Endless SSU | ลำดับ 1 แห่งไร้สิ้นสุด

ตอนที่ 23 : Role.22 - Change tack

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 24
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    29 พ.ย. 63

Role.22 - Change tack

 

“งั้นเหรอ เพราะงั้นก็เลยถูกงดหน้าที่อาสากู้ภัยสินะครับ คุณยังไม่รู้ความผิดของตัวเองจริง ๆ นั่นแหละนะ” อาซาไรรับฟังเรื่องราวของหญิงสาวบนตักก็คลี่ยิ้ม

“งั้นตอนนั้นน่ะ ไม่ได้บังเอิญสินะ?” ลูเซียสเงยหน้าขึ้นมองหนุ่มต่างดาว

“หึหึหึ กะแล้วว่าคุณต้องรู้ตัว” อาซาไรที่เกล้าผมของลูเซียสขึ้นแล้วถักมันเป็นดอกไม้บนหัวของเธอ

“ผมคิดว่าการถล่มคงจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนเพราะว่าใบสั่งวัสดุของผู้รับเหมามันเพี้ยนไปจากข้อตกลงจากสัมปทานที่ตกลงเอาไว้... นอกจากนี้เพราะว่าเกาะแห่งนี้เพิ่งเปิดมาได้ไม่นาน เขตพื้นที่ดูแลของหน่วยรักษาความปลอดภัยแต่ละกลุ่มอยู่ห่างกันเกินไป ตึกของเอ็นเลสที่ใกล้กับแหล่งท่องเที่ยวไม่มีทางพ้นจากการถูกยืมกำลังคนแน่นอน ไม่เคสนี้ก็เคสอื่นคุณที่มีใบรับรองอาสากู้ภัยจะต้องโดนเรียกไปเป็นกำลังเสริมแน่ ดังนั้นผมจึงให้คุณดูพิมพ์เขียวของเกาะเอาไว้เพื่อความปลอดภัยของตัวคุณเองในอนาคต...” หนุ่มต่างดาวถอนหายใจยาว ก่อนจะเริ่มสะสางความเข้าใจของหญิงสาวที่ไม่คิดว่าการปีนเข้าไปในซากปรักหักพังที่ไม่สามารถออกมาได้ในทางเดียวกันนั้นเป็นความผิด

“โดยปกติแล้วแม้ว่าจะเป็นอาสากู้ภัยแต่สิ่งที่คุณสมควรทำก็คือหาเส้นทางที่ปลอดภัยกับตัวเองในการเข้าไปให้ความช่วยเหลือด้วยนะลูเซียส การที่เธอเข้าไปในปากทางที่เหมือนข้องดักปลาซึ่งเข้าได้แต่ออกไม่ได้น่ะ ไม่ว่าใครเขาก็ไม่ทำกันหรอกนะ” อาซาไรเหลือบมองหญิงสาวที่ยื่นองุ่นมาให้แต่ก็ยังมีความดื้อแพ่งในแววตาให้เห็น

“เอาล่ะ เราจะไม่พูดถึงสามัญสำนึกของมนุษย์ปกติก็แล้วกันนะ เพราะว่าพวกเราต่างมีมันอยู่น้องเสียเหลือเกินทั้งคู่... ทำไมถึงคิดว่าเข้าไปทางนั้นแล้วจะไม่มีปัญหากันครับ?” ชายหนุ่มเอียงคอเล็กน้อย เขาคาดเดาเอาไว้ว่าลูเซียสอาจจะมีแผนสำรองหรือรับรู้ถึงโครงสร้างของซากภายในได้อย่างคร่าว ๆ บางแห่งจึงมั่นใจว่าจะหาทางออกมาได้ที่ตำแหน่งอื่นแต่คำตอบที่เขาได้รับนั้นกลับดันเป็นสิ่งที่เขาคิดว่าเป็นตัวเลือกซึ่งความเป็นไปได้น้อยที่สุดจากปากลูเซียส

“เอมพาธีของฉันทำให้เห็นความหวาดกลัวของคนข้างใน เหมือนสัตว์อ่อนแอตัวเล็ก อย่างน้อยถ้าเห็นคนมาช่วยก็จะทุเลาลงไปใช่ไหมล่ะ แล้วก็จากพิมพ์เขียวของห้างกับของเกาะเอามาซ้อนกัน มันมีตำแหน่งที่จะออกไปได้ผ่านทางใต้ดินหลายแห่งใกล้กับจุดถล่ม แค่ต้องพังเพิ่มอีกสักหน่อย” เธอลูบคางแล้วเอียงหัวเล็กน้อยราวกับไม่เข้าใจว่าทำไมพวกเขาถึงไม่คิดแบบเธอกันนะ

“ว้าว คุณมีพัฒนาการทางอารมณ์มากกว่าที่ผมคิดเอาไว้ในตอนแรกเสียอีก” อาซาไรยิ้มแป้นลูบหัวคนบนตัก เขารู้ว่าลูเซียสเป็นหนึ่งในตัวทดลองที่รอดชีวิตจากการฝืนบังคับให้ยีนกลายพันธุ์จนมิวแทนท์ซ้ำ ๆ ทราบว่าเพราะการทดลองและเลี้ยงดูมาอย่างผิดธรรมชาตินั้นทำให้พัฒนาการทางความคิดและอารมณ์ของลูเซียสใกล้เคียงกับเด็กซึ่งมันไม่สมวัย การที่เธอเริ่มนึกคิดและเห็นใจผู้อื่นจึงนับเป็นก้าวสำคัญไม่น้อยไปกว่าความกลัว

“แต่ว่าเพราะคุณไม่ได้อธิบายกับพวกพ้องคนอื่น การกระทำของคุณจึงไม่ต่างจากเข้าไปตาย ดังนั้นแล้วในคราวหน้าอย่างน้อยก็รายงานแผนให้ทีมรับทราบเอาไว้ก่อนลงมือด้วยล่ะ” อาซาไรคิดหาทางแก้ไขให้กับเธอ ซึ่งไม่ใช่การบังคับเปลี่ยนให้เธอฝืนทำอย่างที่ไม่ถนัดอย่างการคิดแบบคนอื่น แต่ให้บอกคนอื่นว่าตัวเองคิดอย่างไร

“การสื่อสารเป็นเรื่องสำคัญของทีมเวิร์คนะครับ ดังนั้นแล้วเพื่อให้มีความเข้าใจที่ตรงกันไม่คลาดเคลื่อน คุณควรพูดในสิ่งที่คิดให้มากกว่านี้อีก” อาซาไรแนะแนวทางให้จบก็กินองุ่นจากมือของลูเซียสและยังคงย่อยข้อมูลมากมาย เปลี่ยนพวกมันเป็นทฤษฎีความเป็นไปได้ต่าง ๆ นานา

ลูเซียสเงียบไปนานก็ถามขึ้น “ทำงานตลอดแบบนี้ไม่เป็นผลเสียกับสุขภาพเหรอ?”

อาซาไรชะงักนิ้วไปเล็กน้อย ในสายตาคนทั่วไปอาจไม่มีอะไรผิดปกติแต่กับมิวแทนท์แนวหน้าซึ่งมีความไวและสายตาเป็นเลิศย่อมรับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงแม้เพียงเล็กน้อยจากหนุ่มต่างดาวด้วย ยิ่งด้วยสายตาของลูเซียสซึ่งมีอาการเอมพาธีและซินเนียทีเซียกลายพันธุ์ร่วม

สีสันของอาซาไรนั้นยุ่งเหยิง ปนเปด้วยเขียวมะนาวสว่าง ส้ม และม่วง

วงแขนคู่รองข้างหนึ่งกระชับเอวของชาวมนุษย์บนตัก ก่อนที่เขาจะเบนสายตาลงมามองคนที่ออกปากถามไถ่อย่างเป็นห่วง

อดไม่ได้ที่จะยิ้มขึ้นมา อาซาไรยกนิ้วลูบมุมปากตัวเองเล็กน้อย

“...รู้ตัวไหมว่าพักหลังทำตัวน่าแทะขึ้นเรื่อย ๆ” แววตาของเขาไม่ได้พูดเล่น กระนั้นลูเซียสเองก็ยังไม่สามารถทำความเข้าใจคำว่าแทะของอีกฝ่ายได้

“ฉันกินไม่ได้นะ แล้วสายพันธุ์ของอาซาไรก็กินเนื้อย่อยยากไม่ได้นี่นา?” เธอย่นคิ้วแล้วยัดองุ่นใส่ปากเขาไปแทน

เสียงหัวเราะของท่านรัฐมนตรีฟังดูน่าหมั่นไส้ขึ้นมาทันตา

“ผมไม่รู้จะเทียบคำของดาวผมกับดาวของคุณด้วยคำอื่นไหนอีกที ถ้าจะให้แจงรายละเอียด คำที่คล้ายที่สุดคงเป็นอาการขบกัดด้วยความรักน่ะ” เขาพิมพ์สั่งเลขาหน้าห้องให้ไปจัดการงานเอกสารและยกอาหารเที่ยงของมนุษย์มาให้ลูเซียสด้วย

“ขบกัดให้เจ็บจะเรียกว่าแสดงความรักได้ยังไง?”

“... ผมเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน ลองดูไหมล่ะ? เป็นกรณีศึกษา” ที่จริงแล้วการจับคู่ของอาซาไรกับลูเซียสถ้าพูดในแง่พัฒนาการเชิงอารมณ์ละเอียดอ่อน คงเรียกได้ว่าเป็นการจับคู่ที่ห่วยที่สุดก็ว่าได้

“ขอปฏิเสธ ถึงจะเข้าแมชชีนรักษาก็หายแต่ตอนได้แผลมาก็เจ็บนี่” ลูเซียสปฏิเสธทันที

“งั้นไว้ผมจะไปศึกษาแล้วมาอธิบายให้ฟังแล้วกันนะ” อาซาไรหันไปสนใจงานต่ออย่างอารมณ์ดี อันที่จริงเขาไม่เคยคิดว่าต้องไปหาข้อมูลอะไรแบบนี้มาอ่านเลย รูปร่างของแต่ละสายพันธุ์ที่ต่างกันโดยสิ้นเชิงย่อมไม่ดึงดูดเพศตรงข้ามซึ่งไม่ใช่สายพันธุ์เดียวกัน

พวกเขาคงมียีนที่ไหนสักแห่งซึ่งไม่ได้รับการคัดกรองจากธรรมชาติมาไว้กับตัว เลยทำให้ไม่มีความต้องการจะเพิ่มจำนวนเพื่อเผ่าพันธุ์

ก็แค่อยากอยู่ด้วย แม้ว่าอีกฝ่ายจะไม่ใช่สิ่งมีชีวิตสปีชี่ย์เดียวกับตัวเองก็ตาม

“อื้อ จะรอฟังแล้วกันนะ แล้วก็นายยังไม่ตอบคำถามของฉัน” ลูเซียสเงยหน้าทวงคำตอบก่อนหน้า

“ศักยภาพและขีดจำกัดร่างกายต่างกัน ด้วยร่างกายของผมสามารถทนอยู่กับข้อมูลจำนวนมากได้ทั้งวันโดยไม่ปวดหัว ถึงเวลาพักก็ค่อยไปพักตามสมควร จะไม่ส่งผลเสียกับสุขภาพอย่างแน่นอน...” อาซาไรก้มลงมางับองุ่นแล้วทำงานต่อ

“เข้าใจแล้ว” เธอพยักหน้าอย่างว่าง่าย

“สปีชี่ย์ของอาซาไรใช้การกัดเป็นการแสดงความรักเหรอ?” ลูเซียสถามขึ้นอีกคำถาม สารคดีเกี่ยวกับเพื่อนบ้านต่างดาวไม่ได้เจาะลึกอะไรขนาดนั้น แค่แสดงความเป็นอยู่ให้ชาวโลกได้เห็นความคล้ายคลึงเพื่อไขข้อสงสัย หรือลดความหวาดระแวงทั้งนั้น

“โดยปกติแล้วเราจะใช้หนวดที่แตกก้านออกมาจากกระดูกคิ้วแตะหรือพันกัน นอกจากนี้ก็คือการสานมือคู่รองหรือกอดเอาไว้ด้วยสี่แขนเพื่อแสดงการปกป้อง อาจมีคลอเคลียกันบ้างด้วยจมูก เพียงแต่พวกเราไม่จูบกันเหมือนมนุษย์เราขบส่วนที่เป็นกระดูกแข็งอย่างคิ้วหรือสันมือ ริมฝีปากของเราไม่เหมือนมนุษย์ และขากรรไกรล่างก็เป็นแบบสองชิ้น” หนุ่มต่างดาวหลุบตามองหญิงสาวแล้วเปิดปากแบบแยกกรามล่างให้ดูเป็นครั้งแรก

“เห็นลึกไปถึงคอเลย” ลูเซียสไม่ใช่แค่ไม่กลัวแถมยังสนอกสนใจกายวิภาคช่วงปากและคอของเขาที่ต่างจากมนุษย์โดนสิ้นเชิง

อาซาไรรีบจับนิ้วที่คิดจะแหย่เข้ามาในปากของตัวเองหน้ายุ่ง

“เดี๋ยวนิ้วก็หักหรอกครับ เห็นแบบนี้แต่ขากรรไกรพวกเขาแข็งแรงมากนะ” เขาเตือนเสียงนุ่มแล้วเก็บปากของตัวเอง ใช้เพียงการเปิดปากสองส่วนคล้ายมนุษย์

“แบบนี้ก็กินเหยื่อขนาดใหญ่ได้สินะ?” พอเห็นขากรรไกรล่างที่แยกออกจากกันได้เธอก็นึกถึงงูขึ้นมา

“ใหญ่กว่าคอไม่ได้ครับ” เขาตอบคำถามด้วยรอยยิ้มแล้วใช้นิ้วเคาะลำคอของตัวเองที่ไม่ได้แสดงลักษณะยืดหยุ่นเท่าไหร่

“ความแข็งของอาหารที่เคี้ยวได้ล่ะ?” ลูเซียสกลายเป็นฝ่ายชวนท่านรัฐมนตรีอู้งาน อาซาไรไม่ได้ว่าอะไรและยังคุยเล่นกับเธออย่างมีความสุข

“ไม้ที่พวกเรากินได้อย่างเอร็ดอร่อยก็คงเป็น ‘อ้อย’ ที่มีอยู่บนโลกแหละครับ ทั้งหวาน ทั้งน้ำเยอะ ช่างต่างจากไม้เนื้ออ่อนประเภทอื่น ๆ ที่เคยกินมาเลยล่ะ” อาซาไรหยิบองุ่นส่งเข้าปากลูเซียสบ้าง

“... ตอนแรกก็คิดว่าพวกนายเหมือนดอกไม้ หลังจากนั้นก็รู้ตัวว่าน่าจะเป็นแมลงมากกว่า... ชอบกินอะไรหวาน ๆ เลยคิดว่าคล้ายพวกผึ้งหรือผีเสื้อ ถึงอย่างนั้นก็กินเนื้อปลาได้ด้วย เหมือนแมงมุมมากกว่าเนอะ แต่ตอนนี้ดันกินไม้ได้ด้วยเหมือนปลวกด้วย สายพันธุ์ของอาซาไรซับซ้อนจัง” หลังจากที่เธอเคี้ยวองุ่นลงคอไปถึงพล่ามออกมาประโยคใหญ่

“ในสายตาของผมสปีชี่ย์ของคุณที่กินได้ทั้งพืชและสัตว์ หลายประเภทโปรตีนทั้งสัตว์ปีก สัตว์สี่เท้า กระทั่งปลา ซับซ้อนกว่าพวกผมอีกนะ” อาซาไรเอนหลังพิงเก้าอี้แล้วเริ่มพิมพ์ข้อความลงไปบนหน้าจอโฮโลแกรมงานซึ่งเว้นค้างเอาไว้

“ถ้าเป็นอาหารดั้งเดิมบนดาวละก็คงเป็นดอกไม้สีน้ำเงินละมั้งครับ หน้าตายคล้ายดอกทานตะวันแต่เกสรมีขนาดเล็กกว่า ทั้วทั้งต้นเป็นสีน้ำเงินปนม่วง กินได้ทุกส่วนตั้งแต่ยอดจนถึงราก แต่หากเทียบความหวานและปริมาณน้ำในพืชแล้วจัดว่าด้อยกว่าอ้อยอยู่ระดับหนึ่งเลยละครับ” อาซาไรอธิบายจบเลขาหน้าห้องก็เคาะประตู หลังจากได้รับคำอนุญาตหล่อนก็เข้ามาพร้อมรถเข็นอาหารสำหรับลูเซียส

“จัดเตรียมแบบแคลอรีสูงเป็นพิเศษให้ตามความต้องการของร่างกายคุณลูเซียสแล้วค่ะ” เธอกล่าวด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะมีอาการเลิ่กลั่กทางสายตาเมื่อเห็นลูเซียสนั่งอยู่บนตักท่านรัฐมนตรี เธอเคยสงสัยว่าทำไมเขาถึงไม่สั่งให้เอาเก้าอี้มาเพิ่มสักทีเพราะคุณลูเซียสก็มาพบบ่อย พาลนึกว่าเธอจะนั่งห่างออกมาที่โซฟาหน้าโต๊ะทำงานเสียอีก

“ขอบคุณ อย่าลืมสรุปรายงานที่ขอไปล่ะ คุณช่วยจำแนกพวกมันหลังจากรับมาจากกระทรวงต่าง ๆ ด้วยนะ” อาซาไรทิ้งท้ายอีกคำสั่งก่อนจะตั้งหน้าตั้งตาพิมพ์ข้อความ

“ทราบแล้วค่ะ” เธอเข็นรถเข็นอาหารมาถึงที่ข้างโต๊ะทำงานของอาซาไร ลูเซียสที่กำลังจะลุกขึ้นไม่สามารถขยับตัวได้เพราะมือคู่รองที่ไม่ได้สวมปลอกแขนแข็งกำลังรัดพันรอบเอวและขาของเธอไว้กับที่

“อาซาไร... ฉันจะกินข้าว”

“ก็หยิบมาซะสิครับ?” หนุ่มต่างดาวตีหน้าซื่อราวกับสงสัยว่าเขาทำอะไรผิดไปตรงไหน

“ฉันลุกออกไปไม่ได้” เธอจิ้มไปที่รยางค์หลายเส้นที่ตัวและขา

“ก็ไม่ได้อยากให้ลุกออกไปนี่ครับ” ดวงตาทั้งสี่ของเขาหรี่โค้งเป็นเสี้ยวจันทร์ หนุ่มต่างดาวเอียงคอเล็กน้อย

“...” ลูเซียสรู้สึกคันยุบยิบข้างในซี่โครงลึกเข้าไป ทั้งชอบและชังในเวลาเดียวกัน และเมื่อความรู้สึกที่ไม่รู้จักปะปนกันมั่วก็ส่งผลมาถึงใบหน้าที่พิลึกของเธอ

“ผมชอบหน้ายุ่ง ๆ ของคุณที่ทั้งรักทั้งชังผมนะ” อาซาไรหัวเราะในลำคอแล้วยกจานอาหารของลูเซียสมาส่งให้ถึงมือเธอเพราะเขาแขนยาวกว่าพร้อมทั้งช้อนส้อม แต่เขาก็ยังไม่ปล่อยให้เธอไปนั่งที่อื่นอยู่ดี

“คุณอลิซาเบธ... ผมยังต้องการสรุปเอกสารอยู่นะ” ท่านรัฐมนตรีหันไปยิ้มให้เลขาหน้าห้องทำงานเธอจึงได้สติจากภาพตรงหน้าและรีบออกจากห้องทำงานไป

“ไม่ใช่คนเดียวกับครั้งก่อนนี่?” ลูเซียสเหลือบมองไปที่ประตู

“คนก่อนหัวอ่อนเกินไป โดนหลอกถามอะไรก็พูดไปหมดเลยต้องเปลี่ยน... แต่คนนี้ไว้เดี๋ยวอะไร ๆ เข้าที่เข้าทางค่อยเปลี่ยน” อาซาไรไม่ได้ใส่ใจกับการโยกย้ายตำแหน่งเลขาหน้าห้องตัวเองนัก มันเป็นไปตามคาดการณ์อยู่แล้วว่าจะมีกลุ่มขั้วอำนาจที่ไม่เห็นด้วยกับนโยบายของเขาส่งสายเข้ามาทำงานใกล้ชิด

หญิงสาวบนตักไม่ได้พูดอะไรต่อ เพียงแต่เข้าใจอยู่อย่างเงียบ ๆ ว่าเลขาสาวหน้าห้องไม่ใช่คนของอาซาไร เอมพาธีของเธอเห็นความยุ่งเหยิงของหล่อน ความรู้สึกของอารมณ์ตกใจและสับสน คล้ายกับว่ามีบางอย่างผิดแผนไป

“ให้พวกเขารู้ว่าเราสนิทกันแค่ไหน จากนั้นเก็บทุกคนที่จะไปฆ่าคุณซะ” อาซาไรลูบหัวคนบนตัก

“งานงั้นเหรอ~ ได้เลย นี่มันง่ายกว่าช่วยคนเป็นไหน ๆ” ลูเซียสกระตุกยิ้มและคาบช้อนคาปาก

“แต่คุณก็ต้องระวังตัวด้วย... ถ้าอันตรายเกินที่จะรับมือไหวก็หนี ผมให้คุณดูพิมพ์เขียวเกาะแล้ว เอาไว้ได้ของอาคารอื่นมาจะแบ่งให้คุณแน่นอน... อันที่จริงในอาทิตย์หน้าการปรับแต่งเกาะจะเสร็จผมจะให้คุณดูอีกรอบหนึ่ง” อาซาไรเอ่ยด้วยความเป็นห่วง

“เป็นห่วงแต่ให้ทำงานอันตรายนี่ย้อนแย้งจัง” ลูเซียสมุ่นหัวคิ้ว

“เพราะผมมั่นใจว่าทั้งโลกนี้คนที่แข็งแกร่งกว่าคุณไม่มี ต่อให้สู้ไม่ได้ ด้วยความสามารถของคุณก็หลบหนีได้อย่างสบาย ถูกต้องไหม?” อาซาไรสไลด์จอโฮโลแกรมผลการประเมินอันดับนักปราบปรามปัจจุบัน

ชื่อของเธอกลายเป็นตำแหน่งบนสุดเหนืออัลบาไปแล้ว

“ตัวทดลองอื่นอีกสองคนนอกจากฉันก็แข็งแกร่ง...” ลูเซียสเอ่ยเตือน

“...เรื่องนั้นผมคิดเอาไว้แล้ว ถ้าจะต้องปะทะ คุณคงเจอกับหมายเลข 236 ตอนนี้เธออยู่กับรัฐบาลภายใต้การดูแลของกระทรวงคมนาคม ซึ่งตอนนี้กำลังหั่นขาเก้าอี้กันอยู่” อาซาไรเปิดข้อมูลของตัวทดลองหญิงผู้รอดชีวิตจากแล็บเดียวกับลูเซียส

236 เป็นมิวแทนท์พลังผสมระหว่างล่องหน ยกของ และเอมพาธี ซึ่งร่างกายถูกผ่าตัดดัดแปลงให้มีเซลล์ 2.0 เท่า ด้อยกว่าลูเซียสอยู่ครึ่งระดับ

“แต่เธอไม่ใช่นักฆ่า...” ในความทรงจำของลูเซียส “236 คือตัวทดลองที่ถูกฝึกให้เป็นหน่วยสอดแนมของแล็บ” เธอพูดสิ่งที่คิดออกมา

“ใช่ ดังนั้นถ้าเจอแล้วรู้ตัวว่าถูกขโมยหรือแอบฟัง จะพลั้งมือทำให้ต้องเข้ารักษาตัวตัดกำลังอีกฝ่ายเสียหน่อยคงไม่เป็นปัญหากับพวกเรา” อาซาไรยักไหล่

“แต่ถ้าปล่อยให้เธอทำงานเก็บข้อมูลสอดแนมฉัน ฉันสามารถบอกนายได้ตลอดว่าเธอรู้อะไรไปบ้าง” ลูเซียสแย้งขึ้นมา “ถ้าหน่วยสอดแนมคนแรกหายไปก็แค่เติมคนอื่นที่เก่งกว่าเข้ามาแทนที่ ไม่ใช่ว่ารู้ว่าใครคือคนคนนั้นจะดีกว่าเหรอ?”

“...” อาซาไรนิ่งคิดไปถึงผลได้ผลเสีย “นั่นก็ถูก แต่ไม่คิดว่าพวกนักการเมืองที่เป็นผู้ชักใยเบื้องหลังจะสงสัยเหรอว่านี่มันง่ายเกินไป ไม่สิ อาจจะสมเหตุสมผลดีก็ได้...” เขาพึมพำ

ลูเซียสกินมื้อเที่ยงของตนไปพลางปล่อยให้ท่านรัฐมนตรีต่างดาวจินตนาการถึงความเป็นไปได้ต่าง ๆ นานา

“ถ้าอย่างนั้นเอาตามที่คุณว่า ผมจะปรับแผนตัวเองนิดหน่อย บีบให้พวกเขาส่งหน่วยสอดแนมระดับต่ำไปหาคุณ จัดการพวกนั้นให้หมดจนกระทั่ง 236 ปรากฏตัวก็หยุด ให้ดูเหมือนว่าคุณจับพิรุธพวกนั้นไม่ได้” อาซาไรนวดหัวคิ้วเขาคงต้องให้เส้นสายที่แฝงตัวอยู่เปลี่ยนวิธีการตกเหยื่อ

“เข้าหาฉันไปก็ไม่ได้เรื่องของนายอยู่ดี...” ลูเซียสหน้าหงิก เธอแสดงอารมณ์หลากหลายขึ้นเหมือนอยู่กับอาซาไร

“ไม่อยู่แล้ว พวกเขาอาจจะคิดว่าใช้คุณเป็นข้อต่อรองของผมดังนั้นวิธีที่ง่ายที่สุดคือ มีอำนาจเหนือชีวิตคุณเพื่อบีบให้ผมทำตามความต้องการของพวกเขา” อาซาไรแตะปลายนิ้วกับพวงแก้มคนบนตัก

“จับคุณ หรือขู่ฆ่าคุณ แต่ว่าเรื่องพวกนั้นคงเป็นได้แค่การเพ้อฝัน... มือปราบอันดับหนึ่งของเอ็นเลส ไม่ใช่ค่าตัวเลขที่ใช้เรียกเล่น ๆ ...จริงไหม?” ดวงตาทั้งสี่ของเขาโค้งเป็นจันทร์เสี้ยวอย่างชั่วร้าย

“ผมต้องการให้คุณตามน้ำไปกับพวกมัน ทำให้คิดว่าสามารถกุมชะตาของคุณได้แต่แท้ที่จริงไม่” อาซาไรชักมือกลับแล้วประสานพวกมันโอบเธอไว้อย่างหลวม ๆ

“ฉันไม่ฉลาดพอจะทันเกมของคนที่คิดซับคิดซ้อนได้หรอกนะ...” เธอพ่นลมหายใจออกทางจมูกไม่พอใจ

“ไม่ต้องห่วง ผมจะเป็นสมองให้คุณเอง เพราะว่าคุณเป็นทั้งสิ่งสำคัญและความแข็งแกร่งของผม ดังนั้นเพื่อปกป้องคุณ ผมจะบอกขั้นตอนรับมือเหล่าคนไม่ดีให้เอง” อาซาไรยิ้ม

“โลกของคุณนั้นไม่ได้เปราะบางจนถึงขั้นต้องประคบประหงม แค่สิ่งมีชีวิตเช่นพวกคุณอาศัยให้ถูกที่ถูกทาง จัดการทรัพยากรและบำบัดสิ่งเน่าเสียก่อนปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ ก็อยู่อาศัยบนโลกจนตราบระบบสุริยะของคุณสิ้นสลายได้ แต่พวกคุณบางคนที่คิดว่ามันจะเป็นอย่างไรก็ช่างแล้วพาลใช้พวกมันอย่างสุรุ่ยสุร่ายเพื่อความสบายของตัวเอง คนแบบนี้มาทำให้หายไปจากระบบปกครองบนดาวของคุณกันเถอะ~” ท่านรัฐมนตรียิ้มร้ายมองเสี้ยวใบหน้าของหญิงที่คิดว่าคงเป็นคนรักด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์

“ถ้าไม่ทำให้คนรอบตัวเจ็บถึงตายก็เอาตามนั้น แสดงความแข็งแกร่งของเอ็นเลส มุ่งสู่การเป็นที่หนึ่งที่เลือกงานได้” ลูเซียสพูดเป้าหมายของตัวเองออกมาเป็นครั้งแรก

“โฮ่... การเป็นลำดับที่หนึ่งของเอ็นเลสทำให้ปฏิเสธงานได้เหรอครับ? เป็นระบบที่แปลกดีจัง” อาซาไรกะพริบตา

“เพราะว่าลำดับที่หนึ่งเก่งที่สุดดังนั้นอะไรที่ไม่จำเป็นต้องให้คนเก่งที่สุดไปทำก็สามารถปฏิเสธได้ยังไงล่ะ มีงานไม่มากที่จำต้องใช้คนเก่งที่สุด ขนาดคุ้มครองท่านทูตก่อนหน้านี้ยังใช้แค่ลำดับสองลงมาเลย” เธอพูดถึงตัวเองกับพวกแฟร์

“ไม่ยักรู้ว่าคุณจะมีมุมขี้เกียจเหมือนกันนะ” อาซาไรลูบคางรู้สึกแปลกใหม่ เขามองว่าลูเซียสเป็นสิ่งมีชีวิตที่จัดอยู่ในกลุ่มบ้างาน

“สิ่งที่คนอื่นลงมือทำได้ออกมาดี แล้วทำไมตัวเองต้องทำด้วย การขี้เกียจก็ทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้นะ” เธอเถียงออกมาด้วยคำสอนขอแฟร์ ผู้ซึ่งเสี้ยมให้รู้จักขี้เกียจอย่างถูกต้อง

“...นั่นก็เป็นอะไรที่เถียงไม่ได้ด้วยสิ สิ่งที่ให้คนอื่นทำได้ ตัวเองก็ไม่จำเป็นต้องทำอย่างนั้นเหรอ...” อาซาไรเริ่มครุ่นคิดว่าเขาควรจะกระจายงานไปยังลูกน้องมากกว่านี้เพื่อตัวเองและเพื่อเพิ่มความไว้วางใจกับเจ้าหน้าที่ที่อยู่ในสังกัดของเขาด้วย

“แล้ว... ทำไมคุณถึงอยากได้เวลาว่างล่ะ?” อาซาไรขมวดคิ้วไม่เข้าใจ เขาพยายามนึกหาเหตุผล ลูเซียสอาจจะเสพติดการนอน แต่ไม่น่าใช่เพราะเธอก็ดูตื่นตัวตลอดเวลาไม่ได้มีท่าทีง่วงซึมหรือเหนื่อยสะสมแต่อย่างใด หรืออาจเพราะต้องการเวลาส่วนตัวเพื่องานอดิเรก กระนั้นเขากลับรู้สึกว่าการเล่นของเธอน่าจะหมายถึงเข้าห้องฝึกซ้อมมากกว่าทำอะไรอย่างมนุษย์ผู้หญิงคนอื่น อย่างประทินโฉม แต่งตัว หรือเที่ยว

“เอาไปใช้กับคุณพ่อบุญธรรม เลดี้ เจนเทิล คนในหน่วยเซทซีโร่ แล้วก็นาย” ลูเซียสนับนิ้วนึกถึงเหตุผลที่อยากจะว่างทั้งวัน

วันหนึ่งมียี่สิบสี่ชั่วโมง ตัดเวลานอนออกไปแปดชั่วโมง ฝึกซ้อมสองชั่วโมง รับประทานอาหารอาบน้ำถ่ายหนักถ่ายเบาทั้งวันเฉลี่ยนหนึ่งถึงสองชั่วโมง เธอมีเวลาเพียงสิบชั่วโมงในการอยู่กับคนอื่นและแมวของตัวเอง กระนั้นแล้วทุกคนก็ไม่เคยจะว่างตรงกัน บางครั้งก็นั่งคุยเรื่องพิมพ์เขียวกับรินในห้องพักหน่วย ได้กินอาหารกับคุณพ่อและคุณลุง อาซาฮีมักจะวุ่นวายกับข้อมูลจำนวนมาก ส่วนแฟร์และซีโร่ที่พอฝ่ายหลังเข้ามางานของเธอก็น้อยลงแล้วพวกเขาก็ตัวติดกันมากขึ้น เธอเข้ามาก่อนซีโร่แท้ ๆ ส่วนอาซาไรก็ต้องถูกเรียกหรือทำเรื่องเข้าพบล่วงหน้าก่อนถึงจะเจอได้

เหล่านี้คือการพบปะซึ่งทุกคนก็ล้วนมีงาน วันไหนที่เธอมีงานก็มีโอกาสจะไม่ได้เจอพวกเขาเลยสักคน ความต้องการของลูเซียสและความละโมบอย่างใสซื่อ จึงแสดงออกมาด้วยความคิดที่เป็นเส้นตรงที่สุด ถ้าพวกเขาและเธอว่างไม่ตรงกันจนได้เจอกันน้อย ขอแค่เธอว่างทั้งวันก็จะได้เจอทุกคนอย่างแน่นอนไม่ว่าจะด้วยมื้ออาหาร ห้องพักหน่วย หรือกระทั่งการที่เธอจะไปหาพวกเขาเสียเอง

อาซาไรหลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ นึกเอ็นดูความต้องการเบื้องหลังที่จำเป็นต้องคว้าลำดับที่หนึ่งของมือปราบปรามเอ็นเลสมาให้ได้

“ดีใจที่ผมเองก็อยู่ในรายชื่อของคุณนะ แม้จะหลังสุดก็เถอะ” อาซาไรคลี่ยิ้มเกลี่ยจอนผมของลูเซียสที่เขาไม่ได้รวบเกล้าขึ้นไปด้วย

“เพราะว่าอาซาไรต้องทำเรื่องเข้าพบถึงเจอได้ ถึงฉันไม่ได้เจอ นายก็เรียกฉันมาหาได้อยู่ดีนี่นา เลยไว้หลังสุดเพราะว่าบางทีนายก็มาหาเอง” มันเป็นแบบนั้นจริง ๆ แม้ในช่วงนี้อาซาไรแทบจะไม่ออกจากตึกทำการของเดอะวันเลยก็ตาม ถ้าเขาว่างออกไปได้ เขาก็มักจะเป็นที่ศูนย์บัญชาการเอ็นเลส ไปพบเธอ ไปนั่งเล่นในเซฟรูมที่มีสิ่งมีชีวิตขนฟูขนาดเล็กพองขนใส่คนแปลกหน้าอย่างเขาที่ล้ำเข้าถิ่นพวกมันสองตัว

“นั่นสินะ เป็นเรื่องที่เถียงไม่ได้อีกแล้ว” เขาถอนหายใจแล้วหัวเราะในลำคอ

“สัตว์เลี้ยงของคุณดูไม่ชอบผมเท่าไหร่นะ...” อาซาไรนึกขึ้นได้ก็เล่าให้ฟังว่าต่อให้ทำตัวไม่คุกคามพวกมันก็เอาแต่จ้องแล้วหลบอยู่ในกล่องที่มุมห้อง

“เพราะกลิ่นรึเปล่านะ?” ลูเซียสเอียงคอ เธอเสตาไปมาแล้วเขยื้อนตัวไปใกล้ทำจมูกฟุดฟิด

“เพราะว่านายมีกลิ่นเหมือนดอกไม้ที่ไม่รู้จักจาง ๆ เจ้าพวกตัวเล็กที่จมูกดีก็เลยระแวง... มันเป็นกลิ่นที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน ไปบ่อยเข้าเดี๋ยวเลดี้กับเจนเทินก็จะคุ้นกับนายเอง” เธอแสดงมุมมองของตนออกมา

“ชวนผมไปห้อง?” ทั้งสี่ตาของเขาโค้งเป็นจันทร์เสี้ยวอีกครั้ง อาซาไรเท้าคางกับพนักแขนเก้าอี้ “ไม่กลัวเหรอ?”

“ก็ไม่มีปัญหาอะไรนี่ อาซาไรจะไม่ทำเรื่องที่ตัวเองเสียประโยชน์ในระยะยาว เพราะงั้นไม่กลัวหรอก” เธอกะพริบตาปริบมองฝ่ายชายที่ดูชอบเตือนเธอในเรื่องนี้บ่อยครั้ง แต่ก็ไม่เคยแสดงท่าทีคุกคามอื่นนอกจากขังเอาไว้ในแขน

“สายพันธุ์ของนายกับฉันต่างกันมาก เรื่องไม่ดีที่มักจะเกิดขึ้นกับสายพันธุ์ของฉันเวลาวัยเจริญพันธุ์อยู่ด้วยกันในห้องสองต่อสองไม่มีทางเกิดขึ้นแน่นอน! ...หัวเราะอะไรน่ะอาซาไร” ลูเซียสขมวดคิ้วเป็นปมพอเห็นท่านรัฐมนตรีหัวเราะจนแทบจะหายใจไม่ทัน

--------------------------

Change tack : เปลี่ยนกลยุทธ์

ช่วงทอร์ค

เพิ่งไปเจอเพลง this is me มาค่ะ ของหนังเรื่องโชว์แมน ก็รู้สึกว่านี่มันตรงกับออริในบ้านเยอะมากเลยล่ะ 555555 “ฉันไม่ขอโทษหรอกนะ ก็นี่มันตัวของฉัน” กรี้ดในความมั่นและแตกต่าง

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

53 ความคิดเห็น

  1. #46 zutto (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 5 ธันวาคม 2563 / 20:52
    นี่ก้คิดนะว่ามันจะมีฉากอะไรยังงั้นยังไง555
    #46
    1
    • #46-1 tenkyo(จากตอนที่ 23)
      7 ธันวาคม 2563 / 08:39
      ฉากปริศนาาาา 5555555
      #46-1
  2. #32 faza205317 (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 30 พฤศจิกายน 2563 / 09:44
    ยัยน้องงงงง น่าเอ็นดูแท้ 5555 พึ่งบ่นไปว่าสองคนนี้มีแต่งานไม่มีเวลาสวีท เราเลยได้อ่านตอนที่เค้าอยู่ด้วยกันทั้งตอนสินะ เอาสองคนที่ความรู้และความรู้สึกด้านโรแมนติกและเพศตรงข้ามติดลบมาคู่กันมันก็จะดูเป็นคู่ที่อ๊องๆหน่อยอะนะ
    #32
    1
    • #32-1 faza205317(จากตอนที่ 23)
      30 พฤศจิกายน 2563 / 09:44
      มาสายแต่มานะไรท์ 55555
      #32-1
  3. #31 DR@Y• (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 29 พฤศจิกายน 2563 / 23:26
    น่ารัก ^ ^
    #31
    0