Endless SSU | ลำดับ 1 แห่งไร้สิ้นสุด

ตอนที่ 27 : Role.26 - Only time will tell

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 18
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    27 ธ.ค. 63

Role.26 - Only time will tell

 

บนดาดฟ้าของตึกบัญชาการเอ็นเลสสาขาเดอะวัน หน่วยเซทซีโร่และพี่น้องต่างดาวสองคนกำลังชื่นชมดวงดาวด้วยกันอย่างเป็นการเป็นงาน

เดิมทีแล้วสำหรับลูเซียสการทำนายอนาคตนั้นเป็นเรื่องงมงาย ทว่าเมื่อได้รับรู้การคำนวณอันน่ากลัวของอาซาไรและอาซาฮีแล้วกลับคิดว่ามันก็เป็นเพียงความน่าจะเป็นอย่างหนึ่ง ที่บางครั้งก็หลีกเลี่ยงได้

“วงโคจรไม่มีอะไรผิดปกตินะครับแม้จะตรวจสอบเป็นครั้งที่สามแล้ว หากมีอะไรผิดพลาดก็คงเป็นดาวหางนอกเหนือที่เคยบันทึกเอาไว้” อาซาไรพึมพำแล้วจดข้อมูลทั้งหมดลงแท็บเล็ต

“แค่มองดาวก็รู้อนาคตแล้ว ไม่แปลกไปหน่อยเหรอ?” มนุษย์คนเดียวบนดาดฟ้าขมวดคิ้ว

“ถึงจะแปลก แต่ก็เป็นหนึ่งในวิธีคาดคะเนอนาคตซึ่งเชื่อถือได้พอสมควร... หรือไม่พวกเราก็อาจจะเป็นข้อมูลเพียงชุดหนึ่งถึงได้ถูกทำนายด้วยข้อมูลได้” เขาพูดคล้ายจะติดตลก

“มีแนวคิดกล่าวถึงอยู่ว่าโลกและจักรวาลเป็นเพียงชุดข้อมูล มันถึงอธิบายและคำนวณสิ่งต่าง ๆ ได้ด้วยตัวเลขเหมือนระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์... แต่ทั้งฉัน นาย และอาซาฮี ทุก ๆ คนก็ดูเป็นตัวของตัวเองดี...ไม่เหมือนหุ่นยนต์เสียหน่อย” เธอเถียงในทันที ในแง่มุมมองแล้วลูเซียสไม่เห็นด้วย เธอคือเธอไม่ได้ถูกตั้งโปรแกรมอะไรเอาไว้ทั้งนั้น ที่คิดและตัดสินใจในทุกการกระทำก็มีพื้นฐานมาจากความทรงจำ จากการเรียนรู้ และจากประสบการณ์ที่ผ่านมาแล้วทั้งหมด

“หากจะกล่าวถึงแนวคิดเชิงปรัชญาเราคงต้องถกกันยาวถึงนิยามคำว่าตัวตน ชีวิต และโชคชะตาน่ะนะ... เอาไว้คืนอื่นเถอะลูเซียส” อาซาไรยกยิ้ม

พวกเขาใช้เวลากับการสำรวจทิศทางของดาวจากด้วยสายตา ปฏิทิน และเครื่องคำนวณ เพื่อบวกลบคูณหารความน่าจะเป็น

“ต้องอีกราวสิบปีจริง ๆ สินะคะ สิ่งที่ไขไม่ได้จะถูกเปิดเผย...ทำไมถึงต้องใช้เวลานานขนาดนั้นกันนะ?” อาซาฮีขมวดคิ้ว เคาะปลายเล็บกับฐานแป้นพิมพ์

“บางทีกุญแจที่จะไขเรื่องราวอาจจะยังไม่ได้เกิดในยุคสมัยหรือช่วงเวลานี้ ยังไม่ถึงเวลาที่เหมาะสม” พี่ชายสายเลือดเดียวกับเธอตอบคำถาม

“น่าเสียดายที่พลังของฉันไม่สามารถมองสิ่งที่จะเกิดขึ้นไกลกว่าห้าปีได้ แล้วก็มองเรื่องที่อยากมองไม่ได้” ดีโลไลน์ยักไหล่

“แต่เรื่องเร็ว ๆ นี้ก็ดูจะไปได้สวยนี่ครับท่านประธานเอ็นเลสภาคผิวดาว” อาซาไรหันไปเลิกปลายคิ้วคล้ายจะยิ้มแต่ก็ไม่ได้ยิ้ม

“นั่นเป็นเส้นทางที่ฉันกับทุกคนพยายามให้มันเป็นแบบนั้นเชียวนะ ต้องคุ้มค่ากับที่แลกไปหน่อยสิ” ชายผู้กุมอำนาจสูงสุดครึ่งหนึ่งของเอ็นเลสฉีกยิ้มขี้เล่น

“หมายถึงอะไร เรื่องของลูเหรอ...คะ?” มิวแทนท์พลังผสมหันไปมองพ่อบุญธรรม แต่ก็พอจะเดาได้

“ใช่แล้ว เพราะลูกสาวของป๊ะป๋าจะกลายเป็นฮีโร่ที่ถูกชื่นชมในอนาคต ระยะเวลาสิบปีก่อนที่ทุกอย่างจะสิ้นสุด บนเกาะเดอะวันแห่งนี้คงเหมือนรังซ่องสุมของเหล่าร้าย กลุ่มนอกกฎหมายที่รู้กันดีว่าแม้จะเป็นสถานที่ที่ถูกกวดขันแต่ก็เป็นจุดที่ง่ายแก่การลักลอบส่งออกสินค้าเถื่อนที่สุดในโลก ช่วงเวลาที่พวกเราจะมีงานทั้งปราบปรามและคุ้มกันล้นมือจะมาถึงอย่างแน่นอน” ท่านประธานกางสองแขนเล็กน้อย แม้ประโยคจะชวนให้ปวดหัวมากกว่าสนุกสนานก็ตาม เขาก็ยังคงยิ้ม

“แต่บอสยิ้มแบบนี้ก็คงไม่มีปัญหาอะไรร้ายแรงหรอกจริงไหมค้า~” รินปรบครีบและยิ้มอยู่บนเก้าอี้ตัวหนึ่งไม่ไกล

“ตาทั้งร้อยยังไม่เห็นแต่ลางสังหรณ์บอกมาว่าแบบนั้นน่ะนะ~” ดีโลไลน์ยักหัวไหล่

“มีงานปราบปรามที่ต้องจับตาย แต่กลับเป็นฮีโร่เนี่ย ไม่ย้อนแย้งไปหน่อยเหรอคะ” ลูเซียสขมวดคิ้วหนักกว่าเก่า

“... อืม จะต้องอธิบายจากตรงไหนดีนะ ลูเซียสของป๊ะป๋าได้อ่านตำราเกี่ยวกับความเชื่อและศาสนาแล้วใช่ไหมคะ? ในสมัยก่อนนะความเชื่อพวกนั้นคอยประคับประคองสังคมให้เกิดอาชญากรได้ยาก เพราะพวกเราหวาดกลัวบทลงโทษหลังการตาย กลัวว่าวิญญาณนี้จะไม่ถูกต้อนรับในดินแดนของพระเจ้า แต่ว่าพอพวกเราเจริญก้าวหน้าขึ้น ก็เกิดคำถามขึ้นมาว่าเรื่องที่เล่าสืบกันมาและพากันเชื่อถือนั้นพิสูจน์ได้ไหม ผู้คนบางกลุ่มที่ไม่เชื่อจึงใช้ข้ออ้างนี้ตีตัวออกหาก เวลาหลายร้อยปีสังคมก็เปลี่ยนไปหมด” ดีโลไลน์เว้นวรรคไป

“แต่ว่าไม่ใช่ว่าจะพิสูจน์ไม่ได้หรอกนะคะ แค่มีเพียงคนบางกลุ่มเท่านั้นที่มีปัจจัยมากพอจะพิสูจน์ มีคุณลักษณะที่สามารถไปเห็นไปได้ยินได้ คุณลักษณะที่คลื่นความถี่บางอย่างในสมองตรงกับสิ่งที่ตาเนื้อมองไม่เห็น แต่เพราะเหล่านี้เป็นคนส่วนน้อย บ่อยครั้งจึงถูกมองว่าเป็นเพียงการงมงาย” เขาเอียงคอเล็กน้อย

“ในยุคสมัยนี้ยิ่งกับที่เดอะวัน พวกเราก็เป็นเพียงฆาตกรที่คนหมู่มากให้การยอมรับและไม่กล่าวโทษก็เท่านั้น เพราะว่าเหล่าคนบาปมีมากและก้าวร้าวเกินกว่าจะสามารถปรับทัศนคติให้เปลี่ยนไปได้ในครั้งหรือสองครั้ง และเมื่อมีจำนวนมากขึ้น กองปราบปรามของทั้งพวกเราและรัฐบาล จึงใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดอย่างการวิสามัญผู้ต้องหาโทษรุนแรง หรือมีหมายจับตาย” ร้อยตาถอนหายใจ

“ดังนั้นถึงลูกสาวของป๊ะป๋าจะฆ่าคน ขอแค่คนคนนั้นมีความผิดที่ทุกคนลงความเห็นว่าผิด ก็ไม่มีทางถูกตราหน้าว่าฆาตกร แต่จะถูกชื่นชมในฐานะฮีโร่ มันก็ผิดเพี้ยนไปแบบนี้ล่ะค่ะ” ดีโลไลน์พูดคะขากับแค่ลูเซียสเท่านั้น เขายังคงพูดแบบนี้เสมอ เพื่อให้ลูเซียสเกิดการเลียนแบบตัวเองระหว่างสนทนา

“แต่ความจริงที่การฆ่าคนเป็นเรื่องผิดก็ไม่เปลี่ยนแปลงนะคะ?” หญิงสาวท้วงถึงความจริงซึ่งไม่สามารถเปลี่ยนแปลง

“การฆ่าผู้อื่นล้วนเป็นเรื่องไร้ศีลธรรม เพราะมันทำให้สังคมวุ่นวาย การฆ่าคนที่ทำให้สังคมวุ่นวายในมุมมองของผู้คนซึ่งใช้ชีวิตของตัวเองไปวัน ๆ โดยไม่ได้ใส่ใจเรื่องหลังความตายนั้นก็เป็นการจัดการอย่างเด็ดขาดและปลอดภัยสำหรับพวกเขา ปลอดภัยว่าจะไม่มีตัวอันตรายเพ่นพ่านในเขตอาศัยที่ตัวเองมีชีวิตอยู่ การที่ลูกสาวรู้แก่ใจว่ามันผิดนั่นเป็นเรื่องที่ดีแล้วค่ะลูเซียส อย่าได้หลงไปกับชื่อเสียงในอนาคตเด็ดขาดเลยนะ เพราะว่าป๊ะป๋าเชื่อว่าลูเซียสของป๊ะป๋าน่ะรู้อยู่แล้วว่าต้องทำอะไรบ้าง เมื่อเผชิญหน้ากับคนอันตรายที่ไม่สนใจชีวิตคนอื่น” ดีโลไลน์เข้ามาลูบหัวหญิงสาวผมซีด

“จัดการให้ทำร้ายใครไม่ได้อีก และไว้ชีวิตให้มากที่สุดเท่าที่สถานการณ์อำนวย” เธอตอบกลับไปในทันที ลูเซียสนั้นดำรงตัวตนอยู่ตรงกลางของความขัดแย้งในใจ

ฝั่งซึ่งจมในโคลนตมที่คิดว่าแค่ฆ่าเป้าหมายไปให้หมดเรื่อง จะได้ไม่มีภัยอันตรายที่ไหนกล้ำกรายครอบครัวของเธอได้อีกต่อจากนั้น

และฝั่งที่ยังคงเป็นเพียงเด็กผู้โอบกอดหนังสือเอาไว้ พวกเราเป็นคนที่ประชาชนไว้ใจให้ดูแลความปลอดภัยในชีวิต ดังนั้นถ้าไม่จำเป็นก็ควรจะไว้ชีวิต แม้ว่าเป้าหมายจะเป็นฆาตกรต่อเนื่องก็ตาม ไม่อย่างนั้นแล้วเธอเองก็ไม่เห็นความแตกต่างระหว่างฮีโร่ และฆาตกร

“ใช่แล้วค่ะลูเซียส พวกเราเป็นองค์กรพิทักษ์ทุกชีวิตที่ถูกหมายเอาชีวิตบนดาวดวงนี้ แม้ว่าในหลายงานจะมีเป้าหมายในการกำจัดศัตรู ทว่ายั้งมือได้ก็ยั้ง ในบางเวลาก็มีคำกล่าวถึงการใช้ไม้อ่อนซึ่งได้ผลดีอยู่เหมือนกัน...” ท่านประธานยืดหลังแล้วเผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่มุมปาก

“แสดงให้โลกเห็นว่าเราเป็นฝ่ายรอมชอมก่อน และเมื่ออีกฝ่ายดึงดันจะใช้ความรุนแรง ผู้คนก็จับจ้องมาก็จะรุมประณามการเลือกความก้าวร้าวของเขาเหล่านั้นเอง”

ลูเซียสได้ยินก็ทบทวนตามคำกล่าวของดีโลไลน์ เธอจึงเกิดแนวคิดในการรับมือกับกลุ่มเป้าหมายหลังจากนี้

ปล่อยให้ถูกโจมตีและปัดป้องแสดงท่าทีว่าไม่ต้องการจะสู้ให้สิ้นชื่อข้างใดข้างหนึ่ง และในเวลาที่เหมาะสมก็เลิกจะปัดป้องและโต้ตอบกลับด้วยความรุนแรงอย่างเด็ดขาด

‘อาจจะ ได้เวลาเปลี่ยนแปลงรูปแบบการต่อสู้จริง ๆ จัง ๆ แล้ว’ เธอนึกขึ้นมา

 

 

ปี 3295 ลูเซียสกลายเป็นหนึ่งในนักปราบปรามที่คนทั่วโลกรู้จัก จากทั้งชะตากรรมที่กลายเป็นมิวแทนท์หลายพลัง เป็นผู้ที่ได้รับอนุญาตให้ใช้แมชชีนย้อนวัยเซลล์เพื่อคงสภาพร่างกายสำหรับการออกภารกิจอันหนักหน่วง ตลอดสี่ปีที่ผ่านมา

ใช้เวลาห้าปีในการสร้างผลงานและคงสถานะอัตราความสำเร็จ 100%

เดอะวันวุ่นวายขึ้นทุกขณะ แม้ทั้งตำรวจ ทหารหน่วยพิเศษ หรือแม้แต่มือปราบเอกชนของเอ็นเลสก็งานล้นมือกับถ้วนทั่ว ไม่ว่าจะงานคุ้มครองหรือจับกุม

เป็นเกาะแห่งแสงสีที่วิทยาการก้าวหน้าที่สุด แต่เงามืดใต้เชิงเทียนกลับเข้มดำที่สุดในโลกเช่นกัน

อาวุธเถื่อน ยาเถื่อน และแม้แต่ทหารรับจ้างเถื่อนซึ่งถูกดัดแปลงมาแล้ว มักจะปรากฏอยู่ในเขตเดอะวันเสมอ ในสถานการณ์ใดสถานการณ์หนึ่ง การจลาจล ณ ห้างดัง หรืออาจจะเป็นชุมนุมความรุนแรงซึ่งเกี่ยวข้องกับการเมืองภายใน รวมไปถึงการลอบสังหารบุคคลสำคัญซึ่งมีอยู่เป็นระยะ

เสียงครหาของผู้คนล้วนเป็นไปในทางเดียว ไม่ว่าจะรัฐหรือเอ็นเลสก็ดูจะเลี้ยงไข้เนื้อร้ายเหล่านี้ แต่ผู้คนอีกจำนวนมากก็ทราบดีว่าการเปลี่ยนแปลงชุดปกครองหรือกระทั่งยุคสมัย เพียงเปลี่ยนคนจำนวนหนึ่งหรือทั้งหมดออกก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ในทันที

คนเหล่านั้นมักมีเส้นสายสำรอง มีทางหนีทีไล่ที่จะใช้หลบฉากออกไปทำทีวางมือแต่ชักใยควบคุมตัวตายตัวแทนจากเบื้องหลังได้เสมอ ดังนั้นต่อให้ยกคณะบริหารเสียทั้งชุดออกไปวงจรอุบาทว์ก็ยังไม่จบลง

การจะเปลี่ยนชุดปกครองซึ่งเป็นแบบนั้น ต้องอาศัยเวลาในการสร้างคนรุ่นใหม่และทีมซึ่งจะร่วมมือผลักดันให้อนาคตเป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยไม่กลัวต่ออำนาจมืด ไม่กลัวต่ออิทธิพลนอกกฎหมาย

แม้จะยังไม่ครบสิบปีของแผนระยะยาวโดยอาซาไร แต่ก็มีผู้คนจำนวนมากคาดเดาและจับจ้องกลุ่มคนรุ่นใหม่ซึ่งไม่มีพันธะเกี่ยวข้องกับนักการเมืองชุดเก่า หวังให้คนเหล่านั้นเป็นเนื้อดีที่จะมาเติมเต็มเก้าอี้ว่างจากการเปลี่ยนแปลงในอนาคต

กลับกันในแง่ข่าวคราวของความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับอาซาไร มีเพียงคนในหน่วยงานเท่านั้นที่รู้ และต่างไม่มีใครเอามาเล่าข้างนอก เอ็นเลสยังคงเป็นสถานที่ซึ่งเก็บความลับของพวกพ้องภายในได้อย่างดีเยี่ยม หากไม่มีสายหลุดเข้าไป ดีโลไลน์จัดการเปลี่ยนพนักงานที่มาจากขั้วอำนาจของรัฐบาลซึ่งเข้ามาสอดส่องและอาจก่อกวนให้ไปทำงานอยู่ในระดับล่าง

และแม้จะยังไม่มีการออกแถลงลงสื่อแต่ข่าวเล่าลือก็มีหลุดจากฝั่งเจ้าหน้าที่รัฐบาลบ้าง

“คุณเป็นกลุ่ม Asexuality จริง ๆ ด้วยเนอะ” อาซาไรมองหญิงสาวบนตัก

“ไม่ดีเหรอ ด้วยสรีระของพวกเขาเนี่ยแทบเป็นไปไม่ได้เลยนะ” ลูเซียสหัวเราะเบา ๆ

“แน่นอนว่าดี แต่ผมก็สงสัยว่าคุณเป็นประเภทไหนในกลุ่ม Asexuality ตอนแรกคิดว่าอาจจะเป็นกลุ่มที่นาน ๆ ทีจะเกิดอารมณ์กับคู่ แต่ดูเหมือนจะไม่ใช่ ก็เหลืออีกสองประเภทระหว่างไม่ใคร่ทางกายเลยไม่ก็ต้องผูกพันกับคู่มาก ๆ ถึงจะมีความรู้สึกใคร่ทางกาย” อาซาไรไหวไหล่เลียนแบบคู่สนทนา เขาลูบคางแล้วเปิดปฏิทินล่วงหน้าของอีกห้าปีขึ้นมา

“ไว้จบเรื่องแล้วอยากจะแต่งงานช่วงฤดูไหนที่โดมไหนดีครับ?” หนุ่มต่างดาวชวนคุยอย่างอารมณ์ดี

“ไว้จบเรื่องเปลี่ยนชุดงานบริหารแล้วน่ะหรือ... ฤดูร้อนของสักแห่ง อากาศต้องไม่เย็นให้นายกับอาซาฮีขยับตัวได้สะดวก แต่ถ้าร้อนเกิดไปแขกในงานที่ใส่สูทก็น่าจะไม่ไหว...” ลูเซียสพิงหลังกับตัวอาซาไรดึงแขนคู่รองมาพาดตัวเองทำเหมือนห่มผ้านวมที่เย็นกว่าอุณหภูมิของตัวเอง

“ขอบคุณในความห่วงใยนะ แต่เราจะออกกฎการเข้างานก็ได้ อย่างแต่งที่ชายทะเล ก็บังคับห้ามใส่สูท แล้วก็ให้ใส่ชุดที่ระบายอากาศดี ๆ ผู้คนที่เข้าร่วมก็คงไม่ได้มีคนชนชั้นกลางลงไปอยู่แล้ว ไม่ต้องห่วงพวกเขาด้วยว่าจะมีเงินซื้อชุดคลุมสวยงามที่ไม่มีฟังก์ชันปรับอุณหภูมิไหม” อาซาไรเปิดภาพชายหาดแต่ละแห่งที่สามารถจัดงานเลี้ยงขึ้นมาด้วยโฮโลแกรม

“งั้นก็ไม่มีปัญหาหรอก ส่วนเรื่องลูกก็เอาไว้จบเรื่องน่าจะปลอดภัยพอที่จะใช้เสาครรภ์เทียม” ลูเซียสประเมิน ตราบใดที่ยังมีเรื่องให้สะสางเธอไม่คิดว่ารอบด้านจะปลอดภัยมากพอให้ใช้ชีวิตอย่างคนปกติ

ต้องกำจัดกลุ่มพ่อค้าอาวุธเถื่อนกับนักการเมืองที่ยักยอกและลักลอบส่งออกสินค้าผิดกฎหมายก่อน รวมไปถึงชุดบริหารเน่าเฟะ หากทุกอย่างลงตัวสังคมก็จะเติบและสงบสุขไปอีกหลายร้อยปี

“นั่นสินะครับ ให้มีลูกทั้งที่ยังมีงานเสี่ยงคุณคงไม่มีกะใจทำงาน แค่บอกลาแมวที่เซฟรูมยังใช้เวลาตั้งสิบนาที...” อาซาไรเย้าหยอกคู่สนทนา ลูเซียสนั้นเติบโตขึ้นมากทั้งความคิดและพัฒนาการทางอารมณ์ 

“ช่วยไม่ได้นี่นาก็พันแข้งพันขา พอปิดประตูแล้วทั้งเลดี้ทั้งเจนเทิลก็เกาประตูน่าสงสารออก” ลูเซียสย่นคิ้วเมื่อเช้าก็เช่นกัน พอได้ยินเสียงเหงา ๆ ของแมวทั้งสองตัวเธอก็กลับเข้าไปในห้องเล่นกับพวกมันสิบนาทีถึงออกมา...

“ตามใจเกินไปจะยิ่งเอาแต่ใจนะครับลูเซียส” อาซาไรตักเตือน

“รู้แล้วน่า... ...พอนึกถึงเรื่องอายุแล้วก็สงสัยขึ้นมาอีกเรื่อง จะแต่งจริง ๆ เหรอ ก็อายุขัยของนายน่ะมันมากกว่ามนุษย์ตั้งเกือบสามเท่าเลยที่?” ลูเซียสหันไปมองเบาะนั่งตัวเอง

ชายหนุ่มกลอกตาไปมาเมื่อนึกถึงความแตกต่างระหว่างอายุขึ้น เขาไม่มีปัญหาหรอกหากจะต้องอยู่ลำพังไปอีกสักพักหลังเธอตาย แต่ลูเซียสเป็นพวกห่วงคนอื่นมากกว่าตัวเองอยู่ลึก ๆ เธอก็คงไม่ยอมปล่อยให้เขาใช้ชีวิตเหงา ๆ อยู่ไปอีกเกือบร้อยปีแน่

“คุณมีสิทธิ์ใช้แมชชีนคืนสภาพเซลล์จากงานปราบปรามนี่ครับ ก็ใช้มันยืนอายุออกไปเรื่อย ๆ เป็นสาววัยยี่สิบสามไม่สร่างเลยก็ได้นะ?” อาซาไรเสนอทางออกขึ้นมา

“แล้วก็หยุดใช้เครื่องเพื่อให้แล้วก็หายไปพร้อมกับนายช่วงบั้นปลายของอายุขัย?” ลูเซียสถามถึงแนวทางจุดจบของพวกเขาทั้งคู่

“นั่นก็เป็นไปได้ หรือคุณจะหยุดอายุอยู่เท่านี้แล้วไปการุณยฆาตตัวเองพร้อมผมตายก็ได้...ไม่ได้สิ ถึงจะมียาแบบนั้นแล้วบริบททางสังคมก็คงไม่ยอมให้คุณการุณยฆาตทั้งที่ใช้ได้อยู่หรอกเนอะ... แก่ไปพร้อมกันก็เป็นทางเลือกที่ไม่เลวนักนะครับ” อาซาไรนวดคางตัวเอง

“งั้นเอาตามนั้นแล้วกัน แล้วทำไมต้องหยุดที่อายุยี่สิบสาม...” ลูเซียสขมวดคิ้ว

“คุณไม่ทราบสภาพร่างกายตัวเองเลยเหรอครับ?” อาซาไรขมวดคิ้ว

“มันก็...ปกติดีนะ?” ลูเซียสโคลงหัว

“เถียงในแง่นั้นไม่ได้ด้วยแฮะ ก็ใช่ครับที่คุณไม่ได้รู้สึกลำบากกับร่างกายนั่นตรงไหน แต่ว่าสภาพเซลล์ของคุณที่ต้องได้รับการรีเฟรชบ่อย ๆ ทราบสาเหตุไหมครับลูเซียส?” อาซาไรอุ้มคนบนตักให้หันมาหาตนแล้วเอ่ยถามด้วยสีหน้าจริงจัง

“...ถ้าเทียบเป็นกราฟแล้วศักยภาพรู้สึกจะพุ่งพรวดหลังการกลายพันธุ์ซ้ำซ้อนครั้งที่สอง หรือว่าเพราะอายุยี่สิบสามเป็นจุดสูงสุดของศักยภาพร่างกายนี้งั้นเหรอ?” ลูเซียสขมวดคิ้วพยายามวิเคราะห์ก็ลองเดาสาเหตุออกมาหนึ่งข้อ

“นั่นเป็นเพียงเหตุผลรองครับ เหตุผลหลักที่พวกเราต้องให้คุณรีเฟรชเซลล์ทุกปีเพราะว่าร่างกายของคุณไม่ได้กลายพันธุ์เท่าทันพลังจิตไปด้วย การที่มนุษย์มีพลังจิตคนละชนิดและใช้ได้มากน้อยต่างกันไปก็ขึ้นกับความเข้ากันได้ของร่างกาย มันไม่ใช่การสุ่มหรือโชค แต่เป็นเพราะเซลล์กับสมองรองรับให้พวกคุณสามารถใช้พลังแบบนั้นได้” อาซาไรอธิบายก่อนจะถอนหายใจเล็กน้อย

“การใช้พลังจิตหนักเกินไป บ่อยเกินไป หรือนานเกินไป ย่อมส่งผลเสียกับสมองโดยตรง ยังไม่นับถึงร่างกายกรณีพลังจิตเกี่ยวข้องกับการใช้กระดูกหรือกล้ามเนื้อต่าง ๆ เซลล์ของมนุษย์มีอายุขัยร่างกายของมนุษย์เฉลี่ยแล้วก็อยู่ได้ถึงแปดสิบปีหรืออาจมากกว่านั้นหากสุขภาพแข็งแรง นั่นเป็นค่าเฉลี่ยในมนุษย์ธรรมดาครับลูเซียส กลุ่มไฮบริดอายุขัยผกพันไปกับสายพันธุ์และนิสัยการกิน ส่วนกลุ่มมิวแทนท์อายุขัยเฉลี่ยจะต่ำกว่ากลุ่มคนธรรมดาเพราะว่าสมองกับเซลล์ถูกใช้งานมากกว่าคนทั่วไปด้วยพลังจิต... พวกคุณอายุขัยน้อยที่สุดในกลุ่มสี่ขั้วอำนาจชาวโลก” อาซาไรกล่าวพาดพิงและเทียบสถิติให้เธอฟัง

“และคุณลูเซียส คุณกับตัวทดลองอื่นที่เกิดการกลายพันธุ์ซ้ำซ้อน อายุเฉลี่ยจะยิ่งต่ำกว่ามิวแทนท์ทั่วไป ผมเองก็ไม่แน่ใจตัวเลขเพราะยังอยู่ในช่วงเก็บสถิติ แต่ว่าคุณก็รู้สึกได้ใช่ไหมครับว่าหากเปรียบร่างกายของคุณเป็นข้อมูลกราฟ ตั้งแต่เกิดจนถึงตอนนี้ค่าศักยภาพและความสมบูรณ์นั้นเป็นตัวเลขที่พุ่งขึ้นสูงมาโดยตลอด... ผมคิดว่าเราไม่อยากเสี่ยงให้คุณโตไปมากกว่านี้แล้วตัวเลขพวกนั้นพากันดิ่งลงเหวทุกครั้งที่ผ่านไปอีกหนึ่งปีหรอกนะ” อาซาไรพูดออกมาในที่สุด กระนั้นหญิงสาวบนตักของเขาก็ยังไม่มีวี่แววจะแสดงความกลัวหรือกังวลออกมา

“ยังคงไม่มีความกลัวเรื่องของตัวเองอยู่เหมือนเดิมนะครับลูเซียส...” เขาทอดสายตามองคล้ายจะระอาแต่ก็ยิ้มเอ็นดูอีกฝ่าย

“นั่นเป็นปัญหาในอนาคตนี่ นายพูดเองว่าใช้แมชชีนรีเฟรชเซลล์ไปเรื่อย ๆ ได้ ไม่ว่าจะในโลกนี้หรือจักรวาล พลังงานนั้นต้องมีที่มา และพลังงานนั้นมีการหายไปจากระบบเสมอ มันเป็นเรื่องปกติ การที่ฉันมีพลังจิตมากกว่าคนทั่วไปจะตายไวกว่าคนทั่วไปก็ย่อมเป็นเรื่องที่รับได้” ลูเซียสเอียงหัวเล็กน้อย

มันเป็นการแลกเปลี่ยนซึ่งเสมอภาคดีอยู่แล้ว เป็นสมดุลอย่างหนึ่ง

“ยอมรับไม่ได้ครับ ผมไม่ยอมให้คุณตายไปทั้งแบบนี้หรอกนะ” อาซาไรปฏิเสธในทันทีสีหน้าถมึงทึง ก่อนจะเบิกตาโตเหมือนนึกอะไรออกและยกมือปิดปากกลอกตาไปมาอย่างสับสน

“พูดสิ่งที่ขัดแย้งออกมา ทั้งที่ตอนแรกคิดว่าจะอยู่คนเดียวได้ไม่มีปัญหาล่ะสิ” ลูเซียสยิ้มและกล่าวจี้ใจดำหนุ่มต่างดาวที่หนวดคิ้วสะบัดขึ้นทันที เป็นอาการเหมือนคนคิ้วกระตุก

“ก็ยังทราบด้วยนะครับ...” อาซาไรมีสีหน้าอ่อนลงไล้นิ้วกับกรอบหน้าของลูเซียส

“เพราะอยู่ด้วยกันมาสักพักละมั้งเลยพอรู้บ้างว่าคิดอะไรอยู่” เธอยักไหล่ “ขอบคุณในความห่วงใยนะ” เธอย้อนประโยคคืนพลางหัวเราะในลำคอ

“ฉันจะไม่เป็นอะไรหรอก ก็พวกเราวางแผนเอาไว้แล้วใช่ไหมล่ะ ในระหว่างที่เก็บข้อมูลต่อไป พวกเรายังมีเวลาอีกนานเพื่อคาดคะเนถึงปีที่ฉันจะเลิกใช้แมชชีนรีเฟรชเซลล์นะ” เธอไม่มีความกังวล เพราะคนที่แทนตัวว่าเป็นมันสมองของเธอออกจะเป็นเลิศที่สุดนี่ หากอาซาไรบอกว่าใช่ ความคลาดเคลื่อนก็แทบจะไม่มี

“อย่ากังวลไปเลย เรื่องบางเรื่องก็ไม่สามารถคำนวณในเวลานี้ได้เพราะข้อมูลพื้นฐานหรือคีย์สำคัญยังไม่เกิดขึ้น นายเป็นคนสอนฉันเองเพราะงั้น เรื่องที่ตอนนี้หาทางออกไม่ได้ในอนาคตอาจจะกลายเป็นเรื่องง่าย ๆ ขึ้นมา เราไม่รู้หรอกจนกว่าเวลานั้นจะมาถึง” ลูเซียสขยับท่านั่งไปหันออกข้างแล้วเอนตัวพิงอีกฝ่าย

เธอไม่มีความใคร่ทางกายกับเขา แต่มีความใคร่ทางใจ ชอบที่จะได้อยู่ด้วย ชอบในอุณหภูมิและกลิ่นที่คล้ายดอกไม้อ่อน ๆ จากหนุ่มต่างดาวผู้นี้ รักในสติปัญหาและมุมมองที่เปิดกว้าง และรักในสีสันที่เปลี่ยนไปมาทั้งที่ภายนอกนั้นนิ่งเฉยบ่อยครั้ง

อาซาไรคลี่ยิ้มลูบเรือนผมอีกฝ่ายอย่างเบามือก็ทักขึ้น เรื่องที่สมัยก่อนเธอมักจะเอ่ยรายงานเขาเสมอ “ว่าแต่เดี๋ยวนี้คุณไม่ค่อยรายงานสีสันของอารมณ์ของผมเลยนะ”

“สองสามปีมานี้มันเป็นอยู่ไม่กี่สีเวลาเจอกันนี่ เขียวมะนาว ส้ม ขาว” ลูเซียสเงยหน้าขึ้นมอง

“สนุกเชิงสนใจ ชอบ แล้วก็รัก?” อาซาไรลองทายดู “สมองของคุณตีความว่ารักเป็นสีขาวเหรอครับ น่าแปลกใจไม่น้อยเลยนะ” อาซาไรคิดถึงผมยาว ๆ ของหล่อนแต่ว่าเพื่อความคล่องตัวในสนามรบการไว้ผมสั้นจะเหมาะมากกว่า เขาลูบเส้นผมสั้น ๆ ของลูเซียส

“ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมเป็นสีขาว นึกว่าจะเป็นสีฟ้าซะอีก” ลูเซียสย่นคิ้ว เธอมองตามนิ้วมือที่ยุ่งกับปลายผมของเธอพลางคิดว่าเอาไว้ผมยาวเธอจะปล่อยพวกมันเอาไว้สักช่อหนึ่งไม่ตัดทิ้งเพื่อให้อาซาไรใช้ถักเล่น

“ดีใจที่ชอบผมจนคิดว่าเอมพาธีของคุณจะตีความอารมณ์รักเป็นสีฟ้านะ...” เขาหัวเราะในลำคอแนบริมฝีปากกับกระหม่อมอีกฝ่าย ลูเซียสยกมือขึ้นปิดหัวตัวเอง เธอรู้สึกคันยุบยิบที่ทรวงอก รู้ว่ามันไม่ใช่อะไรที่ไม่ดีแต่ก็รับมือกับความรู้สึกนั้นไม่ถูกเช่นกัน

“หรือว่าบางทีมันอาจจะเป็นการเข้าใจที่คล้ายภาพติดตาละมั้ง สมัยที่อ่านหนังสือเก็บฐานข้อมูลในหัวตั้งเยอะมันมีวลีที่กล่าวว่ารักทำให้คนตาบอดได้ พอเห็นอารมณ์รักของคนอื่นเป็นออร่าแซมขาวแล้วก็ชวนแสบตาอยู่...” เธอย่นคิ้ว

“เป็นไปได้มากเลยครับกับการที่สมองตีความด้วยความเข้าใจฝังหัวแรก” อาซาไรพิงเก้าอี้แล้วเท้าคางทบทวน เขายิ้มแล้วยีผมอีกฝ่าย

“นั่นเป็นเหตุผลที่คุณไม่ค่อยมองผมสินะ”

“ขอโทษนะ มองสีขาวมากไปรู้สึกตาจะพร่าง่ายกว่าปกติ” ลูเซียสรู้สึกผิดขึ้นมาเล็กน้อย และสัมผัสความเหงาจากอาซาไรได้อย่างบางเบา

“ไม่ใช่ความผิดของคุณหรอกนะ...มันช่วยไม่ได้นี่ ก็คุณมีประสาทการรับรู้ที่ไวเป็นพิเศษ เอาไว้ผมจะลองหาวิธีช่วย... อาจจะด้วยสสารต่อต้านพลังจิตดีไหม?” อาซาไรเปรยขึ้นหลังจากความคิดดี ๆ ผุดขึ้นมา

“ไม่ดี มันอาจจะมีผลกระทบกับการรับรู้รอบด้านก็ได้ เป็นแบบนั้นก็ปกป้องนายจากเหตุฉุกเฉินกะทันหันไม่ได้ ไม่เอา” เธอปฏิเสธในทันที

“งั้นผมคงต้องภาวนาให้เอมพาธีของคุณวิเคราะห์ออร่าความรักเป็นสีอื่นนอกจากขาวเสียแล้ว... แต่กว่ามันจะเป็นแบบนั้นผมว่าทางผมหาวิธีลดทอนภาระสายตาของคุณด้วยสสารต่อต้านพลังจิตเฉพาะทางน่าจะเร็วกว่าอีก” อาซาไรถอนหายใจเล็กน้อย ลูเซียสไม่ได้ถึงขนาดไม่มองหน้าเขา แค่หลบสายตาหนีเป็นบางครั้งเวลาที่เขายิ่งรักเธอเข้าไปกว่าเดิม

“ผมมีอีกหนทาง เอมพาธีของคุณตอบสนองต่อความรู้สึกต่าง ๆ งั้นก็ทำให้ผมตกใจหรือสนุกก็ไม่น่าจะมีปัญหาแล้วจริงไหม?” ท่านรัฐมนตรีเสนออีกทางเลือกพลางยิ้มแย้ม

“...มันก็ได้ผลบ้างไม่ได้ผลบ้าง บางครั้งสีขาวมันก็ออกมาพร้อมสีอื่นเหมือนกันนะ” ลูเซียสเงยมองอีกฝ่ายแล้วหยีตาเป็นคำตอบว่าแม้กระทั่งตอนนี้มันก็ยังแสดงผลอยู่

“ชักจะกลุ้มเสียแล้วสิ...” อาซาไรประสานมือ

“เหงาเหรอ แต่ฉันก็นั่งอยู่บนตักนายเลยนะ...” ลูเซียสตบมือคู่รองที่รัดพันรอบเอวของเธอเป็นเชิงบอกให้รู้สึกตัว

“นั่นมันก็ถูก... แต่ถ้าเลือกได้ก็อยากถูกคุณมองมาเสมอนั่นแหละ แปลกจังเนอะ” อาซาไรยิ้ม

“อาซาไรโลภมากกว่าที่คิดเอาไว้ตอนแรกอีกนะ...” เธอหรี่ตาลงครึ่งหนึ่ง

“เพราะคุณยอมตามใจก็เลยอดไม่ได้ที่จะขอมากขึ้นอีกนี่ครับ” เขาแสดงออกอย่างภาคภูมิว่าไม่ใช่ความผิดของตนเอง

“เหมือนเลดี้กับเจนเทิล...” นั่นทำให้ลูเซียสอดจะเปรียบอีกฝ่ายกับสัตว์เลี้ยงจอมเอาแต่ใจของตัวเองไม่ได้

“ไม่เหมือนครับ” เขาปฏิเสธทันที... และด้วยท่าทีไม่พอใจนั่นมันก็สร้างเสียงหัวเราะในลำคอเบา ๆ ให้ลูเซียส

 

--------------------------

Only time will tell = บางครั้งเราต้องรอเวลาเพื่อหาความจริงในอนาคต

ช่วงทอร์ค : คิดอยู่นานมาจะให้จบยังไงดี แต่จะเขียนล้อไปกับเดอะคอลโทรลเลอร์เป็นเหตุการณ์คู่ขนานเจ้านายกับไฮดร้าก็ อืมมมมม ยังก่อนดีกว่า ถึงจะสปินออฟแต่ก็มีเนื้อหาเกี่ยวข้องในไทม์ไลน์หลักเอาไว้ทีหลังแล้วกันเนอะ

กะว่าจะทิ้งเรื่องนี้เอาไว้สักพักทำหัวโล่ง ๆ ถึงกลับมารีไรท์แล้วตบให้เข้าที่เข้าทางอีกรอบค่ะ(อาจจะมีการเปลี่ยนเนื้อหาบางส่วนหลังรีไรท์)

ขอบคุณทุกการติดตามและความคิดเห็นนะคะ หลังจากได้เขียนเรื่องนี้ก็รู้จุดอ่อนของตัวเองในงานเขียนขึ้นมาชัดขึ้น แนวทางแล้วก็นิสัยเสียบางอย่าง

ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดจะจบภายในอีกหนึ่งตอนค่ะ

 

อาจะเร็วไปหน่อยแต่ก็สวัสดีปีใหม่นะคะ U u U ขอให้เป็นปีที่ดี มีความสุข สุขภาพแข็งแรงค่ะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

53 ความคิดเห็น

  1. #51 faza205317 (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 27 ธันวาคม 2563 / 19:56
    ความหวานจนเลี่ยนช่วงท้ายคืออะไรค่าาาาาา สวัสดีปีใหม่ล่วงหน้าเหมือนกันค่าาา น้องวัวน่ารักกก
    #51
    0
  2. #50 Tibetun (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 27 ธันวาคม 2563 / 19:01

    มดขึ้นจอ
    #50
    0