Endless SSU | ลำดับ 1 แห่งไร้สิ้นสุด

ตอนที่ 4 : Role.3 - Help the Victims

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 63
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 9 ครั้ง
    10 ก.ค. 63

Role.3 - Help the Victims

 

อาซาฮีเล่าว่าพี่ชายของเธอทำงานเป็นทูตอยู่ที่สถานีอวกาศนอกวงโคจรได้หลายปีแล้ว หลังจากมั่นใจเรื่องภาษาและธรรมเนียมของคนบนพื้นโลกมากเข้าจึงอยากมาสัมผัสด้วยตัวเอง ชาวดาวโคคิวรีอุนีปุสนั้นมีมันสมองเป็นเลิศในการคำนวณและวิเคราะห์ ดังนั้นจุดอ่อนใหญ่ที่สุดของพวกเขาจึงไม่เข้าใจเรื่องของอารมณ์ในสิ่งมีชีวิตอื่น ซึ่งข้อด้อยนี้ของอาซาฮีก็ได้ถูกละลายไปจากการเฝ้าสังเกตทำความเข้าใจพลางใช้ชีวิตในสังคมบนพื้นโลกนานวันเข้า

เดิมทีท่านทูตนั้นอยู่ในการคุ้มครองของรัฐบาลตั้งแต่บนสถานีอวกาศ ทว่าเมื่อเขาทำเรื่องขอลงมาศึกษาแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมบนผิวโลก ทีมคุ้มกันก็ถูกเปลี่ยนมือเป็นหน่วยงานเอกชนอย่างเอ็นเลสแทน พวกเขาไม่รู้ลึกตื้นหนาบาง แต่คำนวณจากข้อมูลที่พอจะรู้มาคงไม่พ้นเป็นการท้าทายอำนาจบริหารองค์กรขนาดยักษ์ และอาจมีการเล่นตุกติกเพื่อเรียกความมั่นใจของประชาชนกลับมาที่รัฐบาลร่วมหนึ่งเดียว

แต่มันก็เป็นเพียงความคิดเท่านั้น ถึงจะเกิดการลอบทำร้ายขึ้นอาซาฮีก็มั่นใจว่าตราบใดที่พี่ชายของเธออยู่ใกล้กับลูเซียสจะปลอดภัยแน่นอน เพราะศักยภาพของหญิงสาวแรกรุ่นชาวมนุษย์เบื้องหน้าหล่อนตอนนี้คือมนุษย์ที่แข็งแกร่งที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย...แม้ความคิดจะซื่อตรงเหมือนเด็กมากกว่าก็ตาม

“อาซาฮีชื่อของท่านทูตออกเสียงให้ฟังอีกครั้งได้ไหม?...คะ?” ลูเซียสหันไปหาอาซาฮี เอเลี่ยนสาวเธอยิ้มและนิ่งไม่ปริปากจนกระทั่งลูเซียสลงหางเสียงรื่นหู จึงออกเสียงชื่อของผู้เป็นพี่ชายให้ฟังอีกครั้ง

แน่นอนว่าไม่ว่าจะกี่ครั้ง ความพยายามในการเลียนเสียงของลูเซียสก็ไม่สามารถเอ่ยชื่อที่แท้ของอีกฝ่ายได้แม้แต่ชื่อของอาซาฮีเองก็ตาม

“ภาษาบ้านเกิดของเรารวบคำทั้งสั้นและเร็ว เต็มไปด้วยการออกเสียงแล้วมีลมออกมาใช่ไหมคะ ที่ต้องสื่อสารแบบนี้ก็เพราะภูมิประเทศที่ดาวบ้านเกิดนั่นแหละนะ ที่ดาวของเรามีต้นไม้ดอกไม้ใหญ่เท่าอาคารพาณิชย์เลยนะคะลุกซ์ แล้วพวกเราก็อาศัยหลบซ่อนอยู่ใต้เงาร่มไม้ยักษ์เหล่านั้น พอสื่อสารกันก็ต้องทำให้เหมือนเสียงใบไม้เสียดหรือลมพัดเพื่อไม่ให้สัตว์นักล่าขนาดใหญ่ที่เป็นศัตรูทางธรรมชาติคิดว่าเป็นเสียงของสิ่งมีชีวิต” เมื่อได้ฟังคำอธิบายเพิ่มเติมของอาซาฮี ลูเซียสก็เกิดประกายในดวงตา ทุกครั้งที่ได้รู้อะไรใหม่ ๆ หญิงสาวก็จะออกอาการตื่นเต้นทางสายตาเสมอ

สองพี่น้องเริ่มหลงรักความกระหายรู้ไม่สิ้นสุดของหญิงสาว น่าเสียดายที่มนุษย์มักอายุขัยแค่ไม่เท่าครึ่งของพวกเขา

“ที่ดาวเป็นยังไง ไม่เหมือนโลกเหรอ?” สำหรับลูเซียสโลกสีเทา ๆ ในสายตาเธอเป็นพื้นฐานทุกอย่างคิดกระทั่งว่าดาวดวงอื่นก็คงไม่ต่างออกไปนักสำหรับอารยธรรมที่เจริญก้าวหน้า

“เป็นดาวที่มีต้นไม้สูงเท่าตึกของดาวโลกเลยค่ะ แล้วพวกเราก็ปลูกบ้านบนนั้น หรือบางทีก็ใต้มวลดอกไม้ยักษ์...” ลูเซียสจินตนาการถึงดาวบ้านเกิดของอาซาฮีอย่างนิ่งเฉย แววตาเปล่งประกายนึกถึงบ้านของภูตจิ๋วในนิทานที่อยู่ในต้นไม้หรือใต้ดงโคลเวอร์กลางป่า อาซาฮีเล่าถึงภูมิประเทศและสภาพอากาศของดาวบ้านเกิดให้ลูเซียสฟังไปตลอดการนั่งรถโดยสารรับจ้าง

สุดท้ายพวกเขาทั้งสามมาหยุดอยู่ที่โรงละครใหญ่โดยมีอาซาฮีทำหน้าที่เป็นไกด์พาเที่ยว

“...” ท่านทูตนิ่งไปและมองน้องสาวอย่างไม่เข้าใจ

“อะไรกันคะ แค่พามาเรียนรู้อารมณ์ความรู้สึกต่าง ๆ ที่พวกเราไม่มีเท่านั้นเองค่ะ ละครโศกต่าง ๆ เองก็เป็นตัวอย่างที่เข้าใจง่ายด้วยนะคะพี่ชาย เพื่อเป็นแนวทางของความรู้สึกอย่างคนปกติไงล่ะ!” เอเลี่ยนสาวกอดอกทั้งสี่แขนยิ้มแป้นอย่างภูมิใจนำเสนอ

ลูเซียสไม่เข้าใจว่าละครเวทีคืออะไรจึงเปิดไอดีเอแล้วเสิร์ชหาความหมายของมัน

“ละครเวที คำนาม ละครแบบหนึ่ง แสดงบนเวที มีฉากสมจริงและมีการปิดเปิดม่าน ผู้แสดงดำเนินเรื่องด้วยบทเจรจา อาจมีการร้องเพลงแทรกประกอบแทนการเจรจาปกติ...” หญิงชาวมนุษย์อ่านข้อความที่วิ่งแสดงผลบนหน้าจอใสของไอดีเอ เธอเงยหน้ามองอาซาฮี

“แต่คนปกติไม่ร้องเพลงระหว่างพูดคุย...” ลูเซียสท้วง

“ถูกต้องตามว่าค่ะ ในชีวิตจริงเราไม่มีเวลามากพอจะร้องเพลงเพื่อใช้สนทนากับใครหรอกนะคะลูเซียส สิ่งนี้เป็นความบันเทิงของพวกมนุษย์ค่ะ โดยใช้บทละครจากเรื่องแต่งอย่างนิยายหรือบทละครมาใช้แสดง ส่วนใหญ่เป็นแนวบันเทิงคดี” อาซาฮียิ้มแย้ม

เป็นอีกครั้งที่ลูเซียสใช้ไอดีเอหาความหมายคำที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน เธอกดให้ไอดีเอแสดงผลในรูปแบบเสียง

[เรื่องสมมติที่สร้างขึ้นมาอย่างมีจินตนาการและอารมณ์ มุ่งให้ความเพลิดเพลินเป็นใหญ่ แต่ก็ให้ความรู้ด้วย มีหลายรูปแบบ เช่น...] ลูเซียสหันไปมองอาซาฮีอีกครั้ง

“เรื่องสมมติไม่สามารถนำไปใช้อ้างอิงในการฝึกเป็นคนปกติได้...” หญิงสาวแรกแย้มยังคงใช้เหตุผลโต้กลับ พ่อบุญธรรมของเธอสั่งให้ทำในสิ่งที่อยากทำโดยไม่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรมอันดีงามซึ่งเขาก็ได้วานให้จาฮาราสอนศาสนาต่าง ๆ บนโลกให้กับลูเซียสและจารีตส่วนใหญ่ของมนุษย์ กระนั้นเขาก็ทิ้งท้ายว่าจะไม่นับถือก็ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียอะไรหรอก เพราะว่าพ่อบุญธรรมของเธอก็สนับสนุนให้เธอเชื่อในความสามารถของตัวเองมากกว่า โลกของหน่วยปราบปรามพึ่งความสามารถตัวเองดีกว่าพึ่งโชคที่ไม่รู้ว่าจะมาเข้าข้างไหม

“...” อาซาฮีนึกขึ้นได้ว่าสถานการณ์แบบนี้เธอควรชวนรินมาด้วย หรืออย่างน้อยก็แฟร์

“...” ท่านทูตกระตุกยิ้มมุมปากรู้สึกถูกใจที่น้องสาวของตนเป็นฝ่ายจนมุมขึ้นมาเพราะถ้อยคำทื่อตรงของมนุษย์

“อาซาฮีอุตส่าห์พามาทั้งทีจะเข้าไปดูให้รู้ว่าเป็นยังไงเสียหน่อยก็ได้” เอเลี่ยนหนุ่มตัดสินใจจะเข้าไปศึกษาละครเวทีด้วยสี่ตาของตน

อาซาฮีจัดแจงซื้อตั๋วที่นั่งสามใบตรงกลางเพื่อมองเวทีให้ครอบคลุมที่สุด ละครที่จัดแสดงวันนี้เป็นวรรณกรรมคลาสสิคเก่าแก่โรมิโอจูเลียต ของตกแต่งฉากถูกทำอย่างอลังการแสงสีและกลุ่มนักดนตรีในหลุมขนาบข้างเวที

ลูเซียสชอบยามที่ดนตรีส่งเสียงออกมา ออร่าของเหล่าชายหญิงในหลุมนักดนตรีต่างเปล่งประกายสีสันแห่งความสุขออกมา ในขณะที่นักแสดงมีบรรยากาศที่เธอจับได้ว่าโกหก บางช่วงรู้สึกเศร้าตามบทแสดง บางบทร้องรำก็เป็นสีสันสนุกสนานขึ้นมาท่ามกลางแสงสีส้มในฉากที่สร้างขึ้นเลียนแบบสวนกุหลาบของคฤหาสน์ในภาพวาด สีของไฟเปลี่ยนไปตามอารมณ์ส่วนใหญ่ของฉากองก์นั้น ๆ และการบีบความกว้างของดวงไฟทำให้สายตาของผู้ชมเบนไปยังสิ่งที่สปอตไลท์กำลังสาดใส่ มันคงจะมีเพียงลูเซียสและท่านทูตที่เก็บทุกรายละเอียดบนเวทีอย่างต้องการจะสำรวจทุกซอกทุกมุมการเคลื่อนไหวของผู้คนในเงามืดที่กำลังรอบทแสดงของตน บางคนก็ถอยหลบออกไปซ่อนหลังฉาก

ทำนองดนตรีคลอไปกับเสียงขับร้องประสานกันอย่างลงตัว สำหรับอาซาฮีแล้วการแสดงนี้ทำทุกอย่างออกมาได้ดีมาก เว้นก็ตรงจุดที่การสับเปลี่ยนฉากที่ยังคงช้าอยู่บ้างเพราะอิงระบบการจัดโรงละครแบบเก่าเข้ามาใช้ด้วยแม้สมัยนี้จะมีเทคโนโลยีอื่นอย่างโฮโลแกรมหรือเครื่องฉายภาพเสมือนจริงให้ได้ใช้

ท่านทูตกับลูเซียสนั่งนิ่งตั้งแต่เริ่มจนถึงจบการแสดง มีลุกขึ้นปรบมือตามอาซาฮีทำก็เพียงเท่านั้น ในหัวเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจและคำถามมากมายจนแสดงออกทางคิ้วที่ขมวดเข้าหากันเหมือนพี่น้องมิมีผิด

“ดูท่าจะมีจุดที่ไม่เข้าใจเต็มไปหมดเลยสินะคะทั้งสองคน” อาซาฮีเอ่ยขึ้นขณะเดินนำทั้งสองคนมาที่โถงด้านนอก

“สมัยนั้นมียาที่กินแล้วเหมือนตายอยู่จริงด้วยเหรอ?” ลูเซียสทบทวนสิ่งที่อยู่ในสูจิบัตรแนะนำละครมันเขียนเอาไว้ว่า ‘ละครโศกนาฏกรรมประพันธ์ขึ้นในปี ค.ศ. 1595 โดย วิลเลียม เชกสเปียร์’ “ถ้าเกือบสองพันปีก่อนมียาที่สรรพคุณดีขนาดนั้นการแพทย์ก็น่าจะรุ่งเรืองจนรับมือกับวิกฤตโรคระบาดในช่วงเกือบร้อยปีให้หลังได้สิ?” เธอท้วงจุดขัดแย้งขึ้นจากความทรงจำในคาบประวัติศาสตร์โลกของจาฮารา

“ลูเซียสคะ... มันคือเรื่องแต่งค่ะ สมมติขึ้นเฉย ๆ สมัยนั้นไม่ได้มียาที่กินแล้วเสมือนตายอยู่จริงนะคะ สมัยนี้อาจจะทำได้แต่ก็อยู่ในหมวดยาต้องห้ามแน่นอนค่ะ ส่วนเรื่องการรับมือโรคระบาดในสมัยนั้นการวิจัยและสาธารณสุขค่อนข้างไร้ประสิทธิภาพเมื่อเทียบกับยุคหลังหรือสมัยนี้ ผู้คนไม่ได้ให้ความสำคัญกับการแพทย์และการวิจัยโรคมากเท่ายุคหลังค่ะ” อาซาฮีอธิบายแก้ไขความเข้าใจผิดของลูเซียส ทว่ามนุษย์ที่เพิ่งจะเรียนรู้โลกกว้างไม่ทันไรก็ขมวดคิ้วอีกครั้ง อาซาฮีหัวเราะในลำคอตั้งตารอคำถามถัดไปจากสาวจำไม แต่ครั้งนี้ลูเซียสเลือกใช้คำในการถามไม่ถูกเธอจึงคิดอยู่นานพลางส่งเสียงในลำคอเหมือนจะพูดแล้วก็หยุดไปหลายครั้ง

“ทำไมถึงเอาความเกลียดชังของคนอื่นมาใส่ตัวเอง?” ลูเซียสคิดว่าน่าจะเป็นการถามที่ครอบคลุมที่สุดเท่าที่เธอจะสามารถประดิษฐ์คำได้ โดยไม่รู้เลยว่าคำถามนี้ของลูเซียสสำหรับอาซาฮีและอาซาไรแล้วมันเหนือความคาดหมายของพวกเขาไปมาก

“คิก...” อาซาฮีกลั้นหัวเราะ “นั่นสินะคะ จะอธิบายยังไงดีนะ เรื่องแบบนี้แม้แต่มนุษย์เองก็เลือกตัดสินและแสดงออกต่างกันไป บางทีก็มีเรื่องที่ชั่วชีวิตไม่มีทางจะทำความเข้าใจได้เหมือนกันค่ะ” เอเลี่ยนสาวทำให้หัวคิ้วของลูเซียสชิดกันกว่าเดิม...

อาซาฮีเห็นว่ามันน่าสนุกดีก็เลยใช้การเปรียบเทียบเพื่อสร้างความเข้าใจถึงความแตกต่างให้ลูเซียสฟัง “อืม... อย่างเช่นว่าลุกซ์น่ะได้ยินคนนินทาคุณพ่อดีโลไลน์ว่าชอบอู้งาน ไม่จริงจัง จะรู้สึกยังไงคะ?” เอเลี่ยนสาวจ้องมนุษย์ตาแป๋วอย่างใคร่จะฟังคำตอบของอีกฝ่าย

“ก็ถูกของเขาแล้วนี่...” ลูเซียสตอบและมองอาซาฮีกลั้นขำ อาซาฮีคิดขึ้นมาทันทีว่าอยากจะให้ท่านประธานมาได้ยินได้เห็นสิ่งที่เธอเห็นตอนนี้จริง ๆ

“เอาใหม่นะคะ ฉันคงหาเรื่องอุปมาตื้นเกินไป ถ้าเกิดมีคนบอกว่าคุณพ่อดีโลไลน์ของลุกซ์ชอบรีดไถเงินของคนอื่น และลักขโมยของละคะ?”

ลูเซียสนิ่งไปเล็กน้อย “รู้สึกไม่สบอารมณ์เท่าไหร่แต่ว่ามันไม่เป็นความจริงนี่นา ไม่รู้ฟังมาจากไหน... แต่ว่าความจริงที่คุณพ่อไม่ได้ทำก็ไม่เปลี่ยนไป”

“อืม... คลาดที่คาดเดาเอาไว้นิดหน่อย เช่นนั้นจะอธิบายเพิ่มนะคะ ถ้าเกิดว่าทุกคนเชื่อแบบนั้นแล้วเอาแต่พูดสาปแช่งคุณดีโลไลน์ลุกซ์เองก็ไม่ชอบใช่ไหมละคะ เพราะว่าคนที่รักกำลังเดือดร้อนไม่ว่าจะทางกายหรือใจ เราก็จะรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมา คนบางกลุ่มเองก็มีการตอบสนองความรู้สึกของตัวเองในรูปแบบที่ก้าวร้าวรุนแรงเหมือนกัน อย่างในละครที่โต้เถียงเสียงดัง จนกระทั่งพลั้งมือฆ่าผู้อื่นไป โดยที่ความเกลียดชังนั้นไม่ได้มาจากการถูกกระทำต่อตนเองโดยตรง แม้จะเป็นความเกลียดชังที่ปลูกฝังมาจากลมปากของคนที่แก่วัยกว่าและใกล้ชิดก็รู้สึกคล้อยตามได้ ดังนั้นคำถามที่ว่าทำไมถึงเชื่อและเอาความเกลียดชังของผู้อื่นมาใส่ตัวเอง ถึงจะเป็นฉันก็ตอบให้ไม่ได้หรอกค่ะลุกซ์ เพราะฉันเองก็ไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่เหมือนกัน” อาซาฮียิ้มแย้ม

“...” ลูเซียสทบทวนสิ่งที่ได้ยินแล้วก็เลิกคิ้วนิ่งประมวลผลไป

“ยังมีอะไรสงสัยอีกไหมคะ”

“สุดท้าย ทำไมไม่บอกแผนกับโรมิโอไม่งั้นก็ได้อยู่ด้วยกันไปแล้ว ถ้าไม่พูดก็ไม่เข้าใจสิ่งที่คนอื่นคิดอยู่หรอกก็มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตแบบนั้นนี่?” คำถามสุดท้ายของลูเซียสเป็นคำถามที่ธรรมดากว่าที่คิด

“คนบางประเภทก็ชอบคิดเข้าข้างตัวเองค่ะว่าแผนจะสำเร็จโดยไม่มีอุปสรรค โดยไม่ได้คำนึงถึงจุดด้อยของแผนการ หรืออุบัติเหตุที่สามารถเกิดขึ้นจนทำให้แผนล่มได้ จูเลียตเป็นคนแบบนั้นค่ะ อาจจะด้วยวัยที่ยังไม่มีประสบการณ์มากพอ ทำให้ตัดสินใจไม่รอบคอบนัก” อาซาฮีหันไปหาพี่ชายที่เงียบเหมือนรอจังหวะจะถามบ้างแต่เขาก็รอให้ลูเซียสถามที่อยากรู้ไปก่อน

“มันก็...เป็นวรรณกรรมดราม่ารักวัยรุ่นทั่วไปทำไมถึงโด่งดังจนกลายเป็นบทละครอมตะนิยมไปเสียได้?” ท่านทูตขมวดคิ้ว เขาไม่เห็นว่ามันจะพิเศษไปมากกว่าวรรณกรรมในยุคหลังที่บางเรื่องอาจจะถูกประเมินโดยรวมว่าสนุกกว่าเสียด้วยซ้ำ

“น้องก็สงสัยจุดนั้นเช่นกันเลยทำการบ้านมาแล้วค่ะ! ในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษ 15 วรรณกรรมรักส่วนใหญ่จะอิงศาสนากับขนบจารีต รวมไปถึงรูปแบบของรักและความกล้าหาญ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเรื่องราวความรักดั่งอัศวินที่จะถวายหัวปกป้องหญิงคนรักและเกียรติของเธอ โรมิโอจูเลียตที่เต็มไปด้วยความยุ่งเหยิงและการกระทำของหนุ่มสาววัยรุ่นที่ใช้อารมณ์และความดื้อดึงจึงเป็นเรื่องที่แปลกน่าสนใจในสมัยนั้น กล่าวคือจังหวะในการปล่อยผลงานความรักรูปแบบใหม่ท่ามกลางวรรณกรรมรักเดิม ๆ จึงโด่งดังขึ้นมา” ท่านทูตได้ยินคำตอบจากน้องสาวก็ลูบคาง

“เป็นกวีที่มีหัวการค้าดีนะ”

“อาจจะแค่บังเอิญก็ได้ค่ะ” อาซาฮีตอบพี่ชายของเธอก่อนจะหันไปมองลูเซียสที่เงียบไป หญิงสาวกำลังจ้องมองอะไรบางอย่างห่างออกไปตรงทางออกโรงละคร

“โธ่... อย่าบอกนะคะว่าเห็นคนในรายชื่อประกาศจับอีกแล้ว” เห็นลูเซียสจ้องคนอื่นทีไรอาซาฮีรู้สึกไม่สงบใจเลย... โดยเฉพาะกับสายตาเยือกเย็นเหมือนประเมินความสามารถเทียบกับตัวเองแบบนั้น

“...ใบหน้าในประกาศตามหาคนหาย?” ลูเซียสขมวดคิ้วแน่นก่อนนวดหัวคิ้วพลางกลอกตาทบทวนเอกสารที่ผ่านตาต่าง ๆ ในแฟ้มที่แฟร์กับจาฮาราให้อ่านศึกษารูปคดีต่าง ๆ และงานที่พวกเขารับทำและรับช่วงดูแลร่วมกับรัฐบาล

“กำลังวิ่งหนีล่ะ” ลูเซียสชะงักไปเมื่อปลายสายตาที่จับจ้องออกไปชายในใบประกาศคนหายกำลังวิ่งหนีอะไรบางอย่างเข้าไปในตรอก ก่อนที่จะมีชายร่างโตกลุ่มไฮบริดวิ่งตามเข้าไปสองคน

“ขออนุญาตค่ะ!” ลูเซียสหันไปหาอาซาฮีแล้ววันทยหัตถ์ใส่ เธอหมุนตัวแล้วพุ่งออกไปจากโรงละครทันทีก่อนที่อาซาฮีจะห้ามทันเสียอีก

ลูเซียสที่วิ่งออกมาจากประตูอาคารใหญ่กระโดดข้ามสิ่งกีดขวางข้างทางเท้าและข้ามถนนสี่เลนไปอย่างรวดเร็ว เธอมองซ้ายมองขวาแล้ววิ่งเข้าไปในตรอกเดียวกันนั้น ทางแคบและค่อนข้างมืด เวลานี้จวนจะค่ำแล้ว หลอดไฟตามเสาประดับทางต่างเปิดสว่าง เว้นก็แต่ในตรอกที่เหมือนจะเสียอย่างบังเอิญ

เธอวิ่งไปตามทางและเห็นออร่าของมิวแทนท์ที่กำลังใช้พลังจิตแยกออกเป็นสอง

‘สอง?’ ลูเซียสไม่เข้าใจว่าทำไมถึงเป็นแบบนั้นแต่ทั้งสองร่างวิ่งไปคนละทาง หนึ่งมีสีออร่าเดียวกันแต่แผ่วเบากว่าเธอจึงเลือกวิ่งไปตามร่างที่ปล่อยออร่าออกมามากและชัดเจนกว่าจนเห็นหลังของไฮบริดหมาป่าอยู่ไกล ๆ

กระแสไฟฟ้าลั่นอยู่ในอุ้งมือของหญิงสาวที่ไม่ได้ลดความเร็วลงจนเมื่อถึงตัวเธอเอื้อมออกไปคว้าไฮบริดหมาป่าด้านหน้า และแม้ว่าอีกฝ่ายจะรู้ตัวจนหันกลับมาคว้าข้อมือของเธอได้ทันอย่างคนชำนาญการต่อสู้และถูกลอบทำร้าย แต่ก็ไม่สามารถหลบกระแสไฟฟ้าที่แล่นอยู่ในอุ้งมือเธอได้ เขาชักแล้วล้มลงกับพื้นเหมือนถูกจี้ด้วยเครื่องช็อตไฟฟ้าขนาดพกพา

ลูเซียสประเมินว่าการจับกุมผู้ไล่ล่ากลับไปอย่างเป็น ๆ เป็นสิ่งที่ควรกระทำ แม้ว่าไฮบริดหมาป่าตรงหน้าเธอจะมีประวัติอาชญากรรมในระบบก็ตาม...

ชายผมแดงที่ถูกวิ่งไล่หันมาอย่างตกใจและมองเธออย่างระแวดระวัง ดวงตาสีเขียวของเขามองกวาดเธอขึ้นลงราวกับจะประเมินว่าเป็นคนของกลุ่มไหน ลูเซียสเพียงแค่จ้องกลับไปนิ่ง ๆ เธอโคลงหัวไปซ้ายทีขวาทีช้า ๆ

“จำได้ละ ใบประกาศคนหายคดีมังกรแฟ้มที่เจ็ด คุณซีโร่ที่สาบสูญไปกับนักล่าและมังกร” เธอกล่าวออกมาอย่างภูมิใจเมื่อค้นความทรงจำของตนเองจนเจอข้อมูลของเขา

“คนของรัฐบาล???” ชายผู้ชื่อซีโร่ถอยหลังไปอีกก้าว

“Endless Last Secure คดีมังกรตอนนี้เป็นหน้าที่ของเอ็นเลสตามระเบียบย้ายโอนของรัฐบาลเพราะเกิดในเขตสาขาหลักของเรา” ลูเซียสเอ่ยชื่อเต็มของหน่วยงานและเหตุผลที่เธอเข้าถึงแฟ้มคดีได้ คดีมังกรที่ว่าตอนนี้อยู่ภายใต้การสืบสวนของเอ็นเลสมาสองเดือนแล้วหลังจากย้ายผู้รับผิดชอบมา

“คนขององค์กรรับจ้างคุ้มครอง?” ซีโร่ทวนขึ้นมาอย่างเหลือเชื่อ ดูยังไงอีกฝ่ายก็เป็นแค่เด็กสาวไม่ประสา ยังไม่ถึงวัยทำงานด้วยซ้ำ ความสามารถเธอดูจะสวนทางกับรูปร่าง

ลูเซียสไม่รู้จะทำยังไงให้อีกฝ่ายเชื่อใจเธอและตามกลับไปจึงได้แต่แบมือยื่นให้นิ่ง ๆ

ซีโร่ลังเลอยู่ครู่ใหญ่จึงเดินเข้ามาใกล้ ทว่าก่อนจะวางมือลงบนมือของหญิงสาวแรกรุ่นเขาก็ตะโกนเสียงหลงเพราะภาพด้านหลังเป็นไฮบริดที่ตามล่าเขาเมื่อครู่รู้แล้วว่าร่างแยกเป็นนกต่อไม่ใช่ตัวจริง

“ระวัง!!” ชายผมแดงพยายามจะดึงไหล่ให้ลูเซียสหลบกรงเล็บแหลมคม เขาตกใจกว่าเดิมที่เธอเหมือนจะล้มลงไปเมื่อเขาดึงไหล่ ก่อนจะเห็นชัดว่าอีกฝ่ายเบนตัวหลบเองแล้วตวัดเท้าหมุนเตะก้านคอชายไฮบริดที่เข้ามาทำร้ายจากด้านหลังได้อย่างรุนแรงแม่นยำ... จนเสียงลมหวดและส้นเท้าที่ตบเข้าหลังคอดังสนั่นในตรอกแคบ

“...” ซีโร่เริ่มรู้สึกว่าแม้แต่เด็กคนนี้ก็ดูจะอันตรายสำหรับเขา

“ไปที่ตึกบริษัทกัน” เธอเอ่ยแล้วคว้าจูงมือของซีโร่ให้เดินตามไป เธอจ้องไฮบริดสองคนบนพื้นแล้วใช้พลังจิตอีกชนิดเพื่อลดภาระการลากชายตัวโตสองคนออกไปจากตรอกด้วยมือเดียว

เธอโตมาในองค์กรเถื่อนเพื่อก่อการร้ายหวังผล ถูกใช้ทดลองอย่างผิดกฎหมายและศีลธรรมเพื่อสร้างอาวุธที่แข็งแกร่งขึ้นมา มิวแทนท์ทั่วไปไม่สามารถทนรองรับพลังจิตมากกว่าหนึ่งได้ และเมื่อทดลองที่จะสร้างมิวแทนท์มากอำนาจด้วยพลังจิตมากกว่าหนึ่ง เกือบทั้งหมดเสียชีวิตด้วยอาการบวมทางสมองหรือสมองแหลกเหลวอยู่ภายใน ไม่รู้เหตุผลกลใดที่ทำให้เธอรอดมาได้ และครอบครองพลังจิตถึงสามประเภทใหญ่ด้วยกัน

Electrokinesis การควบคุมกระแสไฟฟ้าและสายฟ้าดังใจนึก รวมไปถึงสร้าง แยกประจุเพื่อสลายกำลังไฟฟ้า การควบคุมขั้นสูงของพลังจิตที่ใช้กระแสไฟฟ้าสร้างพลาสม่าขึ้นมา

Gravitokinesis การควบคุมแรงโน้มถ่วงเฉพาะจุด

Aura Reading สายตาที่มองเห็นพลังชีวิตสิ่งต่างซึ่งไม่สามารถมองเห็นได้เมื่อถูกบดบังด้วยสิ่งของหรือมุมตึก นอกจากนี้ดวงตาของเธอยังพิเศษเหนือออร่ารีดดิ้งทั่วไป สิ่งนี้ยังคงเป็นความลับและถกเถียงในนักวิจัยพลังจิตว่ามันคือปลายทางของออร่ารีดดิ้งหรือพลังจิตแขนงใหม่เฉพาะทาง เธอไม่ได้เห็นเพียงพลังชีวิตอย่างเดียว เธอสามารถจำแนกพลังจิตของอีกฝ่ายได้ด้วยการแยกแยะเฉดสีขณะเป้าหมายใช้พลังจิต แต่เธอต้องรู้อยู่ก่อนว่าสีสันนั้นคือพลังจิตประเภทไหนจึงแยกแยะออกได้ด้วยความจำจากการเรียนรู้ก่อนหน้า และนอกเหนือจากนี้คือเธอเห็นทิศทางของพลังจิต เป็นประโยชน์มากสำหรับเจ้าหน้าที่ภาคสนามอย่างเธอที่ลงพื้นที่ปะทะกับศัตรูบ่อยและอาจมีพลังจิตล่องหน หรือควบคุมลม ไฟฟ้า หรือสิ่งที่มองด้วยสายตาไม่ได้ ซึ่งเธอได้เปรียบอย่างเหลือล้นต่างออกมา หรือแม้พลังจิตสะกดใจหรือสร้างภาพหลอน เธอจะเห็นพวกมันเป็นก้อนสีสันตามประเภทพลังจิต เมื่อเพ่งสมาธิมองทิศทางพลังจิตที่เป้าหมายกำลังใช้งานได้ออกมาเป็นรูปเป็นร่าง กระนั้นมันก็ยังมีจุดอ่อน เพราะถ้าถูกคลื่นรบกวนแม้เพียงเล็กน้อยทุกอย่างก็จะพร่ามัวจนแยกแยะไม่ได้ในทันที นับว่าร้ายแรงหากมีคนรู้ถึงจุดอ่อนนี้และสร้างเครื่องปล่อยคลื่นรบกวนเวลาปะทะกันซึ่งหน้า

“ลุกซ์!” อาซาฮีวิ่งมาสมทบกับพี่ชายพวกเขาก็มองหญิงสาวอึ้ง ๆ

อาซาฮีรู้ความสามารถของลูเซียสอยู่แล้วแต่ไม่คิดว่าเธอจะไฮบริดตัวโตมาได้ถึงสองคนด้วยมือข้างเดียว แถมยังจูงใครบางคนกลับมาด้วย

“อาซาฮี เก่งไหม คราวนี้จับผู้ต้องสงสัยกับเหยื่อสาบสูญในแฟ้มเจ็ดมาได้ด้วย... ค่ะ” ลูเซียสเบิกตาโตขึ้นเล็กน้อยโอ้อวดผลงานของตนหน้านิ่ง ๆ และเมื่อเห็นแววตาจับผิดของพี่เลี้ยงสาวก็ไม่ลืมจะเติมหางเสียงคล้อยหลังอย่างช้าเมื่อจบประโยค

“มันก็ดีก็เก่งอยู่หรอกค่ะ แต่แบบนี้ออกมาทีไรก็ต้องหอบงานกลับไปทุกครั้ง ลุกซ์จะตาดีเกินไปแล้วนะคะ ก็ทราบดีว่าความทรงจำภาพถ่ายของเธอมันเหมาะกับงานหน่วยเรามากก็ตามที...” เอเลี่ยนสาวยกมือทาบแก้มตัวเองแล้วถอนหายใจ เธอปรับอารมณ์แล้วปรบมือเบา ๆ “เอาล่ะ เรามารอรถของเอ็นเลสดีกว่าเนอะค่อยไปที่ตึกหลักพร้อมกัน ถ้าเขาอยู่ในแฟ้มคดีที่เจ็ดก็คงต้องรู้เรื่องมังกรบ้างจริงไหมคะคุณซีโร่” อาซาฮีหันไปยิ้มให้มิวแทนท์ผมแดงเขายิ้มตอบเกร็ง ๆ 

การได้เห็นเอเลี่ยนในระยะประชิดเป็นเรื่องที่เกิดไม่บ่อยนัก แม้โลกกลายเป็นดาวท่ากาแล็กซี่แถบนี้ก็จริง และแม้จะมีเอเลี่ยนหลากหลายสายพันธุ์เข้ามาท่องเที่ยวอาศัย แต่มนุษย์ส่วนใหญ่ก็ยังรู้สึกไม่สนิทใจกับเผ่าที่รูปร่างมิคล้ายมนุษย์อยู่ดี พวกเขายังคงรู้สึกแตกต่าง และบางครั้งก็เกิดการเหยียดขึ้นโดยคนกลุ่มเล็ก ๆ ที่ใจยังไม่ยอมรับถึงความแตกต่างและเคารพผู้อื่นดั่งที่ตนเองได้รับ

กระนั้นอาการเกร็งของซีโร่ไม่ได้มาจากการได้เห็นเอเลี่ยนระยะประชิดเช่นคนทั่วไป แต่เพราะเขารู้ว่าหากแสดงอาการพิรุธแม้แต่เล็กน้อย ชาวดาวไกลโพ้นคู่นี้จะจับสังเกตเขาได้อย่างแน่นอน

 

--------------------------

ไป ๆ มา ๆ เรื่องนี้ส่วนตัวรู้สึกว่ายากกว่าเจ้านายไฮดร้าเยอะเลยค่ะ ลำพังลูเซียสนี่คือตัวยากเลย ต้องพยายามมองโลกให้เหมือนที่นางมอง แล้วในสายตาของลูเซียสคือทุกอย่างใหม่ ทุกอย่างน่าสนใจ แม้กระทั่งเรื่องเล็ก ๆ หรืออะไรที่ดูเป็นเรื่องธรรมดา แต่สำหรับลูเซียสที่ไม่เคยสัมผัสมันกลับเห็นว่าประหลาดและไม่เข้าใจ ยังกังวลอยู่ว่าในส่วนนี้เราอาจเขียนขึ้นมาได้ไม่ดีพอ แต่ยังไงก็จะเขียนต่อแล้วพยายามจับจุดในการเขียนการแสดงอารมณ์ของลูเซียสคนหน้านิ่งของเราต่อไป ,,U u U,,

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 9 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

53 ความคิดเห็น

  1. #5 light-wind (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 10 กรกฎาคม 2563 / 03:24

    โถ่ ลูเซียสจะเคยได้ออกมาเที่ยวอย่างปกติบ้างไหม!? ออกข้างนอกทีไรมีเรื่องตลอด5555 สงสารอาซาฮีเลย
    ซีโร่ออกมาแล้วว ไปไงมาไงถึงได้ทำงานที่เอนเลสกันล่ะเนี่ย
    #5
    1
    • #5-1 DarkSoul.(จากตอนที่ 4)
      10 กรกฎาคม 2563 / 09:06
      ตำแหน่งพนักงานดีเด่นประจำปีอยู่ไม่ไกล55555
      #5-1
  2. #4 faza205317 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 10 กรกฎาคม 2563 / 00:22
    อาซาไรจะมายังงง หรือมาแล้วแต่เราลืมเขาหวา !??
    #4
    1
    • #4-1 DarkSoul.(จากตอนที่ 4)
      10 กรกฎาคม 2563 / 08:50
      ไปรับมาจากท่าอากาศยานบทที่แล้วค่ะ U u U
      #4-1