Endless SSU | ลำดับ 1 แห่งไร้สิ้นสุด

ตอนที่ 25 : Role.24 - Ambush

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 18
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    14 ธ.ค. 63

Role.24 - Ambush

“ได้ยินข่าวดักจับการลักลอบทางน้ำไหม? สุดยอดไปเลยนะท่านรัฐมนตรีที่มาจากสภาดวงดาวคนนั้นน่ะ” เสียงซุบซิบที่เป็นวงกว้างตอนนี้เต็มไปด้วยเรื่องของอาซาไร

“แต่ทีมนำจับเป็นคุณลูเซียสล่ะ ทีมของมือปราบอันดับหนึ่งกับมันสมองอันดับหนึ่งนี่แทบหาที่ติไม่ได้เลยเนอะว่าไหม?” พนักงานองค์กรหัวเราะคิกคักกันอย่างมีความสุข

แม้อาซาไรจะสังกัดรัฐบาลแต่ก็มีงานจ้างวานมาถึงเอ็นเลสบ่อยครั้งซึ่งมักเป็นงานปราบปรามจับกุมร่วมกับรัฐบาล เพราะเหตุการณ์พวกนั้นทำให้ความน่าเชื่อถือของรัฐบาลและเอ็นเลสค่อย ๆ มีมากขึ้นแม้ว่าคดีฆาตกรรมต่อเนื่องทั้งสิบคดีจะเกิดขึ้นและเงียบไปหายในที่สุดก็ตาม

จู่ ๆ ก็เกิดขึ้น และจู่ ๆ ก็เงียบหายไปดั่งลมเพลมพัด

“อ่า... ถ้าทำลายทรัพย์สินสาธารณะน้อยลงกว่านี้ได้ก็จะดีกับพวกเรามากกว่านี้” หนึ่งในแผนกงบประมาณลูบหน้าแล้วยิ้มเจื่อน

ทุกรายงานของความสำเร็จที่มีลูเซียสคนนั้นร่วมอยู่ด้วยมักจะมีข้าวของเสียหายเสมอ โดยเฉพาะพื้นที่จับกุม หรือไม่ก็ข้าวของบริเวณนั้น

พลังจิตของลูเซียสรุนแรงมากและแม้จะพยายามจำกัดความสามารถก็ยังเป็นการสร้างความเสียหายให้โดยรอบอยู่ดี ยิ่งกับนิสัยของหล่อนด้วยแล้ว หากออกงานโดยไม่มีพี่เลี้ยงสักคนละก็ เตรียมเพิ่มค่าใช้จ่ายในการชดเชยซ่อมแซมล่วงหน้าได้เลย

ในตอนนี้แทบจะไม่มีใครไม่รู้จักตัวทดลองที่รอดจากแล็บ โดยเฉพาะลูเซียส เธอเป็นเหมือนมาสคอตของเอ็นเลสไปแล้ว ด้วยชื่อเสีย(ง)ในแง่ต่าง ๆ

หญิงสาวผู้มีประวัติการทำลายพื้นที่สาธารณะมากที่สุด

หญิงสาวผู้มีประวัติความสำเร็จภารกิจ 100% ตั้งแต่ถูกบรรจุอย่างเป็นทางการ

หญิงสาวที่เป็นมิวแทนท์ซึ่งมีประเภทพลังจิตกลายพันธุ์ซ้ำซ้อนมากที่สุดในโลก

“จนถึงตอนนี้ก็ยังคงใช้พลังแบบไม่เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์แบบนี้ก็น่ากลัวอยู่นะ แต่ว่าทำงานหนักขนาดนี้จะไม่เป็นผลเสียกับร่างกายแน่เหรอ? ขนาดพวกเราใช้พลังจิตทำงานนั่งโต๊ะยังเหนื่อยเลย” หนึ่งในพนักงานบ่น

“...ดูเหมือนเธอจะยังไม่เคยเจอคุณลูเซียสตรง ๆ สินะ เธอคนนั้นน่ะเวลาทำงานดูเหมือนหุ่นยนต์มากกว่ามนุษย์เสียอีก ทั้งน้ำเสียงทั้งสีหน้าเรียบเฉย แถมยังตัดสินใจอย่างรวดเร็วเด็ดขาด คนแบบนั้นน่ะถึงเหนื่อยสายตัวแทบขาดก็ไม่เผยท่าทีออกมาแน่...” เจ้าหน้าที่แผนกการแพทย์ถอนหายใจ “แล้วก็การใช้พลังจิตสาดเสียเทเสียในปริมาณมากติดต่อกันไม่มีทางที่จะเป็นผลดีในระยะยาวอยู่แล้ว ดีไม่ดีเซลล์อาจจะเสื่อมก่อนได้แก่เสียอีก...”

“...นั่นมันก็ ...เป็นความเสี่ยงและการสูญเสียในอนาคตครั้งใหญ่เลยนะ สภาพในปัจจุบันให้พูดกันตามตรงแล้วการมีคุณลูเซียสอยู่ทำให้อาชญากรเล็ก ๆ น้อย ๆ ในเดอะวันหายไปเกลี้ยงเลยเพราะรู้ตัวว่าไม่สามารถต่อกรได้ จะมีก็แต่พวกตัวเอ้นี่แหละที่ยังกล้าจะทำอะไรเสี่ยง ๆ อยู่” สาวแผนกงบประมาณกระซิบกระซาบกับเพื่อนบนโต๊ะอาหาร

“อันที่จริง... พวกเธออาจจะยังไม่รู้เพราะว่ารัฐบาลยังไม่ประกาศแมชชีนการแพทย์ตัวใหม่อย่างเป็นทางการจนกว่าจะสร้างเครื่องสำรองด้วยฝีมือตัวเองขึ้นมาได้ แต่พวกเรามีแมชชีนการแพทย์รุ่นใหม่จากฝีมือนักวิจัยสังกัดพวกเราขึ้นมาแล้วนะ แล้วมันก็สามารถยืดอายุเซลล์ได้ด้วย รักษาซ่อมแซม เหมือนกับรีเฟรชร่างกายไปถึงหน่วยเซลล์” พนักงานแผนกการแพทย์ลดเสียงลงอีกระดับ

“เทคโนโลยีของพวกเราไปได้ถึงขั้นนั้นแล้วเหรอเนี่ย? งั้นหน่วยความจำในสมองล่ะ การใช้ทักษะพลังจิตเกี่ยวข้องกับการใช้งานสมองไม่ใช่เหรอ?” แผนกงบประมาณขมวดคิ้ว ทุกครั้งใช้จนถึงขีดจำกัดจะปวดหัว การฝืนใช้พลังจิตจะส่งผลกับสมองโดยตรง และพวกตัวทดลองต่าง ๆ ของแล็บเถื่อนก็แสดงให้เห็นผ่านอัตราการรอดชีวิตแสนต่ำนั่นแล้วว่าพลังจิตกับเซลล์สมองมีความเกี่ยวข้องบางอย่างกันอยู่

“แมชชีนปรับเซลล์ไม่ได้ปรับสารเคมีโดยตรง ใช้การฟื้นฟูผนังเซลล์ แล้วก็นำของเสียกับสารพิษสะสมตามเซลล์ออกเลยไม่ได้เกี่ยวกับสารเคมีอื่นในสมอง แต่ถ้าจะให้พูดถึงความเสี่ยงของคุณลูเซียสฉันว่าไม่ได้มีแค่การใช้สมองมากเกินไปหรอกนะร่างกายของเธอก็รับภาระจากการใช้พลังจิตไม่มากก็น้อยเหมือนกัน” หนึ่งในแผนกแพทย์กระซิบในโต๊ะ

“พลังจิตของเธอไม่ใช่ประเภทเลียนแบบการเคลื่อนไหวของร่างกายเสียหน่อย ร่างกายจะไปรับภาระได้ยังไงกัน” หนึ่งในโต๊ะแย้งขึ้น

“อย่าลืมสิว่าเพราะพลังจิตที่มีมากกว่าหนึ่งประเภททำให้ร่างกายต้องการพลังงานในการมีชีวิตมากกว่าปกติ นั่นหมายความว่าแม้จะมีอายุเท่ากันแต่ร่างกายของเธอก็ราวกับใช้ชีวิตมาแล้วเป็นสองหรืออาจสามเท่าของคนทั่วไป ต้นกำเนิดเซลล์จะล้าและเสื่อมสภาพเร็วกว่าคนปกติ แม้ว่าร่างกายจะทำลายและสร้างเซลล์ใหม่อยู่ทุกวัน ก็มีแต่จะกระตุ้นให้ต้นกำเนิดเซลล์นั้นแก่มากขึ้นเท่านั้น” แผนกการแพทย์อธิบาย

“แย่ของจริงแล้วสิเนี่ย” สาวบนโต๊ะป้องปากหน้าเครียด

ไม่อยากจะคิดว่าอันดับหนึ่งของเอ็นเลสจะขึ้นมาเร็วและร่วงลงไปเร็วเพราะสภาพร่างกาย เป็นแบบนั้นจะต้องสร้างภาระให้องค์กรในภายหลังแน่ ทั้งคนที่จะมาแทนและพวกอาชญากรที่รู้ว่าคนที่ตัวเองต่อกรด้วยไม่ได้นั้นสิ้นชื่อไปแล้วเพราะร่างกายที่แข็งแกร่งเกินไปนั้นรังแต่จะเร่งเวลาตายของเธอ

“นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้บอสใหญ่เร่งการพัฒนาแมชชีนการแพทย์ยังไงล่ะ โครงการใหม่ของแผนกเราคือการฟื้นฟูไปจนถึงต้นกำเนิดเซลล์ในร่างกายให้กลับไปรีเฟรช ตอนนี้กำลังวิเคราะห์แมชชีนที่ได้มาจากดาวดวงอื่นอยู่เพื่อปรับใช้ ถ้าทำสำเร็จละก็วงการแพทย์จะต้องพลิกโฉมเลยล่ะ” พนักงานที่เกี่ยวข้องยิ้มแย้ม “สร้างแมชชีนที่ทำให้เราสามารถยืดอายุคนได้ ก็ไม่ต้องห่วงเรื่องคุณลูเซียสแล้ว”

“อย่างกับโครงการแสวงหาความเป็นอมตะ...” แผนกการเงินเบ้หน้านึกถึงงบดุลที่คงจะถูกปันไปให้แผนกการแพทย์อย่างหนักในปีนี้

“จะพูดแบบนั้นก็ได้ แต่มันไม่ได้สร้างความเป็นอมตะหรอก แค่ยืดเวลาตาย หากวิทยาการนี้สำเร็จคนที่ป่วยหนักแม้จะเป็นมะเร็งระยะสุดท้ายก็จะสามารถมีชีวิตอยู่ได้ตามความถี่ที่เข้าใช้แมชชีน ทว่าก็คงมีค่าใช้จ่ายสูงเฉียดฟ้าล่ะนะ...” บทสนทนาของพวกเขาไม่ใช่เรื่องที่เป็นความลับแต่อย่างใด

โครงการวิจัยของเอ็นเลสในการยืดอายุร่างกายทั้งร่างนี้เป็นสิ่งที่ประกาศออกไปในเว็บไซด์ขององค์กร หมวดโครงการพัฒนาทางการแพทย์ ประชาชนทุกคนมีสิทธิแสดงความคิดเห็นและบริจาคทุนการวิจัยได้ตามกำลังศรัทธา หากว่ามันสำเร็จก็จะเป็นอย่างที่หนึ่งในแผนกการแพทย์ว่า วงการแพทย์ทั่วโลกคงพลิกโฉม

เวลาที่น้อยลงทุกทีของผู้ป่วยจะถูกยืดออกไปทุกครั้งเมื่อใช้แมชชีนนี้ ข้อดีของมันคือการเพิ่มเวลาให้ผู้ป่วยโรคร้ายแรงซึ่งไม่มีทางรักษา

แต่ข้อเสียก็คงไม่พ้นความเหลื่อมล้ำของคนที่มีสิทธิ์ใช้มันได้ ไม่พ้นพวกที่เกิดมาในกองเงินกองทองอยู่แล้ว แต่นั่นก็เป็นปัญหาในอนาคตที่จะต้องถูกแก้ไขภายหลัง เพราะในเวลานี้แมชชีนที่ว่านั้นก็ยังเป็นโครงการที่ได้แต่วาดฝันว่าจะสร้างขึ้นมาก็เท่านั้น

ลูเซียสเองก็ได้ยินเรื่องที่พูดถึงในช่วงนี้เหมือนกัน พวกเขาคงจะลืมไปว่าประสาทของเธอดีพอ ๆ กับพวกไฮบริดหูไว แต่ถึงกระนั้นหล่อนก็ไม่ได้แสดงท่าทีอะไรออกไปให้ใครจับสังเกตได้เช่นเดิม

ลูเซียสไม่ได้กลัวตาย แม้ขณะนี้ก็ยังไม่มีความกลัวเช่นนั้นปรากฏขึ้น และเมื่อได้ลองสำรวจความคิดของตัวเองแล้วเธอก็พบว่าตัวเองนั้นกลัวว่าคนรอบข้างจะตายเพราะเธอมากกว่า

“ลู ภารกิจดักจับการขนส่งทางน้ำคราวนี้เธอกับซีโร่ไปที่เขตท่าเรือสีส้มนะ ส่วนฉันกับนทีจะไปเขตสีเขียว แต่ละคนรับผิดชอบคนละเส้นทาง เอาเครื่องตรวจจับพลังจิตกับคลื่นไฟฟ้าไปด้วย” แฟร์เปิดแผนที่ให้ดูขณะที่พวกเขาหน่วยออกภาคสนามทั้งสี่คนกำลังเดินไปที่โรงจอดพาหนะ

“เบื่อจะไปกับซีโร่แล้ว...” ลูเซียสโพล่งออกมา แม้สีหน้าจะเรียบเฉยแต่ก็แฝงความเง้างอนเอาไว้

“ฮ่าๆๆๆ งั้นเหรอๆ โทษทีน้า ก็จับคู่ทีมแบบนี้ประสิทธิภาพมันดีกว่านี่ ช่วยไม่ได้นะ เอาไว้กลับมาจะนั่งกินขนมเป็นเพื่อนแล้วกัน” แฟร์จับสองบ่าของมิวแทนท์สาวแล้วดันให้เดินต่อไป

“จะว่าไปนทีก็ยังไม่เคยเป็นพี่เลี้ยงลูเซียสเลยนี่นะ เอาไว้สักภารกิจไหนคงต้องให้ฝึกเป็นดูบ้างแล้ว” ซีโร่ลูบคางก็แสยะยิ้มเจ้าเล่ห์เหล่ตามองน้องใหม่ของทีมภาคสนาม แม้จะไม่ได้สังกัดกับหน่วยเซตซีโร่โดยตรงแต่เขาก็ร่วมงานกับแฟร์และซีโร่บ่อยครั้ง ส่วนสังกัดที่แท้จริงของนทีถูกบรรจุในหน่วยเซตสองซึ่งก็ขนาดบุคลากรอยู่หลังจากสมาชิกคนหนึ่งมีอายุมากเกินกว่าจะออกภาคสนามที่มีความเสี่ยงสูงไหว

“อะไรล่ะนั่น...” นทีขมวดคิ้วในทันที

“ภารกิจห้ามไม่ให้ลูเซียสทำลายทรัพย์สินสาธารณะระหว่างออกภารกิจไง แล้วก็ต้องปรามเวลาทำอะไรที่มันผิดสามัญสำนึกด้วย” แฟร์ผายมือใส่น้องสาวของหน่วยซึ่งแม้จะเก่งมากก็ยังคงมีจุดอ่อนใหญ่เป็นความคิดเส้นตรงของหล่อน

ให้ว่ากันขำ ๆ พวกเขาเริ่มคิดแล้วว่าพื้นที่ในสมองลูเซียสอาจจะถูกใช้งานโดยพลังจิตและความสามารถอื่น ๆ จนเบียดบังพื้นที่สำหรับอารมณ์ความรู้สึกและสามัญสำนึก...

ลูเซียสรับผิดชอบเส้นทางลักลอบค้าพรรณพืชเถื่อนทางน้ำโซนเหนือในเขตท่าเรือส้ม ซีโร่หลังจากกำชับเรื่องที่ห้ามทำกับลูเซียสไว้เป็นอย่างดีแล้วก็แยกตัวออกไปที่พื้นที่ดูแลของตัวเองเช่นกัน แน่นอนว่าลูกทีมของทั้งคู่ก็แยกย้ายไปตามจุดซุ่มจู่โจมแต่ละแห่ง พวกเขาเฝ้าคอยอย่างเงียบงันเพื่อสบโอกาสที่ดีที่สุด

กลุ่มพวกลักลอบค้าพรรณพืชเถื่อนนั้นปรากกตัวในเวลาต่อมาด้วยชุดประดาน้ำ พวกเขาลัดเลาะผ่านการตรวจสอบต่าง ๆ ด้วยการอุ้มกล่องพัสดุอย่างดี ใช้น้ำลึกเพื่อเลี่ยงเซนเซอร์ตรวจจับในการเข้าใกล้ท่ายานขนส่งสู่นอกโลกซึ่งจอดนิ่งลอยน้ำอยู่ห่างจากเดอะวันไปหลายสิบกิโลเมตร

การปะทะเกิดขึ้นในทันทีที่พวกเขาโผล่มา ณ ผิวน้ำ ด้วยพลังแรงโน้มถ่วงของเธอเป็นเรื่องง่ายมากที่จะจัดการกลุ่มลักลอบให้ลอยเท้งเต้งอยู่กลางอากาศ แล้วเลือกควบคุมแรงโน้มถ่วงเฉพาะจุดในการดึงกล่องสินค้าลงมาที่สะพานท่าเรือกับยาน

“บ้าเอ้ย! ให้มันได้อย่างงี้สิวะ! ไม่เห็นมีหมาตัวไหนบอกว่ายัยบ้านี่จะลงภารกิจด้วยตัวเอง!! แกควรจะไปหยุดพ่อค้าอาวุธเถื่อนที่โกดังไม่ใช่รึไง!!” สำหรับทหารรับจ้างที่ไม่ได้ขึ้นตรงต่อรัฐบาลและเอ็นเลส ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มที่ทำงานภายใต้กฎหมายหรือนอกเหนือจากนั้น ต่างทราบกันดีว่าอันดับหนึ่งคนปัจจุบันของเอ็นเลสเป็นบุคคลที่ไม่ว่ายังไงก็อย่าหาทางไปยืนฝั่งตรงข้ามเด็ดขาด

เบื้องหลังของเธอนอกจากประธานใหญ่สาขาผิวโลกของเอ็นเลสแล้ว ยังมีท่านรัฐมนตรีจากสภาดวงดาวคอยหนุนหลังอยู่ด้วย แต่แน่นอนว่าทุกคนรู้ดี ตราบใดที่ไม่ได้ทำอะไรผิดกฎหมายสายตาของเธอก็จะมองผ่านคุณไปอย่างง่ายดาย และเธอจับจ้องเพียงคนที่คิดร้ายต่อตัวเองและคนรอบข้างเท่านั้น เป็นฮีโร่ที่มีมุมเพิกเฉยอย่างน่าตลกและประหลาด

“ข่าววงในของเอ็นเลสจะหลุดไปง่าย ๆ ได้ยังไงกัน ไม่คิดว่ามันแปลกบ้างเหรอ?” ลูเซียสพึมพำอย่างไม่สนใจ พวกเขาไม่ใช่หน่วยปะทะจึงไม่มีทั้งอาวุธและกำลังจะตอบโต้ ทุกคนในทีมนี้ล้วนถูกเลือกมาด้วยทักษะดำน้ำระดับสูงเพื่อหลบเลี่ยงเท่านั้น

“นายจ้างพวกเราไม่เอาแกไว้แน่” หนึ่งในกลุ่มลักลอบเดาะลิ้นข่มขู่หญิงสาวตัวเล็ก

แน่นอนว่าการวิ่งไล่จับในสนามรบจริงก็ยังคงเป็นหนึ่งในความสนุกสนานของเธอ

“แน่จริงก็มาเลย พวกแกจะเล็งที่หัวใจ หรือคอของฉันได้ทุกเมื่อ ถ้ามีมนุษย์ที่สามารถจะแข็งแกร่งกว่าอาวุธมีชีวิตอย่างฉันซึ่งพวกมันสร้างขึ้นมาได้ละก็อยากจะเจอเหมือนกัน” ความกระหายเลือดที่กดเอาไว้ภายในปะทุออกมาเพียงชั่วครู่ แววตาที่บ้าคลั่งนั้นเลือนหายไปในเวลาไม่นาน

ลูเซียสรู้ว่ามันช่างเป็นนิสัยที่ควรจะแก้และบำบัดให้หาย ทว่าอย่างไรก็ตามเธอคงไม่มีทางลบความกระหายเลือด ณ ลึกที่สุดของก้นบึ้งความคิดไปแน่ มันออกจะเป็นประโยชน์ในภาคสนาม เมื่อยืนอยู่ต่อหน้าความตาย เมื่อยืนอยู่ปากเหว ความรู้สึกที่บ้าคลั่งด้านลบลึก ๆ ข้างในของเธอจะคอยตัดสินใจและมองหาทางเอาชนะในช่วงเวลาเสี้ยววินาทีเสมอ

แน่นอนว่าอัลบาก็สัมผัสได้ถึงคุณสมบัติที่ไม่ว่าจะมองมุมไหนก็ควรเป็นมือสังหาร เขาจึงคอยขัดเกลาลูเซียสทุกครั้งที่โอกาสจะเอื้อะแนวย ไม่ว่าในห้องฝึกซ้อมหรือกระทั่งทางเดินในตึกเอ็นเลสก็ตาม...

“แกมันเป็นสัตว์ประหลาด” ชายคนนั้นกัดฟันเมื่อสัญชาตญาณกรีดร้องในชั่วพริบตาที่รับรู้ได้ถึงความอันตรายซึ่งปรากฏเพียงพริบตาและหายไปอย่างไร้ร่องรอยโดยลูเซียส

“และจะเป็นยิ่งกว่านั้นถ้าแกหันมาแว้งกัดฉัน...” ลูเซียสรู้สึกประหลาดขึ้นมา มุมปากของเธอยกขึ้นโดยไม่รู้ตัว

ทั้งที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นอาวุธที่แข็งแกร่งที่สุด กลับถูกสายพันธุ์เดียวกันมองด้วยความหวาดกลัว

ขณะที่ทำการจับกุมเธอก็รู้สึกได้ถึงอารมณ์บางอย่างใต้น้ำ เป็นทั้งความตกใจและขวัญเสียเบาบาง ดวงตาของลูเซียสที่เบิกกว้างและเขม็งอย่างน่ากลัวในสายตาคนอื่น จ้องมองไปยังผืนน้ำนั้นไม่อาจมองลึกลงไปในทะเลได้มากกว่าห้าเมตร ทุกอย่างเป็นสีน้ำเงิน เธอจ้องมันอยู่อย่างนั้นและเลื่อนสายตาตามอะไรบางอย่าง บางอย่างที่เพียงตามองไม่เห็นแต่เอมพาธีของเธอสัมผัสมันได้อย่างเบาบาง

“อยู่แต่ในห้องทดลองนานไม่เคยเห็นทะเลรึยังไง!” หนึ่งในต้องผู้หาตวาดอย่างหัวเสีย เธอไม่ได้ติดใจเอาความเขาเพราะแปลกใน ในสายตาเธอเขาก็ไม่ได้โกรธ แต่กังวลกับอะไรบางอย่าง

“คุณลูเซียสครับ จะให้ส่งทีมลงไปสำรวจใต้น้ำเผื่อมีอะไรเล็ดลอดไหม?” ลูกทีมของเธอถามขึ้น

“ไม่ต้อง... คงจะวาฬหลงละมั้ง ไม่มีทั้งคลื่นไฟฟ้าหรือเหล็กที่ตรวจจับได้จากด้านใต้...อีกอย่างมันลึกมาก ถ้าเจ้าพวกนี้ขึ้นฝั่งพร้อมกับอุปกรณ์ที่หมดก๊อก...” ลูเซียสเตะถังออกซิเจนที่เข็มวัดค่าบอกว่าปริมาณอากาศหายใจด้านในหมดเกลี้ยง “ก็คงไม่มีทางที่นักดำน้ำอุปกรณ์ครบครันจะดำได้ลึกกว่านี้แล้ว”

เธอปล่อยให้สิ่งนั้นเล็ดลอดไปจากจุดของเธอและไม่สนใจสีสันของกลุ่มผู้ลักลอบซึ่งกำลังลิงโลด เธอทำหน้าที่ของเธอเสร็จสิ้นครบถ้วนดีแล้ว...

 

หลังจากรวบรวมผู้ต้องหาได้ครบเธอกับหัวหน้าทีมทั้งสามก็รวมตัวกันที่ลานจอดรถท่าเรือ

“ไม่ได้ลากใครให้จมน้ำใช่ไหมลู?” แฟร์ถามขึ้นทันที

“ฉันย้ำแล้วเธอไม่ทำหรอกน่า” ซีโร่ถอนหายใจ นทีนิ่งเงียบไปอย่างสับสน

“ไม่ได้ทำ ก็ไม่ขัดขืนเลยไม่ได้จับกดน้ำให้หมดแรง” ลูเซียส

“... หมายความว่าถ้าขัดขืนจะทำ?” แฟร์หรี่ตาอย่างจับผิด กลุ่มผู้ลักลอบขมวดคิ้วไปตามกันกับนิสัยชอบทารุณกรรมอย่างคาดไม่ถึงของมือปราบเอกชน...

“ฉันจำคำสั่งได้น่า หลีกเลี่ยงการทารุณกรรมผู้ต้องสงสัยด้วยการทำให้บาดเจ็บทางร่างกาย และจับกดน้ำ” ลูเซียสมุ่นคิ้ว “แล้วก็ตอนนี้สามารถปรับระดับกระแสไฟฟ้าให้ช็อตคนจนหมดสติได้ในครั้งเดียวโดยไม่เป็นอันตรายต่อชีวิตไปแล้วนะ” แม้จะไม่ได้เผยรอยยิ้มสดใสเหมือนเด็กสาวแต่ก็แผ่บรรยากาศราวกับเด็กกำลังอวดผลงานเพื่อรับคำชมจากผู้ปกครองใส่แฟร์อย่างเต็มที่

“ลู... ถึงจะถูกแล็บทำแบบนั้นจนเหมือนเรื่องปกติ แต่การทารุณกรรมในโลกภายนอกนี้ก็ไม่ใช่เรื่องที่ใครจะยอมรับกันได้หรอกนะ ถึงจะน่าขัดใจแต่ก็ห้ามทารุณกรรมผู้ร้าย” แฟร์กล่าวตักเตือนเธออย่างจริงจัง

“แต่ในเมื่อครั้งนี้สามารถอดทนทำตามกรอบปฏิบัติได้จะชมหน่อยแล้วกัน แล้วก็การช็อตไฟฟ้าน่ะ นั่นก็ห้ามนะ... เอาไว้จวนตัวถึงใช้ ห้ามใช้เพราะหงุดหงิดเด็ดขาด เข้าใจนะ?” เขากำชับหญิงสาว

“...เข้าใจแล้วจะพยายามนะ” ลูเซียสไม่ได้รับปาก เธอแค่บอกว่าจะพยายาม

“อยู่กับอาซาไรบ่อยจนรับปากแบบเลี่ยงไม่รับปากได้แล้วนี่หมอนั่นน่ากลัวชะมัด” ซีโร่ทำหน้าพะอืดพะอมแหย่อีกฝ่าย

“อะไรกัน มันเป็นประโยชน์นะ” ลูเซียสเถียงในทันที

“...” ซีโร่ลูบหน้า

“เอาเถอะ มัวแต่พูดจาไร้สาระกันอยู่ได้รีบขึ้นรถแล้วไปทำรายงานส่งเหอะ ฉันหิวจะแย่” นทีเบ้ปากเริ่มหงุดหงิดที่กลายเป็นส่วนเกินเพราะเข้ามาทีหลัง

“ไม่งอนน่านที นายก็รู้ว่าหน้าที่ของพี่เลี้ยงคือทำให้ลูเซียสเป็นคนธรรมดาให้ได้” ซีโร่ยิ้ม ศอกเพื่อนร่วมทีมเอาขำ

“ลูเซียสเนี่ยนะจะเป็นคนธรรมดา เป็นไปไม่ได้หรอก มิวแทนท์พลังผสมไม่มีทางเป็นคนธรรมดาได้ การถูกเลี้ยงดูอย่างผิด ๆ ก่อนหน้าที่ในแล็บก็แสดงผลแล้วนี่ว่าเธอน่ะไม่มีทางใช้สามัญสำนึกของโลกภายนอกกับตัวเองได้” เขาโพล่งทันทีก่อนจะยกมือปิดปากหน้าซีด

แฟร์หรี่ตามองนทีอย่างคาดโทษ

“นั่นก็จริง พอออกมาแล้วก็แปลกใจมากเลยล่ะ ทั้งที่ทุกคนอ่อนแอขนาดนี้อยู่รอดมาจนถึงทุกวันนี้ได้ยังไงกันนะ...” ลูเซียสพึมพำพลางเอียงคอ “ทั้งที่มีพลังประเภทเดียวกลับย่ามใจว่าเก่งกล้า แล้วก็ทั้งกลุ่มมนุษย์ธรรมดาและไฮบริดเองก็ไม่ได้แข็งแกร่งอะไร กลับมีชีวิตสุขสบายโดยไม่กังวลว่าจะตายเพราะอุบัติเหตุหรือการปล้นจี้ ในสังคมที่มีคนไม่ดีตั้งเยอะ ช่างเป็นสิ่งมีชีวิตอ่อนแอที่ไม่เจียมตัวเสียเหลือเกิน” ทั้งหมดนั่นเธอพูดออกมาอย่างซื่อตรงเกินไปจนทำให้นทีหน้าเบี้ยวไปด้วยความโมโหและสับสน

“นี่เธอ... โตมาแบบไหนกันแน่...” นทีหรี่ตา ประกาศที่รัฐบาลแถลงออกมาบอกแค่ว่าตัวทดลองมีชีวิตอย่างยากลำบากน่าอดสู แต่ไม่ว่าจะแววตาน้ำเสียงหรือสีหน้าของลูเซียสไม่ได้สื่อว่ากำลังหยอกล้อแม้แต่น้อย

“... รู้สึกว่าอาซาไรจะสรุปเป็นประโยคที่ว่า ‘มีชีวิตอยู่โดยที่ความตายเคาะประตูทุกครั้งที่ตื่นนอน’ น่ะ” เธอลูบคางแล้วโคลงหัว นทีสูดหายใจติดขัดอย่างไม่อยากจะจินตนาการนักกับการเชื่อมโยงนิสัยมองการทารุณกรรมเป็นเรื่องปกติและมองว่าคนในโลกภายนอกนั้นอ่อนแอ ทั้งที่เธอต่างหากแข็งแกร่งจนผิดปกติสามัญไป

ซีโร่ถอนหายใจแล้วตบบ่านทีอย่างสงสารก่อนจะดันหลังทั้งชายหนุ่มกับหญิงสาวไปขึ้นรถไป

พวกเขาปิดประตูรถแล้วแฟร์กลับหัวเราะคิกคักราวกับอดทนมานาน

“ขำอะไรของคุณ” นทีหน้าบึ้ง

“ไม่ได้เตี๊ยมกับนายก่อนต้องขอโทษด้วย พวกฉันแค่จงใจปล่อยข้อมูลบางส่วนของลูเซียสออกไปผ่านทางผู้ต้องหาพวกนั้นน่ะ ยังไงซะมันต้องมีวิธีติดต่อกับนายจ้างแน่ แต่ไม่ว่าจะทางไหนก็ช่าง แค่เอาเรื่องที่ได้ยินวันนี้ของลูเซียสไปป่าวประกาศก็พอ จะว่าไปได้ขู่พวกมันหรือยังลู?” ชายขี้เล่นหันไปตามยัยน้องคนเก่งของตัวเองพลางยกมือขยี้หัวอย่างเอ็นดู

“ขู่แล้ว ขู่ด้วยจิตสังหารด้วย บอกไปว่าถ้าคิดว่าทำได้ก็มาฆ่าได้เลยทุกเมื่อ” เธอตอบกลับ เมื่อแฟร์ดึงมือกลับเจ้าหล่อนก็ยกมือของคนที่เป็นเหมือนพี่ชายวางแปะบนหัวตัวเองอีกรอบ

นทีมองพฤติกรรมเหล่านั้นไตร่ตรองเทียบกับท่าทีไม่แยแสอะไรข้างนอกแล้วโพล่งออกไปอีกครั้ง “คุณลูเซียสเป็นคนสองบุคลิกเหรอครับ...” เขาขมวดคิ้ว

“ฮ่าๆๆ ก็เปล่านี่ น้องเล็กของพวกเราน่าสนใจมากใช่ไหมล่ะ นอกจากเก่ง เป็นเด็กดี แล้วก็ยังเป็นคนที่ย้อนแย้งในตัวเองเสมอ ๆ ด้วยนะ ถึงจะเป็นแบบนี้ก็ยังน่ารักน่าเอ็นดู” แฟร์พูดอวยน้องเล็กของเขาพลางยีผมลูบหัวอีกฝ่ายจนลูเซียสฉายแววตาพึงพอใจออกมาเขาถึงเลิกยุ่งแล้วสางผมให้ลูเซียส

“พวกคุณนี่มัน” นทีหมดคำจะพูด ใจเขาตกไปอยู่ตาตุ่มตอนที่คุยกันอยู่ข้างนอก

“เอาน่า ก็ถ้าอยากโดนซุ่มโจมตีก็ต้องล่อตีนนิดหน่อย จริงไหม? ถ้าไม่ทำตัวเด่นจนน่าหมั่นไส้แบบนี้เดี๋ยวเหยื่อก็ไม่กินเบ็ดพอดี” แฟร์ประสานมือหลังท้ายทอยและเอนหลังกับพนักพิง

รถออกตัวได้ไม่ทันจะออกจากเขตท่าเรือกระจกหน้าต่างก็แตกเป็นทรายละเอียด ลูเซียสที่มีความไวเป็นเลิศก็กดหัวของซีโร่ลงต่ำกระสุนซึ่งยิงเข้ามาหวังผลทะลุหัวจึงฝังในเบาะพิงแทนสมองของเขา

“มาไวกว่าที่คิด” แฟร์ผิวปาก

“นี่มันไม่ใช่เรื่องจะมาสบายใจนะโว้ย!” นทีเหวลั่นรถ

“เอาน่า ถ้าลูที่น่ารักของพวกเราจัดการละก็ไม่ถึงสิบนาทีหรอก” แฟร์ไม่คลายท่าทีไร้กังวล ซีโร่กระแอมทั้งที่หมอบต่ำอยู่เพราะใครบางคนเริ่มปีนแล้วใช้เขาเป็นฐานในการออกไปนอกรถผ่านหน้าต่างที่ไร้กระจก

“ลูเซียส ฉันบอกแล้วใช่ไหมว่าห้ามเอาเพื่อนเป็นฐานรองเหยียบโดยไม่ถามก่อนน่ะ” เขาคล้ายจะเอ็ดดุแต่ก็ยังกลั้นขำในทีไปพร้อมด้วย

“ฉุกเฉิน โมฆะไปเหอะ” หล่อนตอบปัดแล้วออกไปจากรถทันที

“จะไม่เป็นอะไรแน่เหรอ!? ถึงจะเป็นอันดับหนึ่งก็เหอะ! ฝ่ายนั้นมีตั้งกี่คนพลังแฝงอะไรบ้างก็ไม่รู้!” สมาชิกใหม่โวยวาย

“หื้ม” แฟร์ร้องเสียงสูงแล้วส่ายนิ้ว “ถึงพวกเราจะไม่รู้แต่ลูเซียสน่ะรู้แน่ เพราะจนกว่าทุกอย่างจะจบลง จนกว่าเดอะวันจะปลอดภัยมากพอที่จะไม่มีพวกเราประจำการ ยัยน้องของฉันจะมีมันสมองที่ชื่ออาซาไรคอยป้อนข้อมูลที่ต้องรู้ทุกอย่างให้ยังไงล่ะ” แฟร์ยิ้มทีเล่นทีจริง

“พวกเราแค่ไม่ทำตัวให้ถูกจับหรือตาย แล้วก็คอยสนับสนุนลูเซียสก็พอ” ซีโร่ถอนหายใจเกาหัว แม้ไม่อยากจะยอมรับแต่ก็เถียงไม่ได้ว่าการเอาชนะอันดับหนึ่งซึ่งเป็นสุดยอดอาวุธมีชีวิตนั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยนอกจากรุม...

“พวกนายเป็นพี่เลี้ยงยังไงเนี่ย!”

““เป็นพี่เลี้ยงที่ร่วมมือกันลอบโจมตีลูเซียสก็ยังไม่ชนะเธอยังไงล่ะ”” พวกเขาตอบอย่างอิดโรยในอารมณ์

“...” นทีทำหน้าปูเลี่ยนคิดว่าสมาชิกหน่วยเซตซีโร่มีแต่คนประหลาด เทียบกับหน่วยอื่นแล้วดูเหมือนสามัญสำนึกของพวกเขาก็เริ่มเพี้ยนไปตามลูเซียสคนนั้นติด ๆ

“จะว่าไปก็ลืมถามลูเรื่องเส้นทางที่ห้า พวกเราจัดการกับไปแค่สี่ที่ จะไม่เป็นอะไรแน่เหรอ?” ซีโร่ขมวดคิ้ว

“ถ้าคนคนนั้นบอกว่าไม่มีปัญหาก็ไม่มีปัญหาหรอก” แฟร์นึกถึงอาซาไรและคำพูดของเขาที่เรียกประชุมกลยุทธ์ก่อนลงพื้นที่สามวัน

 

‘เส้นทางที่พวกคุณมนุษย์จะสามารถใช้ได้ทั้งหมดมีห้าเส้นทางด้วยกัน ผมจะจัดให้พวกคุณไปดักซุ่มสี่จุดตามแผนที่นี้...’ หนุ่มต่างดาวแจกแจง

‘แล้วเส้นทางที่ห้าล่ะ? ถึงจะเสี่ยงและอันตรายไปหน่อยแต่หาคนไปดักรอไหม?’ ซีโร่ยกมือถาม

‘ไม่จำเป็นครับ ต่อให้ใช้เส้นทางนั้นได้ก็ผ่านไปได้แค่คนเดียว ในอนาคตมันจะกลายเป็นเส้นทางที่พวกผู้ลักลอบค้าของเถื่อนใช้กันอย่างแน่นอน’ เขาตอบด้วยท่าทีมั่นใจ ‘ที่พวกเราต้องทำก็คือบีบให้คนพวกนั้นใช้เส้นทางได้แค่ตรงนั้น ตรงที่อันตรายที่สุด เสี่ยงที่สุด และดูป้องกันหละหลวมที่สุด’ อาซาไรยิ้ม ยิ้มอย่างเลือดเย็น

‘ในเมื่อจะลากออกมาก็ต้องมีหลักฐานมากพอให้ตัดสินโทษหนัก ๆ งั้นก็อาศัยวิธีนี้ทำให้พวกมันต้องปวดหัวกับการสูญเสียทรัพยากรระหว่างลักลอบและใช้เวลานานที่สุดกันเถอะครับ’ นั่นคือแผนการของอาซาไร

บีบให้พวกนอกกฎหมายใช้เส้นทางที่แทบจะเป็นไปไม่ได้ในการขนส่งเพื่อส่งออกสินค้าลับ ๆ

‘เคยมีใครบอกไหมว่านายน่ากลัวมาก’ แฟร์เบ้หน้าขนลุก เส้นทางที่ว่านักประดาน้ำระดับสูงยังแขยงเนื่องจากต้องผ่านพื้นที่ปล่องน้ำเงินใต้สมุทร มีสิทธิ์จะถูกกระแสน้ำวนที่มองไม่เห็นสูบลงไปจบชีวิตที่ก้นปล่องไร้แสงส่องผ่านเป็นอย่างมาก

‘ก็มีบ่อยนะครับ แต่ผมไม่คิดว่ามันจะน่ากลัวเท่าสายพันธุ์ของคุณที่ใช้พวกเดียวกันเองเป็นหนูทดลองหรือเป็นฐานไว้เหยียบให้ตัวเองไปได้สูงขึ้นหรอกนะ’ อาซาไรแสดงมุมมองของเขาและพูดถึงรายชื่อทหารรับจ้างซึ่งเป็นไปได้ในภารกิจนี้ ไม่ว่าจะกลุ่มที่ลักลอบขนส่ง หรือพวกนักล่าค่าหัวที่น่าจะตามมาเก็บงานกำจัดพยานภายหลังความล้มเหลว...

 

--------------------------

เลิ่กลั่ก ช้ากว่ากำหนดอีกแล้ว แง๊ กะว่าวีคนี้จะเร่งเขียนเรื่องนี้สำรองเอาไว้ไม่ก็รีบ ๆ ดันให้จบเพราะไฟใกล้มอดแล้วค่ะ orz แล้วก็จะหายไปรีไรท์เรื่องอื่นไม่ก็เขียนเรื่องอื่นที่ไม่ไซไฟแล้ว

สงสัยว่าทำไมถึงตันบ้าง เขียนไม่ออกบ้างก็ไปไล่อ่านบทความจนได้คำตอบที่คิดว่าน่าจะใช่กับตัวเองในเรื่องอาการเขียนไม่ออก ว่าแรงบันดาลใจสำหรับเรื่องนี้มันค่อย ๆ หดหายไปเพราะไม่ได้เติมเชื้อเพลิงเรื่องหมวดไซไฟเพิ่ม เพราะปกติก็เสพแต่งานแฟนตาซีมากกว่าไซไฟอยู่แล้วเลย อ๋อ! แบบนี้เองสินะ! บ้าที่สุดดด

ดีที่อย่างน้อยก็มีทรีตลวก ๆ ที่วางเอาไว้ยึดเหนี่ยว ฮึก แต่ก็ประสบปัญหาเขียนไม่ค่อยออกอยู่ดี ;;;;;;;;;;; บ้าที่สุดดดด

Ambush = ซุ่มจู่โจม

จะว่าไปอีกเรื่องที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ก็คือพอตกกลางคืนที่ทุกอย่างเงียบ มืด ๆ แล้วหัวแล่นม๊าก จริงๆควรนอน orz

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

53 ความคิดเห็น

  1. #48 faza205317 (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 15 ธันวาคม 2563 / 04:09
    เราพึ่งมาอ่าน ความเป็นพี่เลี้ยงน้องยังน่าเอ็นดูเหมือนเดิม ฮือออ น่ารัก ตัวสนใจฟิค hakuoki ไหม แต่ก็ย้อนยุคอยู่แหะ งั้นรอเรื่องลุ้นละกันว่าจะแต่งอะไรต่อ ไรท์สู้ๆ
    #48
    3
    • #48-2 faza205317(จากตอนที่ 25)
      15 ธันวาคม 2563 / 14:58
      หลงไปดูเพราะผู้หล่อ หลังจากนั้นไม่ว่าเมนคนไหนก็ไม่รอด เราเนี่ยแบบดูจบแล้วลั่นเลย เมนฉานนนนน ตายไม่เหลือเลยตับพังสุดๆ
      #48-2
    • #48-3 DarkSoul.(จากตอนที่ 25)
      15 ธันวาคม 2563 / 16:47
      มากๆค่ะ แต่ก็สนุกมากเช่นกัน อันนี้ถ้าไม่อยากให้เมนตายต้องไปเล่นเวอร์ชั่นเกมจีบหนุ่ม รู้สึกมีคนสปอยด์ว่าคนที่เราเลือกจีบแล้วเข้าแฮปปี้เอ็นได้คนนั้นจะไม่ตายตอนท้ายเรื่องค่ะ
      #48-3