลุ่มควันเหม็นไหม้และละอองเถ้าฟุ้งอยู่ในรัศมีวงกลมที่ลูเซียสสร้างขึ้นมาอย่างฉุกละหุก

“บ้าน่า มันผ่านกระบวนการตรวจสอบมาอย่างครบถ้วนนะ!” รินร้องเสียงหลง มันน่ากลัวยิ่งกว่าความเลินเล่อของพวกเขาเสียอีก เพราะเจ้ากล่องพัสดุนี้ถูกส่งเข้ากระบวนการอย่างรัดกุมตามระเบียบทุกขั้นตอนกลับถูกส่งมาให้ถึงมือพนักงานระดับสูงได้โดยไม่ตกหล่นหรือถูกคัดทิ้งเสียก่อน

“เรื่องนั้นเอาไว้ทีหลัง แจ้งฝ่ายสอบสวนว่าเรามีงานเพิ่มให้เขาแล้วเรียกหน่วยพิสูจน์หลักฐานมาเก็บตัวอย่างไปวิเคราะห์ด้วย” อาซาฮีทำหน้าเครียด

“เมื่อกี้ลุกซ์มองและไล่สายตาตามบางอย่างมาที่พวกเรา แม้กระทั่งระเบิดด้วยอาการรับรู้ร่วมนั่นก็แสดงให้ทราบเหรอคะ?” เอเลี่ยนสาวผู้มีสิทธิ์สั่งการเคลื่อนไหวทัดเทียมกับจาฮาราตีสีหน้าจริงจังขึ้นไปอีกระดับ

มันไม่ใช้ซินเนียทีเซียแน่นอน เธอคิดเช่นนั้น

“Empathy?” ท่านทูตปัดเสื้อของตนลุกขึ้นพลางเอ่ยถึงพลังจิตอีกแขนงขึ้นมา

“...พลังจิตผสาน? เหรอคะ? เอมพาธีกับออร่ารีดดิ้งแสดงผลร่วมกับอาการซินเนียทีเซีย? เป็นไปได้เหรอคะ?” ปลายคิ้วของอาซาฮีม้วนเข้าหากันอย่างสงสัย

“บอกว่าเป็นไปไม่ได้ทั้งที่มีกรณีตัวอย่างให้เห็นตำตาต่างหากที่เป็นไปไม่ได้...” ท่านทูตเผยมือข้างหนึ่งไปที่ลูเซียสและหันไปมองเธอ เขายิ้มเล็กน้อยจนเหล่าคนที่ไม่สนิทชิดเชื้อมองไม่เห็นถึงความแตกต่างนั่น

“คราวนี้รูปร่างและสีล่ะเป็นยังไง?” ท่านทูตดูจะสนใจกรณีพลังจิตกลายพันธุ์ด้วยตัวมันเองมาก ไม่ใช่ว่าไม่เคยเกิดขึ้นแต่เคสที่เป็นประโยชน์ยิ่งยวดเช่นนี้ค่อนข้างหายาก

“เลเซอร์พอยเตอร์สีแดง แต่ตอนแรกเป็นทรงกลมจากเส้นและจุดต่อกัน พอจะระเบิดก็เปลี่ยนเป็นรัศมี” ลูเซียสอธิบายสิ่งที่เธอเห็นโดยเทียบกับสิ่งที่รู้กและใกล้เคียงที่สุด

“เมื่อกี้ได้ใช้พลังจิตไหมคะลุกซ์?” อาซาฮีเข้ามาไต่ถามเธอพลางจับไหล่หมุนไปมาราวกับจะหาบาดแผลจากเหตุการณ์เมื่อครู่

“ใช้... แต่ไม่ได้ตั้งใจใช้มันออกมาเอง” เอมพาธีโดยทั่วไปเป็นพลังจิตที่คล้ายคลึงกับลางสังหรณ์บอกว่าอีกฝ่ายมาดีหรือมาร้ายแต่ไม่สามารถบอกรายละเอียดได้ชัดเจน ซึ่งมันจะแสดงผลเมื่อมีคนประสงค์ร้ายกับเจ้าของพลัง หรือบางทีก็ต้องกระตุ้นด้วยตัวเองเพื่อตรวจสอบในเป้าหมายที่จิตสังหารต่ำหรือไม่มีเลย

“ค่อนข้างเป็นเอมพาธีธรรมดานะคะแต่พอกลายพันธุ์ร่วมแล้วคงต้องเก็บเคสไว้ศึกษาวิจัยต่อจริง ๆ นั่นแหละค่ะ” อาซาฮีพึมพำ หล่อนคิดว่าตัวทดลองอื่นที่รัฐบาลและโรงพยาบาลกลางรับไปก็น่าจะมีปัญหาพลังจิตกลายพันธุ์เช่นเดียวกัน สำหรับองค์กรจลาจลที่วิจัยเถื่อนขึ้นเพื่อสร้างอาวุธนับว่าเป็นวิทยาการและความสำเร็จที่น่ากลัวมากทีเดียว...

“คงต้องแจ้งเรื่องนี้กับทั้งสองสถาบัน... ท่านจาฮาราคะรบกวนแจ้งท่านดีโลไลน์ให้ออกหน้าด้วยนะคะ ดูเหมือนการลูบคมคราวนี้จะทำให้พวกเรารู้อะไรดี ๆ เยอะทีเดียว...” เอเลี่ยนสาวรวบรัด ไม่นานนักเจ้าหน้าที่สองหน่วยที่ถูกเรียกตัวก็เข้ามาในห้องและตรวจสอบสิ่งที่เกิดขึ้น กล้องวงจรปิดในห้องนี้ไม่เสียหายจึงสามารถย้อนภาพเพื่อเก็บไว้ใช้อ้างอิงสำนวนคดีได้

“ในกล่องมีอะไรใส่มาด้วยค่ะ” ฝ่ายพิสูจน์หลักฐานพบบางสิ่งก่อนจะนำมันใส่ถุงซิปล็อกและตรวจสอบผ่านพลาสติกใส่เหนียวพิเศษนั่น “...เขี้ยวเหรอนั่น?” เธอพึมพำอย่างไม่แน่ใจ

“อะไรนะ!” เบรดเล่ย์เหวลั่นรีบวิ่งไปคว้าแย่งมาสำรวจด้วยสายตาตัวเอง

“บัดซบ! ตาเฒ่าเฮิร์กเรอะ! ไอ้เวรพวกนั้นมันได้กุญแจไปเกือบครบแล้วสินะ...” มังกรเด็กสบถออกมาอีกหลายคำ ถัดมาไม่ไกลมีแฟร์ที่กลั้นขำมองอาซาฮียกมือปิดหูลูเซียสเอาไว้

“ดูเหมือนว่าพอลุกซ์เข้าร่วมกันเราได้ไม่นานอะไร ๆ ก็คล้ายจะคลี่คลายนะคะ?” อาซาฮีเห็นว่าเบรดเล่ย์สงบปากสงบคำขึ้นก็ละมือออกจากหูของหญิงสาวตัวเล็ก

“แต่ก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่าค้นหาอะไรจากเหล่ามังกรโบราณ” ลูเซียสยักไหล่ เธอทำตามหน้าที่เท่าที่สั่ง แล้วก็ไม่ได้สนใจรูปคดีถัดจากนี้ ถ้าทำงานแล้วจะได้เลื่อนขั้นจนถึงตำแหน่งที่สามารถเลือกงานได้ก็น่าจะดีเพราะลึก ๆ แล้วเธอเองก็ไม่ได้ชอบงานภาคสนามที่ต้องลงไม้ลงมือนัก... เธอออมแรงไม่เป็น ต่อให้ทุกวันนี้ได้รับการฝึกวันละสองชั่วโมงก็ยังไม่ชินกับการปรับระดับพลังจิตและลดความเร็วของตัวเองลง

“มรดกมังกรยังไงล่ะ สิ่งที่พวกมันตามหา...” เบรดเล่ย์ตีหน้ายักษ์ เขาดูโกรธมากและคงนึกถึงความหลังบางอย่างจึงได้มีความเศร้าผสมอยู่อย่างเจือจาง

“ไม่ทราบว่ามรดกมังกรนี่...” รินยกกรงเล็บสุดปลายครีบแบนแตะจะงอยปากอย่างสงสัย มรดกมังกร?

ลูเซียสหลับตาลงย้อนนึกถึงสิ่งที่ผ่านตา หน้าหนังสือเหล่านั้นยังคงอยู่ลึกลงไปในสมองของเธอข้อมูลต่าง ๆ ไหลย้อนกลับไปราวพลิกหน้าหนังสือ ‘มรดกมังกร’ ในความทรงจำของเธอนั้นก็เป็นเพียงสิ่งที่เรียกขานว่านิทานปรับปราเท่านั้น เรื่องเล่าขานถึงมหาขุมทรัพย์ที่เหล่ามังกรทั้งหลายนำมารวบรวมเก็บเอาไว้ในที่เดียว สมบัติที่ทรงคุณค่าของเหล่ามังกร ทว่าลูเซียสเห็นต่างออกมาเธอไม่คิดว่ามรดกมังกรจะเป็นอัญมณีหรือทองคำตามที่นิทานเล่าอ้าง

แม้การที่มีคนกล้าจะลักพาตัวมังกรเพื่อเสาะแสวงหามรดกมังกรนั้นจะเถียงไม่ได้ว่าบ้ามากไม่ก็มั่นใจมากว่าสมบัติเหล่านั้นจะคุ้มค่ากับการกระทำอุกอาจที่ก่อเอาไว้ คงเป็นอะไรบางอย่างที่ล้ำค่ายิ่งกว่าแร่ที่ผู้คนบนโลกอุปโลกน์ให้ค่ามันขึ้นมา

“มรดกมังกรคือมหาขุมทรัพย์ของพวกเราชาวมังกรที่เฝ้าสะสมเอาไว้ตั้งแต่ยุคโบราณ ตั้งแต่มนุษย์เริ่มสร้างเสกอารยธรรมของตนแต่งแต้มแผ่นดินขึ้นมาในแต่ละมุมโลก” เบรดเล่ย์เป็นผู้ชี้แจงไขความสงสัยทุกคนในห้อง เขาลูบเขี้ยวในถุงพลาสติกจ้องมันไม่วางตา ซีโร่จำต้องเข้ามาขอรับมันเพื่อส่งให้เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานนำมันไปตรวจสอบพร้อมสิ่งอื่นที่เจอกับวัตถุระเบิด

“อาชญากรพวกนั้นต้องการเงินจากการขายสมบัติโบราณงั้นสินะ?” แฟร์รวบรัดตามความเข้าใจของตนเอง ลูเซียสหันไปมองเขาแววตาเต็มไปด้วยความสงสัย

“...มันขายไม่ได้หรอก” เบรดเล่ย์เค้นลมหายใจพ่นถอนอย่างระอา “ไม่มีมนุษย์คนไหนเชื่อพวกเราว่ามหาขุมทรัพย์เหล่านั้นไม่ใช่เพชรนิลจินดาหรือทองคำ ไม่ใช่เครื่องของโบราณมีอายุ หรืออาวุธที่ทรงพลังที่หลับใหลในโถงคลังรโหฐานทั้งนั้น สิ่งที่พวกเราเก็บเอาไว้...สำหรับพวกเรามันมีค่ามากกว่าแร่ที่มนุษย์กล่าวว่าราคาแพงที่สุด สำคัญยิ่งกว่าอาวุธทางการทหาร พิเศษยิ่งกว่ายาอายุวัฒนะใดใด...” มังกรตัวเล็กไหล่ลู่ลง

“...” ลูเซียสกลอกตาไปมาพลางจับจ้องไปที่ร่างเล็ก ๆ นั่นอย่างชอบใจลึก ๆ เธอคลำทางถูก อนุมานว่าสมบัติเหล่านั้นไม่ใช่ทั้งเพชรพลอยหรือทองคำ มุมปากจึงยกขึ้นน้อย ๆ เมื่อตนเองราวกับสามารถไขปริศนานั้นได้ เบรดเล่ย์กล่าวว่ามันไม่ใช่แร่ที่มนุษย์ตั้งค่าให้มันราคาสูง ไม่ใช่ยาวิเศษ ไม่ใช่อาวุธ หญิงสาวชาวมนุษย์คนเดียวในห้องนั้นขยับสายตาไปที่ตู้หนังสือและหน้าต่าง เฝ้ามองทุกคนที่ดูลุ้นระทึก รอคอยคำตอบว่าสุดท้ายแล้วสิ่งล้ำค่าที่เหล่ามังกรเก็บซ่อนเอาไว้คือสิ่งใดกันแน่ จึงจำต้องเก็บซ่อนเอาไว้อย่างหวงแหนเช่นนี้

ลูเซียสชอบหนังสือที่เหล่าถึงมังกร กล่าวถึงอำนาจมากมายเหลือล้น ไฟที่พ่นออกมาก็ร้อนพอจะหลอมละลายเหล็กกล้าให้ผิดรูปร่าง พละกำลังมากยิ่งกว่าสัตว์ป่าชนิดใดยามที่กระโจนเข้าหาหรือสะบัดหางฟาดใส่ มีปีกใหญ่โตมากพอจะยกร่างกายขึ้นไปบนฟ้าอันเสรี มีหนังสือมากมายที่กล่าวว่ามังกรชอบสะสมของระยิบระยับ มีหนังสือมากมายกล่าวว่ามังกรชอบของสวยงาม ไม่ว่านิทานเรื่องไหนมังกรนั้นย่อมมีคลังสมบัติที่กักเก็บสิ่งล้ำค่าบางอย่างสำหรับตนเอาไว้

แต่ในหนังสือเรียบเรียงบทความวิจัยต่าง ๆ นั้นกล่าวว่าเหล่ามังกรโบราณนั้นมีหนึ่งนิสัยที่เป็นเหมือนกันราวกับเอกลักษณ์ของเผ่าพันธุ์ พวกเขาชอบที่จะอ่านและเฝ้ามอง ติดตามพัฒนาของเหล่ามนุษย์และมักให้คำแนะนำแก่มนุษย์ในสิ่งที่ตนเองรู้แจ้งถ่องแท้

มังกรมีลักษณะพิเศษคือความทรงจำที่ถ่ายทอดกันทางสายเลือด พวกเขารู้เส้นทางเก่าแก่ภายนอกโดมอาศัย ใต้แผ่นฟ้า ลึกลงไปในห้วงสมุทร ใจกลางป่าลึก ความทรงจำเหล่านั้นคอยนำทางมังกรรุ่นใหม่ที่ไม่เคยย่างกรายลงไปยังดินแดนภายนอกได้อย่างถูกต้องแม่นยำ เป็นความพิเศษ สิ่งที่ซ่อนเอาไว้จะต้องมีผลกระทบกับโลกภายนอกไม่มากก็น้อยถึงต้องนำไปไว้ให้ไกลจากสายตาเหล่าผู้คน นี่คือสิ่งที่ลูเซียสวิเคราะห์ออกมา

กิริยาเล็กน้อยอย่างการขยับสายตา มุมปากที่โค้งขึ้นและแววตาแสนซุกซนใต้ใบหน้าที่เรียบเฉยนั้นตกอยู่ในการเฝ้ามองของสองพี่น้องต่างดาว ทั้งคู่เหล่มองกันเล็กน้อยและคิดว่ามนุษย์ผู้นั้นก็คงอนุมานอะไรบางอย่างได้และทราบว่าสมบัติที่เบรดเล่ย์เอ่ยคือสิ่งใด

ขอบตาล่างของท่านทูตโค้งขึ้นเล็กน้อย เขาทำงานบริหารทรัพยากรและบ่อยครั้งลูกน้องที่ยศต่ำกว่ามักจะไม่คิดทำอะไรนอกจากรอฟังคำสั่งเชื่อมั่นในตัวเขาอย่างสุดหัวใจว่าสิ่งที่เขาเอ่ยปากออกมาคือสุดยอดทางออกในเวลานั้น

“สิ่งที่พวกเราเก็บซ่อนเอาไว้ในสถานที่พิเศษทางเข้าพิเศษนั้นคือ ความรู้และบันทึกประวัติศาสตร์ ความรู้ตั้งแต่มนุษย์จับตัวรวมกลุ่ม อารยธรรมที่สาบสูญ มรดกวิทยาการที่สูญหายไปในรอยต่อประวัติศาสตร์ แขนงวิชามากมายที่หายไปบ้าง ไม่ครบถ้วนบ้าง ทั้งสิ่งที่เป็นที่ยอมรับ และสิ่งที่ไม่ถูกยอมรับ ศาสตร์ที่ในยุคสมัยหนึ่งหาว่านอกรีต ความจริงของการทดลองที่บางห้วงเวลาถูกมองว่าเพ้อเจ้อ การจะปล่อยมันออกไปสู่โลกภายนอกบางทีก็เป็นเรื่องยาก...” เบรดเล่ย์เอ่ยออกมาอย่างจนปัญญา หากว่าความรู้ที่สะสมเอาไว้เหล่านั้นถูกเผยแพร่ออกไป คงได้มีการถกเถียงเส้นประวัติศาสตร์บางยุคสมัยเสียใหม่ ต้นตอของอารยธรรมที่หายไป อารยธรรมที่คล้ายคลึงกันในคนละดินแดน

“ความรู้บางอย่างนำมาซึ่งหายนะ...สินะ?” ลูเซียสกล่าวถ้อยคำในหนังสือออกมา

“ความรู้บางอย่างจะนำไปสู่อาวุธทรงอานุภาพ และมันก็ไม่จำเป็นในยุคสมัยที่เงียบสงบเช่นนี้” เบรดเล่ย์หรี่ตามองมนุษย์หญิง

“...” ลูเซียสก้มมองมังกรที่น่าจะมีอายุมากกว่าเธอแต่อยู่ในร่างของเด็กชาย เธอคิดว่ายุคสมัยนี้นะ... “มันก็ไม่ได้สงบสุขขนาดนั้นหรอกนะ เพราะหลักฐานก็คือฉันยังไงล่ะ...” เธอที่ออกมาสู่โลกภายนอกได้เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ มากมาย รู้ว่าการที่ตนถูกกระทำมาตั้งแต่จำความได้นั้นเป็นเรื่องผิดกฎหมายและศีลธรรม มนุษย์ไม่ควรถูกนำไปทดลองเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ใดใด ไม่ว่ามันจะสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ขึ้นมาหรือไม่ ก็ไม่มีใครควรเจ็บปวดหรือถูกกระทำเยี่ยงสัตว์ที่ต่ำกว่า

“หากว่ายุคสมัยนี้เป็นเวลาที่เงียบสงบ ก็ไม่ควรมีเอ็นเลสขึ้นมา ที่นี่เป็นปราการปกป้องสิทธิ์ในชีวิตด่านสุดท้าย เป็นหลักฐานของกลียุคอันปั่นป่วนที่โลกภายนอกนั้นยังคงมีคนที่ต้องการสร้างอาวุธสงครามมีชีวิตขึ้นมา” ถ้อยคำของลูเซียสโตและแยบยลเกินไปสำหรับคนที่ไม่ประสาโลกภายนอก เธอเป็นแบบนี้ เต็มไปด้วยสิ่งที่ย้อนแย้งในตัวเอง...

ราวกับเด็กที่เพิ่งจะเดินและท่องเที่ยวไปในโลกใบใหม่ที่ใหญ่กว่าเคยรู้จัก กระนั้นบางส่วนในใจของเธอ เหล่าข้อมูลมากมายที่อัดแน่นอยู่ในหัวต่างกลั่นกรองและทำให้ตัวตนของเธอแปลกกว่าชาวบ้านไปในบางจุด

ไม่เข้าใจถึงความละเอียดอ่อนของอารมณ์ ความคิด ความแตกต่างของฝูงชนที่มีการแสดงออกและเลือกวางตัวต่างกันไปตามสังคมที่เติบโต นึกสงสัยว่าทำไมผู้คนถึงได้เกลียดคนอื่นจากคำกล่าวของบุคคลที่สามซึ่งต่างก็ไม่รู้ว่าที่ว่าออกมาจากปากนั้นจริงเท็จเพียงไหน

ไม่เข้าใจถึงระบบอันน่าปวดหัวรากฐานของชนชั้นหรือสิ่งที่เรียกว่าหน้าตาในสังคม ไม่ถ่องแท้ถึงเกียรติและกลุ่มที่ใช้แยกคนออกเป็นหลายจำพวกทั้งที่ทุกคนก็ต่างมีความเป็นปัจเจกในตนเองหามีเหมือนได้ยากยิ่ง

กระนั้นแล้วเธอกลับเข้าใจความหมายของกลียุค เข้าใจว่าในโลกที่ดำเนินไปนี้ยังคงมีที่ไหนสักแห่งซุกซ่อนความดำมืดที่ยากจะเปิดเผยต่อสาธารณชน แจ้งแก่ใจถึงอัตตาของใครบางคนที่เฝ้าหวังจะสร้างประวัติศาสตร์บทใหม่ขึ้นมาด้วยความรุนแรง ไม่เช่นนั้นอาวุธอย่างเธอคงไม่ถือกำเนิดขึ้นมาในยุคสมัยที่สะดวกสบายดั่งปัจจุบันนี้

องค์กรช่วยเหลือมากมายจัดตั้งขึ้นบริหารและกะเกณฑ์เหล่าผู้คนให้เป็นไปในแนวทางที่ถูกต้อง ข้าวของเครื่องใช้ละลานตาที่อำนวยให้ผู้คนสามารถจะใช้เวลาจากงานบ้านหรือการทำอาหารไปจดจ่อกับงานอดิเรกหรือครอบครัว

มันเป็นโลกที่เต็มไปด้วยสีสันอย่างยากจะหาคำใดมาเปรียบ สีสันที่สดใส วุ่นวาย อันตราย และเน่าเฟะอยู่ภายใต้เงาของแสงที่เจิดจ้าสว่างไสว

“...ยัยหนูนี่พูดถูก ดูเหมือนยุคสมัยที่เงียบสงบมันยังคงมาไม่ถึงสินะ... งั้นก็ได้ข้ากับซีโร่จะให้ข้อมูลที่จำเป็นต่อการควานจับหางพวกมัน... เหตุผลที่ต้องพามังกรกลับไปเป็น ๆ เหตุผลที่พวกมันกว้านลักเหล่าเราผู้มีสายเลือดโบราณไหลเวียนอยู่ในร่างกายนี้” เบรดเล่ย์สิ้นเหตุผลจะดื้อดึงอีกต่อไป สำหรับเขาพวกพ้องล้ำค่ายิ่งกว่าประวัติศาสตร์ของมนุษย์

“รวมไปถึงความเชื่อมโยงของคดีมังกรที่แล้วมา...ข้า เป็นลำดับสุดท้าย” แววตาของเด็กชายกลายไปเป็นดวงตาของมังกร เส้นผมจากเงินแปรเป็นกรมท่า ม่านตาจากฟ้าเทาเปลี่ยนสีไปจนเข้มดั่งใต้มหาสมุทรลึก

 

--------------------------

ค้นพบว่าชอบนิยายที่พระนางมีฉากกุกกิ๊กกันน่าร้าก ๆ แต่เหมือนจะไม่ถนัดเขียนล่ะค่ะ… 55555555

ไม่นะ ๆ ต้องเขียนไหวสิ แต่ด้วยนิสัยของพระนางเรื่องนี้มันไม่อำนวยให้ทำตัวน่ารักต่อหน้าคนแปลกหน้าต่างหาก/ให้กำลังใจตัวเอง

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 10 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

53 ความคิดเห็น

  1. #6 faza205317 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 16 กรกฎาคม 2563 / 18:52
    ปริศนาเยอะแท้ 555
    #6
    0