Endless SSU | ลำดับ 1 แห่งไร้สิ้นสุด

ตอนที่ 3 : Role.2 - Help the Dragon

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 78
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 9 ครั้ง
    2 ก.ค. 63

Role.2 - Help the Dragon

 

“รายชื่อพวกนี้เป็นมิวแทนท์ที่มีพลังในการอ่านความทรงจำคนอื่นที่อยู่ในโดมหมายเลขสี่และบริเวณใกล้เคียงค่ะ” พนักงานคลังข้อมูลส่งรายงานทางแท็บเล็ตให้กับกลุ่มเซทซีโร่ โฮโลแกรมในห้องประชุมเด้งกล่องข้อความขึ้นมามากมายเป็นรายชื่อและหน้าของมิวแทนท์ดังกล่าวตามที่อยู่อาศัยซึ่งลงทะเบียนประชากรเอาไว้ พวกเขาเริ่มค้นหาความเคลื่อนไหวของกลุ่มมิวแทนท์ที่มีพลังจิตระดับทั่วไป พลังจิตประเภท Psychometry ไม่ใช่กลุ่มพลังจิตที่อันตรายถึงขนาดต้องติดตามควบคุมนัก การนำมันมาใช้ร่วมกับอาชญากรรมเช่นนี้ไม่ใช่ครั้งแรกก็จริง แต่สิ่งที่ต่างออกไปในคดีนี้คือเผ่ามังกรยังไม่ได้กลับถึงบ้านสักรายนับว่าอุกอาจ

“มีความจำเป็นบางอย่างที่ต้องให้มีชีวิต?” จาฮาราขมวดคิ้ว พวกเขาประชุมกันมาได้หนึ่งชั่วโมงแล้ว

“ง้านม้าง~” ดีโลไลน์ส่งเสียงยานคาง แม้จะเป็นผู้อาวุโสที่สุดตามนิตินัยแต่จากพฤติกรรมแล้วเขาทำตัวรุ่นเดียวกับแฟร์ไม่ผิดเพี้ยน เริ่มพับกระดาษเป็นเครื่องบินปาเล่น

“น่าเบื่ออ่าบอส” แฟร์เองก็จมโฮโลแกรมเขายืนมองเครื่องหมายบ่งชี้จุดเกิดเหตุแต่ละแห่งเทียบกับพื้นที่อาศัยของมิวแทนท์น่าสงสัย แต่ก็ไม่สามารถยืนยันได้ว่าใครเป็นผู้เกี่ยวข้องกับคดีนี้เพราะส่วนใหญ่ที่อยู่ใกล้ไม่มีประวัติอาชญากรรมในระบบเลย

“น่าเบื่อเนอะลุกซ์~ แต่ว่าถ้าไม่ใช่พนักงานอันดับหนึ่งของเอ็นเลสก็เลือกงานไม่ได้ อ่า... บอสคร้าบ~ เราต้องนั่งวงกลุ่มผู้ต้องสงสัยไปอีกนานแค่ไหนเนี่ย...” แฟร์โอดครวญมือถือปากกาสำหรับใช้งานกับโฮโลแกรมเอาไว้

“จนกว่าอาซาฮีจะประมวลผลเสร็จเหมือนทุกทีนั่นแหละ” ดีโลไลน์ยักไหล่ร่อนเครื่องบินกระดาษอีกลำ

“ขอเวลาสักสี่ชั่วโมงนะคะหัวหน้า... ข้อมูลจำนวนมากขนาดนี้แถมยังต้องอ่านรายงานความประพฤติกับข้อมูลการใช้จ่ายของมิวแทนท์แต่ละคนเพื่อหาจุดน่าสงสัยอีก” อาซาฮีลูบหัวคิ้ว เธอทำงานลักษณะนี้เป็นปกติแต่ก็อดรู้สึกเหนื่อยไม่ได้ พวกเขาแทบไม่มีข้อมูลของพวกลักพามังกรเลยนอกจากร่องรอยตามที่เกิดเหตุเพียงเล็กน้อยและชายที่ไม่ยอมเปิดปาก

“จะทำเรื่องให้หน่วยสอบสวนพลังจิตเข้ามารับช่วงต่อนะในเมื่อไม่อยากบอกก็ต้องบังคับอ่านความทรงจำเหมือนที่พวกมันทำกันแล้ว” หัวหน้าองค์กรยักษ์หมุนนิ้วเอ่ยขึ้นเขาสะกิดจาฮารา ท่านเลขาสุดเฮี้ยบก็ก้มลงมาฟังคำสั่งอย่างเคร่งครัด ลูเซียสนอนลงกลางแผนที่โฮโลแกรมอย่างเบื่อหน่าย เธอไม่เข้าใจว่าทำไมต้องมานั่งวงกลมสีแบ่งระดับใกล้ไกลที่เกิดเหตุด้วย ตามหนังสือแล้วคนร้ายมักไม่ลงมือใกล้บ้านเพื่อสะดวกต่อการกลบร่องรอย

“น่าเบื่อน้อลูเซียส เทียบกันแล้วออกไปวิ่งไล่จับคนร้ายสนุกกว่าเยอะเลยเน้อ~” แฟร์กลิ้งเข้ามาเลียบเคียงถามเด็กใหม่ของทีม

“น่าสนุกกว่าเยอะเลยเน้อ~” มนุษย์ดัดแปลงอย่างเธอเลียนแบบทั้งประโยคและการลากเสียงทิ้งท้ายเพราะคิดเช่นเดียวกัน ไม่เห็นเข้าใจเลยสักนิด ถ้าอาจหาญเผชิญหน้ากับมังกรได้แล้วจะกลัวหน่วยปราบปรามไปทำไมล่ะ? เทียบกันแล้วโอกาสตายก็ไล่เลี่ยกัน แม้หน่วยปราบปรามจำนวนจะเยอะแต่เทียบคุณภาพต่อหน่วยกับมังกรโบราณแล้วให้รอดชีวิตจากหน่วยปราบปรามง่ายกว่ารอดชีวิตจากมังกรโบราณเสียอีก

นั่นแหละอันตรายของการปะทะ เพราะว่าสายเลือดโบราณบนแผ่นดินนี้มักมีพลังจิตพิเศษนอกเหนือที่ถูกตีแผ่และรับรู้ในปัจจุบัน บางทีก็จัดประเภทไม่ได้ บางทีก็ครอบคลุมกว้างขวางเกินพลังจิตที่มนุษย์ปกติจะรับไหว ในสมัยอดีตที่วิทยาการไม่เจริญถึงถูกมองว่าเป็นอำนาจของเวทมนตร์ร้ายกาจ

และนั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้เธอถูกทดลองต่างหนูขาว องค์กรวิจัยเพื่อยกระดับมนุษยชาติด้านพละกำลังหรืออำนาจพิเศษอื่นให้เทียมทัดกับสายเลือดโบราณ สำหรับลูเซียสแล้วเธอประเมินว่าเป็นความริษยาของมนุษย์ เป็นการโหยหาสิ่งที่ไม่ได้รับมาแต่แรกเพิ่มเติมเต็มช่องว่างในจิตใจที่กลวงโบ๋เพราะรู้สึกด้อยค่าไร้พลัง ความคิดอย่างตรงไปตรงมาของเธอนำให้เธอคิดไปเช่นนั้น เพราะแม้จะอยู่ในโลกใบเดียวกัน แต่ผู้คนต่างกลุ่มประเภทกลับมิได้มีความสามารถเสมอเหมือน

พวกสายเลือดโบราณที่จำนวนน้อยแต่ประสิทธิภาพในการรบและเอาตัวรอดสูงลิ่ว พวกมนุษย์ที่ดิ้นรนจนกลายมาเป็นมิวแทนท์และไฮบริดมีจำนวนพอสมควรแต่ความสามารถก็ลดหลั่นลงมา และสุดท้ายมนุษย์ผู้ไร้ซึ่งพลังอำนาจพิเศษใดที่มีจำนวนมากที่สุดในสัดส่วนประชากร

บางคนก็เรียกมันว่าธรรมชาติคัดสรร บางคนก็เรียกมันว่าสัญชาตญาณเอาตัวรอดของเผ่าพันธุ์ แต่ไม่ว่าจะเพราะอะไรกับคนที่เพิ่งจะคิดเองและเอาแต่ใจเป็นครั้งแรก รู้สึกว่าฝูงชนนั้นช่างซับซ้อน...

“เบื่อแล้วสินะคะลูกสาวของคุณพ่อ งั้นเราไปเที่ยวกันเถอะ~ ปล่อยคนชำนาญงานจดจ่อไปเนอะ เราไปพักเผื่อพวกเขากันเถอะ~” ดีโลไลน์เด้งตัวขึ้นมาจากโซฟา ลูเซียสกับแฟร์ก็เด้งตัวขึ้นพร้อมกัน

“ไป!...ค่ะ” ลูกสาวบุญธรรมผู้นำองค์กรยักษ์ใหญ่ขานรับและทิ้งท้ายหางเสียงในเวลาถัดมา

“ให้ผมไปด้วยได้ปะ? น้า~หัวหน้า~” แฟร์เองก็เบื่อหน่ายเต็มทีเพราะเขาช่วยอะไรไม่ได้มากนัก

“ดีเลย ไปเป็นเบ๊ฉันกับลูกสาวเผื่อซื้อของฝากกลับมา” ท่านประธานไม่เรื่องมากพร้อมจะหอบหิ้วส่วนเกินอีกหนึ่งชีวิตไปเป็นคนรับใช้ทันทีที่อีกฝ่ายเสนอตัว พวกเขาทั้งสามคนตอกบัตรแจ้งออกจากอาคารสำนักงานและทอดน่องไปขึ้นรถโดยสารสาธารณะ

ลูเซียสตื่นเต้นมาเพราะปกติหากต้องไปไหนจะมีรถของเอ็นเลสไปส่งเสมอ

“ตื่นเต้นสินะคะ ถ้าหลังจากนี้จะไปไหนก็ค้นหาเส้นทางจากไอดีเอแล้วขึ้นรถประจำทางตามหมายเลขค่อยลงตามป้ายสถานีเลยก็ได้นะ เผื่อลูกสาวไม่อยากใช้รถของเอ็นเลส” ดีโลไลน์สอนหญิงสาวแรกรุ่นจ่ายเงินค่าโดยสารจากไอดีเอโดยแตะเข้ากับแท่นรับข้อมูลหน้ารถบัสแล้วเข้าไปหาที่นั่ง

แววตาเป็นประกายของลูเซียสบ่งบอกความสนุกสนานของเธอได้เป็นอย่างดีแม้สีหน้าจะไม่เปลี่ยนไปจากเดิมก็ตาม

“งั้นเราไปตลาดสัตว์เลี้ยงกันเถอะ~” ดีโลไลน์กระหยิ่มยิ้ม วางแผนไว้ในหัวนานแล้วว่าวันไหนที่เขามีลูก ถึงตอนนี้จะเป็นลูกบุญธรรมก็ตาม เขาต้องได้ถ่ายอัลบั้มสัตว์น้อยและลูกน้อยด้วยกัน! ถึงลูเซียสจะไม่ได้เป็นเด็กเล็กแต่ด้วยบรรยากาศซื่อ ๆ ตรงไปตรงมา และมักจะตื่นเต้นกับโลกกว้างก็ทำให้เขารู้สึกเอ็นดูเด็กคนนี้ยิ่งขึ้น

“แค่ลูเซียสคนเดียวห้องหน่วยเซทซีโร่ไม่เจริญตาพอเหรอครับท่าน...” แฟร์กระตุกยิ้มเหมือนลางสังหรณ์ของตนจะร้องเตือนว่าภาระกำลังจะมาหาเขาในไม่ช้า!

“อะไรกันเจ้าแฟร์ ลองจินตนาการว่าลูกรักของฉันกำลังกอดสัตว์น้อยนุ่มฟูดูสิ!” ดีโลไลน์ผายสองมือไปข้างตัวเพื่ออวดลูกบุญธรรมผู้นั่งคั่นระหว่างเขากับแฟร์

“ครับ ๆ เข้าใจว่าเห่อ ตกลงท่านจะไม่เลิกเห่อใช่ไหมครับ...” แฟร์ถอนหายใจยิ้มเยาะเจ้านายอย่างไม่เกรงใจ

“เรื่องแบบนี้เลิกกันได้ที่ไหน ตัวเล็กของคุณพ่อก็คือตัวเล็กของคุณพ่อนั่นแหละ!” สายเลือดโบราณผู้มีนิสัยซุกซนเถียงกลับคอเป็นเอ็น

“โอ๊ะ สถานีหน้าก็ถึงแล้ว หยิบไอดีเอขึ้นมานะคะลูกสาว แล้วก็แตะกับแท่นก่อนลงจากรถ” ดีโลไลน์ผุดลุกขึ้นและเดินไปจับราวโหนใกล้กับทางออกรถบัส ลูเซียสกับแฟร์จึงตามไปติด ๆ

พวกเขาลงจากรถและสาวเท้าเข้าไปในย่านการค้าซอยใหญ่ที่สองข้างทางเต็มไปด้วยร้านฟุ่มเฟือย

ในยุคสมัยสีเทานี้ ไม่ว่าจะสิ่งบันเทิงใจ ดนตรี ศิลปะ หนังสือ ต้นไม้ ขนม อาหารว่าง หรือแม้แต่สัตว์เลี้ยงล้วนเป็นสินค้าของคนมีฐานะมักจะจับจ่ายซื้อกัน เพราะด้วยสถานที่อาศัยเนปัจจัยหนึ่ง อีกปัจจัยก็เพราะสิ่งที่หยิบยืมหรือใช้เป็นส่วนกลางได้ มักจะมีร้านค้าที่คนฐานะรองลงมาจับต้องได้อย่างร้านคาเฟ่สัตว์เลี้ยง คาเฟ่สวนป่า หรือกระทั่งคาเฟ่หนังสือ

ดีโลไลน์เดินให้ช้าลงแล้วชวนทั้งสองดูเจ้าลูกสัตว์น้อยตามร้านสองข้างทางไปอย่างไม่รีบร้อน โดยส่วนตัวเขาก็ชอบสัตว์เลี้ยงพอตัวอยู่ แต่การจะเลี้ยงสัตว์ในขณะที่แทบต้องทำงานยี่สิบสี่ชั่วโมงในสำนักงานน่าจะเป็นเรื่องลำบากน่าดู และนั่นทำให้เขาจะเริ่มวางแผนเผื่อตัวเองในอนาคต ด้วยการสร้างเซฟรูมขึ้นมาในสำนักงานเองก็ตามที... มีบ้านแล้วไม่ได้กลับก็ย้ายบ้านมาอยู่ในที่ทำงานเสียเลยเป็นยังไง?

“สนใจตัวไหนบอกเลยน้า แล้วเราก็อุ้มมันกลับบ้านกันเถอะ~” ดีโลไลน์หมายมั่นว่าวันนี้เขาต้องได้อุ้มอะไรสักอย่างกลับบ้าน ไม่สิกลับเซฟรูมของเอ็นเลสให้ได้!

ลูเซียสพยักหน้าหลายครั้งเดินเข้าร้านนู้นออกร้านนี้จนสุดถนน แฟร์เดินตามขาลากมองสองพ่อลูกที่ไม่มีร่องรอยความเหนื่อยอ่อนสักกระผีก

ลูเซียสจูงแขนเสื้อพ่อบุญธรรมกลับเข้าไปในร้านขายสัตว์เลี้ยงอีกครั้งจึงชี้ไปที่ลูกแมวขนฟูตัวหนึ่ง

“...คุณพ่ออยากจะรู้เหตุผลในการเลือกของลูกสาวจังเลยน้า...”  ดีโลไลน์มองลูกแมวพันธุ์พัลลัส หนึ่งในสายพันธุ์นักล่าตัวค่อนข้างใหญ่กว่าแมวบ้านทั่วไป เมื่อก่อนจัดเป็นแมวป่าคุ้มครองแต่หลังสงครามดวงดาวทำให้แทบสูญพันธุ์ไปกับสัตว์ป่าพันธุ์อื่น รัฐฐาลจึงจัดตั้งโครงการฟื้นฟูป่าผิวดาวและแบ่งการขยายพันธุ์ออกเป็นสัตว์ป่าผิวดาวและการขยายพันธุ์สำหรับเลี้ยงดูในสวนสัตว์โดมจำลอง พอจำนวนมากขึ้นก็สามารถเลื่อนให้เป็นสัตว์เลี้ยงเอ็กโซติกได้

“สักวันอยากจะพูดว่า กัดเลยเลดี้! ....น่ะค่ะ” ลูเซียสทำเสียงขึงขังขึ้นมาตอนจินตนาการว่าเธอกับเจ้าแมวจะสนิทกันจนรู้เรื่อง... แล้วสั่งมันกัดคนที่ไม่ชอบหน้าได้หรือกระทั่งเอาไว้ข่มขู่คนอื่น

ดีโลไลน์กับแฟร์กลั้นขำเอาเป็นเอาตาย ก่อนที่ชายผู้อาวุโสที่สุดในกลุ่มจะกระแอมแล้วพูดต่อ

“ถ้ามันยอมเดินมาหาลูกสาวให้อุ้มกลับบ้านน่ะนะคะ... เพราะงั้นเลือกมาหลายตัวหน่อยจะได้ให้พนักงานปล่อยลงคอกพร้อมกัน” กฎหมายเรื่องสัตว์เข้มข้นขึ้นมาเมื่อเทียบกับสมัยก่อน ดังนั้นร้านค้าส่วนใหญ่จึงมีขั้นตอนก่อนขายออกให้ทั้งลูกค้าและร้านสบายใจโดยการให้ลูกสัตว์อยู่ในคอกเดียวกับลูกค้า ถ้ามันไม่กลัวและเข้าไปหา ยอมให้อุ้มหรือจับก็เป็นอันจบการขาย

นับเป็นเรื่องยุ่งยากของลูเซียสที่ต้องเผื่อใจผิดหวังและเลือกลูกแมวอีกหลายตัวตามที่พ่อบุญธรรมขอ จากนั้นเธอจึงไปนั่งอยู่ในคอกเตี้ยเพื่อให้พนักงานอุ้มลูกแมวมาวาง

และเป็นไปตามคาด ดูเหมือนเจ้าแมวที่ลูเซียสอยากได้ที่สุดดันไม่ชอบขี้หน้าเธอเท่าไหร่ ก้อนขนตัวน้อยที่เข้ามาคลอเคลียนอนแปะเอาคางเกยตักของหญิงสาวเป็นสายพันธุ์แมนคูนและบริติชขนสั้น

ดีโลไลน์หัวเราะในลำคอตอนที่ลูเซียสอุ้มเจ้าลูกแมวทั้งสองขึ้นมาแทน ราคาพวกมันสองตัวรวมกันยังไม่แพงเท่าพัลลัสตัวเดียวเลย เจ้าขององค์กรใหญ่อารมณ์ดีที่จะได้เห็นอะไรน่ารัก ๆ ในเร็ววัน ระหว่างรอสินค้าไปส่งที่เอ็นเลส ลูเซียสกับแฟร์เดินดูรอบร้านเพื่อเลือกของเล่นและอุปกรณ์ประกอบการเลี้ยงดูอื่น

ถึงจะให้ลูเซียสเป็นคนเลือกแต่ผู้ที่ดูตื่นเต้นอารมณ์ดีสุดกลับเป็นดีโลไลน์ เจ้าลูกแมวสองตัวนี้ก็ไม่กลัวเขาเหมือนกัน นับเป็นเรื่องดีกับชะตากรรมคนรักสัตว์ไม่รักของเขา

“หัวหน้าผมไปดูร้านขายปลาได้ปะ?” แฟร์ชะโงกหน้ามาเมื่อเจ้านายของตนกำลังรูดบัตร

“ได้เอายัยหนูไปด้วยเผื่ออยากได้อะไรอีก” ผู้เป็นนายไม่ได้ขัดอะไร

“หัวหน้าจะออกให้ใช่ปะ?” แฟร์เลียบเคียงถามยิ้มเจ้าเล่ห์หวังว่าจะได้อะไรติดไม้ติดมือกลับไปฟรี

“ได้หักจากเงินเดือนแกเลยแฟร์” ท่านประธานหัวเราะคิกคักสุขใจที่ได้แกล้งลูกน้องไปทั่ว

“ไม่เป็นไรผมเชียร์ลูเซียสเองก็ได้ ชิ” แฟร์บุ้ยปากแล้วจูงเด็กใหม่ไปเดินเล่นที่ร้านขายสัตว์น้ำต่อนึกไม่ถึงว่าเขาไม่ต้องเชียร์ขายอะไรสักอย่างเจ้าตัวก็จับจ้องไม่วางตากับตู้ปลาที่เหมือนร้านเพิ่งจะลงสินค้าใหม่

“...” แฟร์เริ่มรู้สึกว่าเซนส์การเลือกสัตว์เลี้ยงของลูเซียสแปลกตั้งแต่ชอบแมวพัลลัสแล้ว ไม่ใช่ไม่ดีเพียงแต่เธอเลือกแต่สัตว์นักล่า ก่อนเข้าร้านแมวดีโลไลน์ก็เสียเวลาลากลูกสาวที่จ้องนกแสกอยู่อีกร้านนานทีเดียว ก็หัวหน้าเขาไม่ชอบนกนี่นะ...

“เอาตัวนี้” ลูเซียสหันไปหาแฟร์แล้วชี้ไปที่ลูกฉลามขาวในตู้โชว์

“ถึงที่เอ็นเลสจะมีตู้อควาเรี่ยมหลายจุดก็เหอะแต่ฉันไม่คิดว่าเราจะเอาฉลามขาวไปเลี้ยงได้หรอกนะลู...” แฟร์เกาท้ายทอย

“ต้องพากลับไป” เธอเอ่ยอีกประโยคเสริม

“ต้อง?” พี่เลี้ยงเลิกคิ้วหันไปจ้องเจ้าฉลามในตู้ที่ว่ายวนพลิกตัวไปมาใน

“อืม...ต้อง” ลูเซียสหันไปมองลูกฉลามอีกครั้งดูเหมือนมันจะลุกลี้ลุกลนกว่าเดิม “เจ้านี่มีลิ้นด้วยล่ะ”

“โอ๊ะโอ๋~” แฟร์เข้าใจขึ้นมาในทันที ฉลามโดยทั่วไปจะไม่มีลิ้น แม้จะมีอวัยวะที่คล้ายลิ้นแต่มันถูกเรียกว่าด้วยศัพท์เฉพาะทางและไม่ได้ใช้งานเหมือนลิ้นคน

“แบบนี้ต้องตั้งทีมคุ้มกันไหมนะ?” แฟร์ระริกระรี้ตื่นเต้นที่งานตื่นเต้นกำลังจะเริ่มต้นขึ้น

ร่างที่สามของมังกรจะแปลงเป็นสัตว์ได้หนึ่งชนิด ไม่มีข้อมูลมากกว่านี้แต่คาดเดาไปกันว่าเพื่อหลบเลี่ยงสายตามนุษย์สมัยก่อนและใช้เพื่อหลบซ่อนตัวในพื้นที่อาศัยที่ต่างกันไป

“แต่เดี๋ยวนะมันก็ไม่ได้อ้าปากว่ายน้ำสักหน่อยจะไปเห็นว่ามีลิ้นได้ยังไงลู?” แฟร์หันไปย่นคิ้วใส่พอเอะใจ

“เปรียบเปรย...” ลูเซียสไม่รู้ว่าควรจะพูดยังไงให้ความลับยังคงเป็นความลับ

“อู้วหูว ตัวแค่นี้ฉลาดจังเลย การสั่งสอนของจาฮารากับอาซาฮีนี่สุดยอดชะมัด!” แฟร์หัวเราะแล้วเดินเข้าไปบอกพนักงานว่าเขาจะซื้อลูกฉลามในตู้หน้าร้านพร้อมสั่ง ลูเซียสเดินตามเข้ามา เธอมองซ้ายมองขวาจดจำพวกปลาหลากสีสันในตู้เล็ก ๆ ที่เขียนราคาไว้กับกระจกตู้ และเจอเข้ากับตู้ปลาที่ไม่มีปลาอยู่เลย มันมีแค่ต้นไม้น้ำจัดเรียงกันเป็นราวกับภาพวาดของป่าโปร่ง

“ชอบอควาสเคป(aquascape)เหรอ? แต่แบบนี้ถ้าเลี้ยงพวกกุ้งหรือปลาตัวเล็กไว้เป็นระบบนิเวศจะอยู่สวยได้นานกว่านะ เอาสักตู้ไหมคะลูกสาว?” ดีโลไลน์ตามมาสมทบเดินไปหาแฟร์จนกระทั่งคุยกันเสร็จลูเซียสก็ยังคงจมจ่อกับตู้ไม้น้ำตรงหน้า เมื่อได้ยินว่าเอากลับบ้านได้เธอก็ไม่ลังเลที่จะพยักหน้า

พ่อบุญธรรมของเธอเคยบอกว่าอยากได้อะไรก็ขอได้เลยไม่ต้องเกรงใจเพราะว่าคนเป็นพ่อก็อยากโอ๋ลูกอยู่แล้ว เธอคิดว่าการถูกให้ท้ายนั้นไม่ค่อยดีกับตัวเองเท่าไหร่แต่กระนั้นทั้งแฟร์ทั้งอาซาฮีกลับบอกว่าถ้าเป็นลูเซียสถึงจะให้ท้ายไปก็คงไม่นิสัยเสียขึ้นมาในทันทีหรอก แน่นอนว่าเจ้าตัวย่อมไม่เข้าใจว่าทำไมถึงมั่นใจกันขนาดนั้นนะ

แมวสองตัว ลูกฉลามเก๊หนึ่งตัว และอควาสเคปหนึ่งตู้พร้อมกุ้งแคระจำนวนพอเดินสวยงามในตู้ และปลากรีนนีออนหนึ่งฝูง

วันนี้ดีโลไลน์เสียเงินไปเยอะทีเดียว แต่เขาเป็นทั้งลูกเศรษฐี และเจ้าขององค์กรยักษ์ใหญ่ที่เป็นดั่งศูนย์รวบรวมคำร้องจ้างวานมหาศาล อีกอย่างเอ็นเลสไม่ได้รับทำแค่งานคุ้มครอง พวกเขาทำงานร่วมกับรัฐบาลหรือกระทั่งงานไกล่เกลี่ยด้วย มีสินค้าวางจำหน่ายในสาขาบริษัทลูกอีกมากมาย จะใช้เงินสาดเสียเทเสียก็ไม่มีปัญหาอดยาก เรียกได้ว่าถ้าถามหาบุคคลที่ร่ำรวยเป็น 1% ของโลกในนั้นจะต้องมีรายชื่อ ‘ดีโลไลน์ โลเวเร’ ติดอยู่ในนั้นอย่างไม่ต้องสงสัย

กลับมาที่ศูนย์บัญชาการข้าวของที่ซื้อเอาไว้ก็นำมาส่งเรียบร้อย พนักงานต่อเติมคอกสัตว์ที่จ้างมาเฉพาะกิจก็กำลังต่อเติมพื้นที่เล็ก ๆ และติดตั้งคอนโดแมวในเซฟรูมของลูเซียส ซึ่งห้องทำงานรวมของเซทซีโร่ก็มีทั้งของเล่นและกระบะทรายแมววางไว้เช่นกัน ส่วนตู้อควาสเคปนั้นตั้งเอาไว้ที่ห้องทำงานรวมหน่วยเซทซีโร่เพื่อความสบายตา จากนั้นรถเข็นก็หมุนล้อเข้ามาเพื่อนำตู้ปลาขนาดใหญ่มาติดตั้งแต่ที่มุมห้อง เจ้าลูกฉลามว่ายเวียนไปมาในนั้นคล้ายแสดงภาวะเครียดจากการตื่นที่ใหม่

อาซาฮีกำลังจิบน้ำชาพร้อมแท็บเล็ตรวบรวมข้อมูลในมือ รินนอนพักสายตาราวกับซ้อมตาย จาฮารายิ้มและจิกตาใส่ท่านประธานที่ออกไปเที่ยวเล่นท่ามกลางงานท่วมหัว แถมยังกลับมาพร้อมภาระ

“อาซาฮี เราไปหิ้วมังกรกลับมาหนึ่งตัวด้วยล่ะ” ลูเซียสเริ่มประเด็นแล้วชี้ไปที่ลูกฉลามในตู้ อาซาฮีชะงักแล้วเบนสายตาสำรวจสัตว์น้ำกระดูกอ่อนตัวเท่าแขน

“ดูยังไงก็ลูกฉลามขาวธรรมดานะคะลุกซ์” เอเลี่ยนสาวคัดค้านก่อนจะลุกขึ้นไปพิจารณาใกล้ ๆ มันว่ายหนีสายตาคล้ายไม่ชอบดูฉลาดเฉลียวเอาการ

ลูเซียสส่ายหน้ายืนยัน “สีไม่เหมือน”

“สีเกล็ดเหรอคะ?” อาซาฮีกำลังคิดว่าบางทีประสาทตาของลูเซียสจะถูกตัดแต่งดัดแปลงจากแล็บเถื่อนด้วยหรือเปล่านอกจากกล้ามเซลล์เนื้อทั้งร่าง

“ไม่ใช่” ลูเซียสแก้ความ เธอไม่ได้ว่าสีเกล็ดมันต่างแต่เป็นสีออร่า “สิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดมีสีออร่าต่างกัน เมื่อใช้พลังจิตก็จะมีสีสันแทรกขึ้นมาตามประเภทพลังจิต” เธอเอ่ยประโยคยาว ๆ ออกมาหวังให้พวกเขาทั้งห้องเข้าใจ

“นั่นเป็นเผ่ามังกรที่ใช้ร่างที่สาม” ลูเซียสหันไปที่ตู้ปลาใหญ่ เจ้าฉลามตัวน้อยเลิ่กลั่กคล้ายสู้สายตาที่มองมาไม่ไหวจึงว่ายเวียนในตู้และกระโดดออกมาบนพื้น แต่แทนที่มันจะดิ้นเพราะหายใจไม่ได้กลับขดตัวและเปลี่ยนรูปร่างไปเป็นเด็กวัยรุ่นคนหนึ่ง

“บ้าเอ๊ย แบบนี้ใครจะซ่อนกันไหว! ขืนเจ้าพวกนั้นมีมิวแทนท์แบบเธอพวกเราไม่ฉิบหายวายป่วงกันเรอะ!” ดวงตาและผมสีฟ้าเทาของเด็กชายหน้าตาจิ้มลิ้มขัดกับกิริยาท่าทางในสภาพเปลือยเปล่า แฟร์ถอนหายใจแล้วถอดเสื้อคลุมของตนส่งให้เด็กชายตรงหน้า

“ใส่ซะเดี๋ยวหนูลูของฉันเป็นตากุ้งยิง ยี้!”

“คนมองต่างหากที่ผิดน่ะ!”

“เข้าทางเลย! พวกนายเป็นคนของเอ็นเลส งั้นจงคุ้มครองฉันซะ เพราะว่าบรรดาพวกเราที่ถูกจับไปยังขาดชิ้นส่วนสุดท้ายซึ่งก็คือฉันคนนี้!” เขาป่าวประกาศด้วยท่าทีอวดดีมือหนึ่งพยายามจับสาบเสื้อ อีกมือก็ชี้นิ้วโป้งเข้าหาตัวเอง

ดีโลไลน์มองเด็กชายแล้วหันไปหาจาฮารา ท่านประธานชี้นิ้วไปที่ตู้ปลาใหญ่ท่านสุดยอดเลขาก็รู้ทันทีว่าต้องทำอะไร

“ส่งคนไปตรวจสอบข้อมูลของร้านขายสัตว์น้ำในย่านถนนสัตว์เลี้ยงให้หมด เน้นที่ร้านหาดทรายสีขาวเป็นหลัก เส้นทางการส่งสินค้าเข้าร้าน คู่ค้า ประวัติอาชญากรรมด้วย ทำให้เงียบที่สุดนี่เป็นคดีสำคัญ” จาฮารากดสายโทรไปที่หน่วยประสานงาน เขาได้รับเสียงขานรับหนักแน่น

ดีโลไลน์ลูบสันกรามตัวเองเริ่มออกคำสั่ง “แฟร์ นายไปสืบพยานละแวกนั้น, ลูเซียส ระหว่างนี้ให้ลูกมังกรตัวนี้อยู่ในความดูแลของเธอห้ามให้ใครมาลักพาตัวไป และถ้ามีก็ทุบแล้วลากมาให้กองสืบสวน... อาซาฮีตรวจสอบตระกูลแล้วก็ขอข้อมูลสายเลือดโบราณในเขตนี้ทั้งหมดที่หายตัวไปอีกครั้ง เอาเขาขึ้นด้วย หาความเชื่อมโยง” ดีโลไลน์ชี้ไปที่มังกรเด็ก

ด้วยความเป็นการเป็นงานทุกคนจึงขานรับแข็งขัน

“อุ๊ย แต่ว่าบอสคะ ฉันต้องไปรับพี่ชายจะเป็นอะไรไหมถ้าเอาหนูลุกซ์ไปด้วยพร้อมมังกรเพื่อล่อเหยื่อ” อาซาฮียิ้มร้าย พวกนักล่ามังกรที่กล่าวขานกันในเวลานี้ทำกระทั่งบุกรุกเซฟเฮาส์และส่วนกลางของรัฐบาลในโดมสี่มาแล้ว คงไม่กลัวกับการต้องบุกรุกเอ็นเลสเพราะมั่นใจว่าตนจะทำสำเร็จเหมือนครั้งที่แล้วมา

ดีโลไลน์ครุ่นคิดตีสีหน้าจริงจังใต้ไรผมที่ปิดแนวดวงตาเสียมิด “ไม่มีปัญหา แต่ว่าอย่าลืมพาลูกสาวฉันทานมื้อเย็นด้วยล่ะ”

“ค่า~ ไม่มีทางลืมหรอกค่ะ เพราะขนมหลังมื้อเย็นวันนี้เป็นมาการองผลไม้~” อาซาฮีหันไปยิ้มหวานเอียงคอใส่หญิงสาวชาวมนุษย์คนเดียวของทีม

“ยูซุ! นะนะ!” ลูเซียสที่ได้ยินว่าเย็นนี้จะมีขนมก็ราวกับหูตั้งหางฟูสะบัดหน้าไปหาพร้อมกำชายเสื้อเอเลี่ยนสาวรีบพูดขออย่างชัดถ้อยชัดคำ

“โอ้ย น่ารักจัง~ มักเน่ของเราโมเอ้มากๆ” แฟร์มองการพยายามอ้อนของหญิงสาวไม่ประสาแล้วขำออกมา สิบแปดปีที่อายุจิตเพิ่งจะราวประถมเพราะถูกสะกดจิตและฝึกสอนมาเยี่ยงเครื่องจักร

พวกเขาว่าก็ไม่ได้เอาของกินมาล่อหลอกอะไรลูเซียสบ่อยนะแต่เจ้าตัวดูจะถูกชักจูงด้วยของหวานได้ง่ายดายเสียเหลือเกิน... แต่ทำไงได้ก็ดูเป็นตัวเล็กตัวน้อยของทีมแบบนี้จะทำเป็นไม่เห็นส่วนสูงแล้วประเคนขนมถึงมือยัยเด็กใหม่เช้าสายบ่ายเย็นเลยก็ยังไหว

“...เอ แต่กินบ่อยแบบนี้คงต้องจับเช็กสุขภาพบ่อยตามแล้วนะคะเดี๋ยวจะเป็นเบาหวานเอา” อาซาฮีเคาะปลายนิ้วกับแก้มตัวเองเมื่อก้มมองน้องน้อยตัวไม่น้อยของทีม

“ไม่มีปัญหา!” ลูเซียสไม่ได้กลัวหมอกับเครื่องฟื้นฟูเซลล์ที่เหล่าคนอื่นนึกแขยงกันเวลาต้องเข้าไปนอนนิ่งในตู้คล้ายโลงแก้ว ยาชากับยาสลบก็มีอัดฉีดก่อนเริ่มการทำงาน เธอกลับคิดว่าสะดวกกว่านั่งให้หมอฉีดยาเสียอีก เจ็บอยู่หลับไปตื่นขึ้นมาก็หายเป็นปลิดทิ้ง

 

 

 

อาซาฮีไปที่สะพานท่าอากาศยานสำหรับเส้นทางนอกโลก อาคารโค้งทรงสวยขนาดใหญ่แยกออกเป็นแปดแฉกและที่ปลายสุดทางเดินนั้นจะเป็นแท่นสำหรับใช้จอดยานอวกาศที่เข้ามาเทียบท่ารับส่งผู้โดยสาร เพราะพลังงานความร้อน ควันและลมแรงในขณะลงจอดหรือออกจากท่าทำให้แต่ละส่วนอยู่ห่างกันมาก และกำหนดเวลาเข้าออกสำหรับผู้โดยสารขาออกที่ต้องเตรียมตัวขึ้นยานโดยรอให้สภาพอากาศและอุณหภูมิรอบ ๆ แท่นรับส่งนั้นคลายตัวลงก่อน สองสาวจูงมือกันขึ้นทางสายพานเลื่อนที่สร้างขึ้นเพิ่มความสะดวกสบายให้เหล่าคนใช้งานเพราะระยะทางที่มากเป็นพิเศษ ณ ปลายทางสายพานเป็นโถงใหญ่

มองปราดเดียวก็รู้ว่าใครเป็นพี่ชายของอาซาฮี ถ้าใช้สายตาและการแบ่งแยกเยี่ยงมนุษย์เอเลี่ยนหนุ่มแค่สูงกว่าและสีสันออกไปทางฟ้ามากกว่าอาซาฮีเพียงเท่านั้น ชาวดาวโคคิวรีอุนีปุส

ลูเซียสพยายามทำความเข้าใจภาษาพื้นเมืองของเพื่อนต่างดาวที่ทั้งเร็วและรวบคำจนไม่สามารถออกเสียงตามได้... สุดท้ายเธอก็ตีหน้ายุ่งขณะกำลังจดจ่อกับภาษาที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน

“ลูเซียสคะ นี่พี่ชายของฉันเองค่ะเรียกว่าท่านทูตก็ได้นะ เพราะว่าเขาจะมาเป็นตัวแทนทูตแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมของดาวเรากับดาวโลกระหว่างที่ท่านรัฐมนตรีกระทรวงจัดการทรัพยากรระหว่างดวงดาวคนปัจจุบันยังไม่ลงจากตำแหน่ง” อาซาฮียิ้มน้อยยิ้มใหญ่เผยมือไปข้างตัว

“ยินดีที่ได้รู้จัก คุณลูเซียส โลเวเร” เอเลี่ยนข้างตัวอาซาฮีก้มลงมาเพื่อลดระดับสายตาและยื่นมือมาหมายจะทำความรู้จักตามวิธีสากลของมนุษย์ เขาสูงมากสูงกว่าอาซาฮีที่เลยมาตรฐานของสาวชาวมนุษย์ และดูท่าพี่ชายของเธอก็จะเลยมาตรฐานชาวมนุษย์ไปด้วยเช่นกัน

“ยินดีที่ได้รู้จัก...ค่ะ ท่านทูต”

ลูเซียสกำลังสงสัยว่าเธอจะสามารถเลียนเสียงเพื่อพูดภาษาพื้นเมืองชาวดาวของเขาได้หรือไม่...

‘อซ? อาซ? อัส? อัซซ์?.... ซซซ นรา? ...เซ— อืม...’ ลูเซียสทวนนามนั้นของคุณต่างดาวเพียงในใจและคิดว่าออร่าของเขาสีเหมือนดอกไม้ยิ่งกว่ามิวแทนท์ควบคุมพืชเสียอีก

‘มนุษย์จำกัดความว่าอะไรนะ? สวย???’ ลูเซียสจ้องดวงตาที่รูม่านตาต่างออกไปจากทุกสิ่งมีชีวิตบนโลกที่เธอเคยเห็น ผิว กลีบดอกที่ผลิออกข้างหัว พอได้มองในระยะใกล้เธอก็แยกแยะเขากับอาซาฮีได้ในทันที ลายไม่เหมือน สัดส่วนใบหน้า สีผิวหลักบนตัว จากนั้นเธอก็ก้มมองมือของอีกฝ่ายที่สีสันสดกว่าอาซาฮี หญิงสาวเหล่มองมือของเขาที่คลายออกและมือของอาซาฮี ปลายนิ้วของเอเลี่ยนสาวไม่มีส่วนสีม่วงที่เล็บก็เป็นสีฟ้าอ่อนไม่ใช่ม่วง

“...เป็นเด็กที่ช่างสังเกตดีจังนะ” เขาเอ่ยหลังประเมินว่าเธอกำลังดูอะไร

“ใช่ไหมละพี่ชาย ลุกซ์น่ะน่าสนใจที่สุดในบรรดามนุษยชาติเลยละค่ะ” อาซาฮีรีบย้ำความเห็นด้วยของตน

วันนี้เป็นวันแรกที่ลูเซียสสัมผัสกับความรู้สึกขนลุกในขณะอยู่นอกสนามรบ...

 

--------------------------

พระเอกออกไวกว่าเดอะคอลโทรลเลอร์อีกบ้าจริง orz 555555555

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 9 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

53 ความคิดเห็น

  1. #3 light-wind (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 6 กรกฎาคม 2563 / 05:07

    ได้เจออาซาไรแล้วเย้! เอาจริงนะคะจากที่อ่านๆจาก the controller มาเนี่ย ก็ยังไม่ค่อยเข้าใจเลยค่ะว่าคู่นี้มาลงเอยกันได้ยังไง เกิดเป็นความรักมาได้ตอนไหน(หัวเราะ)
    #3
    1
    • #3-1 DarkSoul.(จากตอนที่ 3)
      6 กรกฎาคม 2563 / 19:25
      แล้วมาลุ้นกันนะค้า คิกค้าก
      #3-1